Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - ตำนานนางสาวไทย

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา => นานาสาระ เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว => ข้อความที่เริ่มโดย: abuamen ที่ เมษายน 14, 2010, 08:47:09 pm


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: ตำนานนางสาวไทย
เริ่มหัวข้อโดย: abuamen ที่ เมษายน 14, 2010, 08:47:09 pm

 

ตำนานนางสาวไทย ตอนที่1
 
 

 
 เวทีนางสาวไทย ถือว่าเป็นเวทีประชันความงามของสาวไทย ที่เก่าแก่ที่สุด นับตั้งแต่เริ่มจัดขึ้นมาครั้งแรกในชื่อ ''นางสาวสยาม'' เมื่อปี 2475 เวทีนางสาวไทยนั้น แบ่งออกเป็น 4 ยุค
 
 เรามาเริ่มย้อนตำนานตอนแรกกันที่ ยุคที่ 1 กันเลย การประกวดนางสาวไทยนั้นได้กำเนิดขึ้นโดยสืบเนื่องมาจากครั้งที่ประเทศสยาม (ชื่อเรียกประเทศไทยในสมัยนั้น)ได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2475 ''งานฉลองรัฐธรรมนูญ'' ในยุคนั้นจึงเปรียบเสมือนงานสังคมที่มีบทบาทต่อสังคมและประชาชนชาวสยามเป็นอันมาก ด้วยเหตุที่คณะกรรมการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญมีความประสงค์ที่จะดึงดูดความสนใจเพื่อให้ประชาชนเข้ามาร่วมงาน จึงมีการดำริที่จะจัดการประกวดนางงามในงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้นโดยกำหนดชื่อการประกวดว่า ''นางสาวสยาม''
 
 
 กันยา เทียนสว่าง นางสาวสยาม ปี พ.ศ. 2477
 
 การประกวดนางสาวสยามครั้งแรกได้จัดขึ้นในบริเวณ สวนสราญรมย์ ในงานฉลองรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2477 ซึ่งนับเป็นงานฉลองรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานอันประกอบด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นและมีคณะกรรมการตัดสิน อันได้แก่ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาและ เจ้าพระยารามราฆพ เป็นต้น
 
 ในปีนั้นมีผู้สมัครทั้งสิ้น 50 รายเศษ มีวิธีการคัดเลือกนางงามโดยแบ่งการประกวดเป็น 4 คืน กำหนดให้คืนวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2477 เป็นวันตัดสินและมีผู้เข้ารอบสุดท้ายเพียง 16 คนปรากฏกายบนเวทีประกวดในชุดที่กำหนดให้ใส่ประกวดคือ ชุดราตรีสโมสรในที่สุด กันยา เทียนสว่าง นางงามจากจังหวัดพระนครก็ได้รับการตัดสินด้วยมติเอกฉันท์ ให้เป็นนางสาวสยามคนแรกแห่งสยามประเทศ
 
 
 
 ''กันยา'' มีนามเดิมว่า ''ลูซิล'' เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2456 ขณะที่เข้าประกวดมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ ด้วยเหตุที่เธอมีใบหน้าอันคมคายค่อนไปทางฝรั่ง จมูกโด่งริมฝีปากบาง รูปร่างสูง ทรวดทรงสมส่วนมีผิวเนื้อสองสีแต่ค่อนข้างขาวตามแบบชาวสยามโดยสมบูรณ์จึงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรติซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายของผู้เฝ้าชมการประกวดโดยทั่วไปในปีนั้น
 
 
 
 หลังจากพ้นตำแหน่งนางสาวสยามเธอเข้าพิธีสมรสกับ ดร. สุจิต หิรัญพฤกษ์ มีบุตรธิดาทั้งสิ้น 5 คน และกันยาได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในมดลูกโดยปิดฉากชีวิตด้วยวัยเพียง 46 ปี
 
 
 วณี เลาหเกียรติ นางสาวสยามปี พ.ศ. 2478
 
 ปีถัดมาก็ได้มีการจัดประกวดนางสาวสยามขึ้นอย่างต่อเนื่องคณะกรรมการได้ทำการคัดเลือกนางงามอย่างละเอียดลออ โดยพิจารณาจากทรวดทรงผิวเนื้อ ตลอดจนเส้นผม และฟัน เป็นต้น ส่วนชุดที่กำหนดให้นางงามสวมใส่ในการประกวดบนเวทีนั้นคือ ชุดไทย ห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้าและมิให้สวมใส่รองเท้าเดินประกวดบนเวทีสาวงามที่ได้รับตำแหน่งนางสาวสยาม ปี พ.ศ. 2478 คือ วณี เลาหเกียรติ ซึ่งเป็นนางงามจากพระนครเช่นเดียวกับปีที่แล้วมาผู้ที่ทำหน้าที่สวมมงกุฎให้นางงามในปีนั้นคือ หม่อม กอบแก้ว อาภากร โดยมี นางสาวนครสวรรค์ ยินดี บุหงางาม เป็นนางงาม ลำดับที่ 2
 
 
 
 ''วณี'' เป็นสาวงามที่มีใบหน้างดงาม ยิ้มหวานหยด เธอนับถือศาสนาคริสต์และเป็นธิดาคนเดียวของพ่อแม่ มีย่าเป็นเจ้าของห้างใหญ่ที่มีชื่อในสมัยนั้นทั้งยังเป็นเจ้าของที่ดินมากมาย จัดว่าเป็นผู้มีฐานะดีพอสมควรในขณะที่เข้าประกวดสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และกำลังจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทว่าได้มาเป็นนางสาวสยาม ปีพ.ศ. 2478 เสียก่อน หลังจากได้รับตำแหน่งนางสาวสยาม 4 ปีเธอได้เข้าพิธีสมรสกับ นายแพทย์มานิตย์ สมประสงค์ ขณะอายุ 20 ปี มีบุตรธิคา ทั้งสิ้น 3 คน ปัจจุบัน วณี ในวัย 87 ปี มีความสุขกับลูกหลาน ทั้งยังได้เดินทางไปพำนักที่ประเทศสหรัฐอเมริกาบ้างเป็นครั้งคราว
 
 
 วงเดือน ภูมิรัตน์ นางสาวสยาม ปี พ.ศ. 2479
 
 ต่อมาในปี พ.ศ. 2479 ได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเครื่องแต่งกายอีกครั้งหนึ่ง โดยกำหนดให้นุ่งผ้าลายโจงกระเบน ห่มสไบจีบ ทิ้งชายลงเบื้องหลังการประกวดในปีนั้นมีจำนวนผู้เข้าประกวดมากมายถึง 200 กว่าคน โดยมีสาวงามที่ได้รับการจับตามองมาโดยตลอด คือ วงเดือน ภูมิรัตน์ และผลการประกวดก็เป็นไปตามความคาดหมาย ''วงเดือน'' เป็นนางสาวสยามคนที่สามต่อจาก กันยา และวณี ''วงเดือน'' เกิดที่กรุงเทพฯ เป็นบุตรีคนที่ 6 ในจำนวนบุตรทั้งหมด 10 คน ของ พระพิชัยบุรินทรา (สอาด ภูมิรัตน์) ผู้เคยเป็นเจ้าเมืองพระประแดงและเมืองสมุทรสาคร และ คุณนายเล็ก ภูมิรัตน์ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสมุทรสาครต่อมาได้ศึกษาความรู้ด้านการเรือน เช่นการจัดดอกไม้การจัดโต๊ะอาหารทางไปรษณีย์ที่โรงเรียนภาณุทัต เธอร่วมเข้าประกวดในนามหนังสือพิมพ์ สยามราษฎร์ ขณะรับตำแหน่งนางสาวสยามมีอายุเพียง 14 ปี นับเป็นนางสาวพระนครคนที่สามที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวสยาม
 
 
 มยุรี วิชัยวัฒนะ นางสาวสยาม ปี พ.ศ. 2480
 
 การประกวดนางสาวสยามปี พ.ศ. 2480 มีผู้เข้าประกวดคับคั่งเช่นเคย รวมทั้งมี 2 อดีตนางสาวสยาม วณี เลาหเกียรติ และ วงเดือน ภูมิรัตน์ ร่วมประกวดด้วยอีกครั้ง เนื่องจากยังไม่มีข้อห้ามอดีตนางสาวสยามเข้าประกวดจึงมีผู้ใหญ่ในวงสังคมขณะนั้นขอร้องให้เธอทั้งสองเข้าประกวดเพื่อเป็นการช่วยชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในที่สุดผู้ชนะเลิศที่ได้รับการคัดเลือกให้ครองตำแหน่งนางสาวสยาม ปีพ.ศ. 2480 ก็คือ นางสาวมยุรี วิชัยวัฒนะ สาวงามจากกรุงเทพฯผู้ซึ่งได้รับการทาบทามจากท่านข้าหลวงจังหวัดอยุธยาให้เข้าร่วมประกวดในฐานะที่เป็นตัวแทนของจังหวัดอยุธยานั่นเอง ด้วยความที่เป็นสาวน้อยดวงตาคมวงหน้าหวาน รอยยิ้มละมุน ผิวสีน้ำผึ้ง สมเป็นสตรีไทยอย่างแท้จริง
 
 ''มยุรี''ได้รับการคัดเลือกเป็นนางสาวสยามคนที่ 4 ขณะอายุ 16 ปี เธอเป็นธิดาของช่างชุบทอง เกิดและเติบโต ย่านเสาชิงช้า เคยย้ายไปใช้ชีวิตอยู่แถวบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บ้านเดิมของผู้เป็นมารดา จากนั้นอายุ 12 ปี เธอจึงย้ายกลับมายังพระนครอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเข้าประกวดนางสาวสยาม จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมที่ ๑ หลังจากรับตำแหน่งนางสาวสยามไม่ครบปี มยุรีได้ เข้าพิธีสมรสกับ ร้อยโท อาจ เจริญศิลป์ มีบุตรธิดารวม 5 คน
 
 
 พิสมัย โชติวุฒิ นางสาวสยาม ปีพ.ศ. 2481
 
 ปีพ.ศ. 2481 การแต่งกายของผู้เข้าประกวดยังคงเป็นเช่นเดิมในชุดห่มสไบจีบนุ่งผ้าโจงกระเบน เช่นเดียวกับปีก่อน แต่ในส่วนของการตัดสินนั้นได้มีการเพิ่มตำแหน่งรองนางสาวสยามขึ้นอีก 4 ตำแหน่ง สาวงามที่เข้าร่วมประกวดชิงตำแหน่งนางสาวสยามในปีนั้นมีถึง 101 คน แต่มีโอกาสขึ้นเวทีประกวดเพียง 94 คน เนื่องจากคุณสมบัติไม่เป็นไปตามกำหนดในเรื่องของอายุที่ไม่ถึงเกณฑ์ประกวดและผลการคัดเลือก ก็เป็นไปตามความคาดหมายเช่นเคย นางสาวพิสมัย โชติวุฒิ สาวงามจากอำเภอบ้านทวาย จ.พระนคร คือผู้ที่ได้รับประชามติจากคณะกรรมการตัดสินให้ครองตำแหน่งนางสาวสยาม ปีพ.ศ. 2481 โดยมีรองนางสาวสยาม 4 คน ประกอบด้วย เสริมสุข จันทรเวคิน , ลำดวน ดับทุกข์รัฏฐ์ , สันธนา ลิ้มปิติ และ สุคนธ์ นาวารัตน์ ตามลำดับ
 
 แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นชัยชนะครั้งแรกบนเวทีนางสาวสยามของพิสมัยแต่เป็นการประกวดครั้งที่ 2 ของเธอ เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2480 เธอได้เข้าร่วมประกวดแล้วครั้งหนึ่ง แต่พลาดตำแหน่งไปอย่างน่าเสียดาย
 
 ''พิสมัย'' ได้รับคัดเลือกและตัดสินให้เป็นนางสาวสยามคนที่ 5 ด้วยวัย 18 ปี ซึ่งขณะเข้าประกวดเธอมีความสวยเด่นมาแต่ต้น และมีความงามพร้อมกว่าปีก่อนจึงกำชัยชนะไปในที่สุดเธอเป็นบุตร คนสุดท้องของครอบครัวพี่น้องจำนวน 8 คน จบการศึกษาจากโรงเรียนราษฎร์วิทยา หลังจากครองตำแหน่งนางสาวสยามปีเศษเธอได้เข้าพิธีสมรสกับ นายเล็ก ตันเต็มทรัพย์ ผู้มีอาชีพทนายความในขณะนั้นพิสมัย กำเนิดบุตรชาย 2 คน เธอมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น และสมบูรณ์ ก่อนจะปิดฉากชิวิตลงด้วยวัย 67 ปี ด้วยโรคหัวใจในปีพ.ศ. 2531
 
 
 
มยุรี (วิชัยวัฒนะ) เจริญศิลป์ นางสาวสยาม 2480

 นางสาวสยาม.....อดีตไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำ แม้ว่าวันเวลานั้นผ่านมาเนิ่นนานถึง ๖๔ ปีแล้วก็ตาม
 
 สำหรับคุณมยุรี เจริญศิลป์ หรือ ‘มยุรี วิชัยวัฒนะ‘ นางสาวสยามประจำปี พ.ศ. ๒๔๘๐ วันวานยังคงเป็นรอยฝันที่ให้ความชุ่มชื่นใจในทุกโมงยามที่ได้รำลึกถึง การประกวดนางสาวสยาม เป็นการบุกเบิกการประกวดนางงามยุคแรกเริ่มที่จัดขึ้นในงานฉลองรัฐธรรมนูญประจำปี ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อการประกวดมาเป็นนางสาวไทยในยุคต่อมา
 
 “เมื่อตอนที่คุณวงเดือน ภูมิรัตน์ได้ (นางสาวสยามประจำปี พ.ศ. ๒๔๗๙) ดิฉันยังเด็กกว่า ก็ตื่นเต้นไปกับเขามาก.ผู้คนก็ดีใจกันมากเลย สมัยก่อนเลยเป็นเรื่องฮือฮา ปีแรกๆของการประกวดก็เหยียบกันตายแย่งกันดูนางงาม ปีดิฉันมีรวนเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าคนไม่ค่อยจะสนใจ คงเป็นเพราะคนงามมีเยอะจนเป็นธรรมดา แล้วสมัยก่อนยังไม่ค่อยเจริญเท่าสมัยนี้ ในปีที่ดิฉันประกวดเป็นปีที่ ๔ ยังเป็นรุ่นแรกๆ ของการประกวด ซึ่งเป็นรุ่นที่พรานบูรพ์แต่งเพลงชมโฉมแล้วทำแผ่นเสียงให้สำหรับนางงามสยามทั้ง ๔ คนเลยนะคะ“
 
 เจ้าของมงกุฎย้อนรอยถึงการประกวดครั้งนั้นให้ฟังด้วยรอยยิ้มแจ่มใส
 
 “ตอนเข้าประกวดยังเด็กมาก อายุ ๑๕ ย่าง ๑๖ ปีเท่านั้นเอง ก่อนนั้นก็ทำเกี่ยวกับตัดเสื้อพอดีท่านข้าหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาท่านเป็นหม่อมราชวงศ์ ก็มาขอพ่อแม่ให้ดิฉันไปเป็นตัวแทนจังหวัด เกรงว่ารอให้ประกวดนางสาวอยุธยาก็คงจะไม่ทันแน่ ด้วยกระชั้นชิดเพราะดิฉันมีเชื้อสายคนเมืองเก่า ปู่เป็นคนอยุธยา ท่านข้าหลวงฯ ก็บอกว่าให้ไปเดินเป็นเพื่อนกันไม่ได้เสียหายอะไร ดิฉันคิดว่าดีเหมือนกัน เราจะได้ไปด้วยก็เข้าไปอยู่ที่บ้านท่านข้าหลวงฯ ท่านก็ให้คนมาดูแลอะไรต่างๆ.ขัดผิวก็แบบโบราณน่ะค่ะ ใช้ส้มมะขาม ขมิ้น ให้คนช่วยขัด ก็อยู่กับท่านไม่กี่วันเอง ผิวก็สวยขึ้น ใสขึ้น (ยิ้ม)“
 
 
 
 พร้อมสำหรับการก้าวสู่เวที
 “การประกวดก็มีหลายวัน ผู้ที่มาประกวดก็มีร้อยกว่าคน กลางวันก็ไปซ้อมเดินใส่ชุดลำลอง กลางคืนก็เป็นชุดไทย ห่มผ้าแถบ นุ่งโจมกระเบน เราก็เลือกสีเอาเองไม่ได้เหมือนสมัยนี้แต่งตัวกันหรูหรา แต่ถ้าเมื่อก่อนต้องมาใส่ชุดว่ายน้ำ กลัวตายเลยค่ะ พ่อแม่คงไม่ยอมพอต่อมาค่อยนุ่งกางเกงขาสั้นชุดว่ายน้ำก็มามีตอนคุณอาภัสรา ตอนประกวดท่านข้าหลวงฯบอกขอให้ได้ประจำภาคก็พอ เพราะว่านางสาวสยามปีที่ผ่านมาเขาก็เข้าประกวดด้วย มีคุณวงเดือน คุณวณี เลาหเกียรติ์ เราก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ไม่ได้ ดิฉันก็เข้าถึงรอบสุดท้ายได้นางงามประจำภาค เขามีภาคกลาง ภาคใต้ ฝั่งธน พระนคร และภาคเหนือ พอดิฉันได้ประจำภาคแล้ว ท่านข้าหลวงฯก็ดีใจแล้วเดินทางกลับอยุธยาเลย“
 
 
 ในการประกวดกรรมการการคัดเลือกทั้งพิถีพิถันและเข้มงวดมาก
 
 กรรมการมาตั้งเยอะตั้งแยะเลยค่ะ รู้สึกว่าจะเยอะกว่านางงามเสียอีก ตรวจตรากันเข้มงวดเหลือเกิน ตอนนั้นใส่เสื้อในนุ่งกางเกงในไม่ได้ รัดสเตย์นี่ไม่ได้แน่ แล้วก็ใส่โจงห่มผ้าแถบ ความจริงไม่น่าเห็นทรวดทรงเลย แต่เขาก็วัดตัวดูผิวพรรณ ยังไงไม่ทราบนะ ก็ดูอยู่แต่คนเดียว ไม่ให้เรานั่งเลย ดูแล้วดูอีก มากี่ชุดๆ ก็มาดู พอลงนั่งปั๊บต้องลุกขึ้นยืนอีกแล้ว คนอื่นปล่อยๆ ไป กรรมการนี่บอกให้ยิ้มตลอด เพราะเวลายืนเรียงอยู่บนเวทีเป็นเด็กก็จะเป๋อๆ แหม ก็อยากจะมองคนดูมั่งเลยเผลอตัวมีคนบอกให้ยิ้ม เราก็ยิ้ม แปลกนะพอยิ้มแล้วปรบมือกันจัง คนแก่คนเฒ่าบอกหนูยิ้มซิ พอยิ้มก็ปรบมือดีใจกันใหญ่ มีคนเชียร์เยอะค่ะ
 
 ยิ่งใกล้ๆ ตัดสิน ฟังเสียงทั้งข้างนอกข้างในเรานี่ตกใจเลยเหมือนเสียงประตูจะพังครืน เพราะคนเฮเข้ามา อยากมาดูตัวใกล้ๆ.คือเขารู้กันแล้วนะคะว่าใครจะได้ แต่ทำไมเราไม่รู้เรื่องเลย.จนประกาศว่าได้ก็นึกไม่ถึงเลยค่ะ ตื่นเต้นยังไม่ยอมจะเดินคนเดียวมันเขิน ประหม่ากลัว เดินคนเดียวดูว้าเหว่ แต่ประชาชนต้อนรับดีนะคะ เพราะในตอนนั้นไทยเรารักชาติกันเยอะ แล้วเป็นปีที่เขาให้รักไทย ปีนั้นอยุธยาอะไรๆ ก็ได้ กีฬาได้ทั้งนั้น (ยิ้ม) ตอนที่ได้ตำแหน่งท่านข้าหลวงฯทราบ ท่านดีใจค่ะ หน้านี้แดงเชียว คาดไม่ถึงว่าเราจะได้รับมงกุฎ“
 
 คุณมยุรีเข้ารับรับมงกุฎกำมะหยี่ปักดิ้นเงินดิ้นทองลวดลายวิจิตรจากหม่อมกอบแก้ว อาภากรฯ
 “ถ้วยรางวัลใหญ่มากเป็นถ้วยเงินแท้ เหลืออยู่ถ้วยเดียว ถ้วยนางงามประจำภาคก็นำไปบริจาคช่วยชาติไปตอนเรียกร้องดินแดน มงกุฎนี่ดำแล้วก็ผุไป ก่อนหน้าโน้นก็มีคนขโมยเอาพลอยข้างหน้ามงกุฎ เข็มกลัดรูปพานรัฐธรรมนูญทองลงยาฝังเพชรนั่นก็โดนขโมยเหมือนกัน เสียดายมากค่ะ“
 
 เราเปิดชมอัลบั๊มภาพอดีตทีละภาพ แต่ละภาพเผยถึงความงามกับรอยยิ้มสดใส
 
 “ดิฉันไม่เคยนึกว่าเป็นคนสวย เห็นคนอื่นก็สวยไปหมด เราได้ยังไงน้า (ยิ้ม) เพราะเราไม่ใช่คนสวย ไม่ใช่คนช่างแต่งตัวด้วย ตอนได้ตำแหน่งอายนะคะ กลัวคนดูมากค่ะ ไม่ค่อยชอบ ดิฉันไม่ไปดูหนังไม่ไปข้างนอกเลย ถ้าไม่จำเป็น อย่างเป็นงานกุศลที่เขามาเชิญแล้วจำเป็นต้องไป ยิ่งให้ไปไหนคนเดียวไม่ต้องพูดเลย“
 
 ณ เวลานี้คุณมยุรีบอกว่าพอใจกับชีวิตที่เรียบง่ายมากกว่า
 “เราเป็นคนแก่ ไม่ได้ยุ่งอะไรกับใคร อยู่อย่างสงบๆ เรื่องเคยเป็นนางสาวสยามลูกๆ หลานๆ เขาก็เห่อเหมือนกัน ตอนนี้อายุ ๘๐ แล้วมีความสุขแบบเรื่อยๆ เวลานี้ก็มีเหลนตั้งหลายคนแล้วนะคะ (ยิ้มอย่างสุขใจ)“
 ความสงบที่สลับกับเสียงเจื้อยแจ้วของลูกหลานในบางครั้ง นับเป็นบั้นปลายของชีวิตที่คุณมยุรีสุขใจอย่างที่สุด
 
 
 
 ( นิตยสารรายปักษ์ พลอยแกมเพชร ปีที่ ๑๐ ฉบับ ๒๑๘ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ )
 
 http://www.thaimiss.com
credit  http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=fernja&group=4&page=2
 
 


หัวข้อ: Re: ตำนานนางสาวไทย
เริ่มหัวข้อโดย: abuamen ที่ เมษายน 14, 2010, 08:57:40 pm

                                   
           
ตำนานนางสาวไทย ตอนที่2
           

            
            
             ในปีถัดมาแม้ว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้นในทวีปยุโรป และเป็นช่วงที่กำลังจะเกิดกรณีปะทะกับฝรั่งเศสในอินโดจีนในปีพ.ศ. 2482 ก็ตาม หากงานฉลองรัฐธรรมนูญของสยามยังดำเนินต่อไปเนื่องจากภายในประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนแต่อย่างไร
            
             เรียม แพศยนาวิน นางสาวไทย ปีพ.ศ. 2482
            
            
การประกวดนางสาวสยามในครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อการประกวดจาก นางสาวสยาม ให้เป็น ''นางสาวไทย'' ตามชื่อประเทศที่เปลี่ยนใหม่ รวมไปถึงเรื่องเครื่องแต่งกายของผู้เข้าประกวดซึ่งได้ระบุให้เป็นชุดกระโปรงระดับความยาวครึ่งเข่าเชื่อมติดกับตัวเสื้อซึ่งมีสายโยงโอบอ้อมด้านหน้าไปผูกกันที่ด้านหลังซึ่งเว้าลึกลงมาถึงครึ่งหลัง ผลการตัดสินในคืนประกวดวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2482 โฆษกประจำงานได้ประกาศชื่อ เรียม เพศยนาวิน ซึ่งส่งเข้าประกวดโดยอำเภอยานนาวา ให้เป็นผู้ครองตำแหน่งนางสาวไทย ท่ามกลางรองนางสาวไทยทั้ง 4 อันดับ ประกอบด้วย มาลี พันธุมจินดา รองอันดับ 1 เทียมจันทร์ วานิชขจร รองอันดับ 2 เจริญศรี ปาศะบุตร รองอันดับ 3 และ ลำยอง สู่พานิชย์ รองอันดับ 4 ตามลำดับ
            
            
             ''เรียม'' ได้รับคัดเลือกเป็นนางสาวไทยคนที่ 6 ของประเทศ ขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปี เป็นบุตรสาวคนโตจากพี่น้องจำนวน 7 คน ของ นายสุมิต ผู้เป็นบิดาชาวอิสลาม แต่มารดาของเธอเป็นชาวจีน เกิดที่อำเภอบางรัก พระนคร สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนมหัสดัมอิสลามวิทยาลัย หลังจากรับตำแหน่งนางสาวไทย กว่า 10 ปี จึงได้เข้าพิธีสมรสกับ เอช เอช ซุดพัตรา ชามา ลุลลาอิล ราชาแห่งรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย มีโอรสธิดารวม 4 องค์ เรียม หรือ รานีซุดพัตรา ชามาลุลลาอิล ตวนมาเรียม ถึงแก่อนิจกรรมอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลันในปี พ.ศ. 2529 สิริอายุรวม 64 ปี
            
            
             อนึ่งนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ เรียม นับเป็นสาวมุสลิมเพียงคนแรก และคนเดียวเท่านั้นที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทย

            
             สว่างจิตต์ คฤหานนท์ นางสาวไทย ปีพ.ศ. 2483
            
            
การประกวดนางสาวไทยปีพ.ศ. 2483 ได้เริ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองรอบด้านที่แม้จะเริ่มส่อเค้าของการสู้รบตามแนวพรมแดนด้านอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส หากการดำเนินการประกวดในงานฉลองรัฐธรรมนูญก็ยังคึกคักไปด้วยฝูงชนที่เข้ามาร่วมงานมากมาย ปีนั้นการฉลองเป็นไปอย่างครึกครื้น โดยเฉพาะบนเวทีการประกวดนางสาวไทยที่มีการประกวดถึง 5 คืน ระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม การแต่งกายถูกกำหนดให้ผู้เข้าประกวดต้องใส่ชุดเสื้อแขนกุดเปิดหลังเช่นเดิม แต่เปลี่ยนจากกระโปรงยาวคลุมเข่า มาเป็นกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเพื่อโชว์ส่วนขาอ่อน และแล้วสาวงามผู้ได้รับการคัดเลือกให้ครองตำแหน่งนางสาวไทยด้วยคะแนนชนะเลิศชนิดลอยลำคือ สว่างจิตต์ คฤหานนท์ ผู้ซึ่งคณะกรรมการประชาชนอำเภอยานนาวาส่งเข้าประกวด ส่วนผู้ครองตำแหน่งรองนางสาวไทยอีก 4 คนได้แก่ สมจิตต์ ลิ้มไพบูลย์, อารี ปิ่นแสง, สะอาด ลิ่มสวัสดิ์ และประชิญ ศิวเสน
            
            
             ''สว่างจิตต์'' เป็นธิดาของ พันโท พระแกล้วกลางณรงค์ และ นางสาคร คฤหานนท์ ขณะรับตำแหน่งนางสาวไทยนั้นมีความรู้จบชั้นมัธยมบริบูรณ์ และเป็นนางสาวไทยที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมดังที่หญิงไทยพึงมีหลายประการ สว่างจิตต์ เข้าพิธีสมรสกับ เรืออากาศเอก ระริน หงสกุล มีบุตร ธิดารวม 3 คน ปัจจุบัน คุณหญิง สว่างจิตต์ หงสกุล ใช้ชีวิตอย่างสงบ ในวัย 82 ปีท่ามกลางลูกหลานอย่างมีความสุข
            
            
             ปี พ.ศ. 2484 งานฉลองรัฐธรรมนูญและงานประกวดนางสาวไทยกำลังดำเนินไปตามปกติร้านรวงมีการจัดสร้างไว้อย่างสวยงาม สาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยทุกคนได้เริ่มเดินขึ้นสู่เวทีประกวดในคืนแรกแล้ว
            
            
             หากแต่เกิดเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นได้ยกกำลังพลบุกที่บางปู จังหวัประจวบคีรีขันธ์ ตลอดไปจนทั้งแถบจังหวัดภาคใต้ จนถึงมลายู และทั่วไปทุกประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก เพื่อต่อสู้สงครามโดยเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร งานประกวดนางสาวไทยจึงหยุดชะงักกลางคัน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2486 ประเทศไทยจึงได้มีการฉลองขวัญคนไทย และรัฐธรรมนูญด้วยการประกวดนางงาม ดอกไม้ของชาติ ขึ้นมาแทน เนื่องจากไม่ได้มีสาวงามจากต่างจังหวัดเข้าร่วมประกวด ด้วยเหตุผลของการคมนาคมไม่สะดวก จะมีก็เพียงสาวงามจากกรุงเทพฯ และธนบุรีเท่านั้น ผู้ชนะเลิศเป็น ดอกไม้ของชาติ คนแรกและคนเดียวในประเทศไทย คือ ปิยฉัตร บุญนาค
            
            
             การประกวดนางสาวไทย ยุคที่ 2

            
             <
             ลัดดา สุวรรณสุภา นางสาวไทย ปี พ.ศ.2491
            
            
หลังจากสงครามเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ในปี พ.ศ.2491 รัฐบาลโดยกองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย จึงได้มีมติให้จัดการประกวดนางสาวไทยขึ้นอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญหลังจากว่างเว้นการประกวดนางสาวไทยมาถึง 8 ปีได้กำหนดให้มีการประกวดนางสาวไทยขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม มีการเดินประกวดในชุดเสื้อแขนกุดเปิดหลัง กางเกงกีฬา เหมือนดังปี 2483 เวทีประกวดถูกจัดขึ้น ณ สวนอัมพร ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายของลมหนาวสาวงามผู้ที่ชนะใจกรรมการได้รับการตัดสินดำรงตำแหน่งนางสาวไทย คือ ลัดดา สุวรรณสุภา ท่ามกลางรองอีก 4 คน คือ ลักษมี กรรณสูต, อุษา วีรยะวรรธนะ, เรณู ภิบูลย์ภาณุวัธน์ (คุณแม่ แซม ยุรนันทน์) และ ปราณี มาลีพันธุ์สกุล
            
            
             ''ลัดดา'' เป็นนางสาวไทยที่สื่อมวลชนบางฉบับเรียกขานเธอว่า ''บุหงาปัตตานี'' เนื่องจากเธอเข้าประกวดในนามของจังหวัดปัตตานีแม้ว่าแท้ที่จริงเธอจะเป็นชาวกรุงเทพฯ ก็ตาม ลัดดาครองตำแหน่งนางสาวไทยขณะอายุ 16 ปี เป็นธิดาของนายดิเรกข้าราชการนครบาลกรุงเทพฯ สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยม 4 จากโรงเรียนซางตาครูซ คอนแวนด์ ''ลัดดา'' เข้าพิธีสมรสกับนายสนิท พุกประยูร มีบุตรชาย 2 คน
            
            
             และในปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2492 การประกวดนางสาวไทยและงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญต้องมีอันงดจัดไป 1 ปี เนื่องจากมีคำสั่งของ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ด้วยเหตุที่สภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองไม่เอื้ออำนวย

            
            
             อัมพร บุรารักษ์ นางสาวไทย ปีพ.ศ.2493
            
            
            
ปี 2493 ได้มีการพลิกฟื้นงานฉลองรัฐธรรมนูญคืนมาอีกวาระหนึ่งพร้อมกับความคึกคักในบริเวณงานที่เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ นานาจากหน่วยงานของราชการและเอกชนในปีนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนเครื่องแต่งกายของผู้เข้าประกวดอีกครั้งหนึ่งและนับเป็นปีแรกของการประกวดที่ผู้เข้าประกวดต้องสวมชุดว่ายน้ำผ้าไหมเดินบนเวที ณ สวนอัมพรนั้นความหนาวเหน็บในปีนั้นก็มิได้ทำให้ผู้ชมงานลดน้อยถอยลงไปแต่ประการใด เนื่องเพราะมีเอื้องเหนือผู้เข้าประกวดหมายเลข 1 ซึ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัดเชียงรายและเป็นขวัญใจของผู้เข้าชมโดยทั่วไปได้รับการขนานนามให้เป็นนางสาวไทย ประจำปี 2493 ได้แก่ นางสาวอัมพร บุรารักษ์ และผู้ได้รับตำแหน่งรองนางงาม ประกอบไปด้วย ศรีสมร อรรถไกวัลวที, วีณา มหานนท์ , โสภิตสุดา วรประเสริฐ และพรทิพย์ จันทโมกข์
            
            
             ''อัมพร'' เกิดที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เธอเป็นบุตรสาวคนโตในจำนวน 7 คน ของ นายบุญส่ง ข้าราชการ อำเภอพาน จังหวัดเชียงรายสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนราษฎร์ประพันธ์กุลและได้รับจากการทาบทามของผู้ว่าราชการส่งเข้าประกวดในนามของจังหวัดเชียงราย นับเป็นนางสาวไทยคนที่ 9 ของประเทศไทย และเป็นเอื้องเหนือคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทยเธอได้รับตำแหน่งขณะอายุ 18 ปีต่อมาได้สมรสกับร้อยตำรวจตรี วิศิษฐ์ พัฒนานนท์ มีบุตรธิดารรวม 4 คน

            
            
             อุษณีษ์ ทองเนื้อดี นางสาวไทยปีพ.ศ.2494
            
            
            
การประกวดนางสาวไทย 2494 ยังคงดำเนินต่อเนื่องจากปีกลาย ณบริเวณสวนอัมพรเช่นเดิม มีผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 30 คน ในคืนประกวดวันสุดท้ายสาวงามผู้อยู่ในความสนใจของประชาชนมีอยู่หลายคน แต่ผู้ที่อยู่ในความสนใจของกรรมการมีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งผู้ที่ชนะใจกรรมการในคืนประกวดวันนั้น ได้แก่ อุษณีย์ ทองเนื้อดี สาวงามในชุดว่ายน้ำสีชมพูกลีบบัวท่ามกลางรองนางสาวไทยอีก 4 คน ได้แก่ สุวรรณา กังสดาร, สุภัทรา ทวิติยานนท์, เปล่งศรี โสภาวรรณ และบุหงา วัชโรทัย
            
            
             ''อุษณีษ์'' นางสาวไทยคนที่ 10 ของประเทศไทย เธอเป็นบุตรีคนที่ 4จากจำนวนพี่น้องรวม 8 คน ของ นายเอื้อม ผู้รับราชการเป็นผู้ช่วยสรรพสามิตจังหวัดปราจีนบุรี สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียนสายปัญญาเข้าประกวดนางสาวไทยในนามจังหวัดสมุทรสงคราม โดยการทาบทามของ หลวงอรรถไกลวัลวที บิดาของ ศรีสมรอรรถไกวัลวที รองนางสาวไทยเมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของอุษณีษ์ขณะครองตำแหน่งนางสาวไทยเธอมีอายุ 18 ปีเต็มโดยเข้าร่วมประกวดพร้อมกับพี่สาว นวลละออ ทองเนื้อดี ซึ่งผ่านเข้ารอบรองสุดท้ายในการประกวดปีเดียวกันของ ''อุษณีษ์'' ความหมายที่มงคลต่อตัวเธอ อันมีความหมายว่า ''มงกุฎ'' มงกุฎของเธอซึ่งเป็นมงกุฎดิ้นเงินปักบนผ้ากำมะหยี่ดังเช่นปีที่ผ่านมาและยังมีแหวนเพชรเสียบอยู่บนเรือนมงกุฎอีกด้วย อุษณีษ์เข้าพิธีสมรสกับร้อยโท ม.ร.ว. พงษ์ดิศ ดิศกุล มีบุตรธิดารวม 5 คน

            
            
             ประชิตร์ ทองอุไร นางสาวไทยพ.ศ. 2495
            
            
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในปี 2495 ที่ค่อนข้างระส่ำระสายด้วยเรื่องของการจับกุมบุคคลในแวดวงการเมืองและต่างๆ ในข้อหาคอมมิวนิสต์หากงานฉลองงานรัฐธรรมนูญ 2495 ยังดำเนินต่อไปอย่างคึกคักด้วยผู้คนและห้างร้านต่างๆ ที่มาออกงานมากมายจนกระทั่งมีการเปลี่ยนสถานที่การจัดงานจากบริเวณสวนอัมพรไปยังบริเวณสวนลุมพินีซึ่งมีเนื้อที่กว้างกว่า และในส่วนของเวทีการประกวดนางสาวไทยที่ได้มีการจัดสร้างกันอย่างถาวรสาวงามผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยคนที่ 11 คือตัวเก็งที่อยู่ในสายตาประชาชนตลอดการประกวด ได้แก่ ''ประชิตร์ ทองอุไร'' พร้อมรองอีก 4 นางสาว ได้แก่ ดวงจันทร์ บุญศรี, วิจิตรา วัลลิสุต,
             พยุงศรี สาคริกานนท์ และนัยนา ไชยสุต
            
            
             ''ประชิตร์'' เกิดและเติบโตแถวถนนรองเมือง กรุงเทพมหานครบิดาเป็นนายตรวจสายไฟฟ้า กรมรถไฟ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้น จากโรงเรียนโพธิทัตได้รับการชักชวนจาก ภรรยาของ หม่อมหลวงชูชาติ กำภู ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานในสมัยนั้น โดยเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยในนาม กระทรวง
             เกษตราธิการหรือกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน
            
            
             ขณะได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ''ประชิตร์'' อายุ 18 ปี ด้วยรอยยิ้มอันงดงามบนใบหน้าอันคมคายทำให้เธอเป็นขวัญใจของวัยรุ่นในสมัยนั้นอย่างไร้ข้อกังขาและนับว่าเป็นนางสาวไทยของประชาชนอย่างแท้จริง

            
            
             อนงค์ อัชชวัฒนา นางสาวไทย ปีพ.ศ.2496
            
            
ปลายปี 2496 งานฉลองรัฐธรรมนูญดำเนินไปอย่างราบรื่นท่ามกลางข่าวการตัดสินคดีประทุษร้ายต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งนับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ตกเป็นข่าวดังต่อเนื่องอยู่ในความสนใจของปวงชนชาวไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การประกวดนางสาวไทยก็ได้ สาวงามผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมความงามตามแบบฉบับหญิงไทย คือ อนงค์ วัชชวัฒนา ชัยชนะของเธอครั้งนี้อยู่เหนือสาวงามผู้เข้าร่วมประกวดถึง 130 คนท่ามกลางรองอีก 4 คน คือ นวลสวาท ลังกาพินธุ์ นางสาวถิ่นไทยงาม ปี 2496, อมรา อัศวนนท์, มารศรี ยุวนาการ และเลิศลักษณ์ ศิริวิเศษ
            
            
             ''อนงค์'' ครองตำแหน่งนางสาวไทยขณะอายุ 18 ปีเธอเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดเกิดและเติบโตในช่วงปฐมวัย ย่านสวนมะลิ เป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวมีน้องชาย 2 คนในวัยเด็กศึกษาที่โรงเรียนแก้วปัญญา และโรงเรียนสายปัญญาในระดับมัธยมก่อนที่ย้ายไปพำนักที่ สวรรคโลกและลำปาง ตามลำดับเมื่ออายุ 16 ปีขณะอยู่ลำปางเธอได้เข้าร่วมประกวดนางสาวลำปาง และพิชิตชัยชนะเป็นนางสาวลำปางก่อนที่จะเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยเพียง 2 ปีต่อจากนั้นจึงเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยในนามของกระทรวงการคลังในขณะที่ครองตำแหน่งนางสาวไทย เธอที่ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นนาน 14 วัน จากการเชิญของธนาคารมิตซุย และเป็นนางสาวไทยคนแรกที่ได้รับการขับกล่อมในคืนวันรับตำแหน่งด้วยเพลง ''นางฟ้าจำแลง'' โดยมี ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ประพันธ์ คำร้องและทำนอง ซึ่งเพลง ''นางฟ้าจำแลง'' นับเป็นเพลงอมตะของการประกวดนางสาวไทยมาจวบจนปัจจุบัน
            
            
             หลังจากพ้นหน้าที่ในตำแหน่งนางสาวไทย อนงค์ได้เข้าพิธีสมรสกับ นายแพทย์ไพฑูร นาคะเกศ ให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน อนงค์ปิดฉากชีวิตลงด้วยการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อปี 2545 สิริรวมอายุ 68 ปี

            
            

             สุชีลา ศรีสมบูรณ์ นางสาวไทย ปีพ.ศ.2497
            
            
             ปี 2497 นับเป็นปีของการปิดตำนานการประกวดนางสาวไทยในยุคที่ 2ซึ่งมีสาวงามแห่เข้าร่วมประกวดถึง 241 คนโดยสวมชุดอาบน้ำสำหรับการประกวดซึ่งออกแบบโดย ยศวดี บุญหลง เช่นเดียวกับปี 2493 ซึ่งนับเป็นปีแรกของการประกวดที่สวมใส่ชุดว่ายน้ำ ท่ามกลางคนดูนับหมื่นและในที่สุด สาวงามในชุดอาบน้ำสีเขียวปีกแมลงทับผู้มาจากแดนไกลทางตอนเหนือของสยามนาม สุชีลา ศรีสมบูรณ์ ก็ได้รับการตัดสินให้เป็นนางสาวไทยประจำปี 2497 สมกับที่เป็นตัวเก็งจากการคาดหมายของสื่อมวลชนแต่แรกเริ่มประกวดในรอบแรกๆ โดยมีรองนางสาวไทยอีก 4 คน ได้แก่ อุทัยวรรณ เทพจินดา, จงดี วิเศษฤทธิ์, ระเบียบ อาชนะโยธิน และวาสนา รอดศิริ ตามลำดับ
            
            
             ''สุชีลา'' หรือ นามเดิม สมบูรณ์ ศรีบุรี พื้นเพเป็นชาวจังหวัดลำพูนเป็นบุตรีคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 4 คน ของครอบครัวเธอเป็นเด็กที่กำพร้าพ่อตั้งแต่เยาว์วัย จึงได้รับการอบรมเลี้ยงดูโดยผู้เป็นยาย เนื่องจากมารดาแยกไปมีครอบครัวใหม่เคยได้รับตำแหน่งรองนางสาวถิ่นไทยงามก่อนครองตำแหน่งนางสาวไทยเพียง 1 ปี ในฐานะตัวแทนจากกระทรวงยุติธรรม ขณะสวมมงกุฎนางสาวไทยเธอมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ และได้รับขนานนามจากหนังสือพิมพ์ว่า ''แสนซนคนสวย'' จากการเทรนของเทรนเนอร์อดีตรองนางสาวไทย 2493 คือ ศรีสมร อรรถไกวัลวที หลังจากครองตำแหน่งนางสาวไทย เธอได้ใช้ชีวิตคู่กับนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร มีบุตรชายรวม 2 คน
            
            
             การจัดประกวดนางสาวไทยในยุคที่ 2 นี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องกันมาในระหว่างปี 2493-2497 และนับเป็นยุคสุดท้ายที่รัฐบาลได้เข้ามามีบทบาทในฐานะเป็นผู้จัดการประกวดเพราะต่อมาการประกวดนางสาวไทยก็ถูกยกเลิกไปพร้อมกับงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ และแม้ว่าในปี 2499 จะได้มีการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญขึ้นอีกเป็นวาระสุดท้าย แต่ก็ไม่มีการจัดประกวดนางสาวไทยด้วยแต่อย่างไร

            
            
            
            
            
            
             รูปภาพจาก http://www.thaimiss.com
           
credit  http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=fernja&date=14-06-2007&group=4&gblog=3



หัวข้อ: Re: ตำนานนางสาวไทย
เริ่มหัวข้อโดย: abuamen ที่ เมษายน 14, 2010, 09:08:49 pm
ย้อนตำนานนางสาวไทย ตอนที่ 3

 
 แม้ว่าจะงดจัดการประกวดนางสาวไทยไปถึง 9 ปี พร้อมๆ กับการยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญ แต่ในระยะนั้นการประกวดความงามระดับชาติก็มิได้สูญหายไปสักทีเดียว ดังเช่นการประกวดนางงามวชิราวุธที่จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2503 ภายในงานวชิราวุธานุสรณ์โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
 
 
 
 
 
 
 อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทย พ.ศ. 2507
 งานวชิราวุธานุสรณ์หรือที่คนทั่วไปเรียกสั้นๆ ว่า งานวชิราวุธฯ นั้นได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักไม่แพ้งานฉลองรัฐธรรมนูญทีเดียว โดยมีการจัดสืบเนื่องกันมาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 เป็นต้นมาในส่วนของการประกวดนางงามวชิราวุธนั้นมีการจัดต่อเนื่องถึง 4 ปีติดต่อกัน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเวทีการประกวดมาใช้ชื่อการประกวดในนามนางสาวไทยในปี 2507
 
 การประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2507 ได้มีการรื้อฟื้นการจัดการประกวดขึ้นโดยคณะกรรมการการจัดงานวชิราวุธานุสรณ์ อันมี พลเอก ประภาส จารุเสถียร นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการจัดงานด้วยเหตุผลที่เป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยว อันเนื่องจากการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคธุรกิจ บริการและปริมาณของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี ( 2503 - 2507) และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยยิ่งขึ้นในรูปแบบของการส่งตัวแทนในตำแหน่งนางสาวไทยเป็นสื่อเผยแพร่ชื่อเสียงในโอกาสที่เข้าร่วมประกวดนางงามระดับนานาชาติ
 
 ผลการประกวดนางสาวไทยในปี 2507 เป็นไปตามความคาดหมายของทุกฝ่ายสาวงามหมายเลข 28 อาภัสรา หงสกุล อันมีคณะดุสิตจิตรลดาพญาไท เป็นผู้ส่งประกวด ได้ถูกขานชื่อเป็นนางสาวไทยคนที่ 14 ของประเทศด้วยรอยยิ้มอันงดงามของสตรีไทยวัยแรกแย้ม อายุเพียง 17 ปี อาภัสราเข้ารับการสวมมงกุฎเพชร โดย คุณหญิงไสว จารุเสถียร และเข้ารับพระราชทานถ้วยทองคำหนัก 10 บาท จากพระหัตถ์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 7 ส่วนรองนางสาวไทยอีกสี่คนในปีนั้นก็ได้แก่ อรัญญา นามวงศ์, เนาวรัตน์ วัชรา, เสาวนีย์ วรปัญญาสกุล และ ละอองดาว กิริยา
 
 ''อาภัสรา'' เป็นสตรีไทยคนแรกที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบให้องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ท. เป็นผู้ลงนามในสัญญากับบริษัทมิสยูนิเวิร์ส เพื่อเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลในปีถัดมา คือ พ.ศ. 2508 และเธอก็มิทำให้ชาวไทยทั้งประเทศผิดหวัง โดยสามารถพิชิตใจกรรมการชาวต่างชาติเป็นเอกฉันท์ให้ ดำรงตำแหน่งนางงามจักรวาล 2508 (1965) โดยมีรองนางงามจักรวาลอีก 4 คน ได้แก่ นางงามฟินแลนด์, นางงามสหรัฐอเมริกา, นางงามสวีเดน และนางงามฮอลแลนด์ ตามลำดับ
 
 ''อาภัสรา'' เป็นนางงามจักรวาล คนที่ 14 ของโลก และเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย เธอยังเป็นนางงามจักรวาลคนแรกในขณะนั้นที่มีการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลกถึง 35 ประเทศ ซึ่งนับเป็นระยะทางมากที่สุดในยุคนั้นอีกด้วย
 
 
 ปัจจุบัน อาภัสรา มีบุตรชาย 2 คน และ ได้ดำเนินธุรกิจด้านความงามในธุรกิจสปา ในชื่อ ''อาภัสรา สลิมมิ่ง แอนด์ สปา'' ในซอยอาภาภิรมย์ ย่านรัชดาฯ
 
 
 
 
 จีรนันทน์ เศวตนันทน์ นางสาวไทย พ.ศ. 2508
 
 หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการจัดประกวดนางสาวไทย 2507 การประกวดนางสาวไทย 2508 จึงดำเนินไปอย่างคึกคัก มีการเก็บค่าดูบัตรผ่านประตูเฉพาะการประกวดนางสาวไทยได้ถึง 9 แสนบาท โดยสาวนักเรียนนอกจากอังกฤษเป็นผู้พิชิตมงกุฎเพชร นางสาวไทย คนที่ 15 เธอคือ จีรนันทน์ เศวตนันทน์ และมีรองนางสาวไทยอีก 4 คน ได้แก่ ชัชฎาภรณ์ รักษนาเวศ, กิ่งกมล อุบลรักษ์, มลุลี เอี่ยมศิริรักษ์ และ สุนิศา พัตนุช
 
 ''จีรนันทน์'' หรือ ''เล็ก'' นางสาวไทย วัย 24 ปี เป็นนางสาวไทยที่มีความสง่างามด้วยความงามสะพรั่งของวัยสาวเธอเป็นผู้สมัครเข้าประกวดนางสาวไทยเป็นคนสุดท้าย จากการเรียกตัวให้กลับจากประเทศอังกฤษโดยบิดา หลังจากที่เดินทางไปเรียนทางด้านภาษาและเปียโนควบคู่กันไปเป็นระยะเวลา 3 ปี ก่อนกลับมาร่วมประกวดนางสาวไทย จากการทาบทามของ คุณสนิท โชติกเสถียร เข้าประกวดนางสาวไทยในนามราชตฤณมัยสมาคมเป็นผู้ส่งเข้าประกวดและคว้าตำแหน่งไปในที่สุด โดยไม่มีเวลาเตรียมตัวเข้าประกวดมากนัก ก่อนเข้าประกวด
 
 และในปีถัดมาเธอได้เข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลประจำปี 2509 (1966) ณ ไมอามี่ บีช รัฐฟลอริดา โดยสามารถพิชิตตำแหน่ง รองนางงามจักรวาล อันดับ 2 มาฝากคนไทย ซึ่งมีนางงามสวีเดนเป็นผู้ครองมงกุฎนางงามจักรวาลสืบต่อจาก คุณอาภัสรา หงสกุล นั่นเอง
 
 ''จีรนันทน์'' เคยรับหน้าที่เป็นนางสนองพระโอษฐ์รับใช้เบื้องพระยุคลบาทและเคยไปใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงระยะหนึ่ง โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาไทยให้ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์
 
 ปัจจุบันจีรนันทน์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอชื่นชอบในกีฬากอล์ฟ โดยเป็นที่เลื่องลือว่าฝีมืออยู่ในระดับโปรเลยทีเดียว
 
 
 
 ประภัสสร พานิชกุล นางสาวไทย พ.ศ. 2509
 พ.ศ. 2509 การประกวดนางสาวไทย ได้จัดขึ้นบริเวณอุทยานสวนสราญรมย์ดังเมื่อ 2 ปีก่อนผลปรากฏว่าสาวงามจากจังหวัดลพบุรี เป็นผู้ครองตำแหน่งนางสาวไทยคนที่ 16 ของประเทศไทย เธอคือ ประภัสสร พานิชกุล ผู้มีความโดดเด่นที่ใบหน้าอันงดงามตามวัยอันสดใสของเธอในขณะนั้น ที่มีอายุเพียง 16 ปี บวกกับเรือนร่างอันสมส่วนบนความสูงถึง 164 เซนติเมตร ทำให้เธอชนะใจกรรมการไปในที่สุด พร้อมด้วยรองอีก 4 คน ได้แก่ อุไรวรรณ งามบุญสืบ, นาตยา นิยมพงศ์, ภาสวรรณ พหุลรัตน์ และ สุภาภรณ์ นิลเสวี
 
 ''ประภัสสร'' หรือ ''แดง'' เป็นลูกกำพร้าเกิดและเติบโตโดยการดูแลของน้าสาวที่จังหวัดลพบุรี เธอสำเร็จการศึกษาด้านการเสริมสวยจากโรงเรียนเสริมสวยดาวรุ่ง ก่อนเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย เธอได้รับตำแหน่งนางงามบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรีมาก่อน ขณะดำรงตำแหน่งนางสาวไทย เธอมิได้เดินทางไปร่วมประกวดนางงามจักรวาล เนื่องจากอายุเธอไม่ถึงเกณฑ์ประกวดของกองประกวดนางงามจักรวาล แต่เธอก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือน ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น ทั้งยังมีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศได้เข้าร่วมประกวดนางงาม ที่ประเทศออสเตรเลีย และเธอก็ได้รับตำแหน่งนางงามผู้สง่างาม มาฝากคนไทยอีกด้วย
 
 ประภัสสร หรือ จิตประภัสสร ในปัจจุบัน เธอมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกับ พล.ต.ต.เทอดพงษ์ เทียนสุวรรณ มีทายาทด้วยกัน 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ กรุณพล เทียนสุวรรณ นักแสดงหนุ่มชื่อดัง และมีร้านอาหารจิตประภัสสร ย่านประชาชื่น เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่เธอทำมานานอีกด้วย
 
 
 อภันตรี ประยุทธเสนีย์ นางสาวไทย พ.ศ. 2510
 การประกวดนางสาวไทย พ.ศ. 2510 ได้มีการจัดประกวดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของสมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธเป็นปีที่ 4 หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัดประกวดตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อภันตรี ประยุทธเสนีย์ เป็นสาวงามอีกผู้หนึ่งที่ได้ครองตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ โดยมีราชตฤณมัยสมาคมส่งเข้าชิงตำแหน่งนางสาวไทย ปี 2510 และประสบความสำเร็จในที่สุด
 
 การประกวดในปีนั้นดำเนินไปอย่างคึกคักและมีการลุ้นกันระหว่างสองผู้เข้าประกวดที่มีความงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในสายตาของผู้ชม คือ อภันตรี และ รุ่งทิพย์ ภิญโญ สาวงามจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ พ่วงท้าย โดยรุ่งทิพย์พ่ายชัยชนะให้แก่อภันตรี จึงได้รับตำแหน่งรองนางสาวไทยพร้อมกับเพื่อนผู้เข้าประกวดอีก 3 คนที่ได้รับตำแหน่งรองในคราวเดียวกัน คือ พินนะรัฐ ทนันไชย, พัชรินทร์ ไพรอุดม และ บุญตา ศรีแผ้ว
 
 ''อภันตรี'' หรือ ''ปุ้ย'' เป็นบุตรีของนายทหาร ร่วมประกวดนางสาวไทยในนามราชตฤณมัยสมาคมเป็นผู้ส่งเข้าประกวดโดยเธอมิเคยผ่านเวทีประกวดนางงามมาก่อน เธอมีดวงตาที่กลม ใบหน้าหวานงดงาม ครองตำแหน่งนางสาวไทยคนที่ 17 เมื่ออายุ 19 ปี ในปีถัดมา อภันตรีเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล ณ ไมอามี่ บีช รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา แม้ว่าเธอจะพลาดตำแหน่งนางงามจักรวาล แต่เธอก็เป็นผู้หนึ่งที่เข้ารอบ 15 คนสุดท้าย ด้วยความสง่างามและสะดุดตาผู้ที่ได้พบเห็นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก
 ปัจจุบัน อภันตรี มีบุตรสาว 1 คน และเธอยังคงความงามเช่นเดิม โดยมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน ททท. หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
 
 
 
 แสงเดือน แม้นวงศ์ นางสาวไทย พ.ศ. 2511
 พ.ศ. 2511 แสงเดือน แม้นวงศ์ คือผู้ที่ครอบครองตำแหน่งนางสาวไทย ในฐานะตัวแทนของบริษัท เมืองทองไซโก้ ซึ่งมี คุณบุรินทร์ วงศ์สงวน สถาปนิกชื่อดังของเมืองไทยผู้ออกแบบมงกุฎนางสาวไทยหลายสมัยเป็นผู้สนับสนุนส่งเข้าประกวด เธอเป็นสตรีไทยคนแรกและคนเดียวที่มีหุ่นขี้ผึ้งในชุดไทยเรือนต้นสวมมงกุฎโชว์อยู่ในฮ่องกงส่วนสาวงามผู้มีความงามเป็นรองเธอที่ครองตำแหน่งรองนางสาวไทยทั้ง 4 คน ได้แก่ เนตรทราย ชลาธาร ผู้มีตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ 2511 พ่วงท้าย, ศรีมาย ทิพย์มณฑา ผู้มีตำแหน่งนางสาวลำปางพ่วงท้าย, มิตทีรา ภัทรนาวิน และ จันทรพร สุรินทร์เปาว์ โดยในปีนี้ได้มีการประกาศผลตำแหน่งขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การประกวดนางงามในประเทศไทย ได้แก่ ศรีมาย ทิพย์มณฑา รองนางสาวไทย นั่นเอง
 
 ''แสงเดือน'' สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนศึกษานารีและเข้าทำงานเป็นพนักงานฝึกหัด ณ ธนาคารออมสินก่อนเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย ในการประกวดนางงามจักรวาล ที่หาดไมอามี่ ในปี 2512 เธอสามารถพิชิตตำแหน่งชนะเลิศนางงามผู้แต่งกายในชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ด้วยชุดไทยตามแบบละครรำสวมชฎาเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ชมทั่วโลกเป็นอย่างยิ่ง
 ปัจจุบันหลังจาก แสงเดือน สมรสกับ นิเวศน์ พร้อมพันธุ์ โดยมีพยานรักเป็นธิดา 2 คน นอกจากจะเป็นแม่ศรีเรือนแล้ว ยังดำเนินงานเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปอีกด้วย
 
 
 
 วารุณี แสงศิรินาวิน นางสาวไทย พ.ศ. 2512
 พ.ศ. 2512 วารุณี แสงศิรินาวิน สาวงามผู้ที่สมาคมพ่อค้าไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้สนับ
 สนุนส่งเข้าประกวด สามารถพิชิตตำแหน่งนางสาวไทย พ.ศ. 2512 ด้วยใบหน้าและเรือนร่างที่งดงาม โดยเฉพาะเรียวขาอันเรียวงามที่มีผู้กล่าวขวัญกันเป็นอย่างมาก โดยมีรองนางสาวไทยร่วมรุ่นอีก 4 คน ได้แก่ พนารัตน์ พิสุทธิศักดิ์ ที่ควบอีก 2 ตำแหน่ง ได้แก่ แต่งกายชุดไทยจิตรลดางาม และ ขวัญใจช่างภาพ, ลดาวัลย์ ยิ่งยง, บุษราภรณ์ ธีระทรัพย์ และ ปริยา ศรีวิชัย ตามลำดับ
 
 ''วารุณี'' หรือ ''เปีย'' เป็นนางสาวไทยคนที่ 19 ของประเทศไทย เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เกิดและเติบโตย่านมหานาค เธอเป็นผู้ที่ได้ดำรงตำแหน่งนางสาวไทยถึง 2 ปีติดต่อกัน เนื่องจากในปีถัดมาสถานการณ์สงครามอินโดจีนอยู่ในภาวะรุนแรง ด้วยเหตุผลของความไม่เหมาะสมที่จะจัดงานสนุกสนานบันเทิง คณะกรรมการจัดงานวชิราวุธานุสรณ์จึงมีมติให้งดการประกวดนางสาวไทยไป 1 ปี เธอได้ร่วมกับนางสาวไทยรุ่นพี่ไปร่วมงานเอกซโป 1970 ที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลในปี 2514 โดยเป็นสาวงามผู้มีอายุน้อยที่สุดของการประกวดครั้งนั้น
 
 ปัจจุบันในวันนี้ของ วารุณี ความสุขอยู่ที่การทำงานในธุรกิจของครอบครัวเกี่ยวกับสิ่งทอ รวมทั้งการทำหน้าที่เป็นศรีภรรยาของ ตรีทิพย์ เตลาน
 
 
 นิภาภัทร สุดศิริ นางสาวไทย พ.ศ. 2514
 การประกวดนางสาวไทยได้มีการดำเนินต่อมาอีกครั้งในปี 2514 นิภาภัทร สุดศิริ เป็นสาวงามผู้พิชิตตำแหน่งนางสาวไทยไปอย่างงดงาม ท่ามกลางรองนางสาวไทย 4 คน ได้แก่ สิรินยา ทัตตวร, เปรมฤดี เสริมสิริ, ศรัญญา ทองขจร และ เยาวเรศ ภูมิศิลป์ ตามลำดับ โดยมี สุนิสา พรหมนิเวศน์ เป็นขวัญใจช่างภาพ ประจำปี 2514 และ เปรมฤดี เสริมสิริ รองนางสาวไทย ได้เป็น นางงามชุดไทยจิตรลดา อีกหนึ่งตำแหน่ง
 
 ''นิภาภัทร'' หรือ ''เล็ก'' ได้รับการสนับสนุนเข้าประกวด โดย บริษัท เสริมสุข จำกัด ''เป๊ปซี่'' เป็นผู้ส่งเข้าประกวด ก่อนเข้าประกวด เธอเป็นนางฟ้าของ บริษัท การบินไทย เธอมีเรือนร่างที่สูงโปร่งถึง 170 เซนติเมตร
 
 ในปีถัดมา ''นิภาภัทร'' ได้เดินทางไปประกวดนางงามจักรวาล ณ ประเทศเปอร์โตริโก แม้ว่าจะไม่ได้ ตำแหน่งสูงสุดของการประกวด แต่รอยยิ้มอันประทับใจแก่ผู้พบเห็นทั่วไป ต่างกล่าวขวัญถึง มิสไทยแลนด์ อย่างชื่นชม ตลอดการเก็บตัวสองสัปดาห์ตลอดการประกวดในครั้งนั้น
 
 ปัจจุบัน หลังจากสมรสกับ จตุพร สีหนาทกถากุล นักธุรกิจผู้มีกิจการหลายสิบอย่าง เช่น โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท, โรงแรมสยาม เพชรบุรีตัดใหม่, บริษัท สีหนาท ก่อสร้าง เป็นต้น นิภาภัทร ได้ออกจาก บริษัท การบินไทยและมาดำเนินธุรกิจกับครอบครัวอย่างเต็มตัว
 
 
 กนกอร บุญมา นางสาวไทย พ.ศ. 2515
 พ.ศ. 2515 เป็นปีสุดท้ายในยุคที่ 3 ของการประกวดนางสาวไทย ผู้ได้รับตำแหน่งในปีนั้น คือ กนกอร บุญมา สาวงามจากจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีผู้ส่งเข้าประกวดคือภัตตาคารแม่น้ำ และมีรองนางสาวไทยอีก 4 คน ได้แก่ แสงอรุณ จิตต์ใจ, สุดเฉลียว รอดบุญธรรม, สุดสวาท สมโนชัย และ ปริศนา โลหะนันท์ โดยมี ภรินทร กรเพชร เป็นขวัญใจช่างภาพ ประจำปี 2515 และ รุ่งทิวา ศรีวรกุล ได้เป็น นางงามชุดไทยจิตรลดา
 
 ''กนกอร'' หรือ ''วัชรี เภามา'' พื้นเพเดิมเป็นชาวแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา อดีตนักเรียนเสริมสวยจากโรงเรียนเสริมสวยแอนนา เข้าร่วมประกวดนางสาวไทยโดยการชักชวนของอาจารย์ อรุณี สามโกเศศ เจ้าของ โรงเรียนเสริมสวยแอนนา เธอเป็นนางสาวไทยคนที่ 21 ของประเทศไทย เธอเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลที่ประเทศกรีซ ในปี 2516 ร่วมกับสาวงามอีกเกือบร้อยประเทศทั่วโลก แม้ว่าจะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ กลับมา แต่เธอก็ได้ฝากรอยยิ้มและไมตรีจิตอันดีงามของชาวไทยไปเผยแพร่แก่ชาวโลกอย่างดียิ่ง
 
 ปัจจุบันหลังจากสมรสกับ สุวิทย์ พงษ์จรัสพันธุ์ เมื่อ 18 พฤษภาคม 2518 แล้ว กนกอรได้มาเป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัว รวมไปถึงช่วยดำเนินธุรกิจปั๊มน้ำมันเชลล์ สุรนารีบริการ และห้างหุ้นส่วนจำกัดอุปกรณ์ค้าไม้ของสามี ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
 
 


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service