Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
ตุลาคม 22, 2017, 10:32:47 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 575
1  ศาสนาอิสลาม / ประวัตินบี สาวก อุลามะฮฺ / Re: ท่านศาสดามูฮัมหมัด การบริหารกิจการอิสลามกับธรรมนูญมาดีนะฮฺ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 03:35:12 pm
ภูมหลังการกำเนิดศาสดา

           กำเนิดของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ.) วงศ์กุร็อยช์ (Ouraysh) เป็นสาขาที่มีชื่อเสียงของชาวอรับอิสมาอิลียะฮ์ (Ismailite) ฟิฮฺร์ (Fihr) เป็นคนที่มีอำนาจมากและสืบเชื้อสายมาจากอิสมาอีล ชื่ออีกชื่อหนึ่งของฟิฮฺร์ คือ กุร็อยช์เพราะฉะนั้นวงศ์วานว่านเครือของเขาจึงเรียกว่า พวกกุร็อยช์ ตามชื่อของเขาซึ่งเป็นต้นวงศ์ ในปี คศ.5 เชื้อสายคนหนึ่งของฟิฮฺร์ชื่อว่า กุศ็อยย์ (Qusayy) ได้รวมชนเผ่ากุร็อยช์ทั้งหมดเข้าด้วยกันและได้เข้าครอบครองแคว้นหิยาซรวมทั้งได้เข้าทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสถานกะอ์บะฮ์ด้วย

          เมื่อกุศ็อยย์สิ้นชีวิตลงบุตรชายของเขาชื่ออับดุดดาร (Abd-ud-Dar) ได้เป็นหัวหน้าเผ่ากุร็อยช์สืบต่อมาและเป็นผู้ปกครองแคว้นหิยาซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองมักกะฮ์ เมื่อเขาสิ้นชีวิตลงแล้วก็ได้เกิดการแก่งแย่งกันในเรื่องการปกครอง ระหว่างหลานปู่ของเขาที่ชื่ออับดุมมะนาฟ (Abd-manaf) ในที่สุดก็ได้ตกลงกันว่าให้อับดุชชัมส์ (Abd-Shams) ซึ่งเป็นบุตรชายของอับดุมะนาฟเป็นผู้ดูแลใน ด้านการคลังพวกลูกหลานปู่ของอับดุดดารเป็นผู้ดูแลด้านการทหาร แต่ต่อมาอับดุชชัมส์ได้มอบหน้าที่บริหารให้แก่ฮาชิม(Hashim) น้องชายของเขาซึ่งเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะรับหน้าที่นี้ ฮาชิมเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในอารเบียเพราะความกล้าหาญ และโอบอ้อมอารีของเขา อุมัยยะฮ์ (Umayyah) บุตรของอับดุชชัมส์รู้สึกริษยาในอำนาจของน้าชายของตนเองจึงได้ทำการแข็งข้อแต่ก็ต้องแพ้ไปและถูกเนรเทศออกนอกประเทศไปเป็นเวลาสิบปี

         ฮาชิมผู้เป็นปู่ทวดของท่านศาสดามุฮัมมัดนั้นสมรสกับสตรีนางหนึ่งจากเมืองมะดีนะฮ์และมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่า ชะบีฮฺ (Shabih) เมื่อฮาชิมสิ้นชีพลงน้องชายเขาคือมุฎเฎาะลิบ(Muttalib) ได้พาชะบีฮฺไปที่มะดีนะฮ์ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และยุติธรรมของอับดุลมุฎเฎาะลิบ ทำให้เขามีตำแหน่งและชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาของชนเผ่ากุร็อยช์ แต่ฮัรบ์ (Harb) ซึ่งเป็นบุตรชายของอุมัยยะฮ์ไม่ยอมรับนับถือเขาและทำการแข็งข้อไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจปกครองปกครองของอับดุลมุฎเฎาะลิบ ผู้พิพากษาได้ตัดสิน ให้ฮัรบ์เป็นฝ่ายแพ้เช่นเดียวกับบิดาของเขา เพราะฉะนั้นความอิจฉาริษยา ไม่ลงรอยกันในระหว่างลูกหลานของฮาชิมและลูกหลานของอุมัยยะฮ์ จึงได้เกิดขึ้นซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการต่อสู้ชิงอำนาจกันระหว่างสองตระกูลนี้ในรุ่นต่อๆมาก็เนื่องมาจากความไม่ลงรอยกันในอดีตนี้ด้วยประการหนึ่ง

         อับดุลมุฎเฎาะลิบ ขณะนั้นอายุล่วงเข้าวัยชราเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว เขามีบุตรชายและบุตรสาวหลายคน ในขณะที่เขาปกครองแคว้นหิยาชอยู่นั้นอับเราะฮฺฮะ (Abrahah) หัวหน้าชาวยะมันซึ่งเป็นคริสเตียนได้ยกทัพมารุกรานมักกะฮ์และสถานกะบะฮ์ ตอนที่กรีฑาทัพมายังมักกะฮ์ครั้งนั้นอับเราะฮฺฮะได้ใช้ช้างมาก่อนจึงพากันตื่นเต้นและเรียกปีแห่งการรุกรานคราวนั้น (คศ.570) ว่าปีช้าง
กองทัพของอับเราะฮฺฮะส่วนหนึ่งถูกทำลายโดยโรคระบาดและอีกส่วนหนึ่งโดยพายุฝนและพายุลูกเห็บ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์อับดุลมุฎเฏาะลิบได้พาบุตรชายคนสุดท้องของเขาคืออับดุลลอฮฺ(Abdul-lah) ไปยังบ้านของวะฮฮาบ (Wahhab) หัวหน้า(clan) ของลูกหลานของซอเราะฮและได้ทำการสมรสอับดุลลอฮฺกับอามีนะฮ บุตรสาวของวะฮฮาบอับดุลลอฮฺอยู่กับอามีนะฮฺที่บ้านบิดาของนางได้เพียงสามวันก็จากไปโดยเดินทางไปทำการค้าที่ซีเรียตอนขากลับเขาล้มป่วยลงที่เมืองมะนีดะฮ์ และสิ้นชีวิตที่นั่นทิ้งอูฐห้าตัวแพะฝูงหนึ่งกับอุมมุอัยมันเด็กหญิงทาสคนหนึ่งไว้ให้เป็นมรดกแก่บุตรชายของเขาซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในครรภ์

กำเนิดของท่านศาสดามุฮัมมัดและชีวิตปฐมวัย 

          อามีนะฮฺผู้ตกเป็นหม้ายได้ให้กำเนิดบุตรชายในวันจันทร์ที่ 12 เดือนเราะบีอุลเอาวัล คศ.570 ปู่ของเขาได้ตั้งชื่อให้ว่ามุฮัมมัดและแม่ให้ชื่อว่าอะห์มัด (Muhmmad-Ahmad) ทั้งสองชื่อนี้ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์อัลกรุอาน
ผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูทารกก็คือนางฮะลีมะฮฺ (Halimah) หญิงในวงศ์วานลูกหลานของสะอ์ด (Sa`d) ตามธรรมเนียมนิยมของชาวอาหรับในขณะนั้น มุฮัมมัดไปอยู่กับพี่เลี้ยงท่ามกลางพรรคพวกของนางเป็นเวลาห้าปี
ในระหว่างนี้ท่านได้เรียนรู้ภาษาอาหรับ(อฺรับ)ชนิดที่บริสุทธ์ที่สุดจากผู้คนเหล่านั้น
เมื่อมีอายุได้หกขวบมุฮัมมัดก็ถูกส่งตัวกลับมาให้มารดาเลี้ยงดูต่อไป มารดาต้องการจะพาบุตรชายไปให้รู้จักกับญาติทางมารดา จึงได้ออกเดินทางไปมะดีนะฮ์ โดยมีทาสหญิงของนางติดตามไปด้วย ขากลับมามักกะฮ์ขณะเดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งมานามว่าอัลอับวา (Al-Abwa) นางอามีนะฮฺล้มเจ็บลงและสิ้นชีวิตหลังจากนั้นอุมมุอัยมัน ทาสหญิงผู้ภักดีก็พาเด็กน้อยกำพร้าบิดามารดากลับมายังมักกะฮ์
            อับดุลมุฏเฏาะลิบผู้เป็นปู่ได้เป็นผู้เลี้ยงดูมุฮัมมัด ต่อมาแค่เพียงสองปีเท่านั้นผู้เป็นปู่ก็ถึงแก่กรรมลงอีก ฉะนั้นมุฮัมมัดจึงเป็นกำพร้าทั้งพ่อแม่และปู่ตั้งแต่อายุยังน้อย
หลังจากนั้นหน้าที่เลี้ยงดูมุฮัมมัดก็ตกเป็นของอบูฎอลิบ (Abu Talib) ผู้เป็นลุง ซึ่งรักเอ็นดูหลานชายอย่างยิ่ง จนกระทั่งมุฮัมมัดเติบใหญ่ เนื่องจากลุงของท่านไม่ใช่คนร่ำรวย มุฮัมมัดจึงต้องทำงานโดยพาฝูงแกะและอูฐไปเลี้ยงตามเนินเขา และหุบเขาใกล้ๆ มุฮัมมัดมีนิสัยเมตตากรุณาต่อคนยากจน และผู้มีทุกข์มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนชอบอยู่อย่างสงบ รักการคิดใคร่ครวญ ผู้คนในเผ่าเดียวกันต่างรักใคร่และให้เกียรติ เพราะเขามีนิสัยอ่อนโยนมีอัธยาศัยไมตรี การที่เขาถือความซื่อสัตย์อย่างเข้มงวดและมีความซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่งซื่อตรงต่อหน้าที่อย่างไม่สะทกสท้านนั้นทำให้มุฮัมมัด ได้รับขนานนาม ว่า อัลอามีน (Al-Amin) ซึ่งแปลว่าผู้ควรแก่การเชื่อถือ 
เมื่ออายุได้สิบสองปีมุฮัมมัด ได้เดินทางไปค้าขายที่ซีเรียกับลุงและที่ซีเรียนี่เอง ท่านได้พบกับนักบุญคริสเตียนคนหนึ่งมีชื่อว่า บุฮัยรอ (Buhaira) ซึ่งได้ทำนายมุฮัมมัดว่าจะเป็นศาสดาท่านสุดท้ายและกล่าวถึงด้วยความยกย่อง ในระหว่างที่มีงานออกร้านอุกาซได้เกิดการสู้รบกันขึ้น ทุกเผ่าในอารเบียได้เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ มุฮัมมัดได้ช่วยเหลือลุงของเขาด้วยโดยการคอยเก็บลูกธนูที่ฝ่ายข้าศึกยิงมาไปให้อบูฎอลิบผู้เป็นลุง เขาได้แลเห็นว่าสงครามนี้ได้ทำลายชีวิตคนนับจำนวนพัน มุฮัมมัดจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการสงบศึกคณะหนึ่งเรียกว่า ฮาลฟุลฟูซุล (Halful Fuzul) โดยได้รับความช่วยเหลือและความร่วมมือจากคนหนุ่มที่แข็งแรงกลุ่มหนึ่ง จุดประสงค์ของคณะกรรมการนี้ก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบและเพื่อสร้างมิตรไมตรีกันระหว่างเผ่าต่างๆในเมืองมักกะฮ์


มุฮัมมัดกับเคาะดีญะฮ์ 

           ในระหว่างนี้ชื่อเสียงของมูฮัมมัดได้ขจรขจายไปทั่วดินแดนอารเบีย เคาะดีญะฮ์ (Kha dijah) แม่หม้ายผู้มีอันจะกินนางหนึ่งได้ยินกิติศัพย์ของมุฮัมมัดเข้าก็อยากให้ท่านมาดูแลธุรกิจของนาง ลุงของท่านอนุญาตให้เดินทางไปดูแลการค้าขายให้นางได้ที่ซีเรีย
เมื่อท่านเดินทางกลับมาและได้มาปรากฏตัวต่อหน้านางมุฮัมมัดก็ทำผลกำไรให้นางอย่างมากมาย ด้วยความฉลาดปราดเปรื่องและความซื่อสัตย์ของท่านนั้นเองนางก็รู้สึกประทับใจในบุคลิกลักษณะอันมีเสน่ห์ของท่านเป็นอย่างมากจนถึงกับต้องการจะแต่งงานกับท่าน ขณะนั้นนางเคาะดีญะฮ์มีอายุได้ 40 ปี เคยแต่งงานมาแล้วสองครั้งมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวคนหนึ่ง การแต่งงานได้ถูกจัดทำขึ้นด้วยความเห็นชอบของลุงของมุฮัมมัด ซึ่งขณะนั้นมุฮัมมัดอายุ 25 ปี ชีวิตสมรสของทั้งสองดำเนินไปด้วยความสุข นางเคาะดีญะฮ์นิยมชมชอบความปรีชาสามารถและบุคลิกภาพอันสง่างามของมุฮัมมัด เป็นอย่างมาก นางปล่อยให้ท่านมีเวลาเป็นของตัวเองได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลใดๆเลย ยามที่ท่านมีความเศร้าโศรก และความทุกข์นางก็คอยปลอบโยนท่าน
              ท่านศาสดาได้กล่าวในตอนหลังว่าเมื่อท่านได้รับมอบหมายภารกิจจากพระผู้เป็นเจ้านั้นตอน แรกไม่มีใครเชื่อท่านเลย นางเคาะดีญะฮ์คนเดียวเท่านั้นที่เชื่อท่าน เมื่อยามที่ท่านไม่มีเพื่อนนางก็เป็นเพื่อนของท่าน
            เมื่อท่านศาสดาอายุได้ห้าสิบปี นางเคาะดีญะฮ์ก็สิ้นชีวิตท่านจึงต้องสูญเสียเพื่อนผู้ซื่อสัตย์และจริงใจไป ท่านมีบุตรชายกับนางหลายคนแต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กเสียหมด ลูกๆที่เสียชีวิตนั้นเป็นชายที่เหลืออยู่เพียงสามคนคือบุตรสาวที่ชื่อฟาฎิมะฮฺ (Fatimah) ซึ่งภายหลังได้สมรสกับท่านอะลี (Ali) อุมมุกุลซูม (Ummukulzum) และซัยนับซึ่งต่อมาได้เป็นภรรยาของท่านอุษมาน ซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮ (Khaliph) ท่านที่สาม
             หลังจากแต่งงานกับนางเคาะดีญะฮ์แล้ว มุฮัมมัดก็มักจะไปที่ถ้ำฮิรออฺ (Hira) และใช้เวลาอยู่ที่นั้นเดือนหนึ่งของทุกๆปีเพื่อแสวงหาความสงบ คืนหนึ่งขณะที่ท่านนอนอยู่ในถ้ำก็ได้ยินเสียงหนึ่งพูดกับท่านและสั่งให้ท่านอ่าน ท่านตัวสั่นด้วยความกลัวและตอบว่าท่านอ่านหนังสือไม่เป็น เสียงนั้นก็บอกอีกถึงสามครั้ง ครั้งที่สามนี้มุฮัมมัดจึงได้อ่านในนามแห่งอัลลอฮฺ พระมหาคัมภีร์อัลกรุอาน (Al-Qur`an) ถูกประทานมาให้ท่านครั้งแรกในเดือนเราะมะฎอน (Ramadan) 
มุฮัมมัดได้รับมอบหน้าที่ศาสดาผู้ประกาศศาสนาเมื่ออายุได้สี่สิบปี

            ท่านเริ่มเทศนาคำสอนของอิสลามในหมู่ประชาชน ในเมืองมักกะฮ์ คำสอนของท่านมีดังนี้ “พระผู้เป็นเจ้ามีเพียงหนึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและเนรมิตพระองค์ทรงเป็นผู้ให้ชีวิตและเป็นผู้นำเอาความตายมาให้ ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์” ท่านเน้นถึงความเป็นหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (Tawhid) อันเป็นหลักสำคัญของศาสนาอิสลาม ท่านกล่าวว่าผู้คนควรเลิกบูชารูปเคารพเสีย ภรรยาของท่านคือนางเคาะดีญะฮ์เป็นคนแรกที่เลิกเคารพบูชารูปเคารพและยอมรับคำสั่งสอนของท่านต่อไปก็คือท่านอะลี อบูบักร์ (AbuBakr) อุษมาน (Uman) อับดุรเราะห์มาน (Abdur Rahman) ซัยด์ (Zayd) อัซซุบัยร์ (Az-Zubayr) และฎ็อลฮะ (Talha) เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนผู้เข้ารับอิสลามก็เพิ่มมากขึ้น ภายในเวลาสามหรือสี่ปีก็ได้มีผู้เข้ารับศาสนาอิสลามเกือบสี่สิบคน


           ความสำเร็จของท่านศาสดามุฮัมมัดทำให้เผ่ากุร็อยช์ ไม่พอใจ ครั้งแรกคนเหล่านั้นพากันหัวเราะเยาะ แต่เมื่อท่านศาสดาแสดงความกระตือรือร้นอย่างเด็ดเดี่ยวในการที่สั่งสอนคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็เริ่มปฏิบัติต่อท่านและสานุศิษย์ของท่านอย่างร้ายกาจ ตระกูลกุร็อยช์ซึ่งครองมักกะฮ์อยู่ขณะนั้น ได้ทำการต่อต้านคำสอนใหม่ของอิสลามพอๆ กับที่ได้ทำการต่อต้านการปฏิวัติด้านสังคมและการอยู่ในขณะนั้น คำสั่งสอนของท่านศาสดาเปรียบเสมือนการฟาดฟันลงตรงรากเหง้าของความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขา เพราะเป็นคำสอนที่ปฏิเสธเทพเจ้าเก่าๆทั้งหมด คนเหล่านั้นเป็นพวกถอยหลังเข้าคลองจึงไม่ชอบที่จะเปลี่ยนแปลงศาสนาและสังคมของพวกตนที่มีมาแต่เดิม นอกจากนั้นยังมีพวกนักบวชในตระกูลกุร็อยช์ที่คิดว่าการที่อิสลามมีอำนาจขึ้นนั้นย่อมหมายถึงความพินาศของตนพวกเขาจึงยุยงตระกูลกุร็อยช์ให้ต่อต้านท่านศาสดามุฮัมมัด อีกประการหนึ่งคนตระกูลนี้มีหน้าที่ดูแลสถานกะบะฮ์อันเป็นที่มาของรายได้ของพวกเขา ฉะนั้นพวกเขาจึงเกรงไปว่าถ้าผู้คนหันไปหาอิสลามกันเสียหมด สถานที่นั้นก็จะหมดความศักดิ์สิทธ์ไปและพวกตนก็จะเสียรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย

          ฉะนั้นคนเหล่านี้จึงได้แสดงความกริ้วโกรธต่อพวกทาสคนอ่อนแอ และคนยากจนที่ไร้ที่พึ่งพิง และผู้เข้ารับอิสลามต้องถูกจับไปทรมานให้ตากแดดอันร้อนระอุและให้นอนบนผืนทรายที่ร้อนจัดหรือบนเนินหินที่ร้อนจัดทั้งนี้เพื่อข่มขวัญและขู่เข็ญเขาเหล่านั้นมิให้ไปนับถือสาสนาอิสลาม
การอพยสู่อบิสสิเนียเป็นครั้งแรก 
         เนื่องด้วยชาวมุสลิมถูกทำร้ายและประหัตประหารเช่นนี้ท่านศาสดาจึงได้แนะให้พวกเขาไปหาที่พึ่งในดินแดนอื่น ในสมัยนั้นอบิสสิเนียเป็นที่รู้จักดีของชาวมักกะฮ์ในฐานะที่เป็นตลาดสินค้าของอารเบีย ในเดือนที่ 7 ของปีที่ห้าของการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดา ผู้ชายจำนวน 11 คน และผู้หญิง 4 คนรวมทั้งอุษมานและภรรยาของท่านได้ออกเดินทางไปยังอบิสสิเนีย กษัตริย์แห่งอบิสสิเนียได้ต้อนรับคนเหล่านั้นด้วยอัธยาศัยไมตรี

         เมื่อบรรดาหัวหน้าของตระกูลกุร็อยช์รู้เรื่องเข้าก็ออกติดตามแต่ไม่ทัน หัวหน้าตระกูลกุร็อยช์จึงได้ส่งตัวแทนไปเฝ้ากษัตริย์บิสสิเนียขอให้พระองค์ขับพวกมุสลิมออกจากอาณาจักรของพระองค์ กษัตริย์นะญาชี (Najashi)ทรงฟังทั้งสองฝ่ายแต่ทรงอนุญาตให้มุสลิมพำนักอยู่นั่นต่อไปได้อย่างสงบ ตัวแทนฝ่ายกุร็อยช์จึงต้องกลับไปมักกะฮ์ด้วยความผิดหวัง ในการอพยพครั้งนี้แม้ชาวมุสลิมที่อพยพจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของอิสลามเป็นอย่างมาก การอพยพไปอบิสสิเนียครั้งนี้ทำให้พวกกุร็อยช์ได้ประจักษ์ว่าชาวมุสลิมนั้นมีความจริงใจ และความเด็ดเดี่ยวในอันที่จะเผชิญกับความลำบากยากแค้นและสูญเสียทุกอย่างโดยจะไม่ยอมหันเหไปจากศรัทธา ฝ่ายมุสลิมก็ถือว่าการที่ต้องถูกเนรเทศและต้องเผชิญกับภยันตรายในหนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นการกระทำที่มีเกีตรติสูง ส่วนผลที่สำคัญที่สุดของการอพยพครั้งนี้ก็คือทำให้ชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮ์ได้รู้ว่า ขณะนี้ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่พวกตนสามารถจะหลบไปพึ่งอาศัยให้พ้นจากการประหัตประหารของชนตระกูลกุร็อยช์ได้ ในที่สุดเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดความคิดที่จะทำการโยกย้ายครั้งใหญ่ขึ้นนั่นคือการอพยพโยกย้าย ชาวมุสลิมจากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์ (Madinah) แต่การอพยพครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดผลอย่างกระทันหัน ประการหนึ่งนั่นคือ ความลำบากยากแค้นของชาวมุสลิม และเนื่องจากได้รับความผิดหวังมาจากอบิสสิเนียดังกล่าวแล้ว พวกกุร็อยช์ จึงได้โกรธแค้นพวกมุสลิมมากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

การอพยพไปอบิสสิเนียครั้งที่สอง 

         หลังจากที่พักอยู่ในอบิสสิเนียได้สองเดือน ผู้อพยพก็กลับมายังมักกะฮ์ พวกกุร็อยช์ก็ยิ่งรู้สึกริษยาในความสำเร็จของอิสลามมากขึ้นจึงเริ่มทำการประหัตประหารพวกมุสลิมหนักมือยิ่งขึ้นอีก การหลบภัยไปอยู่ที่อบิสสิเนียจึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มีผู้อพยพ หลบหนีไปจำนวน 101 คน เป็นหญิงเสีย 18 คน
        ฝ่ายกุร็อยช์เริ่มตกใจในความสำเร็จอย่างรวดเร็วของท่านศาสดา พวกเขาจึงไปหาอบูฏอลิบขอให้ท่านช่วยเจรจาให้มุฮัมมัดยอมเลิกจากการเผยแพร่อิสลามเมื่ออบูฏอลิบมาบอกแก่ท่านศาสดาท่านก็ตอบว่า “โอ้ท่านลุงของข้าพเจ้า ถึงแม้ว่าจะเอาดวงอาทิตย์มาวางในมือขวาของข้าพเจ้าและเอาดวงจันทร์มาวางในมือซ้ายก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะไม่ขอเลิกภารกิจของข้าพเจ้าเลย” ในปีที่หกแห่งการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดา ฮัมซะฮ์ (Hamza) กับท่านอุมัร (Umar) ก็ได้เข้ารับอิสลามซึ่งนับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของท่านศาสดา เมื่ออิทธิพลของท่านศาสดาได้แพร่ขยายมากขึ้นทุกวัน พวกกุร็อยช์จึงรวมกัน ต่อต้านเผ่าฮาชิมซึ่งเป็นฝ่ายของท่านศาสดา การบอยคอตพวกฮาชิมรวมทั้งท่านศาสดาเองต้องหลบหนีไปอยู่ถิ่นที่เปล่าเปลี่ยวของเมืองซึ่งเรียกว่าบ้านของอบูฏอลิบ ถูกตัดขาดจากการซื้อหาข้าวโพดและปัจจัยอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ถึงสามปี ท่านศาสดาได้ถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงแต่ท่านก็ไม่เคยหมดความไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้าเลย

           และในเวลานี้เองท่านก็ได้รับข่าวร้ายคือ ข่าวการสิ้นชีวิตของนางเคาะดีญะฮ์และท่านอบูฏอลิบอันเป็นปีที่สิบแห่งการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดา นางเคาะดีญะฮ์เคยเป็นเพื่อนและและผู้คอยปลอบประโลมใจท่านมาถึงยี่สิบห้าปีและการสูญเสียอบูฏอลิบไปก็เท่ากับท่านเสียผู้ปกป้องคุ้มครองไปเสียแล้ว การประหัตประหารของพวกศัตรูก็รุนแรงขึ้นทุกวัน แม้กระนั้นท่านก็ยังไม่เคยคิดที่จะทิ้งถิ่นเกิดของท่านไป ท่านมั่นใจว่าสักวันหนึ่งชาวอาหรับจะต้องตื่นขึ้นรับความจริงของอิสลาม แต่ในที่สุดความร้ายกาจของฝ่ายศัตรูก็ทำให้ท่านหันความสนใจไปยังเมืองฎออีฟ ซึ่งท่านหวังว่าผู้คนที่นั่นคงจะฟังคำสั่งสอน ของท่าน ท่านศาสดาได้ไปพักอยู่ที่ฎออีฟเป็นเวลาสิบวัน
และได้พยายามเทศนาสั่งสอน
           ถึงแม้ว่าจะมีผู้ทรงอิทธิพลหลายคนมาฟังท่าน แต่ก็ยังมีความหวังอยู่น้อยเหลือเกิน ท่านถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้นอย่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง ในขณะที่ท่านเดินทางกลับมักกะฮ์คนเหล่านั้นก็ติดตามท่านไปและขว้างปาท่านด้วยก้อนหินจนกระทั่งตัวของท่านชุ่มโชกไปด้วยเลือด เมื่อถูกขับไล่ออกจากฎออีฟแล้วชะตากรรมของท่านศาสดาก็ดูจะมืดมนแต่แล้วก็มีแสงแห่งความหวังฉายแวบมาให้เห็นนั่นคือขณะนั้นเป็นฤดูแสวงบุญ (การประกอบพิธีฮัจญ์) ในขณะที่พิธีการเกือบจะจบลงแล้วและผู้คนกำลังจะแยกย้ายกัน ออกไปก็มีคนหกคนจากเมืองยัษริบ (Yathrib) ซึ่งภายหลังเรียกว่ามะดีนะฮ์เข้ามาหาท่านศาสดา ท่านได้อธิบายให้พวกเขาฟังถึงหลักการศาสนา ยืนยันถึงการที่ท่านได้รับการมอบหมายจากพระผู้เป็นเจ้าและเล่าถึงความลำบากที่ท่านได้รับในเมืองมักกะฮและถามพวกเขาว่าจะยินดีต้อนรับท่านที่เมืองยัษริบไหม คนเหล่านั้นตอบว่าเขายอมรับคำสอนของท่านแต่ไม่แน่ใจว่าจะช่วยท่านได้หรือไม่เพราะพวกเขาเองก็กำลังถูกผูกพยาบาทอยู่เหมือนกัน คนเหล่านั้นได้เดินทางกลับเมืองของเขาและกระจายข่าวว่า “ได้มีศาสดาคนหนึ่งเกิดขึ้นในหมู่ชาวอาหรับเพื่อปัดเป่าความชั่วร้ายจากพวกเขา” พวกชาวยิวนั้นคุ้นเคยกับท่านศาสดาดีอยู่แล้วในฐานะท่านเป็นผู้สนับสนุนคัมภีร์ของพวกเขา ชาวเมืองยัษริบเองก็เคยไปที่สถานกะอ์บะฮ์ทุกปีเป็นประจำ และก็มีหลายคนที่สนใจในคำสอนของท่านอยู่ด้วย


คำปฏิญาณครั้งแรกแห่งอะเกาะบะฮฺ (Aqabah) 

          มุฮัมมัดกำลังเฝ้ารอฤดูแสวงบุญปีใหม่อยู่ เมื่อถึงวันนั้นท่านก็ไปรออยู่ที่แห่งหนึ่ง คราวนี้มีสานุศิษย์ผู้มีศรัทธาเดินทางมามักกะฮสิบสองคนและท่านศาสดาได้ไปพบพวกเขาที่อะเกาะบะฮฺ คนเหล่านั้นได้ให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าท่านว่าเขาจะไม่บูชาสิ่งใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้า
บัดนี้ท่านศาสดาได้ฝากความหวังของท่านไว้ที่เมืองยัษริบในระหว่างนี้เองที่ท่านได้เดินทางไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าโดยปฏิหารย์ (เมียะอ์รอจ) (Miraj) การเดินทางในเวลาค่ำคืนไปยังกรุงเยรูซาเล็มตามบัญชาของพระเจ้า และได้รับคำสั่งจากพระองค์ให้สอนให้ผู้คนทำการนมัสการวันละห้าเวลา การบัญญัติให้มุสลิมปฏิบัตินมาซได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากศาสดาได้กลับจากกรุงเยรูซาเล็มในคืนนั้น
คำปฏิญาณครั้งที่สองที่อะเกาะบะฮฺ

           ในปีต่อมาก็ได้มีคนเจ็ดคนเดินทางจากเมืองยัษริบ เพื่อให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าศาสดาผู้เข้ารับอิสลามชุดใหม่นี้สัญญาว่าจะช่วยเหลือและปกป้องท่านและได้เชิญให้ท่านเดินทางไปยังเมืองนั้น มูสาบ (Musab) ผู้ถูกส่งตัวไปสอนศาสนาอิสลามที่เมืองยัษริบ ก็ได้เดินทางมากับกลุ่มนี้ด้วยเขาได้บอกท่านศาสดาถึงความก้าวหน้าของอิสลามในเมืองนั้น ท่านจึงคิดที่จะอพยพไปยังเมืองยัษริบแต่ก็มีเหตูอีกบางประการด้วยที่ทำให้ท่านจำต้องเดินทางไปจากถิ่นกำเนิดของท่าน

การอพยพโยกย้าย (ฮิจญ์เราะห์) 

           มักกะฮ์เป็นสถานที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยเนินเขา สภาพทางภูมิศาสตร์นับว่ามีอิทธิพลต่อผู้คนในเมืองเป็นอย่างมากทีเดียว ชาวมักกะฮฺมักเป็นคนอารมณ์ร้ายและไม่ค่อยมีความคิดที่ลึกซึ้ง ตรงกันข้ามยัสริบเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์มีพืชผักผลไม้มากชนิด ดินฟ้าอากาศ ก็ไม่ทารุณเหมือนมักกะฮฺผู้คนจึงมีจิตใจอ่อนโยน มีความเกรงใจและช่างคิด เพราะฉะนั้นในระยะต้นของการเผยแพร่อิสลาม มะดีนะฮ์จึงเป็นที่ๆเหมาะสมมากกว่ามักกะฮฺ ในมะดีนะฮ์ไม่มีพวกนักบวชคอยต่อต้านความเจริญเติบโตของอิสลามเหมือนในมักกะฮ์ฉะนั้นจึงเป็นการง่ายที่จะสั่งสอนศาสนาอิสลามมากกว่าที่อื่น
            นอกจากนั้นในเมืองนี้ยังมีชาวยิวอาศัยอยู่ด้วย พวกยิวถือว่ามุฮัมมัดเป็นผู้สนับสนุนคัมภีร์ของพวกตน ฉะนั้นพวกเขาจึงรอต้อนรับท่านศาสดาด้วยความกระตือรือร้น
ท่านศาสดาได้สั่งสานุศิษย์ของท่านให้โยกย้ายไปอยู่ที่เมืองยัษริบ ชาวมุสลิมเริ่มขายทรัพย์สมบัติของตนและอพยพไปเป็นกลุ่มเล็กๆ เมื่อพวกกุร็อยช์รู้เข้าก็โกรธแค้นและวางแผนที่จะเอาชีวิตท่านศาสดาเสียให้ได้ แต่ท่านก็ได้รับคำเตือนจากผู้หวังดีทันเวลา ท่านศาสดาพร้อมด้วย อบูบักร์และอะลียังรอคำสั่งจากพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในเมืองมักกะฮ์ เมื่ออันตรายรุนแรงถึงจุดสุดยอด และคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าได้มาถึง ท่านจึงได้ตัดสินใจที่จะอพยพไปยังเมืองยัษริบ ท่านได้หลบหนีออกไปกับอบูบักร์ในตอนพลบค่ำโดยไปหลบอยู่ในถ่ำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมักกะฮ์นักเมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงเดินทางต่อไปจนถึงยัษริบเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม คศ.622
          เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่าการอพยพหรือฮิจญ์เราะห์อันเป็นการเริ่มต้นศักราชของชาวมุสลิม
นับแต่นั้นมาเวลาแห่งการตามประหัตประหารชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮ์ ก็เป็นอันสิ้นสุดลงและยุคแห่งเมืองมะดีนะฮ์ก็เริ่มต้นขึ้น ภาระกิจของท่านศาสดายังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นแต่ความสำเร็จก็เริ่มขึ้นแล้วที่มะดีนะฮ์ ท่าน ศาสดาไม่เพียงแต่ได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติเท่านั้นแต่ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานของชุมชนอีกด้วย สถานะและอำนาจของท่านศาสดาก็เพิ่มขึ้น และอิสลามก็ได้ตั้งหลักปักฐานมั่งคงขึ้นทุกวัน ณ เมืองนี้ท่านศาสดามีอิสรภาพที่จะเทศนาคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าท่ามกลางผู้หลงผิด ที่ในที่สุดก็หันมามีศรัทธาในศาสนาใหม่นี้ มากขึ้นและได้แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ
บาซ ที่ 20:45
    
   ที่มา
2  ศาสนาอิสลาม / ประวัตินบี สาวก อุลามะฮฺ / ท่านศาสดามูฮัมหมัด การบริหารกิจการอิสลามกับธรรมนูญมาดีนะฮฺ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 03:27:20 pm
ท่านศาสดามูฮัมหมัด การบริหารกิจการอิสลามหลังอพยพสู่ นคร มาดีนะฮฺ

ววย

ท่านศาสดา ณ มาดีนะฮฺ


           เมื่อท่านศาสดาได้มาอยู่ที่เมืองยัษริบแล้ว เมืองนั้นก็ได้รับขนานนามใหม่เป็นมะดีนะตุนนะบี (Madinat-un-nabi) หรือเมืองแห่งศาสดา ภารกิจแรกที่ท่านศาสดาทำที่เมืองนี้ก็คือสร้างมัสญิดขึ้นหนึ่งหลังซึ่งท่านได้ลงมือทำงานเองเหมือนกรรมกรคนหนึ่ง มัสญิดหลังนี้เป็นสถานที่แห่งแรกที่มุสลิมมาทำการนมัสการร่วมกันเมื่อตั้งตัวขึ้นที่มะดีนะฮ์ได้แล้วท่านศาสดาจึงได้พาครอบครัวของท่านไปอยู่ที่นั่นด้วย

ประชาชนที่มะดีนะฮ์ 
        ในสมัยนั้นมะดีนะฮ์ประกอบด้วยกลุ่มคนหลายกลุ่ม สานุศิษย์ผู้จงรักภักดีต่อท่านศาสดาซึ่งได้ละทิ้งบ้านช่องติดตามท่านมายังมะดีนะฮ์เรียกกันว่ากลุ่ม มุฮาญิรูน (Muhajirun) หรือ “ผู้ลี้ภัย” ผู้รับศาสนาใหม่ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือท่านศาสดาในเวลาทุกข์ยาก เรียกว่า กลุ่มอันศอร (Ansar) หรือ “ผู้ช่วยเหลือ”
        นอกจากช่วยเหลือท่านในยามคับขันแล้วคนเหล่านี้ยังเสียสละเงินทองในหนทางแห่งอิสลามอีกด้วย พวกเขาจัดหาบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติให้แก่พวกลี้ภัย ความเป็นพี่น้องระหว่างพวกมุฮาญิรูนกับพวกอันศอรฺนั้นได้เป็นไปอย่างลึกซึ้งกระทั่งสามารถรับมรดกของกันและกันได้เวลาคนหนึ่งคนใดสิ้นชีวิตไป ส่วนพวกที่ยังไม่ยอมรับศาสนาใหม่ก็เงียบอยู่ในขณะที่ท่านศาสดามาถึงใหม่ๆจนดูเหมือนกับว่า ประชาชนชาวมะดีนะฮ์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้มีศรัทธาหรือไม่ ต่างก็พร้อมที่จะให้ความปกป้องท่านศาสดา
         แต่เมื่ออิสลามเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นกลุ่มอำนาจที่เป็นเอกเทศแยกออกไป บรรดาผู้ที่ถือรูปเคารพทั้งหลายต่างก็พากันอิจฉาริษยา มีบางคนที่ทำทีเป็นเข้ารับอิสลาม แต่ภายในนั้นตั้งใจที่จะต่อต้านท่านศาสดาอยู่อย่างลับๆพวกนี้เรียกว่าพวกมุนาฟิกูน (Munafikun) หรือพวกที่ขาดความจริงใจ คนเหล่านี้เป็นคนที่มีอันตรายมากยิ่งกว่าศัตรูที่เปิดเผยเสียอีก
         ส่วนชาวยิวในมะดีนะฮ์นั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือตอนแรกพวกเขาร่วมกันกับชาวมะดีนะฮ์ในการต้อนรับท่านศาสดาเป็นอันดี และเพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพวกยิวเหล่านั้นไว้ท่านศาสดาจึงได้รับเอาขนบธรรมเนียมและพิธีการบางอย่างของพวกเขามาใช้ด้วย ในขั้นแรกพวกยิวคิดว่าคงจะชักชวนท่านศาสดามาเข้าเป็นพวกของตนได้ แต่เมื่อภายหลังได้พบว่าพวกเขาไม่อาจจะทำได้ พวกเขาจึงค่อยๆถอนความช่วยเหลือออกไปทีละน้อยๆและได้กลายเป็นศัตรูของอิสลามไปในที่สุด


สถาบันทางการเมือง
         ท่านศาสดาได้พยายามเลิกการถือเผ่าโดยการรวมประชาชนในมะดีนะฮ์เข้าเป็นกลุ่มเดียวกันและใช้ชื่อร่วมกันว่าอันศอรฺหรือผู้ช่วยเหลือ เพื่อที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพวกอันศอรฺกับพวกมุฮาญิรูนให้ใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งขึ้น
        ท่านศาสดาจึงได้สร้างความรู้สึกว่าเป็นพี่น้องขึ้นระหว่างคนเหล่านั้น ท่านแลเห็นความจริงที่ว่าอาณาจักรอิสลามจะมีรากฐานที่แข็งแรงไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการค้ำจุนจากประชาชนทุกฝ่าย ความมีขันติต่อศาสนาอื่นๆ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในเมื่อมีคนหลายเผ่าหลายชาติอาศัยอยู่รวมกัน ด้วยวัตถุประสงค์นี้ท่านศาสดาจึงได้ตั้งระเบียบขึ้นเรียกว่า “ธรรมนูญแห่งมะดีนะฮ์” ซึ่งเป็นระเบียบเพื่อการเลิกล้มการอาฆาตพยาบาทกันระหว่างเผ่าและเพื่อให้สิทธ์ต่างๆแก่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะชาวยิวที่อาศัยอยู่ในมะดีนะฮ์และรอบๆมะดีนะฮ์

นื้อความสำคัญในธรรมนูญนั้นมีอยู่ดังนี้

1. ชุมชนทั้งหลายที่ลงนามในพันธะสัญญา นี้จักเป็นชาติเดียวกัน
2. ถ้ากลุ่มชนใดที่ลงนามในพันธะสัญญานี้ถูกข้าศึกศัตรูรุกราน ชนกลุ่มอื่นจะรวมกำลังกันช่วย ทำการปกป้อง 
3. จะไม่มีกลุ่มชนใดในชาติเดียวกันนี้ไปทำสนธิสัญญาอย่างลับๆกับพวกกุร็อยช์ หรือให้ที่พึ่งพาอาศัยแก่คนเหล่านั้นให้ต่อต้านชาวมะดีนะฮ์
4. ชาวมุสลิม ชาวยิว นับตั้งแต่นี้ไปการทำให้เลือดตกยางออก การฆ่าและความรุนแรงต่างๆถือว่าเป็นสิ่งหะรอม (น่ารังเกียจ) ในมะดีนะฮ์ และชุมชนอื่นๆ ของสาธารณรัฐนี้ ย่อมมีอิสระที่จะนับถือศาสนาของตนได้โดยไม่มีใครขัดขวาง
5. การกระทำผิดส่วนตัวเล็กๆน้อยๆของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะต้องถือว่าเป็นความผิดส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่บุคคลนั้นอยู่
6. ผู้ที่ถูกกดขี่จะต้องได้รับการปกป้อง
7. นับตั้งแต่นี้ไป การทำให้เลือดตกยางออกการฆ่าและความรุนแรงต่างๆถือว่าเป็นสิ่งหะรอม(น่ารังเกียจ) ในมะดีนะฮ์
8. ศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นประธานของสาธารณรัฐ และจะเป็นศาลอุทธรณ์สูงสุดในดินแดนนี้


          ความสำคัญของธรรมนูญนี้อยู่ตรงที่ว่าเป็นธรรมนูญฉบับแรกในโลกที่เขียนไว้เป็นลักษณ์อักษร ก่อนหน้าท่านศาสดาได้มีผู้ปกครองจำนวนมากที่ทำการปกครอง แต่ก็ไม่มีใครเคยให้รัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ประชาชนของตน
         ท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นคนแรกที่ประจักษ์ถึงความสำคัญของ ความร่วมมือและการให้ความสำคัญต่อประชาชนในการบริหารรัฐและการรักษาสัญญานี้ยังได้แสดงให้เห็นด้วยว่าท่านศาสดามุฮัมมัดมิใช่เป็นแต่นักสั่งสอนศาสนาเท่านั้นแต่ยังเป็นรัฐบุรุษที่เป็นนักปกครองที่ดีด้วย
สถาบันศาสนา 
          ครั้งแรก ชาวมุสลิมได้รับเชิญเป็นส่วนตัวให้ไปมัสญิดเพื่อทำการนมัสการ เนื่องจากว่าการประกาศเรียกให้มุสลิม มาทำนมัสการอย่างโจ่งแจ้งนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มความเป็นศัตรูแก่บรรดาผู้นับถือรูปเคารพทั้งหลายได้มีการประชุมพิเศษกันครั้งหนึ่งภายใต้การนำของท่านศาสดา
อุมัรได้บอกท่านศาสดาถึงเรื่องที่ท่านฝันไปว่าท่านได้รับคำสอนให้เรียกบรรดามุสลิมมานมัสการกันโดยการอะซาน (การเชิญชวนสู่พิธีนมาซ) บิลาลเป็นท่านแรกที่ทำหน้าที่อะซาน นับตั้งแต่นั้นมาได้กำหนดเวลาทำการนมัสการพระผู้เป็นเจ้า (นมาซ) ไว้ห้าเวลาด้วยกัน และการนมาซในวันศุกร์ก็เป็นไปในรูปสาธารณะยิ่งขึ้นซึ่งบรรดาผู้ศรัทธาจะมาร่วมกัน ครั้งแรกผู้นมาซจะหันหน้าไปทางกรุงเยรูซาเล็ม แต่เมื่อท่านศาสดาได้พบว่าอิสลามไม่อาจจะไปกับศาสนาจูดายได้ท่านจึงได้เปลี่ยนกิบลัต (คือทิศทางที่หันหน้าไปเวลาทำนมัสการ) เสียใหม่โดยให้หันหน้าไปทางเมืองมัก
กะฮ์คือสถานกะอ์บะฮ์แทน


          สถาบันทางสังคม การทำสุนัต (Cirumcise) มีอยู่แล้วในบรรดาชาวอาหรับ โดยถือว่าเป็นพิธีการ ตามศาสดาของศาสนาอิบรอฮิม (อับราฮัม) ท่านศาสดาได้ให้ประชาชนของท่านปฏิบัติต่อไป ได้มีการนำเอากฎหมายเกี่ยวกับการแต่งงานใหม่การหย่าและการรับมรดกทรัพย์สินมาใช้ ล้มเลิกการดื่มสุรา การพนัน การปล้นสดมภ์ และการปฏิบัติที่เลวทรามอื่นๆ

สงครามบัดร์ (Badr`war) 
         ท่านศาสดาได้ทำสงครามสู้รบกับพวกกุร็อยช์หลายครั้งหลายหน ครั้งที่สำคัญที่สุดและเป็นครั้งแรกก็คือสงครามบัดร์ สาเหตุของสงคราม ตอนนี่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้เป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจสิทธ์ขาดของมะดีนะฮ์แล้ว ในระหว่างหกเดือนแรกที่อยู่ที่มะดีนะฮ์ท่านอยู่โดยสงบโดยไม่ถูกรบกวนแต่เมื่อท่านมีอำนาจมากขึ้นพวกกุร็อยช์ก็มีความอิจฉาริษยาและมีความเป็นปรปักษ์ต่อท่านมากขึ้นทุกทีจนถึงกับพยายามที่จะทำอันตรายท่านและสานุศิษย์ของท่านรวมทั้งชาวมะดีนะฮ์ที่ให้ที่พักอาศัยแก่ท่านและบรรดามุสลิมทั้งหลายในเมืองนั้นด้วย โดยถือว่าคนเหล่านั้นเป็นคนทรยศ ควรถูกลงโทษพร้อมกับท่านศาสดา ถึงแม้ว่าประชาชนชาวมะดีนะฮ์จะยอมรับว่าท่านเป็นศาสดาผู้เผยแพร่ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าก็ตาม แต่กระนั้นก็ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่มีความระแวงสงสัยและริษยา พวกนี้ไม่อาจทนเห็นศาสดามีอำนาจขึ้นมาได้จึงทำงานกันอย่างลับๆที่จะขับไล่ท่านออกจากเมือง คนพวกนี้ได้ร่วมมือกับพวกกุร็อยช์ ภายใต้การนำของอัดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัยยะฮฺ (Abdullah Umayyah) ผู้หวังว่าจะตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ความหวังของเขาลดน้อยลงเมื่อท่านศาสดามาถึง ความร่วมมือของพวกมุสลิมแต่ในนามในเมืองนั้นได้ช่วยทำให้ฝ่ายศัตรูมีกำลังเข้มแข็งยิ่งขึ้น พวกยิวก็ได้เริ่มคบคิดกับพวกกุร็อยช์อย่างลับๆเหมือนกันในอันที่จะคอยขัดขวางมิให้ท่านศาสดามีอำนาจมากขึ้นได้ พวกกุร็อยช์ มักจะคอยดักปล้นสะดมคนเดินทางอยู่ที่นอกเมืองมะดีนะฮ์บ่อยๆ
           ท่านศาสดาได้ส่งกลุ่มคนเก้าคนโดยมีอับดุลลอฮ อิบนุ ญะฮฺช์ (Abdullah ibn Jahsh) ออกไปคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายศัตรู คนกลุ่มนั้นได้เข้าโจมตีกองคาราวานของพวกกุร็อยช์ที่นัคละฮ์ (Nakhlah) ใกล้เมืองมักกะฮ์ และฆ่าอัมร์ บิน ฮัฎรอมี (Amr bin Hazrami) หัวหน้าพวกกุร็อยช์ตาย เหตุการณ์ที่นัคละฮ์นี้ทำให้ความเป็นปรปักษ์ของสองฝ่ายทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ครั้งหนึ่งมีข่าวลือมาว่ากองคาราวานนั้นกลับมาจากซีเรีย เป็นเหตุให้พวกกุร็อยช์ส่งกองทัพใหญ่โดยมีอบูญะฮัล (Abu Jahl) เป็นผู้นำมาโจมตีกองคาราวานของอบูซุฟยาน
          ในขณะที่กลับจากซีเรียดังนั้นสงครามระหว่างฝ่าย กุร็อยช์กับฝ่ายท่านศาสดาจึงได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง กองทัพทั้งสองฝ่ายคือของท่านศาสดาและฝ่ายพวกกุร็อยช์ต่างก็เคลื่อนที่ตรงไปยังเมืองบัดร์ซึ่งอยู่ห่างจากมะดีนะฮ์เพียงไม่กี่ไมล์ ท่านศาสดาสั่งให้ตั้งทัพอยู่ใกล้กับเนินเขาอัล อาริช (Al-`Arish) และเพื่อจะตัดน้ำจากฝ่ายข้าศึกซึ่งตั้งทัพอยู่ทางด้านใต้ของหุบเขา ท่านจึงได้สั่งขุดบ่อขนาดใหญ่ขึ้นหลายบ่อให้น้ำไหลกลับเข้ามาในบ่อเหล่านั้นทั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อกั้นไว้ให้ฝ่ายมุสลิมใช้ด้วย ตอนเช้าตรู่ของ วันที่ 13 มีนาคม คศ. 624 ท่านศาสดาได้จัดทัพและให้คำแนะนำแก่พวกทหารของท่านก่อนจะเคลื่อนทัพไป ท่านได้วิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าขอให้มีชัยชนะต่อกองทัพอันมหาศาลของฝ่ายข้าศึกตอนนั้นฝ่ายมุสลิมมีจำนวนคนเพียง 313 คนที่จะต่อสู้กับฝ่ายกุร็อยช์ซึ่งมีกำลังถึงพันคน


          ตามธรรมเนียมของอาหรับ นายทัพของทั้งสองฝ่ายจะต้องต่อสู้กันตัวต่อตัว นายทัพของฝ่ายกุร็อยช์มีชัยบะฮฺ อุตบะฮฺ และวะลีด บิน อุตบะฮฺได้ท้าทายนายทัพฝ่าย กุร็อยช์ ต่อสู้อย่างกล้าหาญแต่ก็แพ้และถูกฆ่าตายเกือบหมด กองทัพที่เหลือจึงหนีออกจากสนามรบและที่ถูกตามติดไปบ้างก็ถูกฆ่าตายบ้างก็ถูกจับตัวเป็นเชลยศึก อบูญะฮัล ผู้เป็นปรปักษ์ที่ร้ายกาจที่สุดของท่านปฏิบัติต่อเชลยศึกที่ไม่มีเสื้อผ้า และพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารเช่นเดียวกับฝ่ายมุสลิม มุสลิมบางคนถึงกับสละขนมปังให้เชลยศึกกินส่วนตัวเองกินเพียงอินทผลัม ต่อมาท่านศาสดาก็ตัดสินใจที่จะปล่อยเชลยศึกไปโดยให้มีการเสียค่าไถ่แม้แต่ญาติของท่านเองก็มิได้ละเว้น เชลยศึกที่รู้หนังสือก็สอนหนังสือให้แก่ เด็กชายมุสลิมสิบคนแทนการเสียค่าไถ่ ส่วนพวกที่ยากจนไม่มีเงินค่าไถ่ก็ได้รับการปล่อยตัวไปโดยสัญญาว่าจะไม่เป็นศัตรูกับมุสลิมอีกซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลยใน
ประวัติศาสตร์


          ท่านศาสดาได้สั่งให้สานุศิษย์ของท่านปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างเมตตาปราณี เชลยศึกที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่ก็ได้รับแจกเสื้อผ้าและพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารเช่นเดียวกับฝ่ายมุสลิม ผลของครามบัดร์เป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อชะตากรรมของอิสลามอย่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสลาม เพราะหากฝ่ายมุสลิม ไม่สามารถเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้ อิสลามก็อาจจะถูกกวาดล้างให้สูญไปจากโลกนี้เลยก็ได้ ชัยชนะในสงครามครั้งนี้ได้ให้ความหวังแก่ชาวมุสลิมและเป็นกำลังใจแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก ในสงครามนี้อำนาจของพวกกุร็อยช์ก็ถูกทำลายลงและความหยิ่งผยองของพวกเขาก็ลดลงไปด้วย
         ในขณะที่อิทธิพลของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และอำนาจของอิสลามเริ่มมีมากขึ้นตลอดไปถึงอาณาบริเวณนอกเมืองมะดีนะฮ์ด้วย สงครามครั้งนี้ยังมีผลกระทบกระเทือนอย่างหนักต่อชาวยิวและชนเผ่าใกล้เคียงคือเบดูอินพวกเขาได้รู้ว่าบัดนี้ได้มีพลังอันไม่อาจจะเอาชนะได้เกิดขึ้นแล้วในอารเบีย แต่ก่อนนี้พวกยิวไม่ได้ให้ความสำคัญอันใดแก่ชาวมุสลิมนักแต่เดี๋ยวนี้พวกเขาเริ่มรู้ถึงความเข้มแข็งของมุสลิมผนึกกำลังของอิสลามในมะดีนะฮ์และทำให้พวกเขาต่อสู้กับผู้คนที่ปราศจากหิริโอตปะในเมืองนั้นได้อย่างไม่หวั่นหวาด


สงครามอุฮุด (Uhud) 

        พวกกุร็อยช์ไม่อาจจะลืมความพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่ฝ่ายตนได้รับในสงครามบัดร์ได้ทำให้หัวหน้าบางคนของพวกเขาอย่างเช่นอบูญะอฺช์และอุตบะฮ์ได้ถูกฆ่าตายไปในการต่อสู้ครั้งนั้น
นับแต่นั้นมาก็มีเสียงกู่ก้องแก้แค้น ดังขึ้นทั่วหุบเขาแห่งมักกะฮ์ นอกจากนั้นการที่พวกลูกหลานของฮาชิมมีอำนาจสูงขึ้นภายใต้การนำของท่านศาสดาก็ยังเป็นที่บาดใจของพวกอุมัยยะฮ์ (Umayyad) อีกด้วย ดั้งนั้นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนสองสาขาของตระกูลกุร็อยช์คือพวกฮาชิมกับอุมัยยะฮ์จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
        ในปีที่ แห่ง ฮิจญ์เราะฮ์พวกกุร็อยฮ์ได้เคลื่อนกองทัพมีจำนวน 3000 คน ภายใต้การนำของอุบูซุฟยานตรงมายังมะดีนะฮ์ หลังจากเดินมาได้สิบวันก็มาถึงหุบเขาอะกีก (Akik) ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกของมะดีนะฮ์ประมาณห้าไมล์และได้ตั้งค่ายอยู่ที่เชิงเขาอุฮุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม คศ. 625 ภูเขาอุฮุดอยู่ทางเหนือของมะดีนะฮ์ ภายในภูเขามีถ้ำกว้างพอที่จะบรรจุคนได้หลายพันคน
         เมื่อท่านศาสดาได้ข่าวว่า กองทัพพวกกุร็อยช์เคลื่อนมาจึงได้สั่งให้สานุศิษย์ของท่านเตรียมตัวไว้ ท่านศาสดาต้องการจะรับศึกจากในเมือง แต่บรรดาคนทั้งหลายนั้นกระตือรือร้น ใคร่จะออกไปรับมือข้าศึกที่นอกเมืองเป็นเหตุให้ท่านศาสดาต้องตัดสินใจ
         ฝ่ายมุสลิมจึงได้เริ่มยกทัพซึ่งมีจำนวนคนหนึ่งพันคนออกไปแต่ในระหว่างทางอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยด์ (Abdul lan Ubay) กับพรรคพวกของเขาจำนวน 300 คนได้ละทิ้งกองทัพไปเสีย กองทัพของฝ่ายมุสลิมจึงเหลือคนอยู่เพียง 700 คนในเช้าวันเสาร์กองทัพ ของมุสลิมก็ถึงที่ราบทะเลทรายใต้ยอดเขาอุฮุดเช้าวันรุ่งขึ้นท่านศาสดาก็เดินทัพอ้อมภูเขาอุฮุดและใช้ถ้ำในภูเขาเป็นที่ตั้งค่ายทหารท่านตัดสินใจที่จะต่อสู้ตรงส่วน โค้งด้านนอกของภูเขาและได้สั่งให้ทหารธนูจำนวน 50 คนเข้าประจำที่บนเนินเขาอัยน์ (Ainain) ทหารแม่นธนูเหล่านี้ร่วมกับทหารม้ากองเล็กๆจะเป็นผู้คอยคุ้มครองทางผ่านระหว่างภูเขาอุฮุดกับเนินเขาอัยนัยน์ไม่ให้ฝ่ายข้าศึกโจมตีมาจากด้านหลังกองทัพของฝ่ายมุสลิมมาถึงแล้วก็ออกมารับมือด้วยกองทหารราบทั้งหมดกับกองทหารม้าอีกครึ่งกอง ภายใต้การนำของคอลิด บิน วะลีด (Khalid bin Walid) จะอ้อมไปโจมตีฝ่ายมุสลิมจากด้านหลัง


             ในระหว่างการสู้รบ ตอนแรก ฝ่ายมุสลิมได้ชัยชนะหลายครั้ง แต่ยังไม่ทันที่การรบจะสิ้นสุดลง ทหารธนูก็ละทิ้งหน้าที่ไปเที่ยวแย่งชิงข้าวของของฝ่ายข้าศึกโดยคิดว่าการรบเสร็จสิ้นลงแล้ว กองทัพฝ่ายมุสลิมจึงระส่ำระสายไม่เป็นระเบียบคอลิดเห็นได้โอกาสจึงเข้าโจมตีกองทัพมุสลิมจากด้านหลังเมื่อไม่มีทางสู้ทหารฝ่ายมุสลิมจึงพากันแตกหนีจากสนามรบ ท่านศาสดาพยายามที่จะนำพวกเขากลับมาแต่ก็ไม่สำเร็จในขณะนั้น อิบนุ กะมีอะฮฺ (lbn Kamia) วีรบุรุษของฝ่ายกุร็อยช์ได้ขว้างก้อนหินมายังท่านศาสดาจนฟันหน้าของท่านหักไปหนึ่งซี่ท่านล้มลงกับพื้น จึงมีข่าวลือไปว่าท่านศาสดาถูกฆ่าเสียแล้ว
          อันที่จริงนั้นท่านเพียงแต่ตกตะลึงไปเท่านั้น
ต่อมาครู่หนึ่งก็มีผู้มาช่วยอุ้มท่านขึ้นและช่วยให้ไต่เข้าไปซ่อนในถ่ำในภูเขาอุฮุดซึ่งกองทัพส่วนใหญ่ของท่านกำลังรออยู่ฝ่ายมุสลิมเจ็ดสิบคนถูกฆ่าตายรวมทั้งฮัมซะฮ์ด้วย นางฮินด์ (Hind) ซึ่งเป็นภรรยาของอบูซุฟยานได้ผ่าท้องท่านฮัมซะฮฺแหวะเอาลำไส้ของท่านมากินเพื่อแก้แค้นที่ท่านเป็นคนฆ่าสามีของนางตายในสงครามบัดร์
เมื่ออบูซุฟยานรู้ว่าท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่เขาก็ต้องการจะสู้กับท่านอีกในสนามรบบัดร์ และแล้วกองทัพของท่านศาสดาก็ตีทัพของเขาล่าถอยไปสงครามครั้งนี้รู้จักกันในนามของสงครามบัดร์ครั้งที่สอง

สงครามคูเมือง 

           ถึงแม้ว่าฝ่ายมุสลิมจะพ่ายแพ้ในสงครามอุฮุด แต่ในเดือนต่อๆมาก็รวมกำลังกันได้เข้มแข็งกว่าเดิม พวกกุร็อยช์ยังต้องการที่จะเข่นฆ่าพวกมุสลิมอยู่ต่อไป พวกเบดูอินซึ่งไม่ชอบใจที่ท่านศาสดาคอยขัดขวางไม่ให้พวกเขาคอยดักปล้นสะดมคนเดินทางจึงเข้าสมทบกับพวกกุร็อยช์ด้วยหลังสงครามอุฮุด พวกยิวเผ่าลูกหลานของนะฎิรในเมืองมะดีนะฮ์ได้ถูกขับไล่ออกจากเมืองเพราะทำการทรยศและประพฤติมิชอบจึงได้คบคิด กับพวกกุร็อยช์และพวกเบดูอินต่อต้านมุสลิมแต่พวกเขาไม่ได้มีส่วนโดยตรงในการเข้ายึดมะดีนะฮ์

         ในปี คศ. 627 พวกกุร็อยช์ เบดูอินและยิวรวมหัวกันตกลงจะโจมตีเมืองมะดีนะฮ์จึงยกกองทัพใหญ่ประกอบด้วยคน 10,000 คน พร้อมด้วยม้า 600 ตัวมาภายใต้การนำของอบูซุฟยาน เมื่อท่านศาสดาได้ข่าวข้าศึกก็รวบรวมกำลังคนได้ 3000 คน เพื่อรับเข้าศึกด้วยคำแนะนำของซัลมาน อัลอัสอารี ท่านศาสดาได้ให้ขุดคูยาวล้อมเมืองไว้ และสั่งให้ผู้คนที่อยู่นอกเมืองเข้ามารวมกันอยู่ในเมืองส่งพวกผู้หญิงและเด็กๆไปไว้ในหอคอยและป้อมต่างๆ
           การโจมตีของกุร็อยช์ไม่ได้ผลแสดงถึงความอ่อนแอของทหารของฝ่ายนั้นศักดิ์ศรีของพวกกุร็อยช์จึงเสื่อมคลาย ผลของสงครามคูเมืองเป็นเสมือนหัวเลี้ยวหัวต่อในประวัติศาสตร์อิสลาม ตรงกันข้าม ชัยชนะในสงครามทำให้ท่านศาสดามีเกียรติยศสูงส่งขึ้นอีกในฐานะเป็นผู้ป้องกันเมืองไว้จากการรุกรานของศัตรูได้บัดนี้ชาวเมืองมะดีนะฮ์จึงถือว่าท่านเป็นผู้ปกครองเมืองนั้นอย่างเด็ดขาด ชัยชนะที่ฝ่ายมุสลิมอีกด้วย นับตั้งแต่นั้นมาอิสลามก็ได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ในท่ามกลางชนเผ่าใกล้เคียง


           ในปี คศ. ที่ 6 ท่านศาสดาได้ทำสัญญากับชาวคริสเตียน อันเป็นเหตุการณ์ที่มีขันติธรรมอย่างแท้จริงของท่าน ชาวคริสเตียนเหล่านั้นจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีอย่างอยุติธรรม พระของพวกเขาก็จะไม่ถูกขับไล่ออกจากโบสถ์ชาวคริสเตียนที่จะไปแสวงบุญจะไม่ถูกโค่นทำลายเพื่อเอามาก่อสร้างมัสญิด หญิงคริสเตียนที่แต่งงานกับมุสลิมก็มีสิทธ์ที่จะยังคงนับถือศาสนาเดิมของตนได้ ในเมื่อมีการซ่อมแซมโบสถ์คริสเตียนมุสลิมจะต้องให้ความร่วมมือช่วยเหลือด้วย

สนธิสัญญาหุดัยบียะฮ์ (Huday biyah )

          เวลาผ่านไปได้หกปีแล้วที่ชาวมุสลิมได้ทิ้งมักกะฮ์มาเพื่อศาสนาของเขา นับตั้งแต่นั้นมาพวกเขา ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปทำฮัจญ์หรือเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาเลย หลังจากสงครามคูเมืองแล้วพวกมุสลิมต่างก็กระตือรือร้นอยากกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของพวกเขา ท่านศาสดารู้ถึงความปารถนาอันแรงกล้าของพวกเขาจึงได้ประกาศว่าท่านจะไปเยือนมักกะฮ์ในปี คศ.ที่ 6 (คศ.628) ท่านก็ได้เดินทางมุ่งไปมักกะฮ์ เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์พร้อมด้วยผู้ติดตามจำนวน 1400 คน

           ขณะนั้นเป็นเดือนซุลเกาะดะฮ์ ซี่งการทำสงครามในเดือนนั้น ถือเป็นสิ่งผิดทั่วแหลมอารเบียแต่พวกกุร็อยซ์ ไม่ต้องการให้ท่านศาสดาเข้ามาในเมืองมักกะฮ์ และ ประกอบพิธีฮัจญ์ดังนั้นเมื่อรู้ว่าท่านมา พวกเขาก็รีบมาขวางทางใว้ ท่านศาสดาจึงวกไปทางอื่นและหยุดพักอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าหุดัยบียะฮ์ซึ่งอยู่ห่างจากมักกะฮ์เก้าไมล์และเรียกประชุมบุคคลสำคัญๆ ท่านจึงส่งท่านอุษมานไปบอกคนเหล่านั้นว่าท่านไม่มีความตั้งใจอย่างอื่นนอกจากจะมาทำฮัจญ์ แต่คนเหล่านั้นก็ยังยืนกรานความตั้งใจของพวกเขาอยู่ตามเดิม


          ในขณะนั้นเกิดมีข่าวลือแพร่ออกไปว่าท่านอุษมานถูกพวกกุร็อยซ์ฆ่าตายเสียแล้ว จึงก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างใหญ่โตขึ้นในค่ายพักของชาวมุสลิม ท่านศาสดาได้นั่งลงใต้ต้นไม้ และ ขอให้สานุศิษย์ของท่านให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อท่าน คนเหล่านั้นต่างก็ทำตาม และประกาศว่าพวกเขาจะทำการต่อสู้เพื่อหนทางของอิสลาม แต่แล้วท่านอุษมานก็กลับมาหลังจากนั้นสองสามวัน

           พวกกุร็อยซ์รู้สึกกลัว และในที่สุดก็ยอมตกลงกับมุสลิม ได้มีการทำสนธิสัญญาขึ้นระหว่างพวกกุร็อยซ์กับท่านศาสดา ในสนธิสัญญานั้นบ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะผัดผ่อนการสงครามไปเป็นเวลาสิบปี ผู้ใดที่ปารถนาจะเข้าเป็นฝ่ายมุฮัมมัด หรือทำสนธิสัญญากับเขาก็มีเสรีภาพที่จะทำอย่างนั้นเช่นกัน ถ้าผู้ใดไปขอเข้าเป็นฝ่ายมุฮัมมัดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองของเขาเขาควรจะถูกส่งตัวกลับมาหาผู้ปกครองของเขา แต่ถ้าสาวกคนใดของมุฮัมมัดมาเข้าข้างฝ่ายกุร็อยซ์ แล้วเขาก็ไม่ต้องถูกส่งตัวกลับ ในปีนั้นมุฮัมมัดจะกลับไปโดยไม่แวะเข้ามักกะฮ์ ในปีหน้าท่านและผู้ติดตามจึงจะเข้าเมืองมักกะฮ์ได้เป็นเวลาสามวัน ในระหว่างนั้นพวกกุร็อยซ์จะออกจากเมืองไปและเปิดเมืองให้แก่ท่าน แต่พวกท่านศาสดาจะต้องไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยนอกจากสิ่งจำเป็นที่ผู้เดินทางต้องใช้เท่านั้น 

            สนธิสัญญาหุดัยบียะฮ์ เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่สำหรับอิสลาม ข้อความในสนธิสัญญาแสดงความยิ่งใหญ่ของท่านศาสดา และความดีงามในวิถีทางของท่าน ถึงแม้ว่าดูภายนอกสนธิสัญญานี้จะทำให้ฝ่ายมุสลิมเสียเกียรติก็ตามมันก็ให้ประโยชน์แก่ท่านศสาดาเป็นอย่างมาก เพราะสนธิสัญญานี้รับรู้สถานภาพทางการเมืองของท่านในฐานะที่มีอำนาจเป็นอิสระแก่ตัว ยิ่งกว่านั้นเวลาสงบศึกสิบปีนั้นก็เป็นการให้เวลาและโอกาสแก่อิสลามที่ขยายออกไปได้อย่างแข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะพวกกุร็อยซ์ได้ทั้งในด้านการเมืองและ ด้านจิตวิญญาณ ผลของสนธิสัญญานี้ก็คือมีผู้มาเข้ารับอิสลามมากขึ้นอย่างมากมาย นักรบผู้สามารถอย่าง คอลิด บิน วะลีด และอัมร์ บินอัส(Amr bin’As)ก็ได้มาเข้ารับอิสลามหลังจากที่ได้ทำสนธิสัญญาหุดัยบียะฮ์นี้

          ในเมื่อท่านศาสดารู้สึกมั่นใจในตำแหน่งของท่าน ท่านก็ได้ส่งทูตไปยังผู้ปกครองแคว้นต่างๆของอารเบียเพื่อชักชวนให้เขาเหล่านั้นมาเข้ารับอิสลาม มีผู้ปกครองจำนวนมากที่เข้ารับอิสลาม แต่เจ้าผู้ครองเปอร์เซียกลับดูหมิ่นทูตที่ท่านศาสดาส่งไปและทูตอีกคนหนึ่งที่ถูกส่งไปยังเจ้าชายคริสเตียนแห่งดามัสกัสก็ถูกฆ่าตายอย่างทารุณ

          การพิชิตค็อยบัร (khaybar)ในระหว่างขากลับจากหุดัยบียะฮ์ ในปีที่เจ็ดแห่ง คศ. ท่านศาสดาได้ทราบข่าวว่าชาวยิวที่เมืองค็อยบัรทำการขบถ นับตั้งแต่ถูกขับไล่จากมะดีนะฮ์มาพวกยิวก็มาอาศัยอยู่ทีค็อยบัรและ พยายามทำตัวเป็นศัตรูต่อชาวมุสลิมทุกวิถีทาง หลายครั้งหลายหนพวกเขาได้ปล้นสะดมทุ่งเลี้ยงสัตว์ของมุสลิมในเขตเมืองมะดีนะฮ์แล้วหลบหนีไปพร้อมด้วยสัตว์ที่ปล้นมา เพื่อที่จะลงโทษพวกเขา ท่านศาสดาได้นำกองทัพซึ่งมีจำนวนคน 1600 คน และม้า 200 ตัวไปโจมตีพวกยิวโดยไม่ทันรู้ตัว ป้อมปราการของยิวหลายแห่งตกอยู่ในมือของมุสลิม พวกยิวหมดทางสู้จึงขออภัยต่อท่าน ท่านศาสดาไม่เพียงแต่ยกโทษให้พวกศัตรูเท่านั้น แต่ยังคืนที่ดิน ทรัพย์สินพร้อมทั้งเสรีภาพในการนับถือศาสนาให้พวกเขาด้วยและกำหนดภาษีที่ดินที่พวกเขาจะต้องเสีย ให้เป็นไปอย่างยุติธรรม 

          ความสัมพันธ์ระหว่างท่านศาสดากับชาวยิวท่านศาสดาได้ให้สัญญาแก่ชาวยิวซึ่งบ่งว่าพวกเขาจะได้รับประกันสิทธิทางการปกครองและศาสนา ชาวยิวก็ให้ประกันว่าพวกเขาจะไม่ทำอันตรายใดๆ แก่ชาวมุสลิม ยิ่งกว่านั้นพวกเขาจะช่วยมุสลิมด้วยถ้ามุสลิมถูกผู้ใดโจมตี 

           ก่อนที่ท่านศาสดาจะมายังเมืองมะดีนะฮ์ ชาวยิวในมะดีนะฮ์ก็รู้แล้วจากคัมภีร์ของเขาว่าจะมีศาสดามา และ เมื่อท่านศาสดามุฮัมมัดมาอยู่ท่ามกลางพวกเขา พวกเขาก็รู้ว่านี่ต้องเป็นศาสดาที่ถูกกล่าวถึงนั่นเอง แต่แล้วพวกยิวก็มิได้รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เมื่ออิสลามมีอำนาจมากขึ้นพวกเขาก็คิดว่านั่นเป็นความประสงค์ร้ายต่อความรุ่งเรืองทางด้านการค้าและเศรษฐกิจของพวกเขา ในไม่ช้าพวกเขาก็ลุกขึ้นต่อต้านอิสลาม
           ขั้นแรกพวกเขาพยายามจะก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่ชนเผ่าสำคัญๆในมะดีนะฮ์ ต่อมาพวกเขาก็ไปติดต่อกับพวกกุร็อยซ์แห่งมักกะฮ์ในระหว่างสงครามบัดร์ พวกยิวก็ไม่ได้ช่วยเหลือมุสลิมตามที่บ่งใว้ในสนธิสัญญา พอเสร็จสงครามบัดร์เท่านั้น ก็อบ(Qab) หัวหน้าชาวยิวก็ได้ประกาศเป็นศัตรูกับมุสลิมอย่างเปิดเผยและได้ติดต่ออย่างลับๆกับ อบูซุฟยานแห่งมักกะฮ์ และถึงกับพยายามจะฆ่าท่านศาสดาด้วย
           ในบรรดาชาวยิวสามกลุ่มคือกลุ่มบนู (ลูกหลานของ) กอยนุกออ์ บนูนาฏิร และบนูกุร็อยช์นั้น พวกบนูกอยนุกออ์ (Banu Quinukah1) เป็นพวกที่มั่งคั่งที่สุดและเป็นกลุ่มแรกที่ละเมิดสนธิสัญญา ท่านศาสดาพยายามที่จะเจรจากับพวกเขาโดยดีแต่ก็ไม่มีผลจึงต้องใช้กำลังทหารไป ล้อมยิวพวกกอยนุกออ์ไว้ และก็คือต้องขับไล่ชาวยิวออกจากเมืองมะดีนะฮ์ ในปีที่สามแห่ง ฮศ. ก็อบก็ถูกประหารชีวิต เนื่องจากทำการกบฏต่อมะดีนะฮ์และชาวมุสลิม



             ในปีที่สี่แห่ง ฮศ. ชาวยิวกลุ่มบนูนะฏิร ได้วางแผนที่จะฆ่าท่านศาสดา พวกเขาได้คบคิดกับพวกกุร็อยช์จะแข็งข้อต่อมุสลิมในที่สุดจึงถูกขับไล่ออกจากมะดีนะฮ์ไป ชาวยิวกลุ่มบนูกุร็อยช์เป็นกลุ่มที่สามและกลุ่มสุดท้ายที่ทรยศ 

             ในระหว่างสงครามอุฮุดพวกเขาทรยศต่อมุสลิม ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับการยกเว้นจากการเนรเทศ แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็ละเมิดคำสัญญาไปร่วมกับพวกกุร็อยช์อย่างเปิดเผยเพื่อที่จะต่อต้านมุสลิม และเร่งให้เกิดสงครามคูเมืองขึ้นในขณะที่มะดีนะฮ์ถูกล้อม พวกเขาก็ก่าอการร้ายขึ้นในเมืองจนถึงกับนองเลือด หลังจากสงคราม ยิวกลุ่มบนูกุร็อยช์ก็ถูกสั่งให้ออกจากเมืองไป แต่พวกเขาไม่ยอมทำตาม ท่านศาสดาจึงสั่งให้ล้อมที่อยู่ของพวกเขาใว้ ชาวยิวจึงยอมแพ้และขอเจรจาไกล่เกลี่ย ท่านศาสดาได้ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจในพวกเขาเองเป็นคนพิจารณา ผลของการตัดสินปรากฏว่าผู้ชายสามสี่ร้อยคนถูกประหารชีวิต และคนที่เหลือก็ถูกเนรเทศไปยังซีเรีย เห็นได้ว่าชาวยิวทำการกบฏอย่างร้ายกาจ ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะทำให้เกิดการฆ่าหมู่ชาวมุสลิม จึงสมควรได้รับโทษเช่นนั้น แต่กระนั้นท่านศาสดาก็ยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะประนีประนอมกับพวกเขา แต่ทุกครั้งพวกเขากลับลอบทำร้ายชาวมุสลิมลับหลัง

             ชาวยิวส่วนมากที่ถูกเนรเทศได้ไปอยู่ที่เมืองค็อยบัรใกล้เขตแดนซีเรีย พวกเขาเริ่มวางแผนร่วมกับพวกเบดูอินจะมารุกรานมะดีนะฮ์ พวกเขาทำการปล้นสะดมบ้านเรือน แย่งชิงเอาทรัพย์สมบัติไป ในปีที่เจ็ดแห่ง ฮศ. ป้อมปราการของพวกเขาที่ค็อยบัรก็ถูกทหารมุสลิมเข้าล้อมและยึดได้ พวกเขาได้รับอนุญาติให้อาศัยอยู่ที่นั่นได้อย่างเดิมแต่ต้องจ่ายเป็นผลิตผลบางอย่างเป็นบรรณาการให้แก่รัฐบาลกลาง แต่กระนั้นชาวยิวก็ยังไม่ล้มเลิกที่จะคิดร้ายต่อมุสลิมและท่านศาสดา ครั้งหนึ่งพวกเขาได้วางแผนฆ่าท่านโดยวางยาพิษแต่เคราะห์ดีที่ท่านปลอดภัย ท่านได้แสดงความปารถนาดีต่อพวกเขาอีกโดยมิได้ลงโทษแต่อย่างใด เพียงแต่คนที่วางยาพิษศาสดาคนเดียวเท่านั้นที่ถูกประหารชีวิต พวกเขายังคิดแผนการร้ายต่างๆ ต่อมุสลิมจนถึงสมัยของเคาะลีฟะฮฺ คนที่สองคือท่านอุมัร (Umar) จึงถูกขับไล่ออกจากซีเรียทั้งหมด นับแต่นั้นมาชาวยิวจึงไม่มีหลงเหลืออยู่ในอารเบียอยู่เลย 

          การทำฮัจญ์ในที่สุดเวลาที่ท่านศาสดาจะไปเยือนมักกะฮ์เพื่อทำฮัจญ์ได้ตามสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ ก็มาถึง ท่านและผู้ติดตามได้ไปยังมักกะฮ์และพวกกุร็อยช์ก็ได้ทิ้งเมืองไปตามสัญญาปล่อยให้ท่านและพรรคพวกอยู่ในมักกะฮ์เป็นเวลาสามวัน หลังจากนั้นมุสลิมก็เดินทางกลับมามะดีนะฮ์
              การสู้รบที่มุอ์ตะฮฺ (Mutah)หลังจากกลับจากมักกะฮ์แล้วท่านศาสดาได้ส่งทูต 50 คนไปที่กลุ่มบนูซาลิม (Bnu salem) เพื่อเผยแพร่อิสลามแต่ทูตส่วนมากถูกฆ่าตาย หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่นานท่านก็ได้ส่งทูต 15 คนไปยังซัตอัตลา (Dhat atla) ในเขตแดนซีเรียอีกแต่ทูตถูกระดมยิงด้วยธนูจนสิ้นชีวิตหมด เหลือรอดชีวิตมาได้คนเดียว ในขณะเดียวกันนี้ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ขึ้นอีกอย่างหนึ่งซึ่งบังคับให้ท่านศาสดาต้องบุกเข้าไปในเขตแดนของโรมัน คือ ทูตคนหนึ่งถูกผู้ปกครองเมืองมุตะฮฺ ซึ่งเป็นคริสเตียนมีชื่อว่าชูรอบิล (Shurahbil) ฆ่าตายในขณะที่เขากำลังเดินทางไปหาเจ้าชายแห่งแคว้นฆ็อสสานิด (Chasanid) ที่เมือง บัสเราะฮฺ (Basrah) การกระทำเช่นนี้เป็นภัยต่อความสงบระหว่างประเทศ ท่านศาสดาจึงสั่งให้ซัยด์ (Zald) ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของท่านนำทัพไปยังจุดที่ทูตศาสนาผู้นั้นถูกฆ่าตาย กองทัพของซัยด์ และ ซุเราะบีล พบกันที่จุดนี้ และเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดขึ้น

          ซัยด์ ยะอฺฟัร (ja’far) และอับดุลเลาะฮฺ (Abdullah) สิ้นชีวิตลงแต่ คอลิด (Khalid) ก็แก้ไขสถานการณ์ได้ ทำให้กองทัพมุสลิมได้ชัยชนะฝ่ายข้าศึก
บาซ ที่ 20:46

ที่มา

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1899408003644441&id=100007257799433
3  ศาสนาอิสลาม / ประวัตินบี สาวก อุลามะฮฺ / คอลีฟะห์ ท่าน อาลี บุตรของท่านอบูฏอลิบ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 03:05:42 pm
คอลีฟะห์ ท่าน อาลี บุตรของท่านอบูฏอลิบ 


ยยย
ภาพประกอบ http://1.bp.blogspot.com

           ประวัติท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

   
   ฮิจเราะฮฺศักราชที่ 35 - 40



ชาติตระกูล

        คือท่านอาลี บุตร อะบีตอลิบ บุตรของลุงของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ภรรยาคือนางฟาติมะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา คือบุตรีของท่านร่อซูล เขาเป็นคอลีฟะห์คนที่ 4 และเป็นหนึ่งในสิบของผู้เข้าสวรรค์ก่อนใคร เขากำเนิดก่อนการแต่งตั้งของท่านร่อซูล ประมาณ สิบปี บิดาของเขาคือ อบูอับดุลมานาฟ บุตรของอับดุลมุตตอลิบ บุตรของฮาชิม บุตรของอับดุลมานาฟ ฉายาของอาลีว่าอบีซซิบตอยนี่ หมายถึงฮาซันและฮูเซน ถูกขนานนามว่า อะบูฮาซัน และท่านร่อซูล ได้ให้ขนานนามว่าอบีตุรอบ มีรายงานจากบุคอรีว่าท่านอาลี ได้เข้าไปหานางฟาติมะห์ หลังจากนั้นก็ออกมาและนอนเอกเขนกในมัสยิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าลูกของลุงของท่านหายไปไหน? นางพูดว่า อยู่ในมัสยิด ดังนั้นท่านจึงออกไปหาที่มัสยิด และพบว่าผ้าตกจากหลังของเขาและฝุ่นได้ติดบนหลังของเขา ดังนั้นท่านจึงปัดฝุ่นที่หลัง ท่านพูดว่าจงนั่ง
โอ้พ่อฝุ่น ถึงสองครั้ง




การเข้ารับอิสลาม

         ท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลามและอาศัยอยู่ในความดูแลของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านอุปการะเลี้ยงดู เพื่อลดภาระที่ลุงของท่านได้แบกไว้ขณะที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกแต่งตั้งท่านอาลียังอยู่ในการดูแลของท่านดังนั้นท่านได้เรียกร้องให้เข้ารับอิสลาม เขาได้เข้ารับอิสลามและเชื่อฟังปฏิบัติตามขณะที่ท่านอายุได้8 หรือ10ปี เท่านั้น




คุณสมบัติทางโครงสร้าง

        ท่านอาลี เป็นคนรอบรู้และฉลาดเป็นที่ร่ำลือกัน ด้านความฉะฉาน และเป็นคนกล้าหาญ ซื่อสัตย์สุจริต เป็นสุภาพบุรุษ ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา และเคารพรักษาสัญญาให้เกียรติผู้อื่น ท่านอาลี มีความชื่นชมต่อโลกดุนยาและความ เพลิดพลิ้ว และเพลิดเพลินในตอนกลางคืน และมีความพอใจในการสวมใส่เสื้อผ้าที่สั้นและอาหารที่แข็งและให้ความสำคัญต่อผู้ที่ยึดมั่น ในศาสนาและเข้าใกล้คนอนาถา และจะรำพันต่อโลกดุนยาเสมอเขาพูดว่าอายุของเจ้าสั้น ที่นั่งสนทนาของเจ้าน่าสังเวช และอันตรายของเจ้าก็น้อยเหลือเกิน อันเนื่องจากเสบียงน้อย และการเดินทางอันแสนไกลและหนทางที่โดดเดี่ยว





ความประเสริฐของท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

         ท่านอาลี ร่อฎิญัลลอฮุอันฮุ มีความประเสริฐอยู่มากมาย เช่น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของฉันและฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของท่าน และท่านอุมัรบินค๊อตต๊อบ กล่าวว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สิ้นชีวิตไปเขาเป็นที่พอใจจากท่านและในสงครามคอยบัร ขณะที่กองทัพของมุสลิมไม่สามารถที่จะตีฝ่าป้อมปราการอันแข็งแกร่งทั้งสองแห่งไปได้ ท่านนบี กล่าวว่าพรุ่งนี้ฉันจะให้ธงแก่คนหนึ่งซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ ทรงประทานความสามารถในการพิชิตได้โดยน้ำมือของเขา เขากล่าวว่า บรรดาผู้คน ต่างถกเถียงกันว่าใครจะเป็นผู้รับธงจากท่านร่อซูล ในคืนนั้น จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนต่างก็มาชุมนุมกันต่อหน้าท่าน ร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หวังว่าจะได้รับธงจากท่าน ท่านร่อซูล พูดว่า ท่านอาลี บินอะบีตอลิบ อยู่ไหน? พวกเขาพูดว่า เขาเจ็บตาทั้งสองข้าง โอ้ ท่านร่อซูลุลลอฮ ท่านพูดว่า ฉันได้ส่งพวกเขาไปหาท่านอาลีและให้พามาหาฉัน เมื่อท่านอาลีมาถึงท่านได้เป่าไปในตาทั้งสองของเขา และก็ขอพรแก่เขา เขาจึงหายจนเหมือนกับว่าไม่เคยเจ็บมาก่อนเลย ท่าน นบีจึงให้เขาถือธงดังนั้นอัลลอฮฺทรงให้อาลี นำกองทัพเข้าพิชิตด้วยน้ำมือของเขา


การเสียสละตัวเอง

ท่านอาลี เปรียบดังเช่นเดียวกับบรรดาซอฮาบะฮฺที่ประเสริฐทั้งหลายจะไม่สนใจสิ่งใด จะกระทำในหนทางของการเผยแพร่ดังนั้นท่านได้เชือดสัตว์และทรัพย์สมบัติของเขาเป็นคนแรก ที่ ได้นำตัวเองพลีแทนท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาได้นอนบนเตียงของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในคืนที่ท่านอพยพ ทั้งๆที่รู้ว่าพวกมุชริกีน ลงมติที่จะสังหารท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเข้าร่วมกับท่านในทุกๆสงคราม นอกจากสงคราม ตะบูก เพียงสงครามเดียว




การเป็นคอลีฟะห์ของท่านอาลี

        หลังจากที่ท่านอุสมานได้ถูกสังหาร บรรดามุสลิมได้เลือกเขาเป็นผู้ปกครอง แต่เขาไม่ยอมรับและชอบที่จะมีรัฐมนตรีแทนที่จะเป็นผู้ปกครองรัฐมากกว่า เว้นแต่บรรดาซอฮาบะฮฺยืนกรานว่าให้เขาดำรงตำแหน่งเพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่นั้น เนื่องจากพวกปฏิวัติได้เข้ามาครอบงำมีอิทธิพลเหนืออำนาจการปกครองในเมืองมะดีนะห์ภายหลังจากที่ท่านอุสมานถูกสังหาร อย่างอธรรม และเหี้ยมโหด ยิ่งไป กว่านั้นพวกปฏิวัติได้เข้า มาข่อขู่ ชาวเมืองมะดีนะห์ ว่าจะสังหารคณะที่ปรึกษา และซอฮาบะฮฺชั้นผู้ใหญ่ และผู้ใดเล่าที่สามารถจัดการกับพวกอพยพนี้ได้ หากเขาไม่พบใครสักคนที่จะรับตำแหน่งเป็นคอลีฟะห์ พวกเขาพูดว่าฟังให้ดีนะโอ้ชาวเมืองมะดีนะห์ เราได้ให้เวลาแก่พวกเจ้าสองวันขอสาบานต่อ อัลลอฮฺ หากพวกท่านหาไม่ได้เราจะสังหารอาลีพรุ่งนี้ ฏอลฮะฮฺ กับซุเบร และผู้คนทั้งหลายมากมายในวันถัดไปเมื่อพวกมุฮาญีรีนและชาวอันศอรตั้งใจเลือกเขา เขาจึงเห็นถึงความจำเป็นต่อเขาจึงยอมรับในวันเสาร์ที่19 เดือน ซุลฮิจยะฮฺ ท่านอาลีได้ออกไปมัสยิดและขึ้นบนมิมบัร ดังนั้นพวกอพยพและชาวอันศอรได้ทำการให้สัตยาบันและผู้คนได้ให้สัตยาบันแก่เขา ก็มี ซุเบร บินเอาวาม ฏอลฮะฮฺ บินอุบัยดิลลาฮฺ




งานที่สำคัญของท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุหลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครอง

เป็นความประสงค์ของอัลลอฮฺที่จะให้เกิดฟิตนะห์ ความวุ่นวายหลังจากที่ท่านอุสมานถูกสังหารที่ยืดเยื่อ และพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นด้วยกับเล่ห์เหลี่ยมของศัตรูของอิสลาม เป็นการทดสอบความสามารถของมุสลิม คือมหาบริสุทธิ์สำหรับพระองค์ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง เป็นผู้ที่ตัดสินในกรณีต่างๆของเขาหลังจากที่อาลีได้รับการให้สัตยาบัน เป็นคอลีฟะห์ เขาได้ดำเนินงานต่อไปนี้

ประการที่1

การที่อาลีได้ถอดถอนผู้ปกครองของอุสมานที่มีประชาชนได้ร้องทุกข์ต่อเขาและได้ถอดถอนเช่นเดียวกันคือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา


ประการที่ 2 

ท่านอาลีเลื่อนการสำเร็จโทษต่อผู้ที่สังหารอุสมาน โดยตัดสินให้เนรเทศไปที่เมืองอื่น จนกว่าจะมีคำตัดสินเป็นเอกฉันท์ ของบรรดามุสลิมจากทั่วทุกสารทิศของประเทศท่าทีของซอฮาบะฮฺบางคนจากการทำงานนี้
เจ้าหน้าที่บางคนมีการตอบรับการปลดครั้งนี้ และบางคนไม่ตอบรับ ซึ่งมีผู้ปกครองแคว้นชาม คือมุอาวียะฮฺ บิน อะบีซุฟยาน รวมอยู่ด้วย ทั้งๆที่เขายอมรับถึงความประเสริฐของอาลี และจำนนต่อความสูงส่งของเขา และสาเหตุที่ไม่ตอบรับเขา คือการยืนกรานที่จะสำเร็จโทษต่ออาชญากร ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งนี่คือจุดเริ่มต้นของการขัดแย้ง และสิ่งที่เขาได้ดำเนินไประหว่างอาลีกับมุอาวียะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา เป็นบ่อเกิดแห่งการใช้วิจารณญาณ ที่ไม่มีการขัดแย้งเลยจากมุอาวียะฮฺ ในการเป็นผู้นำดังนั้นอะหฺลุซซุนนะฮฺและอัลยะมาอะฮฺ ได้มีมติว่าทั้งสองพวกได้รับการตอบแทน ผู้ถูกได้สองเท่าและผู้ผิดได้หนึ่งเท่า เช่นเดียวกับที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า เมื่อผู้ปกครองตัดสินได้ตัดสินให้ใช้วินิจฉัยหลังจากที่ได้รับความถูกต้องจะได้รับสองเท่า และเมื่อตัดสินจงใช้วินิจฉัยหลังจากที่ผิดพลาด เขาจะได้รับการตอบแทนหนึ่งเท่า

ดังนั้นผลที่ออกมาเป็นการฉวยโอกาสของผู้อิจฉาริษยาต่อการขัดแย้งกัน จนเกิดทำสงครามที่น่าเศร้าสลดสองครั้งระหว่างมุสลิมเป็นการป้องกันจากสิ่งที่เขายึดถือในแต่ละฝ่ายจากความจริงและความถูกต้องครั้งแรกจะดีกว่า

สงครามอูฐ(ฮ.ศ. 36)

สาเหตุเนื่องมาจากพระนางอาอีชะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา พร้อมด้วยฏอลฮะห์และซุบัยรฺ รอฎิฯ
ได้มุ่งหน้าสู่บัสเราะห์ ซึ่งมีประชาชนมากมายร่วมด้วย โดยมีเจตนาประสานใจและคลีคลายสถานการณ์ที่ปั่นป่วนให้สงบลงและประนีประนอม ระหว่างประชาชนทั้งหลาย ขณะที่ได้มีการขัดแย้งกันหลังจากที่อาลี ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ โดยปฏิบัติตามคำดำรัสของอัลลอฮฺ (ไม่มีความดีในการชุมนุมของพวกเขาส่วนมากนอกจากผู้ที่ใช้ให้บริจาคหรือทำความดี หรือประนีประนอมระหว่างผู้คนทั้งหลาย) หลังจากอาลีได้ยินว่า นางอาอีชะห์ ออก ไปบัสเราะห์ เขาได้นำทหารออกไปโดยมีเป้าหมายประนีประนอมเช่นเดียวกัน ด้วยหลักฐานที่เป็นคำพูดของเขา ขณะถูกถามว่า สิ่งใดที่ท่านต้องการ? และที่ไหนที่ท่านจะไป? เขากล่าวว่า สิ่งที่เราต้องการและตั้งใจคือการประนีประนอมหากฝ่ายอาอีชะห์รับจากเรา และตอบสนองเรา เขากล่าวว่าแล้วหากไม่ตอบรับการประนีประนอม เขาพูดว่าเราจะปล่อยพวกเขาตามข้ออ้างของพวกเขาและให้สิทธิแก่พวกเราและเราจะเดินทางจากไป เขากล่าวว่า หากพวกเขาไม่ยินยอม เขาพูดว่า เราจะปล่อยพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาไม่ยุ่งกับพวกเรา เขาพูดว่า หากพวกเขาไม่ปล่อยพวกเรา เขาพูดว่า เราจะยับยั้งพวกเขา เขาพูดว่า หมายถึงผู้ถาม ถ้าเช่นนั้นก็ใช่ และการสนทนาและการทำความเข้าใจระหว่างเขากับอาอีชะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา และผู้ที่อยู่ฝ่ายนางก็ดำเนินไป ทหารทั้งสองฝ่ายค้างแรมด้วยความสงบ แต่ทว่าความวุ่นวายของอับดุลลอฮ บุตรของสะบะอฺ และพรรคพวกของเขากลัวว่าตัวเองจะมีอันตรายหากมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย จึงได้ลุกขึ้นในช่วงรุ่งอรุณและแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มได้เข้าจู่โจมค่ายทหารของอีกฝ่าย บรรดาทหารได้จับอาวุธโดยคิดว่ามีการหักหลังกัน และ มีการปะทะกันอย่างขมขื่นทั้งสองฝ่ายจนกระทั่งอูฐของนางอาอีชะห์ ถูกเชือด กองทหารจึงแตกทัพกระเจิงและการต่อสู้ จึงได้สิ้นสุดลง
และนางอาอีชะห์ได้กลับมักกะฮฺ หลังจากที่อาลี ได้ตระเตรียมทุกสิ่งที่นางต้องการให้กับนางและเขาได้เดินเคียงข้างที่นั่งบนหลังอูฐของนางจนถึงนอกนครมะดีนะห์ และได้ให้พี่ชายของนางคือ
มูฮำหมัด บุตรของอบูบักร เดินไปพร้อมกับนาง และได้ให้ลูกของนางเดินไปกับนาง เป็นระยะทางหนึ่งวัน


ครั้งที่สอง สงครามซิฟฟิน ฮ.ศ.37
ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่สอง เป็นผลมาจากการขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอาลีกับมุอาวียะฮฺ
และบรรดาผู้อิจฉาริษยาได้ฉกฉวยโอกาส ซึ่งเราได้แจกแจงสาเหตุของการขัดแย้งครั้งนี้มาก่อนแล้ว ฝ่ายอาลี และฝ่ายมุอาวียะฮฺ ได้ทำสัญญาเป็นระยะเวลาหกเดือนก่อนทำสงคราม และนี่เป็นการบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการประนีประนอม แต่ทว่าไม่สามารถบรรลุถึงผลลัพธ์ใดๆในระหว่างระยะนี้ได้ สงครามจึงได้เกิดขึ้นตามขั้นตอนต่อไปนี้

      1. การทดสอบกำลังของศัตรูก่อนการสู้รบของทั้งสองฝ่าย
เป็นการนำน้ำที่อยู่ภายใต้การครอบครองของกองทหารของมุอาวีฮฺทั้งสองฝ่ายจึงสู้รบกัน และทหารของอาลีได้รับชัยชนะและได้ขับไล่ทหารของมุอาวียะฮฺถอยร่นออกไปจากพวกเขา แล้วอาลี ได้ให้ทหารของเขานำน้ำเท่าที่จำเป็นไปใช้และปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใช้ด้วย


     2.การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นด้วยกำลังที่แตกต่างกัน
โดยไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แม้น้ำหนักจะเอนเอียงไปทางอาลี ก็ตาม ทั้งๆที่เป็นเช่นนั้น สมาชิกของทหารทั้งสองฝ่ายจำนวนมากจะพบปะกันในเวลากลางคืนและพูดคุยกันก็ตาม
สิ้นสุดเหตุการณ์และยุติการนองเลือดระหว่างชาวอีรักกับชาวชาม
ผู้มีความจริงใจกลัวว่าบรรดามุสลิมบางส่วนจะทำให้อีกบางส่วนล้มตาย จึงปรารถนาที่จะช่วยเหลือพวกเขาต่อการยุติการประหัตประหารกันโดยอัมรฺ บุตรของอัลอาศ ได้ตรึกตรองเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเวลานานจนนำไปสู่ความคิดที่จะใช้ อัลกุรอานตัดสินเพื่อยุติการประหัตประหารต่อกันครั้งใหญ่ เวลานั้นเขาได้ให้ทัศนะต่อมุอาวียะฮฺ เขาดีใจกับทัศนะนี้ และทหารของชามได้ชูอัลกุรอานขึ้น ทหารของอาลี จึงเกิดความกลัวที่จะรบกับพวกเขา การสู้รบจึงยุติลลงและทหารทั้งสองฝ่ายจึงแตกกระจายหลังจากตัดสินปัญหา และทุกคนก็กลับไปเมืองของเขา
อาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ตายชะฮีด

      อาลี ได้ตายชะฮีดในวันที่ 17 เดือน รอมฎอน ปี ฮ.ศ. 40 ด้วยน้ำมือของพวกคอวาริจคนหนึ่ง มีชื่อว่า อับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิม เขาคิดว่าการที่เขาสังหารอาลี จะทำให้เขาเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ เขาได้ประชุมกับเพื่อนสองคนของเขา และทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับบรรดามุสลิม พวกเขากล่าวว่า พวกเราน่าจะสังหารผู้นำที่หลงทางและทำให้ประเทศหลุดพ้นจากพวกเขา อับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิมกล่าวว่า ฉันจะจัดการอาลีเอง เพื่อนของเขาคืออัมรฺ บุตรของอับดุลลอฮฺ กล่าวว่า ฉันจะจัดการกับมุอาวียะฮฺเอง อัมรฺบุตรของบักรกล่าวว่า ฉันจะจัดการกับอัมร์ บุตรของอาศเอง พวกเขาลงความเห็นว่าจะต้องาจัดการภายในคืนเดียวกัน ซึ่งอับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิม สามารถสังหารอาลี ได้ด้วยดาบอาบยาพิษ ขณะที่อาลีไปละหมาดซุบฮิ โดยร้องว่าละหมาด ละหมาด ในขณะที่เพื่อนทั้งสองของเขาล้มเหลวในการสังหารมุอาวียะฮฺและอัมรฺ บุตรของอาศ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาอมีรุลมุมินีนอย่างกว้างขวาง และตอบแทนเขาที่ทำเพื่ออิสลามและมุสลิมอย่างดียิ่ง




ปีแห่งการรวมเป็นเอกภาพ ฮ.ศ.41

         ชาวอีรักได้ให้สัตยาบันแก่ฮาซัน บุตรของอาลี ในวันที่อาลี ตายชะฮีด และ มีข่าวถึงมุอาวียะฮฺ ว่าฮาซันเตรียมหารมากมาย เพื่อสู้รบกับเขา เขาจึงเตรียมทหารของเขาเป็นการระวังและเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์ต่างๆ บุคอรีได้รายงานในซอฮีฮฺของเขาจากฮาซัน อัลบัสรีย์กล่าวว่า ขอสาบานต่อ อัลลอฮฺ ฮาซัน บุตรของอาลี ได้ต้อนรับมุอาวียะฮฺ ด้วยกองทหารจำนวนมากมายที่ไม่ยอมหันหลังกลับแน่จนกว่าจะสังหารฝ่ายตรงกันข้าม มุอาวียะฮฺจึงกล่าวกับเขาว่า อัมรฺ เอ๋ย หากพวกนั้นสังหารพวกนั้น พวกนั้นสังหารพวกนั้น ผู้ใดจะดูแลเรื่องราวของประชาชนให้ฉัน? ผู้ใดจะดูแลลูกๆของพวกเขาให้ฉัน?ผู้ใดจะจัดการผู้สูญหายจากพวกเขาให้ฉัน? เขาจึงส่งชายสองคนจากพวกกุเรสจากบนีอับดิชัมส์ ไปหาเขาคือฮาซัน ทั้งสองคนก็คืออับดุลเราะห์มาน บุตรของสะมิเราะห์กับอับดุลลอฮฺ บุตรของอามิรเขาพูดว่า จงไปหาชายคนนี้แล้วเสนอแก่เขาและจงพูดคุยกับเขาและจงขอคือข้อตกลงทั้งสองมาหาเขา เข้าไปหาเขา พูดคุยกับเขาและขอร้องเขา ฮาซันบุตรของอาลีกล่าวกับคนทั้งสองว่า เรามาจากบนูอับดุลมุตตอลิบได้รับทรัพย์นี้แต่ประชาชรตินี้ต้องเสียไปในกองเลือด คนทั้งสองกล่าวว่า เขาเสนออย่างนี้ กับท่าน ขอร้องท่านและให้ถามท่าน เขากล่าวว่า แล้วใครจะรับประกันสิ่งนี้ให้แก่ฉัน?คนทั้งสองกล่าวว่า เราจะรับประกันให้แก่ท่านไม่ว่าเขาจะขอสิ่งใดกับคนทั้งสอง และคนทั้งสองกล่าวว่า เราจะรับประกันให้แก่ท่าน เขาจึงนำข้อตกลงประนีประนอมและสละอำนาจให้กับเขา และเช่นนี้แหละความวุ่นวายจึงได้ยุติลงและอัลลอฮฺทรงให้เกิดการประสานรอยร้าวระหว่างบรรดามุสลิมด้วยกับฮาซัน อันเนื่องมาจากศาสนาของเขา สติปัญญาของเขา และความยำเกรงของเขาแล้วคำพูดของท่าน นบี ที่บุคอรีย์รายงานไว้ในซอฮีฮฺจึงประจักรความจริงออกมา " แท้จริงหลานของฉันคนนี้ เป็นผู้นำและหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้เขาประสานรอยร้าวระหว่างสองฝ่ายที่มีจำนวนมหาศาลจากมุสลิมีน"





ที่มา : วารสารศูนย์อิสลามศึกษา พญาไท ปีที่ 1 ฉบับที่ 7
วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2549
( ตรงกับวันที่ 3 ร่อบีอุซซานี ฮ.ศ. 1427 )
โดย อ.ซอลีฮีน มานะ

คัดลอกโดย annisaa.com
4  ศาสนาอิสลาม / ประวัตินบี สาวก อุลามะฮฺ / มุอาวิยะฮ์(Mu awiyah) ลักษณะพิเศษของสมัยอุมัยยะฮ์ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 02:49:56 pm
มุอาวิยะฮ์(Mu awiyah)ลักษณะพิเศษของสมัยอุมัยยะฮ์

ยยย
ภาพจาก
http://1.bp.blogspot.com

            การเข้าครอบครองอาณาจักรอิสลามของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ไม่ได้หมายถึงแค่การเปลี่ยนราชวงศ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนหลักการและกำเนิดขององค์ประกอบใหม่ๆ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากมายต่อชะตากรรมของอาณาจักรอิสลามและพัฒนาการของประเทศอีกด้วย ดังจะเห็นได้คือในสมัยของคอลีฟะฮ์ทั้งสี่ ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ถูกเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากในเมืองมะดีนะฮ์ และชาวอาหรับนอกเมืองมะดีนะฮ์ก็เคารพต่อการเลือกตั้งนั้นด้วย แต่ในสมัยมุอาวิยะฮ์เป็นต้นมา กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเป็นผู้แต่งตั้งผู้สืบต่อโดยท่านเอง และผู้ได้รับแต่งตั้งก็ทำสัตย์สาบานต่อหน้าท่าน ระบบการแต่งตั้งนี้เป็นการถอนรากถอนโคนลักษณะแบบสาธารณรัฐของอิสลามเสียสิ้น ในสมัยเคาะลีฟะฮ์ทั้งสี่บัยตุลมาลหรือกองคลัง สาธารณะเป็นสมบัติของประชาชน ประชาชนทุกคนในอาณาจักรมีสิทธิ์ในเงินนี้เท่าๆกัน แต่ทว่านับตั้งแต่สมัยมุอาวิยะฮ์มา กองคลังนี้ได้กลายเป็นสมบัติของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ เคาะลีฟะฮ์ทุกท่านในราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ถือว่าบัยตุลมาลเป็นสมบัติส่วนตัวของตนและใช้จ่ายเงินทองในนั้นตามความประสงค์ของท่านเว้นแต่ อุมัรบินอับดุลอาซีซเท่านั้น

            ในสมัยเคาะลีฟะฮ์สี่ท่าน เคาะลีฟะฮ์มีสภาอาวุโสเป็นผู้ช่วย เรื่องราวที่สำคัญทั้งหลายได้รับการอภิปรายปรึกษาหารือกันอย่างเปิดเผย คนธรรมดาสามัญก็มีเสียงในการปกครองนั้นด้วย ลักษณะสำคัญที่สุดของสมัยนั้นก็คือมีการคิดอย่างอิสระ และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลได้อย่างเสรี แต่ในสมัยอุมัยยะฮ์สภาอาวุโสได้ถูกล้มเลิกไปและไม่ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลได้โดยเสรีอีกต่อไป

           ในสมัยสาธารณรัฐอิสลาม คำสั่งสอนของท่านศาสดาได้กวาดล้างความอิจฉาริษยาระหว่างเผ่าพันธ์ออกไป ถึงแม้จะยังมีอยู่มันก็ถูกหักห้ามไว้ แต่ในสมัยอุมัยยะฮ์ได้มีการรื้อฟื้นความเป็นปรปักษ์ระหว่างเผ่าขึ้นมาใหม่เพื่อผลประโยชน์ของราชวงศ์นั่นเอง ความอิจฉาริษยาระหว่างพวกมุฏอรีย์(Mudarith)กับพวกฮิมยะรีย์(Himyarith) ซึ่งเกือบจะหมดไปแล้วในสมัยสาธารณรัฐอิสลามได้ทำให้กำลังของอิสลามอ่อนแอลง และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์อุมัยยะฮ์ในตอนหลัง

         เคาะลีฟะฮ์ทั้งสี่ทำตัวให้ราษฏร์แม้ที่ต่ำต้อยที่สุดก็เข้าถึงได้ ท่านมักจะออกมาเดินเที่ยวในยามกลางคืนเพื่อดูสภาพของประชาชนโดยไม่มีองค์รักษ์คุ้มครอง ท่านมีความเป็นอยู่ตามหลักการของอิสลาม ไม่เคยมีราชวังใหญ่โตอยู่ ตรงกันข้ามกับเคาะลีฟะฮ์ในสมัยอุมัยะฮ์ ซึ่งจะอยู่ในปราสาทราชวังและมีทหารองค์รักษ์ การดื่มสุรา การพนัน การแข่งม้า ฯลฯ ถูกนำมาในสังคม จึงนับได้ว่าศักราชใหม่ในประวัติศาสตร์ของอิสลามได้มาถึงพร้อมกับการเข้าครองของราชวงศ์อุมัยยะฮ์


ชีวิตในตอนต้นของมุอาวิยะฮ์

          มุอาวิยะฮ์เป็นบุตรชายของอบูซุฟยาน ซึ่งเป็นหัวหน้าของตระกูลกุร็อยช์ และเคยเป็นศัตรูที่น่ากลัวของท่านศาสดามาช้านาน เมื่อท่านศาสดายึดมักกะฮ์ได้ ตัวเขาพร้อมบิดาและสมาชิกคนอื่นๆของเผ่าบนูอุมัยยะฮ์ก็เข้ารับอิสลาม และอุทิศตนให้แก่การทำประโยชน์เพื่ออิสลาม ท่านศาสดาได้แต่งตั้งให้เขาเป็นเลขานุการส่วนตัวของท่าน และได้ยกน้องสาวของท่านคือ อุมมุฮะบีบะฮ์ ให้แต่งงานกับเขา

           งานทางด้านการเมืองของมุอาวิยะฮ์ เริ่มขึ้นในสมัยท่านอุมัร หลังจากที่น้องชายของเขาคือ ยะซีด บีน อบูซุฟยาน สิ้นชีวิตลงในการสู้รบที่ยัรมูก มุอาวิยะฮ์ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ครองจังหวัดหนึ่งในซีเรีย ด้วยการทำงานหนักและการบริหารได้ผลดีของเขา ในไม่ช้าท่านอุมัรก็ได้แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ครองแคว้นซีเรียทั้งแคว้น เมื่อท่านอุษมานขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์ เขาก็ยังคงดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ ในระยะนั้นเขาพยายามขยายเขตแดนของอาณาจักรอิสลามออกไปเหนืออาณาจักรไบแซนไตน์ ในสมัยท่านอาลีเป็นเคาะลีฟะฮ์ เขาต้องต่อสู้กับท่านเพื่อรักษาตำแหน่งของเขาไว้ อาจจะเป็นระยะนั้นก็ได้ที่ความคิดอยากจะเป็นเคาะลีฟะฮ์เสียเองได้ผุดขึ้นมาในใจของมุอาวิยะฮ์ เมื่อท่านฮาซันได้สละตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ มุอาวิยะฮ์ก็กลายเป็นเคาะลีฟะฮ์ของอิสลามแทน

ในสมัยที่เป็นเคาะลีฟะฮ์

        เมื่อได้ขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์แล้ว มุอาวิยะฮ์ก็ได้อุทิศตนให้แก่การทำให้อาณาจักรอิสลามผนึกเข้าเป็นปึกแผ่น ตั้งแต่ท่านเคาะลีฟะฮ์อุษมานถูกฆ่าตาย ความสามัคคีในอาณาจักรก็แตกสลายและประเทศก็ไร้ความสงบสุข ในตอนแรกมุอาวิยะฮ์ได้ย้ายเมืองหลวงจากคูฟะฮ์ไปอยู่ที่ดามัสกัส เพื่อความสะดวกของท่านเอง พวกคอริญีย์ ฮิมยะรีย์ และมุฏอรีย์ เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นในอาณาจักรเนืองๆ ท่านจึงปราบปรามอำนาจของพวกคอริญีย์ลง แล้วก็หันไปเอาใจใส่ต่อพวกฮิมยะรีย์และมุฏอรีย์

             ในสมัยท่านศาสดามีประชาชนกลุ่มต่างๆในอารเบียที่อ้างว่าตนสืบเชื้อสายมาจากอิสมาอีลบุตรชายของอิบรอฮีม คนเหล่านี้แต่เดิมอาศัยอยู่ในยะมัน จึงถูกเรียกว่ายะมานีย์ พวกกอฮฺตานีย์นั้นในสมัยต่อมาถูกถือว่าเป็นพวกฮิมยะรีย์ซึ่งมาจากฮิมัร (Himur) ผู้เป็นบุตรชายคนหนึ่งของอับดุชชัมส์ พวกอิสมาอีรียะฮ์ อาศัยอยู่ในแคว้นหิยาซ บางทีก็ถูกเรียกว่าเผ่าบนูมะอาดซึ่งมาจากมูดัร หลานปู่ของมะอาด พวกบนูกุร็อยช์ บนูกัยส์ บนูบักร์ บนูตัฆลิบ และบนูตะมีม ต่างก็เป็นสาขาย่อยของคนเผ่านี้ พวกฮิมยะรีย์เป็นพวกที่มีอารยธรรมสูง ในขณะที่พวกมุฏอรีย์เป็นพวกเร่ร่อนและมีอาชีพในทางเลี้ยงสัตว์ สองเผ่านี้เป็นปรปักษ์กันมานานก่อนท่านศาสดาเกิด คำสอนของท่านศาสดาได้ลบล้างความเป็นปรปักษ์นี้ออกไป และท่านเคาะลีฟะฮ์อุมัรก็ได้ปรับปรุงให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่านี้ดีขึ้น แต่เมื่อมาถึงสมัยมุอาวิยะฮ์ พวกเขากลับทะเลาะวิวาทกันใหม่และเคาะลีฟะฮ์ก็เป็นฝ่ายกระพือความเป็นศัตรูกันขึ้นด้วย เพื่อประโยชน์ของท่านเอง ท่านมีนโยบายที่จะให้คนสองเผ่านี้คานอำนาจกันไว้จึงไม่ยอมให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตกอยู่ใต้อีกฝ่ายหนึ่งได้

           มุอาวิยะฮ์ได้ทรงแต่งตั้งผู้บริหารแผ่นดินที่มีความสามารถให้ช่วยปราบปรามผู้ที่ก่อความเดือดร้อนขึ้น และได้ขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง มุอาวิยะฮ์เอาชัยชนะต่อท่านอาลี และในที่สุดก็ได้สร้างราชวงศ์ขึ้นใหม่ได้ ก็เพราะอัมร์ บิน อาส ผู้ตีอียิปต์ได้และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ครองนครอียิปต์มาจนกระทั่งท่านสิ้นชีวิตนั่นเอง

ชัยชนะของมุอาวิยะฮ์

          เมื่อตั้งตัวได้สำเร็จแล้ว มุอาวิยะฮ์ก็หาทางพิชิตดินแดนอื่นๆต่อไป การพิชิตแอฟริกาเหนือนับเป็นเหตุการณ์สำคัญในสมัยของท่าน เนื่องจากในตอนต้นสมัยของท่าน อัมร์ บิน อาสผู้ปกครองอียิปต์ได้รับความเดือดร้อนจากพวกโรมันอย่างมาก จึงส่งแม่ทัพของเขาซึ่งชื่ออุกบะฮ์ ไปยังแอฟริกาเหนือ ได้ทำการต่อสู้กับพวกโรมันอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดก็เอาชนะพวกโรมันได้และได้เข้าครองแอฟริกาเหนือ เขาได้สร้างเมืองก็อยรอวาน(Kairawan) ขึ้นทางใต้ของตูนิสเมื่อฮศ.50หรือคศ.670 และสร้างป้อมปราการขึ้นในเมืองนั้นอย่างแข็งแรง เพื่อป้องการโจมตีของพวกเบอร์เบอร์(Berber) ต่อมาเมืองนี้ได้เป็นเมืองหลวงของแอฟริกาเหนือ

           แต่ต่อมาอีกสามปี กองทัพโรมันได้เข้าสมทบกับกองทัพเบอร์เบอร์มาโจมตีอุกบะฮ์ อุกบะฮ์พ่ายแพ้และเสียชีวิตในสนามรบ เมืองก็อยรอวานจึงตกไปอยู่ในมือของเบอร์เบอร์อีก
ความทะเยอทะยานอีกอย่างหนึ่งของมุอาวิยะฮ์ก็คือ ต้องการพิชิตเมืองคอนสแตนติโนเปิลอันเป็นเมืองหลวงของไบแซนไตน์ให้ได้ ท่านจึงส่งยะซิดโอรสของท่านไปตีคอนสแตนติโนเปิล แต่ก็ไม่ได้รับความสำเร็จ

           มุอาวิยะฮ์เป็นท่านแรกที่สร้างกองทัพเรือมุสลิมขึ้น ในขณะที่ยังเป็นผู้ปกครองซีเรียอยู่นั้น ท่านได้ทรงสร้างเรือรบจำนวนเกือบ 500 ลำ ยกไปรบกับชาวกรีกที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และตีได้เกาะไซปรัส เกาะโรดส์ และเกาะอื่นๆของกรีกที่ใกล้ชายฝั่งเอเชียไมเนอร์

          มุอาวิยะฮ์ขยายดินแดนไปทางทิศตะวันออกอย่างกว้างขวาง เฮรัตซึ่งแข็งข้อขึ้นก็ถูกตีได้เมื่อฮศ.41 หรือคศ.661 อีกสองปีต่อมาก็ตีกาบูล(Kabul)ได้ ฆ็อซนะฮ์ บัลค์ กอนดาฮัร บุคอรอ สะมัรก็อนด์และติรมิดฮ์ ก็ถูกผนวกเข้าในสมัยของมุอาวิยะฮ์    อาณาจักรอิสลามไม่เพียงแต่รวมกำลังอย่างมั่นคงเท่านั้น แต่ยังขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางด้วย

มุอาวิยะฮ์ในฐานะกษัตริย์

           มุอาวิยะฮ์เป็นท่านแรกที่เปลี่ยนสาธารณรัฐเป็นราชอาณาจักร ท่านทำให้ตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์กลายเป็นตำแหน่งกษัตริย์โดยการสืบเชื้อสายราชวงศ์ ได้ทรงแต่งตั้งยะซิด โอรสให้เป็นกษัตริย์ ต่อมาในปี คศ.676 การแต่งตั้งแบบนี้ได้กลายเป็นตัวอย่างในการแต่งตั้งเคาะลีฟะฮ์ต่อมาตลอดราชวงศ์อุมัยยะฮ์ รวมทั้งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ และอื่นๆด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นผู้สร้างตำแหน่งกษัตริย์โดยการสืบสันติวงศ์ขึ้นในประวัติศาสตร์ของอิสลาม การปกครองแบบประชาธิปไตยระหว่างเผ่าของเคาะลีฟะฮ์ท่านก่อนๆก็หมดสิ้นไป กลายเป็นการปกครองแบบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งผู้สืบเชื้อสายต่อมาของท่านได้เปลี่ยนให้เป็นแบบรวมอำนาจของไบแซนไตน์หรือเปอร์เชีย

        ดูภายนอกมุอาวิยะฮ์ยังคงรักษารูปแบบและหน้าที่ของเคาะลีฟะฮ์ไว้ ท่านทรงนำละหมาดในวันศุกร์เช่นเดียวกับเคาะลีฟะฮ์ทั้งสี่เคยทำมา แต่กลับเก็บตัวห่างจากประชาชนคนสามัญชาวมุสลิม เลิกชีวิตแบบง่ายที่ประชาชนเข้าถึง วังของท่านก็มีทหารองค์รักษ์คอยเฝ้าอารักขา แลุะเมื่อปรากฏตัวในที่สาธารณะก็มีองค์รักษคอยคุ้มกัน ท่านถือว่ากองคลังสาธารณะคือสมบัติของท่านเอง ทรงแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยไม่ต้องปรึกษาหารือกับสภาอาวุโส จึงนับว่าท่านทรงประพฤติตัวห่างไกลจากแบบอย่างประชาธิปไตยของสาธารณรัฐแต่เดิมมา


           มุอาวิยะฮ์เป็นผู้บริหารที่ดี ทรงเป็นท่านแรกที่จัดตั้งกรมสารบรรณ(Diwan al Khatam) และกรมไปรษณีย์(Diwan al Barid)ขึ้น จัดตั้งกองตำรวจ (as-Shurta) ทรงแยกการบริหารด้านอาชญากรรมออกจากด้านการเงิน ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองให้ทำการบริหารส่วนท้องถิ่น และตั้งเจ้าหน้าที่พิเศษ(Shahib ul Khara)ให้เป็นผู้บริหารเงินรายได้ของแผ่นดิน ทรงตั้งมาตราการที่คล้ายกับภาษีรายได้ในปัจจุบันนี้ขึ้น ซึ่งทรงหักภาษีซะกาตออกไปจากภาษีที่เก็บได้นั้นโดยกำหนดจำนวนเงินตายตัวไว้เป็นรายปี

            มุอาวิยะฮ์สิ้นชีพในเดือนเมษายน คศ.680 เมื่ออายุได้ 75 ปี หลังจากที่ครองราชมาอย่างรุ่งเรืองเป็นเวลานาน

          ในระหว่างเวลา 19 ปี ของรัชสมัยของท่าน ได้ทรงทำสงครามกับชาวโรมันอยู่ช้านานทั้งบนบกและทะเล ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ใช่ทหารที่ดีนักแต่ก็ไม่ด้อยกว่าใครในสมัยนั้นในเรื่องการจัดการด้านทหาร ทรงจัดตั้งรัฐบาลที่มีการควบคุมที่ดี ทำให้สังคมมุสลิมเป็นสังคมที่มีระเบียบ ความสำเร็จของมุอาวิยะฮ์ทำให้ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่งในโลกมุสลิม
ในฐานะรัฐบุรุษ มุอาวิยะฮ์รักษาไว้ซึ่งความสมดุลย์ระหว่างชาวอาหรับภาคเหนือและอาหรับภาคใต้ ความปรารถนาของท่านก็คือจะสร้างราชวงศ์ขึ้นมา และเมื่อความปรารถนานี้สัมฤทธิผลโดยทรงแต่งตั้งยะซิด โอรสของท่านให้เป็นรัชทายาทได้แล้ว ก็ทรงหันมาสนใจในเรื่องทำนุบำรุงรัฐ ในฐานะของกษัตริย์ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่โอบอ้อมอารีย์และเข้มงวดต่อผู้ไร้ระเบียบ แต่เมตตาปราณีต่อคนยากจนคนอ่อนแอ

          ชาวคริสเตียนมีควมสุขอยู่ภายใต้การปกครองของท่าน ท่านทรงแต่งตั้งคนคริสเตียนให้ดำรงตำแหน่งสูงๆในงานของรัฐ หัวหน้าที่ปรึกษาคนหนึ่งของท่านก็เป็นคนคริสเตียน ทรงบูรณะโบสถ์ อีเดซซา ซึ่งถูกแผ่นดินไหวพังทะลายขึ้นใหม่ ทรงทะนุบำรุงการค้าและการอุตสาหกรรม ดังนั้นทั่วราชอาณาจักรจึงมีความสงบสุขและรุ่งเรือง นับได้ว่ามิใช่เป็นแต่เพียงกษัตริย์ท่านแรกของมุสลิมเท่านั้น แต่ยังเป็นกษัตริย์ที่ดีที่สุดด้วย ถึงแม้ว่าท่านจะทรงใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและหรูหราก็ตาม แต่ความหรูหรานั้นก็ไม่ได้ขัดขวางการปกครองที่สามารถของท่าน


บาซ ที่ 20:56

ที่มา

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1899413883643853&id=100007257799433
5  ศาสนาอิสลาม / หลักธรรมคำสอน / ลิวาฏ(اَللِّوَاطُ ) หรือรักร่วมเพศ การกระทำเช่นนี้อิสลามถือว่าเป็นที่ต้องห้าม เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 02:38:43 pm

   4. รักร่วมเพศ (อัล-ลิวาฏ)
   
   สสส
   ภาพจาก http://www.muslimvoicetv.com/

    

      อัล-ลิวาฎ (اَللِّوَاطُ)  หมายถึง การสมสู่กั นระหว่างชายกับชาย หรือระหว่างชายกับหญิง ที่มิใช่ภรรยาของตน ทางทวารหนัก การกระทำเช่นนี้ ศาสนาอิสลามถือว่า เป็นข้อห้ามอย่างเด็ดขาด ผู้ที่ฝ่าฝืน จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก เช่นเดียวกับความผิด ของการผิดประเวณี (อัซซินา)

    

          ในส่วนของผู้กระทำ (อัลฟาอิลฺ) นั้น หากมีพยานยืนยัน หรือผู้กระทำผิด ได้สารภาพ ถ้าผู้กระทำผิด เป็นมุฮฺซอน (ผ่านการสมรสแล้ว) ก็จะถูกขว้างจนตาย แต่ถ้าผู้กระทำผิด มิใช่มุฮฺซอน (ยังไม่เคยผ่านการสมรสมาก่อน) ก็จะถูกเฆี่ยน 100 ที และเนรเทศเป็นเวลา 1 ปี ส่วนผู้ถูกกระทำ (อัลมัฟอูลุบิฮี) ซึ่งมิใช่ภรรยาของผู้กระทำผิด ก็จะถูกเฆี่ยน และถูกเนรเทศ เช่นเดียวกับกรณีของคนโสด ถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทำ จะเคยผ่านการสมรสมาแล้ว ก็ตาม (มุฮฺซอน) และไม่ว่าผู้ถูกกระทำ จะเป็นชายหรือหญิง ก็ตาม

   มีบางทัศนะระบุว่า ให้ขว้างหญิงที่ผ่านการสมรสแล้ว จนตายในกรณีนี้ และในคำกล่าวหนึ่งของอิหม่าม อัชชาฟีอีย์ (ร.ฮ.) ระบุว่า ผู้ที่กระทำผิด ในคดีรักร่วมเพศนี้ จะต้องถูกประหารชีวิต โดยอาศัยหะดีษที่ รายงานโดยบรรดาเจ้าของ อัส-สุนัน จากอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาส (ร.ฎ.) ว่า แท้จริงท่านนบี ได้กล่าวว่า:

   ( مَنْ وَجَدْتُمُوْهُ يَعْمَلُ عَمَلَ قَوْمِ لُوْطٍ فَاقْتُلُواالْفَاعِلَ وَالْمَفْعُوْلَ بِهِ )

   “ผู้ใดที่พวกท่านพบว่า เขาได้กระทำเยี่ยงการกระทำ ของกลุ่มชนนบีลูฏแล้ว พวกท่านก็จงสังหาร ทั้งผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำนั้น เสีย” (รายงานโดย อัตติรมิซี -1456-/ อบูดาวูด -4462-/ อิบนุมาญะฮฺ -2561-)

   อนึ่ง กรณีการมีเพศสัมพันธ์ ทางทวารหนัก กับหญิงผู้เป็นภรรยานั้น ถือเป็นสิ่งต้องห้าม และเป็นส่วนหนึ่งจากบาปใหญ่ เนื่องจากมีระบุมาในบรรดาหะดีษ เป็นจำนวนมาก ที่สาปแช่งผู้กระทำ สิ่งดังกล่าว อาทิเช่น หะดีษที่รายงาน โดยอบูฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ.) จากท่านนบี ว่า :

      (مَلْعُوْنٌ مَنْ أَتٰى امْرَأَةًفِىْ دُبُرِهَا) 

     “ผู้ที่ร่วมเพศกับหญิงหนึ่ง ทางทวารหนักของนาง ย่อมถูกสาปแช่ง”  (รายงานโดย อบูดาวูด -2162-)

   ดังนั้น หากปรากฏว่า สามีได้ร่วมเพศกับภรรยาของตน ทางทวารหนัก ก็ให้ผู้พิพากษา (กอฎี) กำหนดบทลงโทษ ที่เหมาะสมได้ แต่บทลงโทษดังกล่าว จะต้องไม่ถึงขั้นต่ำสุด ของบทลงโทษสถานหนัก ที่ศาสนากำหนด เอาไว้

   ส่วนการรักร่วมเพศ ระหว่างหญิงกับหญิงนั้น ภาษาอาหรับเรียกว่า อัส-สิหาก (اَلسِّحَاقُ)  ถือเป็นสิ่งต้องห้าม โดยการเห็นพ้อง ของบรรดานักปราชญ์ และเนื่องจากมีหะดีษ ระบุว่า :

   ( لاَيَنْظُرُالرَّجُلُ إِلَى عَوْرَةِالرَّجُلِ ، وَلاَالْمَرْأَةُإِلَى عَوْرَةِالْمَوْ أَةِ ولاَيُفْضِى الرَّجُلُ إِلَى الرَّجُلِ فِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ ، وَلاَتُفْضِى المَرْأةُ إِلَى المَرْأَةِفِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ )

   “ชายจะต้องไม่มอง ไปยังอวัยวะพึงปกปิดของชาย และหญิงจะต้องไม่มอง ไปยังอวัยวะพึงปกปิดของหญิง และชายจะต้อง ไม่สัมผัสเสียดผิวกาย ยังชาย ในผ้าคลุมผืนเดียวกัน และหญิงจะต้อง ไม่สัมผัสเสียดสีผิวกาย ยังหญิง ในผ้าคลุมผืนเดียวกัน” (รายงานโดย อะห์หมัด , มุสลิม อบูดาวูด และติรมีซี)

   ดังนั้น การสัมผัสกายโดยตรง ระหว่างหญิงกับหญิง ด้วยการเสียดสี เล้าโลม กอดฟัด รัดเหวี่ยง เยี่ยงการกระทำของพวกเลสเบี้ยนนั้น จึงเป็นสิ่งต้องห้าม และมีโทษตามดุลยพินิจ ของ ผู้พิพากษา หรือผู้มีอำนาจ แต่ไม่ถึงขั้นของโทษ ในคดีความผิด ว่าด้วยการผิดประเวณี (อัซซินา) หรือการรักร่วมเพศ ระหว่างชายกับชาย ทางทวารหนัก (อัลลิวาฏ)

   อนึ่ง กรณีการร่วมเพศกับสัตว์นั้น บรรดานักปราชญ์ มีมติเห็นพ้อง ว่า เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากเป็นสิ่งที่วิตถาร ผิดธรรมชาติของมนุษย์ปกติ และนักวิชาการส่วนใหญ่ มีความเห็นว่า ผู้กระทำผิดในโทษฐานร่วมเพศกับสัตว์ ต้องถูกลงโทษ ตามดุลยพินิจของผู้พิพากษา หรือผู้มีอำนาจ โดยบทลงโทษนั้น ต้องไม่ถึงขั้นต่ำสุด ของบทลงโทษสถานหนัก ที่ศาสนากำหนดเอาไว้ ส่วนสัตว์ที่ถูกกระทำชำเรานั้น นักวิชาการบางส่วน มีทัศนะว่าไม่ต้องเชือดสัตว์นั้น ในขณะที่นักวิชาการบางส่วน ระบุว่า ให้ฆ่าสัตว์นั้นเสีย

   อนึ่ง กรณีกระทำชำเรากับศพ นักวิชาการสังกัดมัซฮับมาลิกียะฮฺ ระบุว่า ผู้กระทำผิด ต้องถูกลงโทษ เช่นเดียวกับกรณีของการผิดประเวณี ส่วนนักวิชาการส่วนใหญ่ ถือว่ามีความผิดในขั้นลหุโทษ คือไม่ต้องถูกลงโทษสถานหนัก ตามที่ศาสนากำหนดเอาไว้ แต่ให้เป็นการลงโทษ ตามดุลยพินิจ ของผู้พิพากษา หรือผู้มีอำนาจ

   www.alisuasaming.com
   
   ที่มา
   http://www.piwdee.net/Islamsoksa5/islam44.html

6  ห้องซื้้้อ-ขาย แลกเปลียน สินค้าสารบัญ แนะนำ ธุรกิจมุสลิม เชียงใหม่และภาคเหนือ / ธุรกิจ ห้องพัก ร้านอาหารมุสลิมเชียงใหม่ เว็บมาสเตอร์แนะนำ / ไทยอัครา โรงแรมอาหารฮาลาลกลางเมืองเชียงใหม่ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 11:25:54 am
ไทยอัครา โรงแรมอาหารฮาลาลกลางเมืองเชียงใหม่


         ได้รับเชิญ ไปกินอาหารกลางวัน พร้อมชื่นชมธุรกิจโรงแรม ที่มีมุสลิมเป็นเจ้าของและบริหารไทยอัครา ถือได้ว่าเป็นโรงแรมระดับสี่ดาว ซึ่งบริหารโดย น้องพิดา นักบริหารสาวสวยไฟแรง ชื่นชมกับสไตล์การออกแบบโรงแรม ให้ออกมาเป็นล้านนาแบบประยุกต์ ได้ลงตัวกับพื้นที่ ก็คงไม่พรรณา อะไรมาก อยากให้ชมภาพบรรยากาศจากภาพถ่าย เอากันเอง ชอบมากสำหรับสไตล์ของโรงแรม ชื่นชมกับแนวคิดของคนหนุ่มสาวสมัยนี้ คุณพ่อคุณแม่ ก็ดูแลอยู่ข้างหลัง ด้วยความมั่นใจ เชื่อมือในการบริหารของลูกสาว ซึ่งผมก็เห็นด้วย กับความสามารถของคนรุ่นใหม่ 

        ภายในห้องพักน้องพิดา เป็นคนออกแบบจัดหาวัสดุที่จะมาตบแต่งทั้งภายนอกภายในให้ลงตัวกัน สระว่ายน้ำกระทัดรัด สองสระ สำหรับ ห้องพักที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน จำนวน 27 ห้อง ส่วนราคาห้องพักเริ่มต้นที่ ที่ 3,000-12,000 บาท สำหรับการแลกกับบรรยากาศที่หาไม่ง่ายนักในกลางเมืองเชียงใหม่ บริการอาหารเช้าที่ฮาลาล แม่ครัวที่คัดสรร มาเพื่อรองรับความอร่อยสมราคาที่พัก เน้นในความเป็นอาหารล้านนาอาหารขนมไทย หรือหากอยากรับประทาน อาหารฝรั่ง ทางโรงแรมก็จัดให้ได้ตามใจลูกค้าปราถนา

          มาเชียงใหม่สัมผัสกับกลิ่นไอของล้านนา ต้อง THAI AKARA Lanna Boutique Hotel ติดต่อจองห้องพัก พูดคุยกับน้องพิดา ผู้บริหาร ของโรงแรมได้ที่เบอร์ +66 (0)949419595 บอกว่า ทราบมาจากโกโต อินชาอัลลอฮ์ อาจมีส่วนลดบ้าง
สัมผัสกับเมืองล้านนา หาที่พักที่ถูกใจ กลางเมืองเชียงใหม่ก็ที่นี่เลยนะครับ ไทยอัครา





7  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ขอแสดงความยินดีกับแม่ดีเด่น ศาสนิกสัมพันธ์ แม่มาเรียม วรรรณา เขียงใหม่ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 11:08:57 am
ขอแสดงความยินดีกับแม่ดีเด่น ศาสนิกสัมพันธ์ แม่มาเรียม วรรรณา เขียงใหม่

แม่ดีเด่นศาสนาอิสลาม คุณแม่มาเรียม วรรณา คลิปวีดีโอ จาก ที่ข่าวมุสลิมเชียงใหม่ คณะกรรมการศาสนิกสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่จัดเชิดชูเกียรติ์ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐


8   วิีถี อิสลาม สู่ชุมชนมุสลิมเข็มแข็ง / แนวคิด วิธีการ บริหาร ชุมชน วิถีแห่งคุณธรรม / ปอเนาะอะมาดียะห์ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ปอเนาะบรูณาการสร้างสังคมไทย เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 11:06:04 am
วันนี้ คุณชุมพล ศรีสมบัติ พาไปเยี่ยมและรู้จักกับปอเนาะ อะฮ์มาดียะยะห์ อ.บางกล่ำ จังหวัดสงขลา ไปทำความรู้จักคำว่าปอเนาะ การการเรียนการสอน ณ สถานที่แห่งนี้ นอกจากการเรียนกิตาบแล้ว ที่นี้ยังมีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ และที่น่าสนใจมากคือ การเตรียมความพร้อมที่จะเปิดให้ผู้สูงอายุได้เข้ามาอยู่และเรียนศาสนา ไปติดตามจากรายงาน


9  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ / ถ้ำปลา แม่ฮ่องสอน อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 10:59:53 am

   อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-ผาเสื่อ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน
   
   
   
   
            ไม่ควรพลาด จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่ทางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มากมาย ซึ่งในแต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ ให้มาเที่ยวเป็นจำนวนมาก วันนี้พาท่านผู้ชม ไปชมอีกหนึ่งที่เที่ยวทางธรรมชาติ ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งพี่น้องจะได้สัมผัสกับธรรมชาติ ภูเขาแม่น้ำซึ่งอุดมสมบรูณ์ แวดล้อมไปด้วยกับความงดงามของฝูงปลาใหญ่น้อย และความร่มรืนของป่าเขา

           อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่วนอุทยานถ้ำปลา และวนอุทยานน้ำตกผาเสื่อ ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่ปายฝั่งขวา ท้องที่อำเภอเมืองและอำเภอปางมะผ้า และด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน แนวเทือกเขาจะทอดยาวตามแนวเหนือใต้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ คือ ถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ ที่สวยงามเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป เหมาะสำหรับการไปพักผ่อนหย่อนใจอุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ มีพื้นที่ประมาณ 488 ตารางกิโลเมตร อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน และอำเภอปางมะผ้า ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง
    

            ถ้ำปลา ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยผา ตำบลห้วยผา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 17 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 1095 สายแม่ฮ่องสอน-ปาย กิโลเมตรที่ 191-192 สามารถเดินทางไปชมได้ทุกฤดูกาล บริเวณโดยรอบเป็นลำธารและป่าเขา ถ้ำปลาเป็นถ้ำใต้เชิงเขา มีธารน้ำไหลออกมาจากถ้ำตลอดทั้งปี บริเวณปากถ้ำเป็นวังน้ำ กว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 1.50 เมตร ภายในแอ่งน้ำมีน้ำไหลออกจากถ้ำใต้ภูเขาอยู่ตลอดเวลา และมีปลาตัวโต ๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีชื่อเรียกว่าปลามุงหรือปลาพลวงซึ่งเป็นปลาที่มีเกล็ดขนาดใหญ่ในวงศ์เดียวกันกับปลาคาร์พ

   กิจกรรมการท่องเที่ยวของที่นี่ คือ การเที่ยวชมและให้อาหารฝูงปลาพลวงหรือปลามุงนั่นเอง แต่สิ่งที่หน้าตื่นเต้นมากก็คือปลาบริเวณถ้ำปลาแห่งนี้จะมีจำนวนเยอะมาก และมีขนาดใหญ่กว่าที่อื่น ๆ บางตัวมีสีดำเมื่อม ถ้ำปลาหรือวนอุทยานถ้ำปลา มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลออกมาจากใต้ภูเขาหิน ด้านหน้าภูเขาจะเป็นวังน้ำ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลามุงหรือปลาพลวง เป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ตามน้ำตกและธารน้ำในป่า ไม่สามารถที่จะรับประทานได้ ด้วยควาามเชื่อหลายอย่าง บ้างก็ว่าเพราะอาหารของปลาชนิดนี้คือลูกไม้ในป่าที่หล่นลงมาในน้ำ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีพิษเมื่อปลากินเข้าไปจึงทำให้เนื้อของปลามีพิษไปด้วย บ้างก็ว่ามีความเชื่อว่าเป็นปลาเจ้า หากใครนำไปรับประทานแล้วจะต้องมีอันเป็นไป จึงไม่มีใครนิยมรับประทานปลาชนิดนี้

             ถ้ำปลาจะอยู่ซ้ายมือ มีลานจอดรถไว้บริการและต้องเดินเท้าเข้าไปชมปลาปลามุงหรือปลาพลวงอีกประมาณ ๕๐๐ เมตร บริเวณลานจอดรถมีร้านขายอาหารอยู่มากมายหลายร้าน อาหารส่วนใหญ่เป็นพวกส้มตำไก่ย่าง หากมีเวลาก็น่าแวะชมเป็นการพักผ่อนอริยาบทระหว่างการเดินทาง ยังไม่มีอาหารฮาลาล สำหร้บพี่น้องมุสลิม หากประสงค์จะรับประทานอาหารที่นี่ต้องพกไปด้วย

             สำหรับท่านใด กลุ่มใด้ คณะใด ที่อยากจะสัมผัสหรือโอบกอดกับธรรมชาติของที่นี่ อุทยานแห่งชาติ ยังไม่ที่พัก-บริการไว้บริการนักท่องเที่ยว มีแต่สถานที่กางเต็นท์ให้บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นอุทยานแห่งชาติจัดตั้งใหม่ หากสนใจที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวต้องจัดเตรียมเต็นท์และอาหารไปเอง ที่ถ้ำปลามีร้านจำหน่ายอาหารเปิดบริการกิจกรรม - ชมทิวทัศน์ - เที่ยวถ้ำ/ธรณีวิทยา

    

   ค่าเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท /ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท

   ชุมพล ศรีสมบัติ รายงาน

10  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / มัสยิดบ้านฮ่อ ชวนพี่น้องสัปปุรุษ์ จิตอาสา ในชุมชน ร่วมกันพัฒนา กุโบร์ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 10:53:04 am
กุโบร์ คือ สถานที่พำนัก ชั่วคราวสำหรับมนุษย์ มัสยิดบ้านฮ่อ ชวนพี่น้องสัปปุรุษ์ จิตอาสา ในชุมชน ร่วมกันพัฒนา กุโบร์ เรามารู้จักความหมายของกุโบร์ การเตรียมตัว ของมุสลิม ที่ต้องเตรียมความพร้อมรำลึกนึกถึงความตาย ไปติดตามจากรายงาน

11  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / โรงเรียนสันติศึกษารับหลายรางวัลในงานวิทยาศาสตร์ PRC เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 10:42:40 am

   ขอร่วมแสดงความยินดี กับ ผอ.โรงเรียนสันติ คณะครู นักเรียนผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน
   โรงเรียนสันติศึกษา
   15 สิงหาคม 2560 
   ผลการแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษ ในงาน P.R.C. Foreign Languages & ASEAN Day 2017 ที่ The Prince Royal's College 
   1.ดญ.พลอยแพรพรรณ เสถียรภากร รายการ Speech Contest ชนะเลิศอันอับที่ 1
   2.ดญ.สุมิตตา บุญศักดิ์ ชั้นประถมปีที่ 4 รายการ Storytelling ได้รางวัลที่ 3

   

      3.ดญ.กิตติพร เบี่ยงทูกู่ ชั้นประถมปีที่ 3 รายการ Speech Contest ได้รางวัลที่ 3

   

      4.ดญ.นนทพร โคตะมะ ชั้นปนะถมปีที่ 6 รายการ Singing Contest ได้รางวัลที่ 3

   

      ในนามผู้บริหาร คณะครู และเพื่อนๆนักเรียนทุกคน ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกๆคนที่เป็นตัวแทนของโรงเรียนเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้.
      
      
       

12  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / สมาคมสตรีมุสลิมล้านนา ประชุมเตรียมงานประชาสัมพันธ์การจัดงาน 100 ปี มัสยิดบ้านฮ่อ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 10:21:26 am

   #สมาคมสตรีมุสลิมล้านนา ประชุมเตรียมงานประชาสัมพันธ์การจัดงาน 100 ปี มัสยิดบ้านฮ่อเชียงใหม่
   ช่วงบ่าย สมาคมสตรีมุสลิมล้านนาโดยนางเพ็ญพรรณณิน รวดเร็ว นายกสมาคมฯ เชิญคณะกรรมการ จัดประชุมหารือแนวทางการประชาสัมพันธ์ งาน 100 ปี บ้านฮ่อ ซึ่งมีกำหนด จะจัดงาน ระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560 โดยมีวัตถุประสงค์ 
   (1) เพื่อฉลองครบรอบ 101 ปี 
   (2) เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์การเดินทางโยกย้ายถิ่นของบรรพบุรุษ

   

      (3) เพื่อบอกเล่า เผยแพร่วิถีชีวิต ความเชื่อและศรัทธา

   

      (4) เพื่อเป็นโอกาศพบปะของญาติมิตรทั้งในและต่างประเทศ 
      (5) เพื่อระดมทุนสำหรับมัสยิดและโครงการพัฒนาที่ดิน
      งานปีนี้จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยจะมีการเชิญ ผู้นำมุสลิมจากจีนหลายองค์กร สถานฑูตประเทศมุสลิม และประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย ตามความเหมาะสม และพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ เข้าร่วมงานช้างในครั้งนี้ มีท่านจุฬาราชมนตรี มาเป็นประธานเปืดงานในครั้งนี้
      กิจกรรมในงาน อย่างไม่เป็นทางการ อาทิ การจัดนิทรรศการมุสลิมจีนยูนนานกับเมืองเชียงใหม่ เสวนาวิชาการจีนมุสลิม 
      #กิจกรรมเสวนาที่สำคัญ 
      (1) ประวัติและพัฒนาการของมุสลิมเชื่อสายจีนในเชียงใหม่ 
      (2) เจิ้งเหอกับมุสลิมจีนฮ่อ (3) ฮาลาล กับระบบเศรษฐกิจฐานราก ฯลฯ 
      (4) อิสลามโมโฟเบีย และความเข้าใจกัน

   

      ชมการสาธิต การทำอาหารจีนยูนนาน ตื่นตาตื่นใจกับ กาดมั้ว ฮาลาล ซึ่งในกาดมั้ว ท่านจะพบกับความหลากหลายของอาหารมุสลิมในล้านนา ทั้งอาหารจีน อาหารล้านนา อาหารอินเดีย มาให้ท่านได้ชมชิมช๊อป กัน 
      ส่วนจะมีอะไรเพิ่มเติมอีกต้องขอมีข้อมูลและบทสรุป อีกครั้งจาก คณะกรรมการจัดงานชุดใหญ่อีกครั้ง
      อีกหนึ่งงานที่หลายท่านรอคอย ปีนี้..อินชาอัลลอฮ์ จัดแน่ ตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป..
      
      
       



ข่าวมุสลิมเชียงใหม่ออนไลน์
13  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ชมรมมุสลิมมะฮฺ มัสยิดอัตตักวา เชียงใหม่ ประชุมเพื่อเตรียมรับอิดิ้ลอัฏฮา เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 10:18:14 am
     
         ชมรมมุสลิมมะฮ์มัสยิดอัตตักวา  ร่วมประชุมหารือ การจัดเลี้ยงอาหารมื้อแรกในวันอีกอิดิ้ลอัฏฮา โดยมีนางกนกพร เลาจาง ประธานกลุ่มมุสลิมะฮ์ มัสยิดอัตตักวา เป็นประธานในที่ประชุม    
ทางกลุ่มสตรีฯ ยังต้องหาแนวทางความร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่และสัปปุรุษ์มัสยิด
       โดยการขอความร่วมมือและสนับสนุน เรื่อง วัตถุดิบในการจัดเลี้ยง อาทิ ข้าวเหนียว น้ำพริก น้ำ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดเลี้ยง สรุปจึงขอแจ้งข่าวมายังสัปปุรุษ์ มัสยิด สมาคมศิษย์เก่าอัตตักวา ชมรมต่างๆ ในมัสยิดช่วยกันคนละไม้ละมือ คนละนิด คนละหน่อยแล้วแต่กำลังความสามารถ จึงแจ้งมาเพื่อให้ทราบโดยทั่วกัน



14  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / คณะกรรมการศาสนิกสัมพันธ์ร่วม 5 ศาสนาในเชียงใหม่จัดงานถวายพระพรสมเด็จพระราชินีนาถ เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 10:10:49 am
งานวันแม่ จัดโดยคณะกรรมการศาสนิกสัมพันธ์เชียงใหม่




เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2560 คณะกรรมการศาสนิกสัมพันธ์เชียงใหม่ได้จัดให้มีพิธี “ศาสนิกสัมพันธ์เชียงใหม่รวมใจเทิดไท้ 85 พรรษา พระมารดาประชาไทย" ที่พุทธสถานเชียงใหม่ ซึ่งในโอกาสนี้มีตัวแทนของศาสนิกในเชียงใหม่ 5 ศาสนาประกอบด้วย ศาสนาพุทธ, คริสต์, อิสลาม, พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ได้ร่วมกันถวายพระพรแด่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ
ศาสนิกสัมพันธ์เชียงใหม่ร่วมใจเทิดไท้ 85 พรรษาพระราชินี

        ในส่ว
นของศาานาอิสลาม มีนายสมเพรช วัฒนทรัพย์ นายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ กล่าวนำถวายพระพร พร้อม พี่น้องมุสลิมที่มาร่วมในพิธีครั้งนี้

        ทั้งนี้มีการประกาศเกีรยติคุณ คุณแม่ดีเด่นของ คณะกรรมการศาสนิกสัมพันธ์ ของ 5 ศาสนา ที่ดำรงตนอยู่ในคำสอนของศาสนาของตน ในส่วนคุณแม่ดีเด่นของพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ปีนี้ ได้แก่ คุณแม่มาเรียม วรรณา แห่งมัสยิดอัตตักวา เป็นผู้ได้รัลการคัดเลือกในปีนี้ ขอแสดงความยินดีกับ ครอบครัว วรรณาด้วยครับ





ข่าวมุสลิมเชียงใหม่ออนไลน์
15  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / สถาบัน รอ.ชม.เชิญร่วมฟังบรรยาเปิดตัวหนังสือนัยอิสลาม โดยผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2017, 01:27:21 pm
สถาบันเรียนรู้อิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่มีความยินดีที่จะเรียนเชิญทุกท่านในงานบรรยายเปิดตัวหนังสือ นัยนามแห่งอิสลาม บทสำรวจคำสอนอิสลามว่าด้วย สันติภาพ ความรุนแรง ครอบครัวและสตรี ซึ่งเขียนโดย ผศ.ดร. สุชาติ เศรษฐมาลินี ในวันศุกร์ที่28 กรกฎาคม 2560 เวลา 14.00 น. ณ.สถาบันเรียนรู้อิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่ เลขที่ 3-4/5 ถ.เจริญประเทศ ซ. 12 ต.ช้างคลาน อ.เมือง เชียงใหม่ (ข้างร้านครัวคุณอา)โทร . 0894346672 0629095666 ครูหนุ่ม


หน้า: [1] 2 3 ... 575


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap