Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พิมพ์หน้านี้ - ย้อนเวลา…ผ่อเมืองน่าน สัมผัสลมหายใจและกลิ่นไออารยธรรมไทลื้อ

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา => สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ => ข้อความที่เริ่มโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ กันยายน 23, 2013, 10:50:07 pm


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.



หัวข้อ: ย้อนเวลา…ผ่อเมืองน่าน สัมผัสลมหายใจและกลิ่นไออารยธรรมไทลื้อ
เริ่มหัวข้อโดย: ป้อหลวงบ้าน ที่ กันยายน 23, 2013, 10:50:07 pm


   ย้อนเวลา…ผ่อเมืองน่าน
   สัมผัสลมหายใจและกลิ่นไออารยธรรมไทลื้อ

   ในความปกติเยี่ยงคนเดินทาง อาการราวเด็กน้อยได้ขนมหวานมักจะเกิดขึ้นกับผมเสมอเมื่อยามที่พลัดหลงไปในดินแดนที่มีมนต์ขลังและครอบงำด้วยเสน่ห์แห่งธรรมชาติ การเดินทางผ่านบ้านเรือน ภูเขา แม่น้ำ ทั้งในฐานะของนักเดินทาง ผู้สัญจรผ่านทาง คนทำสารคดีและอื่น ๆ อีกประปราย ทำให้ผมได้ซึมซาบกับวิถีชีวิตและกลิ่นไอความเป็นเมืองล้านนาอย่างสุดหัวใจ ใช่แล้วผมกำลังพูดถึงเมืองน่าน จังหวัดเล็ก ๆ ทางตะวันออกสุดของภาคเหนือที่มีอาณาเขตติดกับประเทศลาว ที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะไปเยือน
   DSC_0649
   เมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อเมืองน่านนั้น ซุกซ่อนตัวเองในท่ามกลางเทือกเขาผีปันน้ำและหลวงพระบาง บ่มเพาะเก็บงำเรื่องราววัฒนธรรมประเพณีอันเป็นรากเหง้าของตัวเองได้สมบูรณ์แบบจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ใดเหมือน ด้วยความที่เมืองน่านถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขานี่เองทำให้มีลำน้ำอยู่มากมายก่อให้เกิดแม่น้ำหลายสาย ทั้งยังมีประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของผู้คนล้านนาอันอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้กัน

   เมืองน่าน เป็นนครรัฐตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 18 ยุคเดียวกับนครรัฐอื่น ๆ ในล้านนา พญาภูคาได้ขยายอาณาเขตโดยส่งราชบุตรคือ ขุนนุ่นและขุนฟองไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ ขุนนุ่นผู้เป็นพี่ได้สร้างเมืองหลวงพระบาง ขุนฟองผู้น้องได้สร้างเมืองวรนคร (ปัว)

   ปี พ.ศ.1825 สมัยพญาการเมืองปกครอง เมืองวรนครได้ขยายตัวมากขึ้นและมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรสุโขทัยอย่างใกล้ชิด พระมหาธรรมราชาลิไทได้ทูลเชิญพญาการเมืองไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัยที่เมืองสุโขทัย หลังจากที่พญาการเมืองจะเสด็จกลับวรนคร พระมหาธรรมราชาลิไทได้พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ และพระพิมพ์เงินให้กับพญาการเมืองมาสักการะ

   เมื่อเสด็จมาถึงเมืองน่านพญาการเมืองได้เลือกชัยภูมิบริเวณภูเพียงแช่แห้งเป็นที่สร้างพระธาตุเจดีย์และย้ายผู้คนลงมาสร้างเมืองใหม่ ชื่อ ภูเพียงแช่แห้ง เมื่อปี พ.ศ.1902

   กระทั่งถึงปี พ.ศ.1911 สมัยของพญาผากอง ราชบุตรของพญาการเมือง ได้โปรดให้ย้ายเมืองภูเพียงแช่แห้งมายังฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่านในปัจจุบัน ด้วยเหตุว่าเมืองภูเพียงแช่แห้งกันดารน้ำเพราะอยู่บนเนินสูงห่างแม่น้ำ

   พญาผากองอพยพผู้คนมาตั้งเมืองที่ริมแม่น้ำน่านแล้ว จากนั้นมีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อมากันหลายพระองค์ ปี พ.ศ.2360 น้ำน่านได้ไหลเข้าท่วมตัวเมือง พัดกำแพงเมืองทิศตะวันตกพังทลายลงทั้งแถบ นอกจากนั้นกระแสน้ำยังพัดบ้านเรือนชาวบ้านและวัดวาอารามเสียหายอีกเป็นจำนวนมาก พญาสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครในสมัยนั้น จึงได้ย้ายเมืองไปอยู่เวียงเหนือเมื่อ พ.ศ.2362 กาลต่อมาแม่น้ำน่านได้เปลี่ยนเส้นทางห่างจากกำแพงเมืองไปมาก เจ้าอนันตวรฤทธิเดช จึงได้ย้ายเมืองมาอยู่ ณ สถานที่ตั้งปัจจุบันและบูรณะกำแพงเมืองจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2400
   DSC_6136
   เมืองน่านได้ชื่อว่าเป็นเมืองเจ็ดประตู หนึ่งหนอง สิบสองวัด ซึ่งคนน่านโบราณได้ผูกไว้คล้องจองกัน ตามทักษาเมืองน่านกล่าวถึงการสร้างประตูเมืองในปี พ.ศ.2450 ว่ามีการสร้างประตูอมรและถนนมหายศมาวัดสวนตาล สำหรับประตูเมืองน่านที่สำคัญได้แก่ ประตูชัย ทางทิศตะวันออก สำหรับเจ้านายเสด็จเมื่อน่าน ประตูน้ำเข้ม สำหรับให้ราษฏรติดต่อค้าขาย ทิศเหนือมีประตูริมและประตูอมร ทิศตะวันตกมี ประตูหนองห้าและประตูปล่องน้ำ เพื่อระบายไม่ให้ท่วมขังในเมือง ทิศใต้มีประตูเชียงใหม่ เพื่อออกไปสู่เมืองแพร่ และประตูท่าลี่ ซึ่งเป็นประตูที่นำศพออกไปเผานอกเมือง

   

      ปัจจุบันเมื่อเดินทางไปเมืองน่าน ยังสามารถพบเห็นร่องรอยของประตูเมืองและกำแพงเมืองน่าน นอกจากนั้นน่านยังมีสถาปัตยกรรมระดับคลาสสิกที่สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปี ได้รับการอนุรักษ์มาถึงปัจจุบัน ได้แก่ หอคำ หรือ คุ้มหลวง ซึ่งเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ.2446 โดยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้านครน่าน ลักษณะหอคำ เป็นอาคารทรงไทยผสมศิลปะตะวันตกแบบตรีมุข 2 ชั้น ตัวอาคารก่ออิฐฉาบด้วยปูน บานประตูหน้าต่างเป็นแบบบานเกล็ด อาคารหอคำเดิมมีบันไดไม้สักทั้งสองข้างของมุขหน้า แต่ถูกรื้อไปแล้ว

   เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พ.ศ.2474 อาคารหอคำถูกใช้เป็นศาลากลางจังหวัด ระหว่าง พ.ศ.2476 – 2517 หลังจากนั้น อาคารหอคำได้โอนให้กรมศิลปากรดูแลเพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน

   ใกล้กับหอคำ เป็นที่ตั้งของคุ้มเจ้าราชบุตร ตั้งอยู่หัวมุมถนนผากอง ด้านทิศเหนือของวัดพระธาตุช้างค้ำ คุ้มเจ้าราชบุตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2409 เพื่อเป็นที่อยู่ของเจ้าน้อยมหาพรหม ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 64 จึงยกคุ้มให้เจ้าประพันธ์พงษ์ (เจ้าน้อยหมอกฟ้า ณ น่าน) และให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าราชบุตร ลักษณะอาคารสร้างขึ้นจากไม้สักสองชั้น ระเบียงมีลวดลายฉลุ บริเวณห้องโถงของคุ้มตั้งแสดงอาวุธโบราณ เครื่องยศและภาพถ่ายสมัยเก่าที่หาชมได้ยาก

   นอกจากนั้นในเมืองน่านยังพบเรือนแถวไม้ที่ถนนสุมนเทวราช ซึ่งเป็นย่านการค้าตั้งแต่อดีต เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวและสองชั้นมีระเบียงประดับลายฉลุ และยังใช้เป็นที่บังแดดบังฝนให้หน้าร้านอีกด้วย ที่สี่แยกประตูน้ำเข้ม ระหว่างถนนสุมนเทวราชกับถนนมหาวงศ์ มีอาคารไม้รูปทรงหักเหลี่ยม เดิมเป็นห้องแถวซึ่งเจ้าราชวงศ์สุทธิสารให้เช่า ต่อมาภายหลังได้ขายให้กับเอกชนไปแล้ว

   เรื่องราวความมหัศจรรย์ของเมืองน่านและกลิ่นไออารยธรรมไทลื้อยังคงไม่จางหายไปจากอดีต ผู้คนผ่านมาแล้วผ่านไป ทิ้งไว้แค่ความทรงจำแต่วัฒนธรรมของไทลื้อที่ถูกถ่ายทอดมานับร้อยปีจะยังคงอยู่สร้างสีสันให้กับเมืองน่านอย่างไม่มีวันลบเลือน

   จักรพงษ์ คำบุญเรือง
   jakrapong@chiangmainews.co.th
   20/8/56

   ที่มา

   http://www.chiangmainews.co.th/page/?p=214130



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service