Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - กำเมือง ถ้าคนเมืองบะอู้ แล้วใผจะอู้เจ้า?” ธเนศวร์ เจริญเมือง

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา => ศิลปะวัฒนะธรรมท้องถิ่น => ข้อความที่เริ่มโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ สิงหาคม 15, 2010, 03:37:23 pm


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: กำเมือง ถ้าคนเมืองบะอู้ แล้วใผจะอู้เจ้า?” ธเนศวร์ เจริญเมือง
เริ่มหัวข้อโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ สิงหาคม 15, 2010, 03:37:23 pm
กำเมือง ถ้าคนเมืองบะอู้ แล้วใผจะอู้เจ้า?”
    
   
      ที่มาจาก
   
       
   
      บันทึกของธเนศวร์ เจริญเมือง
   
      
         
             
         
            สัญลักษณ์ Facebook
      
   
   
   
   
   
   
      
      การอู้กำเมืองของคนเมืองในยุคปัจจุบันมีรูปแบบที่หลากหลาย น่าจะแบ่งออกได้อย่างน้อย 7 ประเภท คือ
   
       
   
      1. เมืองแต๊ว่า 2. เมืองสมัย
   
       
   
      3. เมืองเคิบหน้อย 4. เมืองเคิบนัก
   
       
   
       
   
      5. เมืองปุด 6. เมืองต๊วง และ 7. เมืองว้อง
       
   
      
      ประเภทแรก เมืองแต้ว่า (หรือเมืองแต๊เมืองว่า) ได้แก่กลุ่มคนที่อู้กำเมืองได้ดีเยี่ยม รู้จักคำเก่าๆ มากมาย (large vocabulary) และนำมาใช้ในวงการสนทนาได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นธรรมชาติ
   
      
      
      ในระดับชุมชน ชุมชนหรือกลุ่มคนที่อู้กำเมืองได้เช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นความเข้มแข็งมั่นคงทางวัฒนธรรม (Cultural strength & security) ที่ดำรงอยู่ในชุมชนหรือกลุ่มคนนั้น เป็นวิถีชีวิตที่สมาชิกประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เห็นว่านี่คือภาษาของเขา เป็นภาษาที่มีคำมากพอที่ไม่ต้องหยิบยืมนำเอาคำของภาษาอื่นๆ มาใช้ หรือหากจะมีก็น้อยมาก หรือนำมาดัดแปลงให้เข้ากับภาษาของตนเอง ดังเช่น คำว่า เมืองกอก (หรือบางกอก) ซึ่งคนเมืองใช้มาเป็นเวลานานหมายถึงกรุงเทพฯ ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องหันไปใช้คำว่ากรุงเทพฯ หรือคำว่า button ที่ฝรั่งตะวันตกนำเข้ามาล้านนา คนเมืองนำคำนี้มาใช้และดัดแปลงเป็นคำว่า บะต่อม ต่อมามีการนำเข้าบะต่อมโลหะที่เวลานำมาติดกันแล้วเกิดเสียงดัง “แต๊บ” คนเมืองก็เลยเรียกว่า “บะต่อมแต๊บ”
   
      
      
      ในระดับปัจเจกชน การที่คนๆหนึ่ง อู้กำเมืองได้ดีสะท้อนให้เห็นแหล่งที่มา 2 ด้าน ด้านหนึ่ง เติบโตในครอบครัวหรืออยู่ในแวดวงที่มีคนใช้คำเก่าๆ ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ มีการเรียนรู้และนำมาปฏิบัติสืบต่อ หรืออีกด้านหนึ่ง เจ้าตัวเป็นคนสนใจใฝ่ศึกษา สอบถามคำที่ไม่รู้ ได้พูดคุยกับคนที่ใช้คำเก่าๆ บ่อยครั้ง ฯลฯ
      
       
   
      ผู้เขียนใช้คำว่า 2 ด้านก็เพราะว่าพี่น้องมาจากครอบครัวหรือสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ได้ยินได้ฟังคำเก่าๆ มากพอๆ กัน แต่คนเหล่านั้นอาจอู้กำเมืองคนละแบบ หรือบางคนไม่ได้เติบโตในครอบครัวเช่นนั้น แต่สนใจศึกษาเอง สะสมคำเก่าๆ ไว้มาก จึงอู้กำเมืองได้ดีเยี่ยม ดังนั้น เรามักจะพบพี่น้องจากครอบครัวเดียวกันที่มีแตกต่างกันอย่างเด่นชัด คนหนึ่งชอบพูดกำเมือง อีกคนชอบพูดไทย (คนหนึ่งชอบแต่งกายพื้นเมือง อีกคนชอบผูกเน็คไท ใส่สูท)
       
   
      
      ดังนั้น ปัจจัยภายนอกกับปัจจัยภายในจึงมีผลต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย แน่นอนปัจจัยภายนอกซึ่งห้อมล้อมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเป็นครูและช่วยปูทางอยู่แล้ว ปัจจัยภายนอกที่ดีย่อมมีความหมายอย่างมากในการส่งเสริมการอู้กำเมือง ทำให้คนในชุมชนนั้นหรือครอบครัวนั้นอู้กำเมืองได้ดีทุกคน ผิดกับปัจจัยภายในซึ่งต้องอาศัยการดิ้นรนด้วยตนเอง ต้องลงทุนลงแรงมากเป็นพิเศษ เมื่อปัจจัยรอบข้างไม่เอื้ออำนวย ก็ต้องขวนขวายไปเรียนรู้จากแหล่งอื่น คนดิ้นรนขวนขวายที่ว่าจึงถูกมองว่าเป็นคนแปลก ขวางโลก เขาถูกมองในแง่ลบทั้งๆที่เขาก้าวตามรอยของบรรพชน สังคมภายนอกที่อ่อนล้า และตกเป็นอาณานิคมทางวัฒนธรรมย่อมทำให้สมาชิกอ่อนล้าทางความคิดและความรู้ไปด้วย และยากนักที่จะมีความเป็นตัวของตัวเองในระยะยาว
       
   
       
   
      
      สังคมต่างประเทศที่เข้มแข็งทางวัฒนธรรมมีบทเรียนให้สังคมไทย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับบทเรียนเหล่านั้นหรือไม่ ญี่ปุ่นใช้อักษรของจีน เรียกว่า คันจิ (Kanji) (เช่นเดียวกันเกาหลีและเวียดนาม) และภายหลังได้ประดิษฐ์อักษรของตนเอง เรียกว่า หิรากานะ (Hiragana) ครั้นฝรั่งเข้าไปค้าขาย นำถ้อยคำใหม่ๆเข้าไปในภาษาญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นก็สร้างตัวอักษรอีกชุดหนึ่งสำหรับใช้กับภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะเรียกว่า คาตากานะ (Katagana) เป็นความสลับซับซ้อนที่หากผู้รู้กุมกฏเกณฑ์ดังกล่าวได้ ก็จะรู้ทันทีว่าคำที่ปรากฏเป็นคำประเภทใด มาจากไหน มีความหมายอย่างไร กล่าวอีกแง่หนึ่ง ความยากที่แรกเริ่มน่าจะมีส่วนสำคัญให้สมองของคนในประเทศดังกล่าวเฉียบคมและลึกซึ้งมากขึ้น
      
      จีนเป็นประเทศใหญ่ แข็งแกร่งในทุกๆด้านและถือว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของโลก ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะมีขนาดเล็กกว่าจีนมาก ครั้นถูกชาติตะวันตกรุกเข้ามา ญี่ปุ่นจึงปรับตัวอย่างขนานใหญ่ เร่งเรียนรู้ชาติตะวันตกเพื่อจะได้สู้เขาได้ และรักษาความเป็นตัวของตัวเอง (วิธีการหนึ่งคือสร้างอักษรใหม่สำหรับภาษาต่างประเทศ) วรรณยุกต์และสระของภาษาจีนมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับภาษาไทย แต่จีนก็คือจีนคือภาคภูมิใจใน วัฒนธรรมของตน เช่น คำว่า ฝอร์ด (Ford) ภาษาจีนไม่มีสระ ออ
      และไม่มีแม่กดเป็นตัวสะกด จีนจึงเรียกว่า ฟู่เต๋อ
      เพื่อจะได้ใกล้เคียงกับคำว่
าฝอร์ด หรือ หนีเข่อสั้น (Nixon) ม่านกู๋ (บางกอก) หรือ ชิงใหม่ (เชียงใหม่) และญี่ปุ่นเรียก MacDonald ว่า มาขึโดนารู โดะ ฯลฯ

       
   
       
   
      
      ฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ไม่มีตัว ร เรือแบบที่ไทยเอามาจากเขมรที่ออกเสียง ตัว ร ได้จัดจ้านมาก แต่ออกเสียงเป็น คร ออกมาจากลำคอ เขาถึงเรียกเมืองหลวงของตัวเองว่า ปาครี (ขณะคนไทยออกเสียงว่าปารีด) ดังนั้น เขาจึงเรียกนักร้องสาวชาวอังกฤษว่า มาคี้อา คาเคย์ (Mariah Carey) ความหมายก็คือ หยิ่งทระนงในภาษาของตน ออกเสียงคำต่างประเทศตามไวยากรณ์ของภาษาตนเองในภาษาของตนเอง แน่นอน ถ้าจะต้องเรียนภาษาต่างประเทศ ก็ต้องทำทุกอย่างตามกฏและไวยากรณ์ของภาษาที่เรียน ฯลฯ
       
   
       
   
      
      ภาษาตั๋วเมืองเคยเป็นภาษาราชการของอาณาจักรล้านนาที่เป็นอิสระ เมื่อล้านนาตกเป็นประเทศราช
   
       
   
      ไม่ว่าสมัยแรกที่เจ้าเมืองในล้านนายังคงเป็นคนท้องถิ่นหรือสมัยหลังที่เจ้าเมืองเป็นคนพม่าที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาปกครอง หรือสมัยที่ข้าหลวงถูกส่งเข้ามาจากสยามจนถึงก่อนปี พ.ศ. 2453 แม้ภาษาตั๋วเมืองจะมีสถานภาพลุ่มๆดอนๆบ้างในช่วงเวลาประเทศราชจนถึงก่อนยุครัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปซึ่งเริ่มในปี พ.ศ. 2453 (พ.ศ. 2101-2453 รวม 352 ปี) แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนอ่านเขียนเป็นวิถีชีวิตของคนในล้านนา แต่แล้วเมื่อถูกคำสั่งจากกระทรวงธรรมการให้ยุติการอ่านเขียนภาษาตั๋วเมืองทั้งที่วัดและโรงเรียนและถูกแทนที่ด้วยภาษาสยาม ภาษาเขียนของตั๋วเมืองก็หยุดการพัฒนาเพียงเท่านั้น ภาษาพูดกำเมืองที่หลงเหลืออยู่ในห้วงเวลา 97 ปี (พ.ศ. 2453-2550) ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของภาษาสยามมากขึ้นๆ เป็นลำดับ ยิ่งเมื่อรัฐไทยตกอยู่ใต้อิทธิพลของโลกเสรีและกระแสโลกานุวัตร ชาวไทยจำนวนไม่น้อยชื่นชมวัฒนธรรมตะวันตกยิ่งกว่าสิ่งใด จึงรับเอาทั้งปรัชญา แนวคิด ค่านิยมและภาษาเข้ามาเป็นของตน ร้านค้าจำนวนมาก ชื่อรายการในโทรทัศน์ ชื่อนิตยสาร และคนไทยหลายคนรวมทั้งผู้นำบางคนพูดจาใช้ภาษาอังกฤษราวกับเป็นภาษาของตัวเอง วัฒนธรรมตะวันตกรุกเข้ามาจนถึงขั้นคำในภาษาอังกฤษกลายเป็นชื่อเล่นและชื่อจริงของคนไทยรุ่นใหม่จำนวนมาก ฯลฯ ทั้งหมดนี้ส่งผลสะเทือนเข้ามายังภาษากำเมืองอย่างไม่ขาดสาย และนั่นก็คือที่มาของวิธีการอู้กำเมืองที่แตกต่างกัน 7 แบบดังที่ได้นำเสนอข้างต้น
   
       
   
      
         
      
          
      
         
         อนึ่ง การใช้คำว่า คำเมืองแบบเก่า ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นตัดสินว่าเก่าขนาดไหน บางคนอาจเห็นว่าไม่เก่า เป็นคำธรรมดา บางคนอาจจะไม่รู้จักคำจำนวนมากในประโยคต่อไปนี้ เช่น
         
         “หลองข้าวฮาปอไหม้”
      
         
         “ท่ากำเดียว ขอไปซ่วยมือก่อนเน่อ”
      
         
         “มะ มาอู้กั๋นหื้อมันถองแกะถองแก๋นซักกำลอ”
      
         
         “มันไปเยียะหยังมา ผ่อลอ หน้าปอบะเป็นดีจูดีเอา”
         “โทะ โทะ ไอ่คำจิ๊กุ่งบะหยะ ใจ๊มันเยียะหยัง มันเยียะหมด ขะแนมเอาลาบหื้อมันเต๊อะ”
         “บะถ้ามาอู้แล้ว บะหมีผะโหยด เปิ้นไปเป๊ากันมาเป๋น 4-5 วัน ตะวาเปิ้นก่อผะซุมกั๋น”

         
         คำพูดที่ยกมาข้างต้น 6 ประโยคเป็นวิธีการพูดแบบเมืองแต๊ว่าหรือเป็นแบบที่สองก็ยังโต้แย้งกันได้
         
         ประเภทที่สอง ได้แก่กลุ่มคนที่อู้กำเมืองสม่ำเสมอ เป็นคนเมืองที่อยู่ร่วมสมัย เนื่องจากการครอบงำของภาษาไทยทั้งด้านตัวอักษรและภาษาพูด คำเมืองจึงสูญหายไปเรื่อยๆ คนกลุ่มนี้จึงไม่ค่อยได้ใช้คำ เก่าเช่น หลุต๊อง (ท้องเสีย) สะลี (ที่นอน) สุด (มุ้ง) สายฮ้าง (เข็มขัด)
         ผ้าสีแจ่ง (ผ้าเช็ดหน้า) ไน่ (ละลาย) หมิ้ง (โกรธ) หีบ (ซด) ย้อนว่า
         (เพราะว่า) ฯลฯ แต่คนกลุ่มนี้เป็นคนเมืองที
่มีสำนึกความเป็นคนเมืองสูง ได้พยายามใช้คำเมืองให้มากที่สุดเท่าที่สังคมนี้เปิดโอกาสให้ และเท่าที่ตัวเขาได้เรียนรู
      
          
      
         
         
         ความยากลำบากที่ดำรงอยู่เกิดขึ้นเนื่องจากที่ผ่านมา ขาดโอกาสในการเรียนรู้คำเก่าๆ ไม่มีสถาบันการศึกษาไหนสอนวิชาพูดคำเมือง หรือวิชาตัวอักษรเมืองอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่อวดอ้างตัวเองอย่างโก้หรูว่าเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของท้องถิ่น มีแต่งานประเภทพิธีกรรม มีศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่กลับไม่มีผลงานด้านส่งเสริมที่สำคัญ มีแต่งานประเภทพิธีกรรม มีเพียงบางวิชาในบางคณะที่สอนเรื่องท้องถิ่นซึ่งเป็นผลงานของอาจารย์บางคน ไม่ใช่งานระดับนโยบายของสถาบัน จึงไม่เกิดผลแก่ทั่วทั้งสถาบัน บัณฑิตที่ผลิตออกมาแต่ละปีจึงไม่รู้และไม่สนใจส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้มีคนเพียงไม่กี่คนที่ได้เรียนรู้ นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งของการพูดอย่างทำอย่าง ที่เพิ่งมีการวิจารณ์ระดับประเทศเรื่อง double standard
      
          
      
         
         
         การพูดประเภทที่สาม เมืองสมัย คือคนที่ภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมของตน เป็นกลุ่มคนที่เราควรเข้าใจในการใช้คำเก่าที่จำกัดของพวกเขา ที่ชัดเจนและน่าชื่นชมที่สุดคือคนเมืองแม่ญิงที่พูดคำว่า เจ้า เจ้า อย่างคงเส้นคงวา ไม่พูดคำว่า ค่ะ หรือฮ่ะ หรืออื่อฮึ
         ซึ่งไม่ใช่คำเมือง ไม่ใช่คำไทย และไม่ควรจะเป็นคำเมือง (หรือคำไทย) ตลอดไป

         
         คนประเภทนี้มักเป็นคนในเมืองมีการศึกษาดี จึงมีความเคยชินกับภาษาไทยและภาษา ต่างประเทศมาก แต่เนื่องจากขาดความรู้ในศิลปวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่เป็นเพราะขาดโอกาสเนื่องจากรัฐบาลไม่สนับสนุน พวกเขาสนใจ แต่เพราะไม่มีโอกาส และเวลาจำกัด พวกเขาอยากรู้อยากเรียน แต่ก็ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน ในเมื่อสถาบันการ ศึกษาทั้งหลายไม่เปิดสอน
         
         บางคนในกลุ่มคนประเภทนี้อาจโชคดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผู้อาวุโสในครอบครัวที่รู้คำเมืองเก่าๆมาก แต่บางคนต้องดิ้นรนขวนขวายเอง คนที่มีสำนึก ต้องการรักษาคำเมืองต่อไปจึงมีจำนวนหนึ่ง ส่วนคนที่ไม่คิด หรือไม่สนใจ ก็ปล่อยให้คำจากภาษาไทยรุกเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวัน นั่นคือ
         
         ประเภทที่สาม และที่สี่ ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกัน แต่ต่างกันตรงที่จำนวนคำจากภาษาไทยที่ถูกนำมาใช้ในภาษากำเมือง คำว่าเคิบ แปลว่าไม่จริง ฉะนั้น ถ้า เมืองเคิบหน้อย ก็แสดงว่ามีภาษาไทยเข้ามาปนกำเมืองไม่มากนัก แต่ถ้า เคิบนัก ย่อมแสดงว่าเป็นการอู้กำเมืองที่มีภาษาไทย (หรือภาษาชาติอื่นๆ) เข้าไปปะปนมากมาย
         
         คนที่อู้กำเมืองเคิบหน้อย ต่างจากคน เมืองสมัย ตรงที่คนเมืองสมัยเรียนรู้คำเมือ งเก่าๆ หันไปใช้คำเมืองเก่าๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเคยพูดคำว่า ขาดทุน
         ปวดฟัน นกกางเขน และผ้าห่ม แต่พอรู้ว่าทั้ง 4 คำมีคำเมืองเฉพาะ
         ไม่ควรละทิ้ง จึงหันไปพูดว่า ปุดตืน เจ็บเขี้ยว นกจี๋แจ๊บ และผ้าต้วบ แทน
         แต่คนเมืองเคิบหน้อย อาจไม่คิดว่าการใช้คำภาษาไท
ยในคำเมืองเป็นเรื่องเสียหายจึงปล่อยตัวตามสบาย ยังคงพูดแบบ เคิบๆ ต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อใช้คำในภาษาไทยมากขึ้นเรื่อยๆ การอู้กำเมืองจาก “เคิบหน้อย” จึงกลายเป็น “เคิบนัก” ไปใน
   
   
       
   
      
          
   
   
       


หัวข้อ: Re: กำเมือง ถ้าคนเมืองบะอู้ แล้วใผจะอู้เจ้า?” ธเนศวร์ เจริญเมือง
เริ่มหัวข้อโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ สิงหาคม 15, 2010, 03:38:09 pm
ากที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าภาษาพูดของล้านนาเกิดจากหลักของภาษาเขียน ดังนั้น หากต้องการเข้าใจและพูดภาษากำเมืองให้ถูกต้อง วิธีที่ดีที่สุดก็คือไปเรียนภาษาเขียนของล้านนา ซึ่งเวลานี้เปิดสอนหลายแห่งในแทบทุกจังหวัดของภาคเหนือตอนบน

2. ไม่ได้เรียนภาษาเขียนของล้านนา จึงขาดความรู้ในภาษาของตนเอง เกิดความเข้าใจผิดๆ

3. ไม่มีการสอบผู้จัดรายการหรือผู้ประกาศเป็นภาษากำเมือง

4. คิดว่าภาษาไทยเท่กว่า มีอนาคตมากกว่า เป็นภาษาของผู้มีอำนาจ ถ้ารู้ภาษาไทยดีมาก ก็มีโอกาสได้งานทำที่ดี มีอนาคตที่ดี ขณะที่ภาษาล้านนามีแต่อดีตและต่ำต้อย

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เราจึงไม่ควรแปลกใจที่ผู้จัดรายการหรือศิลปินหลายคนอู้กำเมืองแบบคน เมืองกรุงอย่างภาคภูมิใจยิ่ง มีการรัวลิ้นเวลาใช้ตัว ร เรือ โดยไม่กลัวว่าน้ำลายจะกระเด็นกี่หยด





ประเภทที่ห้า เมืองปุด (ปุด แปลว่าถูกตัดขาด) ได้แก่กลุ่มพ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอา และอุ๊ยทั้งหลายที่อู้กำเมืองด้วยกัน แต่กลับพูดภาษาไทยกับลูกหลาน ด้วยทัศนะอย่างน้อย 3 อย่างคือ เข้าใจผิดคิดว่าเกรงลูกหลานจะสับสนเพราะต้องพูดหลายภาษา เกรงว่าหากให้ลูกหลานพูดหลายภาษา จะทำให้พูดได้ไม่ดีแม้แต่ภาษาเดียว คิดว่าภาษาไทยเหนือกว่าทุกด้าน จะทำให้ลูกหลานที่เก่งภาษาไทยมีอนาคตการงานก้าวหน้า และคิดว่ากำเมืองไม่มีประโยชน์อันใด เป็นภาษาที่ต่ำต้อย รู้สึกอายที่จะต้องพูดให้คนอื่นได้ยิน จึงไม่อยากให้ลูกหลานพูดเป็นการยุติการอู้กำเมืองสำหรับลูกหลาน เมืองปุดก็คือกำเมืองที่ถูกตัดขาด ไม่มีการสืบทอดอีกต่อไป

ประเภทที่หก เมืองต๊วง (ต๊วง แปลว่า ทักท้วง ติง หรือเคลื่อนไหว) ได้แก่คนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะเยาวชนในเขตเมืองปัจจุบันที่ฟังกำเมืองได้และอู้ ก็ได้ แต่ไม่ยอมพูด แต่จะเจื้อยแจ้วเป็นภาษาไทยตลอด เพราะอาจมีพ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าหรือกระทั่งอุ๊ยที่ชอบพูดภาษาไทยกับลูกหลาน หรือแม้แต่ครูอาจารย์คนเมืองชอบจ้อภาษาไทยเคล้าสำเนียงข้าวนึ่ง เยาวชนเหล่านี้เลยได้ใจไม่ยอมอู้กำเมือง จนต้องมีใครบางคน “ต๊วง” (ทักท้วง) ต้องมีคนซักถามและท้วงว่าทำไมจึงไม่อู้กำเมือง เมื่อถูกรบเร้าหนักก็เลยยอมพูด หรือใช้วิธีนิ่งเงียบไปเลย โดยอ้างว่าพูดได้ แต่ไม่อยากพูด ไม่สะดวกใจ หรือไม่มีอารมณ์ หรืออายที่ต้องพูดภาษานี้ แต่ไม่ยอมบอกว่าอาย

ข้อเท็จจริงก็คือ คนเหล่านี้ไม่พูดก็เพราะสังคมแวดล้อมของเขาส่วนใหญ่ที่สุดไม่พูดนั่นเอง

ประเภทที่เจ็ด เมืองว้อง แล้วก็ถึงคนกลุ่มสุดท้ายที่เป็นคนเมืองแต่ไม่อู้กำเมืองเลย เพราะพวกเขาได้ไปเมืองว้องเสียแล้ว เมืองว้องเป็นเมืองเหนือสุดในรัฐฉานของพม่าซึ่งอยู่ไกลมาก คนเมืองในอดีตเดินทางไปเมืองโก เมืองพยาก และเมืองเชียงตุ๋งในรัฐฉาน ก็ถือว่าไกลมากแล้ว ใช้เวลาเดินทางนานนับเดือน แต่เมืองว้องอยู่เหนือขึ้นไปอีกมาก น่าจะอยู่ไม่ไกลจากเมืองมาว ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และเก่าแก่ของคนไทยบนแม่น้ำมาว (ที่จีนแผ่นดินใหญ่ยึดครองและเรียกว่าเมืองยุ่ยลี่ในปัจจุบัน)

ในความหมายของคนล้านนา ไปเมืองว้องก็คือไปไกลเหลือเกิน หลุดโลกไปแล้ว แปลว่าหมดหนทางแล้ว ดังนั้นสำหรับคนเมืองกลุ่มนี้ซึ่งพูดคำเมืองไม่ได้เลย และไม่สนใจที่จะกลับไปหารากเดิม ไปเรียนรู้ จึงเป็นได้ทั้งเมืองว้อง หรือ เมืองวาย (เมืองที่วอดวายสิ้นแล้ว)

ที่กล่าวมาทั้งหมดชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุ พระพุทธองค์ก็กล่าวไว้ตั้งแต่ 2 พันกว่าปีที่แล้วว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุ ทำไมจึงเกิดสภาวะเมืองเคิบหน้อย – เคิบนัก – เมืองปุด – เมืองต๊วง – เมืองว้อง 5 สภาวะนี้สะท้อนความอ่อนแอของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่รุนแรงขึ้นตามลำดับใน ขณะที่ เมืองแต๊ว่า กับเมืองสมัย กำลังกลายเป็นคนส่วนน้อย

เหตุสำคัญก็คือ การขาดการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมล้านนาอย่างจริงจัง

ปัจจุบัน เรามีรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2540) ที่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเต็มที่ (มาตรา 81, 289) เรายังมีนายกรัฐมนตรีจากล้านนาที่อู้กำเมืองได้ดีมากเป็นคนแรกในประวัติ ศาสตร์ มีสมาชิกสภาผู้แทนฯ ที่อยู่ในพรรคเสียงข้างมากที่เข้มแข็งกว่าพรรคใดๆ ในอดีต มีผู้บริหารหน่วยราชการต่างๆ มากมายทั้งในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น แต่การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของเรากลับมีลักษณะพิธีกรรมหรือรูปแบบมากกว่าจะ เป็นการส่งเสริมเนื้อหา หรือสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ท้องถิ่น

แทนที่สถาบันอุดมศึกษาจะเน้นสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับกำเมือง ตัวอักษรล้านนา และวิทยาการแต่ละด้านของสังคมนี้ กลับแย่งงานของสมาคมนักข่าวด้วยการจัดประกวดลาบ แย่งงานของวัดด้วยการประกวดกลองหลวง และแย่งงานโรงแรมด้วยการจัดขบวนแห่ลอยกระทงสถาบันที่ควรใช้ความรู้ และสติปัญญา กลับไม่ใช้ กลับไปแย่งงานขององค์กรชาวบ้าน ถ้าเช่นนั้นเราจะมีสถาบันอุดมศึกษาไว้เพื่ออะไร

สำหรับหน่วยราชการส่วนภูมิภาค หน่วยงานเหล่านี้ตั้งมานาน อยู่ใต้กระทรวง กรมกองต่างๆ มีหน้าที่รับนโยบายมาปฏิบัติ จนกลายเป็นงานประจำ และที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นมีหน่วยงานใดส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีโครงการ มีแต่นำเอาศิลปวัฒนธรรมและอุดมการณ์ของส่วนกลางมาส่งเสริมและเผยแพร่ตราบจน ปัจจุบัน

ส่วนองค์กรปกครองท้องถิ่น ภารกิจส่วนใหญ่คือการจัดการด้านสาธารณูปการและสาธารณูปโภค รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจะคาดหวังอะไรจากพวกเขาได้ในด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในเมื่อพวกเขา ล้วนเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาที่กล่าวมา

สำหรับสภาวัฒนธรรมก็เช่นกัน การเป็นหน่วยงานที่ขาดงบประมาณ และขาดการสนับสนุนจากภาครัฐและประชาชน ลักษณะงานที่ปรากฏจึงสอดคล้องกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวให้มากๆ เป็นวัตถุประสงค์หลัก วัตถุประสงค์หลักของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นคือการสืบทอด ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยว

ถึงที่สุดก็กลับไปหาพระพุทธองค์ ว่าเหตุของสภาวะทั้งหลายที่กล่าวมาเป็นเช่นนี้ เหตุก็คือการใช้ความรู้และสติปัญญายังมีน้อย สถาบันอุดมศึกษามีแต่ปณิธาน ในทางปฏิบัติเป็นสถาบันฝึกวิชาชีพมากกว่าการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

การอู้กำเมือง การอนุรักษ์กำเมือง ภาษาเขียนของล้านนา และการเรียนรู้ภูมิปัญญาของท้องถิ่นจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายเรื่อยมา

ลักษณะของการอู้กำเมืองทั้ง 7 ประเภทที่กล่าวมา อาจจัดวางบนเส้นที่เรียกว่า Continuum โดยเรียงลำดับทั้ง 7 แบบจากซ้ายสุดไปขวาสุด ดังในภาพ

เมืองแต๊ว่า -> เมืองสมัย -> เมืองเคิบหน้อย -> เมืองเคิบนัก -> เมืองปุด -> เมืองต๊วง -> เมืองว้อง

เราอาจจะช่วยกันคิดว่า 7 แบบที่สมมุติขึ้นมานี้ครอบคลุมคนกลุ่มต่างๆ ได้หมดหรือยังหรือว่ายังควรมีจะคนกลุ่มใดที่เพิ่มเข้ามาได้อีก และอีกคำถามหนึ่งสำหรับคนที่สนใจทำงานด้านสำรวจวิจัยก็คือ ในอำเภอหรือจังหวัดต่างๆ และทั่วทั้งล้านนา มีคนกลุ่มใดมาก กลุ่มใดน้อย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าใด อะไรทำให้เกิดกลุ่มเหล่านั้น และพวกเขามีความคิดเห็นและคิดฝันต่อกำเมือง การอู้กำเมือง การเรียนตัวเมือง และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมล้านนาอย่างไร

เรื่องเหล่านี้ คนเมืองที่ไหนก็ทำได้ แต่กรุณาอย่าฝันเป็นอันขาดว่า Double Standard Universities ทั้งหลายจะคิดทำกัน เสียดายก็อย่างเดียวแหละ เงินภาษีของพวกเราทั้งนั้นเลย......


ที่มาจาก

บันทึกของธเนศวร์ เจริญเมือง
สัญลักษณ์ Facebook
Facebook
http://th-th.facebook.com/notes.php?id=120236928013807&start=10...


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service