Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - “เปิดเส้นทางสายฮัจญ์...คราบน้ำตาของผู้แสวงบุญบนความทุจริตของผู้ประกอบธุรกิจและ จนท.รัฐ

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม => แจ้งข่าว ความเคลื่อนไหว มุสลิมทุกภาค => ข้อความที่เริ่มโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ ตุลาคม 17, 2010, 11:20:31 am


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: “เปิดเส้นทางสายฮัจญ์...คราบน้ำตาของผู้แสวงบุญบนความทุจริตของผู้ประกอบธุรกิจและ จนท.รัฐ
เริ่มหัวข้อโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ ตุลาคม 17, 2010, 11:20:31 am

   สกู๊ปพิเศษที่ชื่อ “เปิดเส้นทางสายฮัจญ์...คราบน้ำตาของผู้แสวงบุญบนความทุจริตของผู้ประกอบธุรกิจและ จนท.รัฐ” ที่ศูนย์ข่าวอิศราเปิดประเด็นเอาไว้เมื่อต้นเดือน ต.ค.นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่รวบรวมปัญหาจากผู้แสวงบุญตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าปีนี้สถานการณ์จะเลวร้ายเสียยิ่งกว่าที่ “ทีมข่าวอิศรา” รายงานเอาไว้เสียอีก

    

   ไม่เฉพาะประเด็นการขอวีซ่าฮัจญ์ซึ่งกลายเป็นเกมการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศ อันสืบเนื่องจากความพยายามของรัฐบาลที่จะผลักดัน พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม (อดีต) ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จำเลยในคดีอุ้มฆ่า นายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจเชื้อพระวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กระทั่งสถานการณ์คลี่คลายเมื่อเจ้าตัวยอมเสียสละไม่รับตำแหน่ง โดยที่รัฐบาลไม่ได้แสดงท่าทีรับผิดชอบใดๆ เลยเท่านั้น

   
   เพราะเมื่อถึงห้วงเวลาที่ผู้แสวงบุญต้องเดินทางไปนครเมกกะจริงๆ กลับยังมีอุปสรรคปัญหาตามมาอีกมากมาย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการทุจริตคดโกงของบริษัทผู้ประกอบการหลายราย และความอ่อนด้อยในการบริหารจัดการของรัฐบาล จนมีผู้แสวงบุญส่อว่าจะต้องพลาดการเดินทางจำนวนหลายร้อยคน...ทั้งๆ ที่จ่ายเงินซึ่งอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมานานหลายปีไปจนเกลี้ยงกระเป๋าแล้ว

   
   ที่น่าตกใจก็คือสภาพการณ์เช่นนี้มาเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทั้งๆ ที่พรรคการเมืองพรรคนี้มีฐานเสียงใหญ่อยู่ในภาคใต้ และเป็นพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีพี่น้องมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ 
   
   สารพัดปัญหาขวางทางบุญ

   
   สรุปปัญหาที่ผู้แสวงบุญต้องเผชิญ “เส้นทางสายวิบาก” ได้ดังนี้

   
   1.บริษัทผู้ประกอบกิจการฮัจญ์บางรายใช้สายการบินอิหร่านแอร์ และมาฮานแอร์ ในการพาผู้แสวงบุญเดินทางไปเมกกะ ทั้งๆ ที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชัดเจนว่ากำหนดให้สายการบินไทยเป็นสายการบินเดียวเท่านั้นที่รับหน้าที่นี้

   
   ภายหลังสายการบินทั้ง 2 สายได้ขอถอนตัว ทำให้รัฐบาลไทยต้องเร่งหาสายการบินอื่นที่ได้รับอนุญาตมารับช่วงแทน สร้างความวุ่นวายไม่ใช่น้อย

   
   2.ต่อเนื่องจากข้อ 1 เมื่อสายการบิน 2 สายไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ทำให้มีปัญหาในการขอวีซ่าให้กับผู้แสวงบุญ ส่งผลให้ผู้แสวงบุญราว 3,000 คนไม่มีวีซ่า ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พยายามผ่อนหนักเป็นเบาจนสามารถช่วยเหลือไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว

   
   3.มีผู้ประกอบกิจการฮัจญ์จำนวน 8 บริษัทไม่ยื่นเอกสารสัญญาเช่าที่พัก ส่งผลให้กรมการศาสนาไม่สามารถยื่นขอวีซ่าให้กับผู้แสวงบุญจำนวน 731 รายได้ เพราะติดกฎระเบียบของทางการซาอุดิอาระเบียที่กำหนดให้ผู้แสวงบุญแต่ละรายมีที่พักตรงตามหลักเกณฑ์ จึงจะออกวีซ่าให้

   
   4.มีบริษัทผู้ประกอบกิจการฮัจญ์บางบริษัทไม่ยอมส่งเงินคืนกองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ยืมไปจากรัฐบาลรวม 47 ล้านบาท ทำให้กรมการศาสนาไม่สามารถยื่นขอวีซ่าให้กับผู้แสวงบุญที่เดินทางกับบริษัทดังกล่าวได้
   
   รัฐไล่ถอดสลัก-สั่งสอบหา"ไอ้โม่ง"ทำวุ่น

   
   สรุปการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและความไม่ชอบมาพากลที่พบ

   
   1.กรณีสายการบินอิหร่านแอร์ และมาฮานแอร์ มาร่วมขนส่งผู้แสวงบุญในพื้นที่ภาคใต้จนเกิดปัญหา แม้ทั้งสองสายการบินจะยอมถอนตัวในเวลาต่อมา และรัฐบาลเร่งหาสายการบินใหม่มารับช่วงแทนได้แล้ว แต่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก็ได้สั่งให้กรมการบินพลเรือนส่งเอกสารการขอเข้าร่วมขนส่งผู้แสวงบุญของสายการบินทั้งสองแห่งนี้ เพื่อหาต้นตอว่ามีบุคคลใดเข้ามาแทรกแซงจนวุ่นวายกันไปหมด

   
   2.เรื่องสัญญาเช่าที่พักที่มีบริษัทผู้ประกอบการ 8 รายไม่ยื่นเอกสารสัญญาเช่า ทางกระทรวงวัฒนธรรมได้สั่งการให้ 8 บริษัทเร่งดำเนินการ และตั้งอนุกรรมการขึ้น 1 ชุด เพื่อเดินทางไปตรวจสอบสัญญาเช่าที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย

   
   3.เรื่องเงินกองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์จำนวน 47 ล้านบาท กระทรวงวัฒนธรรมได้ติดตามไล่บี้กระทั่งผู้ประกอบการยอมส่งเงินคืนทั้งหมด

   
   4.นายนิพิฏฐ์ ลงนามในคำสั่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการกิจการฮัจญ์ทั้งหมด เพื่อพิจารณาเอาผิดและขึ้นบัญชีดำกับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และสรุปปัญหานำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
   
   ส.ส.มุสลิมตั้งโต๊ะแถลงจี้รัฐสางโกง

   
   ปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับกิจการฮัจญ์ปีนี้ นับว่าฉาวโฉ่จริงๆ ถึงขั้นที่ ส.ส.มุสลิม ต้องตั้งโต๊ะแถลงที่รัฐสภา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการ

   
   นายสมัย เจริญช่าง ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เร่งตรวจสอบผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากพี่น้องมุสลิมที่เดินทางไปแสวงบุญประกอบพิธีฮัญจ์ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ายังมีผู้แสวงบุญตกค้างที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่จำนวนมาก เพราะมีผู้ประกอบการเอกชนบางรายไปฮั้วกับสายการบินต่างชาติที่เป็นสายการบินโลว์คอสต์ (สายการบินต้นทุนต่ำ) แต่เก็บเงินในราคาสูงเทียบเท่ากับการบินไทย

   
   นอกจากนั้น ยังขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบกรณีที่พบความไม่โปร่งใสในการจองที่พักให้กับผู้แสวงบุญ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาจองผ่านนายหน้า ทำให้เกิดปัญหาเมื่อผู้แสวงบุญไปถึงที่พัก กลับไม่มีที่พักให้ เพราะไปซ้ำซ้อนกับประเทศอื่นที่จองที่พักที่เดียวกัน ทำให้ผู้แสวงบุญต้องไปนอนข้างถนนนานนับสิบวัน

   
   “รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการกับบริษัทเอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปแสวงหา ผลประโยชน์กับผู้แสวงบุญ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องทางศาสนาและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก” นายสมัย กล่าว
   
   นายกฯสั่งเชือดผู้ประกอบการทุจริต

   
   ดังที่เกริ่นเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า ปัญหาที่เกิดกับผู้แสวงบุญส่งผลสะเทือนถึงฝ่ายการเมืองด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานเสียงหลักอยู่ในภาคใต้ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงอยู่นิ่งไม่ไหว ต้องสั่งฟันผู้ประกอบการที่เข้าข่ายแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอย่างเร่งด่วน

   
   “กระทรวงวัฒนธรรมต้องดำเนินการให้ชัดเจน เนื่องจากได้บอกตั้งแต่ต้นว่ากรณีที่มีใครไปแสวงหาผลประโยชน์และไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขก็ต้องลงโทษ เพราะเราไม่ต้องการให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น อีกทั้งปัญหาก็มักจะเกิดซ้ำซากจากคนกลุ่มเดิมๆ จึงต้องเร่งจัดการ พร้อมขึ้นบัญชีดำผู้ประกอบการเอาไว้ ผลการสอบสวนโยงถึงใครก็ต้องดำเนินการ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

   
   สารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการจัดการกับขบวนการสูบผลประโยชน์โดยมิชอบจากผู้แสวงบุญ ดูจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องอาศัยภาวะผู้นำอย่างสูงของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

    

   เพราะรู้กันในวงการว่า คนที่กวนน้ำจนขุ่นหาใช่ใครที่ไหน ก็คือคนในซีกรัฐบาล และอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนายกรัฐมนตรีนั่นเอง!

    

   ---------------------------------------------------------------------------------------------

   บรรยายภาพ : ผู้แสวงบุญตกค้างตามสนามบิน (ภาพจากแฟ้มภาพในอินเทอร์เน็ต)

   อ่านประกอบ : เปิดเส้นทางสายฮัจญ์...คราบน้ำตาของผู้แสวงบุญบนความทุจริตของผู้ประกอบธุรกิจและ จนท.รัฐ

   http://www.south.isranews.org/index.php?option=com_content&view=article&id=558:2010-10-07-05-04-18&catid=11:2009-11-15-11-15-13&Itemid=20



หัวข้อ: Re: “เปิดเส้นทางสายฮัจญ์...คราบน้ำตาของผู้แสวงบุญบนความทุจริตของผู้ประกอบธุรกิจและ จนท.รัฐ
เริ่มหัวข้อโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ ตุลาคม 17, 2010, 11:26:55 am

   เส้นทางสายวิบากของการเดินทางไปแสวงบุญที่นครเมกกะ (มักกะฮ์) ประเทศซาอุดิอาระเบีย เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ของพี่น้องชาวไทยมุสลิมนั้น ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะ “วีซ่า” อันสืบเนื่องมาจากประเด็นทางการเมืองจากปม พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม เท่านั้น แต่กระบวนการพาผู้แสวงบุญเดินทางไปซาอุฯ ซึ่งกลายเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาลไปแล้วในปัจจุบัน ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พี่น้องมุสลิมต้องพบเจอ

    

   คำสอนในศาสนาอิสลามระบุว่า ฮัจญ์และอุมเราะฮ์เป็นบทบัญญัติอันประเสริฐที่จะลบล้างความผิดและการทำบาป และจะได้เข้าสวนสวรรค์ของพระองค์ (อัลเลาะฮ์) ดังนั้นผู้ที่ไปทำฮัจญ์ควรหลีกเลี่ยงการกระทำและคำพูดที่จะทำให้การทำฮัจญ์ของเขาไร้ผลและไม่เป็นที่ตอบรับ

   
   การมุ่งสู่หรือการตั้งใจไปยังจุดหมายบัยตุลลอฮ์  อัลลอฮ์ตะอาลาทรงกำหนดให้การทำฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิม และจำเป็นต้องปฏิบัติโดยทันทีสำหรับผู้ที่มีความสามารถที่จะเดินทางไปได้ ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮ์อาลอิมรอน อายะฮ์ที่ 97

   
   นี่เองที่ทำให้เหล่าผู้แสวงบุญจากทุกสารทิศมีจุดหมายเดียวกันคือนครมักกะฮ์ และส่งผลให้ธุรกิจที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์เกิดขึ้นทันที!

   
   ทั้งนี้ รูปแบบของผู้แสวงบุญจากประเทศไทยที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ มี 2 ส่วน คือ

   
   1.รัฐบาลเป็นผู้ดูแลการเดินทางให้ โดยจ้างบริษัททัวร์รับเป็นผู้ดำเนินการ ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ เช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นต้น

   
   2.ผู้แสวงบุญเดินทางไปเอง โดยจ่ายเงินให้กับบริษัททัวร์ที่รับงานจัดการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ทุกปี
   
   เส้นทางสู่มักกะฮ์

   
   การเดินทางในรูปแบบแรก คือรัฐบาลเป็นผู้ดูแลนั้น โดยมากไม่ค่อยมีปัญหา แต่ปัญหามาปรากฏชัดและมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากทุกปีในกลุ่มที่เดินทางไปเองกับบริษัททัวร์

   
   เส้นทางสายฮัจญ์เริ่มต้นด้วยการจัดเครื่องบินแบบเหมาลำจากท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา หรือท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ไปลงที่ท่าอากาศยานเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

   
   ปัญหาแรกที่พบคือบางบริษัทไม่จองตั๋วล่วงหน้า โดยบริษัททัวร์มักจะพาผู้แสวงบุญขึ้นรถทัวร์จากชายแดนใต้ไปต่อเครื่องบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเลย เพราะราคาจะถูกกว่าการเช่าเหมาลำ จึงทำให้เกิดปัญหาการลอยแพผู้แสวงบุญ หรือต้องใช้เวลา 2-3 วันที่สนามบินกว่าจะได้เดินทาง ส่งผลให้ผู้แสวงบุญแต่ละคนต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

   
   นอกจากนั้นยังมีปัญหาเครื่องบินแต่ละเที่ยวมีที่นั่งไม่เพียงพอสำหรับผู้แสวงบุญ เพราะบริษัทไปซื้อตั๋วให้ที่สนามบิน ไม่ได้จองหรือเหมาล่วงหน้า บางคนต้องพลัดกันกับคนในครอบครัวหรือญาติมิตร คนที่ต้องรอเที่ยวบินต่อไป บริษัทจะให้ผู้แสวงบุญไปพักตามมัสยิดในกรุงเทพฯ เช่น มัสยิดดินแดง และระหว่างรอผู้แสวงบุญต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น 
   นี่คือปัญหาขั้นต้นที่ผู้แสวงบุญต้องเผชิญเมื่อตัดสินใจไปกับบริษัททัวร์
   
   บริษัท-จนท.จับมือกันโกง

   
   ครั้นเมื่อเดินทางถึงประเทศซาอุดิอาระเบียแล้ว ผู้แสวงบุญจะต้องเข้าพักยังที่พักตามที่ทางบริษัทจัดเตรียมเอาไว้ โดยหลักเกณฑ์ที่กระทรวงฮัจญ์ ประเทศซาอุดิอาระเบียกำหนด คือที่พักของผู้แสวงบุญต้องมีความมั่นคง ต้องมีลิฟต์ขึ้นลง ต้องมีเครื่องปรับอากาศ สาธารณูปโภคน้ำไฟสะดวก พักห้องละไม่เกิน 4 คน และที่สำคัญต้องอยู่ห่างจากมัสยิดอัลฮะรอมไม่เกิน 500 เมตร

   
   ในช่วงฤดูของการประกอบพิธีฮัจญ์ ทางการซาอุดิอาระเบียไม่อนุญาตให้โรงแรมเล็กๆ หรืออพาร์ทเมนท์ที่ไม่มีลิฟต์ขึ้นลง เป็นที่พักของผู้แสวงบุญ เพราะเห็นว่าไม่มีความปลอดภัย และอยู่ห่างไกลจากมัสยิดอัลฮะรอมเกินกว่า 500 เมตร

   
   ทว่าในความเป็นจริงมีบริษัทบางแห่งสมคบกับเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมบางคนที่รัฐบาลส่งไปเป็นตัวแทนเพื่อทำหน้าที่ดูแลเรื่องที่พักและความเป็นอยู่ให้กับผู้แสวงบุญจากประเทศไทย นำบ้านหรือที่พักแบบที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และได้ทำสัญญาเช่าไว้แล้ว ไปขายต่อให้กับคณะผู้แสวงบุญจากประเทศอื่นเพื่อหากำไร ส่วนผู้แสวงบุญจากเมืองไทยก็พาไปเช่าห้องราคาที่ถูกๆ ซึ่งไม่ตรงตามระเบียบของทางการซาอุดิอาระเบียเป็นที่พักอาศัยแทน

   
   วิธีการแบบนี้ทำให้บริษัทผู้ฉ้อฉลได้กำไรถึง 2 ต่อ และแบ่งปันผลประโยชน์กับเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่สมรู้ร่วมคิด! 
   
   เสียงจากผู้แสวงบุญ...

   
   นายการีม รายีกัน ผู้แสวงบุญจาก จ.ปัตตานี กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์คนละ 150,000 บาท เขาเดินทางไปพร้อมกับภรรยา ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 300,000 บาท เป็นเงินที่ต้องเสียให้กับบริษัท ซึ่งบริษัทจะรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งเรื่องค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหารการกิน รวมเวลาทั้งสิ้น 45 วันในซาอุดิอาระเบีย แต่ข้อสังเกตก็คือในรายการทำสัญญาไม่มีการแจ้งรายละเอียดใดๆ ที่ชัดเจน ทำให้รู้สึกว่าผู้แสวงบุญเสียเปรียบ

   
   “หากเป็นไปได้อยากให้ทางรัฐบาลจัดตั้งสำนักกิจการฮัจญ์ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากฮัจญ์เป็นพิธีกรรมระดับโลก การจัดการหากทำได้ดีก็จะเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ เพราะคนที่ไปก็จะนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ที่สำคัญคือเงินที่จ่ายไปจำนวน 150,000 บาทต่อคนนั้น เราไม่รู้เลยว่าเสียไปกับอะไรบ้าง หากเป็นไปได้น่าจะบังคับให้บริษัทชี้แจงละเอียดด้วย”

   
   นายการีม ซึ่งเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เมื่อปีที่แล้ว บอกด้วยว่า ระหว่างที่พักอยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่จากกรมการศาสนามาเยี่ยมเยียนหรือให้ความช่วยเหลือใดๆ เลย

   
   “ผมคิดว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยไปด้วยซ้ำ ซึ่งต่างจากผู้แสวงบุญจากประเทศมาเลยเซียที่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเป็นอย่างดี ตลอด 45 วันที่อยู่มักกะฮ์ บอกได้เลยว่าไม่เคยเห็นเจ้าหน้าที่ไทยไปสอบถามความเป็นอยู่ของผู้แสวงบุญ จนทำให้บริษัททำตามอำเภอใจ หาผลประโยชน์โดยมิชอบ บางบริษัทจัดให้อยู่ห้องหนึ่งถึง 8 คน บ้างก็จัดให้อยู่ห่างจากมัสยิดที่ต้องไปประกอบพิธีไกลมาก”

   
   “ทั้งหมดนี้ทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เท่าที่ควร จึงยิ่งมีความจำเป็นต้องตั้งสำนักกิจการฮัจญ์ขึ้นในประเทศไทย และควรเป็นหน่วยงานอิสระ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐให้ความสำคัญ และต้องมีกฎหมายรองรับ มีโครงสร้างการบริหารงาน มีบุคลากรอย่างชัดเจน และสามารถตั้งงบประมาณได้ด้วยตนเองด้วย”

   
   “ถ้าเรามีสำนักกิจการฮัจญ์ ก็จะสามารถแก้ปัญหาเรื้อรังนี้ได้ ขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนาระบบการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจทำงานกันปีละครั้งเช่นนี้ ผมยังอยากเสนอด้วยว่า ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนี้จะต้องมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อการเจรจาในนามประเทศไทยบนเวทีโลกมุสลิม” 
   
   จี้แก้ปัญหา...รักษาหน้าประเทศ

   
   ขณะที่ นายอัสรี บินอับดุลเลาะห์ ผู้แสวงบุญอีกรายหนึ่ง กล่าวว่า จากสภาพปัญหาที่ต้องเจอ ความรู้สึกของผู้แสวงบุญชาวไทยเมื่อเปรียบเทียบกับชาติอื่นๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าเรายังด้อยกว่า ฉะนั้นหากรัฐจัดตั้งหน่วยงานราชการขึ้นมาดูแลเรื่องฮัจญ์เป็นการเฉพาะ มีความเป็นอิสระ และทำงานอย่างต่อเนื่อง ก็จะได้ประโยชน์ทั้งในแง่ดูแลพี่น้องมุสลิม ได้ประโยชน์เรื่องเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศด้วย จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้นอย่างมากในสายตาของโลกมุสลิม

   
   “ที่ผ่านมาองค์กรเกี่ยวกับฮัจญ์ที่รัฐบาลตั้งขึ้น เป็นเหมือนองค์กรเฉพาะกิจ ทำงานปีละครั้ง ไม่มีความต่อเนื่อง เมื่อครบวาระหรือหมดเทศกาลฮัจญ์ หน่วยงานนี้ก็หมดภารกิจไป ปัญหาที่ผู้แสวงบุญประสบก็ไม่มีใครนำไปแก้ไขจริงจัง เมื่อถึงเทศกาลฮัจญ์ปีหน้า รัฐก็ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ คนก็ใหม่ แต่ปัญหาต่างๆ ยังเหมือนเดิม ไม่ได้รับการแก้ไข วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอด” 
   
   “การเมือง”ร่วมวงทำวุ่นหนัก

   
   อุสตาซอายูดิง เดเฮะลีเอ ผู้ประกอบการฮัจญ์จาก จ.ปัตตานี ซึ่งมีประสบการณ์พาผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีฮัจญ์มานานหลายปี กล่าวว่า ได้เสนอความเห็นกับรัฐบาลไปว่า ควรจัดตั้งสำนักงานเพื่อดูแลเรื่องฮัจญ์เป็นการถาวร เพราะที่ผ่านมารัฐอาจคิดว่าการประกอบพิธีฮัจญ์เป็นเรื่องส่วนตัวของผู้นับถือศาสนาอิสลาม จึงส่งเสริมในลักษณะแค่อำนวยความสะดวกในปัจจัยบริการขั้นพื้นฐานเท่านั้น

   
   “แม้แต่ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม อย่างฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ก็ยังให้ความสำคัญต่อการจัดการเรื่องฮัจญ์มากกว่าประเทศไทย เพราะถือว่าเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่มีผู้แสวงบุญเข้าร่วมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงถือเป็นหน้าตาและศักดิ์ศรีของประเทศ”

   
   “กระบวนการฮัจญ์จริงๆ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะมีข้อกำหนดตายตัวให้ทุกคนจากทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม ก่อนที่จะเข้ากระบวนการฮัจญ์ที่มุตารีฟะห์ กระทรวงฮัจญ์ของซาอุฯจะจัดเต็นท์ให้ เขาจะแบ่งเลยว่าบริษัทนี้อยู่เต็นท์นั้นเต็นท์นี้ จะมีเป็นจุดๆ และจะมีเจ้าหน้าที่ของไทยรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของอามีรุฮัจญ์แบ่งหน้าที่รับผิดชอบแต่ละกลุ่ม ช่วงนี้จะไม่มีปัญหา แต่ปัญหามักเกิดช่วงที่อยู่มักกะฮ์ คือบ้านพักอยู่ไกลบ้าง อยู่กันแออัดบ้าง ที่อยู่คับแคบบ้าง เพราะผู้ประกอบการบางรายมองแต่กำไรมากกว่าผู้แสวงบุญ”

   
   “สิ่งสำคัญคือไม่มีใครแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะกระบวนการส่งคนไปดูแลผู้แสวงบุญจะผ่านกระบวนการทางการเมือง พรรคไหนเป็นรัฐบาล พรรคนั้นจะส่งคนของเขาไปในฐานะเป็นคณะกรรมการอามีรุฮัจญ์ การไปในฐานะคณะกรรมการฮัจญ์จะมีรายได้ดีพอสมควร ประกอบกับโดยข้อเท็จจริงการรายงานกลับมาที่กรมการศาสนามันอยู่ที่คนๆ เดียว หนำซ้ำเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่มุสลิม ทำให้ไม่เข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของผู้แสวงบุญ”

   
   อุสตาซอายูดิง กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาสภาพความเป็นอยู่ของผู้แสวงบุญแย่มาก อยากให้มองว่าคนที่ไปแสวงบุญเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องอะไร การไปแสวงบุญครั้งหนึ่งต้องเก็บเงินตลอดชีวิต เมื่อไปแล้วก็อยากให้เกิดความสมบูรณ์ในการประกอบศาสนกิจ

   
   “คือคนไปมักกะฮ์เขาไม่คิดอย่างอื่นแล้ว คิดแต่ว่าต้องทำให้ครบองค์ประกอบของฮัจญ์ เขาจะต้องละหมาดให้ครบทุกวักตูที่มัสยิดฮะรามที่มักกะฮ์ แต่บ้างคนไปแล้วไปละหมาดที่มัสยิดก็ไม่ได้ เพราะว่าบ้านพักมันอยู่ไกล นี่คือผลที่รัฐบาลไทยต้องแก้ในส่วนนี้”

   
   “ส่วนผู้ประกอบการบางรายที่มองแต่เรื่องผลประโยชน์นั้น คนกลุ่มนี้เขาไม่กลัวบาป ถ้ารัฐบาลไทยมีกระทรวงหรือกรมฮัจญ์ทำหน้าที่ดูแลผู้แสวงบุญเป็นการเฉพาะ ก็จะสามารถตั้งคณะกรรมการที่มีความหลากหลาย เอาคนที่มีความรู้ในหลายๆ สาขามาร่วมกันพัฒนาระบบงานให้ดีขึ้นได้"

   
   “งานฮัจญ์ไม่ใช่แค่ไปดูแลที่นครมักกะฮ์อย่างเดียว แต่ต้องทำงานตลอดทั้งปี ต้องมีการเตรียมและกำหนดจำนวนผู้แสวงบุญที่จะเดินทางไปในแต่ละปีล่วงหน้า เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารตกค้างที่สนามบิน หรือเมื่อถึงเวลาไปกลับไม่มีชื่อ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเรามีกระทรวงฮัจญ์หรือหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง จะทำให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ ถ้าทำดีก็ได้ผลงานไป แต่ถ้าทำไม่ดีก็ต้องถูกลงโทษทางวินัยตามกระบวนการของทางราชการ ไม่ใช่ใช้กระบวนการทางการเมือง คือพรรคไหนเป็นรัฐบาล พรรคนั้นก็หาคนไป บางปีเอาหัวคะแนนของพรรคการเมืองไปซึ่งไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการฮัจญ์ในต่างประเทศเลย แม้กระทั่งภาษาก็ฟังไม่รู้เรื่อง นี่คือความจริงที่เราเจอ” อุสตาซอายูดิง กล่าว

   
   ได้เวลาที่รัฐจะต้องหาทางสะสางปัญหาฮัจญ์ที่หมักหมมมานานเสียที!

    

   -----------------------------------------------------------------------------------------

   บรรยายภาพ :

   1 ผู้แสวงบุญจากประเทศไทย

   2 ผู้แสวงบุญตกค้างตามสนามบิน

   3 พิธีอันศักดิ์สิทธิ์

   ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ท
   ที่มา
   http://www.south.isranews.org/index.php?option=com_content&view=article&id=568:2010-10-15-16-23-56&catid=11:2009-11-15-11-15-13&Itemid=20



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service