Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - เมือความขัดแย้งมา..จะยืนในสังคมอย่างไร... อับดุลกอเดร มัสแหละ

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม => ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ => ข้อความที่เริ่มโดย: ramma ที่ เมษายน 04, 2018, 06:45:06 pm


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: เมือความขัดแย้งมา..จะยืนในสังคมอย่างไร... อับดุลกอเดร มัสแหละ
เริ่มหัวข้อโดย: ramma ที่ เมษายน 04, 2018, 06:45:06 pm
   

      จะยืนในสังคมอย่างไร...

   
      
         
             
      
      
         
             
         
            
               อับดุลกอเดร มัสแหละ
               
               ดอยสะเก็ด
         
      
      
      
          กระแสละคร "บุพเพสันนิวาส" ได้ทำให้เรามองลึกลงไปในประวัติศาสตร์ ว่าสยามนั้นประกอบด้วยผู้คนหลากหลายศาสนา และชาติพันธุ์ มุสลิมก็เป็นประวัติศาสตร์ของสยามเช่นกัน
   

              ประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า ความชาญฉลาด ของมุสลิมในอดีต เขายึดแบบอย่าง ที่เรียกว่าสุนนะฮ์อย่างแท้จริง โดยมีนักปราชญ์ทางศาสนา เป็นผู้ชีแนะ แนะนำว่ามุสลิมควรปฏิบัติตัวเช่นไร

   

      มุสลิมจึงปรากฎในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าอิสลามที่เข้ามาในแหลมมลายู หรือแม้แต่กรุงสยาม หากเข้ามาแบบแข็ง แบบขวานผ่าซาก มุสลิมคงไม่เหลือมาถึงยุคนี้

   

              การยอมรับกันระหว่าง คนสยามที่นับถือศาสนาต่างกัน มันคือมาลัยที่เรียงร้อย ให้เราอยู่ร่วมกันด้วยความงดงามมาโดยตลอด จวบจนมาถึงยุคปัจจุบัน ยุคที่มีการสื่อสารแบบไร้พรมแดน และการเผยแพร่ศาสนาแบบไร้พรมแดน ทำให้นักการศาสนาบางกลุ่มขาดความเกรงใจ ต่อคนที่มีความเชื่อต่างกัน

   

             บางคนพอกลับเนื้อ กลับตัวได้ ก็มองคนอื่นๆผิดไปหมด หรือมองคนอื่นมีศรัทธาที่ไม่เอาไหน เฉพาะตัวเอง หรือพวกตัวเองเท่านั้นที่เป็นชาวสวรรค์ นอกนั้นตกนรกหมด...???

   

      ในอดีต เหล่าซอฮาบะฮ์เคยวิพากษ์ด่าทอเทวรูปที่มุชริกีนมักกะฮ์ พากันสักการะบูชา ซึ่งปฏิกิริยาที่ตอบกลับมาคือพวกเขาก็ด่าทออัลลอฮ์กลับเช่นกัน

   

              พระองค์เลยทรงประทานอายะฮ์ที่ 108 แห่งซูเราะฮ์ อัลอันอามลงมา ความว่า "พวกเจ้าอย่าได้ด่าทอเหล่าผู้ที่พากันวิงวอนขอต่อพระเจ้าอื่น ๆ นอกเหนือจากอัลลอฮ์ เพราะเป็นเหตุให้พวกนั้นด่าทออัลลอฮ์กลับมาด้วยความโฉดเขลา"

   

             ศาสนาเดี่ยวกันยังมีความต่างกัน ทะเลาะกัน ถกเถียงกัน จะเป็นจะตาย...ยิ่งคนละศาสนา มันจะเหมือนกันได้อย่างไร การพูดคุยกันระหว่างศาสนาต้องเข้าใจก่อนว่า เราคุยในเรื่องที่ไม่เหมือนกัน

   

            จริงๆกรณี "โต-ตาล" ผมตำหนิคนถามด้วยว่า บางคำถามไม่ควรถาม แต่ผมตำหนิคนตอบมากกว่า ที่ตอบโดยขาดวุฒิภาวะ บางคำถาม หากมันหมิ่นเหม่ ต่อการเข้าใจผิด ก็ไม่ควรตอบ คนทำงานศาสนาไม่ใช่คิดว่า เราอีหม่าน ศรัทธาอย่างแรงกล้า แล้วจะสามารถเผยแพร่ศาสนาได้

   

           คนที่รู้ แต่ขาดความเข้าใจ คนที่เข้าใจแต่ขาดความรู้ คนที่ศรัทธา แต่รู้ไม่ลึกซึ้ง อย่าตอบอะไรโดยที่ไม่ยังคิด ซอฮาบัตยุคท่านนบีฯ ก็มิใช่จะทำงาน "ดะอฺวะฮ์" ได้ทุกคน

   

           การที่ท่านนบีฯจะส่งใครไปบอกกล่าวเรื่องศาสนาให้คนเข้าใจ ท่านก็ต้องคัดเลือกคน....

   

      จริงๆคำถามที่ว่า ทำไมอิสลามไม่กราบไหว้รูปเคารพ ตอบไม่ยากเลย แค่ตอบว่าอิสลามกราบไหว้ สิ่งอื่นไม่ได้ยกเว้น แต่อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ตอบแค่นี้ก็จบ

   

      ไม่ต้องไปวิเคราะห์รูปเคารพว่าแบบนั้น แบบนี้ คำถามบางคำถาม บางทีมันชวนทะเลาะ เราก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบก็ได้ แค่เชื่อต่างกัน การปฏิบัติก็ต่างกันแล้ว

   

           ทุกวันนี้ขยะภายในบ้านเราก็กวาดกันไม่หมด ไม่ต้องไปเอาขยะนอกบ้านมาให้มันรกเข้าไปอีก เรื่องการเผยแพร่ เรื่องการทำความเข้าใจ มันเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์   ในประเทศไทยบรรพชนที่เป็นมุสลิม เขาสามารถอยู่ร่วมกัน กับทุกความเชื่อได้อย่างให้เกียรติกัน ไม่ล้ำเส้นกัน มาอย่างช้านาน

   

            กำลังนึกนึกอยู่เหมือนกันว่า สงกรานต์ปีนี้ จะมีมุสลิมที่อีหม่านแกร่งกล้าคนใดจะออกมาวิพากษ์ประเพณีนี้อีก ทั้งๆที่ไม่ใช่ประเพณีของมุสลิม ในเมื่อไม่ใช่ประเพณีของเรา ก็ไม่ต้องไปแตะของเขา ก็สิ้นเรื่อง และที่สำคัญมุสลิมก็รู้อยู่แล้วว่า ประเพณีนี้ไม่ใช่ของมุสลิมและก็ไม่ต้องบอก ไม่ต้องโพส ว่าสงกรานต์ไม่ใช่ประเพณีของมุสลิม เพราะการบอกกล่าวของคนบางกลุ่มมันส่งผลกระทบ ให้มุสลิมส่วนใหญ่ ที่ไม่รู้เรื่องด้วยพลอยโดยต่อว่าไปด้วย

   

            กลับมาที่กรณี "โต-ตาล" พวกเราไม่ได้ไม่ต้องการให้พวกคุณไม่มีที่ยืนในสังคม แต่ในทางกลับกัน พวกคุณต่างหากที่จะทำให้พวกเรายืนอยู่ในสังคมลำบาก ขณะนี้ทุกวงการ ข้าราชการ พนักงานต่างๆ ถูกถามเรื่องนี้กันอย่างมาก บางคนก็โดนด่า ว่าทำไมต้องมาก้าวก่ายความเชื่อในศาสนาอื่นด้วย

   

              ผมบอกได้เลยว่าในรอบหนึ่งปี พวกเราต้องมานั่งเขียนแก้ต่าง อธิบายแทนพวกคุณกันมากมาย และแทบทุกเรื่องมักจะก้าวล่วง จนไปกระทบความเชื่ออื่นๆเสมอๆ  ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งต้องการชี้ให้เห็นว่ามุสลิมต้องการสันติภาพ แต่ก็มีคนอีกกลุ่มกลับพยายามทำให้ภาพเกิดความรุนแรง ทั้งด้านการกระทำ และความคิด   คนที่จะพูดเรื่องศาสนาในสังคมพหุวัฒนธรรม ที่มีความเชื่อหลายศาสนา ต้องคำนึงในสิ่งต่อไปนี้
      
      1.สำนักคิด(มัสฮับ/นิกายใหน)
      2.ต้องเข้าใจหลายวิชา(อ่านหนังหลายเล่ม)
      3.รู้เขารู้เรา(เรียนรู้กติกาของทุกศาสนา)
      4.ต้องสำรวม(มีนิสัยไม่ก้าวร้าว)
      5.ต้องเข้าใจศาสนาต่างๆด้วย

   

              ไม่ใชรู้ศาสนาอย่างเดียว อิสลามดีอย่างเดียว ศาสนาอื่นผิดหมด ถ้าคิดแบบนี้ในมุมกลับ คนในศาสนาอื่นๆก็ต้องคิดว่าศาสนาตัวเองดี ศาสนาอื่นๆไม่ดี หลายๆ ประเด็นที่เกิดความขัดแย้งกันทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสื่่อปัจจุบันเผยแพร่เร็วมาก ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะทุกคนเป็นสื่อกันหมดแล้ว ใครจะคิดใครจะสอนใครจะวิพากอะไรก็ได้ในเรื่องศาสนา ก็เลยทำให้มีผลกระทบกับสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรมแบบสังคมไทย

   

            การอยู่ร่วมกัน แม้ว่าเราจะไม่เชื่อในอีกความเชื่อหนึ่ง แต่เราก็ไม่ควรไปวิพากษ์อีกความเชื่อหนึ่ง...ถ้าจะเทียบเคียงศาสนาแต่ละศาสนาเป็นชนิดกีฬา มันก็มีกติกาที่ต่างกัน อย่าเอากติกาฟุตบอล ไปใช้กับวอลเล่บอล อย่าเอากติกาตะกร้อไปใช่กับมวยนักกีฬา ถ้าจะไม่ถูกไล่ลงเวที หรือไม่ถูกไล่ออกจากสนาม ก็ต้องเล่นตามกติกา อย่าใช้กติกามั่ว...

   

             คุณเป็นอิสลาม จะเคร่ง จะศรัทธาแรงกล้าอย่างไร ก็ไม่มีใครว่า ตาบเท่าที่คุณไม่รุกล้ำใคร

   

      หรือว่าการไปอ่านคำแปลอายะฮ์ "ละกุมดีนุกุมวะลียะดี" แปลตรงจากอัล-กุรอ่าน โดยไม่อาศัยองค์ความรู้จากนักปราชญ์ อุลามาอฺ เลยทำให้มุสลิมบางคนแข็ง เพราะแค่แปลได้ มิได้หมายความว่า "เข้าใจ"

   

      ถ้าแปลได้แล้วเข้าใจ ซอฮาบัตคงไม่ต้องให้ท่านนบีฯมาอธิบายใดๆอีก การแปลได้ กับการอธิบายมันคนละเรื่องกัน

   

       

   
      
         
            
                
         
      
   


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service