Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - แนวทางวาฮาบี ฉบับย่อ

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ => องค์กร มุสลิมในเชียงใหม่และภาคเหนือ => ข้อความที่เริ่มโดย: อับดุลการีม ที่ มกราคม 27, 2011, 08:46:54 am


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: แนวทางวาฮาบี ฉบับย่อ
เริ่มหัวข้อโดย: อับดุลการีม ที่ มกราคม 27, 2011, 08:46:54 am

    الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد

    

    




วาฮาบี โดยอาลี  เสือสมิง

วะฮฺฮาบียะฮฺ  (وَهَّابِيَّة)  เป็นกลุ่มสำนักทางความคิดในศาสนาอิสลามที่มีความนิยมในอุดมคติแบบชาวสะลัฟ  มีเป้าหมายในการชำระหลักศรัทธาในเรื่องเอกานุภาพและหลักชะรีอะฮฺให้บริสุทธิ์จากสิ่งเจือปนทั้งหลาย  มีมุฮำหมัด  อิบนุ  อับดิลวะฮฺฮ๊าบ  เรียกร้องไปสู่แนวทางดังกล่าว  โดยอ้างถึงหลักคำสอนของอิหม่ามอะฮฺหมัด  อิบนุ  ฮัมบัล  (ร.ฮ.)  และอิบนุตัยมียะฮฺ  (ร.ฮ.)  เป็นสำคัญ  มีมุฮำหมัด  อิบนุ  สุอูด  เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการแพร่หลายสำนักความคิดนี้ในคาบสมุทรอาหรับ  แต่กลุ่มนี้มักเรียกตัวเอง  อัซซะละฟียะฮฺ  (السَّلَفِيَّة)  คนทั่วไปเรียกคนที่นิยมในแนวทางนี้ว่า  วะฮฺฮาบีย์  (وَهَّابِيّ)  หรือ  (سَلَفِيّ)  สะละฟีย์ 


ในปัจจุบันผู้ที่นิยมในแนวทางนี้ได้แพร่หลายไปทั่วโลกอิสลามและมีบทบาทในการฟื้นฟูหลักคำสอนที่เน้นตัวบทเป็นสำคัญทำให้มีการตื่นตัวในแวดวงวิชาการขนานใหญ่  รวมถึงในบ้านเราเช่นกันซึ่งแนวความคิดของคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเข้ามาจากอินโดนีเซีย  และนักศึกษาจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางโดยตรงและมีการจัดตั้งกลุ่มของตนซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มมีทั้งในรูปมูลนิธิ,  สมาคม  และกลุ่มชมรม  มีนักวิชาการในสังกัดตลอดจนมีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาในการเผยแผ่ความคิด  และแนวทางของกลุ่มอย่างชัดเจน  อีกทั้งยังมีเครือข่ายและสายสัมพันธ์กับกลุ่มองค์กรหลักในกลุ่มประเทศอาหรับอีกด้วย

http://www.alisuasaming.com/qa/index.php?topic=504.0

คำถาม ละหมาดตามหลังวาฮาบีย์เซาะห์หรือปล่าว อยากทราบอ่ะครับ เห็นมีคนบอกว่า คนอากีดะห์เสีย ละหมาดตามไม่ได้ ช่วยอธิบาย คน บอดอ อย่างผมด้วยครับ

...การละหมาดตามหลังวะฮาบีย์นั้นถือว่าใช้ได้ (เซาะฮฺ) ลองคิดดูง่าย ๆ ว่า ถ้าการละหมาดตามหลังวะฮาบีย์ใช้ไม่ได้ คนที่ละหมาด ณ มัสญิดหะรอมทั้งสองแห่งจะเป็นเช่นไร? และนักเรียนไทยที่ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยอิสลามียะฮฺ นครม่าดีนะฮฺเป็นเวลาหลายปี ละหมาดของพวกเขาจะเป็นอย่างไร?


และวะฮาบีย์นั้นจริง ๆ แล้วคือผู้ที่สังกัดมัซฮับฮัมบะลีย์ และอะฮฺลุลหะดีษ ถือตามแนวทางของสะลัฟในเรื่องหลักความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) พวกเขาเรียกตัวเองว่า “อัสสะละฟียะฮฺ” มิใช่ วะฮาบีย์ เพราะคำว่าวะฮาบีย์เป็นการใช้คำเรียกขานในแง่ลบและเป็นการโจมตีนั่นเอง! หากท่านอยากทราบถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ลองสอบถาม ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข ดู อินชาอัลลอฮฺท่านจะได้รับความกระจ่างว่า แท้ที่จริงแล้ววะฮาบีย์เป็นใครกันแน่!

http://www.alisuasaming.com/qa/index.php?topic=96.0

หลักอะกีดะฮฺตามแนวทางวะฮาบีย์นั้นโดยส่วนใหญ่แล้วก็คือ  หลักอะกีดะฮฺตามแนวทางอะฮฺลิสซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺนั่นแหล่ะ  อาจจะมีประเด็นรายละเอียดบางเรื่องเท่านั้นที่มีทัศนะและความเห็นต่างกัน  เช่นเรื่องเกี่ยวกับซีฟาต  การตีความ  (ตะอฺวีล)  เป็นต้น  ตามความแตกต่างระหว่างสะลัฟกับค่อลัฟ  นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องข้อปลีกย่อยในการปฏิบัติศาสนกิจ  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบของสำนักความคิดหรือมัซฮับทั้ง  4  นั่นแหล่ะ  ไม่ได้พิสดารหรือพิลึกพิลั่นแต่อย่างใด


                                                                  
                                                                                                                            
                        
                           ใครหลายคนเคยสงสัยว่า วะฮาบีย์นั้นคือใครมาจากไหน ทำไมถึงถูกเรียกขนานนามกันเยอะมาก วันนี้เราจึงนำเสนอเรื่องราวของ วะฮาบีย์ให้ได้เป็นองค์ความรู้กัน
                     
         
                                                                                                                            
                        
                                วะฮาบีย์หรือซะละฟีย์ เป็นมัซฮับหนึ่งในอิสลามที่ถูกเรียกด้วยการล้อชื่อพ่อของมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ(วะฮาบ)ด้วยกลุ่มที่ไม่ชอบมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบเพราะเขาและพวกพยายามที่จะยึดหลักของอัลกุรอานและฮาดิษเป็นหลัก เป็นกลุ่มที่แพร่หลายทั่วโลกในเวลาปัจจุบันโดยเฉพาะในคาบสมุทรอาระเบีย
                           
                           ชีวประวัติของมุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ
                           
                                มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ฮ.ศ.1115-1206 (พ.ศ. 2246-พ.ศ. 2335) เกิดที่เมือง อัลอุยัยนะหฺ ไม่ไกลจากนครริยาด เมืองหลวงของประเทศซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดและมีความจำที่ดีเยี่ยม เมื่ออายุได้ยี่สิบปีเขาได้ออกเดินทางไปศึกษากับผู้รู้ท่านอื่น ๆ อีกหลายท่าน เขาเป็นที่รู้จักในนามเชค อัลนัจญ์ดีย์ (เชคแห่งแคว้นนะญัด)
                           
                                เขาได้เขียนใบปลิวและหนังสือแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านในชนบท เพื่อเผยแพร่ทัศนะคติของตน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเน้นเรื่องการตั้งภาคี โดยเห็นว่าการเยี่ยมเยียนสุสานและการขอพรต่ออัลลอหฺ ณ ที่สุสานเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ เป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนาอิสลามอย่างใหญ่หลวง
                           
                                ผู้ไม่เห็นด้วยได้ต่อต้านลัทธิของ เชค อัลนัจญ์ดี เมื่อได้รับการต่อต้านจากหลายฝ่าย เชค อัลนัจญ์ดี ก็ได้ตกลงกับ มุฮัมมัด บุตรสะอูด ในปี ฮ.ศ. 1143 (พ.ศ. 2273) ว่า ผู้ใดที่ไม่ยอมรับลัทธิวะฮาบีย์ เขาก็ไม่ใช่มุสลิมที่แท้จริง 7 ปีต่อมา เขาทั้งสองก็ได้จัดทัพออกทำศึกสงครามกับเมืองที่ไม่ยอมรับลัทธิวะฮาบีย์

                           
                           
                                                                                                                                                                                                
                                                                                                                                                                                                
                                                                                                                                                                                                                                                                                                            
                                                   
                                                       
                                                
                                    
                                                                                                                                                                                                                                                                                                            
                                                   
                                                      ครั้งในปี 2379 กองทัพของอิบรอฮีมเข้าประชิดนครริยาดได้ในปีต่อมาและจับกุมตัวผู้นำ คือฟัยศอล บุตรของตุรกี ไปจำคุกในอิยิปต์ แต่หลายปีต่อมาก็ได้ปล่อยฟัยศอลออกมา ในปีเดียวกันนั้น คอลีฟะหฺอับดุลมะญีด แห่งอาณาจักรอุษมานียะห์ได้มีคำสั่งให้ก่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างเหนือสุสานให้มีสภาพคล้ายของเดิม เช่นเดียวกับคอลีฟะห์อับดุลฮะมีด และคอลีฟะหฺมุฮัมมัด ผู้สืบทอดบัลลังก์คนต่อมาก็ได้บูรณะซ่อมแซมสุสานเหล่านั้นอีกเช่นกัน
                                                      
                                                           ในปี 2391 และ 2403 อาณาจักรอุษมานียะหฺ ได้บูรณะซ่อมแซมสถานที่สำคัญที่พวกวะฮาบีย์ทำลายเหล่านั้นอีกครั้ง โดยหมดเงินไปทั้งสิ้น 700,000 ปอนด์ ส่วนใหญ่เป็นเงินบริจาคที่ได้มาจาก สุสานศาสนทูต
                                                      
                                                           15 มกราคม พ.ศ. 2445 อับดุลอะซีซ สามารถกู้บัลลังก์ที่เสียไปแก่ตระกูลอัรรอชีดีย์ จนต้องหนีไปอยู่คูเวตในปี 2434
                                                      
                                                           ในปี พ.ศ. 2455 กลุ่มผู้เคร่งตามแบบของวะฮาบีย์ได้ปฏิรูปขบวนการอัลอิควาน (ภราดร) ขึ้น ขบวนการนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเป้าหมายสนับสนุนอับดุลอะซีซ ปีต่อมา กองทัพภราดร จำนวน 1,500 คนนำโดยอับดุลอะซีซเอง ได้เข้าโจมตีกองทัพของอาณาจักรอุษมานยะหฺ ซึ่งมีจำนวน 1,000 คน ที่ ฮูฟูฟ เมืองหลวงของฮะซาอ์ จนกระทั่งสามารถยึดเมืองหลวงนี้ได้ ตั้งแต่นั้นมาขบวนการอัลอิควานก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากมายหลายเท่า อับดุลอะซีซได้ออกกฎหมายให้ประชาชนในเขตการปกครองของตน จ่ายซะกาตแก่รัฐ
                                                      
                                                           การติดต่อกับเซอร์ เพอร์ซี คอกซ์ (Sir Percy Cox) ที่ อัลอูเกร เดือนพฤศจิกายน 2459 ยังผลให้ อับดุลอะซีซได้เซ็นสัญญาสัมพันธไมตรีกับอังกฤษ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2549 อังกฤษยอมรับอับดุลอะซีซว่าเป็นสุลต่านแห่งนะญัด เทียมเท่าสุลต่านแห่งอุษมานียะหฺ พร้อมให้ทรัพย์สนับสนุนรายเดือนเป็นทองคำหนัก 5,000 ปอนด์ในแต่ละเดือน พร้อมด้วยอาวุธสงคราม อับดุลอะซีซและวะฮาบีย์กลายเป็นที่เกรงขามของผู้คนในภูมิภาค อังกฤษได้ส่ง จอห์น ฟิลบี (John Philby) ข้าราชการดูแลอาณานิคมอินเดีย ไปยุยงอับดุลอะซีซ ให้โจมตีเพื่อยึดเมืองฮาอิล ในปี 2461 - 2462 อับดุลอะซีซพยายามโจมตีแต่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตามอังกฤษได้จ่ายค่าตอบแทนภารกิจครั้งนี้ด้วยการให้เงินเดือน ๆ ละ 75,000 รูปี
                                                      
                                                           วันที่ 10 ตุลาคม 2463 กองทัพวะฮาบีย์โจมตีและยึดเมืองอัลญะหฺเราะหฺในคูเวตได้
                                                      
                                                           ปี พ.ศ. 2467 กองทัพวะฮาบีย์ได้บุกเข้าทำลายสิ่งประดับสุสานอิมามฮุเซนที่กัรบะลาอ์ในอิรักอีกครั้ง ในปีเดียวกัน กองทัพวะฮาบีย์ได้บุกเข้าคว้นฮิญาซอีกครั้ง และทำให้เกิดคนล้มตายไปอีก
                                                      
                                                           ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 กองทัพวะฮาบีย์บุกโจมตีมหานครมะดีนะหฺ วันพุธ ที่ 21 เมษายน 2468 อับดุลอะซีซ บินสะอูด มีคำสั่งให้ทำลายสิ่งก่อสร้างและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ไปจนหมดสิ้น รวมทั้งมัสยิดของท่านนบีมุฮัมมัด นอกจากนี้ยังได้ทำลายสิ่งประดับสุสานของฮัมซะหฺ น้าท่านนบีมุฮัมมัด ที่อยู่ที่สนามรบอุฮุด รวมทั้งสุสานสาวกท่านอื่น ๆ ที่เสียชีวิตที่นั่น ปีเดียวกันนั้น บ้านอันเป็นที่เกิดของท่านนบีมุฮัมมัด ก็ถูกทำลาย พร้อม ๆ กับการทำลายสิ่งประดับสุสานมุอัลลา อันเป็นสุสานบุคคลสำคัญในอิสลาม ในมหานครมักกะหฺ ในนั้นมีสุสานมารดา ภรรยา และปู่ และบรรบุรุษของท่านศาสนทูต
                                                      
                                                           ในปี 2469 อับดุลอะซีซ สถาปนาตนเองในมัสยิดอัลฮะรอม มักกะหฺ เป็นกษัตริย์ของฮิญาซ และความขัดแย้งภายในก็เริ่มบานปลาย ฟัยศอล อัดดุเวช และสุลฏอน บินบีญาด ผู้นำขบวนการอัลอิควานเคยหวังว่าตนจะได้เป็นเจ้าเมืองมักกะหฺและมะดีนะหฺ อันเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยิ่ง หลังจากที่ได้ช่วยเหลืออับดุลอะซีซขยายอาณาเขต และยึดเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะฮิญาซ ซึ่งเมืองทั้งสองก็อยู่ในแคว้นนี้ ทั้งสองได้รวมตัวกับ ซีดาน บินฮิษลีน ก่อกบฏต่อต้านอับดุลอะซีซ วันที่ 30 มีนาคม 2472 อับดุลอะซีซได้นำพลทหาร 40,000 คนเอาชนะกองกำลังของพวกอัลอิควานที่สะบาละหฺจนล้มตายมากมายภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง[ต้องการอ้างอิง] เพราะอับดุลอะซีซได้ใช้ปืนกลจากอังกฤษจำนวน 12 กระบอกยิงกราดใส่
                                                      
                                                           วันที่ 22 กันยายน 2475 อับดุลอะซีซ สถาปนาประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเอาชื่อของบรรพบุรุษตนเป็นชื่อประเทศ และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย
                                                      
                                                           ในปี 2476 อับดุลอะซีซ ตั้งสะอูด บุตรชายเป็นมงกุฏราชกุมาร
                                                      
                                                           ฮัมซะห์ เป็นลุงของท่านศาสดาไม่ใช่น้า
                                                        http://www.thaimuslim.com/morenews.php
                                                
                                    
                        
                     
         
                           
                                                                                                               
                        
                           
                           
                            
                     
         




ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service