Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - ศาสนบำบัด การแพทย์แผนอิสลาม

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ => การแพทย์ในอิสลาม => ข้อความที่เริ่มโดย: muslimchaingmai ที่ มกราคม 26, 2011, 05:07:35 pm


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: ศาสนบำบัด การแพทย์แผนอิสลาม
เริ่มหัวข้อโดย: muslimchaingmai ที่ มกราคม 26, 2011, 05:07:35 pm
   โดย...รศ.ดร.อารง สุทธาศาสน์
             

   เวลาเราพูดถึงประเภทของการแพทย์ เรามักจะแยกเป็นแพทย์แผนใหม่และแพทย์แผนโบราณ แต่ที่จริงแล้วมีการแพทย์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีจิตลักษณ์ของตนเองอย่างเด่นชัด นั่นคือแพทย์แผนอิสลาม ก่อนอื่นเราคงจะต้องตั้งคำถามว่า อะไรคือการแพทย์แผนอิสลาม  

    

    

    

   ถ้าจะตอบกันอย่างตรงไปตรงมา 

   การแพทย์แผนอิสลามหมายถึงคำสั่งสอนในรื่องเกี่ยวกับการแพทย์ที่ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ในอัลฮาดิษของศาสดา และในคู่มือทางการแพทย์ของมุสลิมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคัมภีร์อัลกุรอาน และอัลฮาดิษดังกล่าวทั้งหมดนี้ขอเรียกว่า การแพทย์แผนอิสลาม

   และเมื่อเราได้สำรวจเกี่ยวกับคำสอนเกี่ยวกับการแพทย์อิสลามจากแหล่งที่มาทั้งสามแหล่งข้างต้นแล้ว เราจะพบว่าการแพทย์แผนอิสลามมีเนื้อหาที่ละเอียดละออ ครบวงจร และเป็นระบบ ไม่แตกต่างเท่าไหร่นักจากแพทย์แผนใหม่ ในบทความนี้เราจะได้นำภายใต้หัวข้อสำคัญๆ ดังต่อไปนี้คือปรัชญาเกี่ยวกับการแพทย์ จรรยาบรรณของแพทย์อนามัยของตนและชุมชน และการบำบัดรักษา

   ปรัชญาเกี่ยวกับการแพทย์แผนอิสลาม 

   อิสลามมีปรัชญาเกี่ยวกับการแพทย์ที่น่าสนใจหลายประการปรัชญาบางอย่างสอดคล้องกับปรัชญาการแพทย์สมัยใหม่ แต่บางอย่างมีลักษณะเฉพาะและมีความลึกซื้งกว่าปรัชญาการแพทย์สมัยใหม่ด้วยซ้ำไป ลองพิจารณาปรัชญาบางประการดังต่อไปนี้

    ทุกโรคมียารักษา

   ศาสนาอิสลามได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ทุกโรคที่มีอยู่ในโลกนี้ ย่อมมียารักษาเสมอ ไม่ว่าจะโรคเก่า โรคใหม่ หรือโรคทียังไม่ปรากฎขึ้นมาบนโลก แท้ที่จริงแล้วมียารักษารออยู่แล้ว

   ท่านศาสดาได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า....ผู้ (อัลลอฮฺ) ซึ่งได้ส่งเชื้อโรคมา ก็ได้ส่งวิธีบำบัดรักษาด้วย อัลลอฮฺมิได้ส่งโรคใดๆ มา นอกจากพระองค์ได้ส่งวิธีการรักษานั้นด้วยนี่เป็นสัจธรรมของโลก และเป็นสัจธรรมที่ให้ข้อคิดหลายประการเกี่ยวกับวงการแพทย์ หรือ วิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวคือ

    เราไม่ควรที่จะคิดว่าโรคบางชนิดไม่มียารักษา หรือคิดว่าถ้าเป็นโรคนั้นโรคนี้แล้ว ไม่มีทางรอด เตรียมสั่งโลงได้เลย อันที่จริงแล้ว

   การที่มนุษย์ไม่พบยารักษาโรคบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคเอดส์นั้น ก็เพราะว่ามนุษย์มิได้ทุ่มเทเพียงพอในการค้นคว้าวิจัยหรือแสวงหายารักษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแพทย์สมัยใหม่หรือแพทย์แผนโบราณ หรือแพทย์แผนใดๆ ก็ตาม เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้แล้ว โอกาสจะพบยารรักษาที่ได้ผลก็เป็นไปได้โดยยาก

    

    

    

    

    

    

   เราคงไม่ต้องเถียงว่าในปัจจุบันนี้ มนุษย์ได้ทุ่มเทเงินทางมากมายในเรื่องไร้สาระ เช่น เรื่องสงคราม มนุษย์ทำการรบเพียงไม่กี่วัน

   แต่ต้องใช้จ่ายเงินไม่รู้กี่ล้าน ล้าน ล้านบาท คำนวนแล้วมากกว่างบประมาณแต่ละปีของบางประเทศ หรือในเรื่องการแข่งขันกีฬาบางประเภท ถ้าชนะเลิศเพียงสองสามครั้ง จะได้รับรางวัลเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก หรือในเรื่องของการแสดง แค่การเฉลิมฉลองปีใหม่หรือเทศกาล บางอย่างใช้เงินทองเป็นหมื่นล้าน

   แต่พอมาดูในเรื่องของการค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ หรือทางการแพทย์แต่ละสถาบันหรือแต่ละรัฐบาลเจียดจ่ายอย่างกระเหม็ดกระแหม่ กว่าจะจัดสรรงบประมาณอันเล็กน้อยในแต่ละครั้ง ต้องพิจารณาแล้วพิจารณาอีก ตัดค่าใช้จ่ายนานาประการ มีบ่อยครั้งที่นักวิชาการต้องควักจากกระเป๋าของตนเองในการทำวิจัยอันมีค่าแต่ละครั้ง

   เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้แล้ว มนุษย์จะพบยารักษาได้อย่างไร ดังนั้นวิถีชีวิตของมนุษย์ปัจจุบันเป็นวิถีพบโรคมากกว่าพบยารักษา

   จากปรัชญา "ทุกโรคมียารักษา" นี้ ยังเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีอีกประการหนึ่งสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ มีคนไข้จำนวนไม่น้อยปักหลักอยู่กับหมอคนเดียวโดยตลอด ทั้งๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะหายจากโรคที่เป็นอยู่ เสียค่าใช้จ่ายมากมาย และในที่สุดก็ต้องมีอันเป็นไปกับหมอคนนั้น

   ทำไมไม่คิดว่า ยาสำหรับโรคนี้อาจจะไม่อยู่ที่นี่ หรือหมอคนนี้อาจจะไม่เชี่ยวชาญจริงเกี่ยวกับโรคนี้ ถ้าลองโยกย้ายไปที่อื่น หรือเปลี่ยนหมอคนอื่นหรือใช้ยาประเภทอื่น

   โอกาสที่จะหายจากโรคนี้ก็อาจจะมีอยู่มาก อันที่จริงแล้วมีคนไข้ที่คิดแบบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยและทายจากโรคที่หมอคนหนึ่งบอกว่าหมดทางรักษาแล้ว แต่พอเปลี่ยนหมอเขาก็หายจากโรคนี้ด้วยค่ารักษาเพียงเล็กน้อย หรือหายจากโรคดังกล่าวนี้ด้วยหมอแผนโบราณเสียด้วยซ้ำไป

   สรุปแล้ว คนไข้ที่คิดแบบนี้ หรือปฏิบัติตนแบบนี้ ก็สอดคล้องกับหลักคำสอนที่ว่า ทุกโรคย่อมมียารักษา และอย่าสินหวังในความเมตตาปรานีของพระผู้เป็นเจ้า ..."


   2.การมีสุขภาพดีมีความสำคัญอย่างยิ่ง
                  ศาสนาอิสลามเน้นการมีสุขภาพดีเป็นพิเศษ ถึงการบอกว่ามีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากความศรัทธาในศาสนาทีเดียว มีอัลฮาดิษเล่าในเรื่องนี้อย่างน่าสนใจดังต่อไปนี้มีชายเบดูอีน คนหนึ่งมาหาท่านศาสดา และถามท่านว่า "ภายหลังจากละหมาดห้าเวลาแล้วเราควรจะสวดมนต์ขออะไร" ท่านศาสดาตอบว่า "สวดมนต์ขอให้สุขภาพดี" 
    ชายคนนี้ก็ถามขึ้นมาด้วยคำถามเดียวกันอีก ท่านศาสดาก็ตอบด้วยคำตอบเดียวกัน ภายหลังจากถามเป็นครั้งที่สาม ท่านศาสดาตอบว่า "สวดมนต์ขอจากอัลลอฮฺให้อยู่ดีมีสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า"

               (อิบนีซีนา บิดาการแพทย์มุสลิม)

                    ในบางกรณีเราจะรู้สึกว่าอิสลามให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากกว่าอิบาดะห์เสียด้วยซ้ำไป เพราะว่า ท่านศาสดาเคยกล่าวไว้ว่า ถ้าหากเวลาละหมาดและเวลารับประทานอาหารมาถึงพร้อมกัน ให้รับประทานอาหารก่อนแล้วจึงทำการละหมาดหรือถ้าจะพิจารณาจากคำสั่งที่ว่า ในกรณีที่มีความจำเป็น อาหารซึ่งเป็นที่ต้องห้ามนั้นจะกลายเป็นอาหารซึ่งเป็นที่อนุมัติ

                คำว่าความจำเป็นในที่นี้รวมถึงการรักษาสุขภาพด้วย หมายความว่า ถ้าถึงขนาดจะทำให้เสียสุขภาพแล้วให้รับประทานอาหารที่ต้องห้ามได้ โดยไม่บาปแต่ประการใด
             

                เราคงไม่ต้องสงสัยว่า การมีสุขภาพดีมีความสำคัญอย่างไร 
               ทุกวงการ ทุกสังคม และทุกยุคสมัยได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการมีสุขภาพพลานามัยที่ดี ศาสนาพุทธเองก็มีปรัชญาคำสอนในเรื่องนี้ว่า "อโรคยาปรมาลาภา" (การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ) แต่ศาสนาอิสลามเน้นเป็นพิเศษถึงกับกำหนดการมีสุขภาพดีมีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากการมีความศรัทธา ซึ่งเป็นบทบัญญัติสูงสุด
    มีบทสวดมนต์ต้นหนึ่งในศาสนาอิสลาม

             ซึ่งมุสลิมทุกคนกล่าวเป็นประจำ แปลได้ความว่า "โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอให้เราได้รับความดีงามในโลกนี้ และความดีงามในโลกหน้า อีกทั้งขอให้เราห่างไกลจากไฟนรก"
    

                  แน่นอนที่สุด ตามความหมายของบทสวดมนต์นี้นั้น การมีสุขภาพดีก่อให้เกิดความดีในโลกนี้ การมีความศรัทธาก่อให้เกิดความดีในโลกหน้า ดังนั้น การมีความศรัทธาและการมีสุขภาพดีนั้น คือเป้าหมายของชีวิตมุสลิม


   3.ชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องรักษาด้วยชีวิต
    ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับชีวิตเป็นพิเศษ และให้ถือเป็นภาระหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด ดังนั้นการทำลายชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนอื่นหรือของตนเอง ถือเป็นบาปมหันต์ และในขณะเดียวกันการรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตของผู้อื่น ก็ถือเป็นผลบุญอันมหาศาล
    

   มีฮาดิษบันทึกไว้ว่า มีโสเภณีคนหนึ่งเดินทางในทะเลทราย หล่อนหิวน้ำจึงเอารองเท้าตักน้ำมาดื่ม แต่ทันใดนั้นมีสุนัขตัวหนึ่งเดินเข้ามาด้วยความหิวโหย หล่อนก็ตักน้ำด้วยรองเท้าของหล่อน แล้วให้สุนัขดื่มด้วยความสงสาร 
    การกระทำของหล่อนนับว่าเป็นที่โปรดปรานของอัลลอฮฺมาก อัลลอฮฺ นำโสเภณีผู้นี้เข้าสวรรค์ นี่คือความดีในการให้ความสำคัญแก่ชีวิต แม้จะเป็นชีวิตของสัตว์เดรัจฉานก็ตาม แต่ในทางตรงกันข้าม การทำลายชีวิตนั้นก็เป็นบาปอันมหันต์

   ฮาดิษในเรื่องนี้ก็มีเล่าไว้คือ
    มีชายคนหนึ่งทิ้งบ้านเป็นเวลาหลายวัน แต่ขังแมวไว้ที่บ้าน จนกระทั่งแมวตัวนั้นอดอาหารตาย จากการกระทำนี้อัลลอฮฺ นำชายคนนี้ลงนรก 
    เรื่องความสำคัญของการรักษาชีวิตและข้อห้ามในการทำลายชีวิตของศาสนาอิสลามจะมีผลโดยตรงต่อวงการแพทย์สมัยใหม่ ในประเด็นหนึ่งจะมีการปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "การปลิดชีวิตด้วยความปรานี" นั่นคือ  ถ้าคนไข้ต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งๆ ที่มิได้หวังรอดแล้ว แต่ก็ไม่สิ้นชีวิตสักที หมอก็จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ชีวิตของคนไข้สิ้นสุด โดยไม่ต้องให้ทรมานอีกต่อไป 

    

   จริงอยู่การไม่ปลิดชีวิตคนไข้โดยพลการ ต้องได้รับความยินยอมจากคนไข้หรือจากญาติของคนไข้ การกระทำแบบนี้ไม่เป็นที่อนุมัติในอิสลาม ไม่ว่าจะโดยการยินยอมคนไข้เองหรือของญาติก็ตาม ถ้าหากปลิดชีวิตของคนไข้โดยการยินยอมของคนไข้เอง ก็เรียกว่า ฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นบาปมหันต์ในอิสลาม แต่ถ้าคนไข้ไม่รู้เรื่อง แต่เป็นการยินยอมของญาติก็เรียกว่าฆาตกรรม หรือฆ่าคน ซึ่งเป็นบาปมหันต์อีกเช่นเดียวกัน
    

    4.การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอนิสงส์
    จริงอยู่การมีสุขภาพดี หรือการปลอดจากโรค ถือว่าเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและมีความดีถัดจากการศรัทธาในศาสนา แต่การเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นก็ไม่ใช่เป็นความวิบัติหรือโชคร้ายดังที่คิด เพราะมีอัลฮะดิษกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น อัลลอฮฺจะอภัยโทษในบาปต่างๆ ของคนป่วยอย่างมากมาย 
   นั่นคือการตอบแทนของอัลลอฮฺด้วยความเมตตาปรานี เนื่องจากการทุกขืทรมานของคนไข้ ดังนั้นการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น ด้านหนึ่งเป็นที่น่าเสียอกเสียใจ แต่อีกด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่น่าดีใจ เพราะว่าจะได้รับการปลดเปลื้องจากบาปกรรมอย่างมากมาย
    

   5. ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา
    อิสลามเน้นความสะอาดเป็นพิเศษ จนกระทั่งบัญญัติเป็นคำสอนว่า "ความสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธาในศาสนา" จากคำสอนข้อนี้ทำให้มุสลิมต้องปฏิบัติตนในเรื่องของความสะอาดอย่างเคร่งครัด เช่น จะต้องชำระล้างร่างกายก่อนที่จะทำการละหมาด ในการชำระล้างทุกอย่างจะต้องใช้น้ำสะอาด การชำระล้างอาหาร  จะต้องปฏิบัติให้ถูกวิธี มือราดน้ำจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง ฯลฯ คำสอนในเรื่องของความสะอาดดังกล่าวนี้จะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องสุขอนามัย

    

    อนึ่งในเรื่องของความสะอาดในทัศนะอิสลามนั้น มิได้หมายถึงเฉพาะความสะอาดในทางกายเท่านั้น แต่หมายรวมถึงความสะอาดทางด้านจิตใจและด้านจิตวิญญาณอีกด้วย และเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความสะอาดทั้งสามด้านนี้แหละเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพมวลรวมของมนุษย์ คือ สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพจิตวิญญาณ
    

   6. จงบริโภคสิ่งดีๆ อันเป็นที่อนุมัติ
    ปรัชญาทางการแพทย์อิสลามที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับมุสลิมคือพฤติกรรมการบริโภค คำสั่งในเรื่องการบริโภคมีความละเอียดอ่อนมากในศาสนาอิสลาม หลักการที่สำคัญของการบริโภคก็คือให้บริโภคสิ่งดีๆ ทั้งหลาย ซึ่งเป็นอนุมัติ เรียกว่า "ฮาลาล" และห้ามบริโภคบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นข้อห้าม ซึ่งเรียกว่า "ฮารอม" 
    

   แต่ถ้าอยู่ในภาวะจำเป็น อนุญาติให้บริโภคทุกอย่างตามความจำเป็นอาหารซึ่งห้ามบริโภคที่ระบุไว้ชัดเจนได้แก่ หมู เลือด สัตว์ที่ตายเอง สัตว์ที่มีเขี้ยวหรือมีพิษ และสัตว์ที่เชือดโดยไม่ถูกต้องตามหลักของศาสนา เหล่านี้เป็นต้น อาหารที่ต้องห้ามเหล่านี้ เราคงจะเห็นได้โดยไม่ยากว่า ถ้าบริโภคเข้าไปแล้วจะเสี่ยงต่อสุขภาพต่อพื้นฐานของสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพทางกายหรือสุขภาพทางจิต
    

   พฤติกรรมในการบริโภคในอิสลามนั้นนอกจากจะกำหนดประเภทอาหารที่อนุมัติและที่หามีแล้ว ยังกำหนดวิธีการบริโภคอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมิใช่น้อย สิ่งที่อิสลามได้สอนเป็นรูปธรรมมีดังต่อไปนี้
    

    7.ให้รับประทานอาหารพอประมาณ
    การรับประทานอาหารเกินความจำเป็นนั้นขัดกับคำสอในศาสนาอิสลาม คำสอนดังกล่าวนี้มีระบุไว้ทั้งในอัลกุรอาน และในอัลฮาดิษ จงกินและดื่มแต่อย่าฟุ้งเฟ้อ (7 : 31) 
    

   ตามของอัลกุรอานที่อ่านนี้ การรับประทานอาหารเหลือเฟือ ดังที่ปฏิบัติกันอยู่ตามภัตตาคารหรืองานเลี้ยงในปัจจุบันนี้ ขัดกับหลักการอิสลามอย่างกระจ่างชัด นอกจากคำสอนในอัลกุรอานแล้ว เรายังจะพบกับคำสอนจากท่านศาสดาเองอีกหลายประการ
    

   อาหารสำหรับคนเดียว ย่อมเพียงพอสำหรับสองคน อาหารสำหรับสองคนย่อมเพียงพอสำหรับสี่คน จงแบ่งกะเพาะออกเป็นสามส่วน หนึ่งส่วนใส่อาหารอีกส่วน หนึ่งใส่น้ำ และอีกส่วนหนึ่งให้ว่างเปล่า จงกินในขณะที่หิว และหยุดกินในขณะที่ยังหิวอยู่
    

    อนึ่งคำสั่งที่ให้กินอาหารแต่เพียงเล็กน้อยนั้น วัตถุประสงค์ที่สำคัญคงมิได้อยู่ที่การประหยัด แต่อยู่ที่การส่งเสริมเรื่องสุขภาพพลานามัย ปัจจุบันนี้ในวงการแพทย์ได้ตระหนักเป็นอย่างดีว่าการรับประทานอาหารจุหรือฟุ้งเฟ้อนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการบั่นทอนสุขภาพอย่างมากมาย อันจะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บนานาประการ
    

    


   8.ดื่มน้ำให้มาก 

   นอกจากการรับประทานเพียงเล็กน้อยแล้ว ยังส่งเสริมให้ดื่มน้ำให้มากๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างิ่งภายหลังอาหาร มิฉะนั้นท่านศาสดาคงไม่ได้สั่งว่า หนึ่งในสามของกะเพาะนั้นให้สำรองสำหรับน้ำ  อันที่จริงแล้วการดื่มน้ำมากๆ แพทย์ในปัจจุบันก็มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นนิสัยที่ดี และควรแก่การส่งเสริมให้ปฏิบัติโดยทั่วกัน
    

   ส่วนในเรื่องของการเก็บกะเพาะให้ว่างส่วนหนึ่งนั้น อาจจะเป็นเคล็ดลับที่สำคัญ ซึ่งเราไม่ค่อยจะตระหนักกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่า ส่วนที่ว่างหนึ่งส่วนนั้นเป็นที่บรรจุของอากาศ โดยเฉพาะอากาศออกซิเจน และอากาศออกซินี้เองที่ทำหน้าที่สังเคราะห์อาหารกับน้ำให้ย่อยอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าปราศจากอากาศออกซิเจคลุกเคล้า ระหว่างน้ำกับอาหารแล้ว การย่อยของอาหารจะเป็นไปอย่างไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร และอาจจะมีผลร้านต่อร่างกายโดยรวมก็ได้

    9. ให้รับประทานอาหารอย่างช้าๆ

    วิธีการรับประทานอาหารเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภค บางประเด็นที่ศาสดาได้แนะนำเราไม่เคยพบจากที่อื่น เช่น เวลาดื่มน้ำไม่ควรยืน แต่ให้นั่งดื่ม หรือเวลาดื่มน้ำอยู่ ดื่มรวดเดียวจนหมดภาชนะ แต่ให้เว้นช่วงหายใจทุกสามอึก

    ข้อแนะนำในเรื่องการดื่มน้ำทำนองนี้ดูเผินๆ แล้ ว ไม่น่าจะมีความสำคัญอะไรมาก แต่ขอให้จำไว้อย่างหนึ่งว่า สิ่งใดที่ไม่สำคัญอิสลามจะไม่นำมาสอนเพื่อให้เกิดความยุ่งยากลำบากแก่ผู้นับถือ พระผู้เป็นเจ้าก็ได้แสดงเจตนาชัดเจนว่าพระองค์ ไม่ประสงค์จะให้ผู้นับถือมีภาระโดยไม่จำเป็น 

   ดังนั้นข้อแนะนำในเรื่องการดื่มน้ำในขณะที่ยืน นอกจากจะดับกระหายไม่ดีพอแล้ว ยังไม่ส่งเสริมสุขภาพอีกด้วย เพราะว่าน้ำจะขาดที่พัก แต่จะไหลลงอย่างรวดเร็วไปสู่กะเพาะ ลำไส้ ไม่สามารถจะซาบซึมและกระจายไปสู่ทั่วร่างกายได้ดีพอ นี่เป็นเหตุผลที่น่าฟัง

   เหตุผลอีกประการหนึ่ง การดื่มน้ำรวดเดียวโดยไม่พักหายใจนั้น จะทำให้น้ำลงสู่กะเพาะด้วยน้ำหนักมากเกินไป นอกจากจะทำให้มนไหลลงสู่กะเพาะเร็วเกินไปแล้ว มันอาจจะทำปฏิกริยากับความร้อนในลำไส้อย่างฉับพลันเกินไป ทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สบายอย่าปัจจุบันทันด่วนก็ได้

   10. ให้รับประทานอาหารด้วยคำเล็กๆ
    ข้อแนะนำในเรื่องวิธีการรับประทานอาหาร ซึ่งน่าทึ่งมิใช่น้อย คือ ท่านศาสดาสอนว่าเวลาหยิบอาหารใส่ปากให้หยิบด้วยสามนิ้ว ถ้าจะแปลความคิดในเรื่องนี้ก็คือ แต่ละคำของอาหารที่หยิบด้วยสามนิ้วนั้นจะเป็นคำเล็กๆ และสามารถเคี้ยวได้ละเอียดกว่าและลงไปสู่ลำไส้แต่ละครั้งอย่างเบาๆ การหยิบแต่ละคำด้วยจำนวนมากนั้นไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแน่นอน โดยเฉพาะสุขภาพที่เกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร

   11. น้ำเย็นมีสรรพคุณกว่าน้ำร้อน

   พฤติกรรมทางการบริโภคที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบถึงสุขภาพอนามัย คือ ประเภทของอาหาร หรือของชุดอาหารที่รับประทานในแต่ละครั้ง เช่น ท่านศาสดาสอนว่าการดื่มน้ำเย็นดีกว่าน้ำร้อน เหตุผลในเรื่องนี้มีหลายประการ เช่น น้ำเย็นนั้นสดชื่น  ดับความกระหาย รักษาความชื้นของร่างกาย อีกทั้งใช้ทดแทนความชื้นที่ร่างกายได้สูญหายไป ทำให้อาหารใร่างการนุ่มขึ้น ซึ่งสามารถส่งไปยังหลอดเลือดใหญ่ได้ดีกว่า ฯลฯ 

   นอกจากนี้แล้วท่านยังสอนว่า เวลาดื่มน้ำผึ้งหรือกินของหวานควรตามด้วยน้ำเย็น น้ำผึ้งในทัศนะอิสลาม คือ ยอดแห่งอาหาร มีระบุไว้ทั้งในอัลกุรอานและในอัลฮาดิษถึงสรรพคุณของน้ำผึ้ง แต่อย่างไรก็ดี ท่านศาสดาได้แนะนำว่าจะดื่มน้ำผึ้งให้มีสรรพคุณและเกิดผลดีแก่สุขภาพที่สุด ให้ดื่มกันน้ำเย็น อย่าดื่มกับน้ำร้อน เพราะว่าน้ำเย็นนั้นจะทำหน้าที่ซึมซับและสงธาตุอาหารไปส่วนอื่นๆ ได้ดีกว่า
   
    

    12.รับประทานอาหารประเภทเดียวไม่ดี

    

    

    

               เวลารับประทานอาหาร ไม่ควรจำกัดเฉพาะอาหารประเภทเดียวโดยไม่แตะอาหารประเภทอื่น เนื่องจากว่าอาหารแต่ละประเภทนั้นมีคุณสมบัติทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียของอาหารประเภทหนึ่งสามารถจะลบล้างโดยการรับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติตรงกันข้าม ตัวอย่างเช่น อินทผาลัมสุกมีคุณสมบัติร้อนจัด คุณสมบัติข้อนี้อาจจะมีผลไม่ดีต่อคนที่เป็นโรคบางชนิด ดังนั้นคุณสมบัติร้อนของอินทผาลัมจะสามารถลบล้างโดยการรับประทานแตงโมในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะว่าแตงโมนั้นมีคุณสมบัติที่เย็น

               โดยนัยนี้ ท่านศาสดาจึงไม่รับประทานอาหารสองอย่างที่มีคุณสมบัติทำนองเดียวกัน อาหารเย็นกับอาหารเย็น อาหารร้อนกับอาหารร้อน อาหารเปรี้ยวกับอาหารเปรี้ยว เพราะว่าผลเสียของอาหารจะไม่ได้รับการลบล้างในตัว

              

   13.ควรรรับประทานอาหารที่ถูกปาก

               อาหารอะไรก็ตาม ถ้าไม่ถูกปากก็ไม่ควรรับประทาน หรือรับประทานแต่น้อย ท่านศาสดามักจะงดเว้นรับประทานอาหารที่ท่านไม่ชอบ การรับประทานในสิ่งที่ตนไม่ชอบนั้นจะมีผลภัยต่อสุขภาพ เพราะว่าจะทำให้ข้อเสียของอาหารดังกล่าวต่อ ทำหน้าที่ต่อร่างกายมากกว่าผลดี

              

    14.การปฏิบัติศาสนกิจมีผลบวกต่อสุขภาพอนามัย

               อันที่จริงแล้ว เวลาปฏิบัติคำสั่งของศาสนาในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนกิจนั้น มิให้นึกถึงอนิสงส์ทางโลกที่ตนเองจะได้รับ แต่ให้นึกถึงการรับใช้พระผู้เป็นเจ้าเป็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ดี การปฏิบัติศาสนกิจหรือการรับใช้พระผู้เป็นเจ้านั้น พระองค์ไม่ได้รับอนิสงค์ใดๆ อนิสงส์ทั้งหมดนี้จะตกอยู่กับมนุษย์เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ อนิสงส์ที่เราจะได้รับในเรื่องของศาสนกิจนั้นมีทั้งทางร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในที่นี้เราจะกล่าวถึงอนิสงส์เหล่านี้ที่เกิดจากการปฏิบัติศาสนกิจที่สำคัญๆ ซึ่งเป็นอนิสงส์ทางโลกนี้ โดยไม่ต้องกล่าวถึงอนิสงส์ทางโลกหน้า

    

    การละหมาด

               วิธีการทำละหมาดในศาสนาอิสลามประกอบด้วย 4ส่วนด้วยกัน คือ

               1. การชำระร่างกายเพื่อทำความสะอาด

               2. การตั้งจิตอธิษฐาน

               3. อิริยาบถในท่าทางต่างๆ ทั้งท่ายืน ท่าก้มครึ่งตัว ท่าก้มกราบ และท่านั่ง สรุปแล้วเป็นการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งครบถ้วนตามเงื่อนไขของการออกกำลังกายที่ดี และ

               4. คำสวดหรือคำอ่าน ซึ่งมีข้อความลักษณะต่างๆ เริ่มต้นด้วยสดุดีพระผู้เป็นเจ้า ติดตามด้วยข้อความต่างๆ จากคัมภีร์อัลกุรอานและลงท้ายด้วย การกล่าวอวยพรขอสันติสุขให้แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

               จากคำอธิบายทั้งหมดนี้ คงไม่ต้องสงสัยว่าผลบวกจะเกิดขึ้นรอบด้านแก่ผู้ปฏิบัติทังในด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ยิ่งปฏิบัติมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น

   อันที่จริงแล้ว ศาสนาอื่นลัทธิอื่นก็มีในเรื่องการปฏิบัติในหลักการเดียวกันนี้ แต่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น หรือมีวิธีปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน เช่น การปฏิบัติโยคะ การนั่งสมาธิ กายบริหาร การวิเวก การเดินจงกลม หรืออื่นๆ ไม่อาจจะระบุได้หมด แต่สำหรับของอิสลามนั้นดูเหมือนจะมีองค์ประกอบครบถ้วนทุกด้านที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิต

              

   ก. การถือศีลอด

               ศาสนาอิสลามกำหนดให้มุสลิมถือศีลอด ซึ่งมีทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ ในภาคบังคับนั้นจะต้องถือศีลอดปีละ 1 เดือนเต็มๆ ซึ่งตรงกับเดือนอาหรับเรียกว่า เดือนรอมฎอน นอกจากนั้นแล้วมุสลิมสามารถถือศีลอดภาคสมัครใจในวันและโอกาสต่างๆ อีกมามายตามอัธยาศัย

               อันที่จริงทุกศาสนาทุกลัทธิมีการถือศีลอดในรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกชื่อต่างๆ กัน แต่ศาสนาอิสลามได้กำหนดวิธีการถือศีลอดที่เข้มข้นมากกว่าลัทธิศาสนาอื่นทั้งหมด กล่าวคือ ในช่วงตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกมุสลิมจะต้องงดเว้นโดยสิ้นเชิงในเรื่องต่อไปนี้

               1.  การบริโภคอาหาร เครื่องดื่มหรือสิ่งใดๆ รวมทั้งบุหรี่หรือการดมกลิ่นเพื่อความสุขสดชื่นทั้งหลาย

               2. งดเว้นการร่วมหลับนอนกับคู่ครองของตนเอง

               3. งดเว้นอารมณ์ใฝ่ต่ำทั้งหลาย รวมทั้งความรื่นเริงบันเทิงใจที่นำไปสู่อารมณ์ใฝ่ต่ำ

              

    การถือศีลอดของอิสลามถ้าจะกล่าวในเชิงวิเคราะห์แล้ว กล่าวได้ว่ามีผลเอนกอนันต์ต่อบุคคลและสังคมโดยรวม สำหรับในด้านสุขลักษณะนั้น เราจะได้รับสองประการเป็นอย่างน้อย คือสุขภาพทางกาย และสุขภาพทางจิต ด้านสุขภาพทางกายนั้นในทางการแพทย์ก็ได้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์แล้วและแพทย์บางคนใช้วิธีบำบัดรักษาโรคบางชนิดโดยให้คนไข้ถือศีลอด ส่วนในด้านจิตใจนั้น สิ่งที่ผู้ถือศีลอดได้รับอย่างชัดเจน คือ ความอดทน และการสำรวม ซึ่งเป็นฐานสำคัญของสุขภาพจิต

    

    

    

   ข.การรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า

               การรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าเป็นศาสนกิจอย่างหนึ่งในอิสลาม อันที่จริงแล้วการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้านั้นมีจุดมุ่งหมายให้มุสลิมเกิดความใกล้ชิดกับพระองค์ แต่ผลข้างเคียงในทางบวกมีไม่น้อย อัลกุรอานระบุว่าการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้จิตใจสงบ นั่นคือการบำรุงรักษาสุขภาพจิตนั่นเอง

               การรำลึกถึงอัลลอฮฺครบอคลุมความหมายที่กว้างขวาง นับตั้งแต่การกล่าวด้วยคำเฉพาะ จนกระทั่งการนั่งคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับพระองค์ในด้านต่างๆ

              

   ถามว่าในแง่วิชาการแล้ว การรำลึกแบบนี้จะได้ผลในทางสุขภาพจิตมากน้อยขนาดไหน เรื่องนี้คงไม่ต้องมีข้

   สงสัยใดๆ เพราะว่าโดยปกติแล้วการที่ได้รำลึกถึงบุคคลที่เรารัก เราเคารพนับถือ หรือยกย่องย่อมมีผลทางด้านจิตใจแน่นอน ทำให้เกิดความอบอุ่นและความมั่นใจ ดังนั้นการรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งล้นด้วยความเมตตาปรานี ผู้ซึ่งเป็นเจ้าแห่งมนุษยชาติ อีกทั้งสามารถจะให้คุณและโทษแก่ชีวิตได้อย่างแท้จริง ย่อมจะมีผลต่อสุขภาพจิตอย่างหาที่เปรียบมิได้

    

   ค.ความอดทนข่มใจ

               โดยปกติแล้วการอดทนข่มใจ เยือกเย็นและสุขุม คัมภีร์..... เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความดีงามทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างกระจ่างชัด นอกจากนี้แล้ว คนที่มีความอดทน ข่มใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะของวิกฤติมักจะแคล้วคลาดจากภัยพิบัติต่างๆ นานา ดังนั้นการมีความอดทนข่มใจ มักจะเป็นคำแนะนำให้ปฏิบัติจากทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการศาสนาหรือวงการทั่วไป

               ในคำสอนของอิสลาม "ความอดทนข่มใจ" หรือที่เรียกว่า "ซอบัร" นั้น อยู่เป็นคำสอนซึ่งอยู่ในระดับสูงทีเดียว

               อัลกุรอานได้ย้ำเกือบจะตลอดของคัมภีร์ให้มุสลิมมีความอดทนข่มใจในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติ หรือภาวะหวาดวิตก อีกทั้งพระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวเป็นสัญญาว่า ความอดทนคือทางออกในการแก้ปัญหาทุกอย่าง หรือพระผู้เป็นเจ้าจะอยู่กับผู้ที่มีความอดทนข่มใจ และในทางศาสนกิจ การอดทนข่มใจถือเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะนำไปสู่สันติในโลกหน้า

              

   ถ้าจะมองในแง่สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต ความอดทนข่มใจ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ เช่น คนที่.......(น.21)อดทนข่มใจจะไม่เป็นโรคอะไรได้ง่ายๆ หรือถ้าเป็นโรคอยู่แล้ว คนไข้ที่มีความอดทนสามารถจะหายจากโรคได้เร็วกว่าคนที่ขาดความอดทนข่มใจเป็นไหนๆ

              

   ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ถือเป็นปรัชญาในทางการแพทย์อิสลาม ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวความคิดสากล อันที่จริงยังมีอีกหลายข้อที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากเนื้อกระดาษจำกัด ตัวอย่างที่กล่าวมานี้  น่าจะเป็นการเพียงพอ ลำดับต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ จรรยาบรรณทางการแพทย์ ของการแพทย์แผนอิสลาม

              

   อันที่จริงแล้ว จรรยาบรรณการแพทย์แผนอิสลาม ถือเป็นจรรยาบรรณการแพทย์แผนอิสลามได้ ตราบใดที่ไม่ขัดกับหลักการพื้นฐานของศาสนาอิสลาม เช่น แพทย์จะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีใจเมตตาปรานี ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แต่มีจรรยาบรรณข้อหนึ่ง ซึ่งระบุชัดเจนในแพทย์แผนอิสลาม ซึ่งอาจจะไม่พบในจรรยาบรรณแพทย์โดยทั่วไป นั้นคือ

    

   แพทย์ทุกคนจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการรักษาคนไข้ จรรยาบรรณข้อนี้ดูแล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดาและมีเหตุผลอยู่ในตัวเอง

              

   แต่ศาสนาอิสลามได้มีบทกำหนดต่อไปอีกว่า ในกรณีที่หมอขาดคุณสมบัติมาทำการรักษาคนไข้ ถ้าหากเกิดความเสียหายต่อคนไข้ หมอที่ขาดคุณสมบัตินั้นจะต้องรับผิดชอบโดยการชดใช้เป็นเงินทอง ถ้าวงการแพทย์สากลถือเป็นจรรยาบรรณในเรื่องนี้และมีกฎหมายรองรับอย่างดี ก็จะเป็นการดีไม่น้อย อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ตัดโอกาสของแพทย์บางคนที่หากินโดยการรักษาคนไข้โดยที่ตนไม่มีคุณสมบัติพอ

              

   อันที่จริงจรรยาบรรณของแพทย์ในการรักษาคนไข้ยังมีรายละเอียดอีกหลายข้อ เช่น กรณีไหนแพทย์จะต้องชดใช้ค่าเสียหายและกรณีไหนไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายเมื่อมีความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่คนไข้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ในการรักษาสุขภาพอนามัยนั้น มาตรการ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด เพราะว่าร่างกายมีสุขภาพอนามัยดีแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็ไม่ค่อยจะย่างกรายเข้ามา

    

   ดังนั้นอิสลามจึงเน้นเป็นพิเศษในเรื่องของอนามัยไม่ว่าจะเป็นอนาคตของชุมชนหรืออนามัยของบุคคล ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าสุขภาพอนามัยมีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากความศรัทธา



             ในเรื่องของสุขภาพอนามัย อิสลามได้มีคำสั่งหรือคำสอนที่น่าสนใจหลายข้อดังตัวอย่างต่อไปนี้



การรักษาโรคแผนอิสลาม

              ต่อไปนี้เรามาถึงหัวข้อที่สำคัญคือการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การรักษาโรคตามแผนอิสลามนั้นมีขอบข่ายครอบคลุมมากกว่าแผนปกติ ไม่ว่าจะเป็นแผนใหม่หรือแผนโบราณ  ถ้าจะกล่าวโดยรวมแล้ว การรักษาแผนอิสลามนั้นแบ่งออกเป็นสองภาพใหญ่ๆ คือ

              1.การักษาโดยใช้ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะใช้ยาหรือไม่ใช่ยาก็ตาม และไม่ว่าจะเป็นแผนใหม่หรือแผนโบราณก็ตาม และ

              2. การรักษาโดยการสวดมนต์อ้อนวอน

              ต่อไปนี้จะกล่าวรายละเอียดในแต่ละวิธีการดังกล่าวดังต่อไปนี้

              การรักษาโดยทางธรรมชาติ

              การรักษาโดยใช้ยาและวิธีการทางธรรมชาติอิสลามได้กำหนดรายละเอียดมากมายและครบวงจร แต่ในสถานการณ์ที่จำกัดด้วยหน้ากระดาษเช่นนี้ เราได้แต่เพียงหยิบยกบางประเด็นเพื่อ

              1.การรักษาโรคทุกแผนเป็นที่ยอมรับในอิสลาม นอกจากจะมีข้อห้าม

              ก่อนอื่นเราควรต้องทราบว่าอิสลามยอมรับหยูกยาและวิธีการรักษาของทุกแผนที่มีอยู่ในโลกนี้ นอกจากมีส่วนผสมของสิ่งต้องห้ามในทางศาสนาอิสลามเท่านั้น เช่น สุรา หรือชิ้นส่วนจากหมู หรือของต้องห้ามอื่นๆ แต่ถ้าไม่มีทางเลือกอื่นใด ของต้องห้ามเหล่านั้นก็จะเป็นที่อนุมัติให้นำมาใช้ได้

              2. การกรอกเลือด

              มีวิธีการอันหนึ่ง ซึ่งศาสดาได้เน้นและได้ปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องในการบำบัดรักษาโรคหลายชนิดนั้น คือ การกรอกเลือด วิธีการกรอกเลือดที่ปฏิบัติกันในสมัยเดิม คือ การกรีดผิวหนัง ส่วนที่จะกรอกเลือดนั้นให้บาดแค่เพียงเล็กน้อย แล้วใช้ถ้วยแก้วโดยการไล่ลมจากภายในแก้วให้หมด แล้ววางปากแก้วครอบบริเวณที่บาดนั้น เลือดก็จะซึมไหลซิบๆ ออกมา พอได้เลือดพอสมควรแล้ว จึงหยุดและห้ามเลือดโดยวิธีปกติทั่วไป

              อนึ่งการเจาะเลือดดังที่ปฏิบัติกันในปัจจุบันนี้ก็อาจจะถือว่าเป็นการกรอกเลือดประเภทหนึ่ง และท่านศาสดาก็ได้แนะนำเพื่อการรักษาโรคเช่นเดียวกัน แต่ก็สู้วิธีกรอกเลือดไม่ได้

              เรื่องการกรอกเลือดก็ดี การเจาะเลือดก็ดี ได้มีฮาดิษมากมายหลายต้นที่กล่าวถึงทั้งในระดับหลักการ และในรายละเอียดของการปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น

              1)ในระหว่างเดินทางขึ้นฟากฟ้า (ของท่านศาสดา) ท่านกล่าวว่าทุกกลุ่มของมะลาอีกะห์ที่ฉันผ่าน จะกล่าวว่า "โอ้มุฮัมหมัด จงสั่งประชาชาติของท่านให้กรอกเลือด" บางรายงานกล่าวต่อไปว่า "มิฉนั้นจะมีความดันโลหิตสูงไป.... (น.26)กัน"

              2) การกรอกเลือดและการเจาะเลือดเป็นการบำบัดรักษาที่ดีที่สุด

              3) ผู้ซึ่งกรอกเลือดในวันที่ 17, 19 หรือ 21 จะได้รับการบำบัดรักษาจากทุกโรค

              ในด้านการปฏิบัติของการกรอกเลือดและเจาะเลือดนั้นมีรายละเอียดมากมาย มีการระบุตั้งแต่บริเวณของร่างกายที่จะกรอกเลือดให้กรอกที่โรคต่างๆ มีการระบุถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปฏิบัติ ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางประการหนึ่งของหมอหรือผู้ปฏิบัติในการกรอกเลือด

              3.สารหรือธรรมบางอย่าง ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาเป็นพิเศษ

              ธรรมชาติรอบตัวเป็นแหล่งของยา มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยและทุกสภาพที่ต่างก็ใช้ธรรมชาติเหล่านี้เป็นแหล่งของยา และศาสนา อัลลอฮฺก็ได้แนะนำเป็นพิเศษถึงสรรพคุณของธรรมชาติบางชนิด เช่น

              ก.น้ำผึ้ง

              ความว่า : เรื่องของน้ำผึ้งมีระบุไว้ทั้งในอัลกุรอานและอัลฮาดิษ สิ่งที่มัน (ผึ้ง) ผลิตภายในร่างกายของมัน คือ เครื่องดื่มที่มีสีสรรค์ต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องบำบัดรักษาสำหรับมนุษย์ (16 :69)

              อัลลอฮฺก็ได้ระบุชัดเจนในเรื่องของน้ำผื้งเช่นกัน เช่น จงใช้ประโยชน์จากการรักษาสองประเภทคือ น้ำผึ้งและกุรอาน

              ข.เมล็ดดำ (งาดำประเภทหนึ่ง)

              เมล็ดดำสามารถรักษาทุกโรคนอกจากความตาย

              ค.ขี้เถ้าของใบปาล์มเผา

              มีครั้งหนึ่งท่านศาสดาได้รับบาดแผลเนื่องจากสงคราม ท่านหญิงอาอิชะห์ผู้เป็นภรรยาได้ใช้ใบปาล์มเผาไฟ แล้วเอาขี้เถ้ายัดในปากแผล เลือดก็หยุดไหลทันที

              ง.น้ำต้มไขมันของแกะ

              ท่านศาสดาได้กล่าวไว้ว่า "ในการรักษาโรค...... (น.27)นั้น สามารถทำได้โดยหลอมเหลวไขมันจากหางของแกะ แล้วแบ่งออกเป็นสามส่วน และดื่มแต่ละส่วนต่อวันในขณะที่ท้องว่าง

              จ.ใช้เซนนา รักษาโรคท้องผูก

              ท่านศาสดากล่าวว่า ให้ใช้ เซนนา ในการบำบัดรักษาท้องผูก เพราะว่า เซนนา และ ซานูต นั้น รักษาทุกโรคนอกจากความตาย

              ฉ.ผ้าไหมรักษาผื่นคันบนผิวหนัง

              ท่านศาสดายอมให้ผู้ชายบางคนสวมใส่ผ้าไหมเพื่อบำบัดรักษาผื่นคันบนผิวหนัง ในภาวะปกติผ้าไหมเป็นข้อห้ามสำหรับผู้ชาย แต่เนื่องจากชายคนหนึ่งต้องการใช้เพื่อบำบัดรักษาท่านศาสดาก็อนุมัติ

              ช.ผลอินทผาลัมแห้ง 7 เม็ด สามารถกำจัดยาพิษ

              เรื่องการกินลูกอินทผาลัม 7 เม็ด มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ ท่านศาสดาได้กล่าวว่า ผู้ใดก็ตามที่กินลูกอินทผาลัมจากแผ่นดินระหว่างสองพื้นที่ แห่งมาดีนะห์ ในเวลาเช้า เขาจะปลอดภัยจากยาพิษจนกระทั่งเวลากลางคืน

              สิ่งที่น่าสนใจตรงนี้คือ ลูกอินทผาลัมนั้นสามารถป้องกันยาพิษได้ ถ้าเรามาคิดถึงว่าในปัจจุบันนี้อาหารที่เรารับประทานทุกวันมีสารพิษเจือปนต่างๆ นานา การรับประทานลูกอินทผาลัมวันละ 7 เม็ด อาจจะช่วยขับสารพิษ หรือป้องกันผลจากสารพิษดังกล่าวได้ แต่จะต้องเป็นอินทผาลัมจากนครมะดีนะห์เท่านั้น  (หรือเปล่าก็ไม่ทราบ)

              แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือ ตัวเลข 7 เม็ด ทำไมต้อง 7 เม็ด แทนที่จะเป็นตัวเลขอื่น ตัวเลข 7 ดูเหมือนจะมีความหมายเป็นพิเศษในอิสลาม เพราะว่าได้รับการเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย

              1.ซูเราะห์ฟาติฮะห์มี 7 โองการ

              2. หนึ่งอาทิตย์มี 7 วัน

              3.  อัลลอฮฺสร้างสวรรค์ 7 ชั้น พื้นดิน 7 ชั้น

              4. มนุษย์ถูกสร้างผ่าน 7 ขั้นตอน

              5. ทำพิธีฮัจย์ต้องตอวาฟ 7 รอบ ซะแอ 7 รอบ และขว้างเสาหินด้วยก้อนหินต้นละ 7 ก้อน

              6. ตักบีรวันอีตทั้งสอง 7 ครั้ง (รอบแรก)

              7. ให้บังคับเด็กละหมาดตั้งแต่อายุ  7 ขวบ

              8. อัลลอฮฺส่งลมพายุเพื่อทำลายพวกอ๊าด 7 คืนติดต่อกัน

              9.  ประชาชาติของนบีผู้ยูซูฟ ประสบกับข้าวยากหมากแพง 7 ปี

              10. อนิสงส์ของการให้ทานเปรียบเทียบกับข้าวโพด 7ฝัก คูณด้วย 70,000 ครั้ง

              11. ผู้ที่จะเข้าสวรรค์โดยไม่ต้องสอบสวนมี 70,000 คน

              นอกจากตัวอย่างที่อ้างมานี้แล้ว น่าจะมีอีกหลายเรื่องหรือหลายสถานการณ์ที่ประกอบด้วยเลข 7 ดังนั้นตัวเลข 7 น่าจะเป็นรหัสแห่งจักรวาลที่ลี้ลับอะไรสักอย่าง เป็นไปได้ไหมที่วงการแพทย์น่าจะใช้ตัว 7 เป็นสมการหรือเป็นสูตรในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บบางชนิด เช่น ยา 7 เม็ด หรือฉีดยา 7 เข็ม รับประทาน 7 วัน หรือ 7เดือน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง

              ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยการใช้ยาหรือกระบวนการตามธรรมชาติ แต่ในอิสลามนั้นมีวิธีการอีกอย่างหนึ่งโดยไม่เกี่ยวข้องกับยาหรือกระบวนการดังกล่าวนั้น คือ การสวดมนต์  ซึ่งเรียกว่า รุกยะห์
(อ่านต่อตอนต่อไป)


credit
http://www.oknation.net/blog/kt/2007/07/26/entry-1
   


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service