Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 567
1  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / มิตร ชัยบัญชา นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 11:06:34 am
มิตร ชัยบัญชา นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย






   วันนี้ในอดีตเมื่อ 83 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 28 มกราคม 2477 วันเกิด มิตร ชัยบัญชา นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย

   เกิดที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ชีวิตในวัยเด็กของมิตรนั้น เดิมเรียกกันว่าบุญทิ้ง เพราะพ่อกับแม่แยกทางกัน โดยแม่เข้ามาขายผักในกรุงเทพฯ และฝากมิตรไว้กับพระที่ จ.เพชรบุรี ต่อมาแม่มีฐานะดีขึ้นจึงรับมิตรไปอยู่ด้วย และได้เข้าโรงเรียนในกรุงเทพฯ

   ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น สุพิศ พุ่มเหม ตามนามสกุลของพ่อเลี้ยง ทั้งนี้ มิตรเป็นเด็กเรียนเก่งขยันทำงานโดยรับจ้างทำงานสารพัด เพื่อหาเงินใช้เองตั้งแต่เด็ก รวมทั้งยังสนใจการชกมวยด้วย

   

      เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงปลายปี 2499 เป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วงปี 2500 - 2513 มีผลงานเด่นในช่วงปี 2501 - 2517 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ 16 ม.ม. มีผลงานนับได้ขณะนั้น 266 เรื่อง จากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่อง

   

      ผลงานเรื่องแรกคือเรื่อง ชาติเสือ ผลงานเรื่องที่สองที่ออกฉายคือ จ้าวนักเลง หรืออินทรีแดง ทำให้มิตร ชัยบัญชามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ทำรายได้เกินล้านบาท มิตรมีผลงานแสดงที่โดดเด่นมากและหลากหลาย ทั้งบทบู๊ รักกุ๊กกิ๊ก รักรันทด ตลก เชย เด๋อด๋า หรือชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา

   

      ปี 2506 ภาพยนตร์เรื่องใจเพชร ทำรายได้สูงสุด และมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกินล้านอีกหลายเรื่อง โดยเมื่อปี 2508 รับพระราชทานรางวัล"โล่ห์เกียรตินิยม" นักแสดงนำชายที่ทำรายได้สูงสุด จากภาพยนตร์เรื่องเงิน เงิน เงิน ซึ่งทำรายได้เป็นประวัติการณ์

   

      ต่อมาในปี 2509 ภาพยนตร์เรื่องเพชรตัดเพชร ทำรายได้ทำลายสถิติ เงิน เงิน เงิน ได้ 3 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน และรับพระราชทานรางวัลดาราทอง จากคุณสมบัติหลัก 4 ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของผู้รับรางวัล

   

      ต่อมาเมื่อปี 2513 ภาพยนตร์เรื่องมนต์รักลูกทุ่ง ของรังสี ทัศนพยัคฆ์ เป็นภาพยนตร์เพลงลูกทุ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้มากกว่า 6 ล้านบาท และยืนโรงได้นานกว่า 6 เดือนในกรุงเทพ ทำรายได้ทั่วประเทศ กว่า 13 ล้านบาท

   

      วันที่ 8 ตุลาคม 2513 มิตร ชัยบัญชาเสียชีวิตขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่องอินทรีย์ทองท่ามกลางความอาลัยของมหาชน นับเป็นบุคคลธรรมดาที่มีผู้มาร่วมงานศพมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์

   

      ได้มีการตั้งศาลบริเวณ หาดจอมเทียน พัทยาใต้ สถานที่ที่มิตร ชัยบัญชาเสียชีวิต ต่อมามีการปรับปรุงและสร้างรูปหล่อของมิตร ชัยบัญชา ในชุดอินทรีทอง ไว้ที่ศาลด้วย ปัจจุบันอยู่ด้านหลังโรงแรมจอมเทียน

   

      นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุซโซต์ กรุงเทพ ได้จัดทำหุ่นขี้ผึ้งของมิตรในชุดอินทรีแดงเพื่อจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ ชั้น 6-7 สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ ร่วมกับหุ่นของบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกด้วย
       

   

      Facebook.com/KasemNEWS : Kasemnews@hotmail.com

2  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / 30 มกราคม 2491 มหาตมา คานธี ชาวอินเดียเสียชีวิตในเมืองเดลี เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 11:02:25 am
30 มกราคม 2491 มหาตมา คานธี ชาวอินเดียเสียชีวิตในเมืองเดลี





   วันนี้ในอดีตเมื่อ 69 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 30 มกราคม 2491 (ค.ศ. 1948) นายนาถูราม โคทเส ยิง มหาตมา คานธี ผู้นำทางการเมือง และจิตวิญญาณของชาวอินเดียเสียชีวิตในเมืองเดลี

   มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) เกิดวันที่ 2 ตุลาคม 2412 ในแคว้นคุชราต ทางทิศตะวันตกของอินเดีย นักต่อสู้ทางการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง แนวทางที่เขาใช้ต่อสู้กับอังกฤษคืออหิงสา

   หลักการสำคัญที่ทำให้คานธีเป็นที่รู้จักมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งคือบาป 7 ประการ ร่ำรวยโดยไม่ทำงาน หาความสุขสำราญโดยไม่ยั้งคิด มีความรู้ดีแต่ขาดความประพฤติ ค้าขายโดยไร้ศีลธรรม วิทยาศาสตร์ที่ขาดความเป็นมนุษย์ เคารพบูชาแต่ไม่มีความเสียสละ เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ

   (Wealth without work Pleasure without conscience Knowledge without character Commerce without morality Science without humanity Worship without sacrifice Politics without Principle)

   มหาตมะคานธี ผู้นำและนักการเมืองชาวอินเดีย ถูกลอบสังหารในวัย 78 ปี ขณะเดินเข้าไปในที่ประชุมเพื่อสวดประจำวัน ในสวน เวอริฮาร์ กรุงนิวเดลีย์

   ขณะที่คานธีกำลังพูดว่า "เห ราม" แปลว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า" ผู้ลอบทำร้ายคือ นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา ไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์กับมุสลิม

   "นาถูราม โคทเส" เป็นชาวนครปูเน (Pune) ประเทศอินเดีย เป็นนักเคลื่อนไหวและนักหนังสือพิมพ์ชาวฮินดูทวา (Hindutva) ผู้เป็นมือลอบสังหารมหาตมา คานธี ร่วมกับผู้ร่วมก่อการอื่นอีก 7 คน

   มูลเหตุของการลอบสังหาร เกิดจากสิ่งที่ โคทเส เห็นว่าเป็นการก่อวินาศกรรมซ้ำซากของคานธี ต่อผลประโยชน์ของชาวฮินดู โดยใช้ยุทธวิธีการแบล็กเมล์ "อดอาหารจนเสียชีวิต" ต่อหลายประเด็นปัญหา

   ในมุมมองของโคทเส คานธียกผลประโยชน์ให้แก่มุสลิมในหลายวิถีทาง ซึ่งดูอยุติธรรมและต่อต้านชาตินิยม เขากล่าวโทษคานธีสำหรับการแบ่งประเทศอินเดีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนในความไม่สงบทางศาสนาที่ปะทุขึ้น

   โคทเส เข้าหาคานธี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2491 เขายิงคานธีเข้าที่หน้าอก 3 นัด ในระยะเผาขนด้วยปืนพกกึ่งอัตโนมัติ คานธีเสียชีวิตเกือบจะในทันที หลังจากยิงไปแล้ว โคทเสมิได้พยายามหลบหนีหรือขู่คนอื่นอีก

   เขาถูกโจมตีและตรึงติดกับพื้นโดยฝูงชนรอบตัวเขา และภายหลังถูกจับกุมเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มเล็กมาถึงสถานที่เกิดเหตุอีกไม่กี่นาทีให้หลัง

   หลังการลอบสังหารมหาตมา คานธี เขาถูกนับตัวไปไต่สวนเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2491 ที่ปีเตอร์ฮอฟฟ์ ศิมลา (Peterhoff, Shimla) อันเป็นที่ตั้งของศาลสูงรัฐปัญจาบ

   วันที่ 8 พฤศจิกายน 2492 โคทเสถูกตัดสินประหารชีวิต เขาถูกแขวนคอที่เรือนจำ อัมบาลา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2492 ร่วมกับผู้สมคบคิดอีกคนหนึ่ง

   ราชฆาฎ (Raj Ghat) คืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงมหาตมะ คานธี บิดาแห่งชาติอินเดีย อนุสาวรีย์แห่งนี้คนทั่วไปเรียกว่า “คานธีสมาธิ” สร้างขึ้นบริเวณที่เผาศพมหาตมะ คานธี

   ณ จุดที่เผาศพสร้างเป็นแผ่นหินเรียบๆ สีดำยกพื้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีดวงไฟจุดบูชาไว้ตลอดเวลา ไฟลุกโซนไม่เคยมอดดับมานานแล้วถึง 69 ปีข้างๆ แท่นหินนี้เขียนไว้ว่า “เห ราม” อันเป็นคำที่มหาตมะ คานธี กล่าวก่อนสิ้นใจ

   รอบแท่นหินมีทางเดินยกระดับก่อด้วยหินสีนวลล้อมเป็นบริเวณกว้าง ที่ตั้งของราชฆาฏมีอาณาบริเวณกว้างขวางกว่า 10 ไร่ มีการจัดวางภูมิสถาปัตย์ได้อย่างสง่างาม สมกับเป็นที่รำลึกถึงมหาบุรุษของชาติ

   มหาตมะ คานธี บุคคลแห่งปี (Person of the Year) ของนิตยสารไทม์ เป็นผู้นำการประท้วงอย่างสันติ สัตยานุเคราะห์ ในปี 2473 เป็นบุคคลแรกที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันที่ได้รับเลือก "ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม ...ได้มีอิทธิพลมากที่สุดต่อเหตุการณ์ในปีนั้น"
    

   Facebook.com/KasemNEWS : Kasemnews@hotmail.com

3  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / ชรินทร์ นันทนาคร นักร้อง ศิลปินแห่งชาติ เป็นคน จ.เชียงใหม่ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 10:57:00 am
ชรินทร์ นันทนาคร นักร้อง ศิลปินแห่งชาติ เป็นคน จ.เชียงใหม่







   วันนี้ในอดีตเมื่อ 84 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2476 วันเกิด ชรินทร์ นันทนาคร นักร้อง ศิลปินแห่งชาติ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เป็นคน จ.เชียงใหม่

   ชรินทร์ นันทนาคร หรือชื่อเดิม ชรินทร์ งามเมือง ศิลปินนักร้อง นักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2541 สมรสกับนางเอกภาพยนตร์ชื่อดังเพชรา เชาวราษฏร์

   ชรินทร์ นันทนาคร เป็นผู้ริเริ่มร่วมสร้างสรรค์เพลงสดุดีมหาราชา ซึ่งส่งผลให้ได้รับรางวัลกิตติคุณสัมพันธ์ "สังข์เงิน" สาขาใช้ศิลป์สร้างสรรค์ให้เกิดความรักชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์

   ชรินทร์ นันทนาคร ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ที่ขับร้องเพลงไทยสากลผสมผสานกับเพลงไทยเดิม มีท่วงทำนองสูงต่ำเอื้อนด้วยน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ชวนฟัง ออกเสียงอักขระได้ชัดเจน มีผลงานบันทึกแผ่นเสียงประมาณ 1,000 เพลง

   ชรินทร์ งามเมือง เดิมชื่อ บุญมัย งามเมือง จบมัธยมการศึกษาจาก ร.ร.มงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ และ ร.ร.อัสสัมชัญพาณิชการ กรุงเทพฯ

   เริ่มฝึกหัดร้องเพลงกับครูไสล ไกรเลิศ และเริ่มร้องเพลงสลับละครเวทีเรื่องนางไพร เมื่อปี 2492 ด้วยเพลงดวงใจในฝัน และเริ่มบันทึกแผ่นเสียงจำหน่ายเป็นครั้งแรก และตามด้วยเพลง อิเหนารำพัน เมื่อปี 2494

   จากนั้นย้ายกลับไปเชียงใหม่ ทำงานที่บริษัทกมล-สุโกศล สาขาเชียงใหม่ หลังจากนั้นสำนักงานใหญ่เรียกมาทำงานที่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งแผนกบัญชี แผนกต่างประเทศ ไปจนถึงแผนกแผ่นเสียง จากนั้นทำงานเป็นเลขานุกรมที่องค์การยูซ่อม (USOM)

   ผลงานของชรินทร์ นันทนาคร ที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่นิยมมาก ได้แก่ เพลงเรือนแพ มนต์รักดอกคำใต้ หยาดเพชรอาลัยรัก ทาษเทวี ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานจากเพลง อาลัยรัก ก่อนจะผันไปเป็นผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์

   เมื่อปี 2514 มีผลงานในฐานะผู้ผลิตภาพยนตร์ทั้งหมดกว่า 19 เรื่อง โดยมีภาพยนตร์เรื่องรักข้ามคลอง ที่ทำรายได้สูงที่สุด และภาพยนตร์แผ่นดินแม่ ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของประเทศไทยที่สร้างในระบบ 70 ม.ม.

   ต่อมาคุณวิเชียร อัศว์ศิวะกุล เจ้าของค่ายนิธิทัศน์โปรโมชั่น ติดต่อมาร้องเพลงและออกอัลบั้มแรกคือเรือนแพ นับจากนั้นจึงได้ยึดอาชีพนักร้องมาโดยตลอด จนได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "นันทนาคร" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้ให้ความรื่นรมย์แก่ชาวเมือง"

   เพลงที่ชรินทร์ให้สัมภาษณ์ว่าร้องบ่อยที่สุดมีเพลง "เรือนแพ" "หยาดเพชร" "ผู้ชนะสิบทิศ" ซึ่งเพลงหลังนี้ชรินทร์กล่าวว่า ร้องมากกว่าหมื่นครั้ง

   ชรินทร์สมรสครั้งแรกกับ สปัน เธียรประสิทธิ์ ซึ่งเป็นน้องสาวของปองทิพย์ ภรรยาของสุรัตน์ โอสถานุเคราะห

4  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 10:53:00 am
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ "เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย" หรือ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" 






   วันนี้ในอดีตเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ "เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย" หรือ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" เพื่อใช้ประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียโดยช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนลงในน้ำ

   คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น"วันนักประดิษฐ์" เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ซึ่งสืบเนื่องจากการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536

   จากปัญหาน้ำเสียในกรุงเทพ แม่น้ำ ลำคลองต่าง และทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ตลอดจนการบัดบัดน้ำเสียในองค์กรต่างๆ พระองค์ทรงแลเห็นปัญหาน้ำเน่าเสียมากขึ้นทุกวัน และเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของประชาชนต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงได้คิดค้นกังหันน้ำ หรือกังหันชัยพัฒนาขึ้น

   เป็นกังหันน้ำเพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการหมุนปั่นเติมอากาศให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำแก่ปวงชน สามารถประยุกต์ใช้บำบัดน้ำเสีย จากการอุปโภคของประชาชน น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเพิ่มออกซิเจนให้กับบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร

   กังหันน้ำชัยพัฒนา สร้างขึ้นเพื่อการแก้มลพิษทางน้ำซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายพื้นที่ วิวัฒนาการของกังหันน้ำชัยพัฒนานั้น เริ่มจากการสร้างต้นแบบได้ครั้งแรกในปี 2532 แล้วนำไปติดตั้งยังพื้นที่ทดลองเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กัน

   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยในความเดือดร้อนทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในพื้นที่หลายแห่งหลายครั้ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขน้ำเน่าเสีย

   กรมชลประทานรับสนองพระราชดำริในการศึกษาและสร้างต้นแบบ โดยดัดแปลงเครื่องสูบน้ำพลังน้ำจาก "กังหันน้ำสูบน้ำทุ่นลอย" เปลี่ยนเป็น "กังหันน้ำชัยพัฒนา"

   และได้นำไปติดตั้งใช้ในกิจกรรมบำบัดน้ำเสียที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2532 และที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2532 เพื่อศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นระยะเวลา 4-5 ปี

   กังหันน้ำชัยพัฒนาได้นำมาติดตั้งใช้งานกับระบบบำบัดน้ำเสียตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2532 และได้มีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

   เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะให้มีการบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกในการใช้งาน ประหยัดค่าใช้จ่ายและบำรุงรักษาได้ง่าย ตลอดจนมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

   การบำบัดมลพิษในน้ำด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศกังหันน้ำชัยพัฒนา ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ ทำให้น้ำใสสะอาดขึ้น ลดกลิ่นเหม็นลงได้มากและมีปริมาณออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น สัตว์น้ำสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย และสามารถบำบัดความสกปรกในรูปของมวลสารต่างๆ ให้ลดต่ำลง ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

   เมื่อวันที่ 2กรกฎาคม 2536 เครื่องกลเติมอากาศกังหันน้ำชัยพัฒนา ได้รับการพิจารณาและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ 9 ของโลกที่ได้รับสิทธิบัตร

   และเป็นครั้งแรกที่ได้มีการรับจดทะเบียนและออกสิทธิบัตรให้แก่พระบรมราชวงศ์ด้วย จึงนับได้ว่าเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและเป็นครั้งแรกของโลก

   คณะกรรมการนานาชาติได้กล่าวสดุดีพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 ความว่า "พระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นนักพัฒนา มีพระวิริยะอันสูงส่งรวมทั้งพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ที่ดีทรงงานหนัก เพื่อประชาชนของพระองค์ ทรงใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่าย สิ่งประดิษฐ์ในพระองค์สามารถนำไปพัฒนาใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก"
    

   Facebook.com/KasemNEWS : Kasemnews@hotmail.com
   
   
    

5  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / 3 กุมภาพันธ์ 2491 ประกาศใช้ พรบ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 10:49:15 am
3 กุมภาพันธ์ 2491 ประกาศใช้ พรบ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 





   วันนี้ในอดีตเมื่อ 69 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2491 ประกาศใช้ พระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เป็นการจัดตั้งองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพื่อทำหน้าที่ให้การสงเคราะห์ ทหารผ่านศึก และครอบครัวทหารผ่านศึก

   ต่อมาได้ออกพระราชบัญญัติเพิ่มเติมขยายการสงเคราะห์ไปถึงทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน และพลเรือนที่ได้ทำหน้าที่ป้องกัน หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักรทั้งภายในและภายนอกประเทศ

   หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือหลังสงครามมหาเอเซียบูรพาสิ้นสุดลง มีทหารไทยจำนวนมากที่ถูกปลดปล่อยจากการเป็นทหาร จึงได้มีเสียงเรียกร้องขอให้ทางการพิจารณาให้ความช่วยเหลือ

   ในปี 2490 กระทรวงกลาโหมอันเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านนี้โดยตรง จึงได้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ทหารที่กลับจากปฏิบัติการรบ และช่วยเหลือครอบครัวทหารที่เสียชีวิตในการรบแต่ก็ยังเป็นหน่วยงานที่ไม่เป็นทางการ

   ต่อมากระทรวงกลาโหมได้เสนอพระราชบัญญัติจัดตั้ง”องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก”ขึ้น โดยได้ผ่านการเห็นชอบจากรัฐบาล และได้มีการประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2491 จึงได้ยึดเอาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น”วันทหารผ่านศึก” โดยมี พลโท ชมะบูรณ์ ไพรีระย่อเดช เป็นผู้อำนวยการคนแรก

   ในปี 2510 องค์การทหารผ่านศึกได้ปรับเปลี่ยนฐานะมาเป็นองค์การเพื่อการกุศลของรัฐ และเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว

   วันทหารผ่านศึกของทุกปีจะมีการจัดงานเฉลิมฉลอง เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารผู้เสียสละแม้กระทั่งชีวิต ที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยและอธิปไตยของชาติ กำหนดให้ดอกป๊อปปี้สีแดง เป็นสัญลักษณ์แทน ทหารผ่านศึก ผู้พิทักษ์รักษาประเทศชาติให้มีเอกราชอธิปไตย

   สีแดงของดอกป๊อปปี้คือเลือดของทหารหาญที่ได้หลั่งชโลมแผ่นดินไว้ด้วยความกล้าหาญ เสียสละอันสูงสุด วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี จึงเป็นวันที่ผู้คนทั้งหลายจะได้เห็นดอกป๊อปปี้บานสะพรั่งไปทั่วราชอาณาจักร

   สำหรับที่มาของการเลือกเอาดอกป๊อปปี้สีแดงมาเป็นสัญลักษณ์นั้น มีประวัติเกี่ยวโยงถึงสมรภูมิฟลานเดอร์ส สมรภูมิเบลเยี่ยมและเนเธอร์แลนด์ระหว่างสัมพันธมิตรและเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1

   โดยสงครามในครั้งนั้น ทหารพันธมิตรได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากสมรภูมินี้มากที่สุด จอมพลเอิร์ล ออฟ เฮก ผู้บัญชาการรบที่นั่นได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงและน่าพิศมัยเกิดขึ้น ณ สมรภูมิดังกล่าว

   ในบริเวณหลุมฝังศพทหาร โดยมีดอกป๊อปปี้ป่าขึ้นอยู่เต็มทั่วไป ทำให้เกิดเป็นลานสีแดงฉานสวยงาม ตั้งแต่นั้นมาดอกป๊อปปี้จึงกลายเป็นดอกไม้อนุสรณ์แห่งวีรกรรมของทหารผ่านศึก เตือนใจให้ระลึกถึงเลือดสีแดงของทหารที่ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ

   นับเป็นโอกาสอันดีที่เราท่านทั้งหลายจะได้แสดงความระลึกถึง และช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว ด้วยการซื้อดอกป๊อปปี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทหารผ่านศึก ผู้กล้าหาญ และเสียสละ

   ตลอดจนเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีและวีรกรรมของเหล่าทหารหาญที่ทำให้เราอยู่กันอย่างสงบสุขบนผืนแผ่นดินไทย และมีอธิปไตยมีชาติ บ้านเมือง ให้ได้อยู่อาศัย ตราบชั่วลูกชั่วหลานจวบจนปัจจุบัน

   สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกทั่วประเทศ ได้ร่วมกันจัดงานในวันทหารผ่านศึก เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและคุณงามความดีของเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อชาติ และเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่ดวงวิญญาณของบรรดาทหารผ่านศึกผู้ล่วงลับไปแล้ว

   ส่วนกลาง ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.30 น. ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะมีพิธีถวายเครื่องสังเวยศาลพระภูมิ จากนั้นเวลา 10.30 น. ประกอบพีทางศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารผ่านศึกผู้ล่วงลับ ณ ห้องจัดเลี้ยง อาคาร 2 ชั้น 2 สำนักงานองค์การทหารผ่านศึกษา กรุงเทพฯ
   
    

   Facebook.com/KasemNEWS : Kasemnews@hotmail.com
   
   
   

6  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนหลักถนนสายแรกของเมืองไทยที่ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบตะวันตก เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 10:45:15 am
ถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นถนนหลักถนนสายแรกของเมืองไทยที่ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบตะวันตก





   วันนี้ในอดีตเมื่อ 156 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นถนนหลักสายแรก

   ถนนสายแรกของเมืองไทย ที่ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบตะวันตก คือถนนเจริญกรุง เริ่มต้นตั้งแต่ถนนสนามไชยถึงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถนนตก มีความยาว 8,575 เมตร ก่อสร้างเสร็จในปี 2407 ความกว้างของถนนในสมัยแรกสร้าง กว้าง 5 วา 2 ศอก

   เมื่อจัดสร้างเสร็จ ชาวบ้านร้านตลาดเรียก ถนนเส้นนี้ว่าถนนใหม่ ชาวต่างชาติเรียกว่านิวโรด (New road) ต่อมารัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนานถนนเส้นนี้ว่า ถนนเจริญกรุง มีความหมายถึงถนนที่นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง

   ถนนเจริญกรุง เป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2404 สาเหตุของการสร้างมาจากการที่พระองค์ได้ทรงรับคำกราบบังคมทูลอธิบายจากชาวต่างประเทศว่า

   ในประเทศทางยุโรปนั้น จะสร้างถนนที่สามารถใช้ได้ทุกฤดูกาล โดยใช้อิฐและหินก้อนใหญ่ก้อนเล็กปูเป็นชั้นๆ ทำให้พระองค์สนพระทัยมาก ประกอบกับกงสุลจากประเทศต่างๆ ได้เข้าชื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานถนนโดยได้กราบบังคมทูลว่า

   “ชาวยุโรปเคยขี่รถขี่ม้า เที่ยวตากอากาศ ได้ความสบายไม่มีไข้ เข้ามาอยู่กรุงเทพมหานครไม่มีถนนหนทางที่จะขี่รถขี่ม้าไปเที่ยวพากันเจ็บไข้เนืองๆ”

   เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบความในหนังสือแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง และพระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง เป็นนายงาน

   สร้างถนนจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผ่านสำเพ็ง (ย่านการค้าของชาวจีน) ผ่านบางรัก (ย่านการค้าและที่อยู่อาศัยของชาวตะวันตก) ถึงบางคอแหลม (ถนนตก)

   ถนนเจริญกรุง แบ่งเป็น 2 ตอน คือถนนเจริญกรุงในเขตกำแพงเมือง เริ่มจากบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามจนถึงสะพานดำรงสถิตย์ ต่อกับถนนเจริญกรุงตอนนอกกำแพงเมืองจนถึงตำบลดาวคะนอง

   เมื่อสร้างถนนเจริญกรุงเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้มีการฉลองถนน 3 วัน 3 คืน เป็นมหรสพมีประทัดดอกไม้สูง 12 วา 4 ระทา ที่หน้าพระที่นั่งไชยชุมพล ครั้นการฉลองเสร็จแล้วพระองค์เสด็จพระราชดำเนินถนนใหม่ทุกสาย

   ถนนเจริญกรุงได้ปรับปรุงขยายและราดยางในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงต้นรัชกาลที่ 6 หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปและเอเชีย ทรงทอดพระเนตรเห็นว่า ถนนนำมาซึ่งความเจริญของประเทศและทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย

   เมื่อมีถนน ตึก อาคาร เกิดขึ้นเป็นย่านเศรษฐกิจประเทศ ทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นเส้นทางคมนาคม ขนส่งต่างๆ บ้านเมืองสวยงาม จึงได้ปรับปรุงและราดยางถนนเจริญกรุงเป็นสายแรก

   ถนนเจริญกรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีบริษัทของชาวยุโรปเข้ามาทำกิจการรถโดยสาร รถราง รถยนต์ ซึ่งต่างกับถนนเจริญกรุงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีแต่รถม้า รถลาก

   ถนนเจริญกรุงปัจจุบันนี้ได้คับแคบไปเสียแล้ว เพราะมีรถยนต์วิ่งจำนวนมาก มีตึกอาคารหนาแน่นเป็นถนนสายเศรษฐกิจ ย่านการค้าและเป็นถนนประวัติศาสตร์ที่จะอยู่ในความทรงจำของคนในกรุงเทพฯ และคนไทยทั้งประเทศ

   บาดหลวงปาลากัวได้บันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 4 ว่า”…..ไม่มีรถเลยสักคันในเมืองหลวง ใช้เรือกันหมด แม่น้ำและลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมทางเดียวเท่านั้น……”

   ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถนนเจริญกรุงมีความสวยงามและทันสมัยที่สุด เพราะนอกจากจะปลูกต้นไม้มีร้านค้ามากกว่าถนนอื่นแล้ว ตามริมถนนยังมีเสาโคมสังกะสีติดกระจกเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมปักเป็นระยะห่างๆ

   เวลาบ่ายๆ จวนเย็นจะมีเจ้าพนักงานแบกกระไดหิ้วกระป๋องน้ำมันมาเติมและจุดตะเกียงตามเสาโคมเหล่านี้ ต่อมาในปี 2444 ได้เปลี่ยนมาใช้โคมไฟฟ้า

   ปัจจุบัน ถนนเจริญกรุง (Thanon Charoen Krung) เริ่มตั้งแต่ถนนสนามไชย ถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถนนตกกรุงเทพฯ ผ่านพื้นที่เขตพระนคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธวงศ์ เขตบางรัก เขตสาธร และเขตบางคอแหลม
    

   Facebook.com/KasemNEWS : Kasemnews@hotmail.com
   
    

7  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / กระทรวงวัฒนธรรมประกาศขึ้นทะเบียนมวยไทยให้เป็น มรดกภูมิปัญญา 30 กรกฎาคม 2553 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 10:40:50 am
 กระทรวงวัฒนธรรมประกาศขึ้นทะเบียนมวยไทยให้เป็น มรดกภูมิปัญญา 30 กรกฎาคม 2553





   "มวยไทย” เป็นศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวของชาติไทยที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ และได้รับการสืบทอดมาสู่ชนรุ่นปัจจุบัน ศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัวของไทยแขนงนี้ เป็นการฝึกฝนให้สามารถใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายเป็นอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันได้แก่ มือ เท้า เข่า ศอก รวมถึงศีรษะ จึงเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ครบเครื่องมีพิษสงรอบด้าน

   จนเกิดการถ่ายทอดและมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เป็นที่นิยมไปทั่วไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศโซนยุโรปและทั่วโลก ซึ่งเป็นกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

   จากเหตุผลดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนมวยไทยให้เป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย

   เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในคุณค่าและยกย่ององค์ความรู้ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย เพื่อให้มรดกอันทรงคุณค่านี้ได้รับการยกย่อง ส่งเสริม และเชิดชูให้คนในชาติให้ความสำคัญต่อศิลปะการป้องกันตัวของตนเองที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

   กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงร่วมมือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้มีการสถาปนา "วันมวยไทย” โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 กำหนดให้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น”วันมวยไทย”

   ซึ่งตรงกับวันเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่มีพระปรีชาสามารถด้านมวยไทยเป็นที่ประจักษ์ และเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ที่เสด็จออกไปชกมวยกับสามัญชน ตามบันทึกในพงศาวดาร (ฉบับพระราชหัตเลขา) ที่กล่าวว่า

   พระเจ้าเสือ ทรงแต่งกายแบบชาวบ้าน และเสด็จทางชลมารคพร้อมเรือตามเสด็จ ไปจอดที่ ต.ตลาดกรวด ซึ่งมีงานมหรสพมีผู้คนไปเที่ยวงานอย่างเนืองแน่น มีการละเล่นมากมายหลายอย่าง พระองค์เสด็จไปยังสนามมวยและให้นายสนามจัดหาคู่ชกให้ โดยนายสนามประกาศให้ประชาชนทราบว่า พระองค์เป็นนักมวยจากเมืองกรุง ประชาชนสนใจมาก

   เพราะสมัยนั้น นักมวยกรุงศรีอยุธยามีชื่อเสียงมาก นายสนามได้จัดเอานักมวยฝีมือดีของเมืองวิเศษไชยชาญเท่าที่มีอยู่ มาเป็นคู่ชก พระเจ้าเสือได้ชกกับ นักมวยถึง 3 คนมี นายกลาง หมัดตาย นายใหญ่ หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก ซึ่งแต่ละคนมีฝีมือดีเยี่ยม การต่อสู้เป็นไปอย่างน่าดูด้วยฝีมือเก่งพอ ๆ กัน

   แต่ด้วยพระปรีชาสามารถและความชำนาญในศิลปะมวยไทย ที่พระองค์ได้ทรงฝึกหัดและศึกษาจากสำนักมวยหลายสำนัก จึงทำให้พระองค์สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทั้ง 3 คนได้ โดยที่คู่ต่อสู้ต่างได้รับความบอบช้ำเป็นอันมาก และได้รับรางวัลเป็นเงินหนึ่งบาท ส่วนผู้แพ้ได้สองสลึง ซึ่งพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยกับการได้ชกมวยในคราวนั้นไม่น้อย

   นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับภาคเอกชนที่ดำเนินการเกี่ยวกับมวยไทย และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีมติเป็นเอกฉันท์ในการร่วมกันผลักดันให้มีการสถาปนาวันมวยไทยขึ้น โดยได้พิจารณาจากข้อเสนอต่าง ๆ อย่างรอบด้านคือ

   วันขึ้นเสวยราชสมบัติของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (สมเด็จพระเจ้าเสือ) คือ วันที่ 6 กุมภาพันธ์เป็นวันมวยไทย (วันเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2245) เนื่องจากมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏชัดเจนว่า

   สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ด้านมวยไทยเป็นที่ประจักษ์ คือ เป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวที่เสด็จออกไปชกมวยกับสามัญชน

   เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีความสามารถเกี่ยวกับมวยไทยมาก ทรงคิดท่าแม่ไม้ ไม้กลมวยไทยขึ้นมาเป็นแบบฉบับเฉพาะพระองค์ เรียกว่า “มวยไทยตำรับพระเจ้าเสือ” ได้รับการถ่ายทอดเป็นตำรามวยไทยให้แก่คนรุ่นหลังจนถึงทุกวันนี้

   และเป็นพระมหากษัตริย์ที่ใช้ศิลปะมวยไทยในการปกป้องราชอาณาจักรให้รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาวต่างชาติ

   จังหวัดตราด โดยสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดตราด ร่วมกับสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดตราด จึงได้กำหนดจัดการแข่งขันชกมวยในรายการ ศึกวันมวยไทย จังหวัดตราด ขึ้น ในวันที่ 6 กุมภาพันธุ์ 2560 ที่ศูนย์กีฬาในร่ม จังหวัดตราด (ตรงข้ามองค์การบริหารส่วนตำบลวังกระแจะ)

   ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมกีฬามวยไทยให้เป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นกีฬาประจำชาติของประเทศไทย จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันชกมวยในรายการนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

   จังหวัดนครพนม โดยสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดนครพนม จัดการแข่งขันกีฬาชกมวย รายการ “6 กุมภาพันธ์ วันมวยไทย” ในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ณ เวทีมวยชั่วคราวสนามกีฬากลางจังหวัดนครพนม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

   Facebook.com/KasemNEWS : Kasemnews@hotmail.com
   
   
   

8  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / เหตุการณ์เจียงใหม่ในอดีต เรื่องเล่า ภมิปัญญา / ในอดีตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดเขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาท เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2017, 10:35:28 am
ในอดีตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดเขื่อนเจ้าพระยา ชัยนาท







   วันนี้ในอดีตเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เปิดเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นแห่งแรกของประเทศไทย

   เขื่อนเจ้าพระยามีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาว 237.50 เมตร สูง 16.5 เมตร มีช่องระบายให้น้ำไหลผ่านขนาดกว้าง 12.50 เมตร จำนวน 16 ช่อง ประตูน้ำสำหรับเรือสัญจรติดกับเขื่อนด้านขวากว้าง 14 เมตร ยาว 170.50 เมตร เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าออกได้

   บนสันเขื่อนมีสะพานกว้าง 7 เมตร อัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนสูงสุดประมาณ 3,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่การปล่อยน้ำจะควบคุมให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อมิให้กระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา

   เมื่อปี 2445 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นายเย โฮมัน วันเดอร์ไฮเด ผู้เชี่ยวชาญการชลประทานชาวฮอลันดาเสนอให้สร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่ ที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท แต่ประเทศไทยต้องใช้งบประมาณบำรุงประเทศในด้านอื่นก่อน แผนการก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่จึงต้องระงับไว้

   ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดภาวะฝนแล้ง 2-3 ปีติดต่อกัน ครั้นถึงปี 2456 เซอร์ ทอมมัส เวอร์ด ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษ ได้เสนอให้ก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่ขึ้น แต่เวลานั้นอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 การก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่จึงต้องระงับอีกเป็นครั้งที่ 2

   ต่อมาในปี 2491 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขณะที่หลายประเทศประสบภาวะขาดแคลนอาหาร องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จึงได้พิจารณาถึงความจำเป็นของโครงการเจ้าพระยาใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เดือนตุลาคมปีนั้นกรมชลประทานจึงได้เสนอโครงการต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบตามที่เสนอ

   ประกอบกับในปี 2492 รัฐบาลได้เข้าเป็นสมาชิกธนาคารโลก จึงขอกู้เงินเพื่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2493 เป็นเงินจำนวน 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

   กรมชลประทานได้เริ่มเตรียมงานเบื้องต้นเมื่อปี 2494 และเริ่มงานก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมกับระบบส่งน้ำในปี 2495 จนแล้วเสร็จในปี 2500 ช่วงระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2498

   เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนโดยมีพระราชดำรัสว่า

   "ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาในวันนี้ ประเทศของเราเป็นประเทศกสิกรรม ทั้งข้าวก็เป็นอาหารหลักของประชาชนพลเมือง การอยู่ดีกินดีของอาณาประชาราษฎร์ และความสมบูรณ์มั่งคั่งของประเทศ ยังต้องอาศัยอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกข้าวในภาคกลางนี้ รัฐบาลของเราทุกยุคทุกสมัย”

   “ดังที่นายกรัฐมนตรีแถลงมา ได้เล็งเห็นความสำคัญและสนใจในการทำนุบำรุงประเทศโดยการที่จะสร้างโครงการชลประทานเพื่อส่งเสริมช่วยการเพาะปลูกและการทำนาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงเป็นที่น่ายินดียิ่งนักที่เขื่อนเจ้าพระยา อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการชลประทานที่ได้ดำริกันมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นอันก่อสร้างสำเร็จลงได้ในปัจจุบัน"

   "ทั้งนี้เป็นหลักพยานอันหนึ่งถึงความเพียรพยายามที่จะดำเนินการอันจะก่อประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติอันดีของคนไทย

   ตามคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เห็นได้แล้วว่า ความสำเร็จของเขื่อนเจ้าพระยาได้ส่งผลให้แก่พื้นที่นาทั้งสองฝั่งในระยะ เริ่มแรกแล้วเพียงไร ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วย และขอบรรดาท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้จงได้รับคำชมเชยทั่วกัน"

   "ได้เวลาแล้วข้าพเจ้าจะได้กระทำพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยา ขอให้เขื่อนเจ้าพระยานี้จงสถิตอยู่ด้วยความมั่นคงถาวร ได้อำนวยบริการแก่ประเทศชาติและเพิ่มพูนประโยชน์แก่กสิกรต่อไปอย่างไพศาล สมตามปณิธานที่ได้ก่อสร้างขึ้นนั้นทุกประการ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ทุก ๆ คนทั่วกัน"

   ในปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่เขื่อนเจ้าพระยาได้ก่อสร้างและทำหน้าที่ในการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยามาครบ 50 ปี ทางกรมชลประทานจึงได้จัดงานขึ้นบริเวณเขื่อนเจ้าพระยาระหว่างวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2550

   โดยใช้ชื่องานว่า "80 พรรษามหาราช ตามรอยพระบาทยาตรา เขื่อนเจ้าพระยา 50 ปี" เนื่องจากเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา โดยมีนายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน
   
   โดย 

   เกษม ลิมะพันธุ์ 
   Facebook.com/KasemNEWS : Kasemnews@hotmail.com
9  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / กว่าจะเป็นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และดอกเบี้ยหะรอมหรือ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 09:56:01 pm
   
      

         เพราะเราคือพี่น้องกัน
         วันที่23/1/2560 สนทนากับนภดล เต๊ะหมาน Noppadol Teh

      

         กว่าจะเป็นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

      
         

            และดอกเบี้ยหะรอมหรือ

         

            ชมได้อีก 4 ช่องทาง คือ facebook fanpage เพราะเราคือพี่น้องกัน , App ด้วยรักทีวี , web ด้วยรักและศรัทธา.com , จานดาวเทียมส้ม IPM160
            
            
             

      
   
10  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / แนวทางการกำหนดมาตร การให้บริการ ของแซะห์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 09:49:05 pm
แนวทางการกำหนดมาตรการให้บริการ ของแซะห์

โดย
   ปฤษฎางค์ อัยยูบ ศิลปวงษา

11  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / มหาวิทยาลัย แม่โจ้ หอการค้า ชมและ กรรมการอิสลามเชียงใหม่ ลง Mouส่งเสริมฮาลาล เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 09:44:27 pm
มหาวิทยาลัย แม่โจ้ หอการค้า ชมและ กรรมการอิสลามเชียงใหม่ ลง Mouส่งเสริมฮาลาล 




ม.แม่โจ้จับมือหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ลงนามข้อตกลงในการส่งเสริมเศรษฐกิจฮาลาล เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน หวังเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการและมูลค่าการส่งออกสินค้าให้มากขึ้น
12  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / กองทุนซะกาตเขียงใหม่กับการลดปัญหาสร้างอาชีพบรรเทาความยากจนในชุมชนมุสลิม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 09:43:14 pm
กองทุนซะกาตเขียงใหม่กับการลดปัญหาสร้างอาชีพบรรเทาความยากจนในชุมชนมุสลิม 
   
   
   
   
   
   
   
              คณะกรรมการกองทุนซะกาตจังหวัดเชียงใหม่ฝ่ายส่งเสริมอาชีพ อยากเห็นความยั่งยืนของผู้รับซะกาตในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้
   
               นายอะหมัด แสงซอน เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากชุมชนมุสลิมดอยสะเกต เชียงใหม่ ที่เข้ามาสู่ระบบ ผู้ขอรับซะกาตส่งเสริมอาชีพ เมือเห็นความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ทางกองทุนซะกาตเชียงใหม่จึงอนุมัติให้การช่วยเหลือ เพื่อสนับสนุน ให้ประกอบอาชีพที่ยั่งยืนได้ในอนาคต ด้วยกับประโยชน์จากเงินพี่น้องผู้จ่ายซะกาต อินชาอัลลอฮฺ และหวังไปอีกว่าเขา สามารถเลี้ยงตัวเองครอบครัวอีกเป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งการต่อยอดส่งต่อเพือเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้คนในชุมชนบุคคลทั่วไป
   
               ในสังคมมุสลิม ระบบซะกาตเป็นระบบการให้ความช่วยเหลือทางสังคมที่ถูกบัญญัติขึ้นตามหลักศาสนา เป็นการจ่ายจากความศรัทธาโดยไม่ต้องมีกฎหมายบังคับสำหรับผู้ที่มีทรัพย์ครบจำนวนตามเกณฑ์และครอบครองทรัพย์นั้นครบรอบปีจะต้องแบ่งปันส่วนหนึ่งของทรัพย์นั้นตามอัตราที่ศาสนากำหนด
   
                กองทุนซะกาตจึงถือเป็นเครื่องมือทางสังคมอย่างหนึ่งที่จะก่อให้เกิดการช่วยเหลือกันระหว่างผู้คนในสังคมเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐและจะสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ตรงกุ่มเป้าหมาย
   
      อาจารย์บรรจง บินกาซัน กล่าวไว้ว่าการจ่ายซะกาตก่อให้เกิดผลดีต่อผู้จ่าย มันช่วยยับยั้งความต้องการที่จะไขว่คว้าแสวงหาทรัพย์สินทางวัตถุและจะช่วยสร้างคุณธรรมความดีในการแบ่งปันทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้อื่นที่ด้อยกว่า บางครั้งความยากจนอาจทำให้หลายคนปฏิเสธคุณธรรมความดี ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้คนจนขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของคนที่มีทรัพย์สิน อิสลามได้ทำให้คนมีทรัพย์สินมีหน้าที่ต้องจ่ายและจ่ายซะกาตในฐานะเป็นการแสดงความเคารพสักการะพระเจ้า ขณะที่คนยากจนได้รับซะกาตในฐานะที่เป็นสิทธิอย่างหนึ่ง โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ กับผู้จ่าย”
   
      รายงานโดย ชุมพล ศรีสมบัติ
13  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / มัสยิดอัสสลามสันกำแพง อีกหนึ่งมัสยิดที่เน้นในการศึกษาอิสลาม เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2017, 09:40:46 pm

สยิดอัสสลามสันกำแพง อีกหนึ่งมัสยิดที่เน้นในการศึกษาอิสลาม 





             มัสยิดอัสสลาม สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ ตำบล ทรายมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นมัสยิดที่จดทะเบียนกับกรมศาสนา หนึ่งในสิบสามของมัสยิดใยจังหวัด เกิดจากการรวมตัวของพี่น้องมุสลิมเชื้อสายบังคลาเทศ และพี่น้องมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนาน
   อัลมัรฮูมอับดุลสุวรรณ สุวรรณทิพย์ และพีน้องมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนานมี นายเชาว์ ธีรสวัสดิ์ เข้ามาร่วมในการสร้างมัสยิด ในตอนนั้นมีพี่น้องมุสลิมชาวจีนฮ่ออยู่หลายครอบครัว ส่วนมากจะเป็นครอบครัวของตระกูล ธีรสวัสดิ์ และตระกูลมาตระกูล
           อัลมัรฮูม ฮัจยีมูกูเมียร์ (แขกน้อย) ศรีชนะได้มอบที่ดินให้สร้างมัสยิด มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่กว่าๆ
   อันความสำเร็จของมัสยิด ด้วยกับการร่วมมือจากทุกฝ่ายและความสามัคคีที่มีในยุคนั้น ฮัจยียง (หมง) ฟูอนันต์ จึงให้ชื่อว่ามัสยิดอัสสลาม สันกำแพง เชียงใหม่ซึ่งแปลว่าสันติ
   ปัจจุบัน ผู้คนหรือสัปปุรุษ์ที่เป็นคนดั่งเดิมเริ่มลดน้อยถอยลง
   เนื่องจากย้ายไปทำมาหากินนอกพื้นที่ แต่แน่นอนที่ใดมีมัสยิดที่นั่น จึงมีพี่น้องจากพื้นที่อื่นเข้ามาเพิ่มจำนวนสัปปุรุษ์แทน
             มัสยิดคือปัจจัยจำเป็นของความเป็นอยู่ วิถี อัตลักษณ์ ของพี่น้องมุสลิม สำคัญคือ การได้เคารพสักการะพระผู้ทรงสร้างร่วมกัน คุณค่าของการทำละหมาดหรือการงานดีๆที่ทำร่วมกัน ย่อมได้ผลบุญคุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่า
              ปัจจุบัน มี นายมหาอ๊อดอาลี ศรีชนะเป็นอิหม่าม นายสมบัติ สุวรรณทิพย์ เป็นคอเต็บ นายไสว เอียดตรง เป็นบิหลั่น โดยการบริหารโดยคณะกรรมการมัสยิด ซึ่งให้ความสำคัญในเรืองของการศึกษา โดย มอบหมาย ให้คุณครู อัสมา สารทอง ดูแลเด็ก ๆ ในพื้นที่
   การศึกษาศาสนาอิสลามปัจจุบัน จึงจำเป็นที่จะต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายในชุมชน ร่วมรับรู้ปัญหา ช่วยกันแก้ไข พัฒนา ความมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมรับผลประโยชน์ที่จะตกสู่ชุมชน อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความสันติสุขของผู้คน
14  ห้องซื้้้อ-ขาย แลกเปลียน สินค้าสารบัญ แนะนำ ธุรกิจมุสลิม เชียงใหม่และภาคเหนือ / ธุรกิจ ห้องพัก ร้านอาหารมุสลิมเชียงใหม่ เว็บมาสเตอร์แนะนำ / #ดารินอาหารฮาลาลยามเชัาที่หน้าตลาดแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2017, 03:17:21 pm
#ดารินอาหารฮาลาลยามเชัาที่หน้าตลาดแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

#ดารินอาหารฮาลาลยามเชัาที่หน้าตลาดแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
แม่สะเรียง เป็นเมืองที่ประกอบไปด้วยผู้คน หลายเชื้อชาติ หลายชนเผ่า ตลาดแม่สะเรียงจึงเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าของผู้คน
เช้า ๆ ที่หน้าตลาดแม่สะเรียง มีร้านอาหารมุสลิมของพี่น้องเชื้อสายปาทาน นามเจ้าของร้าน ลาลายุมคาน เปิดบริการอาหารเช้า อาทิ ข้าวราดแกง โจ๊ก ปาท่องโก๋ ทั้งชา กาแฟ สารพัดเมนู ถ้าจะพูดถึงรสชาติอาหารร้านนี้ ไม่เป็นสองรองใคร ทุกครั้งที่แวะแม่สะเรียง และทุกครั้งที่ไป ที่นี่คือร้านประจำที่ฝากท้องในยามเช้า
เจ้าของร้านใจดี มีน้ำใจ สำคัญเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ มิได้รับรองความอร่อยด้วยความเป็นเกลอกัน แต่ของเขาดี จริง ๆ 
มาแวะแม่สะเรียง เช้า ๆ มีอาหารฮาลาลที่เดียว ให้คุณฝากท้องหน้าตลาดสด แม่สะเรียง ร้านนี้ ขอฝากไว้ในอ้อมใจท่านด้วยนะครับ..
รับจัดอาหารกล่องและอาหารบุพเฟ่ ด้วยนะครับ สำหรับ นักท่องเที่ยวที่ไปเป็นหมู่คณะ ติดต่อ ขอราคา ได้ที่เบอร์คุณยุมคาน แม่สะเรียง 086-116-7148 นะครับ




    
15  ห้องซื้้้อ-ขาย แลกเปลียน สินค้าสารบัญ แนะนำ ธุรกิจมุสลิม เชียงใหม่และภาคเหนือ / ธุรกิจ ห้องพัก ร้านอาหารมุสลิมเชียงใหม่ เว็บมาสเตอร์แนะนำ / #ร้านข้าวซอย ฮาลีมา กับร้านกาแฟชื่อเก๋ "ห้องนั่งเล่น" ที่ อำเภอแม่สะเรียง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2017, 03:15:37 pm
#ร้านข้าวซอย ฮาลีมา กับร้านกาแฟชื่อเก๋ "ห้องนั่งเล่น" ที่ อำเภอแม่สะเรียง
เดินทางมาสู่แดนล้านนา สิ่งที่พลาดไม่ได้ ในเรื่องของอาหารการกิน สิ่งนั้นคือข้าวซอย ข้าวซอยที่มีชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วประเทศ ก็ต้องเป็นข้าวซอยเชียงใหม่
แต่..วันนี้พามาชิม ข้าวซอยอิสลาม ร้านฮาลีมา ที่อำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน หลังจากได้ชิมแล้ว ก็ต้องบอกต่อถึงรสชาติข้าวซอยร้านนี้ น้ำแกง เจ้านี้ถือเป็นสูตรเด็ดแห่งแม่น้ำสาระวินกันเลยทีเดียว ทั้งความเข้มข้นรสที่ได้มารตฐาน เนื้อที่เปลือยปานจะกลืนกินได้ เส้นข้าวซอยที่เหนียวนุ่ม ทำให้ข้าวซอยชามนี้ ลงตัวครบสมบรูณ์ ตามสไตล์ของข้าวซอยอิสลามชาวล้านนา เสริฟพร้อมกับ เครื่องเคียง ผักกาดดอง หอมแดง และมะนาว ที่ไปเพิ่มความอร่อยได้มาขึ้นอีก บอกได้คำเดียวว่าต้องไปชิม อ้อ..ลืมแนะนำอาหารเด็ดร้านนี้ ซึ่งใครมาแม่สะเรียง ไม่ได้กินเมนูนี้อาจถือได้ว่ายังไม่ถึงแม่สะเรียง จิ้นคั้ว หรือ เนื้อคั่ว อาหารประจำเมือง เป็นเมนูที่ห้ามพลาด ไม่กินเนื้อ สั่งไก่รสชาติก็ไม่แพ้กัน
ข้างร้านข้าวซอยติดกันแทบจะเป็นร้านเดียวกัน ชื่อห้องนั่งเล่น เจ้านี้ สรรหากาแฟดี โรตีหลากหลายรส มาให้ได้หาความสำราญสำหรับ ผู้คนที่ชอบรับประทานอาหารประเภทแป้ง 
อร่อยแค่ไหน สังเกตช่วงเวลาอาหารกลางวัน ช้า ไม่มีที่นั่งต้องนั่งรอคิวกันเลยทีเดียว
ทั้งนี้มีโอกาสได้ชิม ก็โดยความอนุเคราะห์จากท่านฮัจยี สุริยา อร่ามวงค์ ประธานกรรมการอิสลามแม่ฮ่องสอนที่รับรองและแนะนำอาหารร้านนี้ แถมยังเป็นเจ้าภาพให้กับพวกเราในมื้อนี้อีกด้วย ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ คิดเงินให้ได้เงิน คิดทองให้ได้ทอง สำคัญ การงานของท่านในครั้งนี้ เป็นการงานที่อัลลอฮ์ทรงรักและพอใจด้วยเทอญ...อามีน




หน้า: [1] 2 3 ... 567


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service