Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
ตุลาคม 18, 2017, 04:28:46 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 568 569 [570] 571 572 ... 575
8536  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / Re: การอพยพของชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศ ปากีสถาน ในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 03:00:48 pm
อิสลามในบังคลาเทศ
จากวิกิพีเดีย
ประวัติศาสตร์
ดินแดนที่เป็นประเทศบังกลาเทศในปัจจุบันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,000 ปี เดิมเป็นส่วนหนึ่งของชมพูทวีป (อินเดีย) เคยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนามาก่อน ต่อมาพ่อค้าชาวอาหรับได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ จนชาวบังกลาเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามมาจนถึงทุกวันนี้
ในปี พ.ศ. 2300 อังกฤษได้เข้าไปยึดครองชมพูทวีป และดินแดนแห่งนี้ได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเกือบ 200 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ดินแดนแถบนี้ได้รับเอกราช แต่บังกลาเทศก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของปากีสถาน เรียกกันว่าปากีสถานตะวันออก
ต่อมาชาวเบงกาลีในปากีสถานตะวันออก ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ในปากีสถานตะวันตก เนื่องจากถูกแสวงหาประโยชน์และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก นอกจากนี้ปากีสถานทั้งสองยังมีความแตกต่างด้านภาษา วัฒนธรรม และเชื้อชาติอีกด้วย ชาวเบงกาลีจึงจัดตั้งพรรค Awami League (AL) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2492เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวเบงกาลี โดยมี Sheikh Mujibur Rahman เป็นหัวหน้า
เมื่อวันที่ 26 มีนาคมพ.ศ. 2514 ปากีสถานตะวันออกได้ประกาศแยกตัวเป็นเอกราช ภายใต้ชื่อ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ทำให้ปากีสถานตะวันตกส่งกองกำลังทหารเข้าปราบปราม อินเดียได้ส่งทหารเข้าไปช่วยเหลือปากีสถานตะวันออก ในที่สุดฝ่ายปากีสถานตะวันตกพ่ายแพ้ในการรบ และยินยอมให้เอกราชแก่บังกลาเทศ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมพ.ศ. 2514
ในระยะแรก บังกลาเทศปกครองโดยระบอบประธานาธิบดี มีนาย Sheikh Mujibur Rahman หัวหน้าพรรค AL เป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหารคนแรก (Father of the Nation) ประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมพ.ศ. 2518 โดยฝีมือนายทหารกลุ่มหนึ่ง การปกครองในระยะแรกนี้ มีการก่อรัฐประหารหลายครั้ง และลอบสังหารประธานาธิบดีจนเสียชีวิตหลายคน สถานการณ์ทางการเมืองของบังกลาเทศตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย และเป็นการปกครองโดยผู้นำทางทหารตลอดมากว่า 20 ปี และพลโท Hussain Mohammad Ershad ประธานาธิบดี (ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 25252533) ได้ถูกฝ่ายค้านกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อถ่ายโอนอำนาจการบริหารจากประธานาธิบดีไปให้นายกรัฐมนตรี พลโท Ershad ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2533 และถูกจำคุกในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง
ในปี พ.ศ. 2533 บังกลาเทศได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเป็นครั้งแรก โดยผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) นำโดยนาง Khaleda Zia ได้รับชัยชนะ และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี พ.ศ. 2535 นาง Zia ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเมื่อวันที่ 31 มีนาคมพ.ศ. 2539 ประธานาธิบดีบังกลาเทศได้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 12 มิถุนายนพ.ศ. 2539 ภายหลังความวุ่นวายจากการประท้วงของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วยพรรค Awami League (AL), พรรค Jatiya Party (JP), และพรรค Jamaat-e-Islami (JI) ที่ต้องการให้นาง Khaleda Zia นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) ลาออก ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านได้รับชัยชนะและนาง Sheikh Hasina หัวหน้าพรรค AL (บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี Sheikh Mujibur Rahman )ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสมครั้งแรกของบังกลาเทศ ระหว่างพรรค AL และพรรค JP ที่มีพลโท Ershad อดีตประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าพรรค และได้ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งนายรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนพ.ศ. 2539 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน 2540 พรรค JP ได้ถอนตัวออกจากรัฐบาล และเข้าเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านกับพรรค BNP
ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ดังนั้น ในวันที่ 12 กรกฎาคมพ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina จึงได้หมดวาระลง และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้ประกาศยุบสภาตามคำแนะนำขอนายกรัฐมนตรี และเมี่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 รัฐบาลของนาง Sheikh Hasina ได้ถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลรักษาการที่จะต้องมีหน้าที่ จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 90 วัน และในการนี้ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้ง Justice Latifur Rahman อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ดำรงตำแหน่ง Chief Advisor ของรัฐบาลรักษาการ หรือเทียบเท่านายกรัฐมนตรี และนาย Latifur Rahman ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Shahabuddin Ahmed ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา (Council of Advisors) จำนวน 10 คน ตามคำแนะนำของนาย Latifur Rahman เพื่อปฏิบัติหน้าที่เทียบเท่ารัฐมนตรีในคณะรัฐบาล ซึ่งคณะที่ปรึกษาดังกล่าวได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2544
ติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
8537  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / การอพยพของชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศ ปากีสถาน ในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 02:54:36 pm
   
   
   
   
   การอพยพของชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศ ปากีสถาน ในจังหวัดเชียงใหม่ **  
   
   ชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศและปากีสถานในเมืองเชียงใหม่ ส่วนใหญ่อพยพมาจากประเทศบังคลาเทศโดยผ่านทางประเทศพม่า โดยเข้ามาทางอำเภอต่างๆ ที่ติดกับชายแดน ได้แก่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พักอาศัยอยู่ในอำเภอดังกล่าวระยะหนึ่งแล้วค่อยๆ เคลื่อนย้ายเข้ามาบริเวณเมืองเชียงใหม่ ในอำเภอแม่สอด แม่สาย ซึ่งติดกับชายแดนจะมีชุมชนของชาวบังคลาเทศทำหน้าที่ดูดซับผู้อพยพที่เข้ามาใหม่ซึ่งมีฐานะเป็นคนแปลกหน้าและคนต่างด้าว ซึ่งต้องการความช่วยเหลือและที่พักอาศัยชั่วคราว ระยะเวลาการพักอาศัยในชุมชนชายแดนดังกล่าวจะแตกต่างกันแล้วแต่ผู้อพยพ  
   
   แต่ละราย ถ้าไม่มีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักในบริเวณชายแดนหรือจังหวัดที่อยู่ภายใน เขาอาจจะต้องใช้ความพยายามของตัวเองเพื่อที่จะได้ใบอนุญาตข้ามแดนหรือเข้ามาอยู่ได้อย่างถาวร ผู้อพยพคนหนึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 5-10 ปี แต่ถ้าเขามีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้วในภาคเหนือ ก็อาจใข้เวลาสั้นกว่านั้น  ส่วนใหญ่ก่อนที่ผู้อพยพชาวบังคลาเทศจะเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร
   
   
        ในตอนแรกๆ พวกเขามักจะเข้ามาเยี่ยมชุมชนมุสลิมในเมืองเชียงใหม่เป็นระยะสั้นๆ ไปก่อน โดยอาจจะมาเยี่ยมญาติ พี่น้องหรือไม่ก็เข้ามารับซะกาต (เงินบังคับบริจาคสำหรับผู้เป็นมุสลิมมีทรัพย์สินอยู่ในเกณฑ์ตามศาสนาบัญญัติ กำหนดในอัตราร้อยละ 2.5) ในระหว่างช่วงเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม อาจจะพักอยู่เป็นเวลา 2-3 วัน หรือเป็นอาทิตย์ก่อนจะกลับไปยังชุมชนของพวกเขา ในขณะที่มาพักอยู่ชั่วคราวก็สำรวจความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาอยู่อย่างถาวร และหากมีความเป็นไปได้แง่ของที่อยู่อาศัยหรืออาชีพก็จะอพยพเข้ามาพร้อมกับครอบครัว และเมื่อเข้ามาอยู่ในชุมชนแล้วก็จะหาบ้านและงานอาชีพโดยความพยายามของตนเอง หรือความช่วยเหลือของญาติพี่น้องและมิตรสหาย
   
   

   ชุมชนผู้อพยพชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศ ปากีสถาน ย่านช้างคลาน เชียงใหม่  
   
      ในบริเวณที่เป็นถิ่นฐานชาวบังคลาเทศ ปากีสถาน มุสลิม ซึ่งห่างจากกำแพงเมืองเก่าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 2 กิโลเมตร ในตำบลช้างคลาน มีมัสยิดอัลยาเมี๊ยฮ์ ช้างคลาน เป็นศูนย์รวมจิตใจของมุสลิมย่านนี้ มีประชากรประมาณกว่า 2,000 คน หรือประมาณ 400 ครอบครัว      ชาวอินเดียเชื้อสายบังคลาเทศกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่อพยพมาจากประเทศพม่าในปี พ.ศ. 2393
   
   
        โดยมีท่าน มุฮัมมัด อุสมาน อาลี เมยายี กับภรรยาชาวพม่า พร้อมน้องชายและน้องภรรยาซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ในตอนแรกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ทางทิศใต้ของกำแพงเมือง แต่หลังจากอยู่มาได้ 2-3 ปี ก็พบว่าอยู่ใกล้กับคุ้มเจ้าครองนครมากเกินไป และแวดล้อมด้วยชุมชนของชาวพุทธ ทำให้ไม่สะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจ ท่านมุฮัมมัดและภรรยาจังได้ย้ายออกไปอยู่ในบริเวณซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวมุสลิมย่านช้างคลานปัจจุบัน โดยปล่อยให้น้องชายและน้องสาวของภรรยาซึ่งนับถือศาสนาพุทธยังคงอยู่ในชุมชนของชาวพุทธต่อไป      
   
       สิทธิในที่ดินซึ่งชาวปากีสถานมุสลิมและครอบครัวเข้าไปตั้งบ้านเรือนได้รับพระราชทานจากเจ้าเมืองเชียงใหม่ ประกอบกับพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของชุมชนที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ ในระยะเริ่มแรกของการตั้งถิ่นฐานมีมุสลิมอยู่เพียง 10 กว่าครัวเรือน และจำนวนประชากรไม่ถึง 100 คน    
   
         เมื่อกลุ่มผู้อพยพมุสลิมได้เข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ระยะแรก พวกเขามีอาชีพในการเลี้ยงวัวเพื่อขายเนื้อและนมเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันเนื่องจากพื้นที่ที่จะใช้เลี้ยงวัวมีจำกัด และความไม่สะดวกต่างๆ ในบริเวณเมืองเป็นปัญหาในการเลี้ยงวัว ชาวบังคลาเทศมุสลิมจำนวนมากได้หันไปผูกขาดการตั้ง โรงฆ่าสัตว์และค้าเนื้อวัวในตลาดเมืองเชียงใหม่ ส่วนที่เหลือก็ขายพืชผักผลไม้ตามฤดูกาล และทำการค้าปลีกอื่นๆ สำหรับผู้มีการศึกษาก็จะเข้าทำงานในหน่วยงานราชการและบริษัทห้างร้านในจังหวัดเชียงใหม่
    
       ปัจจุบันมีคนมุสลิมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางส่วนอพยพมาจากทางภาคใต้ของประเทศไทยเชื้อสายมาลายู อาศัยรวมอยู่ในชุมชนมุสลิมต่าง ๆ บางส่วนอพยพมาจากประเทศพม่าเชื้อสายจีน กลุ่มหลังนี้เรียกว่า คนจีนปางหลง ปีจจุบันเข้ามามีบทบาทมากพอสมควรในกลุ่มมุสลิมเชียงใหม่ เป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่น่าสนใจกลุ่มหนึ่ง ต่อไปคงจะหาโอกาสค้นคว้าหาประวัติความเป็นมาของมุสลิมกลุ่มนี้
   
   
   บรรณานุกรม หนังสือครบรอบ 80 ปี มัสยิดบ้านฮ่อ,2539*สุชาติ เศรษฐมาลินี -สุเทพ สุนทรเภสัช. ชาติพันธ์: แนวคิดพื้นฐานทางมานษยวิทยาในการศึกษาอัตลักษณ์ กลุ่มชาติพันธ์ กรุงเทพฯ: ส.น.พ. เมืองโบราณ (ลอกข้อความ) **
8538  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / การอพยพของชาวจีนมุสลิมเชื้อสายยูนนาน สู่เชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 02:51:08 pm
การอพยพของชาวจีนมุสลิมเชื้อสายยูนนาน *      ในจังหวัดเชียงใหม่มีมุสลิมที่มีเชื้อสายจีน ซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจากมณฑลยูนนาน (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน) นับตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 และปัจจุบันได้อาศัย กระจายตามที่ต่างๆ ของอำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่มีมัสยิดที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนมุสลิมจีน รวมทั้งหมด 7 มัสยิด ได้แก่

1. มัสยิดอัลเอี๊ยห์ซาน ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง

2. มัสยิดอัลอีมาน ตั้งอยู่ในตัวอำเภอฝาง

3. มัสยิดอัลอักซอ ตั้งอยู่บนดอยอ่างขางตำบลแม่งอน อำเภอฝาง

4. มัสยิดอัสซะฮาดะฮ์ ตั้งอยู่หัวฝาย ตำบลโปร่งน้ำร้อน อำเภอฝาง

5. มัสยิดอัลเราะฮ์มะ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย

6. มัสยิดเฮดายาตูลอิสลาม (บ้านฮ่อ) ตั้งอยู่ย่านศูนย์การค้าไนท์บาซ่า อยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง

7. มัสยิดอัต-ตักวา ตั้งอยู่ย่านวัดเกต ซึ่งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ถนนหน้าวัดเกต ซอย 1 อำเภอเมือง

         ชาวมุสลิมที่มีเชื้อสายชาวยูนนานนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกพ่อค้าที่เดินทางมาค้าขายบริเวณมณฑลยูนนาน เข้าสู่ประเทศพม่า ลาว และเข้าสู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย คนกลุ่มนี้จะถูกคนพื้นเมืองทางภาคเหนือเรียกว่าเป็นพวก “จีนฮ่อ” ซึ่งมีเอกลักษณ์ทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากชาวจีนโพ้นทะเลกลุ่มอื่นๆ ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย (ที่มาของคำว่า “ฮ่อ” นั้นยังคงเป็นปริศนาและมีความซับซ้อนว่ามีที่มาจากที่ใด เพราะเหตุไรชาวยูนนานจึงถูกเรียกว่า “ฮ่อ” ทั้งที่ชาวยูนนานเองก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่า “ฮ่อ” ปัจจุบันยังมีนักวิชาการที่สนใจวิชาศึกษาและพยายามค้นหาต้นตอ และถกเถียงถึงที่มาของคำๆ นี้) (เจียแยนจอง, 2537)

   
   ถึงแม้นว่าผู้อพยพชาวจีนยูนนานที่อาศัยอยู่ในบริเวณภาคเหนือของไทย จะถูกคนพื้นเมืองเรียกรวมๆ กันว่าเป็นพวก “จีนฮ่อ” แต่ชาวจีนฮ่อก็มีลักษณะที่หลากหลายแบ่งเป็นได้หลายกลุ่ม อพยพมาจากหลายส่วนของมณฑลยูนนาน ดังนั้นจึงมีพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป จากประวัติการอพยพถิ่นฐานแบ่งได้เป็นกลุ่มๆ ดังนี้ กลุ่มแรก กลุ่มพ่อค้าชาวยูนนาน เป็นกลุ่มคนที่เดินทางค้าขายในช่วงหน้าหนาวและหน้าแล้งโดยใช้ม้า-ล่อเป็นพาหนะ จากหลักฐานของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือของไทยในสมัยนั้น ได้กล่าวถึงกองคาราวานของพวกพ่อค้าชาวยูนนานที่เดินทางค้าขายไปมาระหว่างเทือกเขาต่างๆ จาก ยูนนานและจังหวัดในภาคเหนือของไทย (Hellet, 1890 และ Bock, 1884 อ้างใน Suthep Soonthornpasuch, 1977)
   
        มีบุคคลท่านหนึ่งในกลุ่มนี้ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากกษัตริย์ไทย ทรงแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง (ท่านขุนชวงเลียง ลือเกียรติ) เนื่องจากได้สร้างความเจริญและมีส่วนให้ความช่วยเหลือต่อคนส่วนรวม ท่านจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำของชาวมุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่และในภาคเหนือในสมัยนั้น
   
   
       กลุ่มที่สอง กลุ่มชาวยูนนานอพยพ กลุ่มนี้เป็นผู้อพยพชาวยูนนานที่หลบหนีออกจากประเทศจีนเนื่องจากแรงกดดันทางการเมืองในช่วงศตวรรษที่ 19 ประเทศจีนปกครองโดยราชวงศ์เซ็ง ซึ่งดำเนินนโยบายบีบคั้นและทำการกดขี่ชาวจีนแมนดารินเป็นอย่างมาก จนในปี ค.ศ. 1856 มุสลิมชาวยูนนานทั้งหลายจึงได้รวมตัวกันต่อต้านพื้นที่แถบตะวันตกของมณฑลยูนนานและตั้งเมืองตาลีฟูเป็นเมืองหลวงของยูนนาน
   
      แต่ต่อมาภายหลังผู้นำมุสลิมคือสุลต่านชาวยูนนานชื่อ สุลัยมาน ถูกสังหารจึงทำให้ชาวมุสลิมถูกไล่ล่าสังหารอย่างโหดร้าย คนจำนวนนับพันถูกเข่นฆ่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มุสลิมชาวยูนนานเป็นจำนวนมากหลบหนีเข้าสู่ประเทศพม่า เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มน้ำสาละวิน กลุ่มที่สาม กลุ่มทหารกู้ชาติจีน หลังจากการปฏิวัติประเทศจีนได้ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1949 ภายใต้การนำของท่านเหมาเจ๋อตุง ซึ่งถือว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนประสบชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) หรือพวกจีนคณะชาติ ทำให้ทหารกองพล 93 ของจีนคณะชาติต้องถอยร่นลงมาอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และต่อมาส่วนหนึ่งได้เดินทางไปอยู่ที่ประเทศไต้หวัน อีกส่วนหนึ่งปักหลักอยู่ทางภาคเหนือของไทย ซึ่งรัฐบาลได้จัดสถานที่เป็นศูนย์ผู้อพยพอยู่ประมาณ 50 กว่าศูนย์ทั่วภาคเหนือ
   
   
         กลุ่มที่มีบทบาทและเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อการตั้งถิ่นฐานของชาวมุสลิมเชียงใหม่ คือ กลุ่มของท่าน นะปะซาง (พ่อเลี้ยงเลานะ) ได้เข้ามาตั้งแคมป์อยู่บริเวณทุ่งเวสาลี ฝั่งตะวันออกของถนนโชตนา เมื่อพี่น้องมุสลิมมีจำนวนมากขึ้น ทั้งชาวมุสลิมที่มีเชื้อสายปากีสถานและชาวยูนนาน ท่านพ่อเลี้ยง เลานะจึงเป็นผู้นำสำคัญในการก่อสร้างมัสยิดขึ้นที่บริเวณดังกล่าวเรียกว่า “มัสยิดช้างเผือก”
   
   
          ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว กระแสคลื่นของผู้อพยพชาวจีนยูนนานยังคงหลั่งไหลมาโดยไม่ขาดสายเป็นระลอกๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2430 กลุ่มของท่านเจิงชงหลิ่งได้เดินทางเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของเจ้าอินทนนท์กำลังปกครองเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น ท่านเจิ้งชงหลิ่งเป็นผู้นำคนสำคัญยิ่งของชาวยูนนานมุสลิมที่ได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมพารในประเทศไทย ท่านได้มีบทบาทในการสร้างหลักปักฐานให้กับชุมชนมุสลิมยูนนานและเป็นแกนนำในการสร้างมัสยิดบ้านฮ่อ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการสนองคุณแผ่นดินในการสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าให้กับกิจการของทางราชการต่างๆ จนได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็น ขุนชวงเลียง ลือเกียรติ  
   
   
   ที่มา บรรณานุกรม หนังสือครบรอบ 80 ปี มัสยิดบ้านฮ่อ,2539*สุชาติ เศรษฐมาลินี -สุเทพ สุนทรเภสัช. ชาติพันธ์: แนวคิดพื้นฐานทางมานษยวิทยาในการศึกษาอัตลักษณ์ กลุ่มชาติพันธ์ กรุงเทพฯ: ส.น.พ. เมืองโบราณ (ลอกข้อความ) **
8539  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / งานบุญของพี่น้องมุสลิมที่เชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 02:41:39 pm
งานบุญของพี่น้องมุสลิมที่เชียงใหม่
เก็บเรื่องราวของ ด๊อกสตาร์ บล็อกเกอร์ ของ โอเคเนชั่น มาฝากพี่น้อง
  เป็นมุมมองหนึ่งที่พี่น้องชาวพุทธ มองผ่านประเพณีวัฒนธรรมของ
 คนมุสลิมจีนในเชียงใหม่ เขามองเราอย่างไรเป็นสิ่งที่ น่าสนใจ
 พอพี่เขาถามผมว่า อ่านเรื่องทำบุญของชาวมุสลิมของพี่แล้วหรือยัง
 ยังครับพี่ พอกลับถึงบ้านก็รีบเปิดดู ชอบครับ อยากทำเรื่องราวเหล่านี้
 อยากเก็บภาพบ้านหลังนี้แต่ก็หาโอกาสยาก ขอบคุณพี่นุ้ย มากครับ
 สำหรับบทความที่ให้ความรู้สึกดี ๆ
 
Dogstar; งานบุญของพี่น้องมุสลิมที่เชียงใหม่
Posted by Dogstar ,
 

 พิมพ์หน้านี้

 
                                     
บ้านไม้เก่าที่น่าดูอีกแห่งหนึ่ง
            Dogstar ไปร่วมงานบุญของพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่
           
             เมื่ออาทิตย์ก่อน ด็อกสตาร์กับเพื่อนนักเรียนสมัย
             เรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีโอกาสไปงาน
             ทำบุญครบ๔๐ วันหลังจากเสียชีวิตของคุณพ่อของเพื่อนร่วม
             ชั้นเรียนสมัยก่อนโน้นลืมบอกไปค่ะ เพื่อนคนนี้เป็นมุสลิมการ
             ทำบุญครบ๔๐ วันนี้เป็นงานบุญของแบบชาวมุสลิมค่ะ
             ด็อกสตาร์เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเชียงใหม่
             เป็นงานบุญแบบเรียบง่าย สมถะและมีความอบอุ่นใน
             ความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นในสังคมมุสลิม
             งานบุญที่น่าประทับใจมาก
             ของพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ แต่ละคนจะนำอาหารมาร่วมกันจาก
             หลายบ้าน หลายครอบครัวนำอาหารที่ทำอย่างสุดฝีมือมาเลี้ยง
             ใส่หม้อแกงใบโตมาเลี้ยงแขกและรับประทานอาหารร่วมกันหลัง
             จากที่ อิหม่ามและญาติๆที่เป็นผู้ชายซึ่งเป็นที่เคารพนับถือสวดมนต์
             และอ่านพระคัมภีร์กุรอ่านเรียบร้อยแล้วผู้หญิงจะนั่งฟังเงียบๆอยู่
             ภายนอก หลังจากนั้นก็จะออกมาเตรียมสำหรับกับข้าวมาเลี้ยง
             อาหารกลางวันหลายๆสำหรับฝ่ายชายจะรับประทานก่อนแล้ว
             ฝ่ายผู้หญิงและแขกผุ้หญิงจะทานต่อ(อาหารสำหรับใหม่ค่ะ)
             ที่ประทับใจอีกแบบคือบ้านหลังนี้อยู่ตรงข้ามกับ
             จวนผู้ว่าราชการเป็นบ้านไม้เก่าแก่กำแพงสูงซึ่งปกติจะปิดประตูบ้าน
             ไว้ตลอดเวลา ซึ่งบ้านหลังนี้อยู่ในความคิดคำนึงของด็อกสตาร์
             เป็นเวลานานแล้วตั้งแต่เด็กๆแน่ะค่ะว่าช่างลึกลับเหลือเกิน
             ต้องมีอะใรสักอย่างอยู่ภายในแน่นอน(ตอนเด็กๆชอบอ่านหนังสือ
             ลึกลับแนวสืบสวนสอบสวน อากาธาคริสตี้ อาร์แซน ลูแปง แบร์ติยอง
             เชอร์ล็อค โฮ์ลม ฯลฯ ซึ่งทำให้เกิดจินตนาการณ์ใหญ่โต)
             แต่ไม่เคยได้เข้าไปดูสักทีค่ะมาวันนี้ได้เข้าไป เป็นบ้านไม้หลาย
             หลังรวมกลุ่มกันอยู่ ส่วนที่เป็นบ้านหลังเก่ามีลายฉลุเป็นช่องแสง
             สวยงามอ่อนช้อย เพดานเป็นไม้สักยาวไม่มีรอยต่อ
             ฝาผนังบ้านหลายด้านเป็นภูมิปัญญาของล้านนาที่เรียกว่า ฝาใหล
             พอตอนกลางวันเลื่อนออกจากันเพื่อรับลมและแสง กลางคืนก็เลื่อนปิด
             หลังคามุงกระเบื้องดินเหนียวที่เรียกว่าดินขอ ช่องลมก็เป็นไม้ระแนง
             ตีเฉลียง คร่าวเพดานก็ใช้ไม้ดูสภาพแล้วยังแข็งแรงดีอยู่
             ส่วนตัวบ้านมีบริเวณกว้างขวางค่ะ ต้นไม้ร่มครึ้มจนแดด
             ส่องแทบไม่ได้ เชิญชมบ้านไม้เก่าแก่หลังหนึ่งของเชียงใหม่นะคะ
            
            
            
             ภาพนี้ไม่ชัดเนื่องจากเป้นกล้องเล็ก มีข้อจำกัดค่ะ
            
            
            
             แขกที่มาร่วมงานบุญเริ่มมากันแล้ว
            
            
            
             ประตูบ้านมองออกไปเจอประตูบ้านผู้ว่าราชการเชียงใหม่พอดี
            
            
            
             บ้านร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้
            
            
            
            
             ชอบภาพนี้ค่ะเพราะความสามารถของกล้องมีจำกัดมาก เลยต้องแปลงโฉม
            
            
            
             บ้านเก่าีกหลังในบริเวณเดียวกัน หลังคากระเบื้องดินขอ
            
            
            
             แขกชายที่มาร่วมงานบุญ
            
            
            
             คุณลุงสองท่านนี้เหมือนนั่งในร้านกาแฟเลยนะคะ
            
            
            
            
             นานๆเจอกันทีขอคุยหน่อย
            
            
            
             ดูบันไดไม้ กับฝาไหล
            
            
            
             ช่องลมฝีมือตีไม้ระแนงเนี๊ยบมาก
            
            
            
             ดูฝีมือแกะสลักของเก่าเสียก่อน สวยงามอ่อนช้อย
            
            
            
             ระหว่างรอพิธี ก็ขอคุยกันก่อน
            
            
            
             คุยกันต่อค่ะนานๆเจอกัน
            
            
            
             ห้องห้องพิธีมีท่าผู้รู้และญาติๆอ่านพระคัมภีร์และสวดมนต์
            
            
            
            
            
             เตรียมอาหาร
            
            
            
             อย่างนี้ต้องอร่อยแน่ๆ (เกลี้ยงหม้อ)
            
            
            
             นี่ก็อร่อย
            
            
            
             อาหารของมุสลิมภาคเหนืออร่อยมากค่ะ
            
            
            
            
            
             เวลามาถึงแล้ว
            
            
            
             น้องๆก็ทานกันอร่อยเช่นกัน
            
            
            
             คอนเฟิร์มค่ะ ฟันธงเลย อร่อยจริงๆ
            
            
            
             หลังจากทานอาหารกลางวันญาติๆ ลูกศิษย์ลูกหาที่มาช่วยงานก็ร่วมใจกันล้างชาม
            
             ลืมบอกไปค่ะ ด็อกสตาร์เจอครูเงาะกับคุญบินมูซาด้วย มาร่วมงานเหมือนกัน/
ที่มา http://www.oknation.net/blog/dogstar/2009/08/15/entry-1
8540  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / จีนยูนนาน หรือจีนภูเขาหรือ จีนฮ่อ คือใคร เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 02:38:29 pm

   


จีนยูนนาน หรือจีนภูเขาหรือ จีนฮ่อ คือใคร ชาวจีนที่ส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยนั้นคนไทยหรือคนล้านนารู้จัก กันดีว่าเป็น “จีนฮ่อ” หรือ “คนฮ่อ” ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เดินทางค้าขายระหว่างจีนตอนไต้กับเมือง ต่างๆในรัฐฉาน ล้านนา และพม่า ดังนั้นคนจีนมีมาจากภูเขาทางตอนเหนือของประเทศไทยใน ปัจจุบันจึงเรียกวาจีนฮ่อและพม่าเรียกว่า “จีนภูเขา” (ภูวดล, 2549, 503) การศึกษาทบทวนความรู้เรื่องจีนฮ่อในประเทศไทยนั้นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สนใจและ หาความหมายเกี่ยวกับคำว่าฮ่อ มีศาสตราจารย์เจีย ยัน จองและนักวิจัยสถาบันวิจัยภาษาและ วัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบทที่ตีพิมพ์เผยแพร่ความหมายของคำว่าจีนฮ่อและจีนฮ่อในมิติต่างๆ ในฐานะที่เป็นชาติพันธุ์หนึ่ง โดยที่การศึกษานี้ใช้การอธิบายของนรเศรษฐ พิสิทฐพันพร 2548 สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย จีนฮ่อ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา ชนบท มหาวิทยาลัยมหิดลเรียบเรียงเป็นประเด็นต่างๆได้ดังนี้ (เจีย เยนจอง ,2537,114-118และนรเศรษฐ 2548) ชาวจีนจากมณฑลยูนนานได้เดินทางค้าขายในบริเวณภาคเหนือของประเทศไทยมาช้า นานแล้ว พ่อค้าชาวจีนจากมณฑลยูนนานเหล่านี้มีชื่อเรียกในภาษาล้านนาว่า “ฮ่อ” คำว่าฮ่อ หมายถึงชาวจีนซึ่งอยู่ที่มณฑลทางใต้ของจีน (เช่น จากมณฑลยูนนาน) และอาจจะรวมถึงกลุ่ม ชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่มาจากมณฑลนี้หรือมาจากมณฑลใกล้เคียงด้วย (เช่น จากมณฑลกวางสี และ มณฑลเสฉวน)

“ฮ่อ” ในตำนานและ “ฮ่อ”ในประวัติศาสตร์ ที่มาของคำว่าฮ่อ สันนิษฐานว่า อาจมาจากชื่อเรียกอาราจักรน่านเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ตาหลี่ ริม ทะเลสาบหนองแส (หรือ “ซีเอ้อห่อ”) ชาวจีนเรียกชาวป่าที่อยู่ทะเลสาบหนองแสนี้ว่า “ฮ่อ/ห้อ” ชื่อเต็มคือ “ซีเอ้อห่อหมาน” หรือ “ชาวป่าที่อยู่บริเวณแม่น้ำหนองแส” ต่อมาชาวป่า “ฮ่อ/ห้อ” ได้ ย้ายจากทะเลสาบหนองแสไปอยู่คุนหมิง ก็ยังถูกเรียกว่า “ฮ่อ/ห้อ” ตามที่อยู่เดิมที่ริมทะเลสาบหนอง แส เมื่อกาลเวลาผ่านไป คำว่า “ฮ่อ” ในความหมายที่แปลว่า จีน เช่น ฮ่อปักกิ่ง หมายถึง “จีน ปักกิ่ง” ต่อมาคำว่า “ฮ่อ” ได้เข้ามาสู่อาณาจักรล้านนาและล้านช้าง ชาวไทยล้านนาและลาวเรียก ชาวจีนที่มาจากมณฑลยูนนานและบริเวณใกล้เคียงว่า “ฮ่อ” ประวัติศาสตร์ล้านนากล่าวว่า ขุนเจือง วีรกษัตริย์แห่งเมืองพะเยา สิ้นพระชนม์ในขณะทำสงครามกับ “พญาฮ่อแมนตาตอกขอกฟ้าตายืน” ที่เมืองยูนนาน นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ล้านนายังกล่าวว่า ระหว่างปี พ.ศ. 1947 – 1948 (ตรงกับ สมัยหมิงของจีน) ได้เกิดสงครรามระหว่างอาณาจักรล้านนากับฮ่อ พญาสามฝั่งแกนแห่งอาณาจักร ล้านนาได้เกณฑ์ทหารจากเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ฝาง และเชียงแสน ทำสงครามชนะฮ่อ ขับไล่ ฮ่อไปจนสุดแดนสิบสองพันนา

นอกจากนี้ในพงศาวดารเมืองหลวงพระบางกล่าวว่า พ.ศ. 2197 ฮ่อ หัวขาวยกกองทัพมาตีเมืองแฉวนหวีฟ้าสิบสองพันนาลื้อ บุตรของเจ้าเมืองแฉวนหวีฟ้าหนีศึกฮ่อหัว ขาวพาเอาไพร่พลลงมาพึ่งพระเจ้าล้านช้างเวียงจันทน์ คำว่า “ฮ่อ” ต่อมาได้เข้ามาสู่ภาษาไทย คนไทยภาคกลางใช้คำว่า ฮ่อ เมื่อมีการส่งกองทัพ จากกรุงเทพฯไปปราบฮ่อ ความเป็นมาของการปราบฮ่อมีว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2392 – 2402 (ตรงกับ สมัยชิงของจีน) ชาวจีนจากมณฑลทางใต้ของจีน มีหงซิ่วเฉียน เป็นผู้นำ ได้ก่อการกบฏและตั้ง อาณาจักรขึ้นเรียกว่า ไท่ผิงเทียนกั๋ว (หรือ มหาศานติแดนสวรรค์) ต่อมาถูกทางการจีนปราบจน แตกหนีเข้าไปในดินแดนของเวียดนาม พม่า ลาว และไทย จีนเหล่านี้มีชื่อต่อมาว่า ฮ่อธงดำและฮ่อ ธงเหลือง ฮ่อ ได้ปล้นสะดมทำความเดือดร้อนบริเวณทางเหนือของไทย ทางตะวันอออกของพม่า และทางตะวันตกของเวียดนาม ทางการไทยได้ส่งกองทัพไปปราบฮ่อรวม 4 ครั้ง (ปี พ.ศ. 2418, 2426, 2428 และ 2430 ) ผลของการทำสงครามปราบฮ่อ ได้มีการสร้าง เหรียญปราบฮ่อ ใน พ.ศ. 2427 เพื่อพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบแก่ผู้ที่ไปราชการทัพปราบฮ่อ และได้มีการสร้าง อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ที่จังหวัดหนองคายเมื่อปี พ.ศ. 2459

เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งวีรกรรมของทหารที่ ไปราชการทัพปราบฮ่อ แม้จะมีการใช้คำว่า “ฮ่อ” ในภาษาไทย แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจแจ่ม ชัดว่า “ฮ่อ” คือใคร หลังจากสงครามปราบฮ่อ ระหว่างปี พ.ศ. 2418 – 2430 แล้ว คำว่า “ฮ่อ” ก็ เลือนหายไปจากการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนใหญ่ “ฮ่อ”และ “จีนยูนนาน”ในภาดเหนือของไทย ชาวจีนยูนนานมีความสัมพันธ์กับดินแดนทางตอนเหนือของประเทศไทยในปัจจุบันมา ยาวนานซึ่งปรากฏในตำนานทางภาคเหนือหลายฉบับพร้อมทั้งเรียกชาวจีนเหล่านั้นว่า ฮ่อ ฮ่อว้อง แต่ชาวจีนฮ่อ หรือชาวจีนยูนนานที่คนไทยรู้จักกันดีคนแรกคือ เจิ้งเหอ ที่คนส่วนใหญ่ขนานนามว่า ซำปอกง มีเรื่องเล่าต่างๆของเจิ้งเหอที่ออกเดินทางสำรวจพื้นที่ในคาบสมุทรตองใต้ของประเทศจีน ระหว่างปีพ.ศ. 1948ถึง1976 (จีรจันทร์,2548,170-205)และเจิ้งเหอคนนี้เป็นชาวจีนที่เป็นมุสลิมอีก ชาวจีนยูนนานได้ถูกเรียกกันภายในกลุ่มคนไทยล้านนาทางตอนเหนือของประเทศไทยว่า ฮ่อ หรือ จีนฮ่อ คำว่า ฮ่อนั้นมีความหมายที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและบริบททางสังคมและต่อมาในช่วง ที่บริเวณพื้นที่ของอาณาจักรล้านนานั้นกลุ่มชาวจีนยูนนานก็จะถูกรู้จักกันดีในนามของพ่อค้าม้าต่าง ที่ขนส่งสินค้าระหว่างพื้นที่ของจีนตอนใต้กับกลุ่มเมืองต่างๆในล้านนา ล้านช้าง และเดินทางออก ทะเลที่พม่า กลุ่มเหล่านี้ถูกเรียกว่าจีนฮ่อเช่นกันและในบริบทของจีนฮ่อในช่วงนี้เองถ้าเป็นเรื่อง สินค้านั้นจะถูให้ความหมายในทางที่ดีแต่ถ้ามีความหมายในทางต่อต้านรัฐหรือเป็นตัวละครที่แสอง ถึงการรุกรานบ้านเมือง ฮ่อ ก็จะถูกให้ความหมายในทางที่มี่เช่นการปราบฮ่อ กบฏฮ่อ เป็นต้น

   
  
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็จะแปรเปลี่ยนไปตามบริบทต่างและเวลา
เมื่อดินแดนในแถบลุ่มน้ำโขงได้เผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมกลุ่มชาวจีนฮ่อที่ได้ตั้งถิ่น ฐานในประเทศไทยหรือล้านนานั้นก็ได้ถูกผนวกเป็นพลเมืองรัฐสยามเช่นกันการผนวกในครั้งนั้น ได้ถูกเรียกกันในหมู่นักวิชาการว่าการกลืนกลาย(Assimilations) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่อว่าทำให้ ชาวจีนในประเทศไทยกลายเป็นพลเมืองไทยโดยวิธีการต่างๆที่เป็นการยินยอมและบางกรณีก็ เป็นไปตามกฎหมายซึ่งการผนวกนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาที่ร้ายแรงมากในภาคเหนือแต่ปัญหาจะมีความ รุนแรงมากในกรุงเทพหลังสงครามโลกครั้งที่2 ดั้งนั้นการกลืนกลายจึงไม่ได้มีมิติเดียว และเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่2ในประเทศจีนมี การเปลี่ยนแปลงโดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง และสามารถสถาปนา สาธารณรัฐประชาชนจีนสำเร็จและพรรคก๊กมินตั๋งได้ไปตั้งที่มั่นในเกาะไต้หวันแต่การสู้รบในแบบ ของทั้งสองกลุ่มยังคงดำเนินต่อไปตามแนวชายแดนรัฐต่างๆทางจีนตอนใต้เช่นในพม่า กองทัพที่ เรียกกันว่ากองพลที่ 93 กองทัพที่ 3 และ5 ยังคงดำเนินการรบอยู่อย่างต่อเนื่องในประเทศพม่า บริเวณรัฐฉานทำให้ประเทศสาธารณรัฐประชานจีนเรียกร้องให้ประชาคมโลกรับทราบว่ามีกอง กำลังต่างชาติในดินแดนพม่าที่มีแนวทางการรบเพื่อต่อต้านรัฐจีนให้พม่ากดดันกองกำลังนี้ให้พ้น เขตแดนพม่าโดยเร็วดังนั้นทางสหรัฐอเมริกาที่ยังคงสนับสนุนจีนคณะชาติอยู่ขณะนั้นได้เป็นคน ดำเนินการเคลื่อนย้ายกองทัพเหล่านี้กลับไปยังไต้หวันราว 2 ครั้งด้วยกันในปีพ.ศ.2496-2497 และ พ.ศ. 2504 แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังคงมีกองกำลังส่วนหนึ่งที่ไม่ต้องการเดินทางไปยังไต้หวันโดยการ นำของนายพลหลี่แห่งกองทัพที่ 3และนายพลต้วนแห่งกองทัพที่ 5 ซึ่งขณะนั้นได้มาตั้งกองกำลังใน ดินแดนประเทศไทยที่ถ้ำง็อบอำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่และดอยแม่สลองอำเภอแม่จัน(ในขณะนั้น) จังหวัดเชียงรายตามลำดับซึ่งทั้งสองกองกำลังนี้ได้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นชาวจีนยูนนานกลุ่มใหม่ที่มา ตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยโดที่กลุ่มทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์กับรัฐไทยในเรื่องอุดมการณ์การ ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์เช่นกันในยุคที่เรียกกว่าสงครามเย็นในบริเวณชายแดนไทย พม่า ลาวและที่ เชื่อมต่อกับจีนทางมณฑลยูนนานนั้นได้กลายเป็นพื้นที่ของการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และการช่วงชิง อำนารัฐโดยมีกลุ่มต่างๆที่เคลื่อนไหวดังนี้ กลุ่มทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3และ5 กองกลังกู้ชาติ ไทใหญ่ที่เรียกตนเอกว่ากลุ่มหนุ่มศึกหาญ กลุ่มกู้ชาติคะฉิ่น และกลุ่มที่ยึดถือแนวทางลัทธิ คอมมิวนิสต์ที่เคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐพม่า ไทยและลาว รวมทั้งกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่สามารถเข้า กับทุกกลุ่มได้เพื่อผลประโยชน์บางประการเช่นกลุ่มว้า กลุ่มม้ง ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆตามแนว รอยต่อทั้ง สี่ประเทศนับเป็นพื้นที่ที่จุดเชื่อมต่อ จุดแตกหักและจุดศูนย์กลางของความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมและอุดมการณ์(กาญจนะ,2546)

สำหรับประเทศไทยนั้นก็ได้ให้ความสำคัญของกองกำลังต่างๆนี้แตกต่างกันและดู เหมือนว่าจะได้ให้ความสำคัญแก่กองกำลังจีนคณะชาติอย่างเห็นได้ชัดในการให้ความช่วยเหลือ และการให้ความร่วมมือของกองกองกำลังจีนคณะชาติเป็นอย่างดีด้วยการเจรจาตกลงกันในเรื่องที่ แต่ละฝ่ายต้องการเช่นประเทศไทยต้องการให้กองกำลังจีนคณะชาติไปช่วยรบกับกลุ่มแนวร่วม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่เขาค้อและที่ดอยผาตั้งและทางกองกำลังเองต้องการเงินและ อาวุธต่างๆเพื่อเคลื่อนไหวในตามแนวชายแดนประเทศต่างๆอยู่ แต่เนื่องจากกาสู้รบที่ร่วมกับไทย แล้ว กองกำลังจีนคณะชาติยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มกองกำลังต่างๆในหลากหลายรูปแบบทั้ง เป็นความร่วมมือกันและเป็นความขัดแย้งกันในเรื่องการขนสินค้าต้องห้ามเช่น อาวุธ สินค้าหนีภาษี และที่สำคัญที่สุดคือยาเสพติดโดยพื้นที่บริเวณนี้ได้กลายเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่แห่งหนึ่ง ของโลกที่เกิดขึ้นจากกองกำลังเหล่านี้ตั้งแต่ผลิตและขนส่งเพื่อนำรายได้มาเลี้ยงกองกำลังตนเองไว้ อุดมการณ์การกู้ชาติเลยกลายเป็นขบวนการอาชญากรที่แฝงตัวเข้ามามีผลประโยชน์ร่วมกันที่อำนาจ รัฐใดๆเข้าไปไม่ถึงเนื่องจากแต่ละกลุ่มนั้นมีทั้งอำนาจเงินอาวุธและกำลังคนเกิดการสู้รบแย่งชิง ความเป็นใหญ่ในธุรกรรมต้องห้ามหลายครั้งในดินแดนที่เรียกว่าสามเหลี่ยมทองคำ(กาญจนะ,2546)

เมื่อกระแสของโลกเปลี่ยนไปด้วยการเมืองระหว่างประเทศที่มุ่งเปิดความสัมพันธ์ กับประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีนทำให้ประเทศไทยต้องมีการทบทวนนโยบายที่ไม่ต้องมีกอง กำลังเพื่อเป็นกันชนกับฝ่ายตรงข้ามอีกต่อไปกองกำลังจีนคณะชาติจะมีสถานภพใดสถานภาพหนึ่ง ภายใต้รัฐไทย ซึ่งกองกำลังที่หลากหลายนั้นมีจำนวนมากและที่สำคัญคือกองกำลังจีนคณะชาติที่ ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ทั้งๆที่ ทางไต้หวันเองก็ประกาศว่าไม่รับรู้เรื่องกองกำลังเหล่านี้ในประเทศไทย อีกแล้วหลังจากสิ้นสุดกาขนส่งกองกำลังกองพลที่ 93 ในปี2504แล้วแต่ความจริงก็มีความช่วยเหลือ แบบลับอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่ได้เป็นรัฐต่อรัฐเท่านั้นเองดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีพื้นที่ให้กับกลุ่มคน เหล่านี้และครอบครัวอีกจำนวนหนึ่งที่ติดตามมากับกองกำลังนี้ จึงเกิดนโยบายให้สัญชาติไทยกับ กลุ่มทหารจีนคณะชาติโดยให้ชื่อว่ากลุ่มอดีตทหารจีนคณะชาติและครอบครัว 2.2ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา วิถีชีวิต ของชาวจีนยูนนาน: ความเหมือนและความต่างกับคนจีนทั่วไป ความหลากหลายด้านด้านศาสนา ชาวจีนยูนนานมีการนับถือศาสนาสามศาสนาหลักคือ พุทธ คริสต์ และอิสลาม และชาวจีนที่เรียกกันว่าจีนฮ่อนั้นในช่วงการค้าข้ามพรมแดนด้วยขบวนม้า ต่างนั้นเป็นชาวจีนที่นับถือศาสนาอิสลามและตั้งถิ่นฐานในสืบลูกสืบหลานมาเป็นระยะเวลากว่า ร้อยปีในตัวเมืองเชียงใหม่ก่อตั้งศาสนสถานที่เรียกว่ามัสยิดบ้านฮ่อ (เจิ้งเหอที่เป็นเดินทางสำรวจ ทะเลใต้ก็เป็นมุสลิมเช่นกัน) ในการอพยพที่เรียกว่าส่วนหนึ่งของกองพล 93 นั้นเมื่อคราวสำรวจเพื่อโอนสัญชาตินั้นใน หมู่บ้านที่เป็นทหารจีนคณะชาตินั้นมีสัดส่วนการนับถือศาสนาดังนี้

ผู้นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 10 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 70 นับถือศาสนาคริสต์ ร้อยละ 20 โดยประมาณทั้งนี้ยังไม่ได้นับรวม กับผู้อพยพชาวจีนยูนนานที่เหลืออีก 42 หมู่บ้าน(ซึ่งก็น่าจะมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน) (กาญจนะ,2546) ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ชาวจีนยูนนานที่เป็นผู้อพยพทั้งที่เป็นกองกำลังทหารจีน คณะชาติเดิมและเป็นผู้อพยพชาวบ้านนั้นมีการผสมกลกลืนกับกลุ่มชาติพันอื่นๆมาโดยตลอด โดยเฉพาะกลุ่มไทใหญ่และม้ง (กรณีบ้านวาวี)สะท้อนให้เห็นถึงการกลืนกลายด้วยการแต่งงานจาก วัฒนธรรมที่แข็งกว่ามักกลืนวัฒนธรรมทีอ่อนกว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นลูกผสมระหว่าชาติพันธุ์อื่นกับ ชาวจีนยูนนานมักจะเรียกตัวเองว่า “จีน” ด้วยเช่นกันแต่ทั้งนี้ไม่ได้ว่าชาติพันธุ์อื่นๆที่แต่งงานกับ ชาวจีนยูนนานและลูกที่เกิดมาจะต้องเรียกตนเองว่าชาวจีนเสมอไปแต่ในสังคมไทยโดยเฉพาะใน ภาคเหนือนั้นลูกชาวจีนยูนนานที่มีบิดาเป็นชาวจีนและมารดาเป็นคนเมือง(เชียงใหม่)สามารถเรียก และเลือกว่าตนเองสามารถเป็นคนไทยได้เช่นกัน ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างคนในชุมชนนันทาราม จังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นตระกูลสืบสาแหรกจากเจ้าเชียงตุง(ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยเจ้ากาวิ ละ)และในคนรุ่นที่ 4 มีผู้หญิงในตระกูลแต่งงานกับชาวจีนยูนนาน 2 คนที่นับถือศาสนาพุทธและ อิสลามโดยลูกที่เกิดมานั้นไม่เรียกตนเองว่าเป็นคนจีนแต่จะนิยามว่าเป็นคนไทยแต่สำหรับ ครอบครัวที่แต่งงานกับคนจีนยูนนานมุสลิมนั้นยังคงความเป็นคนจีนยูนนานแค่การนับถือศาสนาอิสลามเท่านั้นที่เหลืออยู่

มิติด้านภาษา การใช้ภาษาในชุมชนชาวจีนฮ่อมีการใช้ภาษาที่หลากหลายเช่น ภาษาจีน กลาง ภาษาไทยกลาง ภาษาไทยใหญ่ภาษาลีซอ เป็นต้น แต่ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันคือ ภาษาจีนอิ่นหน่านหว่า จัดอยู่ในตรูกูลจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan) ในกลุ่มภาษาจีนแมนดาริน ตะวันตกเฉียงใต้ (South Western Mandarin) ภาษานี้มีความใกล้เคียงกับภาษาจีนแมนดาริน แต่การออกเสียงคำและการใช้ คำศัพท์มีความแตกต่างกันกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ก็สามารถพูดอิ่นหน่านหว่าได้ อิ่นหน่านหว่า กลายเป็นภาษากลางระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ชาวจีนฮ่อที่แต่งงานกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นลูกหลาน มักจะใช้อิ่นหน่านหว่าตามบิดา เด็ก ๆ จะพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา คือภาษาอิ่นหน่านหว่า (เรียนจาก บิดาหรือมารดา) และภาษาจีนกลาง (เรียนที่โรงเรียนจีน) ปัจจัยที่ทำให้เด็ก ๆ ชาวจีนฮ่อยังพูดภาษาอิ่นหน่านหว่าก็คือ สภาพแวดล้อมที่เด็ก ๆ จีนฮ่อ เติบโตถ้าสิ่งแวดล้อมมีชาวจีนฮ่อมาก ก็จะมีการพูดภาษาอิ่นหน่านหว่า เช่นที่บ้านอรุโณทัย ตำบล เมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรของหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮ่อ เด็ก ๆ จะพูดภาษาจีนอิ่นหน่านหว่าเป็นหลัก ขณะที่บ้านรักไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัด แม่ฮ่องสอน ประชากรของหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่ เด็ก ๆ มีแนวโน้มพูดภาษาไทยใหญ่ กรณีการแต่งงานระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ชายจีนฮ่อที่แต่งงานกับสตรีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ลูก จะพูดได้ทั้ง 2 ภาษา แต่โดยทั่วไปถ้ามารดาพูดภาษาอิ่นหน่านหว่าเด็ก ๆ จะพูดภาษาตามมารดา ถ้า มารดาไม่พูดภาษาอินหน่านหว่า เด็กมีแนวโน้มจะไม่พูดภาษาอิ่นหน่านหว่าแต่ยังสามารถฟังภาษา อิ่นหน่านหว่าได้ (นรเศษรฐ,2548,5-20) ในการใช้ภาษาของชาวจีนยูนนานในปัจจุบันนั้นยังคงมิติของภาษาจีนไว้ในบางกรณีแต่ก็ เปลี่ยนแปลงไปบ้างมีการใช้ภาษาไทยเมือง(ล้านนา)และภาษาไทยภาคกลางในการติดต่อค้าขายซึ่ง ถือว่าก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นภาษาไทยและภาษาจีนเป็นภาษาในการค้าขายภาษาจีนยังมี บทบาทในกลุ่มทหารจีนคณะชาติอพยพด้วยการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในโรงเรียนที่จัดขึ้น ในชุมชนทหารจีนคณะชาติอพยพ แต่ในกรณีภาษาจีนนั้นเป็นภาษาที่สืบเนื่องจากชนชาติที่มีอารย ธรรมมายาวนานและคิดว่าชาติจีนเท่านั้นที่เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นการที่จะสืบทอดความเป็น ชนชาติที่มีอารยธรรมนั้นภาษาจึงเป็นส่วนสำคัญในการเข้าถึงความมีอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่ ยิ่งใหญ่ ที่จะเข้าใจในปรัชญาการดำเนินชีวิต ของคนจีนและแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เป็นอย่างดี ดังนั้นความสำคัญของภาษาจีนจึงมีความหมายในหลากหลายมิติของความเป็นคนจีน และสามรถแบ่งระดับชนชั้นและกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยของคนจีนได้ได้

ดังนั้นภาษาจีนจึงเป็นสิ่งที่คู่กับความเป็นจีนอย่างเหนียวแน่น ในกลุ่มของชาวจีนพลัดถิ่นที่ เรียกว่าจีนฮ่อ หรือ จีนยูนนานพวกเขาเหล่านั้นก็ได้ให้ความสำคัญกับภาษาจีนอย่างยิ่งเช่นกันมีการ เปิดสอนภาษาจีนในชุมชนพลัดถิ่นอย่างกว้างขวางในทุกๆชมชนทั้งที่เป็นชุมชนทหารจีนคณะชาติ และชาวจีนยูนนานอพยพ ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังมีนโยบายปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนใน ประเทศไทยแต่นโยบายเหล่านี้ก็ไม่ได้มีผลต่อชุมชนพลัดถิ่นเหล่านั้นยังได้มีการเปิดสอนภาษาจีน อยู่และคนจีนในเมืองไทยต่างส่งลูกหลานไปเรียนภาษาจีนในชุมชนพลัดถิ่นเหล่านี้ในช่วงนโยบาย ดังกล่าวที่กำลังดำเนินอยู่อย่างเข้มงวดและยาวนานถึงทุกวันนี้ จนเมื่อนโยบายของมหาอำนาจเปลี่ยนแปลงกับประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีนและใน เวลาต่อมาก็สิ้นสุดสงครามเย็น ประเทศจีนได้เปลี่ยนแปลงนโยบายในทางที่เปิดประเทศด้วย นโยบายสี่ทันสมัยในยุคเติ้งเสี่ยวผิง ความสำคัญของภาษาจีนจึงทวีความสำคัญข้นด้วยแนวความคิด ที่ว่าเป็นภาษาในการค้าขายที่สำคัญเนื่องจากชาวจีนมีจำนวนประชากรมากถึงหนึ่งพันสามร้อยล้านคนในขณะนี้ (2550) ดังนั้นการสอนภาษาจีนที่ยังคงมีบทบาทอยู่ในชุมชนพลัดถิ่นเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญใน การต่อยอดการให้การศึกษาภาษาจีนในสังคมไทยแห่งหนึ่งลูกหลานชาวจีนยูนนานเหล่านี้จึงได้รับ ประโยชน์จากการศึกษาภาษาจีนและสามารถเข้าถึงทรัพยากรทางสังคมในมิติต่างๆได้ดีมากกว่าชาว จีนโพ้นทะเลที่ไม่ได้ศึกษาภาษาจีนจากนโยบายปิดโรงเรียนจีนของรัฐ เนื่องจากชุมชนพลัดถิ่น เหล่านั้นยังคงใช้ภาษาจีนในการสื่อสารและสื่อความหมายเชิงคุณค่าและวัฒนธรรมในมิติทาง อุดมการณ์ ในชีวิตประจำวันนั่นเอง

พลวัฒ ประพัฒน์ทอง นักศึกษา
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่มา http://www.vavee.net/hill_vavee4.html
8541  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / Haw จีนฮ่อ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 02:32:21 pm
Haw จีนฮ่อ
 
นักภาษาศาสตร์จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan Language Family) Synonyms : Ho
 จีนฮ่ออาศัยอยู่ใน 5 จังหวัด 20 อำเภอ 71 หมู่บ้าน ประชากรรวม 21,579 คน (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 2540, น.63) พวกจีนฮ่ออยู่ทางตอนใต้ของจีน พรมแดนระหว่างไทย ลาว อาศัยอยู่บนเทือกเขา รู้จักในนาม Chinese hill farmer (Lebar and others, p.2) ชาวจีนฮ่อที่พบในประเทศไทย อพยพเข้ามาหลังการปฏิวัติระบบจักรพรรดิ์ของจีน มาเป็น คอมมิวนิสต์ โดยผู้นำการอพยพคือนายทหาร เข้ามาอยู่อาศัยในเขตติดต่อไทยพม่า ปัจจุบันพบจีนฮ่อในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และพะเยา ชาวจีนฮ่อในประเทศไทยถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ ภัยทางการเมือง และเปรียบเสมือนแนวกันชนในการสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ จีนฮ่อ ชื่อนี้ได้ยินกันมาตลอดแต่น้อยคนที่จะทราบว่าใครคือจีนฮ่อ จีนฮ่อคือ ชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากมณฑลยูนาน ลงมาทางภาคเหนือของประเทศไทย ในรูปลักษณะของพ่อค้าแร่ ที่ใช้ม้าต่างหรือ ฬ่อ เป็นพาหนะในการบรรทุกสินค้าผ่านมาทางฮ่องลึกหรือด่านแม่สาย เดินตามช่องทางนี้มาตั้งแต่โบราณ
 
 

 ช่องทางต่าง ๆ ตามทิวเขาแดนลาว ในแนวเหนือ - ใต้ ที่กั้นเขตแดนไทย - กับพม่า จะมีช่องทางต่าง ๆ และทิวเขาแนวนี้เป็นที่ตั้งของกองทหารจีนคณะชาติ ที่เราไปเรียกเหมาว่า จีนฮ่อ คือ
 ช่องทางฮ่องลึก (ด้านท่าขี้เหล็กของพม่า ติดกับอำเภอแม่สาย)
 ช่องทางเมืองฝาง (น้ำกก)
 ช่องทางดอยลาง - ดอยสันจุ๊
 ช่องทางหมูฮ่อ (ช่องกิ่วผาวอก) เชียงดาว
 ช่องทางหลักแต่ง (ช่องเมืองแหง)
 ช่องทางนาป่าแปก (แม่ฮ่องสอน)
 ชนชาวจีนกลุ่มที่บรรทุกสินค้า (เช่นฝิ่น) เข้ามาทางฮ่องลึกไม่ใช่จีนแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทยเรียกว่า พวกจีนฮ่อ ชาวจีนฮ่อประมาณ ๑ ใน ๓ จะนับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษาจีนกลาง ได้พากันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย และกลายเป็นคนไทย เป็นคหบดีของเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนไปหมดแล้ว และถูกวัฒนธรรมของท้องถิ่นกลืน จนกลายเป็นคนไทยไปหมด
 ดังนั้นฮ่อ ที่เป็นรากศัพท์ของฮ่อที่เราเรียกกันในปัจจุบัน จะต้องถือว่าไม่มีแล้ว แต่มีฮ่อรุ่นใหม่ที่เราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอย่างไร ก็เลยเรียกว่า จีนฮ่อ จีนฮ่อรุ่นใหม่ซึ่งความจริงไม่ใช่ แต่เป็นทหารของกองกำลังทหารจีนคณะชาติ ยังมีจีนฮ่อพลเรือน ซึ่งอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในรัฐฉาน สหภาพพม่า และอยู่มานานจนถูกกวาดอย่างจริงจังจากพม่า จึงทะลักเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทย จุดที่สำคัญที่สุดคือ ดอยตุง ดอยแม่สลอง ในจังหวัดเชียงราย และถ้ำง๊อบในจังหวัดเชียงใหม่
 
 

 เมื่อจีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ได้ทั้งหมด เป็นผลให้ จอมพล เจียงไคเช็ค ผู้นำจีนชาติ ต้องถูกไล่ตีตกทะเลไปอยู่ยังฟอร์โมซา หรือเกาะไต้หวันในปัจจุบัน จีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๒ กองกำลังทหารจีนคณะชาติ "ก๊กมินตั๋ง" ที่สำคัญที่เรารู้จักกันในนามของ "กองพล ๙๓" ซึ่งยืนหยัดอยู่ในพม่านั้น ก็ถูกกำลังของพม่ากวาดล้างเกือบจะสลาย ส่วนกองพล (ไม่ได้มีกำลังอัตรากองพล) และกองพลอื่น ๆ ก็เช่นกันถูกกวาดล้างไปจนสูญสลาย ส่วนกองพล ๙๓ นั้น ไม่ได้ถึงกับสลายตัวทั้งกองพล และพอดีกับการที่สหรัฐอเมริกามีนโยบายยับยั้งการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ จึงให้การช่วยเหลือทำให้กองพล ๙๓ แปรสภาพเป็นกองทหารจีนกู้ชาติ มีกำลังนับหมื่น แต่ในที่สุดสหประชาชาติ ก็ไม่ยินยอมให้กองพล ๙๓ อยู่บนแผ่นดินไทย และอยู่ในแผ่นดินพม่า สหประชาชาติจึงลงมติให้ย้ายกองพล ๙๓ ผ่านประเทศไทย กลับไปอยู่ไต้หวัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ แต่ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองพล และทหารในกองพลนี้ ระดับผู้บังคับบัญชาขึ้นมาใหม่ โดยได้ชาวจีนจากราษฏรอาสาสมัครชาวยูนาน ที่หนีภัยคอมมิวนิสต์ มาสมัครเป็นทหารจำนวนมาก คราวนี้ได้จัดกำลังใหม่เป็นรูป "กองทัพ" มีถึง ๕ กองทัพ คือ ท.๑ - ๕ และยืนหยัดต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ต่อไป ในรัฐฉานของพม่า หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง ลำเลียงฝิ่น เป็นกองคาราวาน โดยเดินทางลำเลียงระหว่างรอยต่อของไทย พม่า และลาว จนถูกขนานนามว่า "สามเหลี่ยมทองคำ"
 
 ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ กองทัพก๊กมินตั๋ง ถูกกองทัพพม่าและจีนคอมมิวนิสต์ผลักดัน กวาดล้างอย่างรุนแรง จนไม่สามารถตั้งถิ่นฐานที่มั่นในพม่าได้อีกต่อไป จนเริ่มทะลักเข้าสู่ประเทศไทย โดยกองทัพที่ ๓ ของนายพล หลี่ เหวิน ฝาน ได้เข้ามาทางเชียงใหม่ อำเภอฝาง นายพลต้วน ซี เหวิน เข้ามาตั้งมั่นอยู่ในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ดอยตุง และดอยแม่สลอง และดอยแม่สลองนี้แหละ ที่เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพที่ ๕ และส่วนส่งกำลังบำรุงอยู่อย่างเจ้าของพื้นที่เลยทีเดียว ในขณะนั้นผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ ซึ่งกองพันตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ มีพื้นที่รับผิดชอบในการสนับสนุนการรบ ของทหารราบคือ กรมผสมที่ ๗ ตลอดพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง เคยนำรถที่เรียกว่า รถจี๊บกลางของทหาร จะขึ้นไปสำรวจบนดอยแม่สลอง แต่ขึ้นไม่ได้เพราะกลายเป็นแผ่นดินที่ต้องห้ามสำหรับคนไทยทั้ง ๆ ที่เป็นแผ่นดินไทย และในปี พ.ศ.๒๕๐๘ พวกนี้พยายามทะลักลงมาสู่ที่ราบ เพื่อยึดครองพื้นที่ราบของอำเภอแม่จัน
 
 

 ในตอนนั้นผู้การกรมผสมที่ ๗ ท่านให้ผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 ไปกับท่าน นั่งเฮลิคอปเตอร์ตรวจการเคลื่อนย้ายของจีนฮ่อกลุ่มนี้ และพบกำลังเคลื่อนย้ายลงมาเป็นขบวนยาวเหยียด ต้องใช้เครื่องขยายเสียงประกาศ (ให้ล่ามจีนพูด) ให้ถอนกลับขึ้นไป มิฉะนั้นจะใช้ปืนใหญ่ยิง ความจริงแล้วขู่ไปอย่างนั้น เพราะปืนใหญ่ยังอยู่ที่อำเภอแม่ริม และสมัยนั้นถนนจากเชียงใหม่ไปลำปางไม่มี ถนนจากเชียงใหม่ผ่านดอยสะเก็ดมาเชียงรายไม่มี มีแต่ทางรถลากไม้ ซึ่งต้องเอารถจี๊บกลางบุกมาถึงเชียงราย แต่เขาก็เชื่อฟังดีจึงถอยกลับขึ้นไปบนเขา กองทัพ ๕ ของนายพล ต้วน ตั้งมั่นอย่างมั่นคง มีกรมฝึกทหารใหม่ เพื่อเสริมกำลังให้แก่หน่วยที่ตั้งอยู่ทางพม่า มีโรงเรียนนจีนที่นักเรียนจีนที่นักเรียนมีวินัยมาก มีการค้า การรับจ้างลำเลียงฝิ่น ต่อมาได้มีการให้อพยพกลับไต้หวันในรอบสองอีก แต่พวกนี้ไม่ยอมกลับ แต่ทั้ง ท.๓ และ ท.๕ ประกาศให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยทุกรูปแบบ ยอมให้ปลดอาวุธ ยอมมอบฝิ่นที่อยู่ในครอบครองเป็นจำนวนประมาณ ๔๐ ตัน (นำไปเผาที่หลังกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่) ยอมถูกปลดอาวุธ ขออยู่ใต้กฎหมายไทย ขอตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทย ไม่ย้ายไปไหนอีก และกำลังติดอาวุธบางส่วนก็เข้าร่วมในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กับทหารไทย
 ในการสู้รบเพื่อยึดเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทหารจีนชาติ หรือจีนฮ่อ ได้ทำการร่วมอย่างเข้มแข็ง บาดเจ็บ ล้มตายไม่ใช้น้อย และได้ชัยชนะ จนมีการสร้างอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ของจีนฮ่อให้บนเขาค้อ ความจริงคือ อนุสาวรีย์ของทหารจีนชาติ อดีตทหารกองพล ๙๓ และกลับมาเป็นกองทัพที่ ๕ กำลังอีกพวกหนึ่งก็เข้าทำการรบชิงที่มั่น ผกค.ที่ดอยผาตั้ง ตอนนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย อยู่ไม่ไกลกันนักกับภูชี้ฟ้าที่อยู่ในเขตอำเภอเทิง ซึ่งพวกจีนฮ่อเหล่านี้ ชำนาญในภูมิประเทศมากกว่าทหารไทย เพราะเขาตั้งฐานอยู่บนเขามาตลอด จึงชำนาญภูมิประเทศ แม้ว่าฝ่าย ผกค.จะมีทั้งพวก ลาว ไทย ญวน และ"ม้ง" ที่ชำนาญเขา แต่เมื่อสู้รบกันก็สู้จีนฮ่อไม่ได้ เราจึงได้แผ่นดินผาตั้งที่เคยถูกประกาศว่า เป็นเขตปลดปล่อยกลับคืนมา กลายเป็นบ้านผาตั้ง ที่มีโรงแรมที่พัก มีร้านอาหารอร่อย "ขาหมู หมั่นโถว"
 ขอสรุปทหารจีนฮ่อที่เราเรียกกัน ความจริงแล้ว กองพล ๘๓ ก็สลายไปหมดแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ทหารที่ยึดครองอยู่ที่ดอยตุง และดอยแม่สลองคือ ทหารจีนชาติ ภายใต้การนำของนายพล ต้วน ซี เหวิน และเมื่อทางการเข้าควบคุม และกำกับดูแลตลอดจนจัดที่ทำกินให้ แล้วก็ให้มาอยู่รวมกันที่ดอยแม่สลองทั้งหมด และก่อตั้งเป็นหมู่บ้านสันติคีรี และทางกองบัญชาการทหารสูงสุด ก็ต้องตั้ง บก.๐๔ ควบคุมดูแลส่งกำลังให้ พันเอก กาญจนะ ประกาศวุฒิสาร ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ทหารจีนชาติ ก๊กมินตั๋ง ตกค้างภาคเหนือประเทศไทย" หนังสือนี้ไม่ได้วางขายตามแผงหนังสือทั่วไป พ.อ.กาญจนะ ฯ ได้คลุกคลีอยู่ที่ บก.๐๔ นานกว่า ๒๐ ปี รู้จักดีกับนายพลต้วน และเสธ.ทั้งหลายของจีนฮ่อพวกนี้ ต่อมามีชื่อเป็นไทยทุกคน เสธ.กู้ อยู่หมู่บ้านทางขึ้นดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่
 
 

 ดังนั้นเมื่อจบสิ้นการสู้รบกับพวก ผกค.แล้ว พวกจีนฮ่อเหล่านี้ก็ได้สัญชาติไทยหมด ซึ่งครั้งแรกให้เฉพาะชั้นผู้นำตามโควต้าการแปลงสัญชาติเป็นไทย ปีละ ๒๐๐ คน
 
 จีนฮ่อเป็นกลุ่มชนที่ในอดีตเคยเป็นทหารจีนคณะชาติ หนีการปราบปรามของฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เข้ามาทางประเทศพม่า แล้วอพยพเข้ามาในประเทศไทยในระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๙๓ - ๒๔๙๙ อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไทยในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน การออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่ต้องขออนุญาตจากจังหวัด กระทรวงมหาดไทยได้แบ่งชาวจีนฮ่อในประเทศไทย ออกเป็น ๓ กลุ่มคือ
 
 อดีตทหารจีนคณะชาติ ได้แก่บุคคลตามบัญชีรายชื่อที่ทางทหารได้สำรวจและรวบรวมเสนอคณะรัฐมนตรี และได้รับอนุมัติให้แปลงสัญชาติ และให้ฐานะเป็นคนต่างด้าว รวม ๕ รุ่น จำนวน ๑๓,๗๒๘ คน ปัจจุบันทางราชการได้ผ่อนผันให้อดีตทหารจีนคณะชาติ และครอบครัวอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวม ๘ อำเภอกับ ๑ กิ่งอำเภอ
 
 จีนฮ่ออพยพ ได้แก่คนจีนที่เป็นครอบครัวของอดีตทหารจีนคณะชาติ เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๗ - ๒๕๐๔ โดยอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน การออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด
 
 จีนฮ่ออิสระ ได้แก่ชาวจีนที่อ้างว่าเป็นญาติพี่น้องของอดีตทหารจีนคณะชาติ และจีนฮ่ออพยพ พลเรือนหลบหนีเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๓๒ อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน การออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด
 
 ชาวจีนฮ่อมีวัฒนธรรมดั้งเดิมในกลุ่มของตนเอง เพราะมีเชื้อสายจีน ภาษาที่ใช้คือ ภาษาจีนกวางตุ้ง และภาษาจีนกลาง การตั้งถิ่นฐานจะกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขา หรือพื้นที่สูงทางภาคเหนือตอนบน
 
 

 จีนฮ่อในแม่สาย
 ชุมชมชาวจีนฮ่อที่เป็นที่รู้จักดีก็คือ บริเวณตลาดใหม่ ม.6 บ้านป่ายาง และที่ชุมชนจีนฮ่อบ้านถ้ำ ซึ่งส่วนใหญjจะเป็นเครือญาติกันทั้งนั้น จากการสอบถามคนจีนฮ่อที่อาศัยอยู่ตลาดใหม่ได้ความว่า บริเวณนี้เริ่มมีชาวจีนฮ่ออพยพมาตั้งรกรากประมาณปี พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนจีนฮ่อตลาดใหม่
 
 ปัจจุบันยังมีเรือนไม้เก่า ๆ ให้ได้เห็นกันอยู่บ้าง แต่ก็หาที่เป็นแบบดั้งเดิมไม่ค่อยมีแล้ว ส่วนใหญ่จะต่อเติมจากเรือนไม้ธรรมดา ไปเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ตามสมัยนิยม บริเวณตลาดใหม่ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมหยูนหนาน ซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วย และก็เป็นที่พบปะสังสรรค์ของพี่น้องชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายด้วยเช่นกัน
 
 ส่วนชาวจีนฮ่อที่นับถือศาสนาอิสลาม จากการพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ตลาดใหม่แล้ว ได้ใจความคร่าว ๆ ว่า เป็นชนเผ่าหนึ่ง ซึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนอาศัยอยู่ในประเทศจีน เช่นเดียวกับมองโกเลีย แมนจู หรือเผ่าโลโล ซึ่งคนจีนที่นับถือศาสนาอิสลามนี้เรียกันว่า หุย หรือหุยเจี้ยว ส่วนจีนฮ่อที่นับถือศาสนาพุทธจะเรียกว่า ฮั่นเจี้ยว
 
 ชนเผ่าหุยจะเป็นลักษณะสูง ขาว ผู้หญิง(โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ) จะนิยมแต่งชุดคลุมหัว (แบบอิสลามทั่วไป) ส่วนผู้ชายนิยมไว้หนวดเครายาว (ตามความนิยมของชายมุสลิมทั่วไป)
 ปัจจุบันชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายรุ่นหลัง ๆ นี้จะมีหน้าที่การงานที่ดี ไม่เหมือนรุ่นปู่ยา ตาทวด ที่ต้องหลบลี้หนีสงครามจากประเทศจีน จนต้องขาดการศึกษาที่ดี วันนี้นับว่าจีนฮ่อรุ่นใหม่ได้สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นที่อยู่ได้อย่าง มากมาย และทางรัฐบาลไทยก็ได้ทำการมอบสิทธิเป็นคนไทยให้แก่จีนฮ่อรุ่นก่อน ๆ เกือบหมดแล้ว ส่วนรุ่นหลัง ๆ เมื่อเกิดในแผ่นดีนไทย พวกเด็กเหล่านั้นก็เป็นคนไทยโดยกฏหมาย
 
 http://atcloud.com/stories/65191
8542  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / อดีตเรื่องของก๊กมินตั๋งในเชียงราย เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 02:30:38 pm
   อดีตเรื่องของก๊กมินตั๋ง   

      555

   444


      ในปี พ.ศ.2492 ขณะนั้นประเทศจีนได้เกิดการแบ่งฝ่ายออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งเป็นรัฐบาลจีนขณะนั้น ภายใต้การนำของนายพล เจียงไคเช็ค พรรคก๊กมินตั๋ง และอีกฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของ เหมาเจ๋อตง ทั้งสองฝ่ายต่างมีกำลังทหารของตนเองและสู้รบกันเพื่อแย่งชิงประชาชนและอำนาจ การปกครองประเทศจีน ฝ่ายของนายพลเจียงไคเช็คมีกำลังทหารส่วนหนึ่งเรียกว่ากองพลหน่วยที่ 93 ได้ปฏิบัติการอยู่แถบคุนหมิง มณฑลยูนาน ทั้งสองฝ่ายต่างรบสู้กันอย่างดุเดือด และในที่สุดฝ่ายคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง ก็เป็นผู้ชนะพรรคก๊กมินตั๋งจึงได้ถอยหนีไปอยู่เกาะไต้หวัน และนายพลเจียงไคเช็คก็ได้เป็นประธานาธิบดีของไต้หวันในเวลาต่อมา กอง พลที่ 93 อพยพติดตามไปไต้หวันไม่ทัน หรือโดนเจียงไคเช็คทิ้งก็ไม่อาจทราบได้ จึงตั้งกองกำลังอยู่ที่ยูนาน จากนั้นก็ถูกกองทัพจีนคอมมิวนิสต์คุกคามอย่างหนักจึงต้องสู้ไปพลางถอยไปพลาง สุดท้ายก็ถอยไปเข้าเขตของพม่าตอนบนพม่าก็ไม่ยอมเพราะถือว่าเป็นการรุกล้ำ อธิปไตยจึงส่งกำลังมาต่อสู้เพื่อพลักดันให้ออกจากพม่าสู้หลายครั้ง แม้ว่าพม่าจะเป็นฝ่ายรุก กองพล 93 เป็นฝ่ายถอย

          แต่สุดท้ายก็พลักดันออกจากพม่าไม่สำเร็จ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับไทยด้วย เพราะมีกองกำลังบางส่วนที่ถอยเข้ามาในเขตรอยต่อของไทยกับพม่า เช่นบริเวณดอนตุง ดอยแม่สลอง เป็นต้น สำหรับการอพยพของกองกำลังที่ 93 มาจากจีนนั้น ในเวลาเดียวกันก็มีชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นกองทหารอพยบตามมาด้วย ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเหล่านั้นไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของจีน คอมมิวนิสต์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำทางทหารของกองพลที่ 93 คือ นายพลหลี่มี่เป็นที่นับถือของชาวบ้านในเป็นอย่างมาก ดังนั้นกองพล 93 จึงประกอบไปด้วยทหารของกองพลเอง ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา และกองกำลังต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายกันไปเพราะถูก คอมมิวนิสต์คุกคาม เข้ามารวมตัวอยู่ด้วยกัน เช่น นายพลหลี่เหวินฝาน ได้นำกองกำลังอาสาสมัครป้องกันหมู่บ้านเข้ามาร่วมกับนายพลหลี่มี่ด้วย การอพยพเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทยนั้น กระจายอยู่ตามแนวชายแดนต่าง ๆ คือ อำเภอแม่อาย อำเภอแม่จันอำเภอแม่สรวย อำเภอพาน (จังหวัดเชียงราย) อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่และเทือกเขาบางส่วนในเขตจังหวัดน่าน
   
   
   5524
   
   
          ในช่วงที่ ไต้หวันทำการอพยพชาวกองพลที่ 93 ไปสู่ประเทศไต้หวันนั้น ได้มีชาวไร่ชาวนาบางส่วนที่มากับพวกทหารของกองพลที่ 93 ไม่ได้อพยพไปด้วย กลับตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองไทย ทั้งนี้เพราะหลายคนมีครอบครัวที่นี่ หลายคนเกิดที่นี่ และคิดว่าตนเองแท้จริงไม่ได้เป็นทหารของกองพลที่ 93 การไปไต้หวันเหมือนกับเป็นส่วนเกินและต้องไปเริ่มต้นใหม่ และหลายคนรักที่จะอยู่ประเทศไทย ช่วงนั้นได้มีขบวนการผู้ก่อการ ร้ายคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาในประเทศไทย และชาวบ้านเหล่านี้ก็ไม่ชอบคอมมิวนิสต์ ประกอบกับได้รับการฝึกอบรมแบบทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกตามแบบของโรงเรียนนายร้อยหวังผู่ จึงมีความพร้อมที่จะทำการรบและป้องกันตนเอง รัฐบาลจอมพลถนอมในขณะนั้นได้ทำการติดต่อชาวบ้านเหล่านี้ให้อยู่ที่เมืองไทย เพื่อร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วย จึงปักหลักอยู่ต่อที่ประเทศไทย
   
   
                                           555        77
                                          พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์           พลอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์
   
   
       รัฐบาลไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจากับไต้หวันเพื่อหา ข้อสรุปเกี่ยวกับชาวจีนอพยพที่ยังเหลืออยู่ในเมืองไทย รัฐบาลไต้หวันได้สรุปว่ากลุ่มชาวจีนดังกล่าวให้อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล ไทย รัฐบาลไทยจึงได้สั่งให้กลุ่มชาวจีนที่อพยพอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และ เชียงราย เพื่อความสะดวกในการควบคุมผู้อพยพ รัฐบาลไทยจึงตั้งให้กองบัญชาการที่ดอยแม่สลอง กองบัญชาการทหารสูงสุดนำโดย พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เสธฯ บ.ก.ทหารสูงสุด และ พล.ท. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ รองเสธฯ เป็นผู้ดูแล โดยประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด มี ผู้นำที่มีชื่ออยู่สองคน คือ นายพลหลี่เหวินฝาน และ พันเอกเฉินโหม่วซิว ได้เป็นผู้นำของชาวจีนที่เหลืออยู่ในเมืองไทย ขณะนั้นมีการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์เป็นอย่างมาก และเนื่องจากคอมมิวนิสต์ไม่ถูกกับชาวจีนที่อพยพ จึงมักสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ นา ๆเพื่อโยนความผิดให้กับชาวจีนกลุ่มนี้ เช่น ปล้นสะดม ฆ่าผู้นำชนกลุ่มน้อยเผ่าม้งที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลไทย โดยคนทั่วไปในขณะนั้นรู้จักชาวจีนกลุ่มนี้ในนามของกองพลที่ 93 แต่แล้วคนไทยก็รู้ว่าหลงกลพวกคอมมิวนิสต์เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือ
   
   888
   
   
         หน่วยงานของจังหวัดได้รับการติดต่อขอเข้ามอบตัวจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ที่บ้านห้วยกว้าง ตำบล แซว อำเภอเชียงแสน ทำให้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2512 นายประหยัด สมานมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย พ.ต.อ. ศรีเดช ภูมิประหมัน ผู้กำกับตำรวจภูธรเชียงราย นายทหารจากกองทัพภาคที่3 และคณะ รวมทั้งสิ้น 8 นายได้เดินทางเพื่อเข้าไปต้อนรับการกลับตัวกลับใจของกลุ่มผู้ก่อการร้ายดัง กล่าว การเดินทางไปครั้งนี้ผู้นำชาวจีนอพยพได้ทำการทักท้วงมิให้คณะของผู้ว่าเข้า ไปในเขตของคอมมิวนิสต์ เพราะรู้ว่าเป็นกลลวงแต่ทางคณะไม่ฟังคำทักท้วงจึงได้เดินทางเข้าไปในบริเวณ พื้นที่ที่ ผกค. ตกลงจะทำการมอบตัวแต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ทั้งคณะถูก ผกค. สังหารเกือบหมดเหลือรอดมาได้แต่เพียงนายอำเภอเมืองเชียงรายเพียงคนเดียว

          เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รัฐบาลไทยรู้ว่าคอมมิวนิสต์ร้ายแรงเพียงใด เมื่อ เรื่องนี้เกิดขึ้นทางกองบัญชาการทหารสูงสุดได้มีคำสั่งให้ชาวจีนอพยพที่เคย ได้รับการฝึกแบบทหาร ออกช่วยปราบปรามโดยเข้าร่วมกับกองกำลังทหารและตำรวจ ซึงการปราบปรามผู้ก่อการร้ายใช้เวลายืดเยื้อ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ไปจนถึง พ.ศ.2516 เหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายจึงได้สงบลง เมื่อสิ้นสุดการปราบปรามผู้ก่อการร้ายสงบลงแล้ว รัฐบาลไทยก็ได้ให้กองกำลังจีนอพยพ(กองพล93)จัดตั้งเป็นหมู่บ้านยุทธการ ได้แก่ หมู่บ้านผาตั้ง หมู่บ้านแม่แอบ สำหรับ หมู่บ้านแม่สลอง เดิมที่เรียกว่า หมู่บ้านหินแตก จึงให้เปลี่ยนชื่อเป็น หมู่บ้านสันติคีรี โดย พล.อ.อ. ทวี จุลละทรัพย์ เป็นผู้กำหนดชื่อหมู่บ้าน
   
   
   444
   
           ปี พ.ศ. 2524 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ให้ชาวจีนอพยพจัดตั้งเป็นกองกำลังอาสาสมัครไทย จำนวน 4 กองร้อย ร่วมกับกองกำลังกองทัพภาคที่ 3 เพื่อออกกวาดล้างผู้ก่อการร้ายที่เขาค้อ และที่เขาหญ้า จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลการกวาดล้างได้รับชัยชนะตามเป้าหมายที่รัฐบาลไทยกำหนด ทางรัฐบาล ไทยมองเห็นความสำคัญและผลงานที่ได้กระทำต่อบ้านเมืองของกลุ่มชาวจีนอพยพหรือ ที่รู้จักในนามของกองพล 93 กองบัญชาการทหารสูงสุดจึงตั้งคณะกรรมการเพื่อแปลงสัญชาติให้เป็นคนไทย

   4444


          ในพ.ศ. 2514 , 2518 , 2520 สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2521 โดยทางราชการจะออกบัตรประจำตัวชัวคราวให้กับนายทหารจีน(กองพล93) ใช้ในการออกจากเขตกำหนด(ดอยแม่สลอง) โดยใช้บัตร(ตามภาพ)แสดงแทนบัตรประชาชนไทย หลังจากนั้นอีก 8 ปี จึงได้อนุมัติให้ทำบัตรประชาชนไทยถาวร แก่ชาวจีนอพยพ(กองพล93) เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2529 โดยออกให้กับครอบครัวของนายทหารก่อน จากนั้นจึงออกให้ประชาชนจีนที่ติดตามกองทัพมานั้นเป็นลำดับไป สำหรับ บัตรประจำตัวนายทหารจีน(กองพล93) ที่ทางราชการออกให้ก่อนหน้านั้น(ตามภาพ) ทางราชการได้เรียกกลับคืน โดยเปลี่ยนกับบัตรประชาชนไทยถาวรในเวลาเดียวกันนั้น
   
   
   888
   
   
          เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ กองทัพภาคที่ 3 จึงได้มอบอำนาจการปกครองหมู่บ้านอดีตทหารจีน(กองพล93)บางหมู่บ้านให้กับ กระทรวงมหาดไทย ตามนโยบายของรัฐบาล เช่น หมู่บ้านสันติคีรี ( ดอยแม่สลอง ) เป็นหมู่ที่ 18 ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ตามข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ชาวจีนอพยพ(กองพล 93) เพิ่งจะได้รับอนุญาตให้มีบัตรประชาชนไทยถาวรได้ในปี พ.ศ.2529 (2514-2520 เป็นช่วงของการอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย)

ที่มา http://yui000.exteen.com/ ปริศนา ชาติกำเหนิด สนธิ ลิ้มทองกูล

อ่านต่อได้ที่http://nonlaw.7forum.net/t104-topic#866
8543  องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ / มัสยิดในเชียงใหม่และภาคเหนือ / รายชื่อมัสยิดและอีหม่ามในเชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 02:13:42 pm

    

   มัสยิดช้างเผือก
   ทะเบียนเลขที่ :    1 
   ที่อยู่ :  156 - โชตนา 4 ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่    
       
   อิหม่าม :       สรกิจ หะซัน (มุสตอฟา)     
      
   มัสยิดช้างคลาน               
   ทะเบียนเลขที่ :    2          
   ที่อยู่ :      822-823 ม.12 เจริญประเทศ - ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่    
      
   อิหม่าม :      นาย วาทย์ ศรีจันทร์ดร   
    
   มัสยิดอิสลามปากกอง               
   ทะเบียนเลขที่ :  3   
   ที่อยู่ :   - - ม.7 ต.สันทราย อ.สารภี เชียงใหม่    
       
    อิหม่าม :  นาย อดุลย์ พงษ์มณี                           
            
   มัสยิดฮ่อเฮดายาตูลอิสลาม (อิสลามบ้านฮ่อ)             
   ทะเบียนเลขที่ :  4 
   ที่อยู่ :   601 1 เจริญประเทศ - ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่               
      
        
   อิหม่าม :  นาย ซางฟู่ แซ่พ่าน
    
   มัสยิดอัต-ตักวา
   ทะเบียนเลขที่ :   5                                               
   ที่อยู่ :   141 ม.2 บำรุงราษฎร์ - ต.วัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่                
      
      
   อิหม่าม : นายศุภมิตร ฟูอนันต์                            
    
   มัสยิดอัลฟัฏลิ
   ทะเบียนเลขที่ : 6                        
   ที่อยู่ :  - ม.3 ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด 
   
                
   อิหม่าม : 
    
   มัสยิดอัล-อิมานิ               
   ทะเบียนเลขที่ : 7
   ที่อยู่ : - ม. 3 ต.เวียง อ.ฝาง      
      
   อิหม่าม : สุจินต์
    
   มัสยิดอัลเราะฮ์มะฮ์   
   ทะเบียนเลขที่ : 8            
   ที่อยู่ : - ม. 3 ต.แม่อาย อ.แม่อาย       
      
   อิหม่าม : พันตรีมนัส ขันธ์มาศ
    
   มัสยิดอัลสอาดะฮ์ บ้านหัวฝาย
   ทะเบียนเลขที่ : 9                
   ที่อยู่ :ม. 9 ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง      
      
          
   อิหม่าม :  นาย มา  มะสุนัน
    
   มัสยิดบ้านยาง                     
   ทะเบียนเลขที่ : 10
   ที่อยู่ :-----ต.แม่งอน อ.ฝาง    
      
         
   
   อิหม่าม :  นาย สมพงษ์
    
   มัสยิดอัสสลาม               
   ทะเบียนเลขที่ : 11  
   
   
   ที่อยู่ :-----ม. 7 ต.ทรายมูล อ.สันกำแพง
                    
   อิหม่าม :  นาย มหาอ๊อดอาลี ศรีชนะ           
    
   มัสยิดดารุลบิร               
   ทะเบียนเลขที่ :12
   ที่อยู่ :-----ต.สันกลาง อ.สันกำแพง                 
   
   
   อิหม่าม :  นาย จินดา พงษ์มณี           
    
   มัสยิดดารุสสลาม
   ทะเบียนเลขที่
   ที่อยู่ :----- ม. 3 ต.สันกลาง อ.สันกำแพง 
   
   
                            
   อิหม่าม : นาย สุจิต ตรงเพียรเลิศ            
    
                                     
    
    
    
    
    
    
    
8544  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / ประวัติการรับนับถือศาสนาอิสลามของชนชาติปาทาน เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:56:47 pm
   
      ประวัติการรับนับถือศาสนาอิสลามของชนชาติปาทาน
   
       
   
      
      ที่มา : หนังสือ“รวมบทความและรายงานพิเศษ ศาสนาและปรัชญา”
      ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
   

      โดย อณัส อมาตยกุล
      อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์
      คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

   

       

   

       

   

      ยยย

   

       

   

      ตลอดประวัติศาสตร์อิสลามที่ยาวนานราว 1400 กว่าปีนั้น ได้มีชนชาติต่าง ๆ ที่พากันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามด้วยความศรัทธานับจากคริสตศตวรรษที่ 7 มาจนถึงคริสตศตวรรษที่ 21 นี้เป็นจำนวนมากมาย อาทิ อาหรับ เปอร์เชียน(อิหร่าน) เบอร์เบอร์ เคิร์ด เติร์ก และชาวอินเดีย เป็นต้น ชนชาติต่างๆ เหล่านี้ต่างได้มีส่วนช่วยกันสรรค์สร้างประวัติศาสตร์ของประชาคมอิสลามที่ผ่านวันเวลาของความรุ่งโรจน์ ความร่วงโรย สันติภาพ สงคราม ความอ่อนโยนที่มนุษย์มีต่อกัน และความรุนแรง เฉกเช่นที่ชนชาติปาทานได้กลายเป็นชนชาติล่าสุดในโลกมุสลิม ที่เป็นหนึ่งในตัวเอกของเหตุการณ์ที่กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ เมื่อพวกเขาได้รับผลของความรุนแรงอันเกิดจากสงครามที่สหรัฐอเมริกากระทำขึ้นในอัฟกานิสถาน เพื่อโค่นล้มรัฐบาลตอลิบานซึ่งมีแกนนำคนสำคัญๆ ของรัฐบาล กองทัพ และ ฐานเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากชนชาติปาทานที่เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน ชื่อของชนชาติปาทานจึงได้กลับมาสู่ความสนใจของชาวโลกอีกครั้ง
       

   

      ในส่วนของประเทศไทยก็ปรากฏว่า ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทาน ได้กลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่ในหมู่ชาวไทยมุสลิม บทบาทของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทานก็ได้ทวีความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ ภายในเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษที่คนเหล่านี้ได้เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะจากช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง และเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษได้แบ่งอินเดียออกเป็นประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก ชาวปาทานจำนวนมากได้อพยพ เข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเวลานี้ และกลายเป็นบรรพบุรุษของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายปาทานในประเทศไทย การศึกษาทำความรู้จักถึงความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้ จึงมีความสำคัญต่อโลกของเราใบนี้ที่กำลังตกอยู่ในภาวะไร้พรมแดน และแก่ประเทศไทยของเราด้วยเช่นกัน

   

      ชนชาติปาทาน
       

   

      ชนชาติปาทานคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางใต้ และทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน และทางภาคตะวันตกของปากีสถาน ภาษาของผู้คนกลุ่มนี้คือ ภาษาปุชโต (Pushto) หรือ ปาชตู (Pashto) ชาวปาทานส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาอิสลามสายสุนนี่ (Sunni) ในหมู่พวกปาทานเหล่านี้ มีกลุ่มที่เข้มแข็งจนสามารถตั้งวงศ์กษัตริย์ขึ้นปกครองราชอาณาจักรอัฟกานิสถานได้ จนถึงกึ่งศตวรรษที่ 20 นอกจากภายในอัฟกานิสถานแล้ว พวกปาทานยังได้ปกครองเมืองและแคว้นต่าง ๆ ในที่ราบของอินเดียด้วย

   

       

   

       

   

       

   

      ปาทานในประวัติศาสตร์
      
      บบบ

       

   

      ต้นกำเนิดของชนชาติปาทานยังคงเป็นปริศนาและประเด็นการถกเถียง แต่ลักษณะทางภาษาศาสตร์เป็นประจักษ์พยานที่ดีว่า ภาษาของปาทานเป็นภาษา อินโด-ยูโรเปียน ในขณะที่ปาทานบางเผ่ามีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับชนชาติเซมิติก (ยิว - อาหรับ) ทั้งนี้เพราะดินแดนในอัฟกานิสถาน ตะวันออกของอิหร่าน และตะวันตกของอินเดีย เป็นหนึ่งในดินแดนที่มีการรบพุ่งรุกรานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งในจำนวนผู้เคยเข้ามารุกรานดินแดนนี้มี อิ หร่าน กรีก พวกฮินดูราชวงศ์ต่างๆ จากอินเดีย เติร์ก มองโกล อุซเบก ซิกข์ อังกฤษ รัสเซีย และ ผู้เข้ามาล่าสุดในตอนต้นของสหัสวรรษนี้คืออเมริกัน
      
      ชาวปาทานได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 982 ว่าเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขาสุลัยมาน ผลงานที่เป็นที่ปรากฏเป็นลำดับแรกของปาทานที่แสดงต่อชาวโลกก็คือ การเป็นทหารในกองทัพของสุลต่าน มะห์มูด แห่งฆอสนะ กษัตริย์มุสลิมเติร์ก ผู้ทำสงครามพิชิตอินเดียจากมหาราชาฮินดู ทางตอนเหนือของอินเดีย เมื่อประมาณ ค.ศ. 1000 และตั้งวงศ์กษัตริย์อาฟกันปกครองอินเดียถึง 300 ปี ไม่ว่าราชวงศ์คอลญี หรือ ราชวงศ์โลดี ที่เสียแผ่นดินให้แก่ จักรพรรดิ์บาบัร แห่งวงศ์โมกุล เมื่อคริสตศตวรรษที่ 16 ก็ล้วนเป็นวงศ์กษัตริย์ปาทานทั้งสิ้น

       

   

      กล่าวได้ว่าชาวปาทานประสบความสำเร็จในการปกครองอินเดียก่อนที่จะได้ปกครองดินแดนในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเสียอีก นั่นคือเมื่อ ค.ศ. 1747 เมื่อ อะห์มัด ชาฮ์ อับดาลี ได้รวบรวมพลจากฐานที่ตั้งอยู่ในกันดาฮาร์ และพิชิตรวบรวมดินแดนที่อยู่ระหว่างอินเดีย อิหร่าน และอัฟกานิสถาน ขึ้น จากนั้นคนในราชวงศ์ของพระองค์ และกลุ่มตระกูลบริวารก็ได้ปกครองประเทศนี้มาจนถึง ค.ศ.1973

   

      อังกฤษได้เริ่มมีบทบาทต่อดินแดนของปาทานในช่วงที่อังกฤษต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนในอินเดีย ทำให้เกิดสงคราม อังกฤษ - อาฟกัน ขึ้นในปี 1879 สงครามสิ้นสุดลงโดยอังกฤษยอมรับอำนาจของปาทาน และตกลงที่จะไม่ล่วงล้ำอธิปไตยของปาทาน ที่ตั้งอยู่หลังเส้นแบ่งเขตดูรันด์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียของอังกฤษ

   

       

   

       

   

       

   

      มาตุภูมิของปาทาน
      
      
      ยยย

       

   

      ชนชาติปาทานตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานและทางตะวันออกเฉียงใต้ของ เฮรัต เมืองสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ชุมชนของชาวปาทานยังกระจายไปไกลในทิศตะวันออกจนถึงแม่น้ำสินธุ และทางใต้พวกเขายังกระจายกันอยู่ในบริเวณ ซิบี (Sibi) และ กิวเอตต้า (Quetta) จนถึงกันดาฮาร์ หรือคันธาราราษฎร์ (Qandahar)

   

      ปาทานบางกลุ่มอาศัยอยู่ตามขอบดินแดนอิทธิพลของตน ที่อยู่ติดกับพรมแดนนานาชาติ เช่น เผ่าโมฮ์มันด์ (Mohmand) เผ่าซูเลมันเคล (Sulemankhel) และ อาคาคซายส์ (Achakzais) ภูมิประเทศในแถบนี้มักเป็นเทือกเขาสูงใหญ่ เช่น เทือกเขา อัลไพน์ - หิมาลายา ที่พาดผ่านตอนกลางของอัฟกานิสถาน ไปจนถึง เทือกเขาสุไลมาน (Sulaiman) ในปากีสถาน ถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกปาทานอาจอยู่ไกลออกไปตลอดทางตะวันออก ถึงที่ราบในแคว้นสินธุ และทางใต้จนถึงที่ราบสูงอิหร่าน
       

   

      ความแตกต่างระหว่าง "อาฟกัน" กับ "ปาทาน"
       

   

      ในภาพรวมแล้ว คำว่า "อาฟกัน" อาจหมายรวมถึง "ปาทาน" ได้ ดังจะเห็นว่าบางครั้งเคยมีความหวั่นเกรงว่า การยึดอำนาจของกลุ่มตอลิบานในอัฟกานิสถาน อาจมีผลให้ประเทศนี้นอกจากจะเป็นรัฐอิสลามแล้ว ยังอาจเป็นรัฐปาทาน หรือ ปาทานิสถาน อีกด้วย

   

      นักวิชาการบางคนมีทรรศนะว่า คำว่า "อาฟกัน" มีความหมายเฉพาะพวกดุรรอนีย์ (Durranis) อันเป็นตระกูลของชนชั้นปกครองในอัฟกานิสถาน และสายตระกูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวดองกันเท่านั้น ส่วนคำว่า "ปาทาน" หมายถึง มหาสาขาของตระกูลต่าง ๆ โดยทั่วไป ของผู้ตั้งถิ่นฐานในอัฟกานิสถาน แนวคิดของทฤษฎีนี้เริ่มไม่มีน้ำหนักแล้วในศตวรรษใหม่ เนื่องจากมีแนวคิดที่ว่า ทั้ง "อาฟกัน" และ "ปาทาน" เป็นชาติพันธุ์เดียวกัน แต่ที่เรียกต่างกันก็เพียงความหมายทางภาษาและวรรณคดี ที่ใช้เรียกพวก "ปาทาน" ที่เป็นชนชั้นปกครองประเทศ ว่า "อาฟกัน" สิ่งที่มาสนับสนุนทฤษฎีนี้ ก็คือ การที่เผ่าขนาดใหญ่ และมีอิทธิพล อย่างพวก ฆอลซาย (Ghalzai) นั้น ผู้คนก็รวมเรียกพวกเขาว่า "ปาทาน" เช่นกัน เผ่าอื่น ๆที่นับว่าสูงศักดิ์ อย่าง อาฟริดี (Afridi) บางกาษ (Bangash) ฆาฏัก (Khatak) วาซีรีย์ (Waziri) กาการ์ (Kakar) ฆันฑาปูร์ (Gandapur) ชีรานีย์ (Sherani) อุซตะรานี (Ustarani) และ เผ่าอื่น ๆ ก็รวมเรียก "ปาทาน" ด้วย

   

      
      
      งงง

   

       

   

      ภาษา
      
      
      จากการสำรวจเมื่อปี 1987 มีผู้ใช้ภาษาปุชโตอยู่ในโลกนี้ราว 20 ล้านคน ในจำนวนนี้ 11 ล้านคนเป็นพลเมืองปากีสถาน อีก 9 ล้านคนอยู่ในอัฟกานิสถาน แต่ผลจากสงครามกลางเมือง สงครามต่อต้านโซเวียต และ สงครามระหว่างกลุ่มมุญาฮิดีนต่างๆ ทำให้ปาทานอีกราว 2 ล้านคน อพยพจากอัฟกานิสถานเข้ามาในปากีสถาน
      
      การที่ชาวปาทานมีจำนวนถึง 50 - 60 เปอร์เซ็นต์ในอัฟกานิสถาน ทำให้พวกเขาเป็นชนชาติที่ใหญ่ที่สุด และสำคัญที่สุด จนสามารถมีเผ่าปาทานต่างๆหมุนเวียนเข้ามามีอิทธิพลปกครองอัฟกานิสถานในรูปของราชวงศ์กษัตริย์ หรือแกนนำของรัฐบาลมาจนถึงสมัยรัฐบาลตอลิบานในต้นศตวรรษที่ 21 นี้ รวมเวลาได้ได้ราวสองร้อยปี

   

      รากของภาษา
       

   

      ภาษา ปุชโต ถือเป็น สาขาหนึ่งของภาษาอิหร่าน ในตระกูลภาษา อินโด - ยูโร เปียน ภาษานี้มีสำเนียงหลัก ๆ ซึ่งแตกต่างกันดังนี้

   
      

         1. ภาษาปุชโต ของ ตะวันตกเฉียงใต้ของกันดาร์ฮาร์

      

         2. ภาษาปุชโต ของ ตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ปุชโตของเมือง เปชาวัร

   
   

      ชาวปาทานส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานจะพูดภาษาดารี ซึ่งเป็นสำเนียงหนึ่งของภาษาฟาร์ซี หรือ เปอร์เชียน ที่เป็นภาษาที่สองรองจากปุชโต ภาษาเปอร์เชียนเองก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อปุชโต ซึ่งทั้งสองภาษานี้ต่างก็ใช้อักษรอาหรับ (อลีฟ บาอ์ ตาอ์) ในการเขียน ยกเว้นอักษรบางตัวที่ชาวเปอร์เชียนและอัฟกานิสถานต้องประดิษฐ์เพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่มีเสียงดังกล่าวในภาษาอาหรับ

   

      ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน และที่อยู่อาศัยของปาทาน

   

      แม้จะมีปาทานจำนวนหนึ่งเป็นชนชาติเร่ร่อน แต่ปาทานส่วนใหญ่เป็นชาวเมือง ปาทานเหล่านี้จะตั้งถิ่นฐานรวมกันตั้งแต่หมู่บ้านละ 2 ครอบครัว ไปจนถึง 400 ครอบครัว
      
      การตั้งถิ่นฐานจะคำนึงถึง
      1. แหล่งน้ำ
      2. หญ้าเลี้ยงสัตว์
      3. ทำเลหรือชัยภูมิในการป้องกันตนเอง
      4. เขตอิทธิพลของเผ่าหรือกลุ่มอื่น
      
      การตั้งถิ่นฐานจะเริ่มจากเครือญาติหรือเผ่าบริวาร การสร้างบ้านหรือตั้งกระโจม จะปฏิบัติตามประเพณี คือ ตั้งล้อมบ้านหรือกระโจมของผู้อาวุโสในเผ่า
      
      บ้านมักสร้างจากโคลน หรืออิฐดินดิบ สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือ วงกบ บานประตู และ คานหลังคา ตามชนบท บ้านมักสร้างคล้ายป้อมปราการและมีหอคอยอยู่ที่มุมของบ้าน จะมีผนังแบ่งกั้นพื้นที่ใช้สอยตามความเหมาะสม มีส่วนที่กั้นไว้เพื่อรับรองผู้มาเยือน และส่วนเฉพาะภายในสำหรับสตรีตามวัฒนธรรมอิสลามที่เรียกว่า ซินานะฮ์ นอกจากนั้นยังมีส่วนของสัตว์เลี้ยงพวกแพะหรือวัวอีกด้วย ถ้าอยู่กระโจม ปาทานจะทอผ้ากระโจมขึ้นจากขนแพะดำที่พวกเขานิยมเลี้ยงไว้

      
      
       

   

      การสืบหาที่มาของชนชาติปาทาน
       

   

      เป็นที่แน่นอนว่าผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ของอัฟกานิสถาน และเทือกเขาฮินดูกูษ เทือกเขาสุไลมาน และที่ราบลุ่มสินธุนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนในชาติพันธุ์ อินโด - ยูโรเปียน หรือกล่าวรวม ๆ ว่าเป็นชาวอารยัน โดยมีข้อมูลสนับสนุนทางชาติพันธุ์วิทยา และหลักฐานทางภาษาศาสตร์ แต่เนื่องจากดินแดนแถบนี้ถือเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณ ที่ชนชาติต่าง ๆ เคลื่อนย้ายผ่านไปมา เพื่อทำการค้า หรือโยกย้ายแหล่งที่อยู่อาศัย และทำสงครามต่อกัน ทำให้มีชาติพันธุ์ต่าง ๆ ผสมผสานปะปนอยู่มากมายอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

   

       

   

      ตัวอย่างของชนชาติต่าง ๆ ซึ่งได้ทิ้งสายสกุลผสมผสานไว้ในดินแดนแถบนี้ได้แก่ เปอร์เซียน กรีก เติร์ก มองโกล อุซเบก ฯลฯ แต่เชื้อสายสำคัญที่สุด และน่าสนใจศึกษา เพื่อใช้สนับสนุนมูลเหตุการรับนับถือศาสนาอิสลามของชาวปาทานนั้นอาจได้แก่เชื้อสายอิสราเอล กรีก และอาหรับ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ชาวปาทานมีกับชน ชาติอิสราเอล ในฐานะที่ศาสนาอิสลามยกย่องให้เกียรติชาวยิวว่าเป็น "อะห์ลุ อัล กิตาบ" หรือ ชาวพระคัมภีร์ และความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่สืบไปถึงชาวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นการสืบอ้างไปถึงท่านศาสดา นบี มุฮัมมัด วงศ์ญาติของท่าน สหาย และสาวก (เศาะฮาบะฮ์) ของท่านศาสดา ล้วนแต่เป็นมูลเหตุ และปัจจัยอันสำคัญประการหนึ่ง ในการที่บรรพบุรุษของชนชาติปาทานพากันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

   

       

   

       

   

      ยยย

   

       

   

       

   

      เชื้อสายอิสราเอลในหมู่ปาทานบางกลุ่ม
       

   

      ในการมองดูรูปร่างหน้าตาของคนในตระกูลดุรรอนีย์ และฆอลซายส์ นั้น เราสามารถเห็นจมูกที่โด่งยาวและงุ้มอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของชนชาติอิสราเอล โครงสร้างของเค้าหน้าคนเหล่านี้มิได้เพิ่งปรากฏในระยะหลัง หากแต่ได้เป็นเช่นนี้มานานนับพันปีแล้ว ดังจะเห็นได้จากเหรียญกษาปณ์ที่มีอายุราวคริสตศตวรรษที่ 1 มีรูปของกษัตริย์ในราชวงศ์กุษาณะ มีพระฉายาลักษณ์ที่ปรากฏพระนาสิกโด่งงุ้มอย่างชัดเจน ขณะที่โจเซฟ โวลฟ์ (Joseph Wolff) ได้บันทึกไว้ว่า "บรรดายิวทั้งหมดในตุรกิสถาน เชื่อว่าตัวเองสืบเชื้อสายมาจากโตการ์มาฮ์ (Togarmah) บุตรโฆเมอร์ (Gomer) ซึ่งโฆเมอร์ผู้นี้มีชื่อปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เตารอต บทเยเนซิส 10, 3 เพียงแต่บันทึกต่าง ๆ ของพวกยิวถูกทำลายหมดในช่วงเวลาที่เจงกิสคานยึดครองตุรกิสตาน" (Kersten, 1983: 64)
      
      นักเดินทางชาวฝรั่งเศส ชื่อ จี ที วิกเน่ (G.T. Vigne) ผู้เป็นสมาชิกบัณฑิตยสภาสาขาภูมิศาสตร์ ได้บันทึกเรื่องราวระหว่างการเดินทางไปชูซิน (Chuzin) และ กาบูล (Kabul) ในอัฟกานิสถานว่า "บิดาของเอมิร่าห์ (Emirah) เป็นบิดาของพวกอาฟกันด้วย และบิดาของเอมิร่าห์นี้มีชีวิตอยู่ในรัชสมัยของ เนบูคัดเนซาร์ (Nebuchadnezzar) กษัตริย์แห่งบาบิโลน บิดาของเอมิร่าห์มีความภาคภูมิใจต่อการสืบเชื้อสายบนี อิสรออีล เขามีบุตรถึง 40 คน ทายาทผู้สืบเชื้อสายต่อจากเขาในลำดับที่ 40 มีชื่อว่า กีส (Kys) และกีสคนนี้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับท่านศาสดา นบี มุฮัมมัด ศ็อลฯ" (Kersten, 1983: 65)
      
      ดร.เจมส์ บรีเย่ (James Bryee) และ เคธ จอห์นสัน (Keith Johnson) เขียนไว้ในหนังสือของเขา หน้า 25 ในหัวข้อ อัฟกานิสถาน ดังนี้ : "ชาวอาฟกันระบุว่า ตนเองสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ซาอูลแห่งอิสรออีล และเรียกตนเองว่า บนี อิสรออีล" (Kersten, 1983: 66)

   

      การสืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มุฮัมมัด
       

   

      นอกจากทรรศนะที่มีต่อการเป็นเชื้อสายชาวอิสราเอล หรือ บนี อิสรออีล ของอาฟกัน หรือ ปาทานบางกลุ่มแล้วยังมีความเชื่ออีกว่า คนเหล่านี้อีกบางกลุ่มสืบเชื้อสายมาจากท่านศาสดา นบี มุฮัมมัด เช่น พวก เชรรานีย์ (Sherrnis) หรือ เชรวานีย์ กาการ์ (Kakars) การรานีย์ (Karrani) ดาวาย (Dawai) ตาริน (Tarin) มิยานา (Miyana) และ บาตานี (Batani) พวก ฆันดาปูร์ (Gandapur) และ อุซตารานา (Ustarana) เป็นกลุ่มซัยยิดเช่นกัน เพราะแตกออกมาจากเชรรานีย์ ส่วนพวกบังกาช อ้างว่ามีที่มาจากพวกกุรอยช์ (The Encyclopaedia of Islam, 1987) คำว่า "ซัยยิด" นี้ เป็นคำภาษาอาหรับ หมายถึง เจ้านาย ต่อมาคำนี้มักนิยมใช้เรียกขาน คนในตระกูลของหลาน ๆ ท่านศาสดา นบี มุฮัมมัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกลางและศตวรรษต้น ๆ ของสมัยใหม่ ปัจจุบันคำนี้ใช้ในความหมายว่า "คุณ" หรือ "นาย" ในสำนวนเขียนและพูดของภาษาอาหรับ แต่สำหรับมุสลิมในเอเชียใต้แล้ว คำนี้ยังคงใช้ในความหมายของลูกหลานท่าน ศาสดา นบี มุฮัมมัด อยู่
       

   

       

   

      บบบ

   

       

   

      ทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้ารับอิสลามของชนชาติปาทาน

   

       

   

      ศาสนาอิสลามเริ่มเข้าสู่ดินแดนอัฟกานิสถาน ที่เป็นมาตุภูมิของชาวปาทาน ตั้งแต่สมัย เคาะลีฟะห์ (กาหลิบ) อุษมาน บุตร อัฟฟาน (644 - 56 ) ทั้งนี้อาจมิได้หมายถึงดินแดนอัฟกานิสถานส่วนกลาง หากแต่เป็นดินแดนทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน ที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ์เปอร์เซีย

   

      ในครั้งนั้น เคาะลีฟะห์ อุษมาน ได้สั่ง อับดุล เราะห์มาน บุตร สมุเราะห์ ข้าหลวงเมืองบัสรา (แคว้นอิรัค) ให้เข้ายึดดินแดนที่อยู่ในอาณัติของเปอร์เซียทันทีหลังการล่มสลายของราชวงศ์สัสซานิด อาณาจักรเปอร์เซียถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรอิสลาม อับดุลเราะห์มาน ได้ล้อมเมืองซารานด์ซึ่ง ปัจจุบันคือเมือง ซาฮิดาน ไว้ระยะหนึ่ง ก่อนจะสามารถยึดเมืองได้ จากนั้นจึงรุกคืบไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น กีช อาราโคเซีย และ ดาวาร์ ปัจจุบันคือเมือง ซามีนดาวาร์ จนถึงดินแดนของอาณาจักรกุษาณะ ของอินเดีย
       

   

      กษัตริย์องค์สุดท้ายของวงศ์กุษาณะได้เข้ารับอิสลาม (The Encyclopaedia of Islam, 1987: 161) และถือเป็นข้อสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าการเข้ารับอิสลามของผู้นำประเทศ ทำให้พลเมืองกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศ ซึ่งรวมถึงชนชาติต่าง ๆ ซึ่งต่อมาได้ผสมผสานกันเข้าเป็นชนชาติปาทาน พากันเข้ารับอิสลามตามผู้นำรัฐ
       

   

      การขยายตัวของอิสลามไปสู่ผู้คนในดินแดนอัฟกานิสถานยังคงดำเนินอยู่ต่อไป แต่เนื่องจากความกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนและความทุรกันดาร ทำให้การขยายของศาสนาไปยังผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากเมืองหรือเส้นทางการค้าโบราณ เป็นไปได้ช้า จนถึงสมัย เคาะลีฟะห์ มุอาวิยะฮ์ บุตร อบู ซุฟยาน (661 - 80 ) ผู้เป็นปฐมแห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ได้บัญชาให้นำอิสลามไปมอบให้ถึงผู้คนในกาบูล โดย อุบัยดุลเลาะฮ์ บุตร อบู บักเราะฮ์ ได้เป็นผู้นำสาส์นไปยังราชาแห่งกาบูล แต่การแนะนำศาสนาอิสลามครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ และเขาถูกราชาแห่งกาบูล จับเป็นตัวประกัน ซึ่ง อุบัยดุลเลาะฮ์ ต้องจ่ายค่าไถ่ตนเองและผู้ติดตาม ให้แก่ราชาแห่งกาบูลเป็นเงินจำนวนถึง 700,000 ดิร์ฮัม

   

      ระยะเวลาหลังจากนี้ไปจนถึงคริสตศตวรรษที่ 9 ที่วงศ์กษัตริย์ใน วรรณะพราหมณ์แห่งกาบูลได้ล่มสลายลง เนื่องจากการกบฏของพลเมืองฮินดูในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน และเป็นข้อสนับสนุนแนวคิดที่ว่า เมื่อโลกทัศน์และแนวคิดแบบฮินดูในหมู่ประชาชนอัฟกานิสถานขาดผู้อุปถัมภ์ หรือขาดอำนาจรัฐและรัฐนิยมเพื่อการเกื้อกูลแล้ว ชนเผ่าต่าง ๆ ในอัฟกานิสถาน จึงทะยอยกันเข้ารับอิสลามกันจนหมดสิ้น ยกเว้นผู้คนในแคว้นกาฟิริสถาน ที่คงเป็นฮินดูอยู่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 จากนั้นจึงเปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลาม และ ชื่อของแคว้นนี้ก็ได้รับการเปลี่ยนเป็น นูริสถาน (หรือประเทศแห่งแสงสว่าง) แทนชื่อเดิม (Romodin, 1985: 63) หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งว่า อัฟกานิสถานเพิ่งกลายเป็นประเทศมุสลิมครบทุกเมืองและทุกแคว้น ในปลายศตวรรษที่ 19 นี้เอง

   

      แนวคิดของ เบอร์เนส
       

   

      เอ. เบอร์เนส ( A. Burnes) ระบุว่า การปรากฏตัวของชนชาติอิสราเอลในบริเวณที่เป็นมาตุภูมิของชาวปาทาน ก็เนื่องมาจากการอพยพระลอกแล้วระลอกเล่า จากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ในปาเลสไตน์ ไปสู่บริเวณที่เรียกว่า โฆเร (Ghore) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกาบูล พวกเขายังคงสืบทอดความเป็นชาวอิสราเอล หรือ บนี อิสรออีล หรือความเป็นชาวพระคัมภีร์ (อะห์ลุอัล กิตาบ) มาจนถึงปี ค.ศ. 682

   

      ณ เวลานี้เองที่ เชค คอลิด บุตร อับดุลลอฮ์ เดินทางมาถึงอัฟกานิสถาน และท่านได้เทศนาเชิญชวน บนี อิสราอีล แห่งอัฟกานิสถานนี้ ให้เข้ารับอิสลาม ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น ในขณะที่ชาวปาทานอื่น ๆ ที่มิได้อ้างเชื้อสายมาจาก ชาวอิสราเอล เช่น กลุ่มชาติพันธุ์อารยัน หรือ อินโด - ยูโรเปียน อื่น ๆ ได้รับแสงสว่างและทางนำของอิสลาม ตั้งแต่สมัยท่าน อุษมาน บิน อัฟฟานฯ ผู้ได้อนุญาตให้ อับดุล - เราะห์มาน บุตร สมุเราะห์ ข้าหลวงเมืองบัสรา แคว้นอิรัค นำกองทัพไปพิชิตซิจิสตาน ซึ่งในครั้งนั้น อับดุล - เราะห์มาน บุตร สมุเราะห์ สามารถยึดซารันญ์ หรือ ซาฮิดานในปัจจุบัน (Kersten, 1983: 64)
      
      แนวคิดของเบอร์เนส มีข้อน่าสังเกตและน่าสนใจในประเด็นที่ว่า บรรพบุรุษของชนชาติปาทาน รับนับถือศาสนาอิสลามอย่างสันติด้วยความสมัครใจ และด้วยความศรัทธา จากการเชิญชวนของบุคคล นั่นคือ เชค คอลิด แนวคิดหรือทฤษฎีการรับอิสลามของชนชาติต่าง ๆ ผ่านมือของศรัทธาชนผู้เคร่งครัด อย่าง เชค คอลิด ผู้นี้ ยังมีอีกมากและมิใช่แนวคิดใหม่ หรือเป็นการนำเสนอทฤษฎีการขยายตัวอิสลามโดยไร้ความรุนแรง เพื่อลดภาพพจน์เดิม ๆ ที่ผู้คนมักนึกถึงการแผ่ขยายของศาสนาอิสลาม เพียงแต่อาจเป็นปรากฏการณ์และพัฒนาการของศาสนาอิสลาม ที่นักวิชาการทั้งมุสลิม และผู้มิใช่มุสลิมให้ความสำคัญน้อยกว่าปรากฏการณ์และพัฒนาการทางด้านอื่น ๆ อย่างเช่น รัฐศาสตร์

       

   

       

   

      บบบ

   

       

   

      สรุป
      
      การรับนับถือศาสนาอิสลามของชนชาติปาทาน จึงอาจสรุปได้ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

   
      

         1. ความผูกพันทางสายเลือดและชาติพันธุ์ที่ชาวปาทานส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่า ตนเองสืบเชื้อสายมาจากลูกหลานของชาวอิสราเอล พวกเขาจึงเป็น อะห์ลุ อัล กิตาบ หรือ ชาวพระคัมภีร์ และพวกเขาควรศรัทธาต่อศาสดา นบี มุฮัมมัด ในฐานะศาสดาท่านสุดท้ายที่พระคัมภีร์ต่าง ๆ ของชาวอิสราเอลโบราณระบุไว้ว่าท่านจะมาปรากฏในภายภาคหน้า
         
         2. ความผูกพันทางสายเลือดและชาติพันธุ์ ที่ชาวปาทานส่วนหนึ่งเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากหลาน ๆ ของท่านศาสดา นบี มุฮัมมัด หรือจากสหายและสาวก (เศาะฮาบะฮ์) ของท่านศาสดาหรือแม้แต่จากชาวอาหรับ ก็ทำให้พวกเขาไม่รีรอที่จะรับนับถือศาสนา ที่ศาสดาเป็นชาวอาหรับและพระคัมภีร์เป็นภาษาอาหรับ
         
         3. บทบาทของผู้นำศาสนา หรือบุคคลผู้มีความเคร่งครัดในศาสนา ดังตัวอย่างของ เชค คอลิด ที่ทำให้ชาวปาทานพากันรับนับถือศาสนาอิสลามด้วยศรัทธาและความพึงพอใจ

   
   

      บรรณานุกรม

   

      Kersten, H. (1983). Jesus Lived in India. Munich: Langen Muller.
      
      Romodin, V. A. (1985). A History of Afghanistan. Moscow: Progress Publishing .
      
      The Encyclopaedia of Islam. (1987). "Afghanistan". Vol. 1. Leyden: E.J.Brill.

   

       

   

      credit

   

      นำมาจาก

   

      http://www.duangden.com/PhilosophyReligious/Islam.html

8545  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:40:27 pm
การเล่นสาดน้ำสงกรานต์
 
"วิธีเล่นสาดน้ำสงกรานต์นั้นคงมีลักษณะคล้ายกันในภาคของราชอณาจักรไทย แต่บางท้องถิ่นอาจมีการเล่นน้ำกันรุนแรงไปการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์มักแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง และการเล่นสาดน้ำวันสงกรานต์นี้เกิดจากความเชื่อว่า การสาดน้ำจะช่วยให้ฝนตกตามฤดูกาล"
การเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์เป็นประเด็นที่ผู้เขียนต้องการเขียนมากที่สุด เนื่องจากมุสลิมบางกลุ่มโดยเฉพาะบรรดาเยวชนมุสลิมทั้งชายและหญิงจะนิยมเล่นสาดน้ำกันในวันสงกรานต์กันอย่างแพร่หลาย มีกล่าวกันว่าในบางท้องที่ มุสลิมจะเล่นสาดน้ำกันก่อนวันสงกรานต์ (คือก่อนวันที่ 13) และเลิกสาดน้ำกันภายหลังวันสงกรานต์ (คือเลิกภายหลังวันที่ 15) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีมุสลิมบางกลุ่มนิยมเล่นสาดน้ำสงกรานต์มากกว่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเสียอีก
ภาพลักษณ์ของมุสลิมจึงดูมัวหมองอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการไม่มีจุดยืน และไม่ได้ศึกษาค้นคว้าถึงที่มาของวันสงกรานต์และการเล่นสาดน้ำว่าเป็นอย่างไร ?
ซึ่งหากมุสลิมทราบ ก็คงจะได้ใคร่ครวญถึงความผิดพลาดของตนในอดีตที่ได้ร่วมเล่นสาดน้ำเป็นแน่ เพราะการสาดน้ำในวันดังกล่าว มาจากความเชื่อที่ว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เป็นการมอบหมายให้ฝนตกด้วยการสาดน้ำ ด้วยเหตุนี้เองที่มุสลิมไม่สามารถจะร่วมเล่นสาดน้ำ ในวันสงกรานต์ได้อย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเยาวชนซึ่งหวังเพียงสนุกสนานจนอาจลืมนึกถึงสิ่งที่อาจจะส่งเสียผลกระทบต่อความศรัทธาของตน
โปรดพิจารณาหลักฐานดังต่อไปนี้
ภายหลังการนมาซศุบหฺที่ตำบลหุดัยบิยะฮฺ ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวถามขึ้นว่า "พระผู้อภิบาลตรัสไว้อย่างไรกับพวกท่าน?" บรรดาสหายของท่านนบีกล่าวตอบว่า "พระองค์อัลลอฮฺและศาสนฑูตของพระองค์ยอมรู้ดียิ่ง "ท่านนบีทรงกล่าวว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า "ในตอนเช้า ส่วนหนึ่งจากปวงบ่าวของฉันนั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อฉัน (กล่าวคือ) บุคคลหนึ่งกล่าวว่าเมื่อฝนตกลงมายังเรา นั้นเป็นความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮฺ เขาผู้นั้นศรัทธาต่อฉันและปฏิเสธต่อดวงดาว (เพราะดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าไม่สามารถทำให้ฝนตกได้), ส่วนบุคคลหนึ่งกล่าวว่า เมื่อฝนตกมายังเรา นั้นเป็นเพราะดวงดาวต่างๆ โครจรจากที่นั้นไปยังที่โน้น เช่นนั้นแหละที่เขาได้ปฏิเสธต่อฉัน และเชื่อมั่นศรัทธาต่อดวงดาวต่างๆ"
ผู้เขียนจึงใคร่ขอเรียนให้ผู้ปกครองหรือครูอาจารย์ ได้ช่วยกันกำชับและรงณรงค์ให้มุสลิมละทิ้งการร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นสาดน้ำ ยิ่งต้องตักเตือนกันอย่างจริงจังและเข้มงวดอย่างที่สุด หวังเพียงให้เยาวชนในวันนี้ได้ยืนหยัดและรักษาจุดยืนแห่งความเป็นมุสลิมที่แท้จริงตลอดไป
 
 แนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิม
จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียนและแนวทางในการดำเนินชีวิตของมุสลิมได้ดังนี้

 

1. มุสลิมจะต้องไม่นำสิ่งอื่นที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติ มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตด้วยการยึดแนวทางที่ถูกกล่าวไว้ในอัล-กุรฺอาน และแบบฉบับทีมาจากท่านนบีมุหัมมัด เพราะพระองค์อัลลอฮฺจะทรงรับการงานจากแนวทางทั้งสองนี้เท่านั้น และพระองค์ยังทรงกำชับอย่างเน้นหนักมิให้นำสิ่งที่มิใช่อิสลามมาปฏิบัติดังนี้ "และบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาแนวทางอื่นจากอิสลาม (นำมาปฏิบัติ) ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา(หมายถึงพระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงรับการงาน ที่เป็นแบบฉบับอื่นของอิสลามอย่างเด็ดขาด)" ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า"ฉันได้ทิ้งไว้สองสิ่ง ซึ่งพวกท่านจะไม่มีวันหลงทาง ตราบเท่าที่พวกท่านยึดมั่นสองสิ่งนั้นไว้ นั่นคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และแบบฉบับจากศาสนาทูตของพระองค์ (คือซุนนะฮ์ของท่านนบีมุหัมมัด)" จึงสรุปได้ว่า ไม่มีช่องทางใดที่ทำให้มุสลิมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ได้เลย เพราะเพียงแค่หลักฐานที่นำมาเสนอข้างต้นก็เป็นที่แน่ชัดและตรงประเด็นอยู่แล้ว
2. พฤติกรรมของมุสลิมจะต้องแตกต่างจากศาสนิกอื่น ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "พวกท่านจงมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี" คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัดบ่งบอกให้รู้ว่ามุสลิมจะต้องอยู่ร่วมกับสังคมทั้งที่เป็นมุสลิม และไม่ใช่มุสลิม โดยแสดงภาพลักษณ์แห่งการเป็นมุสลิมให้เป็นที่ประจักษ์ในทุกๆด้าน ไม่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ จริยธรรมแห่งอิสลาม การประกอบาสนกิจ และอื่นๆ เพื่อให้ต่างศาสนิกได้รู้ถึงมาตราฐานและจุดยืนแห่งความเป็นมุสลิมซึ่งมีเอกลักษณ์เป็รของตัวเองในทุกๆด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้มุสลิมผู้หนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์ ย่อมชี้ให้เห็นว่ามุสลิมผู้นั้นมิได้ทำตัวแตกต่างไปจากสังคมส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่มุสลิม ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งดังกล่าวไม่เป็นสิ่งที่ไม่อนูมัติของศาสนา อีกทั้งท่านนบีมุหัมมัดได้กำชับไว้ว่าจงทำตัวให้แตกต่างจากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคี ซึ่งหมายร่วมถึงการทำตัวให้แตกต่างจากบุคคลที่นับถือศาสนาอื่นทั้งในด้านความเชื่อ และหลักการปฏิบัติ ภาพลักษณ์ของมุสลิมควรจะเด่นชัดกว่านี้ มิฉะนั้นแล้วบุคคลทั่วไปจะตัดสิน ได้อย่างไรว่าสังคมไหนคือสังคมมุสลิม และสังคมไหนไม่ใช่มุสลิม
 
3. มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางสังคมอย่างมีจุดยืน ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "พวกท่านอย่าเป็นบุคคลที่ไร้จุดยืน (เขาจะมีสภาพเป็นเช่นนั้น) หากผู้คนทั้งหลายกระทำความดี (ที่สอดคล้องกับอิสลาม) เราก็คำความดีนั้นด้วย และหากว่าผู้คนทั้งหลายกระทำความชั่วร้าย เราก็ไม่กระทำความชั่วร้ายนั้น" วจนะของท่านนบีมุหัมมัดชี้ประเด็นที่ชัดเจน และลึงซึ้งมากมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมุสลิมขณะที่อยู่ร่วมปะปนกับผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ โดยที่ท่านบีสอนให้มุสลิมแสดงจุดยืนอย่างเด่นชัดมุสลิมจะไม่คลุมเครือและไร้แกรสานอย่างเด็ดขาด เพราะมุสลิมมีแนวทางเป็นของตนเอง และต้องดำเนินแนวทางนั้นแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ปฏิบัติเลยก็ตาม หรือสิ่งใดที่คนส่วนใหญ่คิดว่าดีงาม ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อ ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะได้รับอิทธิพลมาจากศาสนา ลัทธิ หรือความคิด มุสลิมถือว่าจะนำสิ่งนั้นมาปฏิบัติด้วยไม่ได้เพราะไม่มีคำสอนมาจากศาสนาอิสลาม ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าหากมุสลิมในปัจจุบันยึดมั่นอุดมการณ์มีจุดยืนชัดเจนเฉกเช่นที่กล่าวมาข้างต้น มุสลิมจะพัฒนาคุณภาพและยกระดับการเป็นมุสลิมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย
4. ใกล้วันวันสิ้นโลก มุสลิมจะต้องมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำถ่านไว้ในมือ ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า"ช่วงสมัยหนึ่งจะเกิดขึ้นกับประชาชาติของฉัน (หมายถึงสภาพก่อนใกล้วันกิยามะฮฺ) มีบุคคลในหมู่พวกของเขาที่ยืนหยัดอยู่บนศาสนาของเขา ประหนึ่งว่ากำถ่านไฟ (ร้อนๆไว้ในมือของเขา)"ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวถึงสภาพใกล้ๆวันสิ้นโลกว่า มุสลิมจะมีสภาพเหมือนบุคคลที่กำถ่านไฟร้อนๆไว้ในมือของตน นั้นย่อมหมายถึง มุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลกนั้นต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนมิให้เดินตามสังคมที่มีพฤติกรรมอันสวนทางกับอิสลามต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง มิให้ละทิ้งการประกอบศาสนกิจในช่วงนั้นและอื่นๆ ซึ่งดูราวกับว่าตนต้องใช้ความอดทนพอๆ กับการกำถ่านไฟร้อนๆ เอาไว้ในมือของตนนั้นเอง แต่ถ้าไม่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างจริงจังแล้ว เชื่อแน่เหลือเกินว่าเขาอาจเป็นบุคคลหนึ่ง ที่ตกอยู่ในสภาพที่พ้ายแพ้อย่างย้อยยับ
สภาพของมุสลิมในปัจจุบันคงไม่แตกต่างอะไรกับมุสลิมในยุคใกล้วันสิ้นโลก (หรือว่ายุคนี้อาจจะถึงยุคใกล้วันสิ้นโลกแล้วก็ได้) เนื่องจากมุสลิมในปัจจุบันต้องต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองอย่างหนักหน่วง มิฉะนั้นแล้วมุสลิมจะไม่สามารถแสดงภาพลักษณ์แห่งอิสลามได้เลย อย่างเช่นการร่วมกิจกรรมหรือการเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์ เป็นบทพิสูจน์การต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของมุสลิมได้เป็นอย่างดี มุสลิมคนใดบ้างคนที่พ้ายแพ้แก่ค่าความนิยมความเชื่อของสังคมแล้วเข้าไปมีส่วนร่วมในวันสงกรานต์ และมุสลิมคนใดบ้างที่ต่อสู้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมในวันสงกรานต์ ประหนึ่งผู้ที่กำลังกำถ่านร้อนๆไว้ในมือของตน

 ...............................................................
 คัดลอกจากหนังสือ “ทำไมมุสลิมจึงทำไม่ได้” โดย อ.มุรีด ทิมะเสน
8546  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:34:03 pm
                                                   
มุสลิมกับวันต่างๆ : ทำไมมุสลิมจึงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้
                                                                                               
                                                                                                                                                                       
                                                                                                           
                                                                                                                                                                                   
 
                                                                                                                                                                                   
ประเพณีวันตรุษสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                                                                                           
สงกรานต์เป็นคำแปลสันสกฤต มักเรียกเข้าคู่กับคำว่าตรุษ เป็นภาษาสันสกฤตเช่นกัน รวมกันเป็น "ตรุษสงกรานต์" คำว่า "ตรุษ" หมายถึง เทศกาลเนื่องในวันสิ้นปี ซึ่งกำหนดตามวันจันทรคติ ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 (ราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 32)                                                                        
                                   
                                                                                                                                                                                   
                                                                                                           
ส่วนคำว่าสงกรานต์หมายถึง เทศกาลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกำหนดตามสุริยะคติ คือวันที่ 13 14 และ15 เมษายน (ราชบัณฑิตยสถาน 2525 : 777) แปลว่าตัดหรือขาดคือว่าตัดจากปีเดิมหรือสิ้นปี เป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยควมสวัสดีในรอบปีหนึ่ง เรียกว่าส่งปีเก่า
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ส่วนสงกรานต์ แปลว่า เคลื่อน ย้าย ผ่าน อันได้แก่พระอาทิตย์ผ่านหรือเคลื่อนย้ายผ่าน หรือเคลื่อนย้ายเข้าไปในจักราศีใดกราศีใดจักราศีหนึ่ง และจักราศีนั้นแบ่งออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆกัน หรือ 12 ราศี แต่ละราศีมีกลุ่มดาวอยู่ในราศีนั้นๆด้วย เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าไปในราศีใดแล้ว กว่าพระอาทิตย์จะผ่านพ้นไปได้ ต้องใช้เวลาเป็นเดือน แต่ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ผ่านพ้นไปครบ 12 ราศีก็นับเป็นเวลา 1 ปี (เสถียรโกรศ 2516 : 6)
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ด้วยเหตุนี้ ตรุษสงกรานต์จึงหมายถึงวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่อย่างเก่าของไทย"                                                                         ประเด็นชี้แจง
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
จากเนื้อหาข้างต้นพอสรุปได้ว่า วันสงกรานต์ถือเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของคนไทย ดังนั้น เมื่อวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ของไทย มุสลิมที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยย่อมไม่มีส่วนร่วมอะไรกับวันดังกล่าว เพราะอิสลามมิได้บัญญัติส่งเสริมให้สนุกสนานรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่ของชนชาติอื่น หรือแม้กระทั่งวันขึ้นปีใหม่ของอิสลามเองก็ตาม ดังเช่นมุสลิมบางกลุ่มเข้าใจผิดว่า วันที่ 1 มุหัรร็อมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ของอิสลาม
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ส่วนวันที่อิสลามอนุมัติให้รื่นเริงได้มีเพียงสองวันในรอบปีเท่านั้น คือวันอีดิ้ลฟิตริและวันอีดิ้ลอัฎฺฮา ดังที่ท่านอนัสได้กล่าวไว้ว่า "เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดมาถึงนครมะดีนะฮฺ พวกชาวเมืองก็มีวันรื่นเริงอยู่สองวัน ท่านจึงถามว่า "ทั้งสองวันนั้นคือวันอะไร?" พวกเขาตอบว่า "ในสมัยก่อนศาสนาอิสลามพวกเราได้มีการละเล่นกัน" ท่านนบีจึงกล่าวว่า "พระองค์อัลลอฮฺ ได้ทรงกำหนดวันทั้งสองให้แก่พวกท่าน ซึ่งดีกว่าวันทั้งสองนั้น ก็คือวันอัฎฺฮาและวันฟิตริ"
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
ฉะนั้น เมื่ออิสลามได้กำหนดวันขึ้นปีใหม่ให้แก่บรรดามุสลิม จึงถือว่าไม่อนุญาติให้จัดงานเกี่ยวกับวันขึ้นปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่อ้างว่าเป็นของอิสลามหรือของศาสนาอื่นก็ตาม ท่านนบีมุหัมมัดได้กล่าวไว้ว่า "บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มอื่น ดังนั้นเขาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย"
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของศาสนาอื่น ซึ่งเทศกาลดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้องกับบรรดามุสลิมแม้แต่น้อย จึงไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิม ต่อการร่วมแสดงความยินดี หรือร่วมเฉลิมฉลอง และร่วมสนุกสนานในวันดังกล่าว                                                                         ประวัติความเป็นมาของวันสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
      วันสงกรานต์ตกอยู่ในวันที่ 13 14 และ 15 เมษายนของทุกปีและกำหนดวันสงกรานต์ในปีแรก เป็นครั้งแรกเผอิญตรงกับวันที่13 เมษายน ปีต่อๆมาจึงต้องยึดเอาตามวันที่กำหนดครั้งแรกนั้น ที่จริงแล้ววันสงกรานต์อาจจะไม่ใช่วันที่ 13 เมษายนก็ได้ วันที่ 13 เมษายนเรียกว่าวันมหาสงกรานต์ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เมษายนเรียกว่าวันเนา ซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจร อยู่ระหว่างราศีมีนกับราศีเมษ และวันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศกขึ้นปีศักราชใหม่ วันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่ โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่กรุงสุโขทัย กระทั่งปี พ.ศ. 2483 พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในปีนั้น ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติปีปฏิทินต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้วันขึ้นปีใหม่ จากวันที่ 1 เมษายนเป็นวันที่ 1 มกราคม เมื่อ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2483 และสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการ และได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2483 โดยให้ขึ้นปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484                                                                         ตำนานวันสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ตำนานวันสงกรานต์นี้ ได้ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพราหมณ์ฮินดูอยู่ในเรื่องหนึ่ง และได้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม ดังต่อไปนี้
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
เศรษฐีคนหนึ่งไม่มีบุตร บ้านของเขาอยู่ใกล้กับบ้านของนักเลงสุรา นักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน มีผิวเนื้อเหมือนทอง วันหนึ่งนั้นนักเลงสุราได้เข้าไปกล่าวคำหยาบคายต่อเศรษฐี และเศรษฐีถามว่าเหตุให้เขาจึงหมิ่นประมาทต่อหน้าเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากนังเลงสุราได้ตอบว่าถึงเศรษฐีจะมีทรัพมากก็ไม่มีบุตร
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                                                           
เมื่อเศรษฐีตายแล้ว ทรัพย์สมบัติก็สูญเปล่านักเลงสุรากล่าวว่าตนประเสริฐกว่าเศรษฐี เศรษฐีมีความละอายแล้วจึงบวงสรวงต่อพระอาทิตย์พระจันทร แล้วตั้งจิตอธิธานขอบุตรถึง 3 ปี ก็มิได้มีบุตร อยู่มาวันหนึ่ง เป็นวันนขัตฤกษ์สงกรานต์ พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวานขึ้นไปยังต้นไทรอันเป็นที่อยู่แห่งฝูงนกทั่งปวงริมฝั่งน้ำ จึงเอาข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงขึ้นบูชาพระไทร ประโคมพินพาทย์แล้วตั้งจิตอธิฐานขอบุตรพระไทรมีความกรุณาจึงเหาะไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้ธรรมบาลเทวบุตรลงมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาของเศรษฐี เมื่อนางคลอดบุตรออกมาจึงให้ชื่อว่าธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาท 7 ชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำนั้น ธรรมบาลกุมารโตขึ้นได้เรียนรู้ภาษานกแล้วเรียนไตรเพทจนจบ เมื่ออายุ 7 ขวบ และได้เป็นครูสอนมงคลการต่างๆ แก่คนทั้งหลายมงคล เหล่านี้มีอยู่ 12 มงคลอันได้แก่ การโกนผมไฟ การเจาะหู การตั้งชื่อเด็ก การสอนเด็กให้เดินให้พูด การเปิบข้าว การนุ่งผ้า การว่ายน้ำ การโกนจุก การตัดเล็บ การตกแต่งร่างกาย และการแต่งงาน
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ในขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวกบิลมหาพรหมองค์หนึ่ง ว่าเป็นผู้แสดงมงคลแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อท้าวกบิลมหาพรหมทราบจึงลงมาถามปัญหา 3 ข้อกับธรรมบาลกุมารโดยให้สัญญากันไว้ว่า ถ้าธรรมบาลกุมารแก้ปัญหานั้นได้จะตัดเศรียรบูชาความรู้ของธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารแก่ปัญหานั้นไม่ได้ต้องตัดเศียรของตนมาบูชาท้าวกลิบมหาพมภายใน 7 วัน ปัญหา 3 ข้อนั้นมีอยู่ว่า ข้อ 1 ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน? ข้อ 2 ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน? ข้อ 3 ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน?
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
เมื่อล้วงเวลาไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารยังคิดไม่ออก จึงนึกว่าตนจะต้องตายด้วยอายาของท้าวกบิลมหาพรหมธรรมบาลกุมารไม่ต้องการตายจึงหนีไปซุกซ่อนตายเสียดีกว่า แล้วลงจากปราสาทไปนอนใต้ต้นตาล 2 ต้น ซึ่งมีนกอินทรี ตัวผู้ตัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นตาลนั้น ครั้นเวลาค่ำ นางนกอีนทรีได้ถามสามีของพรุ่งนี้จะได้อาหารที่ใด สามีของนางอินทรีตอบว่าจะได้กินศพของธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลมหาพรหมจะฆ่าเสียเพราะธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบคำถาม 3 ข้อของท้าวกบิลมหาพรหมได้ นางอินทรีจึงถามสามีของตนว่าปัญหา 3 ข้อนั้นมีอย่างไร สามีของนางอินทรีบอกว่าตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน ตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่ไหน นางนกอินทรีก็ถามสามีของมันว่าปัญหานั้นแก้อย่างไร สามีของนางอินทรีของนางอินทรี ได้บอกว่า ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า ตอนเที่ยงราศีของมนุษย์อยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมปะพรมที่อก ส่วนตอนเย็นราศีของมนุษย์อยู่ที่เท้ามนุษย์ทั้งหลาย จึงเอาน้ำล้างเท้า (คณะกรรมการวัฒณธรรมแห่งชาติ 2529 : 84)
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ธรรมบาลกุมารได้ยินการสนทนาของของอินทรี 2 ผัวเมียเช่นนั้นแล้ว ก็ได้กลับไปยังปราสาทของตน ครั้นวันรุ่งข้นท้าวกบิลมหาพรหมได้ถามปัญหา 3 ข้อนั้น ธรรมบาลกุมารได้ตอบคำถามนั้นถูกต้อง ท้าวกบิลมหาพรหม จึงเรียกธิดาทั้งเจ็ดผู้เป็นบริจาริกา (แปลว่า หญิงรับใช้ หรือภรรยา) ให้พระอินทร์มาพร้อมกันแล้วบอกว่าเราจะตัดศรีษะของเราบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าศรีษะของเราตั่งบนแผ่นดินไฟจะไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งขึ้นบนอากาศฟ้าจะแล้ง ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำทะเลจะแห้ง จึงให้เทพธิดาทั้งเจ็ดนั้นมารองรับพระเศียรของบิดาไว้ แล้วแห่ประทักษิณ (คือการแห่เวียนขวา) ราบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในมณฑลถ้ำคันธธุลีเขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่อพิมพ์ต่างๆ พระเวสสุกรรมหรือวิษณุกรรมก็เนรมิตรโลงด้วยแก้วเจ็ดประการชื่อภัควดีให้เป็นที่ประชุมเทวดาเทวดาทั้งป่วงได้นำเถาฉมูนาค (ไม่ทราบว่าเถาอะไร น่าจะเป็นเถาไม้ที่ใช้หมักสำหรับทำน้ำโสมหรือสุรา) มาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกสังเวยทุกพระองค์ ครั้นถึงกำหนด 365 วัน โลกสมมุติว่า ปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดา 7 องค์จึงผลัดเวรกันองค์ 1 ปี มาอัญเชิญพระเศีรยท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวลก (วีระชัย มีชอบธรรม และคณะ2530 : 123,สุเมธาวิทยากุล 2535 : 6)
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
นางเทพธิดา 7 องค์ที่ผลัดเวรกันมาอัญเชิญพระเศรียท้าวกบิลมหาพรหมออกแห่ประทักษิรเขาพระสุเมรุ ทุกปีนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ว่าถ้าวันสงกรานต์ในวันที่ 13 เมษายน ตรงกันวันอะไร และเป็นเวรของนางเทพธิดาองค์ ใดเป็นไปดังนี้
                                                                                                                                                                                   
ประเด็นชี้แจง
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ตำนานของวันสงกรานต์ มาจากความเชื่อที่ปรากฏในเทพนิยายของศาสนาพรหมฮินดู โดยเชื่อว่า เมื่อวันสงกรานต์กับวันที่ 13 เมษายนจะตรงกับวันใดก็ตาม เช่น วันตรงกับวันอาทิตย์ วันศุกร์ หรือวันอื่นๆ ภายในสัปดาห์ เหล่าเทพธิดาของท้าวกบิลมหาพรหมจะทำหน้าที่ออกมาอัญเชิญพระเศียรบิดาของพวกนางตามวันที่ถูกกำหนดไว้
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
เช่นนั้นสมมุติว่าวันที่ 13 เมษายนตรงกับวันพุธ เท่ากับว่านางเมธาเทวีจะออกมารับพระเศียรของท้าวกบิลมหาพรหม เพื่อนำมาแห่ประทักษิณเขาพระสุเมรุของปีนั้น
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ความเชื่อดังกล่าวยังคงดำเดินอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบันสำหรับบุคคลที่นับถือและเชื่อถึงการร่วมพิธีกรรมในวันสงกรานต์ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพรหมณ์ ฮินดูถึงศาสนาพุทธก็ตาม
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ส่วนศาสนาอิสลามก็ได้กำหนดขอบเขตความเชื่อความเชื่อไว้ว่าความเชื่อนั้นๆ จะต้องอยู่วันอยู่บนพื้นฐานของอัล-กุรฺอานและแบบฉบับของท่านนบีมุหัมมัดเท่านั้น ส่วนความเชื่อใดที่ขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลาม หรือศาสนาอิสลามมิได้กำหนดไว้ ถือว่ามุสลิมทุกคนจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาดด้วยเหตุนี้เอง ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวสอนไว้ว่า
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
"โลกนี้ (ดุนยา) เปรียบเสมือนห้องขังของผู้ศรัทธา และเป็นสวรรค์สำหรับผู้ไม่ศรัทธา (ต่อศาสนาอิสลาม)"
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
คำสอนของท่านนบีมุหัมมัด นัยความถึงการดำเนินชีวิตของมุสลิม จะต้องอยูในของเขตและระเบียบที่อิสลาม กำหนดไว้ตลอดว่าจึง จึงดูคล้ายกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในห้องขังที่ไม่มีอิสระมากนัก จะกระทำอะไรต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ตลอดเวลา ตรงข้ามกับบุคคลที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งพวกเขามีอิสระเต็มที่ในการดำเนินชีวิตของตนเอง โดยไม่มีขอบเขตและกฏเกนฑ์ตายตัว กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามอำเภอใจ ภายใต้จิตสำนึกแห่งความต้องการของตนเองเสมอ
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                                                                                           
ฉันใดก็ฉันนั้น แม้มุสลิมปรารถนาจะเข้าร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์มากเพียงใด ก็ไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้ เพราะวันดังกล่าวเป็นวันขึ้นปีใหม่ความเชื่อของชาวพุทธ ส่วนมุสลิมมีวิถีชีวิตที่ถูกกำหนดบนพื้นฐานของพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งไม่ใช่วันรื่นเริงหรือวันแห่งการเฉลิมฉลองของศาสนาอิสลาม เพราะฉนั้น มุสลิมจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวันดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย                                                                         การเล่นสาดน้ำสงกรานต์
                                                                                                                                                                                   
                                   
                                                                       
                                   
                                &n
8547  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมอิสลามจึงไม่กินหมู? เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:30:12 pm

                   
 
 
 คำตอบ หากถามว่าเพราะเหตุใดมุสลิมจึงไม่รับประทานเนื้อหมู คำตอบสั้นๆ คือ เป็นคำสั่งห้ามจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนเหตุผลสำหรับมุสลิมนั้นก็คงไม่ต้องใช้นะครับ เพราะเมื่อเป็นหลักการของศาสนา นั่นหมายรวมว่ามุสลิมจะต้องยอมรับโดยดุษฎี ไม่ว่าคำสั่งนั้นเราจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม

 
8548  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมอิสลามจึงไม่กินหมู? เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 01:28:29 pm
 
 

 
ทำไมอิสลามจึงไม่กินหมู? 
นี่คือคำตอบยอดฮิตที่ต่างศาสนิกมักจะถามมุสลิมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  และเชื่อว่าจะถามกันยันถึงอนาคตแต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ไม่มีใครถามว่า  “ ทำไมคนคริสเตียนจึงกินหมู? ” ทั้งๆ  ที่คัมภีร์ไบเบิลสั่งห้ามไว้ก่อนหน้าอิสลามเสียด้วยซ้ำคำสั่งห้ามกินเนื้อหมูเป็บบัญชาของพระเจ้าครับ  ดังนั้นใครศรัทธาในพระเจ้า  คนนั้นก็ปฏิบัติตามคำสั้งของพระองค์  เพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้ารู้ว่าคำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระเจ้านั้นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่ดีต่อผู้ปฏิบัติตามทั้งสิ้น  ดังนั้นผู้ศรัทธาจึงไม่มีคำถามในเรื่องนี้และไม่ต้องการเหตุผลใดๆ  ทั้งสิ้น
แต่เมื่อวิทยาการเจริญก้าวหน้า  มนุษย์ก็เริ่มมีความอยากรู้อยากเห็นที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น  คำถาม  “หมูๆ”นี้จึงเกิดขึ้นมา เมื่อผู้คนอยากจะรู้  ก็เลยมีการทดลองพิสูจน์ว่าเนื้อหมูมันต่างไปจากเนื้อสัตว์อื่นตรงไหน การทดลองทางกายภาพเกิดขึ้นครั้งแรกในตอนที่วิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้า  โดยการตักเอาเนื้อหมู  เนื้อแพะ  และเนื้อวัวที่เชือดพร้อมกันและน้ำหนักเท่ากันมาทิ้งไว้กลางแจ้งเพื่อดูปฏิกิริยา  ผลปรากฏว่าเนื้อหมูเน่าก่อน
 
 เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า  มีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ก็พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็กๆ  ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป  แต่ในเนื้อหมู  พยาธิบางชนิดมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ซึ่งความร้อนต่ำไม่สามารถทำลายมันได้  พยาธิที่รอดตายจากความร้อนเหล่านี้เองที่เข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป
นอกจากพยาธิมหาภัยที่มีตัวตนแล้ว  เนื้อหมูยังมีภยันตรายที่มองไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนอีก  นั่นคือ  ไขมันที่ทำให้เกิดโรคอ้วนโรคเส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม  เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวมาก็อาจไม่พอเพียงสำหรับคนที่นับถือ “วิทยาศาสตร์”
 เป็นศาสนา  เพราะคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าจะหาคำตถามมาโต้แย้งต่างๆ  นานาว่า
 
“เดี๋ยวนี้หมูได้รับการพัฒนาให้มีเนื้อมากกว่าไขมันแล้ว”
 “การเลี้ยงก็สะอาดไม่สกปรกเหมืนแต่ก่อน”
 “ผมกินเนื้อหมูมาตั้งแต่เด็กจนป่านนี้ยังไม่เห็นเป็นอะไร”
 
และอื่นๆ  อีกสารพัด  หมูพัฒนาแล้ว  แต่คนยังไม่พัฒนาครับ  ดังนั้น  ทุกศาสนาจึงต้องพัฒนามนุษย์  ด้วยการออกคำสั่งห้ามกินอาหารบางอย่างเพื่อเป็นการเตือนใจให้มนุษย์อยู่ในขอบเขตของศาสนาไงครับ  สัตว์ต่างๆ  ยังมีเขตในการกินเช่นกัน  ถ้ามนุษย์ละเมิดขอบเขตการกินที่พระเจ้ากำหนดไว้  มนุษย์ก็สามารถละเมิดขอบเขตอื่นๆ  ได้และถ้าเป็นเช่นนั้น  มนุษย์ก็จะกินทุกอย่างไปจนกระทั่งกินบ้านกินเมืองกินยี่งกว่ากินหมูอีกครับ
 
 
 
ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" 
 
ข้อมูลเพิ่มเติม  http://www.mureed.com/mr_talk/bview.asp?id=3500
8549  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ค่ายอบรมศาสนาและจริยธรรมเยาวชนมุสลิม เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 10:29:49 am

    

   ค่ายอบรมศาสนาและจริยธรรมเยาวชนมุสลิม
   ระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน 2552
   ณ มัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม(บ้านฮ่อ) จ.เชียงใหม่
   .
   โดยความร่วมมือของ
   มัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม(บ้านฮ่อ)
   มัสยิดอัลญาเมี๊ยะ(ช้างคลาน)
   มัสยิดดุนนูร(ช้างเผือก)
   มัสยิดอัตตักวา(สันป่าข่อย)
   สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่
   ชมรมสตรีมุสลิมล้านนา
   องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
   
   จากภาพ นายแพทย์สนาน  สิมารักษ์  ที่ปรึกษาอาวุโสมุสลิมจังหวัดเชียงใหม่
   กำลังกล่าวบรรยายพิเศษก่อนการอบรมครั้งนี้

    

   .
   มีเยาวชนเข้าร่วมอบรมจำนวนเกือบ200คน
   .
   งานนี้ขอปรบมือให้แก่บรรดาพี่เลี้ยงและผู้ช่วยพี่เลี้ยงทุกท่านที่ได้อุทิศกำลังใจ กำลังกาย
   เป็นตัวจักรสำคัญที่ดำเนินการอบรมเริ่มตั้งแต่ รับเยาวชนเข้าค่ายในวันที่ 11 เมษายน 2552
   โดยมีภาระกิจหลัก ดูแลน้อง ๆ เยาวชนเมื่อก้าวย่างเข้าค่ายวันแรก จนกระทั่งน้อง ๆ เยาวชน
   เดินออกจากค่ายพร้อมผู้ปกครองมารับในวันที่ 16 เมษายน 2552
   ระหว่างอยู่ในค่าย ก็พี่เลี้ยงนี่แหละ จัดกิจกรรมให้กับน้อง ๆ เยาวชน
   เริ่มตั้งแต่ละหมาดเช้า(ซุบฮ์) จนถึงหลังละหมาดดึก (อีซา)ในแต่ละช่วงเวลามีกิจกรรมให้น้อง
   ได้เข้าร่วมตลอด สลับกับการบรรยายทางศาสนาของอิหม่ามมุตอฟากับครูซอและห์
   ยามค่ำคืน ดูแลเรื่องการหลับนอน ความปลอดภัย
   .
   จึงขอปรบมือดัง ๆ ให้แก่พี่เลี้ยงทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ จนงานสำเร็จได้ดังหวัง
   เรามาดูกันครับว่าพี่เลี้ยงที่กล่าวมาเป็นใคร หน้าตา อย่างไรครับ
   เชิญชม
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   พี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
   ผู้ช่วยพี่เลี้ยง
    
    
   ขอองค์อัลเราะห์(ซ.บ.)ตอบแทนความดีให้แก่เขาเหล่านี้ด้วยเถิด อามีน
   .
   ปีนี้เป็นปีที่พิเศษหลายประการ
   ประการแรก มีนักเรียนตัวเล็กจอมป่วนอายุประมาณ 8 ขวบ เป็นตัวป่วนค่ายจนเกิดปั่นป่วนเป็นระยะ
   แต่ก็ไม่พ้นความสามารถของพี่เลี้ยงที่จะดูแลได้ แต่ทุกคน เหงื่อตก
   แต่นี่ไม่ใช่การทดลองของพระองค์ทีทรงส่งภูมิคุ้มกันมาให้พี่เลี้ยงดอกหรือ
   ประการที่สอง ขอยกนิ้วให้พี่เลี้ยงจากชมรมฟัรดูอีนบ้านฮ่อ ที่ผลิตรายการสุดท้าย
   ฉายปิดการแสดงของน้อง ๆ ชาวค่าย เป็นสิ่งที่ควรได้รับการชื่นชมยินดีจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
   อย่าให้สูญหายไป พัฒนาไปในทางที่ดีและนำกลับมาอีกในคราวต่อไป
   ประการสุดท้าย พี่เลี้ยงปีนี้มาจากหลากหลาย ทั้งถิ่นที่อยู่ อาชีพ และการศึกษา
   แต่ก็มารวมเพื่องานการอบรมครั้งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
   .
   นอกจากนี้จะขาดมิได้เลยสำหรับผู้ใหญ่ใจดีที่ให้การสนับสนุนดังต่อไปนี้
   มัส
   
   โดยเฉพาะ
    
   
    
   
   ชมรมสตรีมุสลิมล้านนาผู้ใหญ่ใจดีที่คอยสนับสนุนอาหารว่างให้แก่ค่ายอบรมครั้งนี้เป็นอย่างดี
   
   
   
   แน่นอนมีผู้ใหญ่ใจดีทีเป็นทีมสนับสนุน ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน อยู่คอยเป็นกำลังใจระหว่างการอบรมตั้งแต่ต้นจนจบการอบรม ดังต่อไปนี้
   
   
   
   
   
   โดยเฉพาะอิหม่ามมุตอฟา หะซันและครูซอและห์ แสวงสิริผลเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องศาสนา
   ให้แก่ผู้เข้าอบรมในช่วงหลังละหมาดทุกเวลา ประมาณ 15 นาที เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
   ขอปิดท้ายด้วยภาพบรรยากาศในการอบรมพอเป็นสังเขป
   
   ขอองค์อัลเราะห์(ซ.บ.)ตอบแทนความดีให้แก่เขาเหล่านี้ด้วยเถิด อามีน
   วัสสลาม
   ครูเงาะ(คณะกรรมการในการจัดงาน)
คณะกรรมการประจำมัสยิดเฮดายาตุ้ลอิสลาม(บ้านฮ่อ)

   ผู้ใหญ่ใจดีที่อยู่เบื้องหลังอาหารการกิน และที่พักค่ายอบรมครั้งนี้

8550  องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ / ประวัติและผลงานบุคคลมุสลิมในภาคเหนือ / คุณสมเพชร วัฒน์ทรัพย์ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:47:13 am
คุณสมเพชร วัฒน์ทรัพย์

   llll
   
    
                  นายสมเพชร วัฒนทรัพย์ อายุ 47 ปี ที่อยู่ 12/122 หมู่ 3 ถนนเชียงใหม่-สันกำแพง ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 50130
   
      ผลงานที่ผ่านมาในอดีต -อดีตนายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ -อดีตกรรมการอิสลามมัสยิดอัต-ตักวา สันป่าข่อยเชียงใหม่
   
   -อดีตอุปนายกสามาคมมุสลิมเชียงใหม่
   -ประธานจัดงานกีฬามุสลิมสัมพันธ์ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ ครั้งที่ ๗ และครั้งที่ ๙ ณ.สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่
   -ผู้ประสานงานอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ (พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมรวิวัฒน์
   -คณะทำงานกระทรวงแรงงานว่าด้วยการอพยพแรงงานไทยในสงครามอิรัก-คูเวต
   -รองประธานชุมชนคนงานไทยในประเทศซาอุดีอาราเบีย
   -คณะติดตามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
   -กระทรวงมหาดไทยในขณะปฏิบัติราชการในประเทศซาอุดีอาราเบีย
   -ผู้ดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้เดินทางไปแสวงบุญคนไทย(พี่น้องมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ.ประเทศซา อุดีอาราเบีย
   -ผู้อำนาวยการศูนย์การศึกษามัสยิดดารุลสลาม
   -ประสานให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในการดูแลเด็กกำพร้า(ภัยพิบัติสึนามิ) ปัจจุบัน
   -คอเต็บมัสยิดดารุลสลาม หมู่ ๓ ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
   -ที่ปรึกษาสภายุวมุสลิมโลกประจำประเทศไทย(WAMY)
   -ผู้ประสานงานกระทรวงยุติธรรม(กรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ DSI)
   -คณะกรรมการสถานศึกษาอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
   -ประธานกองทุนการศึกษาเด็กยากจนสมาคมมุสลิมเชียงใหม่
   -ประธานบริษัทฮอริซอล บิสสิเนสแอนด์ทราเวล จำกัด
   -ที่ปรึกษาประธานชมรมตะกร้อลอดห่วงสมาคมกีฬาจังหวัดเชียงใหม่
   -ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
    
   
      ON Foucus :
   
      อิลยาส วัฒนะทรัพย์
   
      นั่งแท่นนายกฯ มุสลิมเชียงใหม่
   
      
   
      อิลยาส วัฒนะทรัพย์
   
                สืบเนื่องจากที่คอลัมน์ Nisa Report ในนิตยสาร “นิสา วาไรตี้” ฉบับประจำเดือนเมษายน ได้รายงานเกี่ยวกับการจัด “กีฬาสัมพันธ์มุสลิมต้านยาเสพติด ภาคเหนือ ครั้งที่ 8” ซึ่งจัดขึ้นที่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 17 – 20 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก เทศบาลเมืองแม่สอด และพี่-น้องมุสลิมแม่สอดร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งงานดังกล่าวก็ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ และสำเร็จเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อย
   
                  ในพิธีปิดการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ ฯ ทุกครั้งที่ผ่านมา ขั้นตอนสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ คือ พิธีส่งมอบธง “กีฬาสัมพันธ์มุสลิมภาคเหนือ” ซึ่งในระหว่างที่การแข่งขันไม่ว่าเป็นเวลากี่วันก็ตาม ธงนี้ก็จะโบกสะบัดอยู่ที่ยอดเสาในสนามกีฬาตลอดเวลา จนกระทั่งถึงวันปิดการแข่งขันจะมีการเชิญธงลง เพื่อส่งมอบให้กับจังหวัดที่มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เจ้าภาพครั้งต่อไป นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับจังหวัดนั้นที่จะเตรียมตัวให้เต็มร้อย กับการจัดงานกีฬาสัมพันธ์ ฯ ในปีหน้า ผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารในวงการมุสลิมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมุสลิมในภาคเหนือคงทราบแล้วว่า จังหวัดเชียงใหม่จะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์มุสลิมภาคเหนือครั้งต่อไป ฉบับนี้เราจึงพาผู้อ่านมารู้จักกับ นายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่  ผู้อาสาเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญครั้งนี้
   
      
   
      คุณสมเพชร (มุฮัมมัด อิลยาส)  วัฒนะทรัพย์
   
      คุณสุขสวัสดิ์ (ฮัจญะฮชากีเราะห์) วัฒนะทรัพย์
   
                     คุณสมเพชร (มุฮัมมัด อิลยาส)  วัฒนะทรัพย์ อายุ 45 ปี  เกิดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แต่มาเติบโตและได้รับการศึกษาด้านศาสนาที่โรงเรียนจิตภักดี จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดี อาระเบีย เป็นเวลาถึง 25 ปี โดยผ่านงานตั้งแต่บริษัทจัดหาแรงงาน สายการบินซาอุเดียและตำแหน่งล่ามประจำสำนักแรงงานไทย สถานเอกอัครราชทูตแห่งราชอาณาจักรไทย ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดี อาระเบีย เกือบ 8 ปี ก่อนที่จะมาเปิดกิจการร้านอาหารไทยในกรุงริยาดจนถึงปัจจุบัน คู่สมรสคือ คุณสุขสวัสดิ์ (ฮัจญะฮชากีเราะห์) วัฒนะทรัพย์ มีทายาท 2 คน คือ นางสาวเพชรรัตน์ (ฮัจญะฮมะดีนะห์) วัฒนะทรัพย์ กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และนายอะนิส วัฒนะทรัพย์ กำลังศึกษาระดับมัธยมปลาย
   
      
   
      คุณสมเพชร (มุฮัมมัด อิลยาส)  วัฒนะทรัพย์
   
      คุณสุขสวัสดิ์ (ฮัจญะฮชากีเราะห์) วัฒนะทรัพย์
   
      นางสาวเพชรรัตน์ (ฮัจญะฮมะดีนะห์) วัฒนะทรัพย์
   
      นายอะนิส วัฒนะทรัพย์
   
                    คุณอิลยาสได้เล่าให้ฟังว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์มุสลิม ฯ มาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2549  “ขณะนั้นผมเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคม ฯ ได้ประมาณ 1 เดือน ก็มีงานใหญ่เข้ามาเป็นงานแรก คืองานกีฬาสัมพันธ์มุสลิมภาคเหนือ ครั้งที่ 7  การที่ได้มารับตำแหน่งนี้เป็นเพราะ พี่-น้องมุสลิมเชียงใหม่เห็นว่าผมมีความพร้อมที่จะทำงานได้ ประกอบกับการจัดทีมงานที่มีความสามารถมา บริหารงานของสมาคม ฯ ให้เคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ คือสองอย่างนี้จะต้องไปด้วยกัน ลำพังนายกสมาคม ฯ ที่มีความพร้อมอย่างเดียวก็คงไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงไปได้ ในการบริหารงานเราได้ให้แต่ละ มัสยิดส่งตัวแทน 1 คน เข้ามามีส่วนร่วมกันดูแล โดยให้มีตำแหน่งในฝ่ายต่างๆ ผลงานที่ผ่านมา เช่น รับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่พ่อ-แม่เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติสึนามิ ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอารีย์ วงศ์อารยะ ซึ่งมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” และจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เยาวชนจากภาคใต้ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว  ร่วมโครงการ “ใต้ฟ้าเดียวกัน” ของกองทัพบก ร่วมต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ร่วมงานวันเอดส์โลกกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ประสานงานกับหน่วยกาชาดเชียงใหม่ในการบริจาค และขอรับบริจาคเลือด  และร่วมกิจกรรมในท้องถิ่นกับหน่วยงานราชการต่างๆ”
   
                      สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนมุสลิมทั้งในปัจจุบัน และอนาคตที่วางโครงการไว้ คุณอิลยาส กล่าวว่า “นโยบายที่วางไว้และได้จัดทำไปแล้วบางส่วน คือ การจัดกองทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขัดสน การดูแลผู้สูงอายุ มีชุมชนตัวอย่างที่ติดตามดูได้ที่มัสยิดหนองแบน และมัสยิดอัตตักวา อีกโครงการหนึ่งที่เคยประชาสัมพันธ์ไว้บ้างแล้ว คือ จัดตั้งกองทุนฮัจญ์ โดยจะหาเงินทุนให้ไปทำฮัจญ์ฟรี หรือถ้ามีการบริจาคเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ เราก็จะเก็บเข้าเป็นกองทุนไว้ ขั้นต่อไปจะเป็นการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยผ่านทางมัสยิดต่างๆ  โครงการนี้เป็นความคิดที่เพิ่งเริ่มต้น แต่ค่อนข้างจะเป็นโครงการใหญ่ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการใหญ่ๆ ได้ก็คือ วาระที่เข้ามาดำรงตำแหน่งมีเพียงคราวละ 2 ปี การทำงานอาจจะไม่ต่อเนื่อง ซึ่งโครงการที่คิดไว้ยังมีอีกหลายโครงการ แต่ที่ทำได้ไม่มากเพราะติดขัดที่เรื่องเวลา อีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องงบประมาณ เนื่องจากสมาคม ฯ ยังไม่มีรายได้หลักที่แน่นอน การดำเนินโครงการต่างๆ อาจจะต้องสำรองจ่ายไปก่อน ซึ่งในเรื่องนี้ก็พยายามอย่างเต็มที่ คิดว่าคงไม่เกินความสามารถ”
   
                    เมื่อถามถึงปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ นายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ให้ความเห็นว่า “ถ้าเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว กลุ่มมุสลิมนับว่ามีปัญหาน้อยมาก ไม่ใช่ว่าเคยมีปัญหาหนักแล้วลดลง แต่ในความเป็นจริงเยาวชนมุสลิมมีปัญหาด้านนี้น้อยอยู่แล้ว เพราะแต่ละมัสยิดมีคณะกรรมการ ฯ อิหม่าม คอเต็บ ช่วยกันดูแลอยู่ตลอดเวลา ส่วนปัญหาด้านความสัมพันธ์ในกลุ่มมุสลิมที่มีหลายเชื้อสายก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเราอยู่กันอย่างสันติ มีการไปมาหาสู่กันเป็นปกติ ไม่แบ่งพวก แบ่งชั้น เวลาจัดงานเมาลิดตามมัสยิดต่างๆ ก็ผลัดเปลี่ยนกันมาช่วย เชียงใหม่ยังไม่เคยจัดงานเมาลิดใหญ่ประจำจังหวัดเหมือนกรุงเทพ ฯ หรือทางภาคใต้ งานด้านอื่นๆ เช่น การจัดค่ายอบรมเยาวชนหลายแห่งซึ่งจัดกันอยู่แล้วเป็นประจำทุกปี  ทางสมาคม ฯ ก็ให้ความร่วมมือและสนับสนุนมาโดยตลอด คืออะไรที่ทำดี มีอยู่แล้ว ก็พยายามช่วยกันสนับสนุน ส่วนที่ยังไม่มีก็คิดริเริ่มที่จะทำ คือพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากให้มองภาพว่าสมาคม ฯ ไม่ได้อยากจะมาเด่น มาแย่งงานคนอื่นทำ แต่เราจะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย”
   
      
   
                 ประวัติการทำงานของคุณอิลยาสช่วงที่เป็นล่ามอยู่สำนักแรงงานไทย ฯ นั้น จะเห็นได้ว่าได้รับความไว้วางใจจากทางราชการอย่างยิ่ง โดยได้ร่วมรับเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร เมื่อคราวเสด็จเยือนราชอาณาจักรบาห์เรน และยังได้รับมอบหมายให้ร่วมติดตามคณะรัฐมนตรีต่างๆ ที่ได้เดินทางเยือนประเทศซาอุดี อาระเบีย ในสมัยนั้น อาทิ คณะของดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ (อดีต รมว. กระทรวงการต่างประเทศ) คณะของท่านประมาณ อดิเรกสาร (อดีต รมว.กระทรวงมหาดไทย) คณะของท่านเฉลียว วัชรพุกก์ (อดีต รมช. กระทรวงมหาดไทย) คณะของท่านวัฒนา อัศวเหม (อดีต รมช. กระทรวงมหาดไทย) คณะของ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์ อดีต รมช. กระทรวงการต่างประเทศ)
   
                   ผลงานที่ประทับใจที่สุดของนายกสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ผู้นี้ คือ ในสมัยที่ ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธ์ เป็น รมช. กระทรวงการต่างประเทศ เขาได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือคนงานไทย และรับผิดชอบดูแลในการอพยพคนงานไทยจากชายแดนคูเวต ผ่านเข้าเขตประเทศจอร์แดนอย่างปลอดภัย (ช่วงสงครามอ่าว อิรัก-คูเวต) และเป็นผู้ติดต่อประสานงานสายการบินจอร์แดนเนียนแอร์ไลน์ ขนคนงานกลับประเทศไทยภายใต้การกำกับดูแลของกรมแรงงาน ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ  และในปีพ.ศ. 2535-36 ซึ่งขณะนั้นท่านลิขสิทธิ์ ปานสมจิตร เป็นเอกอัครราชทูตไทย คุณอิลยาสยังได้รับมอบหมายให้มาช่วยราชการกรมตำรวจอีกด้วย นอกจากนั้นยังได้ทำหน้าที่ล่ามให้ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ (รองอธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น) ระหว่างเดินทางเยือนประเทศซาอุดี้ ฯ พร้อมคณะ รมว.กระทรวงมหาดไทย จนกระทั่ง พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ได้ขึ้นเป็นอธิบดีกรมตำรวจ ก็ยังได้รับเกียรติจากท่านให้ทำหน้าที่ล่าม โดยประสานงานกับท่านฮานี มุอ์มินะห์ อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ในสมัยนั้น หลังจากนั้นเมื่อพล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์เป็นสมาชิกวุฒิสภาและได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการทหาร ก็ยังได้เข้าพบเพื่อให้คำปรึกษาหารือ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของพี่-น้องชาวไทยมุสลิม เพื่อหาแนวทาง ในการสมานฉันท์ให้พี่-น้องชาวไทยมุสลิม และพี่-น้องร่วมชาติต่างศาสนิกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
   
      
   
                  ความหวังของสมาคมมุสลิมเชียงใหม่ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ? คุณอิลยาสเปิดใจว่า “โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ที่อัลลอฮให้เราได้มาอยู่ในระดับนี้ มีหน้าที่การงาน มีฐานะทางสังคม ก็อัลฮัมดุลิลละฮฺ  แล้ว เราพอใจ เราขอบคุณพระองค์ แต่ถ้าเราอยู่ในระดับนี้แล้วสามารถที่จะทำประโยชน์อะไรให้สังคมได้ ก็น่าจะทำ ถ้าทุกคนเห็นความพร้อม เห็นความเหมาะสมที่จะให้ผมทำงานต่อไป ผมก็ยินดี เพราะอยากให้โครงการทุกอย่างที่คิดไว้ ฝันไว้ เป็นรูปธรรมขึ้นมา ยกตัวอย่างสถานที่ตั้งของสมาคม ฯ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีที่ตั้งอย่างเป็นทางการ ถ้าเราสามารถดำเนินการจนสมาคม ฯ มีอาคารที่ตั้งเป็นสัดส่วน มีห้องประชุม มีสถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ  คนที่จะมาทำงานในภายภาคหน้าก็จะได้ใช้ประโยชน์ สำหรับผมแล้ว อยากได้คนมีความสามารถมาร่วมงานด้วย จะได้แบ่งฝ่ายให้ทำงานไปตามความถนัด ความเหมาะสม ผมไม่เคยคิดเรื่องแบ่งพวกแบ่งพ้อง อยู่ในตำแหน่งนี้ก็มองไม่เห็นทางว่าจะได้ผลประโยชน์จากตรงไหน สิ่งเดียวที่ตั้งใจไว้คือพยายามทำให้ดีที่สุด และถ้าคิดว่าจะทำแล้วก็ต้องเสียสละอย่างเต็มใจ ทุ่มเททั้งกาย ใจ และทุนทรัพย์”
   
                  สิ่งที่คุณอิลยาสอยากฝากไว้ให้สังคม คือ “ขอให้พี่-น้องมุสลิมรักกันมากๆ  อยากให้เข้าใจกัน มีอะไรติดขัด หรือไม่เข้าใจก็ควรเข้ามาคุยกันดีกว่า สำหรับผมนั้น พร้อมทำงานแบบโปร่งใส แต่ขอความจริงใจจากทุกคน สังคมมุสลิมเราจะดีขึ้นมากหากเราเปิดใจพูดจากัน”
   
       
   
      ที่มา
   
หน้า: 1 ... 568 569 [570] 571 572 ... 575


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap