Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - ประทับจิต นีละไพจิตร : “อุ้มหาย” ในเมืองไทย

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา => สภาน้ำชาคนมุสลิมที่เชียงใหม่ => ข้อความที่เริ่มโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ กรกฎาคม 30, 2013, 10:57:31 pm


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: ประทับจิต นีละไพจิตร : “อุ้มหาย” ในเมืองไทย
เริ่มหัวข้อโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ กรกฎาคม 30, 2013, 10:57:31 pm

   “...สิ่งที่มักจะเกิดกรณีคนถูกอุ้มหาย คือมีกระบวนการสร้างเฉไฉ บิดเบือน ด้วยการให้ข้อมูลอย่างคลุมเครือ ที่จะไม่บอกว่าเหยื่อเป็นหรือตาย ทำให้สังคมต้องตีความไปต่างๆ นานา กระทั่งเกิดความสับสน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคม มักจะเชื่อสิ่งที่รัฐบาลพูด บางครั้งสื่อเองก็ไปประโคมข่าว โดยรับฟังเพียงข้อมูลจากรัฐ ขณะที่ความจริงอีกด้านจากครอบครัวเหยื่อ กลับถูกเผยแพร่น้อยมาก...”

   

   (ประทับจิต นีละไพจิตร - ภาพประกอบจากเว็บไซต์ http://www.volunteerspirit.org)

   เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ได้จัดงานพูดสันติภาพ ครั้งที่ 1 ในประเด็น “ทางเลือก-สู่สันติภาพ” โดยช่วงหนึ่งของงานมีการรำลึกถึงนายสมบัด สมพอน นักพัฒนาอาวุโสชาวลาว ที่ถูกอุ้มหายกลางนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว โดย น.ส.ประทับจิต นีละไพจิตร บุตรสาวนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมที่ถูกอุ้มหายใจกลาง กทม. ประเทศไทย ในฐานะเจ้าหน้าที่มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ได้กล่าวถึงรูปแบบการอุ้มหายในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลบางส่วนปรากฏอยู่ในงานวิจัยเรื่อง “การบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย” (เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2555) ของมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ซึ่งเธอเป็นหนึ่งในผู้จัดทำโดยการลมพื้นที่สืบค้นข้อเท็จจริงกรณีอุ้มหายกว่า 40 กรณีทั่วประเทศ

   น.ส.ประทับจิตเริ่มต้นกล่าวถึงประวัติศาสตร์การ “อุ้มหาย” ว่า คำว่า “การบังคับบุคคลให้สูญหายโดยรัฐ” ในประวัติศาสตร์โลก เริ่มมีการพูดถึงเป็นครั้งแรกๆ สมัยที่รัฐบาลนาซีกระทำต่อชาติพันธุ์ยิว แต่กว่าองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จะมีมาตรการป้องกันคนหลายอย่างจริงจัง ก็หลายสิบปีให้หลัง คือในปี ค.ศ.2000 โดยสาเหตุของการอุ้มหายทั่วโลก ล้วนเกิดจากผู้ลงมือต้องการกำจัดหรือล้วงความลับจากคนๆ นั้น ซึ่งผู้ถูกอุ้มหายน้อยรายที่จะมีโอกาสรอดกลับมา ส่วนใหญ่มักหายสาบสูญและไม่พบศพ

   “สำหรับประเทศไทย เริ่มมีบันทึกเรื่องคนถูกอุ้มหาย ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีเอกสารหลักฐานปรากฏว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ถ่ายทอดการบังคับให้สูญหายแก่ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะสหรัฐฯ มีนโยบายสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งกลุ่มบุคคลหลักที่ได้รับการฝึกก็คือตำรวจ ก่อนจะค่อยขยายไปยังทหาร ในประเทศไทยมีเอกสารที่เขียนถึงเรื่องนี้หลายกรณี แต่เวลานั้นยังไม่มีความรู้ว่าการบังคับให้สูญหายคืออะไร มีเพียงการบันทึกว่าหายไปหรืออุ้มหาย” น.ส.ประทับจิตกล่าว

   น.ส.ประทับจิต ยังกล่าวว่า ยูเอ็นให้นิยามการบังคับให้สูญหาย ไม่ต่างอะไรกับการลักพาตัว ซึ่งสังคมไทยเรียกว่าอุ้มนั่นเอง นิยามของยูเอ็น ก็คือเป็นการกระทำที่มุ่งจำกัดเสรีภาพโดยผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรืออาสาสมัครของรัฐ แต่แม้ไทยจะลงนามในอนุสัญญาของยูเอ็นเรื่องป้องกันไม่ให้มีคนหาย แต่กลับยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายให้การบังคับบุคคลให้สูญหายโดยรัฐเป็นความผิดทางอาชญากรรม

   “สิ่งที่มักจะเกิดกรณีคนถูกอุ้มหาย คือมีกระบวนการสร้างเฉไฉ บิดเบือน ด้วยการให้ข้อมูลอย่างคลุมเครือ ที่จะไม่บอกว่าเหยื่อเป็นหรือตาย ทำให้สังคมต้องตีความไปต่างๆ นานา กระทั่งเกิดความสับสน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคม มักจะเชื่อสิ่งที่รัฐบาลพูด บางครั้งสื่อเองก็ไปประโคมข่าว โดยรับฟังเพียงข้อมูลจากรัฐ ขณะที่ความจริงอีกด้านจากครอบครัวเหยื่อ กลับถูกเผยแพร่น้อยมาก” น.ส.ประทับจิตกล่าว

   สำหรับข้อมูลเรื่องคนถูกอุ้มหายในประเทศไทย น.ส.ประทับจิต กล่าวว่า จากกากลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยตัวเอง ระหว่างปี 2544-2554 เพื่อศึกษากรณีที่มีคนถูกอุ้มหาย 40 กรณี พบว่า รูปแบบที่ถูกพบบ่อยคือถูกอุ้มขึ้นรถยนต์อย่างนายสมบัดและนายสมชาย ส่วนวิธีที่ใช้มากในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือการเชิญตัวไปที่สถานีตำรวจหรือค่ายทหาร ซึ่งท้ายสุดตำรวจหรือทหารก็จะอ้างว่าปล่อยตัวไปแล้ว นี่คือแพตเทิร์นอมตะนิรันดร์กาล บางกรณีถูกอุ้มหายทั้งๆ ยังอยู่ในโครงการคุ้มครองพยานของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งลูกความที่ทนายสมชายเคยทำคดีให้ หรือพยานในคดีคอร์รัปชั่นที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเข้าไปขอความคุ้มครองจากตำรวจถึงสถานีตำรวจ แต่ก็ไม่เคยได้กลับออกมาอีกเลย โดยช่วงที่มีคนถูกอุ้มหายมากที่สุด คือตอนที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสงครามกับยาเสพติดและก่อการร้าย ส่วนวัตถุประสงค์ของการอุ้มหาย ก็มีทั้งกำจัดศัตรูทางการเมือง หรือคนที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐตั้งข้อกล่าวหา

   “นโยบายเหล่านี้ได้สร้างภาพว่า คนที่เป็นคนเลวควรจะหายตัวไป นี่เป็นความคิดที่น่ากลัวที่สุดในสังคมไทย เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยยอมรับความคิดนี้” น.ส.ประทับจิตกล่าว

   ช่วงท้าย น.ส.ประทับจิต ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องการอุ้มหาย ว่า ต้องร่วมกันผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมมีการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้าง ให้เป็นที่พึ่งได้จริง ไม่หลงไปกับวาทกรรมหรือกลไกที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อเบี่ยงประเด็น เพราะหนึ่งในวิธีแก้ปัญหานี้ดีที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับความจริง เหมือนกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รายหนึ่ง เชิญแม่ของตน (นางอังคณา นีละไพจิตร) ไปบอกว่า พ่อของถูกพาตัวไปไว้ในเซฟเฮ้าส์แถวรามคำแหง และถูกทรมานกระทั่งเสียชีวิต ท้ายสุด มีการทำลายศพและนำกระดูกไปทิ้งแม่น้ำแม่กลอง

   “หลังจากเขาพูดจบ ก็ถามแม่ว่ารู้สึกอย่างไร แม่ก็บอกว่า บอกไม่ได้หรอกว่ารู้สึกอย่างไร แต่ก็ขอขอบคุณที่ให้รู้ว่าพ่อตายอย่างไร เมื่อกลับมาที่บ้าน แม่กลับมาบอกพวกเรา เราก็ร้องไห้ แต่ที่สำคัญคือเราได้รู้ความจริง เพราะก่อนหน้านี้ เราจินตนาการโดยไม่รู้ว่าพ่อจะเป็นอย่างไร แต่ในที่สุดก็ได้รู้ว่า พ่อถูกทรมานจนตาย และได้รู้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง”น.ส.ประทับจิตกล่าว.
   
   
   คัดลอกจาก

   ISRA Institute Thai Press Development Foundation
   สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
   สำนักงาน : เลขที่ 538/1 ถนนสามเสน แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300
   เบอร์โทรศัพท์ : 0-2241-3160 เบอร์โทรสาร : 0-2241-3161 [
ติดต่อเรา]
   Copyright © 2010 
www.isra.or.th All rights reserved.
   http://www.isranews.org/component/content/article/22442-1.html



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service