Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - แม่แจ่ม…วิถีชีวิตในอ้อมกอดของขุนเขา

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา => สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ => ข้อความที่เริ่มโดย: kunthai ที่ กันยายน 16, 2013, 06:04:32 pm


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: แม่แจ่ม…วิถีชีวิตในอ้อมกอดของขุนเขา
เริ่มหัวข้อโดย: kunthai ที่ กันยายน 16, 2013, 06:04:32 pm
   

      แม่แจ่ม…วิถีชีวิตในอ้อมกอดของขุนเขา

   

      หากมนุษย์ยังมีศรัทธามั่นคงต่อชีวิต ความผูกพันแน่นแฟ้นที่ดำเนินมาเนิ่นนานระหว่างพุทธศาสนากับวิญญาณ ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งในธรรมชาติและที่มนุษย์ได้หล่อหลอมเป็นความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิตของชุมชนแม่แจ่ม…ชาวแม่แจ่มเชื่อว่าความรักและความดีงามเป็นสิ่ง ที่ควรรักษาไว้ในทุกขั้นทุกตอนของชีวิต”

   

      DSC_0037
      พื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ในท่ามกลางโอบอ้อมของขุนเขาแห่งอำเภอแม่แจ่ม เป็นพื้นที่อาศัยของชุมชนไทยวนกลุ่มใหญ่ที่สุดในดินแดนล้านนาที่ยังคงรักษา เอกลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณีของพวกเขาเอาไว้เป็นอย่างดี ถนนหนทางคดเคี้ยวขึ้นลงภูเขาสูง คือปราการปกป้องอย่างดีสำหรับความเปลี่ยนแปลงจากสังคมเมือง

   

      หากย้อนหลังไปเมื่อ 30 ปีก่อน เมืองแม่แจ่มถูกปิดกั้นจากสังคมภายนอกอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งได้มีการเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันทำถนนสายแรกที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจร ระหว่างคนแม่แจ่มกับสังคมภายนอกก็คือ ถนนสายแม่แจ่ม – ฮอด – แม่สะเรียง ระยะทางกว่า 45 กิโลเมตร ซึ่งก่อนหน้านั้นชาวแม่แจ่มจะใช้ทางเดินจากดอยผ้าขาวทะลุผ่านแม่หลุ จนไปถึงอำเภอจอมทอง ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 2 วันเต็ม หลังการมาของถนนสายสำคัญทำให้เมืองแห่งปริศนานี้ถูกเปิดสู่โลกภายนอก
      
      มีเรื่องเล่าจากตำนานถึงเมืองแม่แจ่มย้อนหลังไปหลายพันปีว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ากับพระมหากัจจายนะได้จาริกผ่านมาทางที่ราบลุ่มน้ำ แม่แจ่ม พระองค์ได้พบกับสิงห์สองพี่น้องต่อสู้กัน พระพุทธเจ้าจึงได้บอกให้หยุดแล้วไต่ถามได้ความว่า ทั้งสองต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองในพื้นที่นี้ เมื่อได้ความเช่นนั้น จึงเป็นผู้แบ่งพื้นที่ปกครองให้ โดยถามพ่อค้าที่ผ่านมาทางนั้น ว่าขุนน้ำกับสบน้ำของแม่น้ำนี้ครึ่งกันตรงไหน พ่อค้าบอกว่า ครึ่งกันตรงนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึงเอาไม้เท้าขีดเป็นรอย แล้วตัดสินให้สิงห์ผู้พี่ปกครองเขตเหนือ สิงห์ผู้น้องปกครองเขตใต้

   

      ต่อมารอยขีดนั้นได้กลายเป็นลำห้วย มีชื่อเรียกว่า ห้วยชั่งเคิ่ง ซึ่งหมายถึงแม่น้ำแม่แจ่มแบ่งครึ่งกันตรงนั้น ต่อมามีการเรียกเพี้ยนมาเป็น ห้วยช่างเคิ่ง
      
      DSC_0048
      
      เช้าวันต่อมาพระพุทธเจ้าได้เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ มีย่าเฒ่าชาวลัวะคนหนึ่งนำปลาปิ้งครึ่งตัวมาใส่บาตร พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามย่าเฒ่าว่า ปลาอีกครึ่งตัวหายไปไหน ย่าเฒ่าบอกว่า เก็บไว้ให้หลาน พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่ออีกว่า “บ้านนี้เมืองนี้มันแจม แต๊นอ” คำว่า “แจม” เป็นภาษาลัวะแปลว่า มีน้อย ไม่พอหรือขาดแคลน ต่อมาดินแดนนี้จึงมีชื่อว่า “เมืองแจม” เมื่อชาวไตอพยพเข้ามาอยู่จึงเรียกชื่อตามสำเนียงไตว่า “เมืองแจ๋ม” และเพี้ยนเป็นเมืองแจ่มและแม่แจ่มต่อมา

   

      ชนเผ่าดั่งเดิมที่อาศัยอยู่ในเมืองแจ่มนี้ก็คือ ชาวลัวะหรือ ละว้า ซึ่งนับได้กว่า 2,600 ปี สิงห์ที่เล่ากันในตำนานก็คงเป็นผู้นำแห่งชาวลัวะนั่นเอง และต่อมาชาวลัวะก็ได้สืบต่อันมาอีกนาน สร้างวัฒนธรรมของตนจนรุ่งเรือง เพียงแต่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจน เพราะเป็นชุมชนหรือสังคมเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย

   

      สมัยต่อมาอำนาจของลัวะเริ่มหมดไปเมื่อมีกลุ่มชนชาวไทยวน หรือชาวไตอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่มากขึ้นและยึดอำนาจจากลัวะได้ในสมัย พระยามังรายซึ่งมีเชื้อสายลัวะเหมือนกัน บรรพบุรุษของคนเมืองที่อยู่ในเมืองแจ่มปัจจุบันคงอพยพเข้ามาหลายครั้งด้วย กัน ตั้งแต่เมื่อลัวะเรืองอำนาจ ถูกพวกลัวะข่มเหง ซึ่งมีคำกล่าวไว้ว่า “ลัวะหิง(ผิงไฟ ไตหิง(ผิง)ขี้เถ้า” คือหน้าหนาวคนไตก่อไฟผิง พอไฟติดลัวะก็มาไล่ให้ไปก่อไฟที่อื่นใหม่ พอไฟกองใหม่ติดไปกองเก่าเริ่มวอด ลัวะก็มาไล่ไปอีก คนไตก็ต้องไปผิงขี้เถ้ากองไฟเก่าของลัวะ ส่วนคำว่า “ลัวะป๋งไห ไตป๋งหม้อ” ก็เป็นอีกคำหนึ่งที่แสดงถึงการมีอำนาจของลัวะ ที่คนไตเป็นคนนึ่งข้าวของตนเพื่อจะกิน พอข้าวสุกได้ที่ก็มีลัวะมาปลดเอาข้าวไปกิน คนไตก็ได้แต่ปลดหม้อนึ่งลงเตา

   

      คนเมืองที่อาศัยอยู่ในแม่แจ่มในรอบสองร้อยปีมานี้ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ หนึ่งคนที่ย้ายมาอยู่แต่เดิมสมัยลัวะเรืองอำนาจและต่อสู้กับลัวะ ดังตำนาน ปู่เส็ดค่ำลัวะ หินไล่ลัวะ อบบลัวะวาย คนกลุ่มนี้มีชนเผ่าปกาญอ หรือยางและมอญอยู่ด้วย ซึ่งสองกลุ่มหลังคงเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีอำนาจอะไร บางกลุ่มก็ถูกกลืนไปในที่สุดเช่น มอญ แต่เผ่ากะเหรี่ยงยังคงรักษาความเป็นชนเผ่าของตนได้อย่างเหนียวแน่น อีกกลุ่มหนึ่งเป็นพวกแสวงหาที่ทำกิน จึงอพยพแสวงหาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า บางครั้งแม่แจ่มก็เป็นแค่ทางผ่าน กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่อพยพหนีภัยสงครามเข้ามา เช่นกลุ่มไตลื้อ

   

      ในสมัยของพระเจ้ากาวิละ แม่แจ่มมีความสัมพันธ์กับเมืองเชียงใหม่มาโดยตลอด บางยุคสมัยก็มีเจ้าเมืองปกครองมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าพระยา เช่น พระยาเขื่อนแก้ว(ผู้สร้างวัดป่าแดด) พระยาไจย ซึ่งเป็นเขยของพระยาเขื่อนแก้ว (ต้นตระกูลไชยบุตรหรือชัยบุตร คือบุตรพระยาไชย) ซึ่งเป็นเจ้าสององค์สุดท้าย (คุ้มเจ้าเมืองทั้งสองนี้อยู่ที่บ้านอารามในปัจจุบัน) หลังจากนั้นแม่แจ่มก็ถูกปกครองโดยกรุงเทพฯอย่างสมบูรณ์ ทางการได้ย้ายศาล (อำเภอ) ไปสร้างที่ว่าการอำเภอแม่แจ่มในปัจจุบัน โดยเป็นอำเภอช่างเคิ่ง มีนายอำเภอปกครองที่ส่งมาจากส่วนกลาง มีคนเมืองแจ่มเป็นกำนัน มียศเป็นท้าวและขุน จากนั้นเป็นกิ่งอำเภอแม่แจ่มขึ้นกับอำเภอจอมทองระยะหนึ่งแล้วจึงยกฐานะเป็น อำเภอแม่แจ่มในที่สุด

   

      แม่แจ่มได้ชื่อว่าเป็นเมืองในอ้อมกอดของขุนเขา การเดินทางเข้าไปยังเมืองนี้จะต้องผ่านถนนที่คดเคี้ยวไปตามสันเขา ด้วยที่แม่แจ่มเป็นเมืองน่ารักเงียบสงบ ทั้งยังรักษารูปแบบประเพณีและวัฒนธรรมที่ดั่งเดิมของกลุ่มชนเอาไว้ ดังนั้นนักท่องเที่ยวทั้งจากต่างประเทศและในประเทศต่างมุ่งหน้าสู่เมืองแม่ แจ่มอยู่อย่างไม่ขาดสาย ความสวยงามของทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางจะเป็นป่าเขามีการทำนาขั้นบันได โดยอาศัยระบบเหมืองฝายที่ให้น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าทึ่ง

   

      วัฒนธรรมของคนแม่แจ่มได้รับการกล่าวขานถึงมากพอ ๆ กับผ้าซิ่นตีนจก เนื่องจากการดำรงอยู่ของกลุ่มคนหลากหลายกลุ่ม จึงทำให้วัฒนธรรมของคนแม่แจ่มผสมผสานกลมกลืนกัน ดังปรากฏได้จากศิลปวัฒนธรรมของวัดต่าง ๆ เช่น วัดยางหลวง เป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอแม่แจ่ม ความสวยงามของวัดนี้อยู่ที่อุโบสถ นอกจากนั้นที่วัดพุทธเอ้นมีอุโบสถกลางน้ำที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นอุโบสถกลางน้ำที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย
      DSC_0235_1
      เมืองแม่แจ่มเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทอผ้า โดยเฉพาะผ้าซิ่นทอมือนั้นนับเป็นศิลปกรรมชั้นยอดของสตรีชาวแม่แจ่ม ส่วนงานก่อสร้างบ้านกับงานทำนานั้นเป็นงานของผู้ชาย เมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว หญิงชาวแม่แจ่มก็จะอยู่กับหูกกับฝ้ายทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งถือเป็นงานฝีมือหลังฤดูทำนา ว่ากันว่าผ้าทอของหญิงชาวแม่แจ่มนั้นเป็นงานฝีมือชั้นเลิศที่ผสมผสานลวดลาย จนเป็นเอกลักษณ์ ผ้าซิ่นของแม่แจ่มนั้นจึงมิใช่เพียงผืนผ้าที่ทอขึ้นสำหรับนุ่งหรือเพื่อความ สวยงามเท่านั้น หากแต่คือสิ่งพิเศษที่ผูกพันกับผู้หญิงแม่แจ่มตลอดทั้งชีวิต
      แม้ว่าปัจจุบันการเดินทางไปยังแม่แจ่มจะสะดวกสบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ผู้คนในเมืองนี้เริ่มที่จะเดินทางออกสู่สังคมภายนอก แต่วัฒนธรรมและวิชีวิตดั่งเดิมของพวกเขายังคงได้รับการรักษาและสืบต่ออัน เป็นการแสดงออกถึงภูมิปัญญาความสามารถและภูมิธรรมของคนแม่แจ่มในอดีตเป็น อย่างดี

   

      แม่แจ่มในวันนี้ยังคงมีมนต์เสน่ห์ซ้อนเร้นอยู่ในดินแดนอันร่มเย็นเบื้องหลัง ภูเขา แม้ว่าปัจจุบันการเดินทางเข้าไปแม่แจ่มจะสะดวกมากขึ้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวแม่แจ่ม แต่กระนั้นชาวแม่แจ่มทุกคนยังคงพอใจกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่เสมอ.
      

      จักรพงษ์ คำบุญเรือง
      jakrapong@chiangmainews.co.th
      24/6/56

   

      ขอบคุณ เชียงใหม่ินิวส์

   

      ลิงค์บทความ
      http://www.chiangmainews.co.th/page/?p=208721



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service