Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มิถุนายน 28, 2017, 07:13:33 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 568 569 [570] 571 572 573
8536  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / กล้วย (اَلطَّلْحُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:34:01 pm
กล้วย (اَلطَّلْحُ)

 

 

โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

 

           

   กล้วย ชื่อไม้ล้มลุกชนิดในสกุล Musa วงศ์ Musaceae จัดแยกออกได้เป็น 2 จำพวก จำพวกที่แตกหน่อเป็นกอ ผลสุกเนื้อนุ่มกินได้ มีหลายชนิดและหลายพันธุ์ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม บางชนิด ผลสุกเนื้อแข็ง ต้องเผาหรือต้มก่อน จึงกินได้ เช่น กล้วยกล้าย , กล้วยหักมุก จำพวกที่ไม่แตกหน่อเป็นกอ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เช่น กล้วยนวล , กล้วยผา

 

 

              ชาวอาหรับเรียกกล้วยว่า เมาซ์ (مَوْزٌ ) เป็นภาษาฮินดีย์เดิม และยังเรียกอีกว่า อัฏฏอลฮฺ (اَلطَّلْحُ ) ซึ่งเป็นคำอาหรับแท้ และเป็นคำที่ถูกระบุในคัมภีร์อัลกุรอาน โดยถูกระบุไว้ในบท อัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 29 ซึ่งกล่าวว่า กล้วยในสวนสวรรค์นั้นมีเครือออกเต็มต้นตั้งแต่โคนต้นถึงยอดเลยทีเดียว บ้างก็ว่า คำว่า อัฏฏอลฮฺ (اَلطَّلْحُ ) หมายถึง พืชที่มีหนามขึ้นในเขตแคว้น อัลฮิญาซฺ ผู้คนนิยมอาศัยร่มเงาของมันหลบแดด แต่พืชชนิดนี้เมื่ออยู่ในสวนสวรรค์จะมีความงดงามและมีผลดกมากๆ

 

 

              กล้วยหนึ่งต้นจะออกผลเพียงครั้งเดียว เมื่อตัดต้นแม่ที่ออกเครือทิ้งแล้วจะมีหน่อใหม่ขึ้นมาแทนที่ต้นเดิม

 

ท่านอิบนุ ซีนา ระบุว่า การรับประทานกล้วย จะมีสรรพคุณทำให้ปัสสาวะคล่อง เพิ่มความจำที่ดี

 

 

               สำหรับคนไทยเรา ดูเหมือนว่า กล้วยจะเป็นพืชสารพัดประโยชน์ รากกล้วยใช้ทำยาได้ ลำต้นใช้ทำฐานกระทง ใบกล้วยที่เรียกว่า ใบตอง ก็ใช้ห่อของ ทำจีบกระทง ห่อขนมสารพัดชนิด  ไส้ในของกล้วยก็นิยมเอามาทำแกง ผลกล้วยใช้ทำทั้งของหวานและอาหารนานาชนิด โดยเฉพาะข้าวต้มมัด ปลีหรือดอกกล้วยก็สามารถนำเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกและใส่แกง ฯลฯ

 

 

              กล้วย น้ำว้านั้น ถือว่าเป็นอาหารอ่อนๆ ที่เหมาะสำหรับทารกที่เริ่มทานอาหาร เรียกได้ว่า เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี แม้แต่ลิงยังชอบกินกล้วย มีเอกสารระบุว่า กล้วยมีสรรพคุณรักษาโรคได้ดังนี้ 1.โรค เจ็บหน้าอก 2.โรคปอด 3.โรคไต 4.ลดอาการไอ 5.โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 6.เพิ่มอสุจิ 7.เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ 8.โรคท้องร่วง

 

 

 

ในคัมภีร์อัลกุรอานยังได้ระบุถึงพืชอีกหลายชนิด 
 
เช่น กระเทียม , หัวหอม , ถั่ว ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แก่มนุษยชาติ

 

หากชาวมุสลิมศึกษาและวิเคราะห์วิจัยสิ่งเหล่านี้จากคัมภีร์อัลกุรอานอย่างจริงจัง

 

เราในฐานะผู้ศรัทธาต่อคัมภีร์อัลกุรอานก็คงจะค้นพบสิ่งเร้นลับอีกมากมายอย่างไม่รู้จบสิ้น

 

หวังว่าสิ่งที่ได้ขีดเขียนมาทั้งหมดนี้คงจะเป็นการจุดประกายความใฝ่รู้แก่ เยาวชนและชาวมุสลิมทั่วไปไม่มากก็น้อย

 

8537  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / น้ำเต้า (اَلدُّبَّاءُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:32:42 pm
น้ำเต้า (اَلدُّبَّاءُ)
โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

             น้ำเต้า ชื่อไม้เถาล้มลุกชนิด Lagenaria siceraria Standl ในวงศ์ Cucurbitaceae อยู่ในจำพวกฟักแฟง ผลกินได้ เมื่อแก่แห้งใช้เป็นภาชนะได้

 

ชาวอาหรับเรียกน้ำเต้าเอาไว้หลายชื่อ เช่น อัดดุบบาอฺ (اَلدُّبَّاءُ ) อัลกอรอุ้ (اَلْقَرْعُ ) และอัลยักฏีน (اَلْيَقْطِيْنُ )

 

 

              ในคัมภีร์อัลกุรอาน กล่าวถึง น้ำเต้าโดยใช้คำว่า يَقْطِيْنโดยระบุเอาไว้ในบท อัซซอฟฟ๊าต อายะฮฺที่ 146 อันเป็นเรื่องราวของท่านศาสดา ยูนุส (อะลัยฮิซซลาม) ซึ่งกล่าวถึงมาแล้วในเรื่อง ปลาวาฬ

 

 

              มีรายงานระบุว่า ท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ชอบรับประทาน น้ำเต้าที่ผสมในน้ำแกงจิ้มกับขนมปัง

 

              (รายงานจากท่านอะนัส (ร.ฎ) บันทึกโดย อัลบุคอรีย์)

 

 

              ใน ผลน้ำเต้า มีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 94.7% น้ำตาลเล็กน้อยและเส้นใยอาหาร ผลน้ำเต้าปริมาณ 100 กรัมจะให้พลังงาน 65 แคเลอรี่เท่านั้น เป็นอาหารอย่างดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มีสารโซเดียมประกอบอยู่น้อยมาก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการความดันโลหิตสูง แต่อุดมด้วยโปตัสเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในการทำให้ปัสสาวะคล่อง
              แร่ ธาตุสำคัญในผลน้ำเต้า ได้แก่ โปตัสเซียม , แคลเซียม , แมกนีเซียม , ฟอสฟอรัส , เหล็ก , กำมะถัน และคลอไรด์ มีไวตามิน A อยู่มาก น้ำของผลน้ำเต้ามีประโยชน์สำหรับผู้มีอาการไข้ตัวร้อน ดับกระหายและแก้อาการปวดศีรษะเมื่อดื่มน้ำของมันหรือนำเอาน้ำของมันมาทาใบ หน้า เป็นยาระบายอ่อนๆ ออกฤทธิ์เร็ว           
 มีหลักฐานยืนยันว่า น้ำเต้ามีสรรพคุณในการป้องกันโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งที่ปอด ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า คำว่า ยักฎีน (يَقْطِيْن ) เป็นคำที่มีความหมายกว้าง ตามหลักภาษา หมายถึง พืชทุกชนิดที่ไม่มีลำต้น (ไม้ล้มลุก) เช่น แตงโม , แฟง และแตงกวา เป็นต้น แต่โดยปกติ ยักฎีนหมายถึง อัดดับบาอฺและอัลกอรอฺ อันหมายถึง น้ำเต้า นั่นเอง

 

 

              น้ำเต้า มีสรรพคุณเย็นและชื้น มีผลงานวิจัยยืนยันว่า น้ำเต้ามีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ชราภาพ ใบของน้ำเต้ามีสรรพคุณบรรเทาอาการพุพองและผื่นคัน และยังค้นพบอีกว่า น้ำเต้ามีผลในการลดอาการอักเสบของทางเดินปัสสาวะและอาการปัสสาวะยาก

 

 

              นัก พฤกษศาสตร์ระบุว่าน้ำเต้ามีสายพันธุ์ในวงศ์เดียวกันมากกว่า 1,000 ชนิด มีแพร่หลายในเขตเส้นทรอปิก ส่วนหนึ่งได้แก่ อัลกอรอุ้ลอะซะลีย์ (น้ำเต้าหวาน), กอรอุ้ลกูซา (แฟง-ฟัก), กอรอุ้ลอะวานีย์ (น้ำเต้าใหญ่), อัลอะญัร, บิตตีค (แตงโม), ซัมมาม (แตงไทย), อัลกอวูน ต้น(บวบ), อัลลัยฟ์ (น้ำเต้าพันธุ์เลื้อยหรือแตงร้าน) และอัลฮันซ็อล (บวบขม) เป็น

 

 

8538  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / พุทรา (السِّدْرُ ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:31:40 pm
พุทรา (السِّدْرُ ) 
 
โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

              พุทรา  ชื่อไม้ต้นชนิด Zizyphus mauritiana Lamk. ในวงศ์ Rhamnaceae กิ่งมีหนาม ผลมีทั้งกลมและรี พายัพและอีสานเรียก กะทัน ทัน หรือหมากทัน ในภาษาอาหรับเรียกต้นพุทรา ว่า  อัซซิดรุ้ (السِّدْرُ ) และเรียกลูกพุทรา ว่า อันนับกุ้ (النَّبْقُ ) หรือ อันนิบกุ้ (النِّبْقُ ) หรืออันนะบัก (النَّبَقُ ) และต้นพุทราต้นเดียวเรียกว่า อัซซิดเราะฮฺ (السِّدْرَة )

 

              คำว่า ซิดริน (سِدْرٍ ) ถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 2 แห่ง คือ ในบทสะบะอฺ    อายะฮฺที่ 16 และในบท อัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 28 ซึ่งกล่าวถึง ชาวขวา” (อัศฮาบุ้ลยะมีน) ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นพุทราที่ไร้หนามในสวนสวรรค์ และคำว่า ซิดเราะฮฺ (سِدْرَةٌ ) ถูกระบุไว้ 2 แห่ง คือ ในบทอันนัจญมุ้ อายะฮฺที่ 14 และอายะฮฺที่ 16 ซึ่งกล่าวถึง ซิดเราะฮฺ อัลมุนตะฮา (سِدْرَةُ الْمُنْتَهٰى ) อันเป็นต้นไม้ในสวรรค์ชั้น อัลมะอฺวา (جَنَّةُالْمَأوٰى

 

 

              ซึ่งท่านศาสดามุฮำมัด (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ยลโฉมที่แท้จริงของท่านญิบรีล (อะลัยฮิซซลาม) ณ ต้นไม้นี้

 

เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางขึ้นสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน (อัลมิอฺรอจฺญ์) ผลของต้นไม้นี้ใหญ่ขนาดโอ่งที่ปั้นจากเมือง ฮิจรฺ ใบของมันใหญ่ขนาดใบหูของช้าง มีแม่น้ำ 4 สายไหลออกมาจากเบื้องใต้ 2 สาย เป็นแม่น้ำภายในและอีกสองสายเป็นแม่น้ำภายนอก คือ   แม่น้ำไนล์ และฟุร๊อต (ยูเฟรติส)

 

 

              ท่านอัลบุคอรีย์และมุสลิมระบุเรื่องนี้เอาไว้ ท่านอิบนุ กะซีร (ร.ฮ) ได้เล่าจากท่าน กอตาดะฮฺ (ร.ฮ) ว่า :

 

              “พวกเราเคยพูดคุยถึงต้นพุทราที่ไร้หนาม (ซิดริน มัคฎู๊ด) ส่วนพุทราในโลกนี้มีหนามและมีผลน้อย

 

              ท่าน ฮาฟิซฺ อัซซะฮฺบีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า : การอาบน้ำด้วยพุทราจะทำให้ศีรษะสะอาดหมดจดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด และจะดับความร้อน และท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ระบุถึงพุทราในการอาบน้ำศพ

 

 

              อันนะบะกุ้ (النّبق ) คือ ผลของพุทรา มีลักษณะคล้ายผลซะอฺรู๊ร (الزَّعْرُوْرُ ) รับประทานแล้วทำให้อารมณ์เป็นปกติ และเคลือบกระเพาะอาหาร ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) กล่าวว่า ผลของพุทรามีประโยชน์ในการบรรเทาอาการท้องเสีย และบรรเทาอาการดีซ่าน บำรุงร่างกายทำให้เจริญอาหาร...

 

 

              ผล พุทรามีรสหวาน กลิ่นหอม ส่วนประกอบที่สำคัญในผลพุทราคือ น้ำตาลขององุ่นและฟรุกโตส และกรดพุทรา (Acide Zizyphique) เป็นยาระบาย ลดอาการไข้ตัวร้อน ขับเสมหะ มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ออกหัด และกระเพาะเป็นหนอง ใบพุทราต้มสุกแก้ท้องเดินและขับพยาธิ ทำให้รากผม ขนแข็งแรง และมีสรรพคุณในการรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและปอด
 

 

8539  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / ทับทิม (اَلرُّمَّانُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:30:35 pm
ทับทิม (اَلرُّمَّانُ)

 

 

 โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

 
  
       
ทับทิม ชื่อไม้พุ่มชนิด Punica granatum Linn. ในวงศ์ Punicaceae เนื้อที่หุ้มเมล็ดสีแดงใสคล้ายพลอยทับทิม กินได้ เปลือกของต้น ของผล และของราก ใช้ทำยาได้ ชาวอาหรับเรียก ทับทิมว่า อัรรุมมาน” (اَلرُّمَّانُ) ผลเดียวเรียกว่า รุมมานะฮฺ (رُمَّانَةٌ ) เดิมที ทับทิมเป็นไม้ผลยืนต้นที่ขึ้นในอิหร่าน, เอเชียน้อย และภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนทั่วไป ภายหลังต้นไม้ชนิดนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก

 

 

              ใน คัมภีร์อัลกุรอาน ได้ระบุเรื่องของ ทับทิมเอาไว้ 3 แห่งด้วยกัน คือ ในบท อัลอันอาม อายะฮฺที่ 99 และอายะฮฺที่ 141 และบทอัรเราะฮฺมาน อายะฮฺที่ 68 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผลไม้ในสวรรค์ ทับทิมเป็นผลไม้ที่ผู้คนในสมัยโบราณรู้จักมาแต่เก่าก่อน พวกอิยิปต์โบราณใช้ทับทิมในการรักษาคนป่วย

 

 

               นัก วิชาการระบุว่า แหล่งกำเนิดของทับทิมอยู่ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชีย และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีปและจาก ชมพูทวีป (อินเดีย) ทับทิมก็เข้ามาแพร่หลายในอิหร่าน ต่อมาก็แพร่หลายสู่ภูมิภาคแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอิยิปต์และเข้าสู่ ยุโรปในยุคต่อมา

 

 

              ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า : ความ หวานของทับทิมมีผลดีต่อกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง มีประโยชน์ต่อลำคอ, อกและปอด ดีสำหรับอาการไอเรื้อรัง น้ำของผลทับทิมเป็นยาระบายอ่อนๆ และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ช่วยให้มีความจำดี แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีไข้ตัวร้อน กรดที่ได้จากน้ำทับทิมมีประโยชน์ต่อกระเพาะที่มีอาการอักเสบ ทำให้ปัสสาวะคล่อง บรรเทาอาการดีซ่าน และหยุดอาการท้องเสียได้ชะงัด และหยุดอาการอาเจียนคลื่นไส้ และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง...

 

 

              ทับทิม มี 3 ชนิด คือ ชนิดหวาน , เปรี้ยว และอมเปรี้ยว ทับทิมชนิดหวานมีน้ำตาลประมาณ 7-10 % มีน้ำ 81% โปรตีน 0.6% ไขมัน 0.3% มีไฟเบอร์หรือใยอาหาร 2% และมีแร่ธาตุจำพวกเหล็ก, ฟอสฟอรัส, กำมะถัน, แคลเซียม, โปตัสเซียมและแมงกานีส และมีไวตามิน C ค่อนข้างมาก สำหรับผลทับทิมที่มีรสเปรี้ยวจะมีเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลไม่มาก แต่มีกรดมะนาวสูงถึง 2% ซึ่งถือว่าในผลทับทิมมีมากกว่าในมะนาวเอง เมล็ดของทับทิมชนิดนี้มีโปรตีน 9% และไขมัน 7%

 

 

               เปลือก ภายนอกของผลทับทิมมี Tannic Acide จึงนิยมเอาเปลือกทับทิมแห้งมาบดละเอียดเป็นยาแก้ท้องเสียและอาการเป็นบิด และบรรเทาอาการเลือดออกในระบบย่อยอาหาร บางทีก็ใช้เปลือกต้มสุกเพื่อบรรเทาอาการที่ว่านี้เหมือนกัน เปลือกของผลทับทิมยังมีสรรพคุณในการขับพยาธิ เพราะเปลือกทับทิมมีสารเพลลิเธียรีน(Peletierine)

 

 

              นอก จากนี้ยังนิยมใช้เปลือกทับทิมเป็นส่วนผสมในการทำให้สีคงทน และใช้ในการฟอกหนังสัตว์ และการย้อมผิวร่วมกับเฮนน่าอฺ (เทียน) เปลือกของส่วนรากทับทิมก็มีสรรพคุณในการขับพยาธิและบรรเทาอาการท้องเสีย ดอกทับทิมที่นำมาต้มสุกก็มีสรรพคุณที่ว่าเช่นกัน และมีสรรพคุณแก้โรคเหงือก เช่น เหงือกบวม รำมะนาด เป็นต้น

 

 

              น้ำทับทิมคั้นจากทับทิมชนิดที่มีรสเปรี้ยว ช่วยป้องกันอาการเท้าและข้อบวมอักเสบ และป้องกันการเป็นก้อนนิ่วในไต ผล ทับทิมมีสารกระตุ้นทำให้มีความกระชุ่มกระชวย บำรุงหัวใจและระบบประสาท มีประโยชน์สำหรับผู้มีอาการประสาทอ่อนๆ เมื่อนำเอาน้ำทับทิมหยอดจมูกหรือผสมกับน้ำผึ้งจะช่วยรักษาอาการเยื่อโพรง จมูกอักเสบและทำให้ทางเดินหายใจสะอาดและดีสำหรับอาการจามเนื่องจากหวัดและมี น้ำมูก

8540  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / มะเดื่อ (اَلتِّيْنُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:29:34 pm
มะเดื่อ (اَلتِّيْنُ)
โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

               ชื่อ ไม้ต้นหลายชนิดในสกุล Ficus วงศ์ Moraceae เช่น มะเดื่อปล้อง (F.racemosa Linn.) มะเดื่ออุทุมพร หรือ มะเดื่อชุมพร (F.racemosa Linn.)    ใบเกลี้ยง ผลกินได้ มะเดื่อกวาง หรือลิ้นกระบือ (F.callosa Willd.) ใบแข็งหนา ชาวอาหรับเรียก มะเดื่อว่า อัตตีน” (اَلتِّيْنُ) หรือ ตีน” (تِيْنٌ) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคำว่า ตีนในภาษาไทยแต่อย่างใด

 

 

               ใน คัมภีร์อัลกุรอาน มีอยู่บทหนึ่งเรียกว่า บทอัตตีน เพราะในอายะฮฺแรกจากบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยกับมะเดื่อ แสดงว่าผลไม้ชนิดนี้มีความสำคัญอยู่มิใช่น้อย นักอรรถาธิบายอัลกุรอานระบุว่า อัตตีน” (มะเดื่อ) ก็คือ ผลไม้ที่เรารับประทานกันอยู่นั่นเอง

 

 

               ท่าน อิบนุ อัลเญาซีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า : เหตุที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยผลมะเดื่อนั้น เพราะว่า ผลมะเดื่อเป็นผลไม้ที่บริสุทธิ์จากสิ่งเจือปนที่ทำให้ระคายคอหรืออึดอัดจน หายใจไม่ออก (กล่าวคือ กินแล้วสบายคอ โล่งคอ) และหนึ่งผลของมะเดื่อก็พอดีคำ

 

 

               มี เรื่องเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า อัตตีนและ อัซซัยตูนที่ถูกระบุเอาไว้ในบท   อัตตีน นักวิชาการอธิบายว่า อัตตีน เป็นชื่อของมัสยิดที่นครดามัสกัส และอัซซัยตูน เป็นชื่อมัสยิดที่นครบัยตุ้ลมักดิส (กรุงเยรูซาเล็ม) บ้างก็ว่า อัตตีน คือ มัสยิดที่ท่านศาสดานัวฮฺ (อะลัยฮิซซลาม) สร้างบทภูเขาญูดีย์ บ้างก็ว่า เป็นชื่อของภูเขาในผืนแผ่นดินชาม (ซีเรีย)

 

 

               แต่ ท่านอิบนุ ญะรีร (ร.ฮ) กล่าวว่า : ที่ถูกต้องคือ อัตตีน นั้นหมายถึง ผลไม้ที่ถูกรับประทาน และอัซซัยตูน ก็คือ ผลไม้ที่ถูกสกัดน้ำมันของมันออกมา” กล่าวคือ อัตตีน ก็คือ ผลมะเดื่อ และซัยตูน ก็คือ มะกอกนั่นเอง

 

 

               ชัย คฺ มุฮัมหมัด   มะฮฺมูด   อับดุลลอฮฺ   มีความเห็นว่า การสาบานในคัมภีร์อัลกุรอานจะมีรายงานมา 2 ชนิด ลางทีก็เป็นเพราะความประเสริฐ ลางทีก็เป็นเพราะคุณประโยชน์ และการสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอกนั้น มีระบุมาเนื่องด้วยคุณประโยชน์สำหรับมนุษย์

 

 

               ผล ไม้ทั้งสองเป็นทั้งเครื่องดื่ม, อาหาร, ยารักษาโรค และแกงที่ใช้จิ้ม การกล่าวผลไม้ทั้งสองคู่กันเพื่อบ่งถึงสรรพคุณที่สมบูรณ์ มะเดื่อคู่กับมะกอกเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบโดยมนุษย์สามารถหยิบกินตามที่เขา ต้องการทั้งอาหาร, ไวตามินและแร่ธาตุ

 

 

               มนุษย์ รู้จักมะเดื่อมาแต่โบราณ และปลูกมะเดื่อมามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว มะเดื่อถูกระบุไว้ในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีล เป็นไม้ยืนต้นที่แพร่หลายในเขต เมดิเตอร์เรเนียน โสเครติสและโฮมิรุส ต่างก็กล่าวถึงมะเดื่อ และพลาโต้ก็ชอบรับประทานผลมะเดื่อเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้จึงเรียกผลมะเดื่อว่า มิตรของนักปรัชญา

 

 

               พวก ฟินิเชียนก็นิยมใช้ผลมะเดื่อเป็นอาหารและยารักษาโรค และพวกอิยิปต์โบราณก็ใช้ผลมะเดื่อในการรักษาอาการเจ็บปวดของกระเพาะอาหาร ท่านอิบนุ ซีนา ย้ำว่า มะเดื่อมีประโยชน์เป็นอันมากสำหรับสตรีมีครรภ์และสตรีที่กำลังให้นมทารก ส่วนอัรรอซียฺ กล่าวว่า : มะเดื่อจะมีสรรพคุณลดกรดในร่างกายและขจัดผลข้างเคียงของกรด

 

 

               ท่าน อัลมุ่วัฟฟักฺ อัลบัฆดาดีย์ กล่าวว่า : ผลมะเดื่อให้สารอาหารมากที่สุดในบรรดาผลไม้ด้วยกัน มีสรรพคุณทำให้อารมณ์อ่อนโยน ดับกระหาย บรรเทาอาการไอเรื้อรัง และทำให้ปัสสาวะคล่อง การรับประทานผลมะเดื่อขณะท้องว่างมีผลดีในการเปิดหลอดอาหาร

 

ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม กล่าวว่า : ผลมะเดื่อที่ดีที่สุดคือ ชนิดที่มีเปลือกสีขาว มีสรรพคุณขับก้อนนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะและลดอาการเป็นพิษ มะเดื่อเป็นผลไม้ที่ให้สารอาหารมากที่สุด มีประโยชน์ต่ออาการเจ็บคอและหน้าอก ล้างตับและม้าม...

 

 

               ผล มะเดื่ออุดมด้วยไวตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะ B1 , B2 และ และแคโรตีนของไวตามิน A และยังมีแร่ธาตุที่สำคัญ อาทิเช่น เหล็ก , แคลเซียม และทองแดง แร่ธาตุเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเซลล์ในร่างกายและการฟอกเลือด มีประโยชน์สำหรับคนที่ขาดเลือด นอกจากนี้ผลมะเดื่อยังมีเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลระหว่าง 18-30 % ตามความสดและแห้ง ผลมะเดื่อสดปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 70 แคเลอรี ถึง 267 แคเลอรี่ เมื่อเทียบกับผลมะเดื่อแห้ง

 

 

               ด้วย เหตุนี้ผู้ที่รับประทานผลมะเดื่อจะมีกำลังวังชาและทนต่อความหนาวได้เป็น อย่างดี ในปัจจุบันมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของผลมะเดื่อออกมามากมาย แต่ดูเหมือนว่า ในบ้านเรา (เมืองไทย) ไม่ค่อยได้รับข้อมูลดังกล่าว อีกทั้งผลมะเดื่อก็เป็นผลไม้ที่หายากในบ้านเรา บางคนไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำไป คนที่เคยไปทำฮัจญ์หรืออุมเราะฮฺ ก็มักจะซื้อติดไม้ติดมือมาฝาก นั่นแหล่ะถึงจะได้กินกัน ของดีก็หายากอย่างนี้แหล่ะ เป็นธรรมดา
8541  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / มะกอก (زَيْتُوْن) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 11:14:12 am
 
มะกอก (زَيْتُوْن)

 

โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

 

              

มะกอก (زَيْتُوْن ) ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ Spondias pinnata Kurz ในวงศ์ Anacardiaceae ใบอ่อนมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นผักดิบ ผลขนาดลูกหมากดิบ เมื่อสุกมีรสเปรี้ยวเจือฝาดใช้ปรุงอาหาร รากและเมล็ดใช้ทำยาได้, มะกอกบ้าน หรือมะกอกป่า ก็เรียก

 

 

               มะกอกฝรั่ง ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ชนิด Spondias cytherea Sonn ในวงศ์ Anacardiaceae ผลใหญ่ เนื้อหนากรอบ กินดิบๆ ได้

 

 

               มะกอก น้ำ ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ชนิด Elaeocarpus hygrophilus Kurz ในวงศ์ Elaeocarpaceae มักขึ้นริมน้ำ ผลเล็กรี รสเปรี้ยวฝาด ใช้ดองเป็นอาหาร

 

               ชาวอาหรับเรียกมะกอกรวมๆ ว่า ซัยตูน” (زَيْتُوْن ) ซึ่งมาจากคำว่า ซัยตฺ (زَيْتٌ ) คำว่า ซัยตฺยังหมายถึง น้ำมันที่สกัดจากมะกอกหรือน้ำมันพืชโดยทั่วไป เช่น ซัยตฺซัยตูน (น้ำมันมะกอก), ซัยตฺซุรเราะฮฺ (น้ำมันข้าวโพด) และซัยตฺอันนัคละฮฺ (น้ำมันปาล์ม) เป็นต้น

 

 

               คำ ว่า ซัยตฺถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 1 แห่งในบทอันนู๊ร อายะฮฺที่ 35 มีใจความว่า: อัลลอฮฺทรงเป็นดวงประทีปแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน อุปมาดวงประทีปของพระองค์เสมือนดังช่องตามผนังที่มีตะเกียงอยู่ภายใน ตะเกียงนั้นอยู่ในโคมแก้ว อันโคมแก้วนั้นประหนึ่งดังดวงดาวที่ประกายแสงมลังมเลือง โดยมันถูกจุดขึ้นจาก (น้ำมัน) ของต้นไม้ที่มีความจำเริญ คือ ต้นมะกอก มันมิได้อยู่ทางตะวันออก และมิได้อยู่ทางตะวันตก น้ำมันของมันแทบจะประกายแสงออกมา แม้นว่าไฟมิได้สัมผัสมันก็ตาม..

 

 

               ที่ ว่า ต้นมะกอกไม่ได้อยู่ทางตะวันออก และมิได้อยู่ทางตะวันตกนั้น เพราะมันเป็นไม้ยืนต้นที่ขึ้นอยู่ในเขตทะเลทรายของดินแดนกึ่งกลางของโลกตาม แผนที่ ความร้อนและแสงแดดได้แผดเผาผลมะกอกจนสุกงอม และน้ำมันที่สกัดจากผลมะกอกนั้นก็ใสสะอาด ความใสสะอาดของน้ำมันมะกอกเกือบจะประกายแสงออกมาในตัวมันเอง แม้ ว่าจะไม่ได้เอาไฟไปจุดให้มันลุกโพลง ความของอายะฮฺนี้เป็นการอุปมาอุปมัยความบริสุทธิ์แห่งหลักคำสอนของอิสลามที่ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงประทานให้กับเหล่ามวลบ่าวนอกเหนือจากความมหัศจรรย์ของต้นมะกอกและน้ำมัน ของมัน
 

 

 

               ส่วน คำว่า อัซซัยตูนนั้นถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 6 แห่งด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของสวนผลไม้ที่มีผลไม้หลากชนิด และกล่าวถึงผลไม้ในสวนสวรรค์ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอกในบทอัตตีน อายะฮฺที่ 1 ซึ่งนักวิชาการอธิบายว่าการสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอกเป็นนัยระบุถึง ภูเขามะกอกเทศ ในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นนิวาสถานของท่านศาสดาอีซา (อะลัยฮิซซลาม)
 

 

               ทั้ง นี้นับแต่สมัยโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน ดินแดนปาเลสไตน์มีการเพาะปลูกมะกอกและมะเดื่อ มีหลักฐานยืนยันว่า ชาวยะบู๊ส ซึ่งเป็นชาวคะนาอัน (กันอาน) เป็นกลุ่มชนรุ่นแรกๆ ที่ทำการเพาะปลูกมะกอก มะเดื่อ และองุ่น ในดินแดนนี้ และยังรู้จักการสกัดน้ำมันจากผลมะกอกอีกด้วย

 

 

               มี อัลฮะดีษระบุว่า พวกท่านจงรับประทานมะกอกและทาด้วยน้ำมันมะกอกเพราะ น้ำมันมะกอกนั้นมาจากต้นไม้ที่จำเริญ” (จากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ) บันทึกโดย อัตติรมิซีย์และ อิบนุมาญะฮฺ) และอีกบทหนึ่งระบุว่า พวกท่านจงทำน้ำแกงด้วยผลมะกอก (หรือน้ำมันมะกอก) และทาด้วยน้ำมันมะกอก เพราะมันมาจากต้นไม้ที่จำเริญ” (จากท่านอิบนุ อุมัร (ร.ฎ) บันทึกโดย อัลบัยฮะกีย์ และ อิบนุมาญะฮฺ)
 

 

               ท่าน อิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฎ) ระบุว่า มะกอกมีสรรพคุณร้อน น้ำที่ถูกคั้นจากผลมะกอกสุกถือว่ามีประโยชน์มาก ผลสีดำมีสรรพคุณล้างพิษและเป็นยาระบาย ขับพยาธิ และชะลอความแก่ น้ำผลมะกอกที่ผสมเกลือจะบรรเทาอาการพุพองของแผลที่เกิดจากไฟไหม้ ทำให้เหงือกแข็งแรง ใบมะกอกมีสรรพคุณแก้ผื่นผดคัน งูสวัด เริม และห้ามเลือด (ซาดุ้ลมะอ๊าด, อิบนุ อัลก็อยยิม 3/272)     

 

               นักการ แพทย์สมัยใหม่ได้วิจัยถึงสรรพคุณของมะกอกและน้ำมันมะกอก พบว่า การบริโภคอาหารของพลเมืองรอบๆ เขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ยุโรปตอนใต้-แอฟริกาเหนือ-เอเชียน้อย) ที่มีส่วนผสมของมะกอกและน้ำมันมะกอกมีอัตราของผู้ป่วยด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจ ตีบมีน้อยกว่าในภูมิภาคอื่นๆ ผลการวิจัยยังพบอีกว่า น้ำมันมะกอกสามารถลดปริมาณคลอเรสเตอรอลในเลือด และมีผลป้องกันโรคมะเร็งในเต้านมสำหรับสตรีที่รับประทานน้ำมันมะกอกเป็น ประจำอีกด้วย
8542  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / สมุนไพรในอัลกุรอาน : อัรรอยฮาน (اَلرَّيْحَانُ เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 11:07:18 am

 
 
 พันธุ์ไม้และสมุนไพรในอัลกุรอาน : อัรรอยฮาน (اَلرَّيْحَانُ)
 
โดย...อาลี เสือสมิง

               อัรรอยฮาน (اَلرَّيْحَانُ ) ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) กล่าวว่า : อัรรอยฮาน คือ พืชทุกชนิดที่มีกลิ่นหอม (ฉุน) แต่ละดินแดนเรียกชื่อต่างกัน ชาวมัฆริบ (ดินแดนตะวันตกของโลกอิสลามในแอฟริกาเหนือ) เรียกว่า อัลอาซฺ (اَلآسُ ) ซึ่งชาวอาหรับรู้จักกันว่า อัรรอยฮาน (اَلرَّيْحَانُ) ส่วนชาวอิรักและชาม (ซีเรีย) เรียกว่า อัลฮับกุ้ (اَلْحَبْقُ)
              โดย ทั่วไปแล้วอัรรอยฮาน ได้แก่ พืชจำพวก กะเพรา, โหระพา, สาระแหน่, ผักชี ฯลฯ
               *  กะเพรา  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Ocimum tenuiflorum Linn.ในวงศ์ Labiatae กลิ่นฉุน ใช้ปรุงอาหาร พันธุ์ที่กิ่งและก้านใบสีเขียวอมแดง เรียก กะเพราแดง ใช้ทำยาได้
               *  โหระพา  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Ocimum basilicun Linn. ในวงศ์ Labiatae ใบมีกลิ่นฉุน กินได้    
               *  สะระแหน่  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Mentha cordifolia Opiz ในวงศ์ Labiatae ใบมีกลิ่นฉุน กินได้
               *  ผักชี  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Coriandrum satirum Linn. ในวงศ์ Umbelliferae ทั้งต้นมีกลิ่น ใช้เป็นผัก เรียกว่า ผักชี ดอกเล็กสีขาว ผลกลมมีกลิ่นฉุน เมื่อแก่ใช้เป็นเครื่องเทศ, ชีฝรั่ง:  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Eryngium foetidum Linn.ในวงศ์ Umbelliferae ใบยาวรีขอบจัก กลิ่นฉุน ใช้แต่งกลิ่นอาหาร
              ใน คัมภีร์อัลกุรอาน ระบุถึง อัรรอยฮาน เอาไว้ 2 แห่ง คือ ในบทอัรเราะฮฺมาน อายะฮฺที่ 12 และบทอัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 89  โดยกล่าวถึงเรื่องราวของสวนสวรรค์ที่พระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ) ทรงประทานให้กับผู้ศรัทธา  ซึ่งในสวนสวรรค์นั้นมี “รอยฮาน” คือพืชที่ส่งกลิ่นหอม ในบทอัรเราะฮฺมานนั้น ระบุถึงว่า ในโลกใบนี้ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงให้มนุษยชาติอาศัยอยู่ มีผลหมากรากไม้ มีต้นอินทผลัมที่มีทะลาย และเมล็ดธัญพืชที่มีเปลือก และอัรรอยฮาน คือ พืชพันธุ์ที่มีกลิ่นหอม
 
              มี รายงานระบุว่า : ผู้ใดถูกเสนอรอยฮานให้แก่เขา เขาก็จงอย่าปฏิเสธ เพราะแท้จริง รอยฮานนั้นเบาในการถือ มีกลิ่นหอมดี
               (บันทึกโดยมุสลิม)
               อีกรายงาน หนึ่งระบุว่า : เมื่อผู้หนึ่งในหมู่พวกท่านถูกมอบอัรรอยฮานให้ ผู้นั้นก็จงอย่าปฏิเสธอัรรอยฮานนั้น เพราะมันมาจากสวนสวรรค
 ์               (บันทึกโดย อบูดาวูด และอัตติรมีซีย์)

   
              อัร รอยฮาน ชนิดที่เรียกว่า อัลอ๊าซฺ (الآس) เป็นไม้ล้มลุกในวงศ์ Myrtacees มีความสูงถึง 2 เมตร มีกิ่งก้านสาขาที่มีตุ่มให้กลิ่นหอม  มักขึ้นอยู่ในที่โล่งเชิงเขา  และนิยมปลูกในเขตที่มีน้ำมากและริมฝั่งแม่น้ำ  กิ่งของมันจะสดอยู่เป็นเวลานาน  กล่าวกันว่า แหล่งกำเนิดเดิมของมันอยู่ในดินแดนเปอร์เซีย  ต่อมาชาวอาหรับนำมาแพร่หลายในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและในสเปน แต่ชาวอาหรับในดินแดนตะวันตก เรียกว่า อัรรอยฮาน 
              ผล ของมันเรียกว่า ฮับบุลอ๊าซ อัลฮับล๊าส  ใบของมันมีน้ำมันหอมระเหยทำให้สดชื่นและไล่แมลงได้  เมื่อนำเอาใบอัลอ๊าซ (รอยฮาน) ที่แห้งมาบดและโรยที่แผลเริม จะมีผลดี และใช้ดับกลิ่นใต้วงแขนได้ดี  อัลอ๊าซยังมีสรรพคุณทำให้รากผมแข็งแรงและดำเงางาม  ผลของอัลอ๊าซ ที่เรียกว่า อัลฮับล๊าส มีสรรพคุณบรรเทาอาการเสมหะที่ปนเลือดในหน้าอกและปอด เคลือบกระเพาะอาหาร  มีประโยชน์ต่ออาการท้องเดิน  ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการเหงือกบวมอักเสบ  ตลอดจนแก้พิษของแมงมุมและแมงป่อง

   
              อัล บัฆดาดีย์ ระบุว่า : การสูดดม อัลอ๊าซ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัว
               อัลฮับกุ้ (اَلْحَبْقُ– Sweet Basil) คือรอยฮานของเมืองชาม (ซีเรีย) น่าจะมีแหล่งกำเนิดเดิมในอินเดีย เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ในวงศ์ S,Labiee เป็นไม้ประดับ  มีความสูงประมาณ 50 ซ.ม. ใบสีขาวมีขอบหยัก  ดอกมีสีขาวอมแดงเล็กน้อย  นิยมใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อแต่กลิ่นของอาหาร
 อิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า  การสูดดม อัลฮับกุ้  จะบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากความร้อน  ทำให้หลับดี  เมล็ดของมันทำให้อาการท้องร่วงบรรเทาและบำรุงหัวใจ
 
              ท่าน อิบนุ ซีนา ระบุว่า  อัลฮับกุ้ มีสรรพคุณรักษาอาการริดสีดวงทวาร  อาการวิงเวียนศีรษะและเลือดกำเดาออก
 ในบ้านเรา มีตำรับอาหารไทยที่นิยมใส่พืชจำพวกอัรรอยฮานอยู่หลายอย่าง  ที่นิยมที่สุดแบบอาหารจานด่วนก็คงเป็นผัดกะเพรา  กล่าวกันว่า สูตรผัดกะเพราที่แพร่หลายไปทั่วในปัจจุบันนั้น  เพิ่งจะมีมาเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา  โดยเริ่มต้นที่เมืองพัทยาเป็นที่แรก
http://www.alisuasaming.com/Word/hml_word/Book/plantquran08.html
8543  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / องุ่น (عِنَبٌ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 11:04:33 am
                                                               
           
พันธุ์ไม้และสมุนไพรในอัลกุรอาน : 2. องุ่น  (عِنَبٌ)
           
           
 
           
โดย...อาลี เสือสมิง
           

                            ชื่อไม้เถาชนิด  Vitis  vinifera  Linn  ในวงศ์  Vitidaceae  ผลเป็นพวง  กินได้หรือใช้หมักทำเหล้า  เรียกเหล้าองุ่น  ในภาษาอาหรับเรียก  “องุ่น”  ว่า  อินะบุน  (عِنَبٌ)  มีรูปพหูพจน์ว่า  อะอฺนาบุน  (أعْنَابٌ )  คำว่า  “อินะบุน”  ถูกกล่าวในคัมภีร์อัลกุรอาน 2 แห่งคือ  ในบท  อัลอิสรออฺ  อายะฮฺที่ 91  และบทอะบะซะ  อายะฮฺที่  28  ส่วนคำว่า  “อะอฺนาบุ้”   ถูกกล่าวไว้  9  แห่งด้วยกัน   รวมทั้งหมด  11 แห่ง   ในจำนวนนี้มีอยู่ 6 แห่งที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ)   ทรงระบุเรื่อง  “องุ่น”   ไว้เกี่ยวกับบรรดาความโปรดปรานของพระองค์ที่ทรงประทานให้กับมวลบ่าวของพระองค์ในโลกนี้และในสวนสวรรค์
           
               ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ)  กล่าวว่า :  องุ่นเป็นผลไม้ที่ประเสริฐสุด   มีประโยชน์ที่สุด  รับประทานได้ทั้งสด  แห้ง  เขียว  และสุก  เป็นผลไม้ที่ร่วมกับผลไม้ต่างๆ  เป็นอาหารพร้อมกับอาหารหลัก  เป็นแกงพร้อมกับน้ำแกงอื่น  เป็นยาพร้อมกับบรรดายาทั้งหลาย  เป็นเครื่องดื่มร่วมกับเครื่องดื่มต่างๆ มีธรรมชาติเหมือนกับธัญพืช คือ ร้อนและเย็น 
           
 
           
               องุ่นที่ดีคือ องุ่นผลใหญ่ น้ำมาก  องุ่นขาวดีกว่าองุ่นดำ  เมื่อมันมีรสหวานเท่ากัน  ผลองุ่นที่ถูกเด็ดและปล่อยไว้ 2 วันหรือ 3 วัน ย่อมดีกว่าผลองุ่นที่ถูกเด็ดในวันแรก  องุ่นมีสรรพคุณดีต่อท้อง  ทำให้ถ่ายง่าย  องุ่นที่ติดอยู่กับต้นจนเปลือกลีบ ดีสำหรับการบริโภคเป็นอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง  สารอาหารขององุ่นมีสรรพคุณเหมือนกับมะเดื่อและลูกเกด  แต่การกินองุ่นมากๆ  อาจทำให้ปวดศีรษะได้  ให้กินทับทิมหรือกล้วยแก้ 
           
               สรรพคุณขององุ่นทำให้อารมณ์ดีและทำให้มีน้ำมีนวล  ถือเป็นราชาผลไม้หนึ่งในสามชนิด คือ องุ่น, อินทผลัม และมะเดื่อ  (ซาดุ้ลม่าอ๊าด ฟี ฮัดยิค็อยริ้ลอิบ๊าด, อิบนุ อัลก็อยยิม เล่ม 3 หน้า 284)  มีรายงานระบุว่า  ท่านศาสดา  (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  ชอบรับประทานองุ่นและแตงโม
           
               เมล็ดองุ่นมี  OPC  (Oligomericproanthocyanidins)  ซึ่งเป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่ม  ไบโอฟลาโวนอย1ด์  ที่มีมากในพืช  กล่าวกันว่า  โอพีซี มีฤทธิ์เป็นสารล้างพิษที่ดีกว่า  ไวตามินซี และไวตามินอี  ถึง  50  เท่าในการกำจัดสารพิษที่เกิดภายในเนื้อเยื่อทั่วไปและในเนื้อเยื่อไขมัน
           
           
               นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการล้างผนังหลอดเลือดให้สะอาด  เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้สะดวกและคล่องตัว  โดยเฉพาะที่สมองและปลายมือ  ปลายนิ้ว   แถมยังมีผู้อ้างว่า  สาร โอพีซี  ป้องกันบอดตาไส อันเกิดจากความเสื่อมของประสาทรับแสงที่จอภาพด้านหลังของลูกตาได้ด้วย  นอกจากนี้  สารโอพีซี  จะมีอยู่ในเปลือกขององุ่นแดงเป็นส่วนใหญ่ มีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย  (นายแพทย์สุวัฒน์ จันทร์จำนง,  อาหารกับสุขภาพ  (2547)  สำนักพิมพ์สุขภาพใจ หน้า 103-104)
           
               เมล็ดองุ่นมีสรรพคุณมากขนาดนี้ คราวหน้ากินองุ่นอย่าบ้วนเม็ดองุ่นทิ้งเสียล่ะ เคี้ยวไปกับเนื้อองุ่นเลย ขมหน่อยฝาดนิดแต่มีประโยชน์นะ  จะบอกให้
            
             ที่มา  http://learners.in.th/blog/thephariski/360571
           
 
           
8544  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / Re: ขิง สมุนไพรใน อัล-กรุอาน เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 11:01:45 am
ขออนุญาตเสริมข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับขิงในด้านความปลอดภัยในการบริโภคค่ะ
 
 ขิง:ข้อควรระวังในการบริโภค
 
 1. การใช้น้ำสกัดจากขิงที่เข้มข้นมากๆ จะให้ผลตรงข้าม คือ จะไประงับการบีบตัวของลำไส้จนทำให้ลำไส้หยุดบีบตัว ดังนั้นการดื่มน้ำที่สกัดจากขิงไม่ควรใช้น้ำเข้มข้นมากเกินไป
 
 2. การทดลองในหนูพบว่า เมื่อใช้สารสกัดขิง (สกัดด้วยน้ำ) อาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครโมโซม เมื่อให้ในขนาด 10 ก./กก.
 
 3. มีรายงาน การบริโภคน้ำขิงอาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ อาการแพ้ที่พบได้แก่ ผื่นคันตามร่างกาย
 
 4. การทดลองในหนูซึ่งตั้งท้องกินน้ำผสมน้ำชงขิง (20 ก./ลิตร) เมื่อหนูตั้งท้องวันที่ 6-15 พบว่าทำให้หนูแท้งลูกมากกว่ากลุ่มควบคุม 2 เท่า  รายงานอีกฉบับแสดงผลของสารสกัดขิงด้วยอัลกอฮอล์ (95%) เมื่อป้อนให้หนูขาวที่ท้อง ไม่พบว่ามีผลต่อตัวอ่อนแต่อย่างใด
 เนื่องจากมีรายงานการใช้สมุนไพรขิงในตำรายาทำแท้ง จึงควรระมัดระวังไม่ใช้เกินขนาดในหญิงมีครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามมีผู้ศึกษาในหนูขาวบางการศึกษา พบว่าไม่ทำให้เกิดการแท้งแต่อย่างใด
 
 5. มีผู้ศึกษาฤทธิ์ในการก่อกลายพันธุ์ของขิงหลายกลุ่ม สารสกัดขิงด้วยน้ำร้อนมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ (เมื่อตรวจสอบโดยใช้ B2911 cell และ Salmonella typhimurium strain TA100 แต่ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน strainTA98)
 
 เนื่องจากมีสารสำคัญในขิงหลายชนิดที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ได้แก่ 6-gingerol และ shogaol (โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ใน S. typhimurium TA100 แต่ไม่มีผลใน TA 98 และ 6-gingerol มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน E. coli strain HS 30)
 
 บางการศึกษาพบว่า น้ำคั้นจากขิงจะมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ และยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ของ 6-gingerol และยังมีผู้รายงานสนับสนุนฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของน้ำคั้นจากขิง
 ตัวอย่างคือ สาร Safrole เป็นสารต้านการก่อกลายพันธุ์ที่พบในขิงอีกชนิดหนึ่ง แต่จะสลายตัวได้ง่ายเมื่อได้รับความร้อน 70 C นาน 30 นาที หรือการฉายแสง หรือการต้มเดือดเพียง 1-5 นาที ทำให้สารดังกล่าวไม่ออกฤทธิ์
 
 6. มีรายงานพบว่าการให้ขิงในขนาดสูง อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจับตัวของเกร็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่าย แต่จะหายไปหลังจากหยุดรับประทาน 1 อาทิตย์ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ Thromboxane synthetase และเสริมฤทธิ์ prostacyclin
 
 อาจต้องระวังในผู้ป่วยที่กำลังรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด เช่น heparin warfarin และ aspirin รวมทั้งผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการจับตัวของเกร็ดเลือดควรระมัดระวังการบริโภคน้ำขิง และควรปรึกษาแพทย์
 
 7. มีรายงานการเกิดความเป็นพิษ ของผนังลำไส้เมื่อได้รับขิงในขนาด 6 ก. ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
 
 8. เนื่องจากขิงมีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงไม่ควรใช้ในผู้ที่มีปัญหานิ่วในถุงน้ำดี และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการบริโภคน้ำขิง

 
 เอกสารอ้างอิง
 
 Backon J. Ginger as an antiemetic: possible side effects due to its thromboxane synthetase activity. Anaesthesia 1991;46:705-6.
 Bordia A, et al. Effect of ginger (Zingiber officinale Roscoe) and fenugreek (Trigonella foenum graecum L.) on blood lipids, blood sugar and platelet aggregation in patients with coronary artery disease. Prostaglandins, Leukotrienes and Essential Fatty Acids. 1997;56:379-84.
 Farag SE, Abo-Zeid M. Degradation of the natural mutagenic compounds safrole in spices by cooking and irradiation. Die Nahrung 1997;41(6):359-61.
 Fischer-Rasmussen W, Kjaer S, Dahl C, et al. Ginger treatment of hyperemesis gravidarum. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 1990;38:19-24.
 Iwlkinson JM. Effect of ginger tea on the fetal development of Sprague-Dawley rats. Reproduct Toxicol 2000;14(6):507-12.
 Lumb A. Effect of dried ginger on human platelet function. Thrumb Haemost 1994;71(1):110-1.
 Mahmoud I, Alkofahi A, Abdelaziz A. Mutagenic and toxic activities of several spices and some Jordanian medicinal plants. Int J Pharmacog 1992;30(2):81-5.
 Mukhopadhyay MJ, Mukherjee A. Clastogenic effect of ginger rhizome in mice. Phytother Res 2000;14(7):555-7.
 Pang HA, Lee YW, Suh NJ, Chang IM. Toxicological study on Korean tea materials: screening of potential mutagenic activities by using SOS-chromotest. Korean J Pharmacog 1990;21(1):83-7.
 Ramos Ruiz A, De la Torre RA, Alonso N, Villaescusa A, Betancourt J, Vizoso A. Screening of medicinal plants for induction of somatic segregation activity in Aspergillus indulans. J Ethnopharmacol 1996;52(3):123-7.
 Schimmer O, Kruger A, Paulini H, Haefele F. An evaluation of 55 commercial plant extracts in the Ames mutagenicity test. Pharmazie 1994;49(6):448-51.
  Weidner MS, Sigwart K. Investigation of the teratogenic poteintial of Zingber officinale extract in the rat. Report Toxicol 2001;15(1):75-80.
 Weidner MS, Sigwart K. The safety of a ginger extract in the rat. J Ethnophar-macol 2000;73:513-20.
 World Health Organization. WHO monographs on selected medicinal plants. Volume I, Hong Kong:Malta, 1999.
 
 
 ---ซิลเวีย อิรฟาน---
credit แหล่งเดียวกัน
8545  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / ขิง สมุนไพรใน อัล-กรุอาน เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 10:50:10 am

ขิง (زَنْجَبِيْل)

 

 
โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

 

 

 

 

              ขิง ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae เหง้ามีกลิ่น รสเผ็ด ใช้ประกอบอาหารและทำยาได้ ขิงแกลงหรือขิงแครงก็เรียก ชาวอาหรับเรียก ขิงว่า ซันญะบีล (زَنْجَبِيْل ) เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาเปอร์เซีย มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย

 

 

 

              ในคัมภีร์อัลกุรอาน ระบุคำว่า ซันญะบีล (زَنْجَبِيْل ) เอาไว้ 1 แห่ง ในบทอัดดะฮฺร์ อายะฮฺที่ 17 ซึ่งมีใจความว่า

 

               “ชาวสวรรค์จะถูกเสริฟน้ำด้วยภาชนะเครื่องดื่มที่ปนหรือเจือขิง

 

 

 

               ท่านอัลกุรฏุบีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า ชาวอาหรับจะดื่มด่ำกับเครื่องดื่มที่มีขิงเจือหรือผสม เพราะให้กลิ่นหอมละมุน ทำให้ลิ้นสะอาด และช่วยย่อยอาหารได้ดี

 

 

 

              อัซซันญะบีล (اَلزَّنْجَبِيْل ) – Zingiber Ginger – เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม มีอายุขัย มีลำต้นสูงประมาณ 1.5 เมตร ใบเหมือนหอกมีสีเขียวเข้ม บ้างก็ว่า ขิง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่แหล่งผลิตจะอยู่ในเขตศูนย์สูตรของแอฟริกาและอินเดีย ชาวจีนและอินเดียรู้จักใช้ขิงเป็นยารักษาโรคและเครื่องเทศนับแต่สมัยโบราณ

 

 

 

              กาลิโนส กล่าวว่า : ขิงมีสรรพคุณในการให้ความร้อนสูง หากเราต้องการให้ร่างกายอบอุ่นในเวลาอันรวดเร็วก็ต้องกินขิง

 

 

 

               มีรายงานระบุว่า : กษัตริย์ แห่งโรมันได้เคยมอบขิงจำนวนหนึ่งให้เป็นของกำนัลแก่ท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วท่านได้แบ่งให้ผู้คนนำไปทำอาหารส่วนหนึ่ง ให้ท่านอบูสะอีด อัลคุดรีย์ (ร.ฎ) ส่วนหนึ่ง (บันทึกโดย อบูนุอัยม์ในอัฏฏิบบุนนะบะวีย์)

 

 

 

              ท่าน อิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า : กล่าวโดยรวมแล้ว ขิงมีประโยชน์ต่อตับและกระเพาะ น้ำขิงคั้นมีสรรพคุณบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เพิ่มน้ำอสุจิ และทำให้จดจำดี

 

              อิบนุ ซีนา กล่าวถึงสรรพคุณของขิงว่า : เพิ่มความจำ ลดอาการปวดไมเกรนและอาการคอแห้ง มีฤทธิ์ป้องกันอากาศเป็นพิษ

 

 

 

              อย่าง ไรก็ตาม ขิง มีส่วนประกอบที่มีรสเผ็ด ควรรับประทานแต่พอดี ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะจะเป็นผลอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินอาหารและระบบการย่อย ขิงยังมีสรรพคุณทำให้กระปี้กระเป่า กระตุ้นการเต้นของหัวใจและระบบการหายใจ ไล่ลม บรรเทาอาการเจ็บกระเพาะได้ดีอีกด้วย

 

8546  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / Re: อินทผลัมอัจวะฮฺ อินทผลัมสด เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 10:43:55 am

 
 อัจวะฮฺ หรือที่เราเรียกกันว่า อินทผลัมยานั้น ลูกมันจะเล็กๆกว่าอินทผลัมทั่วไปหน่อย ราคาก็แพงกว่าอินทผลัมชนิดอื่นเช่นกัน ล่าสุดที่ซื้อกลับมากิโลละ 50 SR ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 500 บาท แต่การันตีว่ากินแล้วดีต่อสุขภาพ ถ้ากินได้วันละ 7 เม็ดตามฮะดีษบอกก็จะดีมากเลยค่ะ  hijab
8547  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / อินทผลัมอัจวะฮฺ อินทผลัมสด เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 10:42:51 am
 
อินทผลัมอัจวะฮฺ อินทผลัมสด สมุนไพรจาก อัล-กุรอาน และซุนนะฮฺของท่านร่อซูล

 
 
 
 ขอความสันติจงมีแด่ท่าน
 
 อินทผลัมนั้น เราเห็นกันในรูปแบบของ ผลไม้แห้ง หรือผลไม้สด ใช้ในการละศีลอด หรือทานตามสุนนะฮฺของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 
 
 อินทผลัม (อ่านว่า อินทะผะลำ) เป็นชื่อปาล์มชนิด Phoenix dactylifera Linn ในวงศ์ Plamae ผลกินได้ ภาษาปากมักเรียกว่า อินทผาลัม ในภาษาอาหรับ เรียกว่า อันนัคลุ้ (اَلنَّخْلُ ) หรือ อันนะคีลฺ (اَلنَّخِيْلُ ) เป็นไม้ยืนต้นชอบขึ้นในเขตร้อน มีลำต้นตั้งตรงและยาว มีผลออกเป็นทะลาย ผลของมันมีรสชาติอร่อย ใช้ทำแยมและบางชนิดใช้หมัก เรียกว่า นะบีซฺ อัลบะละฮฺ (نَبِيْذُاَلْبَلَحِ ) นักภาษาศาสตร์บอกว่า เหตุที่เรียกอินทผลัมว่า อันนะคีล เพราะมันมีรากศัพท์มาจากคำว่า นัคลฺ (نَخْلٌ ) ซึ่งหมายถึง คัดเลือก กลั่นกรอง เพราะอินทผลัมจัดเป็นพืชยืนต้นที่มีเกียรติที่สุดในประดาพืชยืนต้นด้วยกัน
                     ในคัมภีร์อัลกุรอาน ได้กล่าวถึงเรื่องของอินทผลัมเอาไว้หลายแห่งและหลายรูปคำ กล่าวคือ ใช้คำว่า “อันนัคลุ้” (اَلنَّخْلُ )  10 แห่ง และใช้คำว่า “นัคลัน” (نَخْلاً ) 1 แห่งในบทอะบะสะ อายะฮฺที่ 29, และใช้คำว่า  “อันนัคละฮฺ” (اَلنَّخْلَةُ ) 2 แห่งคือในบทมัรยัม อายะฮฺที่ 23 และ 25, และใช้คำว่า “นะคีล” (نَخِيْل ) 7 แห่งด้วยกัน รวม 20 แห่ง
 
                     อินทผลัมมีหลายสายพันธุ์และผลอินทผลัมก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น อัลบะละฮฺ (اَلْبَلَحُ ) ซึ่งเป็นผลอินทผลัมช่วงก่อนสุก เมื่อเริ่มเข้าสีเรียกว่า อัลบุสรุ้ (اَلْبُسْرُ ) พอเริ่มสุกเรียกว่า อัรรุฏ่อบุ้ (الرُّطَبُ ) ส่วนอินทผลัมแห้งอย่างที่วางขายทั่วไปนั้นเรียกว่า ตัมรฺ (تَمْرٌ ) ส่วนหนึ่งจากสายพันธุ์ของอินทผลัม คือ ซุกกะรีย์ (سُكَّرِي ) และอัจญ์วะฮฺ (عَجْوَة ) เป็นต้น  (1)
 
 
 
 
 

 
 อัจวะฮฺ  (عَجْوَةٌ ) หมายถึง อินทผลัมชนิดหนึ่ง ที่ดีที่สุดของเมืองมะดีนะฮฺ มีรสชาติอร่อย ไม่หวานมาก มีประโยชน์ต่อร่างกายและเป็นยารักษาโรคได้
 
 รายงานจากท่านซะอฺด บินอะบีวักกอส รอฎอยัลลอฮุอันฮุ ว่าแท้จริง ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
 “ผู้ใดรับประทานอินทผลัมอัจวะฮฺ 7 เม็ดในยามเช้า พิษต่างๆและไสยศาสตร์ไม่สามารถทำอันตรายแก่เขาได้ในวันนั้น”
 
บันทึกโดยบุคอรี 10/203 บทว่าด้วยการแพทย์
 มุสลิม 2047 บทว่าด้วยความประเสริฐของอินทผลัมมะดีนะฮฺ

 
 รายงานจากท่าน อบีสะอีด ว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า
 “อินทผลัมอัจวะฮฺ นั้นมาจากสวนสวรรค์  และมันเป็นยาบำบัดพิษต่างๆ”
 
บันทึกโดย อันนะซาอี และอิบนุมาญะฮฺ
 
 
 อัจวะฮฺนั้น สามารถรักษาโรคได้ดังนี้
 
1. ทำให้ร่างกายแข็งแรง พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ารับประทานประจำ
 2. ป้องกันไสยศาสตร์ โดยรับประทานวันละ 7 เม็ด
 3. รักษาพิษต่างๆ โดยรับประทานวันละ 7 เม็ด
 
 
 คุณค่าที่ได้รับจากอัจวะฮฺ
 
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม รับประทานอัจวะฮฺทุกวัน วันละ 7 เม็ด และท่านยืนยันว่า มันป้องกันไสยศาสตร์และพิษต่างๆได้ ดวยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ที่มีต่อประชาชาติของท่าน นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 อินทผลัมสด คือ อินทผลัมทุกชนิด ผลของมันครึ่งดิบครึ่งสุก รสชาติของมัน หวานปนฝาด แต่อร่อยมาก ปัจจุบัน มันถูกนำมาแช่ตู้เย็นไว้ เพื่อจะได้มีทานทั้งปี ถึงแม้จะไม่ใช่ฤดูกาลของมันก็ตาม
 
 อัลลอฮฺทรงตัสกับมัรยัมว่า
 “และเธอ(มัรฺยัม)จงเขย่าต้นอินทผลัม ให้มันเอนมาทางตัวเธอ มันจะหล่นลงมาที่ตัวเธอเป็นอินทผลัมที่สดและสุกน่ากิน”
  (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ มัรยัม อายะฮฺที่ 25)
 
 อนัสกล่าวว่า
 “ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยละศีลอดด้วยอินทผลัมสด 2-3 เม็ด ก่อนที่ท่านจะทำการละหมาด ดังนั้นถ้าไม่มีอินทผลัมสด ท่านก็รับประทานอินทผลัมแห้ง 2-3 ผล ถ้าไม่มีอินทผลัมแห้งท่านจะดื่มน้ำ 2-3 อึกแทน ”
 
 อินทผลัมสด มีประโยชน์(สรรพคุณ)ดังนี้
 
1. ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง
 2. ทำให้ร่างกายสมบูรณ์
 3. เพิ่มสมรรภาพทางเพศ
 4. ทำให้เลือดลมดี
 5. ทำให้ฟันแข็งแรง
 
 
 คุณค่าที่ได้รับจากอินทผลัมสด
 
ท่านร่อซูลจะละศีลอดด้วยกับอินทผลัมสด โดยท่านให้เหตุผลว่า การถือศีลอดนั้นทำให้กระเพาะอาหารปราศจากอาหารเมื่อเรากินทผลัมสดเข้าไป จะทำให้ความหวานของมันไปหล่อเลี้ยงตับ  และอวัยวะต่างๆของร่างกายให้กลับมาชุ่มชื่นขึ้น และตามด้วยอาหารต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ  นับเป็นความเมตตาของอัลลอฮฺ และวงการแพทย์วินัจฉัยว่า อินทผลัมทุกชนิดมีโปตัสเซียมสูงมาก และมีประโยชน์ต่อร่างกาย (2)
 
 
 อ้างอิง
 
- (1) พันธุ์ไม้และสมุนไพรในอัลกุรอาน : อินทผาลัม (اَلنَّخْلُ ) , (اَلنَّخِيْلُ )โดย...อาลี เสือสมิง
 - (2) จากหนังสือ “ความมหัศจรรย์ของสมุนไพรตามแนวทางการแพทย์ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ” โดยอาจารย์มุสตอฟา มานะ
 หน้า 54-58
  
 
 
 
 
 ข้อมูลเกี่ยวข้องกับอินทผลัม
 
 
-
อินทผลัมรักษาโรคหัวใจจริงหรือ
 -
สาระน่ารู้........โรคกระเพาะอาหารกับอินทผาลัม
 
 credit   http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=746.0
8548  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมอิสลามห้ามดอกเบี้ย เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 09:34:53 am
ดอกเบี้ย
 
 
 
 
                  มีบทบัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินครอบคลุมสามด้าน คือ ความยุติธรรม ความเพิ่มพูน และความอธรรม ที่ยุติธรรมก็คือการซื้อขาย ที่เพิ่มพูนก็คือการบริจาค ส่วนที่อธรรมก็คือ ริบา (ดอกเบี้ย) เป็นต้น
ดอกเบี้ย หรือ อัร-ริบา คือการเกินเลยในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งสองสิ่งที่มีสาเหตุริบาอยู่ ในตัวของมัน
หุก่ม(บทบัญญัติ)เกี่ยวกับดอกเบี้ย
1. ดอกเบี้ย ถือเป็นบาปใหญ่ประเภทหนึ่ง และมันเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในทุกศาสนาที่เป็นศาสนาแห่งฟากฟ้า(ศาสนาที่มี คัมภีร์จากพระผู้เป็นเจ้าซึ่งรวมศาสนายูดายของยิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม) เนื่องจากมันแฝงไปด้วยความเสียหายที่ใหญ่หลวง มันเป็นต้นเหตุของการเป็นศัตรูกันระหว่างมนุษย์ มันนำไปสู่การงอกเงยของทรัพย์สินผ่านการขูดรีดจากทรัพย์สินของคนจน มันเป็นการอธรรมต่อผู้ที่มีความจำเป็น ทำให้คนรวยกดขี่คนยากจน ปิดหนทางการบริจาคและการทำดีต่อผู้อื่น และทำลายความรู้สึกเมตตาสงสารต่อเพื่อนมนุษย์ อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
"และอัลลอฮฺทรงอนุมัติการซื้อขาย และทรงห้ามริบา(ดอกเบี้ย) ดังนั้นผู้ใดที่การตักเตือนจากพระเจ้าของเขาได้มายังเขา แล้วเขาก็เลิก(จากสิ่งที่ถูกห้าม)
 สิ่งที่ล่วงแล้วมาก็เป็นสิทธิของเขา(ไม่ต้องคืนหรือชดใช้) และเรื่องราวของเขานั้นมอบให้เป็นภาระของอัลลอฮฺ(ที่จะทรงพิจารณาเขา) และผู้ใดวกกลับไป
 (กระทำ)อีก ชนเหล่านี้แหละคือชาวนรกโดยที่พวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 275)
 
 

2. ดอกเบี้ย เป็นการกินทรัพย์สินของเพื่อนมนุษย์โดยมิชอบ ทำให้การหารายได้ การทำธุรกิจ และการผลิตที่มนุษย์มีความต้องการเกิดการชะงักงัน ผู้ที่รับดอกเบี้ยทรัพย์ของเขาเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ทำให้เขาละทิ้งการทำธุรกิจ และการทำประโยชน์ที่มนุษย์จะได้ประโยชน์จากมัน จุดจบของผู้ที่ยุ่งเกี่ยวกับริบาทุกคนคือความถดถอยของทรัพย์สินเงินทอง

บทลงโทษเกี่ยวกับดอกเบี้ย
ริบาเป็นบาป ใหญ่ และแท้จริงแล้วอัลลอฮฺได้ประกาศสงครามกับผู้ที่กินและผู้ที่ให้ริบา ซึ่งต่างจากบาปอื่นๆ
1. อัลลอฮฺตรัสว่า
"บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! พึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และจงละเว้นดอกเบี้ยที่ยังเหลืออยู่เสียหากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา และ ถ้าพวกเจ้ามิได้ปฏิบัติตาม
 ก็พึงรับรู้ถึงสงครามจากอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์(หมายถึงอัลลอฮฺและศาสนทูตประกาศเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย)
 และหากพวกเจ้าสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวแล้ว สำหรับพวกเจ้าก็คือต้นทุนแห่งทรัพย์ของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะได้ไม่อธรรม และไม่ถูกอธรรม”
 (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 278-279)
 
 

2. รายงานจากท่าน ญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า

 
"ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ประณามผู้ที่กินริบา ผู้ให้กิน ผู้บันทึก และผู้เป็นพยานทั้งสองคน และท่านกล่าวว่า
 พวกเขาอยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน(ในบาป)" (บันทึกโดย มุสลิม 1598)
 
 

3. รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ จากท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

 
“พวกท่านจงออกห่างจากสิ่งที่ทำให้หายนะ (บาปใหญ่) เจ็ดอย่าง” พวกเขา(บรรดาเศาะหาบะฮฺ)ได้ถามว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ มันคืออะไรบ้าง?”
 ท่านจึงกล่าวว่า “(มันคือ) การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ การใช้เวทมนต์ไสยศาสตร์ การฆ่าชีวิตหนึ่งที่พระองค์ทรงห้ามเว้นแต่ด้วยความชอบธรรม
 การกินริบา(ดอกเบี้ย) การกินทรัพย์สินของเด็กกำพร้า การถอยหนีในวันแห่งการเผชิญหน้ากับศัตรู และการใส่ความหญิงหนึ่งที่ดีที่เป็นผู้มีศรัทธาและบริสุทธิ์”
 (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ หมายเลข 2766 และสำนวนรายงานนี้เป็นของท่าน และมุสลิม หมายเลข 89)
 
 
ประเภทของดอกเบี้ย
1.ริบา นะสีอะฮฺ

ริบา นะสีอะฮฺ คือการเพิ่มที่ผู้ขายรับจากผู้ซื้อเป็นสิ่งทดแทนการยืดเวลา(ชำระ) เช่น เขาให้เงินไปหนึ่งพันบาทเป็นเงินสด โดยที่อีกฝ่ายต้องคืนให้หลังจากหนึ่งปีเป็นเงินหนึ่งพันสองร้อยบาทเป็นต้น หรือการผันหนี้แก่ผู้ขัดสน ในลักษณะที่ว่าเขามีทรัพย์ที่ค้างชำระเหนือบุคคลหนึ่ง เมื่อถึงเวลาชำระเขาก็จะกล่าวแก่บุคคลนั้นว่า “ท่านต้องการชำระทันที หรือต้องการเพิ่มดอกเบี้ย(โดยที่ยังไม่ต้องชำระ)" ถ้าหากอีกฝ่ายพอใจจะชำระก็ชำระ หรือไม่เขาก็จะเพิ่มเวลาให้ โดยมีการเพิ่มทรัพย์(หนี้)ขึ้นด้วย ทำให้จำนวนทรัพย์ที่ต้องชำระเหนือลูกหนี้ผู้นั้นมีมากขึ้น เฃ่นนี้คือรากฐานของ ริบาหรือดอกเบี้ยในสมัยญาฮิลิยะฮฺ ที่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามไว้และกำหนดให้มีการยืดเวลาแก่ผู้ขัดสน(โดยไม่มีการ เพิ่ม) ซึ่งริบาประเภทนี้เป็นริบาที่อันตรายที่สุด เพราะมีผลเสียมากมาย โดยที่มันได้รวบรวมทุกประเภทไว้ในตัวมัน คือ นะสีอะฮฺ ริบาฟัฎล์ (ดอกเบี้ยส่วนต่าง) และ ริบาเงินกู้

 
1.1 อัลลอฮฺตรัสว่า
“โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่ากินดอกเบี้ยหลายเท่าที่ถูกทบทวี และพวกเจ้าพึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ” (อาล อิมรอน 130)
 
 

1.2 อัลลอฮฺตรัสว่า

 
“และหากเขา (ลูกหนี้) เป็นผู้ยากไร้ก็จงให้มีการรอคอย(ให้ผ่อนผัน) จนกว่าจะถึงคราวสะดวก และการที่พวกเจ้าจะให้เป็นทานนั้น
 ย่อมเป็นการดีแก่พวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 280)
 
 

หรือการซื้อ ขายแลกเปลี่ยนทรัพย์ในประเภทของริบาฟัฎล์ (ดูความความหมายในหัวข้อถัดไป) กันทั้งสองฝ่าย โดยมีการล่าช้าในการส่งมอบของทั้งสองฝ่าย หรือเพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่น ซื้อขายทองกับทอง ข้าวสาลีกับข้าวสาลี (โดยไม่รับมอบทันที) เป็นต้น หรือขายประเภทหนึ่งกับอีกประเภทหนึ่งจากประเภทเหล่านี้โดยมีการค้างชำระ (เช่น ขายทองด้วยเงินโดยไม่มีการส่งมอบกันทันที หรือข้าวสาลีกับข้าวบาร์เลย์โดยไม่มีการส่งมอบให้แก่กันทันที แม้จะไม่มีการเพิ่มราคาจากเดิมกันก็ตาม)

 
2.ริบาฟัฎล์
ริบาฟัฎล์ คือการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินกับเงิน หรืออาหารกับอาหารโดยมีการเพิ่ม(เป็นส่วนต่าง เช่น นำข้าวชนิดหนึ่งจำนวนหนึ่งลิตรมาแลกกับข้าวชนิดอื่นจำนวนหนึ่งลิตรครึ่ง เป็นต้น) ซึ่งถือเป็นสิ่งหะรอม ศาสนาได้มีหลักฐานอย่างชัดเจนถึงการห้ามริบานี้ในสิ่งหกประเภท ดังที่รอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า
“ทองคำแลกทองคำ เงินแลกเงิน ข้าวสาลีแลกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์แลกข้าวบาร์เลย์ ผลอินทผลัมแลกผลอินทผลัม และเกลือแลกเกลือ ปริมาณต้องเท่ากัน
 ส่งมอบกันทันทีมือต่อมือ ดังนั้นหากสิ่งเหล่านี้ต่างประเภทกัน พวกท่านจงซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ตามต้องการตราบใดที่มีการส่งมอบมือต่อมือ” (บันทึกโดยมุสลิม 1587)
 
 
สิ่งที่อยู่ในขอบข่ายริบาฟัฎล์
       
             
    • ให้เทียบ เคียง(กิยาส)ทุกๆ สิ่งที่มีสาเหตุแห่งริบา(อิลละฮฺ)เหมือนกันกับสิ่งหกประเภทดังกล่าวข้างต้น นั่นคือ อิลละฮฺ(สาเหตุการเป็นริบา)ของทองและเงินก็คือการเป็นเงินตรา และอิลละฮฺในสี่ประเภทที่เหลือก็คือ การเป็นสิ่งที่ใช้ตวงและเป็นอาหาร หรือการชั่งและเป็นอาหาร
    •        
    • เครื่องตวงให้ถือเครื่องตวงชาวมะดีนะฮฺเป็นเกณฑ์ ส่วนเครื่องชั่งก็ให้ยึดเครื่องชั่งของชาวมักกะฮฺ ส่วนสิ่งที่ไม่มีทั้งสองที่(ไม่ได้ใช้การชั่งหรือตวง)ก็ให้ยึดธรรมเนียม ปฏิบัติ และทุกๆ สิ่งที่มีการห้ามริบาฟัฎล์ก็ถือว่าห้ามริบานะสีอะฮฺเช่นกัน
    •    
       
   
3.ดอกเบี้ยเงินกู้
   

ริบาเงินกู้ ลักษณะของมันก็คือ การที่บุคคลหนึ่งทำการให้กู้ยืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งแก่ผู้อื่น แล้ววางเงื่อนไขแก่เขาว่าต้องจ่ายคืนมากกว่าที่กู้ไป หรือเขาต้องให้ประโยชน์หนึ่งประโยชน์ใด เช่นให้เขาได้อยู่อาศัยในบ้านของผู้กู้หนึ่งเดือนเป็นต้น ซึ่งริบานี้ถือว่าต้องห้าม แต่ถ้าหากเขาไม่ได้วางเงื่อนไขไว้แล้วผู้กู้ได้ให้ประโยชน์หรือจ่ายสิ่งที่ ดีกว่าด้วย(ความสมัครใจ)ตัวเองถือว่าเป็นสิ่งที่อนุญาตและได้ผลบุญ

   
 
   
หุก่มของริบาฟัฎล์
   
           
                 
    • เมื่อใด ที่การซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งที่เป็นประเภทเดียวกันและมีสาเหตุของริ บาในตัวมันถือว่าการเกินเลยกัน (การแลกด้วยจำนวนที่ไม่เท่ากัน) และการไม่ส่งมอบกันทันทีถือเป็นสิ่งที่หะรอม เช่นการซื้อขายทองกับทอง ข้าวสาลีกับข้าวสาลี เป็นต้น การซื้อขายแบบนี้มีเงื่อนไขที่จะทำให้มันถูกต้อง (ตามหลักศาสนา) คือจะต้องเท่ากันในจำนวน และมีการส่งมอบกันในทันที เพราะเป็นสิ่งที่มีประเภทและสาเหตุของริบาอย่างเดียวกัน
    •            
    • เมื่อใดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของสองประเภทที่มี สาเหตุของริบาฟัฎล์อย่างเดียวกันแต่ต่างประเภทกันถือว่าการไม่ส่งมอบกัน ทันทีเป็นที่ต้องห้าม ส่วนการเกินเลยกัน(การแลกด้วยจำนวนไม่เท่ากัน)เป็นสิ่งที่อนุญาต เช่นซื้อขายทองกับเงิน หรือข้าวสาลีกับข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกัน (เช่น แลกข้าวสาลี 1 กิโลกรัม แลกกับข้าวบาเลย์ 2 กิโลกรัม) เมื่อใดที่มีการรับกันทันทีมือต่อมือ(ไม่มีการค้างกัน) เพราะทั้งสองสิ่งต่างประเภทกันแต่มีสาเหตุริบาอันเดียวกัน (คือเป็นเงินตราหรืออาหาร)
    •            
    • เมื่อใดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของสองประเภทที่มี สาเหตุของริบาแตกต่างกันถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกันและค้างชำระกัน เช่น ซื้ออาหารด้วยเงิน หรือ อาหารด้วยทองคำ เป็นต้น ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกัน (เช่นข้าว 1กระสอบแลกกับเงิน 300 บาท) และอนุญาตให้มีการล่าช้าในการส่งมอบกัน (ส่งมอบข้าวสารวันนี้ แต่เงินจ่ายพรุ่งนี้หรือเดือนหน้า) เพราะสิ่งแลกเปลี่ยนทั้งสองต่างประเภทกันและมีสาเหตุแห่งริบาต่างกันด้วย
    •            
    • เมื่อใดที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของสองประเภทที่ไม่มี สาเหตุของริบาอยู่ในทรัพย์ทั้งสอง ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกันและค้างชำระกัน เช่น ซื้อขายอูฐหนึ่งตัวแลกกับอูฐสองตัว หรือ เสื้อหนึ่งตัวแลกกับเสื้อสองตัว เป็นต้น ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกันและค้างชำระกันได้ ไม่อนุญาตให้ทำการซื้อขายของประเภทเดียวกันแต่ต่างชนิด นอกจากจะต้องมีคุณลักษณะที่เหมือนกัน ดังนั้นจึงห้ามซื้อขายผลอินทผลัมสดแลกกับผลอินทผลัมแห้ง (เป็นอินทผลัมเหมือนกันแต่ต่างชนิด อันหนึ่งสด อันหนึ่งแห้ง) เพราะของสดเมื่อแห้งลงจะมีจำนวนลดลงทำให้เกิดส่วนต่างกัน(ริบาฟัฎล์)ที่ถือ ว่าต้องห้าม
    •        
           
       
หุก่มการซื้อขาย
       
หุก่มการซื้อขายทองรูปพรรณ
       
ไม่อนุญาตให้ มีการซื้อขาย(แลกเปลี่ยน)เครื่องประดับเงินหรือทองกับสิ่งที่เป็นประเภท เดียวกันโดยมีการเกินเลยกัน (เช่น ไม่นำทองรูปพรรณชิ้นหนึ่งไปแลกด้วยทองรูปพรรณอีกชิ้น โดยที่ทั้งสองชิ้นไม่เท่ากัน) เพราะลักษณะของการผลิตสิ่งของแต่ละอันต่างกัน แต่ทางออกก็คือให้ขายของตนชิ้นนั้นด้วยเงินก่อนแล้ว แล้วเอาเงินนั้นไปซื้อเครื่องประดับ(ของอีกฝ่าย)
       
หุก่มการซื้อขายสัตว์
       
               
                     
    • ไม่ถือ ว่ามีสาเหตุแห่งริบาในการซื้อขายสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่นเดียวกับสิ่งที่ซื้อขายกันด้วยจำนวน ดังนั้นจึงอนุญาตให้ซื้อขายอูฐหนึ่งตัวแลกอูฐสองหรือสามตัว แต่เมื่อใดที่มันกลายเป็นสิ่งที่ชั่งตวง (กลายเป็นเนื้อ) ก็จะมีเหตุแห่งริบา จึงห้ามซื้อขายเนื้อแพะหนึ่งกิโลกรัมแลกเนื้อแพะสองกิโลกรัม แต่อนุญาตให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนเนื้อแพะหนึ่งกิโลกรัมกับเนื้อวัวสองกิโลกรัม เพราะต่างประเภทกันเมื่อใดที่มีการส่งมอบกันทันที (โดยไม่มีการค้างชำระ)
    •                
    • อนุญาตให้ซื้อทองเพื่อสะสมหรือเพื่อหวังกำไร เช่นซื้อทองมาขณะที่ราคาของมันยังต่ำ แล้วขายไปเมื่อราคามันเพิ่มขึ้น
    •            
               
           
หุ่กมการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราและธนบัตรต่างๆ
           
การแลกเงิน คือการซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นเงินตรากับเงินตราไม่ว่าจะเป็นชนิดเดียว กันหรือต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ทำจากทองหรือแร่เงิน หรือธนบัตรที่มีการใช้กันในปัจจุบันก็มีหุก่มเดียวกับทองคำและเงิน เพราะเป็นเงินตรา(เป็นมูลค่า)เหมือนกัน
           
                   
                         
    • เมื่อมี การซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นเงินตราชนิดเดียวกัน เช่นทองคำแลกทองคำ หรือธนบัตรชนิดเดียวกัน เช่น เงินริยาลแลกกับเงินริยาล (หรือเงินบาทแลกเงินบาท) ไม่ว่าจะเป็นเหรียญหรือธนบัตรจำเป็นจะต้องให้เท่ากันในเรื่องของจำนวน(20 บาทที่เป็นธนบัตร ต้องด้วยแลก 20 บาทที่เป็นเหรียญ) และต้องมีการรับกันทันทีระหว่างทั้งสองฝ่ายในที่ที่ตกลงซื้อขาย
    •                    
    • เมื่อมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นเงินตรากับเงินตราแต่ต่าง ชนิดกัน เช่น ทองคำแลกเงิน หรือ เงินริยาลของซาอุดิอารเบียแลกกับเงินดอลลาร์ของอเมริกา ถือว่าอนุญาตให้มีการเกินเลยกันเรื่องของจำนวน แต่วาญิบที่จะต้องมีการส่งมอบและรับกันทันทีระหว่างทั้งสองฝ่ายในที่ที่ตกลง ซื้อขาย
    •                    
    • เมื่อผู้ทำการแลกเปลี่ยนทั้งสองคนแยกย้ายกันก่อนที่จะมีการส่งมอบ จำนวนของทั้งหมดหรือบางส่วน (หุก่มก็คือ)ส่วนที่ใช้ได้ก็คือเฉพาะจำนวนที่ได้มีการรับกันไปแล้วในที่ตกลง เท่านั้น ส่วนที่เหลือที่ยังไม่มีการส่งมอบและรับกันไปถือว่าเป็นโมฆะ ตัวอย่างเช่น ฝ่ายหนึ่งได้ให้เงินสกุลดีนาร์ไปหนึ่งดีนาร์เพื่อแลกกับเงินสกุลดิรฮัมจำนวน สิบดิรฮัม แต่ฝ่ายหลังขณะนั้นมีเงินอยู่เพียงห้าดิรฮัมให้ถือว่าการแลกเปลี่ยนนี้ที่ ใช้ได้ก็คือจำนวนครึ่งดีนาร์เท่านั้นส่วนที่เหลือเป็นอะมานะฮฺ(เงินฝาก)ที่ อยู่กับผู้ขายอีกฝ่าย
    •                
                   
               
หุก่มการคิดดอกเบี้ยของธนาคาร
               
ผลประโยชน์ที่ ธนาคารในปัจจุบันรับไปจากการกู้ยืมนั้นถือว่าเป็นริบาที่ต้องห้าม และผลประโยชน์ที่ธนาคารมอบให้เพื่อตอบแทนการฝากก็เป็นริบาที่ไม่อนุญาตให้ ผู้ใดใช้ประโยชน์จากมันแต่จะต้องทำให้มันหมดไป
               
หุก่มการฝากเงินไว้กับธนาคารในระบบดอกเบี้ย
               
                       
                             
    • จำเป็น ที่มุสลิมจะต้องใช้บริการธนาคารอิสลามเมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการฝากหรือโอน เงิน แต่ถ้าหากไม่มีธนาคารอิสลามถือว่าอนุญาตให้ใช้บริการธนาคารอื่นเพราะความจำ เป็นในการฝากแต่จะต้องไม่รับผลประโยชน์(ดอกเบี้ย) และการโอนกับธนาคารอื่นก็เช่นกันตราบใดที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติศาสนา
    •                        
    • ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามสำหรับมุสลิมที่จะทำงานกับธนาคารหรือองค์กร ใดๆ ที่มีการรับหรือให้ริบา(ดอกเบี้ย) และค่าตอบแทนที่ได้รับจากแหล่งดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ผิดหลักและเขาจะต้องถูก ลงโทษจากอัลลอฮฺ
    •                    
                       
                   
จะทำอย่างไรกับทรัพย์สินที่เป็นดอกเบี้ย
                   
ดอกเบี้ยถือ เป็นบาปใหญ่ เมื่ออัลลอฮฺประทานความเมตตาให้ผู้ทำริบาและเขาได้กลับตัวสู่พระองค์(เตาบัต ) แต่ยังมีทรัพย์ที่เขาได้สะสมมันมาจากการทำริบาเหลืออยู่กับเขาและเขาต้องการ ทำให้มันพ้นไปจากตัวเขา จะมีสองลักษณะดังนี้
                   
                           
                                 
    • ลักษณะ แรกคือ ริบานั้นยังอยู่ที่บุคคลอื่นเขายังมิได้รับมันมา เขาก็จงรับเฉพาะต้นทุนของเขาและปล่อยส่วนเกินที่เป็นริบาไว้
    •                            
    • ลักษณะที่สองคือทรัพย์ริบาถูกรับมาแล้วอยู่ในมือเขา เขาก็ต้องไม่คืนมันแก่เจ้าของและไม่ใช้ประโยชน์จากมันด้วย เพราะมันเป็นรายได้ที่สกปรก ทางออกก็คือให้เขาบริจาคมันไป หรือใช้มันให้หมดไปกับโครงการสาธารณะประโยชน์ เช่น สร้างเสาไฟให้แสงสว่างแก่ถนน หรือสร้างถนน สร้างห้องน้ำสาธารณะ เป็นต้น
    •                            
    • http://www.kroobannok.com/blog/26549
    •                        
                           
                       
 
                       
                                                                                               
8549  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมอิสลามห้ามดอกเบี้ย เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 09:24:53 am
 
ทำไมอิสลามห้ามดอกเบี้ย
หลายคนเข้าใจคิดผิดว่าอิสลามกับดอกเบี้ยเป็นของคู่กัน ไม่ว่าใครจำภาพ "ชายอินเดียชุดขาวโพกหัวพูดไทยไม่ชัดคอยไล่ขูดดอกเบี้ยชาวบ้าน" มาจากการ์ตูนขายหัวเราะ หรือเกมโชว์ในทีวี หรือจำมาจากตลกคาเฟ่ ขอให้ลองๆ ลืมไปก่อนนะครับ เพราะสิ่งที่ท่านจะได้อ่านในย่อหน้าต่อไป มันค่อนข้างจะขัดกับภาพลักษณ์เหล่านั้นมากทีเดียว (ใครที่เคยเข้าใจแบบนั้นผมก็จะไม่โกรธหรอกครับ)
"ผู้ใดที่กินดอกเบี้ย ถือว่าผู้นั้นได้ประกาศสงครามกับพระเจ้าของเขาแล้ว" นี่เป็นธรรมนูญของอิสลามครับ อิสลามถือว่าการกินดอกเบี้ยเป็นความผิด เป็นบาปขั้นสูงทีเดียวครับ ถึงได้เปรียบเทียบผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้เสมอกับว่าเขาประกาศสงครามกับพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลยทีเดียว
เหตุผล ?
 ผู้ที่กู้ ผู้ที่หยิบยืมคนอื่น ในทัศนะอิสลามถือว่าเขาเป็นคนเดือดร้อนครับ และการหากำไรจากผู้เดือดร้อนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พระเจ้าทรงสร้างให้มีคนรวยและคนจนเพื่อที่จะหวังว่าพวกเขาจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน อิสลามสนับสนุนให้มคนมั่งมีหยิบยื่นให้คนขัดสนโดยปราศจากการหวังิส่งตอบแทน (ดอกเบี้ย) มิหนำซ้ำอิสลามยังส่งเสริมให้เจ้าหนี้ยกหนี้ให้กับลูกหนี้อีกด้วย ถ้าลูกหนี้มีความสามารถ ทั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างผู้คน เป็นการเชื่อมสังคมให้สมัครสมานเป็นเนื้อเดียวกัน
ในโลกแห่งความเป็นจริง การเปิดโอกาสให้หยิบยืมเงินกันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอาจเป็นเรื่องยาก อาจจะมีคนรวยน้อยคนที่จะใจบุญเช่นนั้น แต่ก็ใช่ว่าระบบไร้ดอกเบี้ยจะเป็นเพียงวิมานในอากาศนะครับ ยังมีระบบการกู้ยืมแบบไร้ดอกเบี้ยที่ใช้งานได้จริง และกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก นั่นคือ "ระบบธนาคารอิสลาม"
 
ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้อง ตอบ" 
นำเสนอโดยนายชุมพล  ศรีสมบัติ
8550  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมคนมุสลิมต้องละหมาด เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 09:22:17 am
ได้อะไรจากการละหมาดของคนมุสลิม
ฮิกมะฮ์ของการละหมาด
 Posted by Sulaiman_Bin_Lasem
 
 

 
 เคล็ดลับหรือฮิกมะฮ์ของการละหมาดมีมากมายหลายประการ ซึ่งสรุปได้ดังนี้ :
 1.เป็นการเตือนให้มนุษย์รู้จักตนเองว่าเป็นบ่าวของอัลเลาะฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกรเพื่อระลึกไว้ตลอดไป โดยที่กิจการงานในทางโลกและความสัมพันธ์กับผุ้อื่นอาจทำให้มนุษย์หลงลืมตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาละหมาดมันจะทำให้เขานึกขึ้นได้อีกครั้งหนึ่งว่าตนเป็นบ่าวของอัลเลาะฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่และเกรียงไกร

 2.เพื่อให้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของมนุษย์ว่า ไม่มีผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือและให้ความสุขที่แท้จริงนอกจากอัลเลาะฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกรเท่านั้น แม้เขาจะพบเห็นในโลกนี้ว่ามีสื่อและสาเหตุมากมายที่ดูเพียงผิวเผินแล้ว ช่วยเหลือและให้ความสุข แต่แท้ที่จริงแล้วอัลเลาะฮ์ตะอาลาได้ให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวกสบายแก่มนุษย์เท่านั้น ทุกครั้งที่มนุษย์หลงลืมและปล่อยตัวไปกับสื่อต่าง ๆ ที่เป็นเพียงผิวเผิน การละหมาดจะเป็นสิ่งคอยเตือนเขาว่าที่แท้จริงนั้นมาจากอัลเลาะฮ์ตะอาลาเพียงองค์เดียว พระองค์ทรงช่วยเหลือ ทรงให้ความสุข ทรงให้โทษ ทรงให้คุณ ทรงให้เป็น และทรงให้ตาย
 
 

 3.มนุษย์จะได้ใช้ละหมาดเป็นช่วงเวลาของการสำนึกผิด จากความผิดต่าง ๆ ที่เขาได้ก่อขึ้นเนื่องจากในช่วงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งนั้น มนุษย์ต้องเผชิญกับบาปและความผิดต่าง ๆ มากมาย ทังที่เขารู้ตัวและอาจไม่รู้ตัว ดังนั้นการละหมาดระหว่างเวลาหนึ่ง จะช่วยขัดเกลาเขาให้สะอาดบริสุทธิ์จากบาปและความผิดต่าง ๆ ได้ ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวอธิบายเรื่องดังกล่าวไว้ในฮะดิษซึ่งรายงานโดยมุสลิม (668) จากท่านญาบิร บุตร อับดิ้ลลาห์ ได้กล่าวว่า "เปรียบละหมาดห้าเวลาเหมือนแม่น้ำที่มีน้ำมากไหลผ่านประตูบ้านคนใดคนหนึ่งในพวกท่าน โดยที่เขาอาบน้ำจากแม่นั้นทุกวัน ๆ ละห้าครั้ง" ญาบิรได้กล่าวว่า "ฮะซันได้กล่าวว่า : การกระทำดังกล่าวจะทำให้มีสิ่งสกปรกใดเหลืออยู่อีกไหม?" (หมายความว่า "สิ่งสกปรก" ในที่นี้หมายถึงบาปต่าง ๆ ซึ่งตามรายงานของอะบีฮุรอยเราะฮ์ (ร.ด.) ที่มุสลิม (667) ได้บ่างชี้เช่นนั้น คือ "นั่นก็เหมือนกับละหมาดหน้าเวลาที่อัลเลาะฮ์จะทรงใช้มันลบล้างบาปต่าง ๆ"
 
 

 4.ละหมาดเป็นเสมือนอาหารที่หล่อเลี้ยงหลักศรัทธา (อะกีดะฮ์) ที่อยู่ในจิตใจ ความเพลิดเพลินในดุนยาและการลวงล่อของชัยตอน จะทำให้มนุษย์หลงลืมหลักอะกีดะฮ์นี้ ถึงแม้จะถูกปลูกฝังอยู่ในจิตใจแล้วก็ตาม และเมื่อมนุษย์ตกอยู่ในความหลงลืม ในลักษณะเช่นนี้อย่างต่อเนื่องด้วยเหตุที่จมปลักอยู่ในอารมณ์ใฝ่ต่ำ และเพื่อนฝูงที่เลวคอยชัดนำ ความหลงลืมนี้จะเปลี่ยนเป็นการปฏิเสธและไม่ยอมรับเหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำล่อเลี้ยงก็จะเหี่ยวเฉาและตายไปในที่สุด และในไม่ช้าต้นไม้นั้นก็จะกลายเป็นฟืนที่ไร้ค่า แต่มุสลิมที่ยืนหยัดปฏิบัติละหมาดอย่างสม่ำเสมอ ละหมาดนั้นก็จะเป็นอาหารคอยหล่อเลี้ยงความมีศรัทธาของเขาให้สดชื่นและงอกงาม ความเพลิดเพลินในดุนยาไม่อาจทำให้ศรัทธาของเขาอ่อนแอและตายได้ (อัลฟิกห์ 1/88-89)
อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?topic=2489.30
 คำสำคัญ : พลังแห่งการศรัทธา
 
หน้า: 1 ... 568 569 [570] 571 572 573


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap