Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
พฤษภาคม 01, 2017, 03:44:06 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 569 570 [571] 572
8551  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ผีในอิสลามเป็นเช่นไร เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:28:06 pm
ญิน
 
                                            
 
ญินนั้นเป็นมัคโล้กชนิดหนึ่งที่มีชีวิตอยู่จริง ที่มีอยู่ด้วยกันสามกลุ่มหรือสามประเภท ญิน ซัยดอน และอิฟริต ทั้งหมดนั้นมีที่มาจากต้นกำเนิดและรูปลักษณะเดียวกัน ญินเกิดจากธาตุไฟ ซัยดอนเกิดจากไฟซึ่งมันจะมีความแตกต่างในด้านหน้าที่ การต่อสู้ชีวิต ญินเหล่านี้มีความเชื่อถือแตกต่างกัน เช่นเดียวกับมนุษย์เราเหมือนกันและเพราะเหตุนี้ พวกญินเหล่านี้จึงมีรูปแบบของชีวิตเป็นของตัวเองมีการดำเนินชีวิตความรู้ความเข้าใจ และระเบียบวินัยที่แน่นอน ซัยดอนจะเลวร้ายกว่าญินและอิฟรีต เพราะการต่อสู้ชีวิตของพวกมัน ก็คือคอยยุยงให้ชาวโลกให้ประกอบแต่กรรมชั่วอยู่ตลอดเวลา หน้าที่ของมันกระทำเพื่อสร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดามัคโล้ก ทั้งหลายของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เท่านั้น
 
 
 
 ซึ่งรูปร่างญินนั้นจะสูงใหญ่กว่าเราหลายเท่า ญินทุกๆกลุ่มเหล่านี้เป็นมัคโล้กที่มีชีวิตและวิญญาณ ซึ่งเป็นไปได้ที่พวกเขาจะมีชีวิตสืบทอดต่อกันไป ในการเพิ่มพูนจำนวนลูกหลานและพวกเขายังมีกำหนดเวลาของชีวิต ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงกำหนดไว้แล้วเช่นเดียวกับมนุษย์เรา เมื่อกำหนดเวลาของชีวิตได้มาถึง พวกเขาทั้งหมดก็จะต้องตายลง และหลังจากถูกให้ฟื้นคืนชีพมาใหม่พวกเขาก็จะถูกไล่ต้อนไปรวมกัน ณ สถานที่แห่งการสอบสวนและมีการตอบแทนผลกรรมตามการกระทำที่พวกเขาได้เคยประพฤติปฏิบัติกันมาแต่ในอดีต
                                                    
 
 แต่ว่ามัคโล้กญินนี้มีกำหนดเวลาของชีวิตยืนยาวมากเพราะองค์ประกอบต่างๆในร่างกายของพวกเขาจะไม่เสียหายหรือพินาศอย่างรวดเร็วเหมือนกับความเสียหายของร่างกายมนุษย์เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ (ซึ่งมันมีปฏิกิริยาต่อสิ่งอื่น) และในโลกของไฟเท่านั้นที่พวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ และต่อไปญินเหล่านั้นก็จะต้องตายเช่นเดียวกันกับมนุษย์เราเหมือนกัน เมื่อกำหนดเวลาของชีวิตได้มาถึงพวกเขาพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดล่วงหน้าได้อีกเหมือนกัน
                                                  
 
 ญินนั้นมีทั้งญินอิสลามและญินกาเฟรญินอิสลามนั่น พวกเขามีชีวิตแบบชาวมุสลิมมีทั้งละหมาด และพวกเขาจะพยายามค้นหาและยอมรับความจริง พวกเขาต้องมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกันกับมนุษย์เราเหมือนกัน พวกเขาอาจได้รับกุศลและอาจได้รับการลงโทษก็ได้ส่วนสภาพของญินกาเฟรนั้น เหมือนกับคลื่นทะเลคือไม่สนใจความถูกต้องและไม่ยอมรับความจริงใดๆ ทั้งสิ้นและไม่ยอมรับการชี้แนะไปยังหนแห่งที่ดีงามอีกด้วยเพราะเหตุนั้น จึงฆ่ามันเสีย เพราะความต้องการของมันไม่ใช่เพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อทำอันตราย ล่อลวงมนุษย์ให้หลงทางเท่านั้นต้นกำเนิดของมนุษย์นั้นมาจากดิน ดังนั้น วัตถุที่จะช่วยให้มนุษย์ดำลงชีพอยู่ได้นั้นก็จะต้องมีแหล่งกำเนิดจากดินด้วยเช่นกันและญินก็เช่นเดียวกับมนุษย์เราเหมือนกันหลังจากที่ได้เกิดมาแล้วมันก็ต้องการอาหารเพื่อที่มันจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีก นั่นก็คือบรรดาอาหารต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันชีวิตมันให้พ้นจากความพินาศ และการสาบสูญ ต้นกำเนิดของญินมาจากธาตุไฟ อาหารของมันก็ต้องมาจากธาตุไฟ เช่น ไอความร้อนหรือกลิ่นหอมต่าง ๆ สิ่งเหล่านั้นคืออาหารที่เหมาะสมกับโครงสร้างทางร่างกายของมัน จึงเป็นเหตุที่ไม่สามารถฆ่าญินให้ตายเหมือนฆ่ามนุษย์ได้แต่สามารถฆ่าณินได้ ในร่างที่มันจำแลงลงมาเช่นเดียวกับฆ่ามนุษย์
 
                                                  
 
ญินนั้นเป็นมัคโล้กที่ยิ่งใหญ่ชนิดหนึ่ง แต่พวกเรามองไม่เห็น พวกญินนั้นมีชีวิตอยู่ทั่ว ๆ ไปมีความเจริญก้าวหน้ามีการปกครอง และการดำเนินชีวิตเหมาะสมกับธรรมชาติของมัน พวกญินเหล่านั้นมีภาระกำลัง ตามสถานภาพเดิมของสิ่งที่ถูกใช้สร้างพวกมัน มันพร้อมที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เหมาะสมกับอำนาจอันจำกัดของมัน ซึ่งอยู่เหนืออำนาจของมนุษย์อย่างมากมาย แต่ถ้าว่าพวกมันไม่สามารถม้วนแผ่นดินได้และไม่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ในพริบตาเดียว การดำเนินงานของพวกมันเพียงอาศัยกำลังของลมเท่านั้น มันก็สามารถได้รับวัตถุประสงค์ของมันตามต้องการนอกจากนั้นมันก็มีพลังและอำนาจตามปรกติศาสนทูตจากมนุษย์ที่ถูกส่งไปยังพวกญินนั้น มีความเข้าใจในภาษาของญิน มิหนำซ้ำพวกญินเหล่านั้นก็เข้าใจในภาษาของศาสนทูต ผู้นั้นเหมือนกันเรื่องอย่างนี้ถูกพบอยู่บ่อย ๆ ในความเป็นศาสนทูตของท่านบีมุอัมหมัด (ซ.ล.) มัคโล้กญินและมนุษย์นั้น พวกเขามีการแต่งงานกันและมีชีวิตที่มีการสืบทอดกันตามประเภทหรือเผ่าพันธุ์ของพวกเขาหรือเทือกเถาเหล่ากอของจากผู้ที่เป็นหมันอย่างนี้ทุกวัน
 
                              
 
 
เล่าโดย   
นางนุจรี ลุมพะ ผู้เล่า
8552  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ผีในอิสลามเป็นเช่นไร เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:21:41 pm
"ชัยตอน" หรือ "ญิน ตำนานผีอิสลาม
 
 "ชัยตอน" หรือ "ญิน"
 
 ญิน เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่มีระบุในอัลกุรอาน ซึ่งมารร้ายอิบลีส มาจากพวกนี้
 
 [แก้ไข> สิ่งมีชีวิต 4 ประเภท
 ตามหลักความเชื่อที่มีระบุในอัลกุรอาน อัลลอหฺทรงสร้างสรรพสิ่งสุดจะครณาได้ ทว่าที่เห็นว่ามีชีวิตนั้นมีอยู่สี่อย่างคือ
 
 ๑. มีปัญญา มีตัณหา มีตัวตน(เป็นเลือดเนื้อและกระดูก) นั่นคือมนุษย์
 
 ๒. มีปัญญา มีตัณหา ไม่มีตัวตนที่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือญิน
 
 ๓. มีปัญญา ไม่มีตัณหา ไม่มีตัวตน นั่นคือมลาอิกะหฺ
 
 ๔. ไม่มีปัญญา มีตัณหา มีตัวตน นั่นคือสัตว์
 
 มนุษย์นับถือศาสนาตามที่ตนคิดว่าถูกต้อง ขวนขวายหาทางรอดในชีวิตประจำวันเรื่อยไป จนกว่าจะสิ้นชีพ ที่ประเสริฐที่สุดคือมนุษย์ยามใช้ปัญญาประกอบความดี แต่เมื่อใดยึดตัณหาเป็นใหญ่ ประกอบความชั่ว ฝ่าฝืนกฏระเบียบ ก็ไม่จะผิดกับเดรฉาน เนื่องจากมนุษย์มีเลือดเนื้อที่มาจากดิน เช่นเดียวกับมนุษย์คนแรกคือ อาดัม จึงผูกพันอยู่กับดินไม่จบสิ้น เสพสุขกับอาหารที่งอกเงยมาจากดิน รักและครอบครองผืนแผ่นดิน สะสมธาติและสารที่มาจากดิน เช่นทองคำและเพชรพลอย เมื่อสิ้นชีพร่างกายของมนุษย์ก็กลายเป็นดินอีกครั้ง และมนุษย์ก็จะผูกพันกับ กาละ และ เทศะ ไม่อาจดิ้นรนให้พ้นไปได้
 
 ญินที่ถูกสร้างมาจากเพลิงนั้นก็เหมือนกับมนุษย์ คือจะอาศัยอยู่ในโลกนี้ ทว่ามีตัวตนที่เราไม่อาจจะเห็นด้วยตาธรรมดา มีศาสนาและความเชื่อถือแตกต่างกันไป ในอัลกุรอานได้ระบุว่า ญินพวกหนึ่งได้เดินทางมาหาท่านนบีมุฮัมมัดและเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
 
 ทั้งมนุษย์และญินต่างก็หาคำตอบว่า หลังจากดับไปจากโลกนี้แล้ว พวกตนจะไปไหน?
 
 ส่วนมะลาอิกะห์นั้นเมื่อไม่มีตัณหาก็จะขาดความประสงค์ จึงมีหน้าที่ดูแลระบบฟากฟ้าและโลกตามพระบัญชาของอัลลอหฺโดยไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อถูกสร้างมาจากรัศมี การเคลื่อนไหวก็คงเป็นเช่นแสง เข้าออกและเปลี่ยนที่โดยไม่มีพันธะ หน้าที่ของพวกเขาก็คือการเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ และไร้กังวลต่อการสอบสวนในวันสุดท้่าย
 
 ที่ต่ำสุดก็คือสัตว์เดรฉาน ทว่าเป็นพวกที่โชคดีกว่ามนุษย์และญินส่วนมาก เพราะไม่ถูกลงโทษวันปรโลก
 
 ผีในทัศนะของอิสลาม
 คำว่า ผี ก็ตรงกับคำว่า ญิน ไม่ได้หมายถึงวิญญาณของผู้ตายอย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน เพราะตามคำสั่งสอนของอิสลาม คนที่ตายไปแล้ว ก็จะถูกนำไปพักรออยู่ในโลกแห่งบัรซัค ไม่สามารถออกมาเพ่นพ่านอย่างที่คนเขาอุปาทานกัน ส่วนการที่บอกกันว่า วิญญาณนายคนนั้น วิญญาณนางคนนี้ มาเข้าทรงเข้าสิง หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งนั้นพอจะสรุปได้สามอย่างคือ
 
 หนึ่ง การที่หมอทรงแกล้งหลอกเพื่อหาเงินใช้
 สอง การสะกดจิตตนเองแล้วเสนอข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของสมอง (เป็นการอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์)
 หรือ สาม การที่ญินเข้าสิงจริงๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่บ่อยเท่าข้อแรก

 
8553  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ผีในอิสลามเป็นเช่นไร เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:19:20 pm
ผีในอิสลามเป็นเช่นไร
 

                                                 
 
  Assalamu alaikum - Peace be upon you
 
 ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
 
 
 
 ตามหลักการอิสลามนั้นไม่มีเรื่องของภูตผีหรือวิญญาณ และเจ้าที่ค่ะ
 
 แต่..อิสลามเชื่อในเรื่องของ ญิน และ ชัยฏอน ส่วนมุสลิมจะไม่เรียกญินหรือชัยฏอนว่าเป็นพวกภูตผีปีศาจ....
 
 ตามหลักการอิสลามนั้นไม่มีเรื่องของภูตผีหรือวิญญาณค่ะ
 เมื่อตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง จะถูกเก็บเอาไว้ที่   โลกอะลัมบัรฺซัค  คือโลกที่อยู่ระหว่างโลกดุนยา(โลก ปัจจุบัน) กับโลกอาคิเราะฮฺ (โลกแห่งการพิพากษา)
 ซึ่งเป็นโลกที่เก็บวิญญาณของบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง
 
 
 ส่วนโลกอะลัมบัรฺซัคนั้นไม่ถูกระบุว่ามีลักษณะอย่างไร? อยู่ที่ไหน?
 สภาพภายในโลกอะลัมบัรฺซัคเป็นเช่นไร? นั้นไม่สามารถรู้ได้เลย เพราะไม่มีหลักฐานจากอัลกุรฺอาน
 หรือหะดีษที่กล่าวถึงสิ่งข้างต้น อัลลอฮุอะลัม (พระเจ้าผู้ทรงรู้ทุกอย่างยิ่ง)
 
 กล่าวคือเป็นเรื่องสิ่งพ้นญาณวิสัยที่มนุษย์จะจิตนาการขึ้นเองได้
 เราจะรู้ได้ต่อเมื่อ อัล-กุรฺอานระบุไว้
 หรือท่านรอซูล กล่าวเอาไว้เท่านั้นนั่นเอง
 
 
 แต่ที่เห็นเล่านั้น คือมารร้าย ชื่อว่า  ญิน และ ชัยฏอน
 เป็นผู้ที่ไม่เคารพเชื่อฝั่งคำสั่งของพระเจ้า และต้องการล่อลวง
 บรรดาลูกหลานอาดัมให้หลุดจากแนวทางของศาสนา
 
 ไม่ว่าจะเรื่อง ยุยงเรื่องความโกรธ ขาดความอดทน เมื่อโกรธเขาจะมายุให้เราเอาคืนแล้วทะเลาะกัน
 กระซิบกระซาบในหัวใจให้ออกห่าง ล่อลวงบรรดาผู้คนที่ศรัทธาอ่อนแอ
 แต่สิ่งที่เหล่านี้กลัว คือบรรดามุมินฮฺ  (บรรดาผู้ศรัทธาและปฎิบัติตามหลักศาสนาที่ถูกต้อง)
 
 
 ญินและชัยฏอนเขามีการคงอยู่ แค่วันสิ้นโลกเท่านั้น
 ดังนั้นญินและชัยฏอนจะพยายามทุกวิถีทางให้มนุษย์หลงตามมัน
 โดย 1 ในวิธีการนั้น คือ ออกมากลั่นแกล้งแปลงร่าง ต่างๆให้คนหวาดกลัว จนความศรัทธาสั่นคลอน
 แล้วหันไปพึ่งพิงของศักดิ์สิทธิ ที่ไม่มีอยู่ในหลักการอิสลาม
 เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้ไปพึ่งสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า
 
 ทั้ง ญิน และ ชัยฎอนนี้ ไม่สามารถมีฤทธิ์และอำนาจ ฆ่ามนุษย์ได้
 มีที่อยู่อาศัยบริเวณที่รกร้าง ซากปรักหักพัง สถานที่สกปรกต่างๆ บริเวณที่โล่ ตามป่าเขา
 รวมถึงห้องน้ำ และสถานที่ ที่มีรูปปั้นทั้งหลาย
 
 ดังนั้น มุสลิมจะมีวิธีป้องกันเหล่ามารร้ายอยู่แล้วด้วยการขอความคุ้มครองต่อพระเจ้า
 ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้าย ก่อนทุกครั้งไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆ
 
 ไม่ว่าจะก่อนนอน ก่อนทานข้าว หรือเข้าไปในสถานที่ต่างๆค่ะก่อนเข้าบ้าน /ปิดบ้าน ฯลฯ
 
 
 
 
 
 
 วิธีป้องกันญินและชัยฏอน
 คร่าวๆสั้นๆไม่ยากเลย
 
 1. เวลามักริบให้รีบเข้าบ้านเพราะญินและชัยฏอนจะออกมาแยะลักษณะคล้ายฝูงค้างคาวออกจากถ้ำ
 
 2. ปิดประตูหน้าต่างให้กล่าวบิสมิลลา ฮิรฺเราะฮฺมานิรเราะฮีม คำแปล :  “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตาเสมอ” ประตูหน้าต่างบานใด กล่าวพระนามของฮัลลอฺฮฺ ทั้งญินและชัยฏอน จะเข้าประตูหน้าต่างบานนั้นไม่ได้
 
 3. เวลาปิดถุง หม้อข้าว หม้อทุกชนิด ถุงของกินทุกอย่างให้กล่าวบิสมิลลา ฮิรฺเราะฮฺมานิรเราะฮีม เช่นกัน เพราะยามดึก ญิณและชัยฏอน จะหากิน อาหารของเขาคือ กระดูกและถ่าน หากเราปัสสาวะรด กระดูก หรือเหยียบเศษอาหาร บรรดาชัยฏอรเหล่านั้นจะมาทำร้ายเรา เพราะไปทำลายอาหารเขา
 
 4. ก่อนเข้าบ้านให้กล่าวบิสมิลลา ฮิรฺเราะฮฺมานิรเราะฮีม
 
 5. ที่รกร้าง บ้านร้างเก่าๆ ป่าเขา ซากปรักหักพังต่างๆ นั่นเป็นที่อยู่ของเขา โค้ง 100 ศพ มีศาลตั้ง ขับรถไม่ต้องบีบแตรนะคะ ไม่ใช่ศาสนาของเรา แต่กล่าว อะอูซุ บิลลาฮิ มินัช-ชัยฏอนิร-เราะญีม. คำแปล : ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ ให้พ้นจากมารที่ถูกสาปแช่ง  แทน.. ญิณและชัยฏอนมารร้ายที่อาศัยอยู่ จะกระเจิงไปเอง ไม่งั้นจะมาให้เห็นเป็นรูปต่างๆให้เราหวั่นไหว อีหม่านสั่นคลอน...แล้วจะมาบ่นว่าเห็นผีอีก...
 
 6. ห้องนอน ที่นอน ในบ้านอย่ามีมากมาย เหลือใช้เกินความจำเป็น เช่น ห้องนอน ที่นอน หากมีแยะ มันก็จะเป็นที่อยู่ของชัยฏอนเช่นกัน เช่นมี ห้องนอน 6 ห้อง ใช้จริงๆ แค่ 3 ห้อง อีก 3 ห้อง นั่นแหละ สวรรค์ของพวกนี้เลย หากแต่ ใช้ 3 เผื่อไว้อีก 1 ไว้ใช้ยามญาติมาเยี่ยมเยียน นั่นน่ะได้ ที่นอน มี 6 ใช้ 3 อีก 3 ก็ เป็นที่นอนของมัน
 
 อยู่แบบพอเพียง ดีกว่าอยู่แบบอลังการณ์งานสร้าง...สร้างไว้เผื่อมารร้าย...
 
 7. รูปทุกชนิด ที่อยู่ในบ้าน หรือข้าวของเครื่องใช้ สิ่งใดเป็นรูปของสิ่งมีชีวิตให้เอาออก หรือเก็บลงแฟ้ม ถ้ายังมีอยู่ตอนดึก ยามค่ำคืน จะออกมา ปาร์ตี้กันเต็มบ้านเลย.. เสียง ก่อกแกร่กๆ นั่นและเขากำลังมา
 
 8. เมื่อจะมีการหลับนอนกับสามีภรรยา ให้กล่าวดุอาเช่นกัน เพราะชัยฏอนจะไม่มาเป็นวุ่นวายและหากเป็นประสงค์ของพระเจ้า ท่านก็ได้บุตรที่ได้รับความคุ้มครองจาก พระองค์อัลลอฮฺ ซุบบะฮานะฮูวะตะอาลา
 
 คำอ่าน : บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุมมะ ญันนิบนิชชัยฏอนะ วะญัน นิบิชชัยฏอนะ มาเราะซักตะนา
 
 คำแปล : ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ โอ้อัลลอฮฺโปรดทรงให้ชัยฏอนห่างไกลจากฉัน และให้ชัยฏอนห่างไกลจากสิ่ง (บุตร) ที่พระองค์ทรงประทานแก่เรา
 บันทึกโดย บุคอรี-มุสลิม
 
 
 9. ก่อนทานอะไรให้กล่าวบิสมิ้ลลา ไม่เช่นนั้น ชัยฏอนจะทานอาหารกับเราด้วย อยากใจดีเผื่อแผ่มารด้วยเหรอ...
 ถ้าลืม แล้วนึกออก ให้กล่าว บิสมิลลาฮิ วัลเอาวะลุ วัลอาคิลุ
 
 10. ควรทานอาหารด้วยมือขวา เพราะมือซ้ายจะเป็นของชัยฏอน เมื่ออาหารตกพื้นให้รีบเก็บขึ้นมา หากไม่เปื้อนหรือโดนสิ่งนะญิส ให้ทำความสะอาดเอาออกบางส่วนก็ทานได้
 
 11. เมื่อจะเข้าห้องน้ำ และก่อนออกจากห้องน้ำให้กล่าวดุอาอฺ
 
 12. เมื่อเดินทางไปพักที่พักต่างๆ ให้กล่าวดุอาดังต่อไปนี้
 

 أَعُوْذُبِكَلِمَاتِ اﷲِالتَّامَّاتِ
 مِنْ شَرِّمَاخَلَقَ
 
 

 

 คำอ่าน : อะอูซุ บิก้าลิมาติ้ลลา ฮิตตามมาติ มินชัรริมา ค่อลักกฺ
 
 คำแปล : ฉันขอความคุ้มครองด้วยพจนาถของอัลลอฮฺ ที่สมบูรณ์ ให้พ้นจากความชั่วร้ายของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา
 บันทึกโดย มุสลิม
 
 
 
 13. ก่อนนอนให้ขอดุอาอฺ โดยการเป่าที่ฝ่ามือแล้วอ่าน กุล 3 กุล (อันนาส , อัลฟะลัก อัลอิคลาส )จากนั้นลูบให้ทั่วร่างกาย ทำ 3 ครั้ง
 
 ก่อนล้มตัวนอนให้กล่าวดุอาอฺว่า
 "บิสมิกัลลอฮุมมะ อะหฺยา วะอะมูตะ" ความว่า "ด้วยนามของอัลลอฮฺ โอ้อัลลอฮฺพระองค์ทรงทำให้ฉันมีชีวิตและทำให้ฉันเสียชีวิต"
 
 กุล 3 กุล (อันนาส , อัลฟะลัก อัลอิคลาส )
 http://live.islamweb.net/quran/MeshariAl3affasy/112.rm
 
 http://live.islamweb.net/quran/MeshariAl3affasy/113.rm
 
 http://live.islamweb.net/quran/MeshariAl3affasy/114.rm
 
 
 
 Ps.เพิ่มเติม ให้อ่านอายะฮฺ กุรซีย์ก่อนนอนทุกคืน เพื่อคุ้มครองป้องกันจากความชั่วร้าย ยามค่ำคืน จะเป็นพลทหารจะรักษาการณ์ให้เรา ยามหลับใหล จนถึงรุ่งเช้า อยู่ใน ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 255
 หาไม่เจอ ก็ดูตรงนี้จ้ะ
 
 
 
       
  1.    

          
        
        
         คำอ่าน :
        
         อัลลอฮุ ลาอิลาฮะอิ้ลลา ฮุวั้ลหัยยุ้ลก็อยยูม
         ลาต๊ะคุซุฮู สิน่ะตูวฺ วะลาเนามฺ
         ละฮูมาฟิสสะมาวาติ วะมา ฟิ้ลอัรฺฎ
         มันซั้ลละซี ยัซฟะอุ อินดุฮู อิ้ลลาบิอิซนิฮฺ
         ยะอฺ ละมุ มาบัยนะอัยดีฮิม วะมาค้อลฟะฮุม
         วะลายุฮีฏูนะบิ ชัยอิน มินอิ้ลมิฮี อิ้ลลาบิมาชาอฺ
         วะสิอะกุรซียฺ ยุฮุสสะมาวาติวั้ลอัรฺฎ
         วะลายะอูดุฮู หิฟซุฮุมา
         วะฮุวั้ล อะลียฺ ยุ้ล อะซีม
        

        
        
        
         คำแปล :
        
         อัลลอฮฺ (ทรงเป็นเจ้า) ซึ่งไม่มีพระเจ้าใดๆ (อีกแล้ว) นอกจากพระองค์เท่านั้น ทรงเป็นเสมอ ทรงดำรงอยู่ ความง่วงและความหลับไม่ครอบงำพระองค์ พระองค์ทรงสิทธิ์ในสรรพสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน ใครเล่าที่จะให้การสงเคราะห์ (แก่ผู้อื่น) ณ พระองค์ได้ นอกจากจะเป็นไปโดยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่มีอยู่ต่อหน้าพวกเขา และที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา และพวกเขาไม่ครอบคลุมความรู้สักเพียงเล็กน้อยของพระองค์ นอกจากในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ (จะให้พวกเขารู้) เท่านั้น เก้าอี้ (คืออำนาจปกครอง) ของพระองค์แผ่ไพศาลทั่วทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการพิทักษ์มันทั้งสองไม่ทำให้พระองค์เหนื่อยยากเลย และพระองค์ทรงสูงส่ง อีกทั้งทรงยิ่งใหญ่
        
        
        
         ดังนั้นไม่ว่าจะผี จะเปรตอิสลามไม่มีผีค่ะ
        
        
        
         ด้วยความเคารพค่ะ
         วัสลามุอะลัยกุม
         annisaa.com
         hijab
         ที่มา  http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=323.0
       

 
8554  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ / ไปพัทยาเก็บอัลบั้มภาพเมื่อปีที่แล้วมาเล่า เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:15:17 pm
พัทยากับอัลบั้มภาพเมื่อปีที่แล้ว     
       เมื่อเดือนกรกฏาคมปีที่แล้ว ได้มีโอกาส ไปอบรม ผู้บริหารศูนย์อบรมจริยธรรมอิสลามประจำมัสยิดที่พัทยาใต้ จัดโดย สมาคมคุรุสัมพันธ์แห่งประเทศไทย พอช่วงกลางคืน การสัมนาเสร็จก็ประมาณ สามทุ่ม พรรคพวกที่ไปด้วยกัน ก็ชวนไปดูบรรยายกาศ กลางคืน ของพัทยา ช่วงนั้น ชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวค่อยข้างมากโดยเฉพาะในกลุ่มของชาวอาหรับ  ก็อย่างที่เคย เราคนชายขอบ อยากรู้ อยากเห็น  ว่า ที่นี่เขามีวิถีการดำเนินชีวิตในเวลากลางคืนกันอะไรกันอย่างไง
 

 

 
เดินออกจากโรงแรม ก็ไม่เกิน ห้า นาที ก็เข้าส่แหล่งบันเทิงของพัทยาใต้ ภาพที่เห็นก็เหมือนกับย่านบันเทิงของเมืองใหญ่ ท้วไป  แต่ที่นี่ มีความหลากหลายมากกว่า เพราะเห็น นักเที่ยว เขา กล่าวกันว่า พัทยาเป็นสวรรค์บนดิน   ก็ไม่รู้มองกันอย่างไงว่าเป็นสวรรค์  

 
ทุกชีวิต ทุกร้านที่นี่ ต้องแข่งขันกัน  หาสิ่งที่ดีที่สุดมาไว้หน้าร้านเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาเพื่อ เข้ามาสู่ร้าน หรือ ธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นตู้ไฟ การตกแต่งร้าน สร้างบรรยากาศ หรือ แม้นกระทั้งเอาน้อง ๆ นุ่งน้อยห่มน้อย มายืนหน้าร้านเพื่อฉุดหัวใจนักท่องเที่ยวชาย ให้ละลายไปกับท่าทางและน้ำเสียงของเธอ

 

 
หรือจะเป็นลักษณะอย่างนี้ยอมครับ คุณจะขีด จะเขียน เชิญครับ แต่อย่าลืมให้ตังค์ด้วยนะครับ ก็อย่างนี้แหละครับ ทำอย่างไร กับผมก็ได้ เป้าหมายคือรายได้เลี้ยงชีวิต เขาคือหุ่นยนต์ ที่มีสีมีพู่กันมีขันอยู่ข้างหน้า รอความเมตตาของทุกท่านที่เดินผ่านไปมา หรือเขาคือศิลปิน ข้างถนนที่ขายร่างกายให้กับ ให้กับผู้คนที่อยากจะระบายอารมณ์กับสัมคมที่ยุ่งเหยิงในขณะนี้

 
รายได้หลักของทุกคนที่นี่ ก็คงต้องอาศัยนักท่องเที่ยจากต่างประเทศที่เข้ามาหาความสำราญในพื้นที่ คราใดที่มีวิกฤติทางการเมือง มีการประท้วงกันระหว่างสีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ก็หมายความว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาก็มีจำนวนน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา อย่างมาก

 

 

 

 
ผู้คนจากหลายที่ หลายภาค ต่างมุ่งสู่เมืองพัทยา  เพื่อ ความเป็นอยู่ที่ดีของชีวิต เป้าหมาย คือ รายได้ที่งดงาม ล่อใจอยู่ บางคนอาจจะมาจาก การชักชวนจากเพื่อน ญาติ หรือนายหน้า ที่เสนอ ผลประโยชน์ที่ดีที่สุด ทางเลือกของชีวิต ที่อาจจะเปลี่ยนจากคนธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็น คนที่มีทรัพย์สินเงินทอง เป็นที่ยอมรับของสังคมด้วยกับค่านิยมของสังคมบริโภคนิยม  แต่จะมีสักกี่คนที่จะไปถึงเป้าหมายตรงนั้น

 
เชิญข้างในค่ะ เรามีอะไรดี ๆ จะอวด
แสงไฟ ระยิบ ระยับ งดงาม  เสมือนกองไฟ ที่ เรียกร้องแมลงเม่า ฉันใดฉันนั้น  มนุษย์ เรา หากยัง หลงใหล กับ กระแสแห่งทุนนิยม  ค่านิยม ที่ตะวันตก บอกเราว่านี่คือความศิวิไลส์  คือพฤติกรรมวิถิของชาติที่เจริญแล้ว จนลืมภูมิปัญญา รากเหง้าของตนเอง วิถี การดำเนินชีวิตของ บรรพบรุษ  ก็คงทำให้พวกเรา ต้องวนเวียนอยู่บนเส้นทาง เช่นนี้ตลอดไป  เพราะคำว่า พอ  ไม่เคยเกิดขึ้น กับ คน
 

 
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอุ่นหนาฝาคั่ง

 

 
ตู้ไฟ A-GO GO  ทีเร้าใจ เรียกร้องแมงเม่าเข้าสู่กองไฟ
มาลัยขายถูก  ไม่ใช่เด็กขายพวงมาลัยแต่คนพิการครับ
ป้ายตู้ไฟ เป็นภาพสาวสวยงดงามตา
 บารากู่ ยาสูบ ยอดนิยมของ คนแถบตะวันออกกลาง
ค่อย ๆ แทงค่ะ เพราะลูกแดงกำลังจ่อ
อีกมุมหนึ่งของชีวิต ชายคนหนึ่ง แห่งเมืองสวรรค์ของนักเที่ยวเสมือนลุงขี้เมา แห่งบทเพลงของคาราบาว 
 
 
      ยามเจ็บไข้  ร่างกายสั่นสท้าน เพราะต้องใช้แรงงาน  ยิ่งกว่าใช้แรงงัว  คนเหมือนคนต้องทำงานเหมือนควาย  แต่หนี้สินยังมากมาย  เกิดเป็นควายดีกว่าคน
 
       หมดสิ้นปัญญาของชาวนาบ้านนอก  ร่อนเร่เข้ามาเป็นจับกังในบางกอก  สูญสิ้นราคาเพราะแก่ชราหัวหงอก  หาทางออกสุดท้าย  ด้วยสุราเมรัย 
       กินเหล้าเข้าไปยิ่งเล้วร้ายซ้ำเก่า  หาเงินมาได้ก็เอาไปกินเหล้า  มันกลุ้มก็ยิ่งกิน  ยิ่งกินก็ยังเมา  ร่างกายก็ปวดร้าว  โรคร้ายก็ครุกคราม
      *เช้าวันหนึ่งมีคนพบศพ  ขี้เมานอนตาย  อยู่ที่ใต้สะพานลอย      
 
ให้ผมกราบแทบเท้าผมก็ยอม  ครับศักดิ์ศรีของคน
ชุมพล ศรีสมบัติ

 
8555  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ / นั่งรถไฟไปดู วิถีชีวิต เรื่องบุญ กุศล พี่น้องชาวพุทธ ที่อยุธยา เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:11:03 pm
นั่งรถไฟไปดู วิถีชีวิต เรื่องบุญ กุศล พี่น้องชาวพุทธ ที่อยุธยา
Posted by บินมูซา
 

 
                                     
           
ขึ้นรถไฟลงเรือไปดูวิถีชีวิต เรื่องบุญ กุศล พี่น้องชาวพุทธ ที่อยุธยา สืบเนืองมาจาก การอบรม ผู้นำด้านสุขภาวะมุสลิมไทย ที่โรงแรมอโยธยา ริเวอร์ไซค์ พระนครศรีอยุธยา (อัลบั้มภาพ)
            
           
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
จังหวัดนี้ไม่มีอำเภอเมือง  แต่เป็นอำเภออะไรแทนเอ่ย.........
           
 
           
เอามาฝากพี่น้อง
           

 ชุมพล  ศรีสมบัติ
8556  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ / แอ่วเจียงใหม่ ในสไตล์ศิลปะ ( เชียงใหม่ ) ‏ เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:09:08 pm
แอ่วเจียงใหม่ ในสไตล์ศิลปะ ( เชียงใหม่ ) ‏
 

 
http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785116/images/1_original.jpg
กาดหลวง ( ตลาดวโรรส )



http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785121/images/1_original.jpg
น้ำตกแม่สา


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785133/images/1_original.jpg
วัดเจ๋ดีย์เหลี่ยม เวียงกุมกาม


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785140/images/1_original.jpg
วัดพระสิงห์ เมื่อแลง ( วัดพระสิงห์ ตอนเย็น )


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785142/images/1_original.jpg
วัดเวฬุวัน


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785143/images/1_original.jpg
วัดสวนดอก (พระอารามหลวง)


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785147/images/1_original.jpg
วัดอุปคุต


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785151/images/1_original.jpg
เส้นต้นยาง สาหระปี  ( ต้นยางถนนสาย สารภี )


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785117/images/1_original.jpg
ขั้นไดนาคขึ้นดอยสุเตพ  ( บันไดนาคทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ )


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785124/images/1_original.jpg
น้ำแม่ข่า


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785120/images/1_original.jpg
ตะวันแลง 


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785125/images/1_original.jpg
บ้านบนดอย


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785127/images/1_original.jpg
ปี๋ใหม่เมือง  ( วันสงกรานตร์เชียงใหม่ ในอดีต )


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785128/images/1_original.jpg
แยกอุปคุต


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785130/images/1_original.jpg
เล่าโจ๊ว


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785118/images/1_original.jpg
ขัวนวรัฐสมัยบ่ะเก่า ( สะพานนวรัตน์ สมัยอดีต )



http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785113/images/1_original.jpg
กองจ๊างม่อย  ( ถนนช้างม่อย )


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785115/images/1_original.jpg
หน้าวัดเกตุ


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785132/images/1_original.jpg
วัดเก่า


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785136/images/1_original.jpg
วัดพระสิงห์


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785149/images/1_original.jpg
เวียงกุมกาม


http://statics.atcloud.com/files/comments/78/785155/images/1_original.jpg
ฝนตกแล้วใหม่   ( ฝนหยุดตกใหม่ๆ )

 
 
 
 
 
 
 ยินดีต้อนฮับเน้อคับ

จากคนเจียงใหม่

จวนกุ๊คนมาแอ่วกั๋นนักๆ ฮักกั๋นด้วยน้ำใสใจ๋จิง มิตรภาพยั่งยืนเน้อ

 
 
 
 
                                   
           
โพสท์โดย Jean The little road
           

             ที่มา postjung.com/
                       
8557  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ / สงกรานต์เชียงใหม่ในอดีต เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:07:09 pm
♫♠♪ สงกรานต์เชียงใหม่ในอดีต ‏ ♪♠♫
 
 

 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971271/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971259/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971263/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/entries/5/57832/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971261/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971265/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971266/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971267/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971269/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971264/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971272/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971274/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971276/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971270/images/1_original.jpg
 
 
 
 http://statics.atcloud.com/files/comments/97/971277/images/1_original.jpg
 


ประเพณีปี๋ใหม่เมืองของจาวเหนือเฮาม่วนงันกั๋นขนาด

ป้อจาย แม่ยิง บ่จาบจ้วงฉวยโอกาส

วัฒนธรรมอันดีงามสมัยก่อนก๋ำลังจะโดนยุคสมัยลบหายไป

เสียดายแต๊ๆ

  
โพสท์โดย Jean The little road
8558  ศาสนาอิสลาม / หลักธรรมคำสอน / จุดยืนของอิสลามต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงในสังคมบริโภคนิยม เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 07:54:05 pm

 
 
 
จุดยืนของอิสลามต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงในสังคมบริโภคนิยม

 ยูซุฟ อัล-กับบาส
[1] ได้กล่าวถึงกรอบทางศีลธรรมและจริยธรรมของอิสลามในการเผชิญกับอุดมการณ์บริโภคนิยมไว้อย่างน่าสนใจว่า อุดมการณ์หลักของสังคมบริโภคนิยมไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสังคมที่สมาชิกนับถือศาสนาใด ๆ ก็ตาม ล้วนเป็นไปเพื่อเร่งเร้าความอยากและการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย ดังนั้น คำสอนของทุกศาสนาจึงขัดแย้งกับอุดมการณ์บริโภคนิยม แต่สังคมมุสลิมในหลาย ๆ แห่งได้เข้าสู่สังคมบริโภคนิยมทั้ง ๆ ที่คำสอนของอิสลามมีแนวคิดเรื่อง “ซุฮด์” ซึ่งยากที่จะให้ความหมายเป็นภาษาอื่น ๆ แต่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า การรู้จักบริโภคที่พอเหมาะ อันมีความหมายรวมถึงการดำเนินชีวิตภายใต้สิ่งที่จำเป็นในชีวิตอย่างแท้จริง (ไม่ใช่มุ่งแสวงหาแต่สินค้าที่มียี่ห้อทันสมัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นต้น) ดังนั้น แนวคิดเรื่อง “ซุฮด์” จึงตรงข้ามกับบริโภคนิยมโดยสิ้นเชิงและสามารถเป็นแนวคิดที่มีคุณค่าในการตอบโต้บริโภคนิยม อย่างไรก็ตาม การมีแนวคิดที่มีประโยชน์อาจเป็นเพียงครึ่งเดียวของการต่อสู้เพราะสิ่งที่ยากติดในวิถีชีวิตดังกล่าวจนยากที่จะถอนตัวออกไป และวิถีชีวิตแบบนี้จะกลายเป็นระบบความเชื่อของสังคมไปในที่สุด ดังนั้น แทนที่จะทำแผนปฏิบัติการในแนวคิดเรื่องความจำเป็นของชีวิตที่สมถะ (ซุฮด์) ขั้นตอนแรกที่เราจะต้องทำเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับผู้คนคือ จะต้องกระตุ้นให้พวกเขาตั้งคำถามให้ได้ว่า “อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการเพื่อชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง” คำถามนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเนื่องจากลัทธิบริโภคนิยม ได้อ้างว่ามันเป็นแหล่งปรนเปรอความสุขให้กับมนุษย์ แต่คำถามก็คือว่าอุดมการณ์บริโภคนิยมได้ให้ความสุขอย่างแท้จริงกับเราจริงหรือ หรือเพียงแค่จองจำเราให้เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์เพื่อการบริโภคตามความอยากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น การเรียกร้องถึงแนวคิดที่พอเพียงในเรื่อง “ซุฮด์” เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสังคมบริโภคนิยมนั้น แม้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการนำสู่การปฏิบัติแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นเรื่องของความสมัครใจและความศรัทธาของคนไม่ใช่เป็นการบังคับได้ตามกฎหมาย
 ในประเด็นที่ว่ามีกรอบทางจริยธรรมของอิสลามอะไรบ้างที่จะสามารถตอบโต้กับอุดมการณ์บริโภคนิยมนั้น นับเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งอยู่มากและคงสามารถหยิบยกมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้นในที่นี้ เมื่อพูดถึงเรื่องจริยธรรมนั่นคือการที่จะตอบว่าเราจะดำเนินชีวิตอยู่อย่างไรบนโลกนี้ และเราจะมีความสัมพันธ์กับผู้คนต่าง ๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมอย่างไร การตอบโต้ทางจริยธรรมต่ออุดมการณ์บริโภคนิยมนั้น เราจำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามที่สำคัญเกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยการกดขี่และทำลายสภาพแวดล้อมตลอดมาเป็นเวลายาวนาน ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ที่ได้เติบโตขึ้นผุดขึ้นดั่งดอกเห็ดในทั่วทุกมุมโลกขณะนี้นั้น ล้วนมาจากการกดขี่ทรัพยากรของบรรดาจนผู้ยากไร้เพื่อสนองตัณหาผู้บริโภคอย่างตะกละตะกลามตามห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย
 
 
 ในศาสนาอิสลามมีประเพณีที่เข้มแข็งในเรื่องแบบแผนทางจริยธรรมในเรื่องความอยู่รอดของสังคมโดยส่วนรวมในทุกย่างก้าวของชีวิต ดังนั้น แบบแผนทางจริยธรรมที่จะตอบโต้กับอุดมการณ์บริโภคนิยมนั้นจะต้องก้าวข้ามสิทธิและหน้าที่ส่วนบุคคล หากแต่จะต้องมองไปที่กรอบอันกว้างไกลขึ้นไปถึงสิทธิของเพื่อนมุนษย์คนอื่น ๆ ในที่อื่น ๆ ศาสนาอื่น ๆ รวมทั้งความอยู่รอดของธรรมชาติอันเป็นสิ่งสร้างสรรค์อันงดงามและยิ่งใหญ่จากองค์พระผู้เป็นเจ้า
 
 
 โดยหลักคำสอนของศาสนาอิสลามนั้น ความคิด ความศรัทธา กับการปฏิบัติจะต้องเชื่อมโยงไปด้วยกัน แต่ในความเป็นจริง สังคมมุสลิมในหลาย ๆ แห่งยังคงขาดความมีสมดุลดังกล่าวคือ มีแต่คำสอนที่สมบูรณ์แต่อาจมีปัญหาที่จะผลักดันแนวความคิดไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้น การเริ่มแก้ไขปัญหาในการมุ่งแก้ไขพฤติกรรมของคน จึงต้องเริ่มจากความพยายามในการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นและธรรมชาติแวดล้อมอย่างกลมกลืน รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงความความเลวร้ายของความโลภและความอยากอันเป็นความสุขที่ไม่จีรังยั่งยืน
 
 
 ชีวิตมนุษย์ในโลกสมัยใหม่นั้น อุดมการณ์บริโภคนิยมได้แทรกซึมเข้าไปในหลาย ๆ ลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความรู้สึกแบบตัวใครตัวมัน (individuality) ที่สอดรับเป็นอย่างดีกับอุดมการณ์แห่งเสรีภาพและความมีอิสรภาพทางการเมือง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สังคมอเมริกาในการเชื่อมโยงอุดมการณ์บริโภคนิยม เช่น การช็อบปิ้งซื้อสินค้าต่าง ๆ อย่างเมามัน กับแนวคิดเรื่องความมีเสรีภาพทางการเมือง แต่เรื่องนี้ดูประหนึ่งว่าเป็นเรื่องที่ผู้คนมักปล่อยเลยไปโดยไม่ฉุกคิดและตั้งคำถามกับมันสักเท่าไหร่ ในขณะที่ แนวคิดแบบนี้สมควรจะถูกตั้งคำถามจากมุมมองของศาสนาว่า ในสังคมสมัยใหม่นั้นมีสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักคำสอนของศาสนาหรือไม่ เช่น แนวคิดเรื่องความสมถะ ความพอดี และความพอเพียง ในทุกศาสนารวมทั้งของศาสนาอิสลาม
 
 
 หนทางที่จะหลีกเลี่ยงการตกเป็นทาสของบริโภคนิยมคือ การเรียนรู้ที่จะมีชีวิตด้วยความเรียบง่าย สมถะมากกว่าความหรูหราฟุ่มเฟือย แบ่งปันมากกว่าการต่อสู้แข่งขัน และเน้นการบริโภคตามความจำเป็นมากกว่ามุ่งตอบสนองความโลภและความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด นักรณรงค์เพื่อส่งเสริมอุดมการณ์บริโภคนิยมต่างตระหนักดีว่าการเร่งเร้าจัดการสร้างความอยากของมนุษย์ให้ไม่มีที่สิ้นสุดนั้นคือหัวใจของบริโภคนิยม ดังนั้น บรรดาศาสนิกทั้งหลายรวมทั้งชาวมุสลิมจะต้องรู้เท่าทันและปลีกตัวออกจากการตกเป็นทาสการบริโภคดังกล่าว โดยจะต้องตระหนักว่าชีวิตที่ดีกว่านั้นคือชีวิตที่ไม่ต้องขึ้นกับบริโภคนิยม แน่นอนว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอุดมการณ์ดังกล่าวได้ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมมุสลิม ผ่านจอโทรทัศน์และดาวเทียมถึงตัวอย่างบริโภคนิยมอย่างฟุ้งเฟ้อในสังคมตะวันตก
 
 อัชการ์ อาลี เอ็นจีเนียร์
[2] นักวิชาการมุสลิมจากอินเดีย ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับเป้าหมายของอิสลามที่มีบางส่วนเกี่ยวข้องกับสังคมบริโภคนิยมโดยเริ่มจากประเด็นว่า การกระจายความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรมในสังคมนั้นเป็นแก่นแกนอันหนึ่งของคำสอนศาสนาอิสลาม[3] ดังตัวอย่างเช่นในคัมภีร์อัล-กุรอ่านได้ระบุว่า “ความหายนะจงประสบแก่ผู้ที่นินทาและใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งเขาสะสมทรัพย์สมบัติและหมั่นนับมันอยู่เสมอ โดยคิดว่าทรัพย์สมบัติของเขานั้น จะทำให้เขาอยู่ได้ตลอดไป” (104: 1-3) เมื่อมนุษย์ได้รับปัจจัยยังชีพพื้นฐานที่ครบถ้วนแล้ว อิสลามได้เรียกร้องให้พวกเขาต้องเหลียวดูและให้ความช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ดังนั้น ในด้านหนึ่งอิสลามไม่อนุญาตให้มนุษย์มัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาสะสมความมั่งคั่งโดยไม่เหลียวแลผู้อื่น และในขณะเดียวกันห้ามไม่ให้มนุษย์ลุ่มหลงอยู่กับการบริโภคอย่างตะกละตะกลามและใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ทั้งสองส่วนนี้จะช่วยยกระดับคุณค่าและสร้างความหมายให้กับการมีชีวิตให้สูงส่งขึ้นอย่างแท้จริงไม่ใช่ใช้ชีวิตเพียงเสพย์สุขไปวัน ๆ
 
 
 เมื่อพิจารณาในคัมภีร์อัล-กุรอ่านและหลักนิติศาสตร์อิสลาม(ชะรีอะฮ์) จะเห็นได้ว่า เป้าหมายสูงสุดของวิสัยทัศน์แบบอิสลามนั้นไม่สามารถยอมรับอุดมการณ์บริโภคนิยมในสังคมทุนนิยมสมัยใหม่ได้ ค่านิยมของระบบทุนนิยมนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับทุกศาสนาอย่างแท้จริง เพราะศาสนาให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่วัดจากการเสพย์สุขจากการบริโภคอย่างฟุ้งเฟ้อ หรือตักตวงแสวงหากำไรด้วยความละโลภโดยไม่ใส่ใจกับการกดขี่ขูดรีดผู้อื่นรวมถึงธรรมชาติและสภาพแวดล้อม และการใช้วิธีการโป้ปดมดเท็จจากอุตสาหกรรมโฆษณาเพื่อปลุกปั่นเร่งเร้าความอยากของผู้คนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แก่นแกนของระบบทุนนิยมจึงเป็นเรื่องของการสร้างตัณหาและความโลภมากกว่าที่จะเป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์
 จากมุมมองอิสลามที่เน้นทางสายกลางจึงเป็นภูมิปัญญาอันล้ำเลิศในการหลีกเลี่ยงความสุดโต่งทั้งสองขั้ว คือ ขั้วหนึ่งเน้นความสันโดษจนหลุดไปจากโลกและสังคม หรืออีกขั้วหนึ่งลุ่มหลงมัวเมาอยู่แต่ในโลกของวัตถุนิยมและบริโภคนิยม คัมภีร์อัล-กุรอ่านได้ระบุถึงชุมชนมุสลิมในฐานะที่เป็น “ประชาชาติที่ดำเนินตามแนวทางสายกลาง” (อุมมะตันวัสตัน) ซึ่ง เอ็ดเวิร์ด วิลเลียม เลน (ผู้เขียนคำอธิบายศัพท์ภาษาอาหรับเป็นภาษาอังกฤษ) ได้ให้ความหมายคำว่า อุมัต วัสตัน ว่า หมายถึง ประชาชาติที่เที่ยงธรรม เท่าเทียม และดีงาม
 
 
 ดังนั้น อิสลาม จึงต่อต้านทั้งอุดมการณ์บริโภคนิยมและการปลีกตัวอย่างสันโดษหลุดพ้นไปจากสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อนำสู่สังคมที่มีความเที่ยงธรรมและเท่าเทียมกันบนพื้นฐานของการไม่กดขี่ผู้ที่อ่อนด้อยกว่าอันเป็นสิ่งตรงข้ามกับสังคมทุนนิยม
 
 ดูรายละเอียดของคำสอนอิสลามเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน บรรจง บินกาซัน (แปล). เศรษฐศาสตร์อิสลาม. กรุงเทพฯ: อิสลามิคอะเคเดมี. 2539.

 
เขียนโดย สุชาติ เศรษฐมาลินี

 
สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ

 
มหาวิทยาลัยพายัพเชียงใหม่

 
ส่วนหนึ่งจากบทความ “บทบาทมุสลิมะฮ์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงและสังคมที่เปลี่ยนไป”
 
นำเสนอโดย นายชุมพล ศรีสมบัติ
8559  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ปัญหาการบริโภคสิ่งทีไม่ฮาลาลในสังคมมุสลิมปัจจุบัน เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 07:49:43 pm
   
      ปัญหาการบริโภคสิ่งทีไม่ฮาลาลในสังคมมุสลิมปัจจุบัน
       
   
      http://www.thealami.com/upfile/logohalal.jpg
    
            “ใครเคยกินหมูยกมือขึ้น?” คำถามนี้ ถ้าถามคนที่ไม่ใช่มุสลิม คนส่วนใหญ่คงจะยกมือขึ้น แต่ถ้าถามคนที่เป็นมุสลิม อาจจะมีบางคนเท่านั้นที่ยกมือแสดงตนว่าเคยทาน ที่เหลือหลายคนแล้วคงจะไม่มั่นใจตัวเองว่าตนเคยทานหรือไม่ เพราะคนในสมัยนี้ เราไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช และประกอบอาหารทานเอง แต่เราทานอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต(Process foods) เพื่อความสะดวกสบาย จึงไม่แน่ใจว่าอาหารที่ทานว่า เขาผสมอะไรลงไปในอาหารบ้าง เพราะอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต(Process Foods) ส่วนใหญ่มีการเลือกใช้วัตถุเจือปนในอาหาร(Foods Additives) หลายอย่างที่ไม่ฮาลาล เช่น การใช้ กลิ่นไก่  ไขมันหมู แอลกอฮอล์ หรือวัตถุต้องสงสัย(ซุบฮัต) เช่น เจลาติน(Jelatine)  คอลลาเจน(Collagen ) สารคงตัว(Emulsifier) หรือสารทำให้เป็นเนื้อเดียว(Stabilizer) ซึ่งวัตถุเจือปนนั้นอาจจะมาจากส่วนของหมู หรือส่วนของสัตว์ที่ไม่ฮาลาลก็ได้
    
   ตัวอย่างเช่น การผลิตขนมปัง เค้กหรือคุกกี้ จะมีการใช้เนยขาว(Shortening) มาการีน หรือ SP ซึ่งอาจมาจากพืชหรือไขมันสัตว์ที่ฮารอมก็ได้ ซึ่งกรณีวัตถุเจือปนในอาหารที่น่าสงสัย(ซุบฮัต) นั้น ท่านรอซูล(ซล.) ให้เราสอบถามที่ชัดเจนก่อนว่าฮาลาลถึงใช้ ถ้ายังไม่ชัดเจน ก็ให้เราหลีกเลี่ยงดังฮาดิษ จากอบูอับดุลลอฮ์ คือ อัน-นุอมาน บินบะซีร(รอ.) กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูรุลลอฮ(ซล.) กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ (ศอว.) กล่าวว่า  
    
    
   “แท้จริง สิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) นั้นชัดแจ้ง สิ่งที่ต้องห้าม (ฮารอม) ก็ชัดแจ้ง และในระหว่างทั้งสองสิ่งนั้น มีเรื่อง (หรือสิ่ง)ที่คลุมเครือ (ไม่ชัดแจ้ง) ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้น ผู้ใดรักษาตัวเขาจากสิ่ง (หรือเรื่อง) ทีคลุมเครือนั้น เขาได้ชำระตัวเขาในการปกป้องศาสนาของเขาและเกียรติเขา ส่วนที่ตกลงไปในการกระทำสิ่งที่คลุมเครือ เขาก็ได้ตกลงไปในเรื่องที่ต้องห้าม เช่นเดียวกับผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์รอบ ๆ ที่ดินที่ต้องห้าม (เช่นสวนของคนอื่น) ไม่ช้า มันก็จะเข้า (ไปกิน) ใน (สวน) นั้น จงจำไว้ว่า ผู้ปกครอง (กษัตริย์ฯลฯ) ทุกคนมีขอบเขตที่ต้องห้าม     จงจำไว้เถิดว่าที่อัลลอฮทรงห้าม คือ สิ่งที่พระองค์ไม่ทรงอนุมัติ จงจำไว้ว่า ในร่างกายนั้นมีเนื้อก้อนหนึ่ง เมื่อมันดี ร่างกายนั้นก็ดีด้วย แต่เมื่อมันเสีย ร่างกายก็จะเสียไปด้วย จงจำไว้ว่ามัน คือ หัวใจ
    
   บันทึกโดย บุคอรี  และ มุสลิม
    
   แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่มุสลิมในปัจจุบันนี้ จำนวนไม่น้อยที่ต้องทานอาหารปนเปื้อน สิ่งฮารอม เพราะสาเหตุสำคัญ 3 ประการ คือ
    
    
       1.ความไม่รู้
    
      เพราะอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต (Process Foods) ส่วนใหญ่จะมีการเติมวัตถุเจือปน(Additives) ต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ทำให้อาหารนั้นมีความคงตัว เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้ว่า วัตถุเจือปนต่างๆ ที่เติมลงไปนั้นทำมาจากอะไร และส่วนใหญ่ก็จะมีชื่อเฉพาะทางวิทยาศาสตร์หรือรหัสทางวิทยาศาสตร์(E-code) พออ่านฉลากเจอส่วนผสมที่มีชื่อภาษาอังกฤษก็คิดไปเองว่าคือสารเคมี หากนำมาใช้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
   
   ยกตัวอย่างเช่น วัตถุเจืออาหาร รหัส E-471 (Mono and Diglycerides) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งและเป็นส่วนผสมของ โอวาเล็ต (OVALETT), TBM อีซี 25 เค (EC25K) และ เอส พี(SP)  
ซึ่งใช้ในวงการอุตสาหกรรมเบเกอรี่ สำหรับการผสมลงในแป้งที่ทำขนมปัง ขนมอบ ขนมที่ขึ้นฟูด้วยไข่ เช่น สปอนจ์เค้ก (Sponge Cake) ปุยฝ้าย สาลี่ ฯลฯ
   
   เพื่อวัตถุประสงค์ให้ส่วนผสมต่างๆ เป็นเนื้อเดียวกันได้ดีและลดเวลาในการตีผสม แต่เท่าที่ผู้เขียนลองสำรวจในร้านค้าขายส่ง SP.ในหาดใหญ่ พบว่าในฉลากสินค้าไม่มียี่ห้อใด
ที่มีเครื่องหมายรับรองฮาลาล จึงจดเบอร์โทรศัพท์ที่ข้างกล่อง ลองโทรถามว่า SP ที่เขาผลิตนั้นฮาลาลหรือไม่ พบว่า มี 2 ยี่ห้อที่ตอบว่า สินค้าที่ตนผลิตนั้นฮาลาล(แต่ได้รับเอกสารรับรองเป็นทางการแค่บริษัทเดียว) เพราะใช้วัตถุเจืออาหาร Mono-Glycerides (โมโนกลีเซอไรด์) ที่ใช้ทำจากไขมันปาล์ม (ซึ่งโมโนกลีเซอไรด์ที่มาจากยุโรปเกือบทั้งหมดนั้นทำมาจากไขมันหมูเนื่องจากไขมันหมูมีราคาถูกกว่ามาก) จึงสอบถามทั้ง 2 บริษัทที่อ้างว่า SP ของเขานั้นฮาลาล ว่าทำไมถึงไม่พิมพ์เครื่องหมายรับรองฮาลาลลงในฉลากผลิตภัณฑ์ของเขา
   
   ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตมุสลิมในภาคใต้(ซึ่งมีจำนวนมาก) จะได้เลือกซื้อของที่ฮาลาลของคุณ แต่ได้รับคำตอบที่สังคมมุสลิมต้องนำมาคิดให้มาก คือ ไม่เห็นมีใครโทรมาถามก่อนซื้อ ? บริษัทยังแฟกส์เอกสารรับรองเครื่องหมายฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม กรุงเทพฯ มาให้ แต่ที่ไม่ขอเครื่องหมายรับรองของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยก็เพราะไม่อยากจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

    
   จากกรณีศึกษานี้จะเห็นว่า ผู้ผลิตมุสลิมไม่ได้สนใจในฮาดิษของท่านรอซูล(ซล.) ที่ให้เราหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่น่าสงสัย(ซุบฮัต) หากร้านทำขนมมุสลิมทุกร้าน หรือส่วนใหญ่(ซึ่งมีอยู่ไม่รู้กี่ร้อยแห่ง) ตั้งใจจะเสาะหาของที่ฮาลาลมาผลิต มีหรือครับที่โรงงานผลิตของที่ได้รับเครื่องหมายฮาลาลอยู่แล้วจะไม่อยากขายของ โดยไม่พิมพ์เครื่องหมายฮาลาลที่เขาได้ลงในฉลากผลิตภัณฑ์ของเขา
    
    
   2.ไม่สนใจในเรื่องฮาลาล
    
      ปัจจุบันยังมีมุสลิมอยู่ในจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องฮาลาลฮารอม ตัวอย่างเช่น ร้านขายของชำ และ ร้านอาหารมุสลิมจำนวนไม่น้อยที่ยังขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ไม่ฮาลาล โดยความจริงแล้วผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเขาก็ไม่ได้บอกว่าสินค้าของเขาฮาลาล แต่เพราะมันเป็นยี่ห้อดังที่ขายดี เช่น มาม่าหรือไวไว พ่อค้าแม่ค้ามุสลิมเราทำใจไม่ได้กับกำไรเล็กๆน้อยๆ ที่ได้รับในโลกดุนยานี้
   
   หากร้านของฉันไม่นำมาขาย ลูกค้าก็จะไปซื้อที่ร้านอื่นอยู่ดี เพราะคิดอย่างนี้กัน ร้านขายของชำและร้านอาหารมุสลิม ไม่น้อยจึงพากันขาย มาม่า ไวไว รสไก่ รสต้มยำทั้งๆ ที่ รสไก่ รสต้มยำ ทั้งหลายนั้น ต่างก็ผลิตด้วยสายการผลิตเดียวกับรสหมูสับ ซึ่งต้องราดน้ำซุบไก่ลงในเส้นก่อน เข้าเครื่องทอดด้วยน้ำมันแล้วเข้าเครื่องอบแห้งจากนั้นก็บรรจุเส้นบะหมี่ลงในซองพร้อมเครื่องปรุงรส แต่รสชาติที่แตกต่างกันก็จะแยกไปบรรจุลงซองที่แตกต่างกันพร้อมกับซองของเครื่องปรุงรส(Flavour) ชนิดต่างๆ
   
   ส่วนบะหมี่รสหมูสับนั้นผู้ผลิตจะใช้กลิ่นหมูสังเคราะห์ (Artificial Flavour) แต่งรสแทนการใช้สารสกัดจากหมูจริงๆ แต่เครื่องปรุงรสไก่นั้นเขาใช้กลิ่นที่สกัดจากเนื้อไก่จริงๆนะครับ ส่วนสินค้าฮาลาลผู้ผลิตทุกรายก็จะแยกไปผลิตคนละโรงงานกัน และใช้วัตถุเจือปนอาหารที่มีการรับรองฮาลาลเท่านั้น(จะใช้วัตถุดิบที่ฮาลาลจริงทุกตัวหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการแต่ละรายอีกละครับ โดยเฉพาะกลิ่นไก่สกัดที่ฮาลาลนั้นส่วนใหญ่จะมีราคาแพงและที่สำคัญคือความอร่อยจะสู้ของยุโรปหรือของญี่ปุ่นไม่ได้ครับ) ฉะนั้นหากใครทนไม่ไหวอยากทานอาหารขยะชนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฮารอมน้อยกว่าก็ควรจะเลือกรสหมูสับมากินจะดีกว่า เพราะมันฮารอมเฉพาะที่เส้นเท่านั้นแต่เครื่องปรุงยังพอกินได้
   
   และที่น่าแปลกใจ คือปัญหานี้เราจะพบเฉพาะในภาคใต้ซึ่งมุสลิมเป็นคนส่วนมาก ที่อาหารการกินที่ฮาลาล หาซื้อได้ง่าย แต่กลับไม่พบปัญหามุสลิม ขายมาม่า ไวไว ในสังคมมุสลิมภาคเหนือ ภาคอีสานหรือกรุงเทพฯ ซึ่งอาหารการกินที่ฮาลาลก็หากินยากกว่ามาก หรือเพราะว่าพวกเราไม่ช่วยกันแนะนำตักเตือน(นาซีฮัต) ซึ่งกันและกันครับ
    
       3.ถูกหลอก
    
      โดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบการต้องการผลิตสินค้าหรือบริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปหลอกมุสลิมกินหมู หรือกินของที่ฮารอมเพราะมันเสี่ยงที่จะเสียชื่อเสียงได้ง่ายๆ แต่ก็มียังมีผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์เพราะอยากลดต้นทุน อยากมีกำไรมาก เพราะมุสลิมเรามีปัญหาตามข้อ 1 และ 2 จึงถูกหลอกกันง่ายๆ เพียงเขาแขวนป้ายที่หน้าร้านว่า “อิสลามทานได้”มุสลิมเราก็เข้าแถวซื้อกินกับเขาด้วย  ส่วนมุสลิมเราก็ผสมโรงมีส่วนร่วมกับเขาด้วยการใส่หมวกกะปิเยาะเข้าไปนั่งกินไก่ทอด KFC.ในห้างดังทั้งๆที่เขาก็ไม่มีป้ายบอกเลยว่าไก่ทอดเขานั้นฮาลาล ส่วนมุสลิมะฮ์ก็ใส่ผ้าคลุมผม ขายของที่น่าสงสัย(ซุบฮัต) นั้น จึงไม่แปลกที่เด็กๆเยาวชนมุสลิมเข้าไปอุดหนุนจนเต็มร้าน
   
    อีกกรณีหนึ่งคือหลอกโดยไม่ตั้งใจ เช่นผู้ผลิตเต้าหู้ปลา ที่ได้เครื่องหมายรับรองฮาลาลยี่ห้อดังแห่งหนึ่งในภาคใต้ เมื่อประมาณเดือน กันยายน พศ.2551 โรงงานได้ใช้วัตถุเจือปน(Additives) จากยุโรป ซึ่งมีส่วนผสมของหมูใส่ในผลิตภัณฑ์โดยที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบก่อน เมื่อมีหน่วยงานมาสุ่มตรวจพบ DNA.หมูในผลิตภัณฑ์ ในเดือนตุลาคม2551 แทนที่บริษัทจะมีการประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาทั้งหมดทันที แต่กลับมีการเก็บคืนสินค้าเพียงบางส่วน โดยไม่มีการประกาศเรียกคืนสินค้าทั้งหมดเพราะกลัวเสียชื่อกัน (แต่ไม่กลัวบาปที่มุสลิมต้องกินหมู) จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ก็ยังพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าววางขายในห้างดังกลางเมืองกรุงเทพฯ  หรือเราต้องรีบปรับปรุงระบบการบริหารจัดการตรวจรับรองฮาลาลของเราให้มีประสิทธิภาพและรัดกุมกว่านี้
    
      พี่น้องอ่านถึงตรงนี้แล้วก็อย่าเพิ่งเครียดนะครับ เพราะหากเราพิจารณาให้ดีๆ ปัญหาต่างๆข้างต้นแก้ไม่ยากเลย หากมุสลิมเราช่วยกันเผยแพร่ความรู้ด้านฮาลาลให้แพร่หลาย และเกรงกลัวต่อบาป อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆในโลกดุนยา อินชาอัลลอฮ์สังคมเราก็จะดีขึ้นในเร็ววัน หลักสำคัญคือให้ยึดมั่นในฮาดิษของท่านรอซูลุลลอฮ์ที่ว่า สิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) นั้นชัดแจ้ง สิ่งที่ต้องห้าม (ฮารอม) ก็ชัดแจ้ง และสิ่งที่คลุมเครือ (ไม่ชัดแจ้ง) ให้หลีกห่างและความจริงแล้วพระองค์อัลลอฮ์(ซบ.)ได้ทรงสร้างให้สรรพสิ่งต่างๆส่วนมากในโลกนี้นั้นฮาลาล(อนุมัติ)ให้แก่มนุษย์ในการใช้ประโยชน์ มีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ต้องห้ามแก่มนุษย์ ซึ่งส่วนน้อยที่ต้องห้ามแก่มนุษย์นั้นก็ เพราะมันเสียหายหรือไม่เป็นประโยชน์นั้นเอง
   
   พี่น้องลองใคร่ครวญดูให้ดีว่า ที่มีใครบอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ฮารอม ข่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่เพราะเรามักจะได้ยินข่าวลือที่เกินจริงอยู่บ่อยๆ เช่นข่าวก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ว่ามีการใช้ น้ำมันหมูในการผลิต ความจริงทางศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลเคยสุ่มตรวจแต่ไม่พบไขมันจากสัตว์ และการทำเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่สามารถนำน้ำมันหมูมาใช้ได้ เนื่องจากจะมีกลิ่นหืน หรือข่าวลือสินค้า ตัวนั้นตัวนี้ใช้ไม่ได้(เพราะมีส่วนผสมที่ฮารอม)โดยไม่มีมูลนั้น อาจทำให้มุสลิมเองลำบากเดือดร้อนได้เพราะเรายังเป็นผู้ซื้อ เรายังต้องพึ่งพาผู้ผลิตที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่อีกนาน หากมีสินค้าใดที่ท่านสงสัยหรือไม่มั่นใจก็ลองสอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หรือที่ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคด้านฮาลาลก็ได้นะครับ บางทีข้อมูลที่ท่านให้มาอาจเป็นประโยชน์กับสังคมมุสลิมของเรา  
   
   และที่สำคัญอย่าลืมว่าแม้สินค้านั้นจะฮาลาลด้วยตัวมันเอง แต่อาจจะฮารอมเพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรืออาจฮารอมเพราะเป็นสินค้าของผู้ทำลายล้างพี่น้องมุสลิม หากเราไปอุดหนุนไปซื้อใช้สินค้านั้นแล้วกำไรจากการที่เราไปอุดหนุนมีส่วนในการสังหารทำลายพี่น้องมุสลิม ก็จำเป็นที่เราจะต้องหลีกห่างและช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องของเราช่วยกันบอยคอต คือไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่ใช้ สินค้านั้นๆให้แพร่หลายด้วย
8560  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / บทความสุขภาพ / ขนมไทยๆที่คิดหลายๆคนไม่เคยทาน เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:25:00 am
ขนมไทยๆที่คิดหลายๆคนไม่เคยกิน

 
http://board.postjung.com:8080/wb/data/470/470415-topic-0.jpg'); return false;" href="#">Code นำรูปนี้ไปใช้

 
http://board.postjung.com:8080/wb/data/470/470415-topic-1.jpg'); return false;" href="#">Code นำรูปนี้ไปใช้

 
http://board.postjung.com:8080/wb/data/470/470415-topic-2.jpg'); return false;" href="#">Code นำรูปนี้ไปใช้

 
http://board.postjung.com:8080/wb/data/470/470415-topic-3.jpg'); return false;" href="#">Code นำรูปนี้ไปใช้

 
http://board.postjung.com:8080/wb/data/470/470415-topic-4.jpg'); return false;" href="#">Code นำรูปนี้ไปใช้

  
ที่มา
8561  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / อิสลามกับอาหาร เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:21:15 am

 

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน การเลือกบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์สำคัญสำหรับมนุษย์มาก เพราะอาหารมีผลต่อสุขภาพและจิตใจของมนุษย์ การที่มนุษย์จะมีสุขภาพดีจิตแจ่มใสสมองปลอดโปร่งก็มาจากการเลือกอาหารที่ดีเหมาะกับวัยและสภาพของของมนุษย์ ตรงกันข้าม หากบริโภคอย่างผิดๆ ก็จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย

อิสลามกล่าวถึงเรื่องการบริโภคอาหารไว้มากหมายหลายโอกาส การกินในอิสลาม
 มีหลากหลาย อิสลามมองการกินอย่างรอบด้าน อิสลามมิได้ตีกรอบการกินไปที่เหตุและผลแต่ครอบคลุมไปทุกด้าน การบริโภคอย่างอิสลามมิใช่เพื่อสร้างเนื้อหนังมังสาให้แต่เพียงผู้กินแต่ยังสร้างสรรค์สังคมให้เข็มแข็งอีกด้วย

อิสลามมิได้สอนให้ผู้บริโภคมองไปที่ตนเองอย่างเดียว แต่กลับให้มองกว้างถึงสังคมและคนรอบข้าง อิสลามสอนให้มุสลิมรู้จักเลือกกินให้รู้ว่ากินอย่างไรจึงจะได้รับความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า และเลือกกินอย่างไรสังคมจึงจะเป็นสุข ให้เพื่อนบ้านได้อิ่มและในขณะเดียวกันให้ตนเองมีสุขภาพที่ดี


  

 

อิสลามได้วางหลักโภชนาการเพื่อสร้างจิตสำนึกและแนวทางให้กับมุสลิมในเรื่องของการเลื่อกอาหารและ
 ความผูกพันระหว่างมุสลิมกับพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งประทานปัจจัยยังชีพให้กับมนุษย์และความสัมพันธ์ของ
 การบริโภคกับสังคมดังต่อไปนี้
 1 . อาหารหรือปัจจัยยังชีพเป็นเนียะอฺมัต ที่องค์อัลลอฮ์ทรงประทานให้ ฉะนั้นทุกครั้งที่บริโภคหรือได้รับปัจจัยยังชีพสิ่งที่พึ่งกระทำคือระลึกถึงคุณ ยำเกรงต่ออัลลอฮและขอพรให้เกิดความจำเริญในอาหารนั้น
 2. ต้องเป็นอาหารที่อนุมัติ ( หาลาล ) ในตัวอาหารเองหรือการได้มาของอาหารต้องเป็นการได้มาที่ถูกต้อง โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่หารอมหรือซุบฮาต ( คลางแคลงไม่แน่ชัดว่าหาลาลหรือหารอม )
 3. เป็นอาหารที่มีประโยชน์มีคุณค่าทางด้านโภชนาการ ไม่ใช่อาหารที่มีโทษและอันตรายต่อผู้บริโภคหรือเป็นสาเหตุให้เกิดโทษต่อคนรอบข้างหรือต่อสังคม
 4. บริโภคแต่พอควร ไม่ควรบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย

5. อนุมัติและส่งเสริมให้บริโภคอาหารที่มีประโยชน์
 2.1 เน้นความสำคัญของอาหารบางชนิด เช่น นม น้ำผึ้ง เนื้อ ผลไม้ และผักต่างๆ
 2.2 เน้นความสะอาดของอาหาร
 2.3 ส่งเสริมให้กินพอสมควร
 

ที่มาจาก   แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย

8562  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / ผึ้งน้ำผึ้งและอัศจรรย์ในพระอัลกุรอาน เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:18:46 am
ผึ้งน้ำผึ้งและอัศจรรย์ในพระอัลกุรอาน
 
 
 
ทุกสิ่งที่อัลลอต้องได้สร้างอะไรในไร้สาระ ในการสร้างพิเศษของผู้สร้างที่เป็นผึ้ง แมลงเป็นหนึ่งในตำแหน่งสำคัญนี้กว่าแมลงอื่นๆ สงสัยว่าผึ้งที่ทำหนึ่งในหนังสือในอัลกุรอานไม่มี
 
 หนังสือที่ 16 Nahl ในอัลกุรอานได้ถูกวิธีผึ้ง โดยเฉพาะจดหมายเรียกสุ Nahl Meccan หรือผึ้งเนื่องจากในวรรค 68 คำของอัลลอ terdafat SWT ซึ่งคนอ่าน, '' และพระเจ้าของเจ้าดลใจผึ้ง : ทำรังในภูเขาบนต้นไม้และใน สถานที่ที่มนุษย์ contrived . ''
 
 ผึ้งเป็นพิเศษ เขาเป็นสัตว์ล SWT ที่เป็นประโยชน์มากและเพลิดเพลินกับมนุษย์ Nahl ในหนังสือคำอธิบายที่ระบุไว้ในอัลกุรอานและแปลกล่าวว่ามีความคล้ายคลึงกันระหว่างน้ำผึ้งผลิตโดยผึ้งกับ Alquranul Karim
 
 สิ่งที่คล้ายคลึงกันหรือไม่ พิจารณาตามวรรค :''... จากผึ้งของกระเพาะอาหารเครื่องดื่มออก (น้ำผึ้ง) ที่หลากหลายของสีในนั้นมีการรักษาสำหรับมนุษย์คือ แน่นอนในนี้มีจริงๆป้าย (ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า) สำหรับผู้ที่สะท้อน . '' (สุ Nahl : 69)
 
 น้ำผึ้งมาจากดอกไม้และน้ำในการรักษาโรคหลากหลายของมนุษย์ ในขณะที่อัลกุรอานมีสาระสำคัญของหนังสือที่มีการเปิดเผยถึงศาสดาของเดิมควบคู่ไปกับการสอนที่จำเป็นโดยประชาชาติในระยะเวลาเพื่อความสุขของโลกและปรโลก
 
 น้ำผึ้งที่ส่ง miracles Qur'anic ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ในความคิดเห็นของอัลกุรอาน, Sayyid Qutb แสดงน้ำผึ้งว่าเป็นยารักษาได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ นี้เป็นหลักฐานของความจริงของข้อกุรอานที่ต้อง diyakni มนุษยชาติ
 
 ในขณะที่อัลกุรอาน Tafsir Ibn Kathir อธิบายว่าสีของผึ้งแตกต่างกันตามอาหาร บางมีสีขาวเหลืองหรือแดง นอกจากนี้ตาม Ibn Kathir น้ำผึ้งเหมาะสำหรับทุกคนเช่นรักษาเย็นเพราะน้ำผึ้งร้อน
 
 ในโลกอิสลามใช้น้ำผึ้งเป็นยาถูกนำมาใช้ตั้งแต่เวลาของมุฮัมมัด ในเวลานั้นน้ำผึ้งมาใช้รักษาโรคท้องร่วง กาวที่มาจากผึ้งยังมีประสิทธิภาพมากสำหรับการรักษาโรคต่างๆ
 
 การศึกษาวิทยาศาสตร์ของคุณสมบัติของน้ำผึ้งได้รับการวิจัยโดยนำนักวิชาการมุสลิมในยุคทองของศาสนาอิสลามคือ Ibn Sina (890-1037) นายโลกทางการแพทย์และนักคิดมุสลิมที่ดีในศตวรรษที่ 10 AD มัน tercatata เป็นแพทย์ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของน้ำผึ้งในแง่ของสุขภาพและการแพทย์โลก
 ในช่วงชีวิตของน้ำผึ้ง Ibn Sina มากน้อยและอยู่ยาว น้ำผึ้งตาม Ibn Sina สามารถรักษาโรคต่างๆจากอ่อนถึงรุนแรงเช่นความดันโลหิตสูงและหัวใจ น้ำผึ้งสามารถลดอุณหภูมิของร่างกายและควบคุมการหลั่งซึ่งสามารถกำจัดไข้
 
 Ibn Sina ยังได้รับการค้นคว้าคุณสมบัติของน้ำผึ้งเพื่อความงามของร่างกาย ตาม Ibn Sina, น้ำผึ้งและน้ำมันมะกอกสามารถใช้เป็นยาครอบจักรวาลที่มีความหลากหลายของประสิทธิภาพเครื่องสำอาง
 
 น้ำผึ้งและน้ำมันมะกอกอธิบาย Ibn Sina, สามารถกระชับผิวหน้าและผิวกายทั้ง ทั้งส่วนผสมจากธรรมชาติที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในอัลกุรอานที่สามารถลบจุดด่างดำคราบจุลินทรีย์และเชื้อราผิว นอกจากนี้น้ำผึ้งและน้ำมันมะกอกยังสามารถเรียบผิวและลด reutan บนใบหน้า
 
 สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย Ibn Sina ยังพบความจริงที่ว่าน้ำมันมะกอกและน้ำผึ้งสามารถขจัดกลิ่นตัวจะไม่อร่อยและสามารถให้วิตามินเพื่อผิวและ melembabkannya นอกจากเครื่องสำอางน้ำผึ้งสามารถใช้สำหรับการใช้อื่น ๆ bearagam เริ่มจากอาหารยาส่วนผสมสำหรับแต่งหน้า
 
 แท้จริงประโยชน์ของน้ำผึ้งได้รู้สึกของอารยธรรมมนุษย์นมนานตั้งแต่เวลา ชาวอียิปต์โบราณได้กินพวกเขา ประชากรอียิปต์โบราณคุ้นเคยแล้วให้ใช้น้ำผึ้งเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและยารักษาโรคต่างๆมีประสิทธิภาพ ยังให้อารยธรรมโบราณไม่ได้สามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์
 
 Ibn Sina เป็นตำนานของแพทย์ตลอดเวลา -- ที่ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ความจริงของประสิทธิภาพของน้ำผึ้งให้ในวัยชรา ว่ากันว่า Ibn Sina ยังดูแข็งแรงและเหมาะสมเป็นซอเหมือนชายหนุ่มเพราะเคยกินน้ำผึ้ง
 
 ผลการวิจัยล่าสุดได้ขับไล่ออกจากมหาวิทยาลัยมอสโกกล่าวว่าน้ำผึ้งที่ยังมีอลูมิเนียมโลหะ, โบรอน, โครเมียม, ทองแดง, ตะกั่ว, titanium, สังกะสี, กรดอินทรีย์, acetylcholine, ฮอร์โมน, ยาปฏิชีวนะสารและยาต่อต้านพิษ anticancer สาร
 
 สารเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อเร่งกระบวนการทางชีวเคมีของร่างกายและกระบวนการในการรักษาโรคต่างๆ ขณะที่เนื้อหาของเอนไซม์ในน้ำผึ้งมีรายงานสูงเมื่อเทียบกับ mahanan อื่น ๆ มากที่สุด
 
 การศึกษานี้ยังกล่าวถึงน้ำผึ้งเชื่อว่ารักษาแผลย่อยอาหาร (แผล), การอักเสบของลำไส้และปัญหาลำไส้ (ท้องผูก) ดังนั้นดีมากแน่นอนเพื่อใช้น้ำผึ้งในชีวิตประจำวันของเรา
 
 ในอัลกุรอานน้ำผึ้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความสุขของสวรรค์รางวัลของบรรดาผู้ศรัทธาและขวา '' (Do) parables คน () ที่ถูกสัญญา Jannah ผู้ที่ยำเกรงซึ่งมีธารน้ำหลายสายที่ไม่ได้ลิ้มรสและกลิ่นเปลี่ยนแปลงแม่น้ำของนมที่ไม่ได้เปลี่ยนรสชาติแม่น้ำของไวน์ รสชาติอร่อยสำหรับ peminumnya และแม่น้ำของน้ำผึ้งทำให้เครียดและพวกเขาได้รับในนั้นทุกชนิดผลไม้และขออภัยโทษจากพระเจ้าของพวกเขาเช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ใน jahannam นิรันดร์และให้ดื่มด้วยน้ำเดือดเพื่อให้ลำไส้ของเขาตัดหรือไม่ '' (สุระ : เจ้า : 15) Dyah อัญมณี meta novia
 สีสาธารณรัฐ /
 
ขอบคุณที่มาของข้อมูลดี ๆ
8563  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / "ฮับบะตุซเซาดาอ์"สมุนไพรที่รักษาได้ทุกโรค เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:12:23 am
                                   
           
"ฮับบะตุซเซาดาอ์"สมุนไพรที่รักษาได้ทุกโรค
           
         
   

 
    ข้อความต่อไปนี้คัดมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือที่ชื่อ "ความมหัศจรรย์ของสมุนไพรตามแนวทางของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" แปลและเรียบเรียงโดย อาจารย์มุสตอฟา มานะ, ซึ่งข้อมูลที่จะกล่าวต่อไปนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องมุสลิมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่นำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของตนเองว่าด้วยสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ฮับบะตุซเซาดาอ์" (หรือคนไทยรู้จักในนาม "เทียนดำ" )    ซึ่งมีรายละเอียดดั่งนี้
            ฮับบะตุซเซาดาอ์ เป็นชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง ชาวอียิปต์เรียกว่า "ฮับบะตุลบ้าร่อกะฮ์" หรือ อัลกัมมูนอัลอัสวัด (ยี่หร่าดำ) ชาวยะมันเรียกว่า "เกาฮเฏาะฮ" ชาวอิหร่าน เรียกว่า "ชุวัยนิช" และในเมืองไทยเป็นที่รู้จักกันดีเรียกว่า "เทียนดำ" ลักษณะของมันนั้น เมล็ดสีดำคล้ายกับงา รสชาติร้อนและขมเล็กน้อย
1. ดร. อะฮ์หมัด อัลกอฎี เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชาวอิยปต์ ปัจจุบันอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐฟอริด้า กล่าวว่า "ท่านนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์กับน้ำผึ้งมาบำบัดรักษาโรคเอดส์อย่างได้ผล"
2. ดร. อิบรอฮีม อับดุลฟัตตาฮ์ กล่าวว่า "ถ้าท่านต้องการรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงอยู่เสมอนั้น ต้องรับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นโดยการนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 3 กลีบ, น้ำอุ่น 1/2 แก้ว โดยนำส่วนผสมทั้งหมดบดรวมกันแล้วรับประทานท่านจะมีสุขภาพแข็งแรงด้วยการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์" 
การแพทย์สมัยก่อนนั้น นำฮับบะตุซเซาดาอ์มาเป็นส่วนประกอบในการบำบัดโรคทุกชนิดโดยอาศัยหะดีษ ซึ่งรายงานจากอบีหุร็อยเราะฮ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุว่า แท้จริงท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า "จำเป็นสำหรับท่านทั้งหลาย คือฮับบะตุซเซาดาอ์ เพราะแท้จริงมันเป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย" บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม
ประโยชน์ของฮับบะตุสเซาดาอ์นั้นมีมากมาย รับประทานทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถบำบัดรักษาได้ทุกโรค
อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า "มันจะทำลายทุกสิ่งตามบัญชาของพระเจ้าของมัน" (ซูเราะฮ์อัลอะฮกอฟ อายะห์ที่ 25)
 
ฮับบะตุสเซาดาอ์ บำบัดรักษาโรคต่างๆ ดังนี้
1. โรคโรมาติซัม (ปวดตามข้อ)
ส่วนผสม นำน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์มาทาบริเวณที่เจ็บปวด พร้อมกับนำฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียดผสมกับน้ำผึ้งตามต้องการแล้วรับประทานก่อนนอน
2. โรคเบาหวาน
ส่วนผสม นำเมล็ดมาบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผักแว่นบดเป็นน้ำ 1/2 แก้ว ทับทิมบดเป็นน้ำ 1 แก้ว รากกะหล่ำปลีบดเป็นน้ำ 1 แก้ว แล้วนำมาผสมกับนมเปรี้ยว แล้วรับประทาน
3. โรคผมร่วง
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา น้ำหัวหอม 1 แก้วเล็ก น้ำมันมะกอก 1 แก้วเล็ก นำมาผสมรวมกันและชโลมบนศีรษะตอนเช้าทิ้งไว้ตอนเย็นแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
4. โรคปวดศีรษะ
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด ก้านพลูบดละเอียดผสมเท่าๆ กันแล้วนำมาผสมกับนมเปรี้ยว แล้วรับประทานเมื่อมีอาการปวดศีรษะแทนยาพาราเซตามอลได้ ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์
5. อาการนอนไม่หลับ
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับนมสดและน้ำผึ้ง 1 แก้ว ดื่มก่อนนอนพร้อมกับซิกรุลลอฮ์ อ่านดุอาอ์ก่อนนอนและอ่านอายะฮ์กุรซีย์
6. โรคกลาก
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นกลาก วันละ 3 ครั้งจนกว่าจะหายขาด
7. บาดแผลและขี้เรื้อน
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะบดละเอียดน้ำส้มสายชู 1 แก้วเล็ก น้ำกระเทียม 1 ช้อนชา ทาบริเวณบาดแผล
8. โรคของสตรี และการคลอดบุตร
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ น้ำผึ้ง ดอกบาบูนิญ (ดอกไม้ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง) ผสมกันทำให้คลอดบุตรง่าย
9. ปวดฟันและต่อมทอมซิลอักเสบ
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ บดผสมกับน้ำอุ่น นำมากลั้วในปากแล้วบ้วนทิ้งในขณะอักเสบ
10. สิว
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวสาลีบดละเอียดแล้วนำมาทาทั่วใบหน้า ก่อนนอนในตอนเช้าล้างออกด้วยสบู่และน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์
11. โรคผิวหนัง
ส่วนผสม น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ น้ำมันดอกกุหลาบ ข้าวสาลีบดตามส่วนเท่ากัน แล้วทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนังทุกวันจะหายขาด
12. หูดและไฝ
ส่วนผสม บดละเอียดผสมกับน้ำส้มสายชูนำมาทาบริเวณที่เป็นหูด,ไฝ หรือกระ ทั้งเช้าและเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์ หรือ ผักกาดหอม 1 กำมือ บดรวมกับฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วทาบริเวณที่เป็น กระ, หูด หรือไฝ จะหายขาดด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์
13. ทำให้ใบหน้าเต่งตึง และสวยงามขึ้น
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด ผสมกับน้ำมันมะกอก นำมาทาบริเวณใบหน้าโดยไม่ถูกแดดทุกวันตามที่ต้องการ
14. ความดันโลหิตสูง
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ, กระเทียม 3 กลีบ ผสมรวมกันรับประทานทุกวัน
15. โรคไขมันในเลือด (โคเลสเตอรอล)
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, การเทียม 3 กลีบ, ผักชนิดใดก็ได้ 1 กำมือ, น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก นำมาบดรวมกันและรับประทานเช้า-เย็น
16. โรคไตอักเสบ (ไตเสื่อม)
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานทุกวัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จะหายอักเสบด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์
17. สลายเม็ดนิ่ว
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 แก้วเล็ก, น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก, กระเทียม 3 กลีบนำมารวมกัน รับประทานทุกวัน หลังจากนั้น ดื่มน้ำมะนาวตาม สามารถล้างไตให้สะอาดได้
18. ต่อมลูกหมากโต
ส่วนผสม น้ำมันของฮับบะตุซเซาดาอ์ ทาบริเวณกระเพาะปัสสาวะและลูกอัณฑะ พร้อมบดฮับบะตุซเซาดาอ์กับน้ำผึ้งรับประทานทุกวันก่อนนอน
19. ตับอักเสบ ไวรัสบี
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ว่านหางจรเข้ ส่วนที่เป็นวุ้น 1 อัน ผสมรวมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานทุกวันประมาณ 2 เดือน ติดต่อกัน ท่านจะเห็นผลอย่างแน่นอนด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์
20. โรคท้องมาร
ส่วนผสม ยาทาแก้ปวดฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำส้มสายชูผสมรวมกันแล้วทาบริเวณท้อง พร้อมกับรับประทานฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานเช้าเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์
21. นิ่วในถุงน้ำดี
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ผักเบี้ยบดละเอียด 1/4 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 แก้ว ผสมรวมกัน รับประทานเช้า-เย็น รับประทานติดต่อกันทุกวัน จนกระทั่งอาการของท่านดีขึ้น
22. โรคม้าม
ส่วนผสม ยาทาแก้ปวดฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำมันมะกอก ผสมรวมกันแล้วทาบริเวณใต้ซี่โครงด้านซ้าน พร้อมกับนำฮับบะตุซเซาดาอ์ และน้ำผึ้งมารับประทานด้วย และท่านจะพบว่าหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ม้ามของท่านจะดีขึ้นและความกระปรี้ประเปร่าจะกลับมาสู่สภาพเดิมพร้อมกับท่านต้องสรรเสริญอัลลอฮ์
23. ปวดศีรษะและระบบหมุนเวียนของเลือด
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำผึ้ง ผสมรวมกันรับประทานได้ตลอดเวลาที่ท่านต้องการ
24. โรคลำไส้ ปวดท้องจุกเสียด
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์, เครื่องเทศ, สะระแหน่, น้ำผึ้ง ผสมจำนวนเท่าๆ กัน นำมารับประทาน พร้อมกับน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ ทาบริเวณท้องประมาณไม่กี่นาทีท่านก็จะเห็นผลและหายปวดด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์
25. โรคเกี่ยวกับตา
ส่วนผสม น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ หยดที่ตาทั้ง 2 ข้างก่อนนอนพร้อมกับน้ำแครอทผสมกับน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์แล้วดื่มจนกว่าจะหาย
26. โรคอามีบา
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะเขือเทศใส่เกลือเล็กน้อย 1 แก้ว นำมาผสมรวมกัน รับประทานทุกวัน ประมาณ 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ท่านจะพบว่าหายป่วยและมีสุขภาพดีด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์
27. เป็นหมัน
ส่วนผสม มีส่วนประกอบ 3 อย่าง คือ ฮับบะตุซเซาดาอ์บด, นมสด, หัวไชเท้า ส่วนผสมเท่าๆ กัน นำมาบดรวมกันแล้วรับประทาน 1 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น พร้อมมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ถ้าหากอัลลอฮ์ประสงค์ท่านจะได้รับตามต้องการ
28. โรคมะเร็ง
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำแครอท 1 แก้วเล็ก, กระเทียม 3 กลีบ, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกันนำมารับประทานวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 3 เดือน พร้อมกับขอดุอาอ์ และอ่านอัลกุรอ่านท่านจะพบความมหัศจรรย์ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์
29. โรคหอบหืด
ส่วนผสม นำน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ แล้วสูดดมพร้อมกับนำน้ำฮับบะตุซเซาดาอ์ทาบริเวณหน้าอกก่อนนอนทุกวัน
30. เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่ 7 ฟอง, กระเทียม 3 กลีบ ผสมรวมกัน นำไปทอดหรือรับประทานสดๆ วันเว้นวัน ประมาณ 1 เดือน แล้วท่านจะพบว่าพละกำลังจะกลับมา 120 แรงม้า ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ และจำเป็นแก่ผู้ป่วยคือ (1) เมื่อเข้าห้องน้ำปลดทุกข์แล้ว ก็อาบน้ำละหมาด (2) ขอดุอาอ์ ขณะร่วมหลับนอน
31. ทำให้สติปัญญาดีและความจำดีขึ้น
ส่วนผสม ใบสะระแหน่ 1 กำมือ, น้ำผึ้ง, น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ 7 หยด ผสมน้ำอุ่นให้รับประทานกับชา หรือกาแฟ หรือนมสดจะทำให้ท่านเพิ่มความจำ สมองโล่ง ท่านจะพบว่าถ้าหากท่านอ่านอัลกุรอ่านจะจำดีขึ้น
32. โรคเหน็บชา
ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด, น้ำส้มคั้น 1 แก้ว ดื่มทุกวัน ประมาณ 10 วัน ท่านจะเห็นผลว่า ความกระปรี้กระเปล่ากลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
33. เป็นโรคที่อัลลอฮ์ให้การลงโทษแก่ผู้ที่ปฏิบัติผิดประเวณี นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ได้ และจำเป็นแก่มุสลิมทุกคนต้องยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และออกห่างสิ่งที่อัลลอ์ห้าม มันจะไม่นำไปสู่ความหายนะ
 
ดร. อะฮ์หมัด อัลกอฎีกล่าวว่า "ท่านนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์มาสกัดรักษาโรคเอดส์ และได้ผลมาแล้วด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์"
 
คุณค่าที่ได้รับจากฮับบะตุซเซาดาอ์
ฮับบะตุซเซาดาอ์นั้น ถูกผสมประสานในการรักษาโรคเป็นอย่างดีและโรคจะทุเลาอย่างน่าแปลกใจ ดังนั้น มันจึงมีประโยชน์และมีแร่ธาตุที่ร่างกายของมนุษย์ต้องการ เช่น ฟอสเฟต, ธาตุเหล็ก, ฟอสฟอรัส, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน และมีสารเบต้าแคโรทีน ทำปฏิกิริยาต่อต้านมะเร็ง
ในวงการแพทย์มุสลิมพบว่า ฮับบะตุซเซาดาอ์ นั้นเป็นยาที่มีประโยชน์มาก และสิ่งที่พวกเขามั่นใจก็คือ สิ่งที่ท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้บอกไว้ถึงสรรพคุณของมัน วัลลอฮุอะอฺลัม
 
 ที่มา
  
 http://www.mureed.com/article/hubbatisuadah.htm
8564  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / นานาสาระ เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว / พิธีบูชา สุดโหด ของประเทศอินเดีย เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 12:04:42 am
พิธีบูชา สุดโหด ของประเทศอินเดีย
 
เรื่องที่อ่านต่อไปนี้ เป็นการสะท้อนความเชื่อ ประเพณีแบบผิด ๆ ขาดศีลธรรม และชักจูงสังคมส่วนใหญ่ให้เห็นว่าความโหดเหี้ยม อำมหิตผิดมนุษย์ เป็นเรื่องที่ชนเผ่าชาว " เคอร์มัน " ในประเทศอินเดีย หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากกัลตาตาไปทางทิศเหนือ 220 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศอินเดียกับบังกลาเทศ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในป่าทึบห่างไกลความเจริญ ชาวเคอร์ปันดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวและพืชผัก ส่วนผู้ชายจะออกล่าสัตว์มาเป็นอาหารเนื้อ
     ประเพณีความเชื่อที่โหดร้ายแห่งนี้จะกระทำกัน 1 ครั้งต่อปี และจัดเป็นประจำทุกปี โดยพิธีบูชายัญนี้มีชื่อเรียกว่า " กาจัน " อันเป็นประเพณีที่ชนเผ่านี้จัดขึ้นเพื่อบูชาต่อพระศิวะผู้เป็นใหญ่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอพรต่อองค์พระศิวะเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา ให้มาประสาทพรอำนวย ให้พวกเขาได้รับความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องอาหาร การกิน ปลอดภัยจากศัตรูและสัตว์ร้าย รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บด้วย โดยสิ่งที่จะนำมาเป็นเครื่องสักการะบูชายัญต่อองค์เทพผู้ยิ่งใหญ่ของเขา เพื่อให้เทพพอพระทัยก็คือ ศีรษะบุตรชายคนแรกของครอบครัว
 
 

 
 
 
 ดังนั้นชนเผ่าแห่งนี้จะเข้มงวดให้เรื่องของการแจ้งจำนวนสมาชิกของครอบครัว เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีภรรยาตั้งท้องเป็นบุตรคนแรก จะต้องแจ้งให้ทางหัวหน้าเผ่าทราบ เพราะจะได้นำมาเป็นเครื่องบูชายัญในพิธีกรรมดังกล่าว ซึ่งหากในปีไหนมีเด็กชายคนแรกของครอบครัวเกิดเยอะ พวกเขาก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างมากที่จะได้ทำการบูชายัญให้เป็นที่พอใจต่อองค์ พระศิวะ เนื่องจากมีจำนวนศีรษะของเด็กชายมาประกอบพิธีหลายหัวนั่นเอง
  

 
 
 
พิธีบูชายัญอุบาทว์นี้จะกำหนดขึ้นในคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ ของเดือนหนึ่งในปีนั้น ชนเผ่านี้เรียกคืนนี้ว่า ศิวาราตรี ทุกคนในหมู่บ้านจะออกมาชุมนุมกันโดยมีหัวหน้าเผ่าเป็นประธาน จากนั้นจะมีการร้องรำทำเพลงเพื่อสรรเสริญต่อเทพศิวะ จบแล้ว หัวหน้าเผ่าจะสั่งให้คนที่เป็นพ่อ นำบุตรชายคนแรกของครอบครัว มาที่แท่นบูชาต่อเบื้องหน้ารูปสลักศิวเทพ จากนั้นผู้เป็นพ่อจะใช้มีดปลายงอคล้ายมีดกูรข่าซึ่งคมกริบ ฟันคอลูกชายของตนเองจนขาดออกจากกัน แล้วจึงนำหัวของบุตรชายไปใส่สาแหรกที่เตรียมไว้ เพื่อนำไปร่วมในพิธีเต้นรำต่อไป และเมื่อหลังเสร็จพิธรแล้วผู้เป็นพ่อต้องนำศีรษะของลูกชายไปแขวนไว้ในบ้าน ของตน จนกว่าศีรษะนั้นจะผุสลายไปเอง ถ้ายังไม่ผุสลายก็ให้นำมาร่วมในพิธีบูชายัญของปีต่อ ๆ ไป
     ประเพณีความเชื่อของชนเผ่านี้ ไม่มีใครรูว่าเกิดมาจากอะไร ทำไมชนเผ่านี้ถึงต้องหลงเชื่อในสิ่งที่ผิดและโหดเหี้ยมอย่างนี้ แต่ทุกวันนี้ชาวเผ่าเคอร์ยันยังคงประกอบพิธีการบูชายัญศีรษะบุตรชายคนแรกของ ครอบครัวอยู่ทุกปี..!
 
คนตัดหัวคือพ่อของเด็กเอง ....
 แล้วแม่ของเด็กหละ ... ??
 ร่วมยินดี ที่ลูกชายของตนเองจะได้ถูกนำไปบูชาองค์ศิวะเทพ ที่พวกเขาเคารพยิ่งชีพ หรือไม่ !?!
  
  
  
  โชคดีแล้วที่เกิดเป็นคนไทย ไม่มีประเพณีชั่วช้าแบบนี้
 

 
 
 เครดิต  คลิปแมส ดอทคอม ขอบคุณ ครับ
 
 credit  http://board.postjung.com/469255.html
8565  เีรียนย้อนหลังการจัดอบรมหลักสูตร ผู้สอนมุอัลลัฟ สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนอัต-ตักวา เชียงให / ห้องของ เว็บมาสเตอร์ สัปเปเหระ / Re: กฏระเบียบของบ้าน เมื่อ: เมษายน 07, 2010, 10:30:15 pm

   เพิ่มกฏ กติกา นำเข้าจาก http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=3.0

   กติกาและมารยาท

   อัสลามุอาลัยกุม วะเราะมาเราะมาตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮฺ เรียนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน    
   
   ขอความร่วมมือพี่น้องสมาชิกในการโพสหรือตั้งกระทู้ในกระดานเสวนา ดังนี้

   
   1. สามารถคุยกันได้ทุกเรื่องที่ไม่เกินเลยขอบเขตศาสนา
   
   2. รักษาความสุภาพมีมารยาทและรักษาน้ำใจเพื่อนสมาชิก หากมีสิ่งใดตักเตือนกันให้ใช้คำตักเตือนที่สุภาพ หรือจะหลังไมค์ไปเตือนกันก่อนจะดีกว่า จะได้เป็นการรักษาหน้าของพี่น้องมุสลิมด้วยกัน
   
   3. ตรวจดูว่ามีกระทู้ที่มีเนื้อหาในทางเดียวกับที่กำลังจะตั้งกระทู้ เพื่อจะได้ไม่เป็นการซ้ำซ้อนกัน
   
   4. เปิดใจให้กว้าง ยินดีรับฟังและเคารพในเสรีภาพของการเสนอความคิดเห็นของผู้อื่น พึงตระหนักอยู่เสมอว่านี่เป็นเสมือนสังคมหนึ่งที่เปิดกว้างต่อสาธารณะ แต่ต้องไม่เกินมารยาทและขอบเขตศาสนา
   
   5. การเสนอความเห็นต่อกระทู้ใดๆ พึงระลึกเสมอว่า มีผู้อ่านที่แตกต่างกันทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และวุฒิภาวะ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการใช้ข้อความ เช่น ข้อความที่ส่อไปในทางอนาจารเกินกว่าเหตุ หรือมีผลยั่วยุทางอารมณ์  กามารมณ์ ข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งอาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง ข้อความที่มีเนื้อหาขัดต่อกฏหมาย หรือศีลธรรมอันดีของสังคม และนอกลู่นองทางของมารยาททางศาสนา รวมถึงข้อความที่พาดพิงบุคคลที่สามในทางหมิ่นประมาท และเป็นการนินทา เป็นต้น
   
   6. พึงตระหนักอยู่เสมอว่า การเสนอคำถามหรือความเห็นต่อสังคม ควรจะมีความรับผิดชอบต่อทุกข้อความที่ได้เสนอไป เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานอันดีต่อสังคมอินเตอร์เนต
   
   7. ในการโพสรูป แนะนำให้ใช้บริการของเว็บฝากรูป จะทำให้จัดรูปกระทู้ได้สวยงาม ถ้ามีรูปก็หลายรูป ย่อสักหน่อยเล็กๆพอดีๆ หรือในกรณีมีมากๆ ก็ให้วางหลายๆรูปใน คคห.เดียว หรือ วางตัวอย่างรูปสองรูป และให้ไปดูตามลิงค์ใส่รูปแทน กระทู้ดีๆจะได้ไม่ตกหล่นไป จะได้ไม่ใช้เวลาโหลดนาน
   
   8. สมาชิกสามารถเปลี่ยนธีม(รูปแบบของบอร์ด)การใช้งานบอร์ดเองได้
   
   9. ไม่ใช้เว็บไซท์แห่งนี้ เสนอข้อความซึ่งเป็นการใส่ร้ายผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่บุคคลหรือนิติบุคคลสาธารณะ อันข้อความเหล่านั้น แหล่งข้อมูลที่อ้างอิงที่ชัดเจน ( การนินทากล่าวถึงคนอื่น ในทางไม่ดีด้วยเจตนาที่ไม่ดี ใส่ร้ายผู้อื่น ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เมื่อวันแห่งการสอบสวนมาถึง ความดีที่ทำไว้ พระผู้เป็นเจ้าจะโอนถ่ายไปยังผู้ที่เรานินทา...  มีปรากฏในหะดีษ เรื่องการนินทา)
   
   
   10. หากตรวจพบว่าผู้ใดมีเจตนาไม่ดีในเรื่องใดๆ ทางผู้ดูแลจะดำเนินการตามขั้นตอนด้วยการตักเตือนอันดับแรก และหากไม่หยุดพฤติกรรมอีก จะทำการระงับชื่อสมาชิกทันที เพื่อรักษาจุดประสงค์ของเว็บเอาไว้
   
   11. กรุณาระบุในข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกว่าเป็น ชาย หรือ หญิง เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของท่านเอง อีกทั้งเป็นการแยกแยะได้ว่าใครเป็นชายหรือหญิง
   
   12. ไม่ควรโพสกระทู้ถี่และมากในเวลาเดียวกัน/วัน เพราะจะทำให้กระทู้อื่นๆที่น่าสนใจเลื่อนตกลงไป  ควรเว้นเพื่อความเหมาะสม อีกทั้งจะได้ไม่เป็นการสร้างภาระกับโฮสของทางเว็บ

   สุภาพ มารยาท อดทน เป็นส่วนหนึ่งของอัล-อิสลาม

   " จงเชิญชวน(เป็นกริยาคำสั่ง – อัลลอฮฺกำลังมีบัญชาใช้) สู่แนวทางของพระเจ้าของสูเจ้าด้วยวิทยปัญญาและการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาในลักษณะที่ดีที่สุด (เหตุผล หลักฐาน ด้วยความอ่อนโยนและสุภาพ) แท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง " ( กุรอาน 16:125 ) อายะฮฺนี้มี 3 ประการ อัลลอฮฺ ได้ทรงสอนเราถึงวิธีการโต้แย้งว่า 1.โต้แย้งกันด้วยฮิกมะฮฺ (การใช้สติปัญญาสุขุมรอบคอบ) 2.โต้แย้งตักเตือนกันด้วยคำแนะนำที่ดี 3.โต้แย้งกันด้วยวิธีการที่ดีที่สุด การดะวะฮฺด้วยความแข็งกร้าวและหยาบกระด้าง โทษของมันนั้นย่อมมีเยอะกว่า ดังนั้นสิ่งที่วาญิบ(จำเป็น)และที่มีบัญญัติก็คือการใช้วิธีการตามที่อัลลอฮฺได้กล่าวไว้ความว่า "จงเชิญชวนสู่เส้นทางแห่งพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าด้วยฮิกมะฮฺ" (อัน-นะหฺลิ 125) " แท้จริง อัลลอฮฺทรงอ่อนโยนและทรงรักความอ่อนโยน และทรงให้ความอ่อนโยนในสิ่งที่พระองค์ไม่ให้แก่ความหยาบกระด้าง " (บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺและอิบนุฮิบบาน)          
   
   ด้วยความเคารพ

หน้า: 1 ... 569 570 [571] 572


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap