Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 568 569 [570] 571 572 ... 574
8536  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:40:27 pm
การเล่นสาดน้ำสงกรานต์
 
"วิธีเล่นสาดน้ำสงกรานต์นั้นคงมีลักษณะคล้ายกันในภาคของราชอณาจักรไทย แต่บางท้องถิ่นอาจมีการเล่นน้ำกันรุนแรงไปการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์มักแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง และการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์นี้เกิดจากความเชื่อว่า การสาดน้ำจะช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล"
การเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์เป็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องการเขียนมากที่สุด เนื่องจากมุสลิมบางกลุ่มโดยเฉพาะบรรดาเยวชนมุสลิมทั้งชายและหญิงจะนิยมเล่นสาดน้ำกันในวันสงกรานต์กันอย่างแพร่หลาย มีกล่าวกันว่าในบางท้องที่ มุสลิมจะเล่นสาดน้ำกันก่อนวันสงกรานต์ (คือก่อนวันที่ 13) และเลิกสาดน้ำกันภายหลังวันสงกรานต์ (คือเลิกภายหลังวันที่ 15) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีมุสลิมบางกลุ่มนิยมเล่นสาดน้ำสงกรานต์มากกว่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเสียอีก
ภาพลักษณ์ของมุสลิมจึงดูมัวหมองอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการไม่มีจุดยืน และไม่ได้ศึกษาค้นคว้าถึงที่มาของวันสงกรานต์และการเล่นสาดน้ำว่าเป็นอย่างไร ?
ซึ่งหากมุสลิมทราบ ก็คงจะได้ใคร่ครวญถึงความผิดพลาดของตนในอดีตที่ได้ร่วมเล่นสาดน้ำเป็นแน่ เพราะการสาดน้ำในวันดังกล่าว มาจากความเชื่อที่ว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เป็นการมอบหมายให้ฝนตกด้วยการสาดน้ำ ด้วยเหตุนี้เองที่มุสลิมไม่สามารถจะร่วมเล่นสาดน้ำ ในวันสงกรานต์ได้อย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเยาวชนซึ่งหวังเพียงสนุกสนานจนอาจลืมนึกถึงสิ่งที่อาจจะส่งเสียผลกระทบต่อความศรัทธาของตน
โปรดพิจารณาหลักฐานดังต่อไปนี้
ภายหลังการนมาซศุบหฺที่ตำบลหุดัยบิยะฮฺ ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวถามขึ้นว่า "พระผู้อภิบาลตรัสไว้อย่างไรกับพวกท่าน?" บรรดาสหายของท่านนบีกล่าวตอบว่า "พระองค์อัลลอฮฺและศาสนฑูตของพระองค์ยอมรู้ดียิ่ง "ท่านนบีทรงกล่าวว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า "ในตอนเช้า ส่วนหนึ่งจากปวงบ่าวของฉันนั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อฉัน (กล่าวคือ) บุคคลหนึ่งกล่าวว่าเมื่อฝนตกลงมายังเรา นั้นเป็นความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺ เขาผู้นั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อดวงดาว (เพราะดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไม่สามารถทำให้ฝนตกได้), ส่วนบุคคลหนึ่งกล่าวว่า เมื่อฝนตกมายังเรา นั้นเป็นเพราะดวงดาวต่างๆ โครจรจากที่นั้นไปยังที่โน้น เช่นนั้นแหละที่เขาได้ปฏิเสธต่อฉัน และเชื่อมั่นศรัทธาต่อดวงดาวต่างๆ"
ผู้เขียนจึงใคร่ขอเรียนให้ผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ ได้ช่วยกันกำชับและรงณรงค์ให้มุสลิมละทิ้งการร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นสาดน้ำ ยิ่งต้องตักเตือนกันอย่างจริงจังและเข้มงวดอย่างที่สุด หวังเพียงให้เยาวชนในวันนี้ได้ยืนหยัดและรักษาจุดยืนแห่งความเป็นมุสลิมที่แท้จริงตลอดไป
 
 แนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิม
จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียนและแนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิมได้ดังนี้

 

1. มุสลิมจะต้องไม่นำสิ่งอื่นที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติ มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตด้วยการยึดแนวทางที่ถูกกล่าวไว้ในอัล-กุรฺอาน และแบบฉบับทีมาจากท่านนบีมุหัมมัด เพราะพระองค์อัลลอฮฺจะทรงรับการงานจากแนวทางทั้งสองนี้เท่านั้น และพระองค์ยังทรงกำชับอย่างเน้นหนักมิให้นำสิ่งที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติดังนี้ "และบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาแนวทางอื่นจากอิสลาม (นำมาปฏิบัติ) ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา(หมายถึงพระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงรับการงาน ที่เป็นแบบฉบับอื่นของอิสลามอย่างเด็ดขาด)" ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า"ฉันได้ทิ้งไว้สองสิ่ง ซึ่งพวกท่านจะไม่มีวันหลงทาง ตราบเท่าที่พวกท่านยึดมั่นสองสิ่งนั้นไว้ นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และแบบฉบับจากศาสนาทูตของพระองค์ (คือซุนนะฮ์ของท่านนบีมุหัมมัด)" จึงสรุปได้ว่า ไม่มีช่องทางใดที่ทำให้มุสลิมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ได้เลย เพราะเพียงแค่หลักฐานที่นำมาเสนอข้างต้นก็เป็นที่แน่ชัดและตรงประเด็นอยู่แล้ว
2. พฤติกรรมของมุสลิมจะต้องแตกต่างจากศาสนิกอื่น ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "พวกท่านจงมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี" คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดบ่งบอกให้รู้ว่ามุสลิมจะต้องอยู่ร่วมกับสังคมทั้งที่เป็นมุสลิม และไม่ใช่มุสลิม โดยแสดงภาพลักษณ์แห่งการเป็นมุสลิมให้เป็นที่ประจักษ์ในทุกๆด้าน ไม่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ จริยธรรมแห่งอิสลาม การประกอบาสนกิจ และอื่นๆ เพื่อให้ต่างศาสนิกได้รู้ถึงมาตราฐานและจุดยืนแห่งความเป็นมุสลิมซึ่งมีเอกลักษณ์เป็รของตัวเองในทุกๆด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้มุสลิมผู้หนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ ย่อมชี้ให้เห็นว่ามุสลิมผู้นั้นมิได้ทำตัวแตกต่างไปจากสังคมส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่มุสลิม ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งดังกล่าวไม่เป็นสิ่งที่ไม่อนูมัติของศาสนา อีกทั้งท่านนบีมุหัมมัดได้กำชับไว้ว่าจงทำตัวให้แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี ซึ่งหมายร่วมถึงการทำตัวให้แตกต่างจากบุคคลที่นับถือศาสนาอื่นทั้งในด้านความเชื่อ และหลักการปฏิบัติ ภาพลักษณ์ของมุสลิมควรจะเด่นชัดกว่านี้ มิฉะนั้นแล้วบุคคลทั่วไปจะตัดสิน ได้อย่างไรว่าสังคมไหนคือสังคมมุสลิม และสังคมไหนไม่ใช่มุสลิม
 
3. มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางสังคมอย่างมีจุดยืน ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "พวกท่านอย่าเป็นบุคคลที่ไร้จุดยืน (เขาจะมีสภาพเป็นเช่นนั้น) หากผู้คนทั้งหลายกระทำความดี (ที่สอดคล้องกับอิสลาม) เราก็คำความดีนั้นด้วย และหากว่าผู้คนทั้งหลายกระทำความชั่วร้าย เราก็ไม่กระทำความชั่วร้ายนั้น" วจนะของท่านนบีมุหัมมัดชี้ประเด็นที่ชัดเจน และลึงซึ้งมากมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมุสลิมขณะที่อยู่ร่วมปะปนกับผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ โดยที่ท่านบีสอนให้มุสลิมแสดงจุดยืนอย่างเด่นชัดมุสลิมจะไม่คลุมเครือและไร้แกรสานอย่างเด็ดขาด เพราะมุสลิมมีแนวทางเป็นของตนเอง และต้องดำเนินแนวทางนั้นแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ปฏิบัติเลยก็ตาม หรือสิ่งใดที่คนส่วนใหญ่คิดว่าดีงาม ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อ ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะได้รับอิทธิพลมาจากศาสนา ลัทธิ หรือความคิด มุสลิมถือว่าจะนำสิ่งนั้นมาปฏิบัติด้วยไม่ได้เพราะไม่มีคำสอนมาจากศาสนาอิสลาม ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าหากมุสลิมในปัจจุบันยึดมั่นอุดมการณ์มีจุดยืนชัดเจนเฉกเช่นที่กล่าวมาข้างต้น มุสลิมจะพัฒนาคุณภาพและยกระดับการเป็นมุสลิมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย
4. ใกล้วันวันสิ้นโลก มุสลิมจะต้องมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำถ่านไว้ในมือ ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า"ช่วงสมัยหนึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชาติของฉัน (หมายถึงสภาพก่อนใกล้วันกิยามะฮฺ) มีบุคคลในหมู่พวกของเขาที่ยืนหยัดอยู่บนศาสนาของเขา ประหนึ่งว่ากำถ่านไฟ (ร้อนๆไว้ในมือของเขา)"ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวถึงสภาพใกล้ๆวันสิ้นโลกว่า มุสลิมจะมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำถ่านไฟร้อนๆไว้ในมือของตน นั้นย่อมหมายถึง มุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลกนั้นต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนมิให้เดินตามสังคมที่มีพฤติกรรมอันสวนทางกับอิสลามต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง มิให้ละทิ้งการประกอบศาสนกิจในช่วงนั้นและอื่นๆ ซึ่งดูราวกับว่าตนต้องใช้ความอดทนพอๆ กับการกำถ่านไฟร้อนๆ เอาไว้ในมือของตนนั้นเอง แต่ถ้าไม่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างจริงจังแล้ว เชื่อแน่เหลือเกินว่าเขาอาจเป็นบุคคลหนึ่ง ที่ตกอยู่ในสภาพที่พ้ายแพ้อย่างย้อยยับ
สภาพของมุสลิมในปัจจุบันคงไม่แตกต่างอะไรกับมุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลก (หรือว่ายุคนี้อาจจะถึงยุคใกล้วันสิ้นโลกแล้วก็ได้) เนื่องจากมุสลิมในปัจจุบันต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างหนักหน่วง มิฉะนั้นแล้วมุสลิมจะไม่สามารถแสดงภาพลักษณ์แห่งอิสลามได้เลย อย่างเช่นการร่วมกิจกรรมหรือการเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์ เป็นบทพิสูจน์การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของมุสลิมได้เป็นอย่างดี มุสลิมคนใดบ้างคนที่พ้ายแพ้แก่ค่าความนิยมความเชื่อของสังคมแล้วเข้าไปมีส่วนร่วมในวันสงกรานต์ และมุสลิมคนใดบ้างที่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมในวันสงกรานต์ ประหนึ่งผู้ที่กำลังกำถ่านร้อนๆไว้ในมือของตน

 ...............................................................
 คัดลอกจากหนังสือ “ทำไมมุสลิมจึงทำไม่ได้” โดย อ.มุรีด ทิมะเสน
8537  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:34:03 pm
                                                   
มุสลิมกับวันต่างๆ : ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้
                                                                                               
                                                                                                                                                                       
                                                                                                           
                                                                                                                                                                                   
 
                                                                                                                                                                                   
ประเพณีวันตรุษสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                                                                                           
สงกรานต์เป็นคำแปลสันสกฤต มักเรียกเข้าคู่กับคำว่าตรุษ เป็นภาษาสันสกฤตเช่นกัน รวมกันเป็น "ตรุษสงกรานต์" คำว่า "ตรุษ" หมายถึง เทศกาลเนื่องในวันสิ้นปี ซึ่งกำหนดตามวันจันทรคติ ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 (ราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 32)                                                                        
                                   
                                                                                                                                                                                   
                                                                                                           
ส่วนคำว่าสงกรานต์หมายถึง เทศกาลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกำหนดตามสุริยะคติ คือวันที่ 13 14 และ15 เมษายน (ราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 777) แปลว่าตัดหรือขาดคือว่าตัดจากปีเดิมหรือสิ้นปี เป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยควมสวัสดีในรอบปีหนึ่ง เรียกว่าส่งปีเก่า
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ส่วนสงกรานต์ แปลว่า เคลื่อน ย้าย ผ่าน อันได้แก่พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายผ่าน หรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักราศีใดกราศีใดจักราศีหนึ่ง และจักราศีนั้นแบ่งออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน หรือ 12 ราศี แต่ละราศีมีกลุ่มดาวอยู่ในราศีนั้นๆด้วย เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าไปในราศีใดแล้ว กว่าพระอาทิตย์จะผ่านพ้นไปได้ ต้องใช้เวลาเป็นเดือน แต่ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ผ่านพ้นไปครบ 12 ราศีก็นับเป็นเวลา 1 ปี (เสถียรโกรศ 2516 : 6)
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ด้วยเหตุนี้ ตรุษสงกรานต์จึงหมายถึงวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่อย่างเก่าของไทย"                                                                         ประเด็นชี้แจง
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
จากเนื้อหาข้างต้นพอสรุปได้ว่า วันสงกรานต์ถือเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของคนไทย ดังนั้น เมื่อวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ของไทย มุสลิมที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยย่อมไม่มีส่วนร่วมอะไรกับวันดังกล่าว เพราะอิสลามมิได้บัญญัติส่งเสริมให้สนุกสนานรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่ของชนชาติอื่น หรือแม้กระทั่งวันขึ้นปีใหม่ของอิสลามเองก็ตาม ดังเช่นมุสลิมบางกลุ่มเข้าใจผิดว่า วันที่ 1 มุหัรร็อมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ของอิสลาม
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ส่วนวันที่อิสลามอนุมัติให้รื่นเริงได้มีเพียงสองวันในรอบปีเท่านั้น คือวันอีดิ้ลฟิตริและวันอีดิ้ลอัฎฺฮา ดังที่ท่านอนัสได้กล่าวไว้ว่า "เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดมาถึงนครมะดีนะฮฺ พวกชาวเมืองก็มีวันรื่นเริงอยู่สองวัน ท่านจึงถามว่า "ทั้งสองวันนั้นคือวันอะไร?" พวกเขาตอบว่า "ในสมัยก่อนศาสนาอิสลามพวกเราได้มีการละเล่นกัน" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "พระองค์อัลลอฮฺ ได้ทรงกำหนดวันทั้งสองให้แก่พวกท่าน ซึ่งดีกว่าวันทั้งสองนั้น ก็คือวันอัฎฺฮาและวันฟิตริ"
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ฉะนั้น เมื่ออิสลามได้กำหนดวันขึ้นปีใหม่ให้แก่บรรดามุสลิม จึงถือว่าไม่อนุญาติให้จัดงานเกี่ยวกับวันขึ้นปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่อ้างว่าเป็นของอิสลามหรือของศาสนาอื่นก็ตาม ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มอื่น ดังนั้นเขาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย"
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของศาสนาอื่น ซึ่งเทศกาลดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับบรรดามุสลิมแม้แต่น้อย จึงไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิม ต่อการร่วมแสดงความยินดี หรือร่วมเฉลิมฉลอง และร่วมสนุกสนานในวันดังกล่าว                                                                         ประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
      วันสงกรานต์ตกอยู่ในวันที่ 13 14 และ 15 เมษายนของทุกปีและกำหนดวันสงกรานต์ในปีแรก เป็นครั้งแรกเผอิญตรงกับวันที่13 เมษายน ปีต่อๆมาจึงต้องยึดเอาตามวันที่กำหนดครั้งแรกนั้น ที่จริงแล้ววันสงกรานต์อาจจะไม่ใช่วันที่ 13 เมษายนก็ได้ วันที่ 13 เมษายนเรียกว่าวันมหาสงกรานต์ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เมษายนเรียกว่าวันเนา ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจร อยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ และวันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศกขึ้นปีศักราชใหม่ วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่กรุงสุโขทัย กระทั่งปี พ.ศ. 2483 พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในปีนั้น ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติปีปฏิทินต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้วันขึ้นปีใหม่ จากวันที่ 1 เมษายนเป็นวันที่ 1 มกราคม เมื่อ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2483 และสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการ และได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2483 โดยให้ขึ้นปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484                                                                         ตำนานวันสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ตำนานวันสงกรานต์นี้ ได้ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพราหมณ์ฮินดูอยู่ในเรื่องหนึ่ง และได้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม ดังต่อไปนี้
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านของเขาอยู่ใกล้กับบ้านของนักเลงสุรา นักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนั้นนักเลงสุราได้เข้าไปกล่าวคำหยาบคายต่อเศรษฐี และเศรษฐีถามว่าเหตุให้เขาจึงหมิ่นประมาทต่อหน้าเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากนังเลงสุราได้ตอบว่าถึงเศรษฐีจะมีทรัพมากก็ไม่มีบุตร
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
เมื่อเศรษฐีตายแล้ว ทรัพย์สมบัติก็สูญเปล่านักเลงสุรากล่าวว่าตนประเสริฐกว่าเศรษฐี เศรษฐีมีความละอายแล้วจึงบวงสรวงต่อพระอาทิตย์พระจันทร แล้วตั้งจิตอธิธานขอบุตรถึง 3 ปี ก็มิได้มีบุตร อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันนขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวานขึ้นไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนกทั่งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงขึ้นบูชาพระไทร ประโคมพินพาทย์แล้วตั้งจิตอธิฐานขอบุตรพระไทรมีความกรุณาจึงเหาะไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาของเศรษฐี เมื่อนางคลอดบุตรออกมาจึงให้ชื่อว่าธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาท 7 ชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำนั้น ธรรมบาลกุมารโตขึ้นได้เรียนรู้ภาษานกแล้วเรียนไตรเพทจนจบ เมื่ออายุ 7 ขวบ และได้เป็นครูสอนมงคลการต่างๆ แก่คนทั้งหลายมงคล เหล่านี้มีอยู่ 12 มงคลอันได้แก่ การโกนผมไฟ การเจาะหู การตั้งชื่อเด็ก การสอนเด็กให้เดินให้พูด การเปิบข้าว การนุ่งผ้า การว่ายน้ำ การโกนจุก การตัดเล็บ การตกแต่งร่างกาย และการแต่งงาน
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวกบิลมหาพรหมองค์หนึ่ง ว่าเป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อท้าวกบิลมหาพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหา 3 ข้อกับธรรมบาลกุมารโดยให้สัญญากันไว้ว่า ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นได้จะตัดเศรียรบูชาความรู้ของธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารแก่ปัญหานั้นไม่ได้ต้องตัดเศียรของตนมาบูชาท้าวกลิบมหาพมภายใน 7 วัน ปัญหา 3 ข้อนั้นมีอยู่ว่า ข้อ 1 ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน? ข้อ 2 ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน? ข้อ 3 ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน?
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
เมื่อล้วงเวลาไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารยังคิดไม่ออก จึงนึกว่าตนจะต้องตายด้วยอายาของท้าวกบิลมหาพรหมธรรมบาลกุมารไม่ต้องการตายจึงหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่า แล้วลงจากปราสาทไปนอนใต้ต้นตาล 2 ต้น ซึ่งมีนกอินทรี ตัวผู้ตัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้นเวลาค่ำ นางนกอีนทรีได้ถามสามีของพรุ่งนี้จะได้อาหารที่ใด สามีของนางอินทรีตอบว่าจะได้กินศพของธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลมหาพรหมจะฆ่าเสียเพราะธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบคำถาม 3 ข้อของท้าวกบิลมหาพรหมได้ นางอินทรีจึงถามสามีของตนว่าปัญหา 3 ข้อนั้นมีอย่างไร สามีของนางอินทรีบอกว่าตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน นางนกอินทรีก็ถามสามีของมันว่าปัญหานั้นแก้อย่างไร สามีของนางอินทรีของนางอินทรี ได้บอกว่า ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมปะพรมที่อก ส่วนตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่เท้ามนุษย์ทั้งหลาย จึงเอาน้ำล้างเท้า (คณะกรรมการวัฒณธรรมแห่งชาติ 2529 : 84)
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ธรรมบาลกุมารได้ยินการสนทนาของของอินทรี 2 ผัวเมียเช่นนั้นแล้ว ก็ได้กลับไปยังปราสาทของตน ครั้นวันรุ่งข้นท้าวกบิลมหาพรหมได้ถามปัญหา 3 ข้อนั้น ธรรมบาลกุมารได้ตอบคำถามนั้นถูกต้อง ท้าวกบิลมหาพรหม จึงเรียกธิดาทั้งเจ็ดผู้เป็นบริจาริกา (แปลว่า หญิงรับใช้ หรือภรรยา) ให้พระอินทร์มาพร้อมกันแล้วบอกว่าเราจะตัดศรีษะของเราบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าศรีษะของเราตั่งบนแผ่นดินไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบนอากาศฟ้าจะแล้ง ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำทะเลจะแห้ง จึงให้เทพธิดาทั้งเจ็ดนั้นมารองรับพระเศียรของบิดาไว้ แล้วแห่ประทักษิณ (คือการแห่เวียนขวา) ราบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฑลถ้ำคันธธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่อพิมพ์ต่างๆ พระเวสสุกรรมหรือวิษณุกรรมก็เนรมิตรโลงด้วยแก้วเจ็ดประการชื่อภัควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดาเทวดาทั้งป่วงได้นำเถาฉมูนาค (ไม่ทราบว่าเถาอะไร น่าจะเป็นเถาไม้ที่ใช้หมักสำหรับทำน้ำโสมหรือสุรา) มาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกสังเวยทุกพระองค์ ครั้นถึงกำหนด 365 วัน โลกสมมุติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดา 7 องค์จึงผลัดเวรกันองค์ 1 ปี มาอัญเชิญพระเศีรยท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวลก (วีระชัย มีชอบธรรม และคณะ2530 : 123,สุเมธาวิทยากุล 2535 : 6)
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
นางเทพธิดา 7 องค์ที่ผลัดเวรกันมาอัญเชิญพระเศรียท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิรเขาพระสุเมรุ ทุกปีนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าถ้าวันสงกรานต์ในวันที่ 13 เมษายน ตรงกันวันอะไร และเป็นเวรของนางเทพธิดาองค์ ใดเป็นไปดังนี้
                                                                                                                                                                                   
ประเด็นชี้แจง
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ตำนานของวันสงกรานต์ มาจากความเชื่อที่ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพรหมฮินดู โดยเชื่อว่า เมื่อวันสงกรานต์กับวันที่ 13 เมษายนจะตรงกับวันใดก็ตาม เช่น วันตรงกับวันอาทิตย์ วันศุกร์ หรือวันอื่นๆ ภายในสัปดาห์ เหล่าเทพธิดาของท้าวกบิลมหาพรหมจะทำหน้าที่ออกมาอัญเชิญพระเศียรบิดาของพวกนางตามวันที่ถูกกำหนดไว้
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
เช่นนั้นสมมุติว่าวันที่ 13 เมษายนตรงกับวันพุธ เท่ากับว่านางเมธาเทวีจะออกมารับพระเศียรของท้าวกบิลมหาพรหม เพื่อนำมาแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุของปีนั้น
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ความเชื่อดังกล่าวยังคงดำเดินอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันสำหรับบุคคลที่นับถือและเชื่อถึงการร่วมพิธีกรรมในวันสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพรหมณ์ ฮินดูถึงศาสนาพุทธก็ตาม
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ส่วนศาสนาอิสลามก็ได้กำหนดขอบเขตความเชื่อความเชื่อไว้ว่าความเชื่อนั้นๆ จะต้องอยู่วันอยู่บนพื้นฐานของอัล-กุรฺอานและแบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัดเท่านั้น ส่วนความเชื่อใดที่ขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลาม หรือศาสนาอิสลามมิได้กำหนดไว้ ถือว่ามุสลิมทุกคนจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาดด้วยเหตุนี้เอง ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวสอนไว้ว่า
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
"โลกนี้ (ดุนยา) เปรียบเสมือนห้องขังของผู้ศรัทธา และเป็นสวรรค์สำหรับผู้ไม่ศรัทธา (ต่อศาสนาอิสลาม)"
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
คำสอนของท่านนบีมุหัมมัด นัยความถึงการดำเนินชีวิตของมุสลิม จะต้องอยูในของเขตและระเบียบที่อิสลาม กำหนดไว้ตลอดว่าจึง จึงดูคล้ายกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในห้องขังที่ไม่มีอิสระมากนัก จะกระทำอะไรต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ตลอดเวลา ตรงข้ามกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งพวกเขามีอิสระเต็มที่ในการดำเนินชีวิตของตนเอง โดยไม่มีขอบเขตและกฏเกนฑ์ตายตัว กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามอำเภอใจ ภายใต้จิตสำนึกแห่งความต้องการของตนเองเสมอ
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ฉันใดก็ฉันนั้น แม้มุสลิมปรารถนาจะเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์มากเพียงใด ก็ไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้ เพราะวันดังกล่าวเป็นวันขึ้นปีใหม่ความเชื่อของชาวพุทธ ส่วนมุสลิมมีวิถีชีวิตที่ถูกกำหนดบนพื้นฐานของพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งไม่ใช่วันรื่นเริงหรือวันแห่งการเฉลิมฉลองของศาสนาอิสลาม เพราะฉนั้น มุสลิมจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวันดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย                                                                         การเล่นสาดน้ำสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                &n
8538  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมอิสลามจึงไม่กินหมู? เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:30:12 pm

                   
 
 
 คำตอบ หากถามว่าเพราะเหตุใดมุสลิมจึงไม่รับประทานเนื้อหมู คำตอบสั้นๆ คือ เป็นคำสั่งห้ามจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนเหตุผลสำหรับมุสลิมนั้นก็คงไม่ต้องใช้นะครับ เพราะเมื่อเป็นหลักการของศาสนา นั่นหมายรวมว่ามุสลิมจะต้องยอมรับโดยดุษฎี ไม่ว่าคำสั่งนั้นเราจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม

 
8539  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมอิสลามจึงไม่กินหมู? เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:28:29 pm
 
 

 
ทำไมอิสลามจึงไม่กินหมู? 
นี่คือคำตอบยอดฮิตที่ต่างศาสนิกมักจะถามมุสลิมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  และเชื่อว่าจะถามกันยันถึงอนาคตแต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่มีใครถามว่า  “ ทำไมคนคริสเตียนจึงกินหมู? ” ทั้งๆ  ที่คัมภีร์ไบเบิลสั่งห้ามไว้ก่อนหน้าอิสลามเสียด้วยซ้ำคำสั่งห้ามกินเนื้อหมูเป็บบัญชาของพระเจ้าครับ  ดังนั้นใครศรัทธาในพระเจ้า  คนนั้นก็ปฏิบัติตามคำสั้งของพระองค์  เพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้ารู้ว่าคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระเจ้านั้นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่ดีต่อผู้ปฏิบัติตามทั้งสิ้น  ดังนั้นผู้ศรัทธาจึงไม่มีคำถามในเรื่องนี้และไม่ต้องการเหตุผลใดๆ  ทั้งสิ้น
แต่เมื่อวิทยาการเจริญก้าวหน้า  มนุษย์ก็เริ่มมีความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น  คำถาม  “หมูๆ”นี้จึงเกิดขึ้นมา เมื่อผู้คนอยากจะรู้  ก็เลยมีการทดลองพิสูจน์ว่าเนื้อหมูมันต่างไปจากเนื้อสัตว์อื่นตรงไหน การทดลองทางกายภาพเกิดขึ้นครั้งแรกในตอนที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า  โดยการตักเอาเนื้อหมู  เนื้อแพะ  และเนื้อวัวที่เชือดพร้อมกันและน้ำหนักเท่ากันมาทิ้งไว้กลางแจ้งเพื่อดูปฏิกิริยา  ผลปรากฏว่าเนื้อหมูเน่าก่อน
 
 เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า  มีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ก็พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็กๆ  ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป  แต่ในเนื้อหมู  พยาธิบางชนิดมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ซึ่งความร้อนต่ำไม่สามารถทำลายมันได้  พยาธิที่รอดตายจากความร้อนเหล่านี้เองที่เข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป
นอกจากพยาธิมหาภัยที่มีตัวตนแล้ว  เนื้อหมูยังมีภยันตรายที่มองไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนอีก  นั่นคือ  ไขมันที่ทำให้เกิดโรคอ้วนโรคเส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม  เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวมาก็อาจไม่พอเพียงสำหรับคนที่นับถือ “วิทยาศาสตร์”
 เป็นศาสนา  เพราะคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าจะหาคำตถามมาโต้แย้งต่างๆ  นานาว่า
 
“เดี๋ยวนี้หมูได้รับการพัฒนาให้มีเนื้อมากกว่าไขมันแล้ว”
 “การเลี้ยงก็สะอาดไม่สกปรกเหมืนแต่ก่อน”
 “ผมกินเนื้อหมูมาตั้งแต่เด็กจนป่านนี้ยังไม่เห็นเป็นอะไร”
 
และอื่นๆ  อีกสารพัด  หมูพัฒนาแล้ว  แต่คนยังไม่พัฒนาครับ  ดังนั้น  ทุกศาสนาจึงต้องพัฒนามนุษย์  ด้วยการออกคำสั่งห้ามกินอาหารบางอย่างเพื่อเป็นการเตือนใจให้มนุษย์อยู่ในขอบเขตของศาสนาไงครับ  สัตว์ต่างๆ  ยังมีเขตในการกินเช่นกัน  ถ้ามนุษย์ละเมิดขอบเขตการกินที่พระเจ้ากำหนดไว้  มนุษย์ก็สามารถละเมิดขอบเขตอื่นๆ  ได้และถ้าเป็นเช่นนั้น  มนุษย์ก็จะกินทุกอย่างไปจนกระทั่งกินบ้านกินเมืองกินยี่งกว่ากินหมูอีกครับ
 
 
 
ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" 
 
ข้อมูลเพิ่มเติม  http://www.mureed.com/mr_talk/bview.asp?id=3500
8540  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ค่ายอบรมศาสนาและจริยธรรมเยาวชนมุสลิม เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 10:29:49 am

    

   ค่ายอบรมศาสนาและจริยธรรมเยาวชนมุสลิม
   ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน 2552
   ณ มัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม(บ้านฮ่อ) จ.เชียงใหม่
   .
   โดยความร่วมมือของ
   มัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม(บ้านฮ่อ)
   มัสยิดอัลญาเมี๊ยะ(ช้างคลาน)
   มัสยิดดุนนูร(ช้างเผือก)
   มัสยิดอัตตักวา(สันป่าข่อย)
   สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่
   ชมรมสตรีมุสลิมล้านนา
   องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
   
   จากภาพ นายแพทย์สนาน  สิมารักษ์  ที่ปรึกษาอาวุโสมุสลิมจังหวัดเชียงใหม่
   กำลังกล่าวบรรยายพิเศษก่อนการอบรมครั้งนี้

    

   .
   มีเยาวชนเข้าร่วมอบรมจำนวนเกือบ200คน
   .
   งานนี้ขอปรบมือให้แก่บรรดาพี่เลี้ยงและผู้ช่วยพี่เลี้ยงทุกท่านที่ได้อุทิศกำลังใจ กำลังกาย
   เป็นตัวจักรสำคัญที่ดำเนินการอบรมเริ่มตั้งแต่ รับเยาวชนเข้าค่ายในวันที่ 11 เมษายน 2552
   โดยมีภาระกิจหลัก ดูแลน้อง ๆ เยาวชนเมื่อก้าวย่างเข้าค่ายวันแรก จนกระทั่งน้อง ๆ เยาวชน
   เดินออกจากค่ายพร้อมผู้ปกครองมารับในวันที่ 16 เมษายน 2552
   ระหว่างอยู่ในค่าย ก็พี่เลี้ยงนี่แหละ จัดกิจกรรมให้กับน้อง ๆ เยาวชน
   เริ่มตั้งแต่ละหมาดเช้า(ซุบฮ์) จนถึงหลังละหมาดดึก (อีซา)ในแต่ละช่วงเวลามีกิจกรรมให้น้อง
   ได้เข้าร่วมตลอด สลับกับการบรรยายทางศาสนาของอิหม่ามมุตอฟากับครูซอและห์
   ยามค่ำคืน ดูแลเรื่องการหลับนอน ความปลอดภัย
   .
   จึงขอปรบมือดัง ๆ ให้แก่พี่เลี้ยงทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ จนงานสำเร็จได้ดังหวัง
   เรามาดูกันครับว่าพี่เลี้ยงที่กล่าวมาเป็นใคร หน้าตา อย่างไรครับ
   เชิญชม
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
    
   ขอองค์อัลเราะห์(ซ.บ.)ตอบแทนความดีให้แก่เขาเหล่านี้ด้วยเถิด อามีน
   .
   ปีนี้เป็นปีที่พิเศษหลายประการ
   ประการแรก มีนักเรียนตัวเล็กจอมป่วนอายุประมาณ 8 ขวบ เป็นตัวป่วนค่ายจนเกิดปั่นป่วนเป็นระยะ
   แต่ก็ไม่พ้นความสามารถของพี่เลี้ยงที่จะดูแลได้ แต่ทุกคน เหงื่อตก
   แต่นี่ไม่ใช่การทดลองของพระองค์ทีทรงส่งภูมิคุ้มกันมาให้พี่เลี้ยงดอกหรือ
   ประการที่สอง ขอยกนิ้วให้พี่เลี้ยงจากชมรมฟัรดูอีนบ้านฮ่อ ที่ผลิตรายการสุดท้าย
   ฉายปิดการแสดงของน้อง ๆ ชาวค่าย เป็นสิ่งที่ควรได้รับการชื่นชมยินดีจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
   อย่าให้สูญหายไป พัฒนาไปในทางที่ดีและนำกลับมาอีกในคราวต่อไป
   ประการสุดท้าย พี่เลี้ยงปีนี้มาจากหลากหลาย ทั้งถิ่นที่อยู่ อาชีพ และการศึกษา
   แต่ก็มารวมเพื่องานการอบรมครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
   .
   นอกจากนี้จะขาดมิได้เลยสำหรับผู้ใหญ่ใจดีที่ให้การสนับสนุนดังต่อไปนี้
   มัส
   
   โดยเฉพาะ
    
   
    
   
   ชมรมสตรีมุสลิมล้านนาผู้ใหญ่ใจดีที่คอยสนับสนุนอาหารว่างให้แก่ค่ายอบรมครั้งนี้เป็นอย่างดี
   
   
   
   แน่นอนมีผู้ใหญ่ใจดีทีเป็นทีมสนับสนุน ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อยู่คอยเป็นกำลังใจระหว่างการอบรมตั้งแต่ต้นจนจบการอบรม ดังต่อไปนี้
   
   
   
   
   
   โดยเฉพาะอิหม่ามมุตอฟา หะซันและครูซอและห์ แสวงสิริผลเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องศาสนา
   ให้แก่ผู้เข้าอบรมในช่วงหลังละหมาดทุกเวลา ประมาณ 15 นาที เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
   ขอปิดท้ายด้วยภาพบรรยากาศในการอบรมพอเป็นสังเขป
   
   ขอองค์อัลเราะห์(ซ.บ.)ตอบแทนความดีให้แก่เขาเหล่านี้ด้วยเถิด อามีน
   วัสสลาม
   ครูเงาะ(คณะกรรมการในการจัดงาน)
คณะกรรมการประจำมัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม(บ้านฮ่อ)

   ผู้ใหญ่ใจดีที่อยู่เบื้องหลังอาหารการกิน และที่พักค่ายอบรมครั้งนี้

8541  องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ / ประวัติและผลงานบุคคลมุสลิมในภาคเหนือ / คุณสมเพชร วัฒน์ทรัพย์ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:47:13 am
คุณสมเพชร วัฒน์ทรัพย์

   llll
   
    
                  นายสมเพชร วัฒนทรัพย์ อายุ 47 ปี ที่อยู่ 12/122 หมู่ 3 ถนนเชียงใหม่-สันกำแพง ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 50130
   
      ผลงานที่ผ่านมาในอดีต -อดีตนายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ -อดีตกรรมการอิสลามมัสยิดอัต-ตักวา สันป่าข่อยเชียงใหม่
   
   -อดีตอุปนายกสามาคมมุสลิมเชียงใหม่
   -ประธานจัดงานกีฬามุสลิมสัมพันธ์ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ครั้งที่ ๗ และครั้งที่ ๙ ณ.สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่
   -ผู้ประสานงานอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ (พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์
   -คณะทำงานกระทรวงแรงงานว่าด้วยการอพยพแรงงานไทยในสงครามอิรัก-คูเวต
   -รองประธานชุมชนคนงานไทยในประเทศซาอุดีอาราเบีย
   -คณะติดตามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
   -กระทรวงมหาดไทยในขณะปฏิบัติราชการในประเทศซาอุดีอาราเบีย
   -ผู้ดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้เดินทางไปแสวงบุญคนไทย(พี่น้องมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ.ประเทศซา อุดีอาราเบีย
   -ผู้อำนาวยการศูนย์การศึกษามัสยิดดารุลสลาม
   -ประสานให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในการดูแลเด็กกำพร้า(ภัยพิบัติสึนามิ) ปัจจุบัน
   -คอเต็บมัสยิดดารุลสลาม หมู่ ๓ ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
   -ที่ปรึกษาสภายุวมุสลิมโลกประจำประเทศไทย(WAMY)
   -ผู้ประสานงานกระทรวงยุติธรรม(กรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ DSI)
   -คณะกรรมการสถานศึกษาอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
   -ประธานกองทุนการศึกษาเด็กยากจนสมาคมมุสลิมเชียงใหม่
   -ประธานบริษัทฮอริซอล บิสสิเนสแอนด์ทราเวล จำกัด
   -ที่ปรึกษาประธานชมรมตะกร้อลอดห่วงสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่
   -ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
    
   
      ON Foucus :
   
      อิลยาส วัฒนะทรัพย์
   
      นั่งแท่นนายกฯ มุสลิมเชียงใหม่
   
      
   
      อิลยาส วัฒนะทรัพย์
   
                สืบเนื่องจากที่คอลัมน์ Nisa Report ในนิตยสาร “นิสา วาไรตี้” ฉบับประจำเดือนเมษายน ได้รายงานเกี่ยวกับการจัด “กีฬาสัมพันธ์มุสลิมต้านยาเสพติด ภาคเหนือ ครั้งที่ 8” ซึ่งจัดขึ้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 17 – 20 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เทศบาลเมืองแม่สอด และพี่-น้องมุสลิมแม่สอดร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งงานดังกล่าวก็ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ และสำเร็จเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อย
   
                  ในพิธีปิดการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ ฯ ทุกครั้งที่ผ่านมา ขั้นตอนสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ คือ พิธีส่งมอบธง “กีฬาสัมพันธ์มุสลิมภาคเหนือ” ซึ่งในระหว่างที่การแข่งขันไม่ว่าเป็นเวลากี่วันก็ตาม ธงนี้ก็จะโบกสะบัดอยู่ที่ยอดเสาในสนามกีฬาตลอดเวลา จนกระทั่งถึงวันปิดการแข่งขันจะมีการเชิญธงลง เพื่อส่งมอบให้กับจังหวัดที่มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพครั้งต่อไป นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับจังหวัดนั้นที่จะเตรียมตัวให้เต็มร้อย กับการจัดงานกีฬาสัมพันธ์ ฯ ในปีหน้า ผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารในวงการมุสลิมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมุสลิมในภาคเหนือคงทราบแล้วว่า จังหวัดเชียงใหม่จะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์มุสลิมภาคเหนือครั้งต่อไป ฉบับนี้เราจึงพาผู้อ่านมารู้จักกับ นายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่  ผู้อาสาเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญครั้งนี้
   
      
   
      คุณสมเพชร (มุฮัมมัด อิลยาส)  วัฒนะทรัพย์
   
      คุณสุขสวัสดิ์ (ฮัจญะฮชากีเราะห์) วัฒนะทรัพย์
   
                     คุณสมเพชร (มุฮัมมัด อิลยาส)  วัฒนะทรัพย์ อายุ 45 ปี  เกิดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แต่มาเติบโตและได้รับการศึกษาด้านศาสนาที่โรงเรียนจิตภักดี จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดี อาระเบีย เป็นเวลาถึง 25 ปี โดยผ่านงานตั้งแต่บริษัทจัดหาแรงงาน สายการบินซาอุเดียและตำแหน่งล่ามประจำสำนักแรงงานไทย สถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทย ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดี อาระเบีย เกือบ 8 ปี ก่อนที่จะมาเปิดกิจการร้านอาหารไทยในกรุงริยาดจนถึงปัจจุบัน คู่สมรสคือ คุณสุขสวัสดิ์ (ฮัจญะฮชากีเราะห์) วัฒนะทรัพย์ มีทายาท 2 คน คือ นางสาวเพชรรัตน์ (ฮัจญะฮมะดีนะห์) วัฒนะทรัพย์ กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และนายอะนิส วัฒนะทรัพย์ กำลังศึกษาระดับมัธยมปลาย
   
      
   
      คุณสมเพชร (มุฮัมมัด อิลยาส)  วัฒนะทรัพย์
   
      คุณสุขสวัสดิ์ (ฮัจญะฮชากีเราะห์) วัฒนะทรัพย์
   
      นางสาวเพชรรัตน์ (ฮัจญะฮมะดีนะห์) วัฒนะทรัพย์
   
      นายอะนิส วัฒนะทรัพย์
   
                    คุณอิลยาสได้เล่าให้ฟังว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์มุสลิม ฯ มาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2549  “ขณะนั้นผมเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคม ฯ ได้ประมาณ 1 เดือน ก็มีงานใหญ่เข้ามาเป็นงานแรก คืองานกีฬาสัมพันธ์มุสลิมภาคเหนือ ครั้งที่ 7  การที่ได้มารับตำแหน่งนี้เป็นเพราะ พี่-น้องมุสลิมเชียงใหม่เห็นว่าผมมีความพร้อมที่จะทำงานได้ ประกอบกับการจัดทีมงานที่มีความสามารถมา บริหารงานของสมาคม ฯ ให้เคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ คือสองอย่างนี้จะต้องไปด้วยกัน ลำพังนายกสมาคม ฯ ที่มีความพร้อมอย่างเดียวก็คงไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงไปได้ ในการบริหารงานเราได้ให้แต่ละ มัสยิดส่งตัวแทน 1 คน เข้ามามีส่วนร่วมกันดูแล โดยให้มีตำแหน่งในฝ่ายต่างๆ ผลงานที่ผ่านมา เช่น รับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่พ่อ-แม่เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติสึนามิ ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอารีย์ วงศ์อารยะ ซึ่งมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” และจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เยาวชนจากภาคใต้ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว  ร่วมโครงการ “ใต้ฟ้าเดียวกัน” ของกองทัพบก ร่วมต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ร่วมงานวันเอดส์โลกกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ประสานงานกับหน่วยกาชาดเชียงใหม่ในการบริจาค และขอรับบริจาคเลือด  และร่วมกิจกรรมในท้องถิ่นกับหน่วยงานราชการต่างๆ”
   
                      สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนมุสลิมทั้งในปัจจุบัน และอนาคตที่วางโครงการไว้ คุณอิลยาส กล่าวว่า “นโยบายที่วางไว้และได้จัดทำไปแล้วบางส่วน คือ การจัดกองทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขัดสน การดูแลผู้สูงอายุ มีชุมชนตัวอย่างที่ติดตามดูได้ที่มัสยิดหนองแบน และมัสยิดอัตตักวา อีกโครงการหนึ่งที่เคยประชาสัมพันธ์ไว้บ้างแล้ว คือ จัดตั้งกองทุนฮัจญ์ โดยจะหาเงินทุนให้ไปทำฮัจญ์ฟรี หรือถ้ามีการบริจาคเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ เราก็จะเก็บเข้าเป็นกองทุนไว้ ขั้นต่อไปจะเป็นการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยผ่านทางมัสยิดต่างๆ  โครงการนี้เป็นความคิดที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ค่อนข้างจะเป็นโครงการใหญ่ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการใหญ่ๆ ได้ก็คือ วาระที่เข้ามาดำรงตำแหน่งมีเพียงคราวละ 2 ปี การทำงานอาจจะไม่ต่อเนื่อง ซึ่งโครงการที่คิดไว้ยังมีอีกหลายโครงการ แต่ที่ทำได้ไม่มากเพราะติดขัดที่เรื่องเวลา อีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องงบประมาณ เนื่องจากสมาคม ฯ ยังไม่มีรายได้หลักที่แน่นอน การดำเนินโครงการต่างๆ อาจจะต้องสำรองจ่ายไปก่อน ซึ่งในเรื่องนี้ก็พยายามอย่างเต็มที่ คิดว่าคงไม่เกินความสามารถ”
   
                    เมื่อถามถึงปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ นายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ให้ความเห็นว่า “ถ้าเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว กลุ่มมุสลิมนับว่ามีปัญหาน้อยมาก ไม่ใช่ว่าเคยมีปัญหาหนักแล้วลดลง แต่ในความเป็นจริงเยาวชนมุสลิมมีปัญหาด้านนี้น้อยอยู่แล้ว เพราะแต่ละมัสยิดมีคณะกรรมการ ฯ อิหม่าม คอเต็บ ช่วยกันดูแลอยู่ตลอดเวลา ส่วนปัญหาด้านความสัมพันธ์ในกลุ่มมุสลิมที่มีหลายเชื้อสายก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเราอยู่กันอย่างสันติ มีการไปมาหาสู่กันเป็นปกติ ไม่แบ่งพวก แบ่งชั้น เวลาจัดงานเมาลิดตามมัสยิดต่างๆ ก็ผลัดเปลี่ยนกันมาช่วย เชียงใหม่ยังไม่เคยจัดงานเมาลิดใหญ่ประจำจังหวัดเหมือนกรุงเทพ ฯ หรือทางภาคใต้ งานด้านอื่นๆ เช่น การจัดค่ายอบรมเยาวชนหลายแห่งซึ่งจัดกันอยู่แล้วเป็นประจำทุกปี  ทางสมาคม ฯ ก็ให้ความร่วมมือและสนับสนุนมาโดยตลอด คืออะไรที่ทำดี มีอยู่แล้ว ก็พยายามช่วยกันสนับสนุน ส่วนที่ยังไม่มีก็คิดริเริ่มที่จะทำ คือพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากให้มองภาพว่าสมาคม ฯ ไม่ได้อยากจะมาเด่น มาแย่งงานคนอื่นทำ แต่เราจะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย”
   
      
   
                 ประวัติการทำงานของคุณอิลยาสช่วงที่เป็นล่ามอยู่สำนักแรงงานไทย ฯ นั้น จะเห็นได้ว่าได้รับความไว้วางใจจากทางราชการอย่างยิ่ง โดยได้ร่วมรับเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร เมื่อคราวเสด็จเยือนราชอาณาจักรบาห์เรน และยังได้รับมอบหมายให้ร่วมติดตามคณะรัฐมนตรีต่างๆ ที่ได้เดินทางเยือนประเทศซาอุดี อาระเบีย ในสมัยนั้น อาทิ คณะของดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ (อดีต รมว. กระทรวงการต่างประเทศ) คณะของท่านประมาณ อดิเรกสาร (อดีต รมว.กระทรวงมหาดไทย) คณะของท่านเฉลียว วัชรพุกก์ (อดีต รมช. กระทรวงมหาดไทย) คณะของท่านวัฒนา อัศวเหม (อดีต รมช. กระทรวงมหาดไทย) คณะของ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์ อดีต รมช. กระทรวงการต่างประเทศ)
   
                   ผลงานที่ประทับใจที่สุดของนายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ผู้นี้ คือ ในสมัยที่ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์ เป็น รมช. กระทรวงการต่างประเทศ เขาได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือคนงานไทย และรับผิดชอบดูแลในการอพยพคนงานไทยจากชายแดนคูเวต ผ่านเข้าเขตประเทศจอร์แดนอย่างปลอดภัย (ช่วงสงครามอ่าว อิรัก-คูเวต) และเป็นผู้ติดต่อประสานงานสายการบินจอร์แดนเนียนแอร์ไลน์ ขนคนงานกลับประเทศไทยภายใต้การกำกับดูแลของกรมแรงงาน ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ  และในปีพ.ศ. 2535-36 ซึ่งขณะนั้นท่านลิขสิทธิ์ ปานสมจิตร เป็นเอกอัครราชทูตไทย คุณอิลยาสยังได้รับมอบหมายให้มาช่วยราชการกรมตำรวจอีกด้วย นอกจากนั้นยังได้ทำหน้าที่ล่ามให้ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ (รองอธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น) ระหว่างเดินทางเยือนประเทศซาอุดี้ ฯ พร้อมคณะ รมว.กระทรวงมหาดไทย จนกระทั่ง พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ได้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ก็ยังได้รับเกียรติจากท่านให้ทำหน้าที่ล่าม โดยประสานงานกับท่านฮานี มุอ์มินะห์ อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ในสมัยนั้น หลังจากนั้นเมื่อพล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์เป็นสมาชิกวุฒิสภาและได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการทหาร ก็ยังได้เข้าพบเพื่อให้คำปรึกษาหารือ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของพี่-น้องชาวไทยมุสลิม เพื่อหาแนวทาง ในการสมานฉันท์ให้พี่-น้องชาวไทยมุสลิม และพี่-น้องร่วมชาติต่างศาสนิกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
   
      
   
                  ความหวังของสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ? คุณอิลยาสเปิดใจว่า “โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ที่อัลลอฮให้เราได้มาอยู่ในระดับนี้ มีหน้าที่การงาน มีฐานะทางสังคม ก็อัลฮัมดุลิลละฮฺ  แล้ว เราพอใจ เราขอบคุณพระองค์ แต่ถ้าเราอยู่ในระดับนี้แล้วสามารถที่จะทำประโยชน์อะไรให้สังคมได้ ก็น่าจะทำ ถ้าทุกคนเห็นความพร้อม เห็นความเหมาะสมที่จะให้ผมทำงานต่อไป ผมก็ยินดี เพราะอยากให้โครงการทุกอย่างที่คิดไว้ ฝันไว้ เป็นรูปธรรมขึ้นมา ยกตัวอย่างสถานที่ตั้งของสมาคม ฯ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีที่ตั้งอย่างเป็นทางการ ถ้าเราสามารถดำเนินการจนสมาคม ฯ มีอาคารที่ตั้งเป็นสัดส่วน มีห้องประชุม มีสถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ  คนที่จะมาทำงานในภายภาคหน้าก็จะได้ใช้ประโยชน์ สำหรับผมแล้ว อยากได้คนมีความสามารถมาร่วมงานด้วย จะได้แบ่งฝ่ายให้ทำงานไปตามความถนัด ความเหมาะสม ผมไม่เคยคิดเรื่องแบ่งพวกแบ่งพ้อง อยู่ในตำแหน่งนี้ก็มองไม่เห็นทางว่าจะได้ผลประโยชน์จากตรงไหน สิ่งเดียวที่ตั้งใจไว้คือพยายามทำให้ดีที่สุด และถ้าคิดว่าจะทำแล้วก็ต้องเสียสละอย่างเต็มใจ ทุ่มเททั้งกาย ใจ และทุนทรัพย์”
   
                  สิ่งที่คุณอิลยาสอยากฝากไว้ให้สังคม คือ “ขอให้พี่-น้องมุสลิมรักกันมากๆ  อยากให้เข้าใจกัน มีอะไรติดขัด หรือไม่เข้าใจก็ควรเข้ามาคุยกันดีกว่า สำหรับผมนั้น พร้อมทำงานแบบโปร่งใส แต่ขอความจริงใจจากทุกคน สังคมมุสลิมเราจะดีขึ้นมากหากเราเปิดใจพูดจากัน”
   
       
   
      ที่มา
   
8542  องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ / ประวัติและผลงานบุคคลมุสลิมในภาคเหนือ / ภาคินวัฒนช์ สุทธิผุย (อินฟาร) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:42:51 am
   บทเรียนชีวิต, ความคิดหนุ่มมุสลิมเหนือชื่อ...อิรฟาร
Posted by ปราณชลี ,                                                              
                                   
               
                                   
               เราเจอกันบนถนนสายหนึ่งแถบชุมชนมุสลิมช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่
                                   
               เขาขี่มอเตอร์ไซด์คู่ชีพมาตามนัดหมาย รับหน้าที่เป็นผู้นำทางคณะของเราเดินทางไปด้วยกันยังมัสยิดช้างคลานเพื่อพบปะพูดคุยกับโต๊ะอิหม่ามผู้ดูแลมัสยิด
                                   
               ท่าทีสุดนอบน้อม, คำพูดแสนสุภาพ ใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มมุสลิมคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าคนนี้จะเคยสร้างวีรกรรมสุดห้าวหาญจนเฉียดคุกมาแล้ว แต่ด้วยความช่วยเหลือของใครหลายคน และความมุ่งมั่นตั้งใจมีปณิธานแน่วแน่ในศรัทธาของชีวิต เขาดำรงความฝันในการต่อสู้ไว้อย่างเหนียวแน่น
                                   
               แต่แทนที่จะกระทำด้วยกำลังหรือความรุนแรงดังเช่นเก่าก่อน ถึงขั้นนำน้ำมันใส่ขวดขว้างใส่สถานกงสุลอเมริกัน ในเมืองเชียงใหม่ เพียงเพราะไม่พอใจวิธีปฏิบัติของอเมริกาต่ออิรัก เขาหันกลับมาใช้ปัญญา ความคิด และความยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อร่วมสร้างสังคมที่มุ่งหวังด้วยวัยของคนหนุ่มเพียง ๒๕ ปี
                                   
               ผมมองว่าสถาบันกษัตริย์น่าจะช่วยเมืองไทยได้ อย่างนักการเมืองเป็นอีกแบบหนึ่ง โกงได้ก็โกงกันไป แต่เมืองไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอด ถ้ามองอย่างสมัยเราออกค่าย ในหลวงก็เหมือนออกค่ายตลอด น่าชื่นชมมาก ถ้าเราทุกคนยึดในหลวงเป็นต้นแบบ คงช่วยประเทศไทยได้เยอะมากด้วยแววตา, ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่า เขาศรัทธาในสิ่งที่เขาพูด-อย่างสุดใจ
                                   
               .....................................................................
                                   
               ที่พิษณุโลก, พ่อของอิรฟารหรือปิ่นหรือชื่อเต็มคือนายภาคินวัฒนช์ สุทธิผุย นับถือศาสนาพุทธมาก่อน แต่เมื่อมาแต่งงานกับแม่ซึ่งนับถืออิสลาม จึงรับศาสนาอิสลามเป็นแก่นชีวิต
                                   
               ตอนเด็กขณะที่เรียนอยู่ที่พิษณุโลก พอวันเสาร์ผมจะเรียนเรื่องหลักศาสนาอิสลาม เช่น จะละหมาดอย่างไร หลักปฏิบัติทางศาสนามีอะไรบ้าง พ่อรับอิสลามเพราะมาแต่งงานกับแม่ ก็เหมือนเรียนรู้ไปด้วยกัน หลักๆ แม่จะเป็นคนสอน สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกศรัทธาในหลักศาสนาตั้งแต่เด็ก เป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากแม่ ฟังมาเรียนมาตลอด ก็รู้สึกว่าใช่แน่ๆ
                                   
               เด็กน้อยอิรฟาร ถูกปลูกฝังเรื่องศรัทธาในศาสนาเช่นมุสลิมทั่วโลกอย่างที่เรียกกันว่าชีวิตคือศาสนา ศาสนาคือชีวิตขณะเดียวกันเขาเรียนหนังสือสายสามัญเช่นเด็กนักเรียนทั่วไปอยู่ที่พิษณุโลกจนถึง ม.๑ จึงย้ายมาเรียนต่อที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เพราะแม่ไปเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น กระทั่งจบ ม.๖ จึงได้โควต้าไปเรียนต่อคณะอุตสาหกรรมอาหาร (Food Science) ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่
                                   
               ตอนอยู่สุโขทัย เวลาไปโรงเรียนมีเพียงผมกับพี่ที่เป็นมุสลิม นอกนั้นเป็นพุทธหมด แต่ไม่มีปัญหาอะไรในสังคมรวมหมู่ พอมาอยู่เชียงใหม่ช่วงแรกๆ ต้องปรับตัวบ้าง ที่นี่โดยสภาพแวดล้อมแล้วเราก็เป็นคนกลุ่มน้อยเหมือนกัน ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ แต่ที่เชียงใหม่นักศึกษามุสลิมจะมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เกาะกันเป็นกลุ่ม มีชมรมมุสลิม มีพี่ๆ คอยดูแลเทคแคร์ให้พออบอุ่น สามปีสี่ปีก็ทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือกันเท่าที่พอมีกำลัง
                                   
               เส้นทางชีวิตของ อิรฟาร ในฐานะนักศึกษาแม่โจ้ น่าจะเป็นเส้นทางที่มีอนาคตสดใสรออยู่ ด้วยความมุ่งมั่นในการเรียนและใส่ใจทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือมุสลิม แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันจนแทบหักเหชะตาชีวิตไปอีกด้านหนึ่ง เพียงเพราะเขาลงมือกระทำการเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ณ เวลานั้น
                                   
               มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักซึ่งก่อความตึงเครียดมาโดยตลอด!!
                                   
               กระทั่งวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้บังคับเครื่องบินโดยสารพุ่งชนอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์และอาคารกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ
                                   
               เป็นเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งคำถามคาใจมากมาย และหนึ่งในคนที่ตั้งคำถามก็คืออิรฟารนั่นเอง !!
                                   
               
                                   
               ต่อมาด้วยผลพวงจากเหตุการณ์ ๙/๑๑ ได้นำไปสู่สงครามต่อต้านการก่อการร้าย และถึงจุดหักเหสำคัญเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๖ เมื่อสหรัฐฯ ประกาศเส้นตายให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และบุตรชาย ออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง แต่ในที่สุดไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายอิรัก แถมประกาศว่าจะต่อสู้และต่อต้านสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างถึงที่สุด
                                   
               ช่วงที่ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ออกแถลงการณ์ว่าจะบุกเข้าไปในอิรัก เป็นห้วงขณะที่ อิรฟาร เรียนอยู่ปี ๓ ที่แม่โจ้ และอยู่ในช่วงฝึกงาน เขาสั่งสมความรู้และได้ศึกษาเหตุการณ์มาเรื่อยๆ จนมีชุดคำตอบอยู่ในใจแล้ว
                                   
               หลังจากที่บุชออกมาแถลงการณ์ว่าจะบุกเข้าไปในอิรัก ตามความคิดของผมไม่อยากให้ทำเพราะรู้อยู่แล้วว่าเข้าไปก็ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ จึงปรึกษาทางกลุ่มผู้นำศาสนาที่เชียงใหม่เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวคัดค้าน เขาบอกว่าทางคณะกรรมการกลางอิสลามที่กรุงเทพฯ ดำเนินการแล้ว ทางเชียงใหม่เลยไม่ทำ แต่ผมเองอยากให้เขารู้ว่ามีคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่ด้วย จึงส่งจดหมายเข้าไปที่สถานกงสุลอเมริกัน ถนนช้างม่อย เชียงใหม่ วิธีที่ผมส่งคือเขียนจดหมายใส่ไว้ในขวดแล้วนำไปโยนเข้าไป เนื้อหาบอกว่าให้หยุดการกระทำเสีย หากไม่หยุดจะบุกไปเผาสถานกงสุลฯ คือเราไม่ได้ตั้งใจจะเผาจริงๆ แต่อยากให้เขาหยุด เขาน่าจะห่วงคนของเขาบ้าง แต่ในที่สุดเขาก็บุกเข้าอิรักจนได้ ในขณะที่เรื่องทุกอย่างเงียบหายไป
                                   
               ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ หลังผ่านพ้นเส้นตายเพียงไม่กี่ชั่วโมง สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิรัก โดยพุ่งเป้าที่ระบบและศูนย์การควบคุมบังคับบัญชาและการสื่อสารของอิรักโดยเน้นเป้าหมายที่ผู้นำของอิรักโดยตรง             ๒๑ มีนาคม-๙ เมษายน ๒๕๔๖ สหรัฐฯ และอังกฤษปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้กำลังรบภาคพื้นดินควบคู่กับการโจมตีทางอากาศบุกเข้าอิรักจากทางตอนใต้ ผ่านเมืองสำคัญคือเมืองท่าอุมคาซาร์ บาซราห์ นาซิริยา นาจาฟ จนเข้าสู่กรุงแบกแดด โค่นล้มรูปปั้นของซัดดัมใจกลางเมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์การสิ้นสุดระบอบการปกครองของซัดดัม
                                   
               ขณะที่อเมริกายังบุกอิรักอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นช่วงเดือนรอมฎอนเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก อิรฟาร จึงตัดสินใจอีกครั้งขณะดำรงตำแหน่งอุปนายกภาคเหนือของสมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิม
                                   
               มันเป็นความกดดันส่วนตัวของผมด้วย เพราะตอนนั้นผมมีตำแหน่งอยู่ เหมือนเป็นผู้นำเขาแต่เราทำอะไรไม่ได้ ทำในสิ่งที่เราอยากทำไม่ได้ เรารู้ว่าการเดินขบวนหรือทำอะไรก็ตามมันไม่มีผล แต่อยากให้เขาเข้าใจเราบ้าง จึงตัดสินใจใช้วิธีนำขวดใส่น้ำมันไปโยนใส่สถานกงสุลอเมริกันอีกครั้งหนึ่ง
                                   
               ผลต่อเนื่องที่ตามต่อมา อิรฟาร ถูกจับและถูกตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการและข้อหาเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคง ต้องสู้คดีอยู่ ๒ ปี โดยในเบื้องต้นเขาปฏิเสธทุกข้อหาเนื่องจากมีผู้ให้คำแนะนำว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีรอให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน เพราะตอนนั้นใกล้จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่
                                   
               ขณะเดียวกันในระหว่างนั้น อิรฟาร ใกล้จะสำเร็จการศึกษาในระยะเวลา ๔ ปีพอดี และอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยไฟเขียวให้เรียนต่อได้ไม่ถึงขั้นต้องไล่ออก เพราะทางผู้ใหญ่ที่นับถือหลายคนช่วยอธิบายเหตุผลให้อธิการบดีฯ เข้าใจว่าประเด็นที่ทำไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นไปฆ่าคน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิด อุดมการณ์ จนในที่สุดอธิการฯ เข้าใจและให้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี หลังจากนั้นให้เรียนต่อปริญญาโทเพื่อรักษาภาพของนักศึกษาเพื่อการสู้คดีด้วย
                                   
               ก็หาคณะที่อยากเรียนแต่เราสมัครไม่ทัน อาจารย์ให้ไปดูสาขาที่อยากเรียนเพิ่ม ไปเจอสาขาวิชาพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน หรือคณะปฏิบัติการทางการเกษตร หลักสูตร ๒ ปี ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ผมศึกษาดูแล้วเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องโครงการพระราชดำริต่างๆ การวางแผนพัฒนาอย่างไรเพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคม ได้เรียนทฤษฎีแต่ละวิชาเรียนที่เกี่ยวกับปรัชญาการพัฒนา การวิเคราะห์พื้นที่พัฒนา การบริหารโครงการพัฒนา ผมว่าดีมาก อย่างเราทำงานก็ได้นำมาใช้ประโยชน์ได้เยอะ เหมือนปิรามิดหัวกลับทำให้มองภาพกว้างขึ้น รู้อะไรกว้างขึ้น
                                   
               
                                   
               และ, ในที่สุดช่วงเรียนใกล้จะจบระดับปริญญาโท อิรฟาร ตัดสินใจยอมรับสารภาพในสิ่งที่ได้กระทำ !!
                                   
               เราดูว่ายอมรับแล้วจะติดคุกไหมหรือต้องรอลงอาญา เพราะจะมีผลกระทบกับเราโดยตรง เครียดด้วย ถ้ารอแล้วเราไม่ได้ทำอะไรเสียหายก็ไม่เป็นไร เพราะโดยส่วนตัวเราไม่มีอะไรอยู่แล้ว ก็คุยปรึกษากับทนายจนตัดสินใจรับสารภาพ กระทั่งศาลตัดสินให้รอลงอาญาสองปี ต้องคุมประพฤติด้วย ตอนนั้นพี่ๆ ที่เรียนด้วยกันก็เข้าใจ คอยให้กำลังใจ ส่วนสังคมภายนอกนั้นตอนเกิดเหตุใหม่ๆ จะมองเราว่าเป็นตัวปัญหาหรือเปล่า อย่างเมื่อก่อนเข้าไปที่ไหนเขาต้อนรับ แต่พอมีเหตุเขาก็กลัวว่าเข้ามาแล้วเขาจะเดือดร้อนหรือเปล่า เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบเราตลอด อย่างเมื่อก่อนผมจะไปช่วยงานมัสยิดตลอด หลังๆ มาก็ค่อยๆ หายไป เรารู้ตัวไปโดยปริยายเพราะผมไปที่ไหนก็มักจะโดนตรวจหมด
                                   
               ห้วงระหว่างความเป็นความตายของชีวิตวัยหนุ่มว่าจะเดินไปสู่หนใด? อิรฟาร ได้รับการชักชวนจากนักศึกษารุ่นพี่ให้ไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ๖ เดือน เป็นการทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเมล็ดพืชจำพวกยูคาลิปตัสแถวห้วยแก้ว เมื่อจบโครงการแล้วรุ่นพี่อีกคนแนะนำให้ไปทำงานช่วยวิจัยที่ดอยอ่างขาง แม่แจ่ม และตามด้วยงานวิจัยที่สวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเพิ่งหมดสัญญาไป
                                   
               ตอนจบใหม่ๆ ผมเคยคิดจะลงไปทำงานที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส ทำเรื่องไว้หมดแล้ว ได้ไปแน่ แต่แม่ไม่ให้ไปเพราะกลัว ตอนนั้นปี ๒๕๔๙ เหตุการณ์ในพื้นที่เริ่มรุนแรงแล้ว แต่โดยส่วนตัวอยากลงไปช่วย เราอยากรู้ว่าหากลงไปพัฒนาพื้นที่อย่างที่เราฟังมา รู้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ข่มเหงชาวบ้าน เราเองไปทำหน้าที่ในฐานะคนของรัฐก็น่าจะมีส่วนช่วยให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นได้ เพราะมีแต่คนไม่อยากลงไป แต่ผมมองเรื่องการทำงานมากกว่า อาจารย์ที่เคารพนับถือก็เห็นดีด้วยเพราะมีตำแหน่งงานว่างอยู่ แต่ตอนหลังอาจารย์บอกว่าให้ฝึกงานที่เชียงใหม่ให้เก่งๆ ก่อน
                                   
               เหตุผลประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะคำทัดทานจากมารดาบังเกิดเกล้า ทำให้เขาต้องตัดสินใจเบนเส้นทางชีวิตใหม่ เพราะเขามีความเชื่อว่า สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา เมื่อแม่ไม่ยอมไม่เห็นด้วย คนเป็นลูกก็ไม่ควรจะฝืนกระทำ
                                   
               ต่อมาด้วยข้อจำกัดในการหางานของเด็กจบใหม่ทำให้ อิรฟาร ได้รับฉายาจากเพื่อนๆ ว่ามนุษย์ ๖ เดือนเนื่องจากงานแต่ละแห่งที่ได้ทำเป็นเพียงงานช่วงสั้นๆ ไม่ใช่งานประจำที่สามารถลงหลักปักฐานได้แน่นอนในระยะยาว
                                   
               ความจริงแล้วเรื่องนี้รัฐน่าจะมีนโยบายรองรับนักศึกษาที่จบมาใหม่ๆ คือจบแล้วมีงานทำเลย อย่างที่มาเลเซียหรือดูไบ เขาจะตั้งโครงการไว้ก่อนเลยว่ามีบริษัทไหนต้องการคนงานจบด้านไหนก็วางไว้ที่มหาวิทยาลัยเลย ผมเองกลายเป็นคนไม่มีงานประจำทำทั้งที่เรียนจบมาสูงพอสมควร
                                   
               อย่างไรก็ตาม แม้นจะไม่มีฐานะมั่นคงอะไรนัก แต่สิ่งที่ อิรฟาร ยังปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดมา คือการช่วยดูแลพี่น้องมุสลิมที่เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาศึกษาตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ จนตั้งก่อตั้งเป็นชมรมมุสลิมที่คอยให้ความช่วยเหลือกันได้สำหรับคนไกลบ้าน
                                   
               เป็นความผูกพันครับ เหมือนว่าเรามีวันนี้ก็เพราะชมรมฯ นี้ อย่างถ้าเราไม่เจอชมรมฯ นี้ก่อนอาจหลุดไปก็ได้ ตอนเข้าปีหนึ่งมีเด็กหลุดไปบ้างเหมือนกัน ทำอะไรไม่ดีไปบ้าง พอมาเจอชมรมฯ เจอรุ่นพี่ ได้มาคุยมาแลกเปลี่ยนกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนเราอยากให้มีตรงนี้เพื่อคอยสร้างคนรุ่นต่อไปให้โชคดีเหมือนเรา มันเป็นหน้าที่ว่าเราอยู่ตรงนี้ เราต้องช่วย รุ่นพี่เก่าๆ ช่วยเราไว้เยอะเราก็ประทับใจ เรารู้ว่าทำยังไงให้น้องประทับใจ เรารู้สึกดีด้วยอยากทำต่อไปเรื่อยๆ
                                   
               นอกเหนือจากนี้ เขายังรับเป็นอาจารย์สอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ตามบ้าน หากบ้านไหนไม่มีเงินเขาพร้อมจะสอนให้ฟรี และโดยส่วนตัวยังเลี้ยงแพะเพื่อสร้างรายได้เสริมให้ตัวเองบ้าง เหมือนการดำเนินรอยตามวิถีและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเคร่งครัด ส่วนเวลาว่างเขาจะคอยติดตามเหตุการณ์เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่เสมอเพราะมีความเป็นห่วงบ่วงใยทุกคนในพื้นที่ พร้อมกับอ่านหนังสือวิชาการต่างๆ นอกเหนือจากที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะงานที่เกี่ยวเนื่องกับการทำวิจัยที่รับผิดชอบ
                                   
               
                                   
               นับเป็นความโชคดี ตอนนี้ผมได้ทุนไปเรียนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามที่มาเลเซียเป็นเวลาสองเดือน เป็นทุนขององค์กรแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย เขาดูแลค่าใช้จ่าย ค่าที่อยู่ที่พักฟรีหมด เรียนลงลึกด้านศาสนาและการปฏิบัติ เรียนเสร็จผมก็หวังจะนำมาเผยแพร่ในชุมชน ไปเรียนกันมาหลายรุ่นแล้ว ผมเองได้รับคำแนะนำมาอีกทีหนึ่ง คนที่เคยไปเขารับรองให้
                                   
               อิรฟาร มองว่า การที่มีโอกาสได้ทุนไปเรียนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของศาสนาที่มาเลเซีย จะเป็นช่องทางเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง เป็นการสร้างโอกาสเรื่องภาษา การเรียนรู้วัฒนธรรม กลับมาเมืองไทยแล้วจะทำให้มีโอกาสที่ดีขึ้น เขามุ่งหวังอยากทำงานด้านการพัฒนา ช่วยเหลือสังคม โดยที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วย
                                   
               ...................................................................
                                   
               หลังเยี่ยมเยียนมัสยิดช้างคลานและร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันในร้านอาหารมุสลิมข้างมัสยิด พวกเราต่างพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน เต็มไปด้วยความเป็นมิตร แม้นจะรู้จักกันได้ไม่นาน ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมคณะแอบชื่นชมความคิดของคนวัยหนุ่มที่ผ่านบทเรียนร้าวรานในชีวิตจนเกือบจะเอาตัวไม่รอด
                                   
               แต่ในวันนี้เขามีท่าทีสุขุม เยือกเย็น และความคิดเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง
                                   
               ถึงตอนนี้เคยมองย้อนกลับไปไหมว่าถ้าเลือกได้ ในเวลานั้นจะทำเหมือนที่ได้ทำไปแล้วหรือไม่ข้าพเจ้าโยนคำถาม
                                   
               นิ่งไปพักหนึ่ง เขาให้คำตอบพร้อมแววตาที่เปี่ยมประกายว่าผมมองว่าถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกที่จะเดินทางไปยังสถานกงสุลอเมริกัน แต่จะไม่ใช้วิธีรุนแรงอย่างที่ทำมาแล้ว คงไม่ใช้วิธีที่ผิดกฎหมาย อาจมีเดินขบวนบ้างอะไรบ้างก็ว่ากันไปตามสิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะการใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาผมพบว่าทำไปแล้วไม่ได้อะไรเลย แต่กลับเสียทั้งเงินทอง เงินประกันตัว พ่อแม่หมดเงินไปเยอะ ต้องไปกู้เขามา แถมเรายังทำให้เขาเสียใจอีก ทุกฝ่ายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร จะมีก็แต่ความสูญเสีย
                                   
               ข้าพเจ้าถามย้ำอีกครั้งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บทเรียนอะไรแก่ชีวิตบ้าง?
                                   
               คิดก่อนทำครับเขาตอบ ก่อนเราจะร่ำลาจากกัน...ด้วยมิตรภาพและรอยยิ้มอันแสนสุข.
                                   
               เผยแพร่ครั้งแรก : ศูนย์ข่าวชายแดนใต้ www.stbnews.net
                                   
               
                       
ที่มา http://www.oknation.net/blog/narapong-sak/2007/11/13/entry-1
8543  องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ / องค์กร มุสลิมในเชียงใหม่และภาคเหนือ / ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:38:24 am
   ชมรมมุสลิมเชียงใหม่

   คณะทำงานของชมรมมุสลิม เชียงใหม่


แนะนำคณะทำงานชมรมมุสลิมเชียงใหม่ - ดูคลิปทั้งหมด คลิกที่นี่

                                          

    ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2525 มีกลุ่มนักศึกษามุสลิมมหาวิทยาลัยและกลุ่มยุวมุสลิมแ่ละมัสยิดทั่วภาคเหนือ ได้ร่วมกันจัดให้มีการอบรมเยาวชนภาคฤดูร้านประจำภาคเหนือขึ้นที่จังหวัด เชียงใหม่       เดือนเมษายนปีพ.ศ.2552 หลังการอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อน ยุวมุสลิมแต่ละที่บางแห่งก็ได้แยกย้ายกันไปจัดการอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดู ร้อนของตนเอง โดยมีการเชิญกลุ่มคณะที่เคยทำค่ายอบรมร่วมกันไปช่วยเหลือกัน ไม่ว่าที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก, อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, หมู่บ้านยาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม และอื่นๆ       ทุกครั้งที่มีการจัดการอบรมภาคฤดูร้อน ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ถ้ากลุ่มคณะที่เคยจัดร่วมกันมา เมื่อได้รับรู้ข่าวคราวก็จะไปช่วยเหลือกันอย่างเต็มใจและเต็มที่       จากความร่วมมือดังกล่าวทำให้มีความผูกพันธ์กันแบบพี่แบบน้อง ทำให้มีความเข้าใจกันในระดับคนทำงานจนถึงขั้นพัฒนาไปสู่อุดมการณ์ในการทำงาน เพื่อเอกองค์อัลเลาะฮ์(ซบ)ร่วมกัน       จากความ ผูกพันธ์กันในอุดมการณ์ทำงานเพื่ออัลเลาะฮ์(ซบ) ทำให้นักศึกษามุสลิมชมรมมุสลิมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จบการศึกษาได้แยกย้าย กันไปประกอบอาชีพและมีครอบครัวกันไปหลายท่านได้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เืมื่อประมาณปีพ.ศ. 2536 และได้เชิญอดีตบุคคลที่เคยทำงานด้านศาสนาร่วมกันบางท่านมาร่วมปรึกษาหารือ ถึงแนวทางในการที่จะมาช่วยฟื้นฟูหรือคิดทำกิจกรรมเพื่อสังคมมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นวารสารรายเดือน หรือช่วยจัดหรือเป็นที่ปรึกษาในการจัดอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อนตามที่ ต่างๆให้กับนักศึกษามุสลิมชมรมมุสลิมมหาวิทยาลัยเีชียงใหม่และองค์กรมุสลิม อื่นๆ      ลักษณะการรวมตัวและการทำกิจกรรม เพื่อสังคมมุสลิมที่มีขอบเขตจำกัด เนื่องจากแต่ละคนก็มีครอบครัวและหน้าที่การงานประจำ ทำให้เวลาที่จะคิดมาทำกิจกรรม จึงมีอุปสรรคของเวลามาข้องเกี่ยว จึงตกลงกันว่าจะตั้งเป็นองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่ง เีรียกว่า "ชมรมมุสลิมเชียงใหม่" โดย ขอเชิญนายแพทย์จำรูณ ลิขิตวัฒนากุลเป็นประธานชมรมฯ อันจะสานต่อเจตนารมณ์รูปแบบการทำงานในอดีต โดยเน้นไปที่การจัดการอบรมค่ายเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อน โดยเป็นที่ปรึกษาคนรุ่นใหม่โดยนำประสพการณ์ที่เราเคยจัดไปแนะแนวเพื่อเป็น แนวทางการทำงานขององค์กรต่างๆที่จะจัดการอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อน อัลฮัมดุลิลละฮ์ ถือว่าตอนนี้องค์กรต่างๆในภาคเหนือเข้มแข็งขึ้น สามารถดำเนินการได้เอง และ ทำได้ดีด้วย... รายนามคณะทำงานชมรมมุสลิมเชียงใหม่   โดย นายแพทย์จำรูญ ลิขิตวัฒนาสกุลและทีมงาน คุณการุณย์ เอมวัฒนา (กุรบาน) คุณจิระชัย ศรีจันทร์ดร (มูฮัมมัดค๊อฏฏ๊อบ) คุณซาลามัต สหมิต (ซาลามัต) คุณสมบัติ สุวรรณทิพย์ (อับดุลฮักกฺ เมียร์) คุณมานัส มาสกุล (มนัส) คุณสุชาติ ดือเระ (สุไฮมิง) คุณอุสซามะห์ (โอ๋)

   

      วิทยุ Online

   

          ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ได้ กลับมาทบทวนบทบาทฐานะของชมรมฯว่าจะไปในทิศทางใด จนกระทั้งได้ข้อสรุปกันว่าจะมาร่วมกันผลิตสื่อและจัดรายการวิทยุ เพื่อแนะนำอิสลามแก่ทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามและบุคคลทั่วไป(ศาสนิกอื่นๆ )โดยเริ่มจัดที่คลื่น FM.91.0MHz เชียงใหม่ หลังจากจัดไปสักระยะหนึ่งพบอุปสรรคด้านความอิสระในการดำเนินงาน จึงได้ยุติการจัดรายการที่คลื่นดังกล่าวไปเมื่อกลางปี 2551 และในขณะเวลาเดียวกันนั้นเอง ทางหน่วยงานศูนย์ประสานงานแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิม (สสม.ภาคเหนือ)มีงบประมาณด้านการทำงรายการวิทยุอยู่ ทางชมรมมุสลิมเชียงใหม่จึงได้ของบมาจัดรายการวิทยุ แนะนำอิสลามกับสุขภาวะทางวิทยุชุมชน คลื่น FM103.50MHz โดยงบประมาณช่วยต่อระยะเวลาในการจัดรายการเพิ่มอีก 2 เดือน เอัลฮัมดุลิลละฮ์ ได้มีการประสานงานกับทางหนังสือพิมพ์กัมปง โดยทางกัมปงเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของรายการวิทยุชมรมมุสลิม และได้ใช้ชื่อว่า "วิยุกัมปงออนแอร์ภาคเหนือ"ขึ้น      ขณะนี้ได้มีการพัฒนาไปสู่โลกไซเบอร์อินเตอร์เน็ตเป็นวิทยุออนไลน์ ซึ่งสามารถรับฟังได้ที่       http://www.muslimchiangmai.com       http://www.thaimuslim.com โดยออกอากาศทุกวันตั้งแต่เวลา 9:00 ถึง 13:00

   
      

         ชมรมมุสลิมเชียงใหม่

      
         ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ คณะทำงานของชมรมฯ
   
   
      

         สมาชิกชมรมมุสลิมเชียงใหม่2

      
         สมาชิกชมรมมุสลิมเชียงใหม่2
   
   
      

         คุณสมบัติ สุวรรณทิพย์

      
         คุณสมบัติ สุวรรณทิพย์
   
   
      

         นายแพทย์จำรูญ ลิขิตวัฒนาสกุล

      
         นายแพทย์จำรูญ ลิขิตวัฒนาสกุล ประธานชมรมมุสลิมเชียงใหม่
   
   

      คุณจิระชัย ศรีจันทร์ดร

   
      คุณจิระชัย ศรีจันทร์ดร เลขานุการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่
8544  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ครอบครัว มุสลิมใหม่ สัปปุรษมัสยิดตักวา เชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:18:16 am

ต้อนรับ ครอบครัว มุสลิมใหม่ สัปปุรษมัสยิดตักวา เชียงใหม่

เมื่อค่ำวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ ที่ร้านอาหารอามีน ย่านมัสยิดอัต-ตักวา ได้มีโอกาส ต้อนรับ ครอบครัวมุสลิมใหม่ ซึ่งมาทำพิธี เข้ารับอิสลามที่ ร้าน งานนี้ ต้องยกให้ผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างบังฮีม หรือ คุณอิบารอฮีม บาการี เป็น หัวเรี่ยว หัวแรง ให้งานนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

บังฮีมได้มอบหมายให้ อิสยาส หรือ คุณวิน แสงซอน เป็นผู้นำกล่าว สอนการปฏิญาณตนเพื่อเข้ารับอิสลาม ด้วยการกล่าวชะฮาดะฮฺ

โดยกล่าวว่า " อัชฮะดุ อันลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัรฺ เราะซูลุลลอฮฺ" ความว่า "ฉันขอปฏิญาณตนว่าไม่พระเจ้าอื่นใด (ที่ต้องเคารพภักดี) นอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น และฉันขอปฏิญาณตนว่ามูฮัมมมัดคือรสูล ของพระองค์"

 การกล่าวปฏิญาณตนนี้ ไม่จำเป็นต้องมีพยานสองคน แค่กล่าวชะฮาดะฮฺ ก็เป็นมุสลิมแล้ว เพียงแต่ว่า หากมีก็จะดีเพราะเขาจะได้รับทราบ เพื่อจะได้มีพยานยืนยันการเข้ารับอิสลามของตนเอง และผู้เป็นพยานจะได้แนะนำการออกเสียงได้ถูกต้อง และช่วยตักเตือนกันในเรื่องการดำเนินชีวิตในระบบอิสลาม
เมื่อเข้ารับอิสลามแล้ว บาปทั้งหมดที่ผ่านมา จะได้รับการอภัยโทษ และจะเริ่มต้นคิดบัญชี บาปและผลบุญใหม่ ตั้งแต่เข้ารับอิสลามเป็นต้นไป แต่ใช่ว่าเข้ารับเพื่อลบล้างความผิดแล้วก็ไปทำชั่วใหม่ เช่นนี้ไม่มีค่าทางใด นอกจากเป็นบุคคลกลับกลอกตลบแตลง(มุนาฟิก) สิ่งไม่ดีก็สะสมเพิ่มขึ้น (อ่านเพิ่มเติมhttp://www.bloggang.com/viewblog.php?id=narok&date=21-06-2008&group=11&gblog=25)
เมื่อเข้ารับศาสนาอิสลามแล้ว ที่ดีแล้วควรมีชื่อเป็นมุสลิม ครอบครัวที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามใหม่ ก็ได้รับการตั้งชือโดย ผู้อาวุโส พยาน พี่น้อง ที่ร่วมพิธี ช่วย กันตั้งชื่อแลได้ชื่อของครอบครัวมุสลิใหม่ดังนี้
คุณพ่อ วสันต์ เบญจวรรณ ได้ชื่อมุสลิมเป็น ดาวุด เป็นชื่อศาสนทูตท่านหนึ่งในอิสลาม คุณแม่ชื่อ สุกัญญา สระเกตุ ชื่อมุสลิม เป็น ซอลีฮะฮฺ แปลว่า หญิงที่ดีงาม ลูกชายแสนซนคนโตชื่อ ภูผา ชื่อมุสลิม เป็น สุไลมาน เป็นชื่อศาสนทูตอีกท่านหนึ่ง ลูกสาวคนรองชื่อ ภูริษา ชื่อมุสลิม เป็น ฮามีดะฮฺ แปลว่า ผู้ควรแก่การสรรเสริญ ส่วนลูกชานตัวเล็กสุด ชื่อภูตะวัน เป็น ซำซุดดีน แปลว่า แสงสว่างแห่งศาสนา
ก็เป็นอันเสร็จพิธี ครอบครัวนี้ เป็นมุสลิมอย่างสมบรูณ์ ด้วยกับความสมัครใจ ของทุกฝ่าย ทางมัสยิด จะออกหนังสือรับรองการเป็นมุสลิม เพื่อเป็นหลักฐานไว้กับ ครอบครัวนี้ หนึ่งฉบับ มัสยิดนำเก็บไวหนึ่งฉบับ ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นพยาน ขออัลลอฮฺตอบแทนคุณงามความดีสำหรับทุกท่านด้วยอามีน
รายงานข่าวโดย  นายชุมพล  ศรีสมบัติ

8545  ศาสนาอิสลาม / หลักธรรมคำสอน / ชีวประวัติ ของศาสดา ในอิสลาม มุฮัมหมัด (ซ.ล.) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:15:04 am
                       
           
ท่านนบีมูฮัมหมัด ( ซ.ล. )
           
 
           
 
           

             การเกิด
            
ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกิดที่นครมักกะฮฺ ประเทศซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่แถบตะวันออกกลาง เกิดเมื่อเวลาเช้าตรู่ของ วันที่ 12 เดือน ร่อบีอุ้ลเอาวัล ปีช้าง ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน ค.ศ.571 หรือ พ.ศ.1114 เมื่อท่านอับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นปู่ได้ทราบข่าวการเกิด จึงได้รีบไปเยี่ยมและได้ตั้งชื่อให้หลานชายว่า มุฮัมหมัด ผู้ได้รับการสรรเสริญ
             เชื้อสาย
             บิดาของท่านชื่อ อับดุลลอฮฺ เป็นบุตรของอับดุลมุฏฏอลิบ บุตรของฮาชิม บุตรของอับดุลมะนาฟ บุตรของกุศ็อย บุตรของกิลาบ มารดาของท่านชื่อ อะมีนะฮฺ บุตรของวะฮับ บุตรของอับดุลมะนาฟ บุตรของชุรอฮฺ บุตรของกิลาบ บิดาและมารดาของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นต้นตระกูลเดียวกัน หรือเผ่าเดียวกัน คือเผ่ากุเรช บิดาของท่านเสียชีวิตในขณะท่านอยู่ในครรภ์มารดา และต่อมามารดาของท่านก็เสียชีวิตอีก ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 6 ปี ท่านศาสดาจึงได้ไปอยู่กับปู่ชื่อ อับดุลมุฏฏอลิบ
             เมื่อยังเป็นเด็กท่านเคยทำงานโดยมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงแกะ และได้เคยติดตามลุงไปค้าขายยังประเทศซีเรีย 2 ครั้ง ครั้งแรกไปเมื่ออายุ 12 ปี ครั้งที่ 2 ไปเมื่ออายุ 25 ปี ในขณะที่ท่านมีอายุ 25 ปีนั้น ท่านไปทำงานอยู่กับท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าในนครมักกะฮฺด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีไมตรีและมิตรภาพ ประกอบกับมีประสบการณ์ในเรื่องการค้าขายเมื่อสมัยที่ยังอยู่กับลุง จึงทำให้กิจการค้าของท่านหญิงค่อดีญะหฺได้เจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ
             แม่นมของศาสดา เมื่อท่านศาสดาเกิดได้ 2-3 วัน ท่านได้รับการเลี้ยงดูจากสุวัยบะฮ์ ซึ่งเป็นแม่นมคนแรก สำหรับแม่นมคนที่ 2 คือ ฮาลีมะฮ์ อัซซะอ์ดียะฮ์ ซึ่งเป็นแม่นมโดยถาวร
             วัยเติบโตของท่านศาสดา ท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นบุคคลที่เพียบพร้อมไปด้วยความประเสริฐหลายด้าน เช่นความสัจจะ ความซื่อสัตย์ ท่านได้รับสมญานาม อัซซอดิก ผู้มีวาจาสัจจะ และ อัลอะมีน ผู้ที่มีความซื่อสัตย์
             การตายของบิดา อับดุลลอฮ์ บิดาของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอยู่ในครรภ์มารดา 2 เดือน
             การตายของมารดา อามีนะฮ์ มารดาของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอายุ 6 ปี
             การตายของปู่ อับดุลมุตตอลิบ ปู่ของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอายุ 8 ปี
             อาศัยอยู่กับลุง อบูตอลิบ ลุงของท่านศาสดาเลี้ยงดูท่านศาสดาด้วยความรักและเอ็นดู ท่านศาสดาเป็นเด็กฉลาด มีความประพฤติดีและขยัน ท่านช่วยลุงเลี้ยงแพะ แกะ และช่วยลุงทำงานหลายอย่าง
           
 
           
การสมรส
           
ท่านได้รับการยกย่องและขนานนามว่า " อัลอามีน " แปลว่า ผู้ซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการได้รับความไว้วางใจของท่านนี้เองทำให้ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ซึ่งเป็นนายจ้างของท่านได้ขอแต่งงานกับท่าน ซึ่งขณะนั้นท่านอายุได้ 25 ปี ส่วนท่านหญิงค่อดีญะฮฺอายุได้ 40 ปี ซึ่งเป็นแม่หม้าย ท่านหญิงค่อดีญะฮฺได้สิ้นชีวิตลงก่อน
             ฮิจเราะฮฺประมาณ 3 ปีกว่า ซึ่งขณะนั้นท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีอายุ 50 ปีเต็ม ดังนั้นท่านทั้งสองจึงใช้ชีวิตร่วมกันไม่น้อยกว่า 25 ปี และตลอดเวลาอันยาวนานนั้น ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ทั้งๆที่ในประเทศอาหรับขณะนั้นการมีภรรยาหลายคนจะเป็นเหตุการณ์ปกติหรือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญก็ตา
ม   
           
 
           
การเป็นศาสดา
           
ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับวะฮฺยู (วะฮียฺ) = Revalation = การดลใจหรือการรวบรัดดวงจิตโดยฉับพลัน จากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า อิดเราะอฺ แปลว่า จงอ่าน
             " จงอ่าน ด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงสร้าง (สากลจักรวาล) ผู้ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และผู้อภิบาลของเจ้าทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่ง " (96 : 1-3)
             ท่านได้รับวะฮฺยูหรือการดลใจหรือการแต่งตั้งให้เป้นศาสดาจากพระผู้เป็นเจ้า ในเดือนร่อมาฎอน ณ
             ถ้ำฮิรออฺ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ 40 ปี
             การแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ท่านศาสดามุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลหลังจากวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนบีได้ 6 เดือน ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลในเดือนรอบีอุ้ลเอาวัล ตรงกับ ค.ศ. 610
           
           
การประกาศอิสลามอย่างลับๆ
           
พระผู้เป็นเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประกาศอิสลามอย่างลับๆก่อน คือประกาศแก่ญาติผู้ใกล้ชิดเป็นประการแรก หญิงคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม คือ ท่านหญิง
             ค่อดีญะฮฺ ภรรยาของท่าน ชายหนุ่มคนแรกที่รับอิสลามคือ ท่านอบูบักร เยาวชนคนแรกที่รับอิสลาม คือท่านอลี ซึ่งมีอายุเพียง 8-10 ปี ทาสคนแรก คือ ท่านซัยดฺ ซึ่งเป็นบุตรของฮาริซะฮฺ และต่อมาได้รับกรปลดปล่อยให้เป็นอิสระ การประกาศอิสลามอย่างลับๆ ได้กระทำมาเป็นเวลา 3 ปี สาเหตุที่ประกาศอย่างลับๆ นี้เพราะบรรดามุสลิมยังมีกำลังน้อยอยู่
           
การประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย
           
หลังจากที่ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ประกาศศาสนาอย่างลับๆ เป็นเวลา 3 ปี แล้วก็ได้รับบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าให้ประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย ทั้งๆที่ในขณะนั้นมีผู้นับถืออิสลามยังไม่มากนัก ถือกำเนิดจากตระกูลกุร็อยส์ วงศ์ระกูลของท่านสืบเชื้อสายมาจากนบีอิสมาอีล บุตร นบีอิบรอฮีม (อ.ล.)
             การเดินทางไปต่างแดน ท่านศาสดาเดินทางไปค้าขายกับลุงที่ซีเรีย ขณะที่ท่านมีอายุเพียง 12 ปี ใน ระหว่างทางท่านได้พบกับบาทหลวงชื่อ บะฮีรอ ซึ่งกล่าวถึงความเป็นศาสดาของท่านในอนาคต
           
ร่วมสงครามฟุจญ้าร ครั้งที่ 1 และ 2 ท่านศาสดามุฮัมมัดเข้าร่วมทำสงครามระหว่างเผ่าในเมืองมักกะฮ์ขณะที่ท่านมีอายุ 15 ปี
             ร่วมขบวนการฟื้นฟู ฮิลฟุล ฟุดุ้ล ท่านศาสดาเข้าร่วมองค์กรช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นองค์กรของเยาวชน ในขณะที่ ท่านมีอายุ 16 ปี
             การเดินทางไปค้าขาย ท่านศาสดาเดินทางไปค้าขายที่ซีเรียในฐานะพ่อค้า ท่านทำการค้าให้กับพระนางคอดีญะฮ์ ในขณะที่ท่านศาสดามีอายุ 23 - 24 ปี
             การตัดสินชี้ขาดด้วยชาญฉลาด ท่านศาสดามุฮัมมัดทำการตัดสินชี้ขาดกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับการยกหินดำไปวางไว้ที่เดิม การแก้ปัญหาของท่านได้สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคน ทำให้ทุกคนยอมรับในความเฉลียวฉลาดของท่าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ท่านมีอายุ 35 ปี
             การประทานวะฮีย์ครั้งแรก อัลลอฮ์ทรงประทานอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลอะลัก อายะฮ์ที่ 1 – 5 ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 17 เดือนรอมฎอนที่ถ้ำฮิรออ์เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงถึง การได้รับแต่งตั้งเป็นนบีของท่านศาสดามุฮัมมัด ในขณะที่ท่านมีอายุ 40 ปี
             การละหมาดฟะญัรและอัสรี่ อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้ละหมาดฟะญัร เวลารุ่งอรุณ และอัสรี่ เวลาเย็นอย่างละ 2 ร็อกอะฮ์ นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูต
             ชาวกุร็อยส์ต่อต้านท่านศาสดา ปีที่ 3 – 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวกุร็อยส์ประชุมหารือ เพื่อขอร้องให้ลุงของท่านศาสดาอบูตอลิบช่วยบอกให้ศาสดาเลิกล้มการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม แต่ท่านศาสดาปฏิเสธข้อเสนอ ท่านกล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่ทิ้งงานเผยแผ่เป็นอันขาด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้ได้รับชัยชนะหรือไม่ฉันก็พินาศไป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเผยแผ่ของท่านศาสดา
             ชาวกุร็อยส์ต่อต้านอย่างรุนแรง ปีที่ 5 – 7 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวกุร็อยส์เริ่มทำร้ายบรรดาศอฮาบะฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นทาส พวกอ่อนแอซึ่งไม่มีคนคอยช่วยเหลือ
             การอพยพสู่อบิสสิเนีย เมื่อศาสดาเห็นบรรดาศอฮาบะฮ์ได้รับความทุกข์ทรมานและการทำทารุณ ท่านศาสดามุฮัมมัดสั่งให้ศอฮาบะฮ์อพยพไปอบิสสิเนีย – เอธิโอเปีย ในปีที่ 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล
             บุคคลสำคัญรับอิสลาม ท่านฮัมซะฮ์ บุตร อับดุลมุตตอลิบ และอุมัร บุตรค็อตต็อบ เข้ารับอิสลามในปีที่ 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลต่อมาอัลลอฮ์ได้ให้อิสลามมีความเกรียงไกรด้วยการรับอิสลามของทั้งสอง
             การคว่ำบาตรท่านศาสดา ชาวกุร็อยส์ต่อต้านและคว่ำบาตร ไม่คบหาสมาคมกับท่านศาสดา ตระกูลบนูฮาชิมและบรรดาผู้ศรัทธา ในปีที่ 7 – 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล
             ปีแห่งความโศกเศร้า ปีที่ 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจากพระนางคอดีญะฮ์ผู้เป็นภรรยาและ อบูตอลิบผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะได้สิ้นชีวิต
             การเผยแผ่ที่เมืองฎออิฟ ปีที่ 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะฮ์ แต่ก็ได้รับการปฎิเสธ
             การละหมาดฟัรดู อัลลอฮ์ทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาในขณะที่ท่านศาสดาเมี๊ยะรอจญ์
             การเริ่มต้นของอิสลามที่มะดีนะฮ์ ปีที่ 11 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม
             สนธิสัญญาอัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 1 ปีที่ 12 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะฮ์ครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว
             สนธิสัญญา อัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 2 ปีที่ 13 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะฮ์ที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะฮ์
           
 
                       

             ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์ ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์โดยมีอบูบักรร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้าง มัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะฮ์ในวันศุกร์ ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันซ็อร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะฮ์ศักราช ( ฮ.ศ. ) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด
           
           
บรรดาภรรยาของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด
           
 
             ฉันเคยคิดว่าจะไม่เขียนถึงกรณีนี้ เพราะเห็นว่าไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีในเรื่องปัญหา ปาเลสไตน์ หรือการก่อการร้อยการเมืองและเหตุการณ์ในปัจจุบันที่อิสลามเข้าไปเกี่ยวข้อง และยากที่จะเขียนออกมาออกมาแล้วจะไม่ถูกมองไปในแง่มุมต่างๆ แต่เรื่องนี้ก็มีคนกล่าวถึงบ่อยๆในกรณีต่างๆบางทีก็ในแง่สนุก หรืออย่างอื่น แต่ประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้ของท่านก็มีจริง
             "ท่านนบีมุฮัมหมัด ซ.ล. มีภรรยาหลายคนอันเป็นไปตามคำบัญชาของอัลเลาะฮ์ มิได้เกิดจากความมักมากทางกามรมณ์ หรือมีตัณหาราคะรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้ด้วยเหตุสองประการคือ
             1 ภาวะการมีภรรยาหลายคนของท่านนบีปรากฏขึ้น หลังจากที่ท่านบรรลุวัยชราแล้ว คือ ท่านอายุเข้าวัย 50 ปี
             2 บรรดาภรรยาทั้งหมดของท่าน เป็นหญิงหม้าย มีอายุล่วงเข้าสู่วัยชราเช่นเดียวกัน ท่านมีภรรยาที่เป็นสาวโสดเพียงท่านเดียว คือ นาง อาอิชะฮ์ รฎิยัลลอฮุอันฮา
             ดังนั้นการที่มีผูใส่ใคล้ว่า ท่านนบีแต่งงานเนื่องจากมีตัณหาราคะสูง หรือต้องการสนุกสนานในทางเพศจึงไม่เป็นจริงแต่อย่างใด ภรรยาของท่านนบีได้แก่
             นางคอดีะฮ์ บินตุวัยลิด เป็นภรรยาคนแรกของท่านนบี ก่อนหน้าที่นางจะแต่งงานกับท่านนบี นางได้แต่งงานกับ ซะอด์ นางคอดีญะฮ์ มีบุตรกับ ซุอด์ 1 คน ต่อมาได้ถึงแก่กรรม.....ขณะแต่งงานท่านนบีอายุ 25 ปี นางคอดีญะฮ์ อายุ 40 ปี ท่านนบีอยู่กินกับนางเป็นเวลา 25 ปี ระหว่างที่นางมีชีวิตอยู่ ท่านนบีมิได้แต่งงานใหม่กับหญิงใดเลย จนกระทั่งนางถึงแก่กรรมขณะอายุได้ 65 ปี ท่านนบีอายุ 50 ปี
             นาง อาอิชะฮ์ ฯ นางเป็นภรรยที่เป็นสาวโสดคนเดียวของท่านนบี (หลังจากที่นางคอดีญะฮ์จากไป)
             นางรอมละฮ์ บินตะ อบีซุฟยาน ......ก่อนหน้านั้นนางแต่งงานกับอับดุลเลาะฮ์ อิบนิญะฮซ์ ทั้งสองได้อพยพไปเอธิโอเปีย และอับดุลเลาะฮ์ ได้เข้ารีตเป็นคริสเตียน และได้ถึงแก่กรรมลง ส่วนนางปฏิเสธที่จะนับถือศาสนาคริสต์ และยืนยันในการนับถืออิสลาม ท่านนบีจึงได้แต่งงานกับนาง
             นางมารียะฮ์ อัลกิบฏียะฮ์ ซึ่ง มุเกากิส กษัตริย์อียิป์ ได้มอบให้เป็นของขวัญ
                     บุตรของท่านนบีมี 7 คน ถึงแก่กรรมก่อนท่าน นอกจาก ฟาติมะฮ์ ซึ่งถึงแก่กรรมหลังจากที่ท่านนบีถึงแก่กรรมได้ 6 เดือน
           
 
           
ท่านศาสดาชิ้นชีวิต
           
อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า “วันนี้เป็นวันที่ฉันได้ทำให้ศาสนาสมบูรณ์สำหรับพวกท่านแล้ว เป็นวันที่ฉันได้ให้เนียะอฺมัตแก่พวกท่านอย่างครบถ้วนแล้ว และวันที่ฉันยินดีให้อิสลามเป็นครรลองในการดำเนินชีวิตของพวกท่าน”
           
มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า เมื่อโองการนี้ได้ถูกประทานลงมา ท่านซัยยิดินาอุมัรถึงกับร้องไห้ ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พูดกับท่านอุมัรว่า “โอ้อุมัร เหตุใดท่านจึงร้องไห้” ท่านอุมัรกล่าวว่า “ฉันร้องไห้เพราะพวกเราได้รับทราบข้อมูลในเรื่องศาสนาเพิ่มเติม เมื่อศาสนาสมบูรณ์แล้วก็จะไม่มีสิ่งใด ๆ อีกนอกจากจะค่อย ๆ เสื่อมลง” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกกับท่านอุมัรว่า “ความจริงเป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ”
           

             มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อีกว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาเมื่อตอนหลังละมาดอัสริของวันอารอฟะฮฺ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ในขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย (หัจญ์วะดาอ์) ในขณะที่โองการนี้ถูกประทานลงมานั้น ท่านนบีวุกูฟอยู่บนหลังอูฐ ( หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาแล้ว ไม่มีโองการใด ๆ จากอัลกุรอานที่เกี่ยวกับข้อกำหนด (ฟัรฎู) ประทานลงมาอีก ) ท่านกล่าวว่า “ฉันมิอาจจะประคองตัวเพื่อรับความเข้าใจในความหมายของโองการนี้ได้ จึงนั่งประคองบนหลังอูฐ จนในที่สุดอูฐก็ต้องนอนลงกับพื้น” แล้วญิบรีล อะลัยฮิสลาม ได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกับบอกว่า “โอ้มุฮัมมัด ท่านจงเรียกศ่อฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุม และท่านจงบอกกับพวกเขาว่า
             ฉัน (ญิบรีล) จะไม่มาพบกับท่านอีกแล้วหลังจากวันนี้”
           
เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เดินทางกลับจากมักกะฮฺ สู่มะดินะฮฺ ท่านได้เรียกศ่อฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุมกัน จากนั้นท่านก็อัญเชิญอัลกุรอานโองการนี้แก่บรรดาศ่อฮาบะฮฺ แล้วบอกพวกเขาถึงสิ่งที่ญิบรีลได้แจ้งแก่ท่าน ปรากฏว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺทั้งหมดต่างมีความปิติยินดีและกล่าวว่า “ศาสนาของเราสมบูรณ์แล้ว” ด้านท่านอบูบักร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ หลังจากที่ได้ฟังคำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้ว ท่านก็รีบเดินทางกลับบ้านปิดประตูใส่กลอน และอยู่ในนั้นตลอดวันตลอดคืน บรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของท่าน อบูบักรจึงได้ไปรวมตัวกันที่บ้านของท่าน
           
พวกเขาได้ถามท่านอบูบักรว่า ท่านนั้นร้องไห้ด้วยสาเหตุใด ในขณะที่ทุกคนกำลังปิติยินดีที่อัลลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ประกาศถึงความสมบูรณ์ของอิสลาม ท่านอบูบักรกล่าวว่า “โอ้บรรดามิตรสหาย พวกท่านไม่ทราบกันหรือว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกท่านไม่ได้ยินหรือว่า เมื่อสิ่งใดบรรลุสู่ความสมบูรณ์สูงสุดแล้ว นั่นย่อมหมายถึง หะซันและฮุเซ็น กำลังจะกำพร้า ( กำพร้าปู่ ) บรรดาภรรยานบีกำลังจะเป็นหม้าย” บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ฟังเช่นนั้นต่างก็พากันร่ำไห้ และเมื่อผู้คนได้ยินเสียงร่ำไห้นั้น จึงได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า “โอ้ท่าน ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกเราไม่ทราบว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺเหล่านั้นร้องไห้กันเพราะเหตุใด ?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถึงกับใบหน้าเปลี่ยนสี และรีบเดินไปยังบ้านของท่านอบูบักร ซึ่งท่านได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองจึงถามว่า “สาเหตุใดกันที่ทำให้พวกท่านร้องไห้”
           
ท่านอะลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวตอบว่า “ฉันได้ยินท่านอบูบักรกล่าวว่า ฉัน(อบูบักร) ได้ยินโองการนี้บ่งบอกว่า ท่านใกล้ที่จะจากเราไปแล้วใช่ไหม ?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “อบูบักรเข้าใจถูกต้องแล้ว” และกล่าวอีกว่า “ ใกล้จะถึงเวลาที่ฉันต้องพรากจากพวกท่านไปแล้ว” เมื่อท่านอบูบักรได้ยินคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ถึงกับร้องไห้โฮ...แล้วร่างของท่านก็ทรุดลงกับพื้น
             ทำให้ท่านอะลี และบรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างก็ร้องไห้กันมากขึ้น และในการยืนยันของท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกี่ยวกับความเข้าใจของท่านอบูบักรในครั้งนี้ ได้ทำให้ภูเขา , มวลมะลาอิกะฮฺบนฟากฟ้า , สรรพสัตว์ทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศต่างก็ร่ำไห้ หลังจากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้สัมผัสมือกับบรรดาศ่อฮาบะฮฺทุกคนพร้อมกับบอกอำลา พลางร้องไห้ และให้คำตักเตือน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีชีวิตอยู่หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาเพียง 81 วัน
           
ก่อนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเสียชีวิตไม่นานนัก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขึ้นแสดงธรรมบนมิมบัร ท่านได้แสดงคุตบะฮฺพร้อมทั้งน้ำตาและหัวใจที่ยำเกรง ร่างกายของท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่นสะท้าน ท่านได้แจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ประพฤติดี และแจ้งข่าวร้ายแก่บรรดาผู้ประพฤติชั่ว มีรายงานจากท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะสิ้นชีวิต ท่านได้ใช้ให้บิลาลทำการอะซานเรียกบรรดาศ่อฮาบะฮฺมาละหมาด บรรดามุฮาญิรีน และชาวอันศอรก็ได้มาร่วมละหมาด 2 ร่อกะอัต พร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่มัสญิด หลังจากนั้นท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขึ้นบนมิมบัรสรรเสริญอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วแสดงธรรม ซึ่งเป็น คุตบะฮฺที่สุดจะบรรยายด้วยหัวใจ และด้วยดวงตาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตา ท่านกล่าวว่า “โอ้บรรดามุสลิมทั้งหลาย ฉันเคยเป็นนบีของพวกท่าน , เคยเป็นผู้ตักเตือนพวกท่าน , เคยเป็นผู้เชิญชวนพวกท่านสู่อัลลอฮฺ ซุบฮนะฮูวะตะอาลา ด้วยความปรารถนาดีของพระองค์ ฉันเคยเป็นประดุจพี่น้องที่คลานตามกันมากับพวกท่าน , ฉันเคยเป็นพ่อที่มีแต่ความรักและมีความปรารถนาดีต่อท่านทั้งหลาย ดังนั้นใครมีสิ่งที่ให้อภัยฉันไม่ได้ ขอได้โปรดเรียกร้องสิทธิของท่านกลับคืน ก่อนที่ฉันจะถูกพิพากษาในวันกิยามะฮฺ” ซึ่งก็ไม่มีใครทวงสิทธิใด ๆ จนกระทั่งท่านได้พูดถึงเรื่องสิทธิซ้ำถึงสามครั้ง
           
 
           
ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งมีนามว่าอุกาซะฮฺ บิน มุอฺซิน ได้ออกมายืนต่อหน้าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า “หากท่านพูดในเรื่องสิทธิอย่างเมื่อครู่นี้ เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง ฉันก็จะทวงคืนในวันสงครามบะดัร อูฐซึ่งเป็นพาหนะที่ฉันได้ขี่อยู่เคียงข้างอูฐซึ่งเป็นพาหนะของท่าน ฉันได้ลงจากหลังอูฐเพื่อที่จะให้ร่างกายของฉันได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดท่านให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อที่ฉันจะได้สัมผัสบนขาอ่อนของท่าน เผอิญในวันนั้นท่านได้ยกแส้ขึ้นเพื่อตีอูฐให้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่ปรากฏว่า แส้นั้นได้หวดลงบนหลังของฉัน ขณะนั้นฉันไม่ทราบว่า ท่านต้องการที่จะตีฉันหรือตีอูฐ”
           
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ฟังคำกล่าวของอุกาซะฮฺแล้ว ท่านยังกล่าวว่า “เป็นไปได้หรือที่
             ร่อซูลุลลอฮฺ จะใช้แส้ตีท่าน โอ้อุกาซะฮฺ” แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็สั่งท่านบิลาลว่า
             “โอ้บิลาล ท่านจงไปเอาแส้ที่บ้านของฟาติมะฮฺมาให้ฉัน” บิลาลได้เดินเอามือกุมศีรษะออกไปจากมัสญิดพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังจะถูกแก้แค้นหรือนี่ !” บิลาลจึงมาเคาะประตูบ้านฟาติมะฮฺ และแจ้งกว่าฟาติมะฮฺว่า “โอ้ฟาติมะฮฺ ฉันมาเอาแส้ของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ซึ่งบิดาของท่านจะเอาแส้ไปให้ตีเพื่อชำระความแค้น” ฟาติมะฮฺรำพึงว่า “ใครกันที่มีจิตใจจะแก้แค้นท่านร่อซูลุลลอฮฺ” แล้วบิลาลก็นำแส้จากฟาติมะฮฺเดินไปในมัสญิด และให้แก่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ เมื่อท่านรับแส้แล้วก็ส่งให้แก่อุกาซะฮฺ
           
 
           
เมื่อท่านอบูบักรและท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เห็นเหตุการณ์ ทั้งสองจึงได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า “โอ้
             อุกาซะฮฺ เราทั้งสองยืนต่อหน้าท่านแล้ว ขอท่านจงตีเราแทนท่านร่อซูลุลลอฮฺเถอะ ท่านอย่าได้ตีท่านร่อซูลุลลอฮฺเลย” ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “อบูบักรและอุมัรท่านทั้งสองจงนั่งลง” อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่านทั้งสอง แล้วท่านอะลีก็ยืนขึ้นอีกและหันไปพูดกับอุกาซะฮฺว่า “ทั้งชีวิตของฉันฉันอยู่กับท่านร่อซูลุลลอฮฺมาโดยตลอด ขอให้ตีฉันแทนท่านร่อซูลุลลอฮฺเถิด นี่คือหลังและนี่คือท้องของฉัน จงตีฉันด้วยมือของท่าน” ท่านร่อซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “โอ้อะลี อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่าน” และท่านหะซันและฮุเซ็นได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า “โอ้ อุกาซะฮฺ ท่านก็รู้จักเราดีมิใช่หรือ ว่าเราทั้งสองเป็นหลานของท่านร่อซูลุลลอฮฺ” ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้พูดกับหลานทั้งสองว่า “จงนั่งลงโอ้สุดที่รักของฉัน”
           
 
           
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “โอ้อุกาซะฮฺ ท่านจงตีฉันหากฉันได้ตีท่านในวันนั้น”
             อุกาซะฮฺ กล่าวว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ วันที่ท่านตีฉันนั้น ฉันไม่ได้สวมเสื้อ” และท่านร่อซูลุลลอฮฺ ก็ถอดเสื้อออก บรรดาพี่น้องมุสลิมต่างส่งเสียงร้องไห้ และเมื่ออุกาซะฮฺได้เห็นความขาวของผิวกายท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อุกาซะฮฺได้ก้มลงจูบ ที่กลางหลังของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกล่าวว่า “นี่เป็นการไถ่ความผิด เพื่อวิญญาณของฉัน โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ จะมีใครหรือที่จะใจถึงในการล้างแค้นท่าน การที่ฉันได้ทำทุกอย่างไปก็เพื่อเรือนร่างของฉันจะได้สัมผัสกับเรือนร่างของท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อพระผู้อภิบาล จะได้ปกป้องฉันให้คลาดแคล้วจากขุมนรก”
           
และทันใดนั้น ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “พึงทราบโดยทั่วกันเถิดว่า ใครปรารถนาที่จะเห็นชาวสวรรค์ก็จงมองบุรุษผู้นี้” ทำให้บรรดามุสลิมทั้งหลายต่างก็เข้ามากอดจูบระหว่างตาของ อุกาซะฮฺ และพากันกล่าวว่า สวรรค์เป็นของท่าน ท่านเป็นผู้บรรลุตำแหน่งอันสูงส่ง ตำแหน่งของผู้ที่อยู่กับท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสรวงสวรรค์
           
ท่านอิบนุมัสอูด กล่าวว่า เมื่อใกล้เวลาที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอำลาจากเราไป พวกเราได้รวมตัวกันอยู่ที่บ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เหลียวมองดูพวกเราด้วยน้ำตา พร้อมทั้งกล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงประทานความสุขให้แก่พวกท่านทั้งหลาย ฉันขอเตือนพวกท่านให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ ขณะนี้ใกล้เวลาที่จะต้องพรากจากกันแล้ว ใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับคืนสู่อัลลอฮฺ สู่สวรรค์อันเป็นสถานที่พำนักอันนิรันดร์ เมื่อถึงตอนนั้นฉันขอให้อะลีเป็นผู้อาบน้ำศพของฉัน ให้อัลฟัดลุ บิน อับบาส และ อุซามะฮฺ บิน เซด เป็นผู้ช่วยรดน้ำ ขอให้กะฝั่นฉันด้วยผ้าของฉันที่มีอยู่หากเป็นความประสงค์ของพวกท่าน หรือไม่ก็ด้วยผ้าสีขาวจากเยเมน และเมื่อพวกท่านได้อาบน้ำศพของฉันแล้ว พวกท่านจงวางศพของฉันไว้บนเตียงในบ้านของฉัน และขอให้พวกท่านปล่อยฉันตามลำพังสักระยะหนึ่ง พึงทราบเถิดว่า อัลลอฮฺคือผู้แรกที่ประทานเราะฮฺมะฮฺให้แก่ศพของฉันถัดไปก็ญิบรีล พร้อมด้วยมะลิกุลเมาต์ และมวลมะลาอิกะฮฺตามลำดับ จากนั้นให้พวกท่านเข้ามาละหมาดให้ฉันเป็นคณะ ๆ”
           
 
           
เมื่อพวกเขาได้ยินว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังจะจากไป พวกเขาต่างก็ส่งเสียงร้องไห้ พลางรำพึงรำพันว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านคือร่อซูลของพวกเรา , ท่านคือดวงประทีปของพวกเรา , ท่านคือศูนย์รวมจิตใจของพวกเรา เมื่อท่านจากเราไป พวกเราจะพึ่งใคร” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้ทิ้งไว้ให้พวกท่านแล้วซึ่งทางที่สว่างไสว และได้ทิ้งไว้ซึ่งสองสิ่งที่เป็นข้อตักเตือนสำหรับพวกท่าน คื
8546  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมมุสลิมต้องไปมักกะฮฺ (แสวงบุญ) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:11:23 am
ในปีหนึ่ง ๆ มุสลิมจากทั่วโลกประมาณ 3 ล้านกว่าคนจะเดินทางไปประกอบพีธีฮัจญ์พร้อมกัน 1 ครั้ง
 พิธีจะทำในเดือน ซุล-ฮิจยะห์ (เดือนที่ 12 ของปีฮิจเราะห์ศักราช) ของแต่ละปี
 
 การกำหนด พิธีฮัจญ์นั้น จะใช้การดูเดือน เพื่อกำหนด วันต่างๆ
 โดยจะดูเดือนกันในวันที่ 29 เดือน ซุลเกี๊ยะดะห์ เพื่อกำหนด วันที่ 1 เดือนซุลฮิจยะห์
 และวันที่ 10เดือนซุลฮิจยะห์ จะเป็นวัน อีดิ้ลอัฎฮา หรือ อีดใหญ่(รายอ)ที่บ้านเรา
 ผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์จะทำกรุบาน (เชือดสัตว์ และแบ่งปันเนื้อให้กับผู้ยากไร้ )
 
 
 ระยะเวลาที่ไปอาจจะไปแค่ประกอบพิธีฮัจญ์ แล้วกลับเลย
 ส่วนมากจะไปที่ เมืองมะดีนะห์ เพื่อไปละหมาดที่ Masjid Nabawi ก่อน แล้วเข้ามักกะห์
 
 หรือ ไปมักกะห์เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์แล้วกลับมาที่มะดีนะห์
 ใช้เวลาโดยประมาณ 10-40 วัน และมีการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
 
 ตัวอย่าง
 ไปอยู่มะดีนะห์ 1 อาทิตย์ อยู่มักกะห์ 2-3 อาทิตย์ รวมการประกอบพิธีฮัจญ์
 
 หรือ ไปอยู่มักกะห์ 2 อาทิตย์รวมประกอบพิธีฮัจญ์ และมาที่มะดีนะห์อีก 1 อาทิตย์
 ถึงจะเดินทางกลับ
 
 สำหรับผู้ที่ต้องการจะไปประกอบพิธีฮัจย์
 
 
 - เตรียมตัวอย่างไรบ้าง ??
 
 เมื่อตั้งใจจะไปก็ให้ติดต่อ บ.ที่บริการฮัจญ์และอุมเราะฮฺ เพื่อเขาจะได้ดำเนินการต่างๆ เช่น การติดต่อสถานทูต เพื่อยื่นขอ VISA HAJJI บาง บ. พาไปทำPassport บางบ.ก็ให้ไปทำเองหากใครสะดวก
 และทาง บ. จะดำเนินการจัดฉีดวัคซีน (เป็นข้อตกลงการเข้าเมือง) และติดต่อจองที่พัก +ตั๋วเครื่องบิน จัดหารถมารับส่ง และอาหารการกินทุกวัน วันละ3 มื้อ และนักวิชาการ เพื่อสอนและดูแลเรื่องรายละเอียดการปฏิบัติพิธีฮัจย์ สรุปรวมคือ จัดการทุกอย่างค่ะ แค่จ่ายเงิน และ จัดการเอกสาร ยื่น Passport ก็พอ
 
 หากใครจะไปเอง ก็ต้องจัดการเองทุกอย่าง ( ส่วนมากคนที่ไปเองจะเป็นคนประเทศใกล้ๆ ซาอุค่ะ) จะลำบากเรื่องการเดินทางและที่พักมากๆ ทางที่ดี ต้องสังกัด บ.ที่รับจัด (หรือแซะห์) เพื่อความสะดวกนั่นเองและแต่ละด่านจะมีการตรวจเรื่องหลักฐานการเข้าเมืองละเอียดมาก
 
 ดังนันการมี บ.สังกัด(ที่ได้รับอนุญาตจากทางการ) จะได้รับความสะดวกจากทางการและสะดวกในการเดินทางนั่นเอง
 
 
 ส่วนผู้ใดประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปีถัดไป ต้องยื่นเรื่องล่วงหน้า หลังจากหมดพิธีฮัจย์ปีนี้ไปแล้ว 1-4 เดือนก็ยื่นความจำนง ไปตาม ตัวแทน บ. ต่างๆได้ เพราะแต่ละประเทศ/แต่ละ บ.จะ มีโควตาจำกัดค่ะ และทางซาอุดิอาระเบียเอง ก็จำกัดปริมาณผู้คนที่เข้าไปประกอบพิธีฮัจย์เช่นกันค่ะ (เนื่องจาก พื้นที่ จำกัด)
 และทางซาอุต้องดำเนินการ ด้านเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาดูแลแต่ละประเทศ และแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก เพื่อดูแลที่ พักอาศัยและอาหาร(ช่วงพิธีฮัจย์ อาหรับจะปรุงอาหาร)ให้ ที่ ต.มีนา และทุ่งอารอฟะห์ และมุดตะลีฟะห์
 เรื่องสุขภาพสำคัญมาก ออกกำลังกายไว้บ้างก็ดีค่ะ บางทีต้องเดินเท้าไกล อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จะได้ปรับสภาพได้บ้าง
 
 - ประมาณการค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่าไหร ??
 
 อยู่ที่ แต่ละ บ. ค่ะ และจำนวนวันเวลาที่ไปค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทุกปี ตอนนี้มาตรฐาน ประมาณ คนละ 97,000 120,000 (ตอบ ณ ปี 48- เข้า 49) ปี 50 นี้ ตกคนละ 140,000 ไปน้อยวัน ค่าใช้จ่ายก็ถูกตามจำนวนวัน ไปมาก วันก็จ่ายมาก ตามที่แต่ละ บ.ที่กำหนดไว้ค่ะ และตามระยะทาง ประเทศที่ไกลมาก ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทางก็จะแพงตามลำดับ
 
 
 - มีอุปสรรคอะไรบ้าง
 
 เรื่องสภาพอากาศเมืองหนึ่งร้อน มากๆ เมืองหนึ่งอากาศหนาวมากๆ และจำนวนคน และ นิสัยของมนุษย์ ที่มากันต่างที่ทั่วโลก รวมถึง บางคนที่ไม่เข้าใจหลักการศาสนา จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาค่ะ (หากทุกท่านปฏิบัติศาสนาได้ถูกต้อง จะไม่มีปัญหามากมาย) แต่นั่นคือการทดสอบของพระเจ้า เพราะไม่มีสิ่งใดได้มาอย่างสะดวกง่ายได้ทุกอย่าง จึงต้องอดทนทุกอย่าง รวมทั้งภาษา ที่เจ้าหน้าที่ บางคนไม่พูดอังกฤษ หรือพูดได้ แต่สำเนียง ฟังไม่ออก ^^" ซอบัร(อดทนเข้าไว้)
 โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ..... ปัญหามีให้พบเจอและต้องแก้ไขตลอดเวลา
 
 สำหรับสตรีที่ไม่มีมะรอม(ชายผู้ดูแล สตรีมะรอมทางเชื้อสาย เช่นบิดา พี่ชายน้องชาย ลุง อา ,มะรอม ร่วมแม่นมเดียวกัน และ สามี ) คิดสักนิดก่อนที่จะเดินทางนะคะว่าเราทำขั้นตอนนี้ถูกต้องรึไม่... อย่าไปเองโดยไม่มีมะรอม แล้วให้ทางผู้ดูแลจัดการฮัจย์ไปจัดการผิดขั้นผิดตอน ทั้งทางศาสนาและกฎการเข้าประเทศ มีความผิดทางศาสนานะคะถึงจะผ่านด่านต่างๆได้ก็ตาม ถ้าโกหกแม้กระทั่งเรื่องสำคัญ....
 
 
 แนะนำให้ศึกษาประวัติของแต่ละสถานที่ก่อนไปนะคะจะได้เข้าใจว่า มีที่มาอย่างไรบ้าง เช่น บ่อน้ำซัมซัม(ซัมซัมแปลว่า เอามือป้อง) กะบะฮฺ การขว้างเสาหิน สถานที่กุฎบะฮฺอำลา ฯลฯ
 
 
 ใครที่ประสงค์คู่มือการประกอบพิธีฮัจญ์ (PDF file) ให้แจ้งมาทางอีเมล์หรือฝากข้อความไว้ก็ได้ค่ะ

 
 
 
 ด้วยความเคารพค่ะ
 วัสสลาม
 
 ที่มา  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=narok&month=02-12-2006&group=11&gblog=2
  

8547  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมมุสลิมต้องไปมักกะฮฺ (แสวงบุญ) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:10:05 am
ในประวัติศาสตร์ของอิสลาม

 นางฮาญัรต้องวิ่งไปมาอยู่ 7 เที่ยว ระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮฺ เพื่อหาน้ำให้ลูกของนาง กุรอาน 2:158 และนี่ได้กลายมาเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งสำหรับการทำฮัจย์ในนครมักกะฮฺ และอุมเราะฮฺ มีใน กุรอาน 2:158 และบ่อน้ำดังกล่าว ถูกเรียกว่า “ ซัมซัม”
 
 ต่อมาทั้งอิบรอฮีมและอิสมาอีล ได้ร่วมกันสร้างอาคารกะบะฮฺขึ้น จุดที่ นีบอิบรอมฮีมได้เคยยืนสักการะวิงวอนต่อพระเจ้า ก็ยังคงปรากฏอยู่เรียกว่า “ มะกอมอิบรอมฮีม ”
 
 
แผนผัง มัสยิดอัล-ฮารอม
 
 

 
 
 ปัจจุบัน ในขั้นตอนพิธีฮัจญ์ ผู้แสวงบุญจะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะห์ ซึ่งมีระยะทาง ประมาณ 450 เมตร ไปมาจนครบ 7 เที่ยว เรียกว่าการเดิน "สะแอ" การเดินสะแอนี้เป็นการระรึกถึงเหตุการณ์ในขณะนั้น
 สีเหลืองคือ ทางเดินสะแอ ระหว่างเนินเขาศอฟา - มัรวะห์
 1. มุมหินดำ
 2. มะกอมอิบรอฮีม (ที่ ยืนท่านนบีอิบรอฮีม <รอยเท้า>)
 3. ฮิจญ์รฺ อิสมาอีล (ห้องของท่านนบีอิสมาอีล)
 4. บ่อน้ำซัมซัม
 5. เส้นทางเดินเวียนรอบ (ฏอวาฟ)
 
 
 
การเดินสะแอ
 
 

 
 
 
 
มะกอมอิบรอฮีม
 
 
 
 
 
 
 
Route เส้นทางการประกอบพิธีฮัจย์

 
  
 
 

 
 
 อินชาอัลลอฮฺ อาจจะมีประวัติของท่านนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีลมาลง
 แต่ขณะนี้ขอลงไว้บางส่วนเพราะเกี่ยวที่มาของการประกอบพิธีฮัจญ์
 
 เรียงลำดับเหตุการณ์คร่าวๆประวัติบางส่วน ของท่านนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีลและนบีอิสฮาก
 1. อิบรอมฮีม มีภรรยาสองคนคือ นาง ซาเราะฮฺ และนางฮาญัร
 2. ช่วงแรก นาง ซาเราะฮฺ ไม่มีบุตร
 3. ต่อมานบีอิบรอฮีมมีบุตรกับพระนางฮาญัร ชื่ออิสมาอีล
 4. พระนางฮาญัรกับอิสมาอีล ต้องแยกออกไป เพราะพระเจ้าสั่งใช้
 5. เหตุการณ์ที่นางฮาญัรหาน้ำให้ทารกอิสมาอีล บริเวณเมกกะห์ เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำฮัจญ์
 6. อัลลอฮฺทรงทดสอบท่านนบีอิบรอฮีม ด้วยการสั่งให้พลีอิสมาอีล เมื่อโตแล้ว
 7. อิสมาอีลให้พ่อทำตามที่อัลลอฮฺทรงบัญชา หากเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ
 8. นบีอิบรอฮีมพาอิสมาอีลไปยังสถานที่ที่ที่จะเชือดพลีอิสมาอีล
 9. ระหว่างทางชัยฏอนได้มาพยายามชักชวนนบีอิบรอฮีมไม่ให้ปฏิบัติตามที่ท่านฝัน เมื่อท่านนึกถึงอัลลอฮฺขึ้นมาได้ ท่านจึงเอาก้อนหินขว้างมันจนหนีไป และสักครู่ก็กลับมาชักชวนท่านอีก ท่านก็เอาก้อนหินขว้างอีก มันก็หลบหนีไปอีก แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นครั้งที่สาม และท่านก็เอาหินขว้างมันอีก หลังจากนั้นมันก็ไม่กลับมาหลอกลวงนบีอิบรอฮีมอีกต่อไป (การขว้างเสาหินทั้ง สามต้น เป็นหนึ่งในการประกอบพิธีฮัจย์)
 10.เมื่อมาถึงสถานที่ที่จะเชือด นบีอิบรอฮีมได้ให้อิสมาอีลนอนลง แต่พอลงมือจะเชือด อัลลอฮฺได้กล่าวว่าที่คือการทดสอบเจ้าตต่างหาก และได้ให้ท่านเอาแกะมาเชือดแทน
 11.นบีอิบรอฮีม กับนบีอิสมาอีลสร้างวิหารกะบะฮฺ
 12.อัลลอฮฺได้แจ้งข่าวดี ผ่านมลาอิกะฮฺที่มาหาท่านนบีอิบรอฮีม(ก่อนเดินทางไปเมืองโซดอมเพื่อหานบีลูฏ)แล้วนางซาเราะฮฺก็มีบุตรชื่อ อิสฮาก
 13. นบีอิสมาอีล เป็นต้นตระกูลอาหรับ ทางนบีมูฮำหมัด ซล.
 14. นบีอิสฮากเป็นต้นตระกูลของ "อิสรออีล" ลูกหลานของอิสรออีล เรียกว่า "บนีอิสรออีล" และ ถูกกเรียกว่าอิสราเอลในปัจจุบัน
 
 
 
8548  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมมุสลิมต้องไปมักกะฮฺ (แสวงบุญ) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:08:47 am
เพราะเป็นบทบัญญัติ 1 ใน 5 ข้อ ของอิสลาม              

มุสลิมทุกคนต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ อย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าสามารถเดินทางไปและกลับได้โดยไม่เดือดร้อน กุศโลบายที่ซ่อนอยู่ในการประกอบพิธีฮัจญ์มีอยู่มากมาย เช่น ในพิธีฮัจญ์ทุกคนเสมอภาค ถ้าคุณเป็นมุสลิมไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ รัฐมนตรี หรือชาวบ้านร้านช่อง จะอยู่ในชุดแบบเดียวกัน เดินร่วมกัน ทำแบบเดียวกัน ในที่เดียวกัน
สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถทั้งในเรื่องการเงิน เรื่องสุขภาพหรือเรื่องอื่นๆ
 การประกอบพิธีฮัจญ์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องบังคับสำหรับเขาอีกต่อไป
ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" 
 ข้อมูลเพิ่มเติม  : วิกิพีเดีย (วิกิพีเดีย)
  
ทำไมมุสลิมต้องไปประกอบพิธีฮัจย์ การประกอบพิธีฮัจย์ และประวัติบางส่วนของพิธีฮัจย์
ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน
 
 การที่มุสลิมต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์นั้น เพราะอยู่ในหลักปฏิบัติของอิสลาม
 
 หลักปฏิบัติของอิสลาม
 1.การกล่าวปฏิญาณตน
 2.การละหมาด
 3.การถือศีลอด
 4.การจ่ายซะกาต
 5.การประกอบพิธีฮัจญ์
 
 การประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นหลักการหนึ่งของรุก่นอิสลาม อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 97
 
 ความว่า : และสำหรับอัลลอฮฺ(มีบทบัญญัติ) เหนือบรรดามนุษย์ คือการทำฮัจญ์ ณ บัยตุลลอฮฺ สำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทางไปได้
 
 หมายถึงว่า มุสลิมที่มีสุขภาพแข็งแรง สติปัญญาสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเพียงพอในการใช้จ่ายโดยมิต้องเป็นหนี้สินและเดือดร้อนบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ และเส้นทางที่จะเดินทางไปจะต้องปลอดภัย
 
 ดังนั้น การนำที่ดินและทรัพย์สินไปจำนอง จำนำ หรือขาย เพื่อนำไปประกอบพีธีฮัจญ์ โดยกลับมาแล้วไม่มีที่ทำกิน หรือเป็นเหตุที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหลาน จึงเป็นการกระทำที่ผิดศาสนบัญญัติ เช่นเดียวกับคนที่มีความสามารถพร้อมแต่ไม่ยอมไปเพราะเสียดายทรัพย์สินจะพร่องไป
 
 และถ้าหากไม่มีความสามารถด้านทรัพย์ และสุขภาพ ก็ไม่เป็นความผิดอย่างไร เพราะตกอยู่ในเหตุของการด้อยความสามารถ
 
 การทำฮัจญ์เป็นอิบาดะห์หลักต่อ อัลลอฮฺ ซึ่งมีเป้าหมายในการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ต้องใช้ความอุตสาหะ เสียสละทั้งกำลังกาย ทรัพย์ กำลังสติปัญญาและมีความสามารถอดทนต่อความยากลำบาก และมีความสามารถที่จะไปได้ โดยไม่ต้องกู้หนี้ หยิบยืมทรัพย์ของบุคคลอื่น
 
 

 
 สถานที่สำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีฮัจย์คือ
 ทุ่งอารอฟะห์,ตำบลมุซดะลิฟะห์,ตำบลมีนา,และอัล-กะบะฮฺ (การตอวาฟรอบกะบะห์นี้ ไม่ได้กระทำพร้อมกันในเวลาเดียวกัน)
 
 ลำดับขั้นตอนของพิธีฮัจญ์เรียงตามรุก่นและวาญิบฮัจญ์
 1. เริ่มต้นด้วยการครองอิหฺรอม คือการตั้งเจตนาเข้าสู่พิธีฮัจญ์ ( รุก่น ) จากสถานที่ที่กำหนด (วาญิบ)
 2. การวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์คล้อยของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้ง ดวงอาทิตย์ตก ( รุก่น )
 3. การค้างแรมที่มุซดะลิฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกของคืนวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งเวลาซุบฮฺ ( วาญิบ )
 4. การขว้างเสาหิน 7 ก้อนที่ญัมรอตุลอะเกาะบะฮฺ ที่มีนา เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งดวงอาทิตย์ตก ( วาญิบ )
 5. การโกนศีรษะหรือการตัดผม เมื่อกระทำมาถึงตอนนี้แล้วเรียกว่า ตะฮัลลุลเอาวัล คือการเปลื้องชุดอิหฺรอมครั้งที่ 1 ( รุก่น )
 6. การฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ 7 รอบ ( รุก่น )
 7. การเดินสะแอระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 เที่ยว ( รุก่น ) เมื่อฏอวาฟและสะแอแล้วเรียกว่า ตะฮัลลุลซานี คือการเปลื้องอิหฺรอมครั้งที่ 2
 8. การค้างแรมที่มีนา ในค่ำคืนของวันตัชรีก ( วาญิบ )
 9. การขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น ในวันที่ 11 12 13 ซุลฮิจญะฮฺ ต้นละ 7 ก้อน ( วาญิบ )
 10. การฏอวาฟวิดาอฺ ( ฏอวาฟอำลา คือการเวียนรอบกะบะฮฺเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากดินแดนเมืองมักกะฮฺเพื่อจะเดินทางกลับ ) ( วาญิบ )
 
 
 รุก่นและวาญิบของการประกอบพิธีฮัจญ์ มีความแตกต่างกัน คือ
 
 ผู้ใดละทิ้งรุก่นหนึ่งรุก่นใดของการทำฮัจญ์ การทำฮัจญ์ของเขาใช้ไม่ได้ และจำเป็นจะต้องไปทำฮัจญ์ใหม่ในปีต่อไป ส่วนผู้ที่ละทิ้งวาญิบ ข้อหนึ่งข้อใด จำเป็นที่เขาจะต้องเสียดัม (เชือดสัตว์พลี)
 
 
 ข้อห้ามสำหรับผู้ที่ครองอิหฺรอม
 
 ห้ามสวมเสื้อผ้าที่มีรอยเย็บ กางเกง กางเกงชั้นใน ห้ามสวมหมวก (สำหรับผู้ชาย)
 ห้ามใส่เครื่องหอมหรือน้ำหอมทุกชนิด
 ห้ามตัดเล็บ ตัดผม โกนหนวด
 ห้ามพูดจาหยาบคาย ไร้สาระ เกี้ยวพาราสี การนินทา และการทะเลาะวิวาท
 ห้ามมีเพศสัมพันธ์ เล้าโลม กอดจูบ
 ห้ามจัดพิธีนิกะฮฺ(แต่งงาน)หรือการหมั้น
 ห้ามไล่ล่าสัตว์ในเขตแผ่นดินฮะราม(ห้าม)
 ห้ามตัดหรือถอนต้นไม้ในเขตแผ่นดินฮะราม
 
 
 
 
 การประกอบพิธีฮัจญ์มี 3 แบบ
 
 1.ตะมัตตัวะอฺ คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺก่อนการทำฮัจญ์ ขณะที่เข้าสู่เทศการฮัจญ์แล้ว
 2. อิฟร้อด คือผู้ครองอิหฺรอม หลังจากการทำการตอวาฟกุดูมแล้ว เขาจะต้องสวมชุดอิหฺรอมจนกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ หลังจากนั้นจึงทำอุมเราะฮฺ
 3. กิรอน คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺและการทำฮัจญ์พร้อมกัน
 หลังจากการทำอุมเราะฮฺคือตอวาฟและสะแอแล้ว ไม่ต้องโกนศีรษะหรือตัดผม แต่ให้เขาครอง
 อิหฺรอมกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ
 
 
 ตารางเวลาและเส้นทางการทำฮัจญ์
 1. ผู้ทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวะอฺ ครองอิหฺรอมเพื่อเจตนาทำฮัจญ์ ที่บ้านพักในมักกะฮฺเช้าวันที่ 8
 2. ออกเดินทางจากมักกะฮฺมุ่งสู่มีนา และพักค้างแรมที่นั่น (วันตัรวียะฮฺ วันที่ เจ๋ง
 3. ออกเดินทางจากมีนามุ่งสู่อะระฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ (ออกจากมีนา เช้าวันที่ 9)
 4. หยุดอยู่ที่อะรอฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ ตั้งแต่เวลาบ่ายจนถึงเวลามัฆริบ (วันอะรอฟะฮฺที่ 9)
 5. ออกจากอะรอฟะฮฺตั้งแต่เวลามัฆริบมุ่งสู่มุซดะลิฟะฮฺ และพักค้างแรมที่นั่น ( คืนวันที่10 )
 6. ออกจากมุซดะลิฟะฮฺ มุ่งสู่มีนา เพื่อขว้างเสาหิน ญัมเราะตุ้ลอะกอบะฮฺ (เช้าวันที่10วันอีด)
 7. พักแรมที่มีนา และขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น เป็นเวลา 3 วัน (วันตัชรีก วันที่ 11 - 12 - 13 )
 8. ออกเดินทางจากมีนา มุ่งสู่เมืองมักกะฮฺ (ก่อนดวงอาทิตย์ตก)
 
 
8549  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมชายอิสลามจึงต้องขลิบ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:05:35 am
ทำไมชายอิสลามจึงต้องขลิบ
 
 
 
ภาพโดยsigree bin mamak
 
  
การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์สะท้อนถึงความเอาใจใส่ในการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลของ
 อิสลาม การขลิบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมชาย เนื่องจากเป็นหลักปฏิบัติที่สืบเนื่องมาจากท่านศาสดามุฮัมมัด และการขริบนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานตั้งแต่ศาสดาอิบรอฮีมหรือท่านอับราฮัมในยุคอียิปต์โบราณ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาทางวัฒนธรรมและศาสนาเป็นเวลานานมาแล้ว มิใช่แต่เฉพาะในประเทศอิสลามเท่านั้น แต่ยังปฏิบัติกันในส่วนอื่นๆของโลกอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ทารกเพศชายกว่าหนึ่งล้านคนก็ได้รับการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศในแต่ละปี การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายเป็นกฎของการรักษาความสะอาดข้อหนึ่งในอิสลาม วิธีการขริบในสมัยก่อนเรียกกันว่า “ Abraham’s method ” ทำโดยการใช้ไม้หนีบคีบหนังหุ้มปลายให้ยืดออกพอประมาณ จากนั้นใช้ของมีคมที่พอหาได้ตามแต่ในยุคสมัยนั้นๆ ตัดผ่านผิวหนังหุ้มเฉพาะส่วนที่ยืดพ้นจากปลายขององคชาติอย่างรวดเร็ว และปล่อยให้เลือดหยุดเอง ความหมาย คิตาน เป็นภาษาอาหรับ มีรากศัพท์มาจากคำว่า Khatana มีความหมายว่า ตัด(Cut หรือ Sever) ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Circumcision (คำนาม หมายถึง ควั่น เข้าสุนัต) บทบัญญัติ ความจริงการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายเป็นแบบของนบีอิบรอฮีม และนบีมูฮัมหมัด(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ท่านนบีมูฮัมหมัดเองได้กล่าวว่า “ ห้าอย่างที่เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ นั่นคือการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชาย การโกนขนในร่มผ้า การตัดเล็บ การถอนขนรักแร้ และการขลิบหนวด ” จากหะดีษดังกล่าว อิมามอบูหะนีฟะฮฺและอิมามมาลิกถือว่า การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศเป็นแบบฉบับอันดีงามของนบีที่ได้รับการยืนยัน(สุนัตมุอักกะด๊ะฮฺ) ในขณะที่อิมามซาฟีอีและอิมามอะหมัด อิบนุฮัมบัลถือว่าเป็นหน้าที่(วาญิบ)สำหรับมุสลิมทุกคน คำว่า “ฟิฎเราะฮฺ” ในส่วนที่เกี่ยวกับความสะอาดนั่นหมายถึง “ความรู้สึกเบื้องลึกของมนุษย์ในเรื่องความสะอาดซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นทางศีลธรรมและสุขภาพจิตของเรา”
 มะวาร์ดี นักวิชาการอิสลามได้กล่าวว่า “วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการตัดหนังปลายอวัยวะเพศของผู้ชายออกให้หมดโดยไม่ให้อะไรเหลือไว้ปกปิดปลายองคชาตเลย” ท่านนบีมุฮัมมัดได้แนะนำให้ทำการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ดังนั้น มะวาร์ดีจึงแนะนำว่าควรจะทำเมื่อเด็กเกิดได้ครบ 7 วัน แต่ก็อนุญาตให้เลื่อนออกไป 40 วันจนถึงอายุ 7 ขวบได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพของทารกและเด็กในตอนนั้น
 
 
ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" 
 
ข้อมูลเพิ่มเติม  : http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L5291778/L5291778.htm
8550  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / การแต่งกายของชาวล้านนา เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 11:24:53 pm

 
 
 การแต่งกายของชาวล้านนา
 
 
 การแต่งกายของชาวล้านนา แม้จะเป็นชนกลุ่มใดก็ตาม ก็จะมีลักษณะร่วมกันอยู่โดยเฉพาะ จะประกอบด้วยเครื่องนุ่งและเครื่องห่ม ซึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านเลย นับตั้งแต่สมัยของพญามังรายมาจนถึงสมัยเชื้อสายของพระเจ้ากาวิละ แล้วก็ตามก็ย่อมจะมีลักษณะไม่ต่างกัน ในแง่ของผ้าที่ทอขึ้นในท้องถิ่นและการใช้งานที่ไม่ต่างกัน จึงน่าจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในแง่ของรูปแบบและประเพณีนิยม การแต่งกายของชายหญิงชาวล้านนามีลักษณะดังต่อไปนี้ เครื่องนุ่งห่มชาย
เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม ชายชาวล้านนาโดยเฉพาะเชียงใหม่นิยมการสักขาลาย ซึ่งสับขายาวจะเป็นการสักตั้งแต่เอวลงมาเสมอเข่าหรือต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย ส่วนสับขาก้อมจะเป็นการสักในช่วงเอวถึงกลางขาการสับหมึก คือการสักยันต์ด้วยหมึกดำ กล่าวกันว่าหญิงสาวจะเมินชายหนุ่ม ที่ปล่อยสะโพกขาว เพราะถือว่าเป็นคนขี้ขลาด  
ผ้านุ่งของชายเป็นผ้าพื้นซึ่งเป็นผ้าฝ้ายทอมือ เรียกว่า ผ้าตาโก้ง คือผ้าลายดำสลับขาวซึ่งมีวิธีนุ่งสามแบบ คือ
๑. การนุ่งแบบปกติจะจับรวบตรงเอวแล้วเหน็บตรงกึ่งกลาง มีบางส่วนเหลือปล่อยห้อยลงมาจากเอว
๒. อีกวิธีหนึ่งจับรวบเหน็บตรงเอว ส่วนชายอีกด้านหนึ่งดึงไปเหน็บไว้ด้านหลังคล้ายกับนุ่งโจงกระเบน เรียกว่า นุ่งผ้าต้อย
๓. เป็นการนุ่งผ้าที่มุ่งความกระชับรัดกุมจนมองเห็นสะโพกทั้งสองข้างเผยให้เห็น รอยสักได้ชัดเจนเรียกว่า เฅว็ดม่าม หรือ เฅ็ดม่าม ในเมื่อต้องการความกระฉับกระเฉง สะดวกในการต่อสู้ ทำงาน ขุดดิน ทำไร่ ทำนา ขี่ควาย
ในการนุ่งผ้าทั้ง ๓ แบบนี้ ส่วนบนจะเปลือยอก ส่วนเตี่ยว หรือ กางเกงที่ใช้นุ่งนั้นมีรูปแบบคล้ายกับกางเกงจีนคือตัวโต เป้าหลวม เมื่อตัดเย็บจะเห็นว่ามีแนวตะเข็บถึงห้าแนว จึงเรียกว่าเตี่ยวห้าดูก เตี่ยวนี้จะมีทั้งขาสั้น (ครึ่งหน้าแข้ง) ที่เรียกเตี่ยวสะดอ และชนิดขายาวถึงข้อเท้าเรียกว่า เตี่ยวยาว (มักเข้าใจกันว่าเรียกเตี่ยวสะดอทั้งขาสั้นและขายาว) เตี่ยวนี้ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือ แต่เจ้านายและผู้มีอันจะกินนั้น แม้เสื้อผ้าจะมีรูปแบบเช่นเดียว กับชาวบ้านทั่วไปก็ตาม แต่ก็มักเลือกสรรวัสดุที่ประณีต มีค่า ทั้งยังมีโอกาสใช้เส้นใย ที่ทอจากต่างประเทศอีกด้วย  
ส่วนกางเกงแบบสมัยใหม่เรียว่า เตี่ยวหลัง ชายชาวเชียงใหม่จะไม่สวมเสื้อ แม้ในยามหนาวก็จะใช้ผ้าทุ้ม (อ่าน”ผ้าตุ๊ม”) ปกคลุมร่างกาย ผ้าทุ้มนี้เป็นที่นิยมใช้ทั้งชายและหญิง สีของผ้าจะย้อมด้วยสีจากพืช เช่น คราม มะเกลือ หรือ แก่นขนุน เป็นต้น สำหรับการสวมเสื้อนั้นมานิยมกันในตอนหลัง  
ซึ่งพบหลักฐานชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีลักษณะเป็นเสื้อคอกลมซึ่งมีอยู่ ๒ แบบ
แบบแรก .. เป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือแขนยาวผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก มีกระเป๋าปะทั้งสองข้าง สีของเสื้อเป็นสีขาวตุ่นของใยฝ้าย มีบ้างที่ย้อมครามที่เรียกว่า หม้อห้อม  
แบบที่สอง .. เป็นเสื้อคอกลมผ่าครึ่งอก ติดกระดุมหอยสองเม็ด มีกระเป๋าหรือไม่มีก็ได้ ประมาณรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชายชาวเชียงใหม่เริ่มนิยมนุ่งกางเกงแพรจีนสีต่างๆ หรือแพรปังลิ้น และนิยมสวมเสื้อมิสสะกีที่เป็นเสื้อตัดเย็บจากผ้ามัสลินหรือผ้าป่าน ซึ่งมีลักษณะเป็นเสื้อคอกลม ผ่าครึ่งอก ติดบ่าต่อมหอยคือกระดุมหอยสองเม็ด ผ่าเฉลียงระหว่างตัวเสื้อกับแขนเพื่อให้ใส่ได้สบาย มีกระเป๋าติดตรงกลางด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีเสื้อคอกลมหรือคอแหลมผ่าหน้าตลอดติดกระดุมหอย ใช้วิธีการตัดเย็บเช่นเดียวกับเสื้อมิสสะกี แต่ที่พิเศษออกไปคือมีกระเป๋าทั้งสองข้าง ที่เห็นแปลกออกไปบ้างคือเจ้านายบางท่านอาจนุ่งเตี่ยวโย้ง (กางเกงเป้ายานมาก) สวมกับเสื้อมิสสะกี หรือเสื้อผ้าไหมสีดำตัดคล้ายเสื้อกุยเฮง ในบรรดาเจ้านายแล้ว เสื้อผ้าที่ใช้ในโอกาสพิเศษหรือเป็นพิธีการจะนุ่งผ้าไหมโจงกระเบน เสื้อแขนยาวคล้าย “เสื้อพระราชทาน” มีผ้าไหมคาดเอว ต่อมาได้มีการนิยมนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน สวมถุงเท้ายาวสีขาว พร้อมด้วยรองเท้าคัทชูสีดำเช่นเดียวกับทางกรุงเทพฯ
  
 
ผู้หญิงโดยเฉพาะเชียงใหม่
นิยมเกล้ามวยสูงกลางศีรษะแล้วปักปิ่นหรือเสียบดอกไม้ประดับ การเปลือยอกของหญิงเป็นเรื่องธรรมดาในอดีต อาจจะมีเพียงผ้าสีอ่อนซึ่งมีวิธีใช้หลายอย่าง เช่น การพันผ้าไว้ใต้ทรวงอกหรือปิดอก ใช้คล้องคอ ปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้าหรือคล้องทิ้งชายไปด้านหลัง ใช้ห่มเฉียงแบบสไบเรียกว่าสะหว้ายแหล้งหรือเบี่ยงบ้าย นุ่งผ้าซิ่นลายขวางยาวกรอมเท้าเรียกว่าซิ่นต่อตีนต่อแอว
องค์ประกอบของซิ่นมี ๓ ส่วนคือ
หัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น ผ้าซิ่นแบบที่ใช้งานปกติเป็นตัวซิ่นที่ทอลายขวาง เย็บตะเข็บเดี่ยว สีของผ้าซิ่นจะย้อมด้วยสีจากพืชเป็นสีต่าง ๆ เช่น แดง ม่วง เป็นต้น และมีผ้าตีนสิ้น คือเชิงผ้าซิ่นสีอื่นเช่นสีดำกว้างประมาณหนึ่งคืบมาต่อเข้ากับส่วนชาย ส่วนผ้าที่นำมาต่อกับส่วนเอวแม้จะกว้างประมาณหนึ่งคืบแต่ก็มักใช้สีขาว ต่อมาเมื่อมีการพัฒนากี่กระตุกให้สามารถทอผ้าหน้ากว้างขึ้นในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ คนจึงหันไปนิยมนุ่ง สิ้นตีนลวด คือผ้าซิ่นที่ทอได้ตั้งแต่เชิงถึงเอวรวดเดียวโดยไม่มีการเย็บต่อเช่นที่ผ่านมา และระยะนี้ยังเริ่มนิยมนุ่งซิ่นมีเชิงเป็น ลวดลายสลับสีซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมาถึงปัจจุบันอีกด้วย ทั้งนี้ในระดับผู้มีอันจะกินนั้น มักจะแต่งกายเลียนแบบเจ้านายทั้งในแง่รูปแบบเสื้อผ้าและทรงผม ซึ่งเมื่อสามัญชนเห็นว่าสวยงามก็มักจะรับแบบอย่างไปแต่งบ้าง
แต่เดิมนั้นหญิงสามัญชนชาวเชียงใหม่และตามชนบทอื่นๆ ไม่สวมเสื้อ แต่จะใช้ผ้าผืนยาว คล้ายผ้าแถบ พันรอบอก หรือคล้องคอปล่อยชายปิดส่วนอก หรือพาดไหล่ปล่อยชายทั้งสองข้างไปด้านหลัง แต่ผ้าด้านหน้าจะปิดคลุมทรวงอกหรือไม่ก็ได้ หรือจะห่มเฉียงที่เรียกว่าสะหว้ายแหล้งก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของผู้แต่ง ถ้าหากอาศหนาวก็จะใช้ ผ้าทุ้ม อ่านว่า ผ้าตุ๊ม (ผ้าคลุมไหล่) สำหรับเสื้อ เข้าใจว่าการสวมเสื้อคงจะเป็นความนิยมในระยะหลัง (ราวปลายรัชกาลที่ ๕) เสื้อจะเป็นเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าทอด้วยมือ สีขาวตุ่น ซึ่งเป็นสีของฝ้ายพันธุ์พื้นเมือง รูปแบบของเสื้อมีหลายแบบคือ เสื้อคอกลม ตัวหลวม แขนกระบอกต่อแขนต่ำ ผ่าอกตลอด ผูกเชือกหรือติดบ่าต่อมแต็บ (กระดุมแป๊บ) มีกระเป๋าทั้งสองข้าง เสื้อคอกลมตัวหลวม แขนกระบอก ต่อแขนต่ำ ผ่าครึ่งอก ติดบ่าต่อมแต็บ  
เสื้อชั้นใน
ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะเป็นเสื้อคอกลมต่ำ เว้าแขน เย็บห้าตะเข็บ (ด้านหลังแยกเป็นสามเกล็ด) เป็นเสื้อพอดีตัว เสื้อชั้นในไม่มีแขนเรียกว่าเสื้ออกหรือเสื้อบ่าห้อย มีวิธีเย็บเหมือนกับเสื้อห้าตะเข็บ บางครั้งเมื่อแต่งตัวไปวัด ผู้สูงอายุจะสวมเสื้ออกแล้วใช้ผ้าทุ้มห่มเฉียงบ่าอีกทีหนึ่ง เสื้อสำหรับเด็กหญิงสาว เสื้อชั้นในจะเป็นเสื้อ บ่าห้อย ซึ่งตัดเย็บต่างจากเสื้อห้าตะเข็บ คือตัวหลวม จีบห่าง ๆ ทั้งด้านหน้าด้านหลังแล้วใช้ผ้ากุ๊น หรือต่อขอบตัวเสื้อด้านบน ส่วนแขนใช้ผ้าผืนตรง กว้างประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง หรืออาจจะใช้เส้นด้ายขึงให้มีขนาดเท่ากับแผ่นผ้า แล้วเย็บติดกับตัวเสื้อก็ได้
หมวก
ในแง่ของส่วนศีรษะนั้น เมื่อไปทำงานนอกบ้านแล้วชาวล้านนาจะทือกุบ (อ่าน”ตือกุบ”) หรือ สุบกุบ คือ สวมหมวกตามลักษณะงาน เช่นในการไปศึกก็จะทือ กุบเสิก ก็็คือใส่หมวกปีกกว้างสำหรับออกศึก เมื่อไปทำงานกลางแดดก็จะทือ กุบละแอ คือ สวมหมวกอย่างงอบปีกกว้าง หากหนาวนัก ทั้งเด็ก คนแก่และพระสงฆ์จะใส่ว่อมคือหมวกผ้าที่ไม่มีปีก ส่วนผ้าโพกศีรษะผมที่เรียกว่าผ้าพอกหัวนั้น พบว่าผู้หญิงมักจะใช้เพื่อการกันแดดกันลม แต่ทั้งนี้บางเผ่าอาจมีตกแต่งผ้าโพกศีรษะให้มีลวดลายตกแต่งอย่างงดงาม อันเป็นลักษณะเฉพาะกลุ่มก็มี และบางท่านอาจมีการแซมดอกไม้ไหวบนผ้าโพกอีกด้วย
เข็มขัด
สำหรับเข็มขัดของชาวล้านนานั้น แม้จะไม่ปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนว่า บุรุษจะมีเข็มขัดในลักษณะไหน แต่อาจใช้ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้า เป็นเครื่องรัดแทนเข็มขัด ถ้าใช้แต่งในพิธีการก็อาจใช้ผ้าที่มีลักษณะพิเศษออกไป ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในการประดับและการใช้งานไปด้วย ในคัมภีร์แล้วปรากฏมีคำว่าสายอิ้งหรือสายเอ้งที่แปลโดยความว่า หมายถึงสายรัดเอวหรือเข็มขัดสตรี ซึ่งก็มิได้บอกลักษณะให้รู้ได้ชัดเจน ต่อมาในยุคหลังเมื่อนิยมใช้เครื่องเงินมากขึ้นจึงพบว่าสตรีนิยมใช้ต้ายหรือ ต้ายแอว คือ เข็มขัดเงินกว้างประมาณสองนิ้วที่มีช่วงสี่เหลี่ยมเกาะเกี่ยวต่อกันเป็นเปลาะๆ ต่อมาจึงเรียกเข็มขัดโดยเรียกทั่วไปว่าสายรั้งหรือสายฮั้ง อีกด้วย
รองเท้า
เครื่องสวมที่เท้าของชาวล้านนาอาจแยกได้สามลักษณะใหญ่ๆ ได้ ๓ ประเภท คือ ๑. รองเท้าที่ใช้ในการเดินป่าหรือเดินทาง ๒. รองเท้าที่สวมใส่ในบ้านและ ๓. รองเท้าที่เป็นเครื่องประกอบยศ
รองเท้าที่ใช้ในการเดินทางหรือเดินป่า นั้นเรียกว่ากว้านหรือกว้านตีน มีพื้นทำด้วยหนังควาย มีสายสำหรับคีบระหว่างหัวแม่เท้าและนิ้วชี้ กว้านนี้โดยมากไม่มีส่วนหุ้มส้น รองเท้าเพื่อใช้อย่างลำลอง เรียกเขียงตีน ทำด้วยไม้มีลักษณะพอดีกับฝ่าเท้า มีปุ่มระหว่างหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ ผู้สวมจะวางเท้าลงบนเขียงตีนแล้วใช้นิ้วทั้งสองคีบปุ่มนั้นแล้วพาเดิน ทั้งนี้ต่อมาอาจใช้สายหนังโยงจากข้างเท้าทั้งสองไปรวมเป็นสายคีบ อยู่ระหว่างนิ้วเท้าทั้งสอง หรืออาจมีสายสำหรับสอดปลายเท้าไปรับน้ำหนักก็ได้ ทั้งนี้รองเท้าลำลองในลักษณะหลังนี้ มักเรียกตามเสียงที่ดังกระทบพื้นว่า ค็อบแค็บ (อ่าน”ก๊อบแก๊บ”)  
รองเท้าประดับยศ ปรากฏระบุในคัมภีร์ในกลุ่มที่ว่าด้วยเครื่องท้าวห้าประการ คือเครื่อง ราชูปโภคว่าประกอบด้วย กระโจมหัว (มงกุฎ) ดาบสรีกัญชัย ไม้เท้า วีชนีและเกิบตีนทิพย์ ซึ่งประการท้ายนี้คือเกิบตีนหรือรองเท้าวิเศษซึ่งกล่าวว่าพระญาวิโรหาใน เรื่องพรมจักกชาดกและเจ้าจันทฆาตในเรื่อง จันทฆาตชาดกต่างก็เหาะได้เพราะอำนาจของรองเท้าทิพย์ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่มีการระบุว่าของวิเศษชนิดนี้มีลักษณะเป็นประการใด  
เครื่องประดับ
สำหรับหญิงที่มีฐานะดี นิยมสวมสร้อยคอลูกทับ หรือลายดอกหมาก ทำด้วย เงิน ทอง หรือนาก จำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะ สวมตุ้มหูที่เรียกว่าลานหูหรือท่อท้างลานหู (อ่าน”ต้อต๊างลานหู”) ซึ่งหญิงชาวบ้านโดยทั่วไปจะใช้ใบลานม้วนกลมสอดในรูหูที่เจาะไว้ นอกจากนี้ก็อาจใช้แผ่นโลหะเช่น เงิน ทอง นาก ทองเหลือง มาทำเป็นแผ่นแล้วม้วนในลักษณะเดียวกับใบลานและอาจจะประดับอัญมณี โดยวิธีฝังเข้ากับโลหะ คล้ายการทำหัวแหวน แล้วปิดครอบม้วนโลหะ หรือก้านโลหะ ที่ปลายก้านมีเกลียวสำหรับหมุดยึดเครื่องประดับหูแบบนี้เรียกว่า ละคัด (อ่าน”ละกั๊ด”) ส่วนหน้าต้างเป็นเครื่องประดับหูที่มีลักษณะเป็นลายอย่างดอกประจำยามมีก้าน สำหรับสอดเข้าในรูที่เจาะไว้ นอกจากนี้หญิงชาวล้านนายังนิยมสวมกำไลแขน ทำด้วยเงิน ทอง เป็นรูปเกลียวหรือรูปแบบอื่น ๆ จะสวมแขนมากน้อยแค่ไหนไม่จำกัดขึ้นอยู่กับฐานะ และยังนิยมสวมกำไลข้อเท้าเนื่องในโอกาสพิเศษ เช่นงานขึ้นปีใหม่ งานปอย เป็นต้น
ทรงผม
ผู้หญิงชาวเชียงใหม่ จะรวบผมเกล้ามวยไว้เหนือท้ายทอย หรือต่ำบริเวณท้ายทอยพอดี โดยดึงผมด้านหน้าตึงเรียบ สำหรับมวยผมจะเสียบหย่องโลหะ (เข็มเสียบผม) ทำด้วยเส้นโลหะบิดเป็นเกลียวเล็กๆ ตัดโค้งคล้ายตัวยู (U) หย่องนี้อาจจะทำด้วย เงิน ทอง นาก หรือโลหะอื่นๆ ก็แล้วแต่ฐานะของผู้ใช้ นอกจากนี้พบว่า ผู้หญิงบางคนยังนิยมเกล้าผมมวยแบบชักหงีบ คือดึงด้านหน้าตรงกลางตึงเรียบ แล้วใช้นิ้วสอดสองข้างดึงตรงขมับ ให้ผมโป่งออกมาเล็กน้อยทั้งสองข้าง
ในเวลาต่อมา ทรงผมแบบใหม่คือ แบบอี่ปุ่นคือแบบญี่ปุ่น หรือแบบพระราชชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการแต่งกายในโอกาสพิเศษ ทรงผมนี้จะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย ผมตรงท้ายทอยอาจดึงให้ตึงหรือโป่งแล้วแต่ความพอใจของผู้แต่ง ส่วนด้านหน้าจะใช้หมอนหนุนผมด้านหน้าให้มองดูสูงตั้ง ปักปิ่นตรงมวยด้านใดด้านหนึ่ง แล้วเหน็บหวีเขาควาย
ถ้าเป็นโอกาสพิเศษหญิงที่มีฐานะดีหรือเจ้านายจะติดช่อดอกไม้เงินหรือทอง ถ้าเป็นหญิงชาวบ้านก็อาจจะติดดอกไม้ เช่น ช่อดอกเอื้อง (กล้วยไม้) หรือร้อยดอกหอมนวล (ลำดวน) มะลิ สลิด (ขจร) อย่างใดอย่างหนึ่งวนรอบมวยเพิ่มเข้าไปอีก ผมทรงดังกล่าวนี้ พระราชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้นำเข้ามาแพร่หลาย ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อคราวเสด็จกลับเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗
 
การแต่งกายของชนชาวล้านนา มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังบ่งบอกถึงความเป็นล้านนาได้เป็นอย่างดี จึงอยากวิงวอนขอพี่น้องชาวล้านนาทั้งปวงได้โปรดหวงแหนรูปแบบ การแต่งกายที่ดีงามและมีเสน่ห์แบบนี้ให้อยู่คู่กับแผ่นดินล้านนา ไปตราบนานเท่านาน อย่าปล่อยให้การไหลบ่าของวัฒนธรรมการแต่กายของถิ่นอื่น เข้ามามีบทบาทจนมากเกินไป อย่างน้อยในช่วงเวลาที่สำคัญ เช่น ไปวัดทำบุญ ร่วมงานสำคัญต่างๆ รวมทั้ง เทศกาลต่างๆไม่ว่าจะเป็น ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ยี่เป็ง ไหว้สาป๋าระมีพระธาตุเจ้าดอยสุเทพ เราทั้งหลายควรร่วมใจกันแต่งเมืองนุ่งเมือง เพื่อความยิ่งใหญ่ในเชิงวัฒนธรรมของพวกเราชาวล้านนา การแต่งกายที่งดงามแบบล้านนายังมีให้เห็นในปัจจุบัน     ข้อมูลบางส่วนจากหอวัฒนธรรมเชียงใหม่ credit http://www.oknation.net/blog/chiangmai-thailand/2009/08/09/entry-3
หน้า: 1 ... 568 569 [570] 571 572 ... 574


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส