Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - สิทธิของสามีที่จำเป็นสำหรับภรรยาจะต้องปฏิบัติ

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา => นานาสาระ เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว => ข้อความที่เริ่มโดย: abuamen ที่ เมษายน 28, 2011, 08:00:49 am


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: สิทธิของสามีที่จำเป็นสำหรับภรรยาจะต้องปฏิบัติ
เริ่มหัวข้อโดย: abuamen ที่ เมษายน 28, 2011, 08:00:49 am
สิทธิของสามีที่จำเป็นสำหรับภรรยาจะต้องปฏิบัติ 

จากอัลกุรอาน 


อัลเลาะห์ตรัสว่า : 



“บรรดาชายนั้นคือ ผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูบรรดาหญิง (ภรรยา) เนื่องด้วยการที่อัลเลาะห์ได้ทรงให้บางคนของพวกเขา เหนือกว่าอีกบางคน (ให้ชายแข็งแรง กล้าหาญกว่าหญิง) และด้วยการที่พวกเขาได้จ่ายไปจากทรัพย์ของพวกเขา (ในกากรเลี้ยงดูภรรยา) บรรดากุลสตรีนั้นคือผู้จงรักภักดี ผู้รักษาในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ลับหลังสามี (ขณะสามีไม่อยู่บ้าน) เนื่องด้วยสิ่งที่อัลเลาะห์ทรงรักษาไว้”(หมายถึง สิ่งที่อัลเลาะห์ทรงกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสามีที่จะต้องปฏิบัติ นับตั้งแต่ การให้ค่ามะฮัร และค่าใช้จ่ายในชีวิตความเป็นอยู่ของนางทุกอย่าง) 

ซูเราะห์ อันนิซาอฺ อายะห์ที่ 34 


จากอัลหะดีษ 

หะดีษที่ 1 



รายงานจาก อบีฮุรอยเราะห์ กล่าวว่า ท่านร่อซูล กล่าวว่า : 

เมื่อสามีเรียกภรรยาให้ไปที่ที่นอน (หมายถึงชวนไปมีสัมพันธ์ทางเพศ) แต่นางไม่ยอมไปหาเขาคืนนั้น สามีนอนหลับไปด้วยความโกรธนาง เช่นนี้แล้ว มะลาอีกะห์จะสาปแช่งนางจนกระทั่งสว่าง 

บันทึกโดย บุคคอรีย์ และ มุสลิม 
(ในบุคคอรีย์ เล่ม 9 หน้า 258 ดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 1436 , 121 , 122) 

อีกสำนวนหนึ่ง บันทึกอยู่ในบุคคอรีย์ มุสลิมกล่าวว่า : 



เมื่อภรรยานอนกลางคืน โดยแยกที่นอนกับสามี มะลาอีกะห์จะสาปแช่งนางจนกระทั่งสว่าง 

อีกสำนวนหนึ่ง บันทึกอยู่ในมุสลิม ท่านร่อซูล กล่าวว่า : 



ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในมือของพระองค์ ไม่มีสามีคนใดที่เขาเรียกภรรยาของเขาไปที่ที่นอน แต่นางไม่ยอม นอกจากผู้ที่อยู่บนฟ้า (หมายถึง อัลเลาะห์) จะทรงโกรธนาง จนกว่าสามีจะ (หายโกรธ) พึงพอใจนาง 

คำอธิบาย 

เมื่อภรรยามีสิทธิ์มากมายให้สามีต้องปฏิบัติต่อนาง สามีก็มีสิทธ์ให้ภรรยาต้องปฏิบัติตามเช่นกัน สิทธิ์สำคัญของสามีคือ การได้ร่วมหลับนอนกับนาง กล่าวคือ ภรรยาจะต้องสนองความต้องการ และให้ความอบอุ่นทำให้สามีพึงพอในเสมอ ถ้าหากสามีเรียกภรรยาให้ไปหาความสุขด้วยกัน แต่ภรรยากลับดื้อดึง ไม่ยินอมจนกระทั่งทำให้สามีต้องนอนหลับไปด้วยความโกรธ จากการกระทำเช่นนี้ของผู้เป็นภรรยา จะทำให้มะลาอีกะห์ สาปแช่งนางจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า หรือจนกว่านางจะเลิกล้มการดื้อดึงนั้นเสีย เท่าที่มะลาอีกะห์โกรธนางก็เพราะอัลเลาะห์ทรงโกรธนาง 
พึงทราบเถิดว่า จุดมุ่งหมายหลักของการสมรสก็คือ เพื่อเปิดทางให้มีความสัมพันธ์ทางเพศที่ฮะล้าล แต่เมื่อภรรยาขัดขืนก็จะทำให้สามีเบื่อหน่าย และอาจจะหันไปกระทำและหาทางออกในสิ่งที่ผิดๆ เช่น ทำซินา เป็นต้นหรืออาจเป็นเหตุนำพาไปสู่การหย่าร้าง ก็อาจจะเป็นได้ ด้วยเหตุนี้เองภรรยาจะต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันสามีไม่ให้ตกสู่สภาพสิ่งเลวร้าย และโดยหน้าที่แล้ว ภรรยาจะต้องกระทำตนให้เป็นที่น่ารักของสามีอยู่เสมอ เพื่อสามีจะไม่หันเหไปหาความสุขนอกบ้าน 
จึงกล่าวได้ว่า ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญในเรื่องความผูกพันระหว่างสามี ภรรยา เพราะการเช่นนั้นจะทำให้สังคมสงบสุข และส่วนหนึ่งที่จะทำให้สังคมสมบูรณ์ได้ก็คือ ความสัมพันธ์ของครอบครัวจะต้องราบรื่น 


สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้ 

1. ภรรยาจำเป็นจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามสามี เมื่อสามีเรียกให้ไปหาที่ที่นอน 
2. ภรรยาจะต้องแสวงหาสิ่งที่จะทำให้สามีพึงพอใจ ตราบใดที่สิ่งนั้นไม่ผิดหลักการศาสนา 
3. สามีมักจะมีความอดทน ในเรื่องงดร่วมเพศได้น้อยกว่าภรรยา 
4. การขอดุอาอฺของบรรดามะลาอิกะห์นั้น อัลเลาะห์จะทรงรับไม่ว่าจะขอดุอาอฺให้ลงโทษ หรือขอดุอาอฺให้ตอบแทนผู้ทำดีก็ตาม



หะดีษที่ 2 



รายงานจาก อบีฮุรอยเราะห์ อีกเช่นเดียวกันว่า ท่านร่อซูล กล่าวว่า : 

ไม่อนุญาตให้ภรรยาถือศีลอดโดยที่สามีอยู่บ้าน เว้นแต่จะต้องได้รับอนุมัติจากสามี และไม่อนุญาตให้นางยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามาในบ้าน นอกจากจะต้องได้รับอนุญาตจากสามีเท่านั้น 

บันทึกโดย บุคคอรีย์ และ มุสลิม สำนวนนี้เป็นของบุคคอรีย์ 
(ดูใน บุคคอรีย์ เล่ม 9 หน้า 259 , 260 และดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 1026) 

คำอธิบาย 

บ้านเป็นที่พำนักอาศัย เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเมื่อสามีอยู่ในบ้านหรือกลับเข้าบ้านเป็นประจำตอนกลางวัน ขณะที่พักงาน และอาจจะถือโอกาสอยู่กับภรรยาบ้าง ด้วยเหตุนี้จึงไม่อนุญาตให้ภรรยาถือศีลอดสุนัต เว้นแต่จะต้องได้รับอนุญาตจากสามีก่อน เพราะบางทีสามีอาจจะมีความต้องการในตัวของนาง แต่การถือศีลอดสุนัตเป็นอุปสรรค ซึ่งจะทำให้สามีเกิดความไม่สบายใจขึ้นได้ 
และเนื่องจากสามีนั้นเป็นผู้รับผิดชอบรายจ่ายของครอบครัว เขาจึงมีสิทธ์ที่จะได้รับการให้เกียรติ และรับรู้กิจการทุกอย่างภายในบ้าน ดังนั้นไม่ยอมให้ภรรยาอนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงเข้ามาในบ้าน เว้นแต่จะต้องได้รับอนุมัติจากสามีเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความระแวง ซึ่งจะกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภรรยาได้ 

สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้ 

1. เมื่อสามีอยู่บ้าน (ไม่ได้ออกเดินทางไกล) ไม่อนุญาตให้ภรรยาถือศีลอดสุนัต เว้นแต่สามีอนุมัติ เพื่อรักษาสิทธ์ของสามีเอาไว้ 
2. ภรรยาจะให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าบ้านของสามีไม่ได้ เว้นแต่เมื่อได้รับอนุญาต 
3. ภรรยาจะต้องไม่กระทำการใดๆ ที่จะทำให้สามีคิดว่านางอาจจะคิดนอกใจ 


หะดีษที่ 3 

รายงานจาก อิบนิ อุมัร จากท่านนบี กล่าวว่า : 

ทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้ปกครอง และทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง และทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง ผู้นำประเทศเป็นผู้ปกครอง สามีเป็นผู้ปกครองครอบครัว ภรรยาเป็นผู้ปกครองบ้านเรือนของสามีและลูกๆ ดังนั้น ทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้ปกครอง และทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง 

บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม 
(ดูในบุคอรีย์เล่ม 2 หน้า 317 ดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 1829) 

คำอธิบาย 

ทุกคนเกิดมาต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตามแต่สถานภาพของตัวเองทั้งสิ้น ผู้ใดเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองก็จะต้องรับผิดชอบตามหน้าที่ในด้านงานเกี่ยวกับการปกครอง กล่าวคือ เขาจะต้องมีความยุติธรรม ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทำทุกอย่างให้ประชาชนเป็นผู้มีสิทธิ์และได้รับสิทธิ์ ถ้าหากเขาเป็นสามี เขาก็จะต้องรับผิดชอบครอบครัวซึ่งประกอบด้วยภรรยาและบุตร และบุคคลในบ้าน เขาจะต้องเป็นผู้จัดหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆที่จำเป็น และจะต้องให้การศึกษา อบรมสั่งสอนให้ทุกคนในครอบครัวเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี ใช้ให้กระทำความดี ละเว้นความชั่ว ถ้าหากเขาเป็นภรรยา เขาก็จะต้องรับผิดชอบกิจการงานภายในบ้าน และทรัพย์สินของสามี นางจะต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ไม่สุรุ่ยสุร่าย สิ่งใด งานใดภายในบ้านที่พอสามารถจะทำได้โดยไม่เกินกำลังก็ควรจะทำ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของสามี เช่น การเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น 

จึงกล่าวได้ว่า ทุกๆคนเป็นผู้รับผิดชอบตามหน้าที่ที่ศาสนากำหนดไว้ ภายในขอบข่ายเท่าที่มีความสามารถ และทุกคนจะต้องดำเนินตามคำแนะนำนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์อันสูงส่งของศาสนาอิสลาม 

สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้ 

1. สังคมมุสลิมทุกระดับจะต้องมีความรับผิดชอบ ตามความรู้ความสามารถของทุกคน 
2. ชอบให้แบ่งภาระหน้าที่ไปยังผู้มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละคน 
3. ผู้นำ หรือผู้ที่มีอำนาจในสังคมมุสลิมจะต้องรับผิดชอบหนักที่สุด เช่นการทำให้ผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแล ยึดมั่นในหลักการอิสลามที่ถูกต้อง การจัดให้มีบทลงโทษอย่างยุติธรรม การ “ญิฮาด” ต่อสู้เพื่อเชิดชูไว้ซึ่งศาสนาอิสลาม การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น ถ้าหากผู้มีอำนาจขาดความรับผิดชอบ เขาก็จะต้องถูกลงโทษ 
4. สามี ภรรยา และบุตร จะต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวร่วมกันตามสิทธิและหน้าที่ของแต่ละบุคคล 

หะดีษที่ 4 



รายงานจากอบี อาลี ฏ็อลกฺ อิบนิ อาลี ว่า ท่านรอซูล กล่าวว่า : 

เมื่อสามีเรียกภรรยาให้มาหา เพื่อให้ทำธุระให้เขา ภรรยาก็จงมาหาเขาเถิด ถึงแม้ว่ากำลังอยู่ที่เตาอบขนมปังก็ตาม 

บันทึกโดยติรมิซีย์ และนะซาอีย์ ติรมิซีย์ กล่าวว่า หะดีษ หะซัน 
(ดูในติรมิซีย์ หะดีษเลขที่ 1160) 

คำอธิบาย 

ความรู้สึกทางเพศนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ อัลเลาะห์ทรงมอบไว้ให้แก่ทุกๆคน อิสลามอนุญาตให้มีความสัมพันธ์ทางเพศได้เฉพาะชายหญิงที่สมรสกันอย่างถูกต้องตามหลักการศาสนาเท่านั้น และอิสลามให้สิทธิ์สามีจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับภรรยาได้ทุกเวลา คราใดที่เขามีความปรารถนา ภรรยาจะต้องสนองตอบตามต้องการ และภรรยาจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ยิ่งกว่าการงานที่กระทำอยู่ ถึงแม้ว่าเขากำลังปิ้งขนมปังอยู่บนเตาก็ตาม ก็จะต้องปล่อยไว้ก่อน ขนมปังจะไหม้ก็ไม่สำคัญ เพราะภรรยานั้นจะปล่อยให้สามีมีอารมณ์ โดยที่นางไม่สนองตอบไม่ได้ 

สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้ 

1. สิทธิ์ของสามีมีความสำคัญมาก ภรรยาต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับตอบสนองความปรารถนาของสามีอยู่เสมอ 
2. ชอบให้ภรรยาปฏิบัติตามความพึงพอใจของสามี เพราะสามีนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะสูงส่ง เป็นผู้ปกครองและดูแลครอบครัวของเขาให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น 
3. การงานแต่ละอย่างนั้น มีระดับความสำคัญเร่งด่วน แตกต่างกันออกไป สิ่งใดสำคัญกว่าให้รีบกระทำก่อนเสมอ 

ที่มาของบทความ 
http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=6&id=877 


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service