Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
ตุลาคม 21, 2017, 01:37:08 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 569 570 [571] 572 573 ... 575
8551  องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ / ประวัติและผลงานบุคคลมุสลิมในภาคเหนือ / ภาคินวัฒนช์ สุทธิผุย (อินฟาร) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:42:51 am
   บทเรียนชีวิต, ความคิดหนุ่มมุสลิมเหนือชื่อ...อิรฟาร
Posted by ปราณชลี ,                                                              
                                   
               
                                   
               เราเจอกันบนถนนสายหนึ่งแถบชุมชนมุสลิมช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่
                                   
               เขาขี่มอเตอร์ไซด์คู่ชีพมาตามนัดหมาย รับหน้าที่เป็นผู้นำทางคณะของเราเดินทางไปด้วยกันยังมัสยิดช้างคลานเพื่อพบปะพูดคุยกับโต๊ะอิหม่ามผู้ดูแลมัสยิด
                                   
               ท่าทีสุดนอบน้อม, คำพูดแสนสุภาพ ใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มมุสลิมคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าคนนี้จะเคยสร้างวีรกรรมสุดห้าวหาญจนเฉียดคุกมาแล้ว แต่ด้วยความช่วยเหลือของใครหลายคน และความมุ่งมั่นตั้งใจมีปณิธานแน่วแน่ในศรัทธาของชีวิต เขาดำรงความฝันในการต่อสู้ไว้อย่างเหนียวแน่น
                                   
               แต่แทนที่จะกระทำด้วยกำลังหรือความรุนแรงดังเช่นเก่าก่อน ถึงขั้นนำน้ำมันใส่ขวดขว้างใส่สถานกงสุลอเมริกัน ในเมืองเชียงใหม่ เพียงเพราะไม่พอใจวิธีปฏิบัติของอเมริกาต่ออิรัก เขาหันกลับมาใช้ปัญญา ความคิด และความยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อร่วมสร้างสังคมที่มุ่งหวังด้วยวัยของคนหนุ่มเพียง ๒๕ ปี
                                   
               ผมมองว่าสถาบันกษัตริย์น่าจะช่วยเมืองไทยได้ อย่างนักการเมืองเป็นอีกแบบหนึ่ง โกงได้ก็โกงกันไป แต่เมืองไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอด ถ้ามองอย่างสมัยเราออกค่าย ในหลวงก็เหมือนออกค่ายตลอด น่าชื่นชมมาก ถ้าเราทุกคนยึดในหลวงเป็นต้นแบบ คงช่วยประเทศไทยได้เยอะมากด้วยแววตา, ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่า เขาศรัทธาในสิ่งที่เขาพูด-อย่างสุดใจ
                                   
               .....................................................................
                                   
               ที่พิษณุโลก, พ่อของอิรฟารหรือปิ่นหรือชื่อเต็มคือนายภาคินวัฒนช์ สุทธิผุย นับถือศาสนาพุทธมาก่อน แต่เมื่อมาแต่งงานกับแม่ซึ่งนับถืออิสลาม จึงรับศาสนาอิสลามเป็นแก่นชีวิต
                                   
               ตอนเด็กขณะที่เรียนอยู่ที่พิษณุโลก พอวันเสาร์ผมจะเรียนเรื่องหลักศาสนาอิสลาม เช่น จะละหมาดอย่างไร หลักปฏิบัติทางศาสนามีอะไรบ้าง พ่อรับอิสลามเพราะมาแต่งงานกับแม่ ก็เหมือนเรียนรู้ไปด้วยกัน หลักๆ แม่จะเป็นคนสอน สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกศรัทธาในหลักศาสนาตั้งแต่เด็ก เป็นเพราะได้รับอิทธิพลมาจากแม่ ฟังมาเรียนมาตลอด ก็รู้สึกว่าใช่แน่ๆ
                                   
               เด็กน้อยอิรฟาร ถูกปลูกฝังเรื่องศรัทธาในศาสนาเช่นมุสลิมทั่วโลกอย่างที่เรียกกันว่าชีวิตคือศาสนา ศาสนาคือชีวิตขณะเดียวกันเขาเรียนหนังสือสายสามัญเช่นเด็กนักเรียนทั่วไปอยู่ที่พิษณุโลกจนถึง ม.๑ จึงย้ายมาเรียนต่อที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย เพราะแม่ไปเป็นครูสอนอยู่ที่นั่น กระทั่งจบ ม.๖ จึงได้โควต้าไปเรียนต่อคณะอุตสาหกรรมอาหาร (Food Science) ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่
                                   
               ตอนอยู่สุโขทัย เวลาไปโรงเรียนมีเพียงผมกับพี่ที่เป็นมุสลิม นอกนั้นเป็นพุทธหมด แต่ไม่มีปัญหาอะไรในสังคมรวมหมู่ พอมาอยู่เชียงใหม่ช่วงแรกๆ ต้องปรับตัวบ้าง ที่นี่โดยสภาพแวดล้อมแล้วเราก็เป็นคนกลุ่มน้อยเหมือนกัน ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ แต่ที่เชียงใหม่นักศึกษามุสลิมจะมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เกาะกันเป็นกลุ่ม มีชมรมมุสลิม มีพี่ๆ คอยดูแลเทคแคร์ให้พออบอุ่น สามปีสี่ปีก็ทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเหลือกันเท่าที่พอมีกำลัง
                                   
               เส้นทางชีวิตของ อิรฟาร ในฐานะนักศึกษาแม่โจ้ น่าจะเป็นเส้นทางที่มีอนาคตสดใสรออยู่ ด้วยความมุ่งมั่นในการเรียนและใส่ใจทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือมุสลิม แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันจนแทบหักเหชะตาชีวิตไปอีกด้านหนึ่ง เพียงเพราะเขาลงมือกระทำการเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ณ เวลานั้น
                                   
               มันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักซึ่งก่อความตึงเครียดมาโดยตลอด!!
                                   
               กระทั่งวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔ เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้บังคับเครื่องบินโดยสารพุ่งชนอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์และอาคารกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ
                                   
               เป็นเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งคำถามคาใจมากมาย และหนึ่งในคนที่ตั้งคำถามก็คืออิรฟารนั่นเอง !!
                                   
               
                                   
               ต่อมาด้วยผลพวงจากเหตุการณ์ ๙/๑๑ ได้นำไปสู่สงครามต่อต้านการก่อการร้าย และถึงจุดหักเหสำคัญเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๖ เมื่อสหรัฐฯ ประกาศเส้นตายให้ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และบุตรชาย ออกจากอิรักภายใน ๔๘ ชั่วโมง แต่ในที่สุดไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายอิรัก แถมประกาศว่าจะต่อสู้และต่อต้านสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างถึงที่สุด
                                   
               ช่วงที่ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ออกแถลงการณ์ว่าจะบุกเข้าไปในอิรัก เป็นห้วงขณะที่ อิรฟาร เรียนอยู่ปี ๓ ที่แม่โจ้ และอยู่ในช่วงฝึกงาน เขาสั่งสมความรู้และได้ศึกษาเหตุการณ์มาเรื่อยๆ จนมีชุดคำตอบอยู่ในใจแล้ว
                                   
               หลังจากที่บุชออกมาแถลงการณ์ว่าจะบุกเข้าไปในอิรัก ตามความคิดของผมไม่อยากให้ทำเพราะรู้อยู่แล้วว่าเข้าไปก็ไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ จึงปรึกษาทางกลุ่มผู้นำศาสนาที่เชียงใหม่เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวคัดค้าน เขาบอกว่าทางคณะกรรมการกลางอิสลามที่กรุงเทพฯ ดำเนินการแล้ว ทางเชียงใหม่เลยไม่ทำ แต่ผมเองอยากให้เขารู้ว่ามีคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่ด้วย จึงส่งจดหมายเข้าไปที่สถานกงสุลอเมริกัน ถนนช้างม่อย เชียงใหม่ วิธีที่ผมส่งคือเขียนจดหมายใส่ไว้ในขวดแล้วนำไปโยนเข้าไป เนื้อหาบอกว่าให้หยุดการกระทำเสีย หากไม่หยุดจะบุกไปเผาสถานกงสุลฯ คือเราไม่ได้ตั้งใจจะเผาจริงๆ แต่อยากให้เขาหยุด เขาน่าจะห่วงคนของเขาบ้าง แต่ในที่สุดเขาก็บุกเข้าอิรักจนได้ ในขณะที่เรื่องทุกอย่างเงียบหายไป
                                   
               ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ หลังผ่านพ้นเส้นตายเพียงไม่กี่ชั่วโมง สหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิรัก โดยพุ่งเป้าที่ระบบและศูนย์การควบคุมบังคับบัญชาและการสื่อสารของอิรักโดยเน้นเป้าหมายที่ผู้นำของอิรักโดยตรง             ๒๑ มีนาคม-๙ เมษายน ๒๕๔๖ สหรัฐฯ และอังกฤษปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้กำลังรบภาคพื้นดินควบคู่กับการโจมตีทางอากาศบุกเข้าอิรักจากทางตอนใต้ ผ่านเมืองสำคัญคือเมืองท่าอุมคาซาร์ บาซราห์ นาซิริยา นาจาฟ จนเข้าสู่กรุงแบกแดด โค่นล้มรูปปั้นของซัดดัมใจกลางเมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์การสิ้นสุดระบอบการปกครองของซัดดัม
                                   
               ขณะที่อเมริกายังบุกอิรักอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นช่วงเดือนรอมฎอนเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก อิรฟาร จึงตัดสินใจอีกครั้งขณะดำรงตำแหน่งอุปนายกภาคเหนือของสมาคมนิสิตนักศึกษามุสลิม
                                   
               มันเป็นความกดดันส่วนตัวของผมด้วย เพราะตอนนั้นผมมีตำแหน่งอยู่ เหมือนเป็นผู้นำเขาแต่เราทำอะไรไม่ได้ ทำในสิ่งที่เราอยากทำไม่ได้ เรารู้ว่าการเดินขบวนหรือทำอะไรก็ตามมันไม่มีผล แต่อยากให้เขาเข้าใจเราบ้าง จึงตัดสินใจใช้วิธีนำขวดใส่น้ำมันไปโยนใส่สถานกงสุลอเมริกันอีกครั้งหนึ่ง
                                   
               ผลต่อเนื่องที่ตามต่อมา อิรฟาร ถูกจับและถูกตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการและข้อหาเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคง ต้องสู้คดีอยู่ ๒ ปี โดยในเบื้องต้นเขาปฏิเสธทุกข้อหาเนื่องจากมีผู้ให้คำแนะนำว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีรอให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน เพราะตอนนั้นใกล้จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่
                                   
               ขณะเดียวกันในระหว่างนั้น อิรฟาร ใกล้จะสำเร็จการศึกษาในระยะเวลา ๔ ปีพอดี และอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยไฟเขียวให้เรียนต่อได้ไม่ถึงขั้นต้องไล่ออก เพราะทางผู้ใหญ่ที่นับถือหลายคนช่วยอธิบายเหตุผลให้อธิการบดีฯ เข้าใจว่าประเด็นที่ทำไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นไปฆ่าคน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิด อุดมการณ์ จนในที่สุดอธิการฯ เข้าใจและให้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี หลังจากนั้นให้เรียนต่อปริญญาโทเพื่อรักษาภาพของนักศึกษาเพื่อการสู้คดีด้วย
                                   
               ก็หาคณะที่อยากเรียนแต่เราสมัครไม่ทัน อาจารย์ให้ไปดูสาขาที่อยากเรียนเพิ่ม ไปเจอสาขาวิชาพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน หรือคณะปฏิบัติการทางการเกษตร หลักสูตร ๒ ปี ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นข้าราชบริพารที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ผมศึกษาดูแล้วเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องโครงการพระราชดำริต่างๆ การวางแผนพัฒนาอย่างไรเพื่อให้เหมาะกับสภาพสังคม ได้เรียนทฤษฎีแต่ละวิชาเรียนที่เกี่ยวกับปรัชญาการพัฒนา การวิเคราะห์พื้นที่พัฒนา การบริหารโครงการพัฒนา ผมว่าดีมาก อย่างเราทำงานก็ได้นำมาใช้ประโยชน์ได้เยอะ เหมือนปิรามิดหัวกลับทำให้มองภาพกว้างขึ้น รู้อะไรกว้างขึ้น
                                   
               
                                   
               และ, ในที่สุดช่วงเรียนใกล้จะจบระดับปริญญาโท อิรฟาร ตัดสินใจยอมรับสารภาพในสิ่งที่ได้กระทำ !!
                                   
               เราดูว่ายอมรับแล้วจะติดคุกไหมหรือต้องรอลงอาญา เพราะจะมีผลกระทบกับเราโดยตรง เครียดด้วย ถ้ารอแล้วเราไม่ได้ทำอะไรเสียหายก็ไม่เป็นไร เพราะโดยส่วนตัวเราไม่มีอะไรอยู่แล้ว ก็คุยปรึกษากับทนายจนตัดสินใจรับสารภาพ กระทั่งศาลตัดสินให้รอลงอาญาสองปี ต้องคุมประพฤติด้วย ตอนนั้นพี่ๆ ที่เรียนด้วยกันก็เข้าใจ คอยให้กำลังใจ ส่วนสังคมภายนอกนั้นตอนเกิดเหตุใหม่ๆ จะมองเราว่าเป็นตัวปัญหาหรือเปล่า อย่างเมื่อก่อนเข้าไปที่ไหนเขาต้อนรับ แต่พอมีเหตุเขาก็กลัวว่าเข้ามาแล้วเขาจะเดือดร้อนหรือเปล่า เพราะจะมีคนคอยติดตามตรวจสอบเราตลอด อย่างเมื่อก่อนผมจะไปช่วยงานมัสยิดตลอด หลังๆ มาก็ค่อยๆ หายไป เรารู้ตัวไปโดยปริยายเพราะผมไปที่ไหนก็มักจะโดนตรวจหมด
                                   
               ห้วงระหว่างความเป็นความตายของชีวิตวัยหนุ่มว่าจะเดินไปสู่หนใด? อิรฟาร ได้รับการชักชวนจากนักศึกษารุ่นพี่ให้ไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ๖ เดือน เป็นการทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเมล็ดพืชจำพวกยูคาลิปตัสแถวห้วยแก้ว เมื่อจบโครงการแล้วรุ่นพี่อีกคนแนะนำให้ไปทำงานช่วยวิจัยที่ดอยอ่างขาง แม่แจ่ม และตามด้วยงานวิจัยที่สวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเพิ่งหมดสัญญาไป
                                   
               ตอนจบใหม่ๆ ผมเคยคิดจะลงไปทำงานที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส ทำเรื่องไว้หมดแล้ว ได้ไปแน่ แต่แม่ไม่ให้ไปเพราะกลัว ตอนนั้นปี ๒๕๔๙ เหตุการณ์ในพื้นที่เริ่มรุนแรงแล้ว แต่โดยส่วนตัวอยากลงไปช่วย เราอยากรู้ว่าหากลงไปพัฒนาพื้นที่อย่างที่เราฟังมา รู้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเจ้าหน้าที่ข่มเหงชาวบ้าน เราเองไปทำหน้าที่ในฐานะคนของรัฐก็น่าจะมีส่วนช่วยให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นได้ เพราะมีแต่คนไม่อยากลงไป แต่ผมมองเรื่องการทำงานมากกว่า อาจารย์ที่เคารพนับถือก็เห็นดีด้วยเพราะมีตำแหน่งงานว่างอยู่ แต่ตอนหลังอาจารย์บอกว่าให้ฝึกงานที่เชียงใหม่ให้เก่งๆ ก่อน
                                   
               เหตุผลประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะคำทัดทานจากมารดาบังเกิดเกล้า ทำให้เขาต้องตัดสินใจเบนเส้นทางชีวิตใหม่ เพราะเขามีความเชื่อว่า สวรรค์อยู่ใต้ฝ่าเท้ามารดา เมื่อแม่ไม่ยอมไม่เห็นด้วย คนเป็นลูกก็ไม่ควรจะฝืนกระทำ
                                   
               ต่อมาด้วยข้อจำกัดในการหางานของเด็กจบใหม่ทำให้ อิรฟาร ได้รับฉายาจากเพื่อนๆ ว่ามนุษย์ ๖ เดือนเนื่องจากงานแต่ละแห่งที่ได้ทำเป็นเพียงงานช่วงสั้นๆ ไม่ใช่งานประจำที่สามารถลงหลักปักฐานได้แน่นอนในระยะยาว
                                   
               ความจริงแล้วเรื่องนี้รัฐน่าจะมีนโยบายรองรับนักศึกษาที่จบมาใหม่ๆ คือจบแล้วมีงานทำเลย อย่างที่มาเลเซียหรือดูไบ เขาจะตั้งโครงการไว้ก่อนเลยว่ามีบริษัทไหนต้องการคนงานจบด้านไหนก็วางไว้ที่มหาวิทยาลัยเลย ผมเองกลายเป็นคนไม่มีงานประจำทำทั้งที่เรียนจบมาสูงพอสมควร
                                   
               อย่างไรก็ตาม แม้นจะไม่มีฐานะมั่นคงอะไรนัก แต่สิ่งที่ อิรฟาร ยังปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดมา คือการช่วยดูแลพี่น้องมุสลิมที่เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาศึกษาตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ จนตั้งก่อตั้งเป็นชมรมมุสลิมที่คอยให้ความช่วยเหลือกันได้สำหรับคนไกลบ้าน
                                   
               เป็นความผูกพันครับ เหมือนว่าเรามีวันนี้ก็เพราะชมรมฯ นี้ อย่างถ้าเราไม่เจอชมรมฯ นี้ก่อนอาจหลุดไปก็ได้ ตอนเข้าปีหนึ่งมีเด็กหลุดไปบ้างเหมือนกัน ทำอะไรไม่ดีไปบ้าง พอมาเจอชมรมฯ เจอรุ่นพี่ ได้มาคุยมาแลกเปลี่ยนกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนเราอยากให้มีตรงนี้เพื่อคอยสร้างคนรุ่นต่อไปให้โชคดีเหมือนเรา มันเป็นหน้าที่ว่าเราอยู่ตรงนี้ เราต้องช่วย รุ่นพี่เก่าๆ ช่วยเราไว้เยอะเราก็ประทับใจ เรารู้ว่าทำยังไงให้น้องประทับใจ เรารู้สึกดีด้วยอยากทำต่อไปเรื่อยๆ
                                   
               นอกเหนือจากนี้ เขายังรับเป็นอาจารย์สอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ตามบ้าน หากบ้านไหนไม่มีเงินเขาพร้อมจะสอนให้ฟรี และโดยส่วนตัวยังเลี้ยงแพะเพื่อสร้างรายได้เสริมให้ตัวเองบ้าง เหมือนการดำเนินรอยตามวิถีและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเคร่งครัด ส่วนเวลาว่างเขาจะคอยติดตามเหตุการณ์เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่เสมอเพราะมีความเป็นห่วงบ่วงใยทุกคนในพื้นที่ พร้อมกับอ่านหนังสือวิชาการต่างๆ นอกเหนือจากที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะงานที่เกี่ยวเนื่องกับการทำวิจัยที่รับผิดชอบ
                                   
               
                                   
               นับเป็นความโชคดี ตอนนี้ผมได้ทุนไปเรียนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามที่มาเลเซียเป็นเวลาสองเดือน เป็นทุนขององค์กรแห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย เขาดูแลค่าใช้จ่าย ค่าที่อยู่ที่พักฟรีหมด เรียนลงลึกด้านศาสนาและการปฏิบัติ เรียนเสร็จผมก็หวังจะนำมาเผยแพร่ในชุมชน ไปเรียนกันมาหลายรุ่นแล้ว ผมเองได้รับคำแนะนำมาอีกทีหนึ่ง คนที่เคยไปเขารับรองให้
                                   
               อิรฟาร มองว่า การที่มีโอกาสได้ทุนไปเรียนเกี่ยวกับหลักปฏิบัติของศาสนาที่มาเลเซีย จะเป็นช่องทางเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง เป็นการสร้างโอกาสเรื่องภาษา การเรียนรู้วัฒนธรรม กลับมาเมืองไทยแล้วจะทำให้มีโอกาสที่ดีขึ้น เขามุ่งหวังอยากทำงานด้านการพัฒนา ช่วยเหลือสังคม โดยที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วย
                                   
               ...................................................................
                                   
               หลังเยี่ยมเยียนมัสยิดช้างคลานและร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกันในร้านอาหารมุสลิมข้างมัสยิด พวกเราต่างพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน เต็มไปด้วยความเป็นมิตร แม้นจะรู้จักกันได้ไม่นาน ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมคณะแอบชื่นชมความคิดของคนวัยหนุ่มที่ผ่านบทเรียนร้าวรานในชีวิตจนเกือบจะเอาตัวไม่รอด
                                   
               แต่ในวันนี้เขามีท่าทีสุขุม เยือกเย็น และความคิดเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง
                                   
               ถึงตอนนี้เคยมองย้อนกลับไปไหมว่าถ้าเลือกได้ ในเวลานั้นจะทำเหมือนที่ได้ทำไปแล้วหรือไม่ข้าพเจ้าโยนคำถาม
                                   
               นิ่งไปพักหนึ่ง เขาให้คำตอบพร้อมแววตาที่เปี่ยมประกายว่าผมมองว่าถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกที่จะเดินทางไปยังสถานกงสุลอเมริกัน แต่จะไม่ใช้วิธีรุนแรงอย่างที่ทำมาแล้ว คงไม่ใช้วิธีที่ผิดกฎหมาย อาจมีเดินขบวนบ้างอะไรบ้างก็ว่ากันไปตามสิทธิที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ เพราะการใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาผมพบว่าทำไปแล้วไม่ได้อะไรเลย แต่กลับเสียทั้งเงินทอง เงินประกันตัว พ่อแม่หมดเงินไปเยอะ ต้องไปกู้เขามา แถมเรายังทำให้เขาเสียใจอีก ทุกฝ่ายก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร จะมีก็แต่ความสูญเสีย
                                   
               ข้าพเจ้าถามย้ำอีกครั้งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้บทเรียนอะไรแก่ชีวิตบ้าง?
                                   
               คิดก่อนทำครับเขาตอบ ก่อนเราจะร่ำลาจากกัน...ด้วยมิตรภาพและรอยยิ้มอันแสนสุข.
                                   
               เผยแพร่ครั้งแรก : ศูนย์ข่าวชายแดนใต้ www.stbnews.net
                                   
               
                       
ที่มา http://www.oknation.net/blog/narapong-sak/2007/11/13/entry-1
8552  องค์กร บุคคล มุสลิมเชียงใหม่ / องค์กร มุสลิมในเชียงใหม่และภาคเหนือ / ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:38:24 am
   ชมรมมุสลิมเชียงใหม่

   คณะทำงานของชมรมมุสลิม เชียงใหม่


แนะนำคณะทำงานชมรมมุสลิมเชียงใหม่ - ดูคลิปทั้งหมด คลิกที่นี่

                                          

    ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2525 มีกลุ่มนักศึกษามุสลิมมหาวิทยาลัยและกลุ่มยุวมุสลิมแ่ละมัสยิดทั่วภาคเหนือ ได้ร่วมกันจัดให้มีการอบรมเยาวชนภาคฤดูร้านประจำภาคเหนือขึ้นที่จังหวัด เชียงใหม่       เดือนเมษายนปีพ.ศ.2552 หลังการอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อน ยุวมุสลิมแต่ละที่บางแห่งก็ได้แยกย้ายกันไปจัดการอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดู ร้อนของตนเอง โดยมีการเชิญกลุ่มคณะที่เคยทำค่ายอบรมร่วมกันไปช่วยเหลือกัน ไม่ว่าที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก, อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, หมู่บ้านยาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม และอื่นๆ       ทุกครั้งที่มีการจัดการอบรมภาคฤดูร้อน ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ถ้ากลุ่มคณะที่เคยจัดร่วมกันมา เมื่อได้รับรู้ข่าวคราวก็จะไปช่วยเหลือกันอย่างเต็มใจและเต็มที่       จากความร่วมมือดังกล่าวทำให้มีความผูกพันธ์กันแบบพี่แบบน้อง ทำให้มีความเข้าใจกันในระดับคนทำงานจนถึงขั้นพัฒนาไปสู่อุดมการณ์ในการทำงาน เพื่อเอกองค์อัลเลาะฮ์(ซบ)ร่วมกัน       จากความ ผูกพันธ์กันในอุดมการณ์ทำงานเพื่ออัลเลาะฮ์(ซบ) ทำให้นักศึกษามุสลิมชมรมมุสลิมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จบการศึกษาได้แยกย้าย กันไปประกอบอาชีพและมีครอบครัวกันไปหลายท่านได้มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง เืมื่อประมาณปีพ.ศ. 2536 และได้เชิญอดีตบุคคลที่เคยทำงานด้านศาสนาร่วมกันบางท่านมาร่วมปรึกษาหารือ ถึงแนวทางในการที่จะมาช่วยฟื้นฟูหรือคิดทำกิจกรรมเพื่อสังคมมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นวารสารรายเดือน หรือช่วยจัดหรือเป็นที่ปรึกษาในการจัดอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อนตามที่ ต่างๆให้กับนักศึกษามุสลิมชมรมมุสลิมมหาวิทยาลัยเีชียงใหม่และองค์กรมุสลิม อื่นๆ      ลักษณะการรวมตัวและการทำกิจกรรม เพื่อสังคมมุสลิมที่มีขอบเขตจำกัด เนื่องจากแต่ละคนก็มีครอบครัวและหน้าที่การงานประจำ ทำให้เวลาที่จะคิดมาทำกิจกรรม จึงมีอุปสรรคของเวลามาข้องเกี่ยว จึงตกลงกันว่าจะตั้งเป็นองค์กรขึ้นมาองค์กรหนึ่ง เีรียกว่า "ชมรมมุสลิมเชียงใหม่" โดย ขอเชิญนายแพทย์จำรูณ ลิขิตวัฒนากุลเป็นประธานชมรมฯ อันจะสานต่อเจตนารมณ์รูปแบบการทำงานในอดีต โดยเน้นไปที่การจัดการอบรมค่ายเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อน โดยเป็นที่ปรึกษาคนรุ่นใหม่โดยนำประสพการณ์ที่เราเคยจัดไปแนะแนวเพื่อเป็น แนวทางการทำงานขององค์กรต่างๆที่จะจัดการอบรมเยาวชนมุสลิมภาคฤดูร้อน อัลฮัมดุลิลละฮ์ ถือว่าตอนนี้องค์กรต่างๆในภาคเหนือเข้มแข็งขึ้น สามารถดำเนินการได้เอง และ ทำได้ดีด้วย... รายนามคณะทำงานชมรมมุสลิมเชียงใหม่   โดย นายแพทย์จำรูญ ลิขิตวัฒนาสกุลและทีมงาน คุณการุณย์ เอมวัฒนา (กุรบาน) คุณจิระชัย ศรีจันทร์ดร (มูฮัมมัดค๊อฏฏ๊อบ) คุณซาลามัต สหมิต (ซาลามัต) คุณสมบัติ สุวรรณทิพย์ (อับดุลฮักกฺ เมียร์) คุณมานัส มาสกุล (มนัส) คุณสุชาติ ดือเระ (สุไฮมิง) คุณอุสซามะห์ (โอ๋)

   

      วิทยุ Online

   

          ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ได้ กลับมาทบทวนบทบาทฐานะของชมรมฯว่าจะไปในทิศทางใด จนกระทั้งได้ข้อสรุปกันว่าจะมาร่วมกันผลิตสื่อและจัดรายการวิทยุ เพื่อแนะนำอิสลามแก่ทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามและบุคคลทั่วไป(ศาสนิกอื่นๆ )โดยเริ่มจัดที่คลื่น FM.91.0MHz เชียงใหม่ หลังจากจัดไปสักระยะหนึ่งพบอุปสรรคด้านความอิสระในการดำเนินงาน จึงได้ยุติการจัดรายการที่คลื่นดังกล่าวไปเมื่อกลางปี 2551 และในขณะเวลาเดียวกันนั้นเอง ทางหน่วยงานศูนย์ประสานงานแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิม (สสม.ภาคเหนือ)มีงบประมาณด้านการทำงรายการวิทยุอยู่ ทางชมรมมุสลิมเชียงใหม่จึงได้ของบมาจัดรายการวิทยุ แนะนำอิสลามกับสุขภาวะทางวิทยุชุมชน คลื่น FM103.50MHz โดยงบประมาณช่วยต่อระยะเวลาในการจัดรายการเพิ่มอีก 2 เดือน เอัลฮัมดุลิลละฮ์ ได้มีการประสานงานกับทางหนังสือพิมพ์กัมปง โดยทางกัมปงเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของรายการวิทยุชมรมมุสลิม และได้ใช้ชื่อว่า "วิยุกัมปงออนแอร์ภาคเหนือ"ขึ้น      ขณะนี้ได้มีการพัฒนาไปสู่โลกไซเบอร์อินเตอร์เน็ตเป็นวิทยุออนไลน์ ซึ่งสามารถรับฟังได้ที่       http://www.muslimchiangmai.com       http://www.thaimuslim.com โดยออกอากาศทุกวันตั้งแต่เวลา 9:00 ถึง 13:00

   
      

         ชมรมมุสลิมเชียงใหม่

      
         ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ คณะทำงานของชมรมฯ
   
   
      

         สมาชิกชมรมมุสลิมเชียงใหม่2

      
         สมาชิกชมรมมุสลิมเชียงใหม่2
   
   
      

         คุณสมบัติ สุวรรณทิพย์

      
         คุณสมบัติ สุวรรณทิพย์
   
   
      

         นายแพทย์จำรูญ ลิขิตวัฒนาสกุล

      
         นายแพทย์จำรูญ ลิขิตวัฒนาสกุล ประธานชมรมมุสลิมเชียงใหม่
   
   

      คุณจิระชัย ศรีจันทร์ดร

   
      คุณจิระชัย ศรีจันทร์ดร เลขานุการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่
8553  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ครอบครัว มุสลิมใหม่ สัปปุรษมัสยิดตักวา เชียงใหม่ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:18:16 am

ต้อนรับ ครอบครัว มุสลิมใหม่ สัปปุรษมัสยิดตักวา เชียงใหม่

เมื่อค่ำวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ ที่ร้านอาหารอามีน ย่านมัสยิดอัต-ตักวา ได้มีโอกาส ต้อนรับ ครอบครัวมุสลิมใหม่ ซึ่งมาทำพิธี เข้ารับอิสลามที่ ร้าน งานนี้ ต้องยกให้ผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างบังฮีม หรือ คุณอิบารอฮีม บาการี เป็น หัวเรี่ยว หัวแรง ให้งานนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

บังฮีมได้มอบหมายให้ อิสยาส หรือ คุณวิน แสงซอน เป็นผู้นำกล่าว สอนการปฏิญาณตนเพื่อเข้ารับอิสลาม ด้วยการกล่าวชะฮาดะฮฺ

โดยกล่าวว่า " อัชฮะดุ อันลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัรฺ เราะซูลุลลอฮฺ" ความว่า "ฉันขอปฏิญาณตนว่าไม่พระเจ้าอื่นใด (ที่ต้องเคารพภักดี) นอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น และฉันขอปฏิญาณตนว่ามูฮัมมมัดคือรสูล ของพระองค์"

 การกล่าวปฏิญาณตนนี้ ไม่จำเป็นต้องมีพยานสองคน แค่กล่าวชะฮาดะฮฺ ก็เป็นมุสลิมแล้ว เพียงแต่ว่า หากมีก็จะดีเพราะเขาจะได้รับทราบ เพื่อจะได้มีพยานยืนยันการเข้ารับอิสลามของตนเอง และผู้เป็นพยานจะได้แนะนำการออกเสียงได้ถูกต้อง และช่วยตักเตือนกันในเรื่องการดำเนินชีวิตในระบบอิสลาม
เมื่อเข้ารับอิสลามแล้ว บาปทั้งหมดที่ผ่านมา จะได้รับการอภัยโทษ และจะเริ่มต้นคิดบัญชี บาปและผลบุญใหม่ ตั้งแต่เข้ารับอิสลามเป็นต้นไป แต่ใช่ว่าเข้ารับเพื่อลบล้างความผิดแล้วก็ไปทำชั่วใหม่ เช่นนี้ไม่มีค่าทางใด นอกจากเป็นบุคคลกลับกลอกตลบแตลง(มุนาฟิก) สิ่งไม่ดีก็สะสมเพิ่มขึ้น (อ่านเพิ่มเติมhttp://www.bloggang.com/viewblog.php?id=narok&date=21-06-2008&group=11&gblog=25)
เมื่อเข้ารับศาสนาอิสลามแล้ว ที่ดีแล้วควรมีชื่อเป็นมุสลิม ครอบครัวที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามใหม่ ก็ได้รับการตั้งชือโดย ผู้อาวุโส พยาน พี่น้อง ที่ร่วมพิธี ช่วย กันตั้งชื่อแลได้ชื่อของครอบครัวมุสลิใหม่ดังนี้
คุณพ่อ วสันต์ เบญจวรรณ ได้ชื่อมุสลิมเป็น ดาวุด เป็นชื่อศาสนทูตท่านหนึ่งในอิสลาม คุณแม่ชื่อ สุกัญญา สระเกตุ ชื่อมุสลิม เป็น ซอลีฮะฮฺ แปลว่า หญิงที่ดีงาม ลูกชายแสนซนคนโตชื่อ ภูผา ชื่อมุสลิม เป็น สุไลมาน เป็นชื่อศาสนทูตอีกท่านหนึ่ง ลูกสาวคนรองชื่อ ภูริษา ชื่อมุสลิม เป็น ฮามีดะฮฺ แปลว่า ผู้ควรแก่การสรรเสริญ ส่วนลูกชานตัวเล็กสุด ชื่อภูตะวัน เป็น ซำซุดดีน แปลว่า แสงสว่างแห่งศาสนา
ก็เป็นอันเสร็จพิธี ครอบครัวนี้ เป็นมุสลิมอย่างสมบรูณ์ ด้วยกับความสมัครใจ ของทุกฝ่าย ทางมัสยิด จะออกหนังสือรับรองการเป็นมุสลิม เพื่อเป็นหลักฐานไว้กับ ครอบครัวนี้ หนึ่งฉบับ มัสยิดนำเก็บไวหนึ่งฉบับ ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นพยาน ขออัลลอฮฺตอบแทนคุณงามความดีสำหรับทุกท่านด้วยอามีน
รายงานข่าวโดย  นายชุมพล  ศรีสมบัติ

8554  ศาสนาอิสลาม / หลักธรรมคำสอน / ชีวประวัติ ของศาสดา ในอิสลาม มุฮัมหมัด (ซ.ล.) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:15:04 am
                       
           
ท่านนบีมูฮัมหมัด ( ซ.ล. )
           
 
           
 
           

             การเกิด
            
ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกิดที่นครมักกะฮฺ ประเทศซาอุดิอารเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่แถบตะวันออกกลาง เกิดเมื่อเวลาเช้าตรู่ของ วันที่ 12 เดือน ร่อบีอุ้ลเอาวัล ปีช้าง ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน ค.ศ.571 หรือ พ.ศ.1114 เมื่อท่านอับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นปู่ได้ทราบข่าวการเกิด จึงได้รีบไปเยี่ยมและได้ตั้งชื่อให้หลานชายว่า มุฮัมหมัด ผู้ได้รับการสรรเสริญ
             เชื้อสาย
             บิดาของท่านชื่อ อับดุลลอฮฺ เป็นบุตรของอับดุลมุฏฏอลิบ บุตรของฮาชิม บุตรของอับดุลมะนาฟ บุตรของกุศ็อย บุตรของกิลาบ มารดาของท่านชื่อ อะมีนะฮฺ บุตรของวะฮับ บุตรของอับดุลมะนาฟ บุตรของชุรอฮฺ บุตรของกิลาบ บิดาและมารดาของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นต้นตระกูลเดียวกัน หรือเผ่าเดียวกัน คือเผ่ากุเรช บิดาของท่านเสียชีวิตในขณะท่านอยู่ในครรภ์มารดา และต่อมามารดาของท่านก็เสียชีวิตอีก ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 6 ปี ท่านศาสดาจึงได้ไปอยู่กับปู่ชื่อ อับดุลมุฏฏอลิบ
             เมื่อยังเป็นเด็กท่านเคยทำงานโดยมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงแกะ และได้เคยติดตามลุงไปค้าขายยังประเทศซีเรีย 2 ครั้ง ครั้งแรกไปเมื่ออายุ 12 ปี ครั้งที่ 2 ไปเมื่ออายุ 25 ปี ในขณะที่ท่านมีอายุ 25 ปีนั้น ท่านไปทำงานอยู่กับท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าในนครมักกะฮฺด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีไมตรีและมิตรภาพ ประกอบกับมีประสบการณ์ในเรื่องการค้าขายเมื่อสมัยที่ยังอยู่กับลุง จึงทำให้กิจการค้าของท่านหญิงค่อดีญะหฺได้เจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ
             แม่นมของศาสดา เมื่อท่านศาสดาเกิดได้ 2-3 วัน ท่านได้รับการเลี้ยงดูจากสุวัยบะฮ์ ซึ่งเป็นแม่นมคนแรก สำหรับแม่นมคนที่ 2 คือ ฮาลีมะฮ์ อัซซะอ์ดียะฮ์ ซึ่งเป็นแม่นมโดยถาวร
             วัยเติบโตของท่านศาสดา ท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นบุคคลที่เพียบพร้อมไปด้วยความประเสริฐหลายด้าน เช่นความสัจจะ ความซื่อสัตย์ ท่านได้รับสมญานาม อัซซอดิก ผู้มีวาจาสัจจะ และ อัลอะมีน ผู้ที่มีความซื่อสัตย์
             การตายของบิดา อับดุลลอฮ์ บิดาของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอยู่ในครรภ์มารดา 2 เดือน
             การตายของมารดา อามีนะฮ์ มารดาของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอายุ 6 ปี
             การตายของปู่ อับดุลมุตตอลิบ ปู่ของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอายุ 8 ปี
             อาศัยอยู่กับลุง อบูตอลิบ ลุงของท่านศาสดาเลี้ยงดูท่านศาสดาด้วยความรักและเอ็นดู ท่านศาสดาเป็นเด็กฉลาด มีความประพฤติดีและขยัน ท่านช่วยลุงเลี้ยงแพะ แกะ และช่วยลุงทำงานหลายอย่าง
           
 
           
การสมรส
           
ท่านได้รับการยกย่องและขนานนามว่า " อัลอามีน " แปลว่า ผู้ซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการได้รับความไว้วางใจของท่านนี้เองทำให้ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ซึ่งเป็นนายจ้างของท่านได้ขอแต่งงานกับท่าน ซึ่งขณะนั้นท่านอายุได้ 25 ปี ส่วนท่านหญิงค่อดีญะฮฺอายุได้ 40 ปี ซึ่งเป็นแม่หม้าย ท่านหญิงค่อดีญะฮฺได้สิ้นชีวิตลงก่อน
             ฮิจเราะฮฺประมาณ 3 ปีกว่า ซึ่งขณะนั้นท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีอายุ 50 ปีเต็ม ดังนั้นท่านทั้งสองจึงใช้ชีวิตร่วมกันไม่น้อยกว่า 25 ปี และตลอดเวลาอันยาวนานนั้น ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ทั้งๆที่ในประเทศอาหรับขณะนั้นการมีภรรยาหลายคนจะเป็นเหตุการณ์ปกติหรือเป็นเรื่องธรรมดาสามัญก็ตา
ม   
           
 
           
การเป็นศาสดา
           
ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับวะฮฺยู (วะฮียฺ) = Revalation = การดลใจหรือการรวบรัดดวงจิตโดยฉับพลัน จากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า อิดเราะอฺ แปลว่า จงอ่าน
             " จงอ่าน ด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงสร้าง (สากลจักรวาล) ผู้ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และผู้อภิบาลของเจ้าทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่ง " (96 : 1-3)
             ท่านได้รับวะฮฺยูหรือการดลใจหรือการแต่งตั้งให้เป้นศาสดาจากพระผู้เป็นเจ้า ในเดือนร่อมาฎอน ณ
             ถ้ำฮิรออฺ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ 40 ปี
             การแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ท่านศาสดามุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลหลังจากวันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนบีได้ 6 เดือน ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลในเดือนรอบีอุ้ลเอาวัล ตรงกับ ค.ศ. 610
           
           
การประกาศอิสลามอย่างลับๆ
           
พระผู้เป็นเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประกาศอิสลามอย่างลับๆก่อน คือประกาศแก่ญาติผู้ใกล้ชิดเป็นประการแรก หญิงคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม คือ ท่านหญิง
             ค่อดีญะฮฺ ภรรยาของท่าน ชายหนุ่มคนแรกที่รับอิสลามคือ ท่านอบูบักร เยาวชนคนแรกที่รับอิสลาม คือท่านอลี ซึ่งมีอายุเพียง 8-10 ปี ทาสคนแรก คือ ท่านซัยดฺ ซึ่งเป็นบุตรของฮาริซะฮฺ และต่อมาได้รับกรปลดปล่อยให้เป็นอิสระ การประกาศอิสลามอย่างลับๆ ได้กระทำมาเป็นเวลา 3 ปี สาเหตุที่ประกาศอย่างลับๆ นี้เพราะบรรดามุสลิมยังมีกำลังน้อยอยู่
           
การประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย
           
หลังจากที่ท่านศาสดามุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ประกาศศาสนาอย่างลับๆ เป็นเวลา 3 ปี แล้วก็ได้รับบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าให้ประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย ทั้งๆที่ในขณะนั้นมีผู้นับถืออิสลามยังไม่มากนัก ถือกำเนิดจากตระกูลกุร็อยส์ วงศ์ระกูลของท่านสืบเชื้อสายมาจากนบีอิสมาอีล บุตร นบีอิบรอฮีม (อ.ล.)
             การเดินทางไปต่างแดน ท่านศาสดาเดินทางไปค้าขายกับลุงที่ซีเรีย ขณะที่ท่านมีอายุเพียง 12 ปี ใน ระหว่างทางท่านได้พบกับบาทหลวงชื่อ บะฮีรอ ซึ่งกล่าวถึงความเป็นศาสดาของท่านในอนาคต
           
ร่วมสงครามฟุจญ้าร ครั้งที่ 1 และ 2 ท่านศาสดามุฮัมมัดเข้าร่วมทำสงครามระหว่างเผ่าในเมืองมักกะฮ์ขณะที่ท่านมีอายุ 15 ปี
             ร่วมขบวนการฟื้นฟู ฮิลฟุล ฟุดุ้ล ท่านศาสดาเข้าร่วมองค์กรช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นองค์กรของเยาวชน ในขณะที่ ท่านมีอายุ 16 ปี
             การเดินทางไปค้าขาย ท่านศาสดาเดินทางไปค้าขายที่ซีเรียในฐานะพ่อค้า ท่านทำการค้าให้กับพระนางคอดีญะฮ์ ในขณะที่ท่านศาสดามีอายุ 23 - 24 ปี
             การตัดสินชี้ขาดด้วยชาญฉลาด ท่านศาสดามุฮัมมัดทำการตัดสินชี้ขาดกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับการยกหินดำไปวางไว้ที่เดิม การแก้ปัญหาของท่านได้สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคน ทำให้ทุกคนยอมรับในความเฉลียวฉลาดของท่าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ท่านมีอายุ 35 ปี
             การประทานวะฮีย์ครั้งแรก อัลลอฮ์ทรงประทานอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลอะลัก อายะฮ์ที่ 1 – 5 ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 17 เดือนรอมฎอนที่ถ้ำฮิรออ์เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงถึง การได้รับแต่งตั้งเป็นนบีของท่านศาสดามุฮัมมัด ในขณะที่ท่านมีอายุ 40 ปี
             การละหมาดฟะญัรและอัสรี่ อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้ละหมาดฟะญัร เวลารุ่งอรุณ และอัสรี่ เวลาเย็นอย่างละ 2 ร็อกอะฮ์ นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูต
             ชาวกุร็อยส์ต่อต้านท่านศาสดา ปีที่ 3 – 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวกุร็อยส์ประชุมหารือ เพื่อขอร้องให้ลุงของท่านศาสดาอบูตอลิบช่วยบอกให้ศาสดาเลิกล้มการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม แต่ท่านศาสดาปฏิเสธข้อเสนอ ท่านกล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่ทิ้งงานเผยแผ่เป็นอันขาด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้ได้รับชัยชนะหรือไม่ฉันก็พินาศไป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเผยแผ่ของท่านศาสดา
             ชาวกุร็อยส์ต่อต้านอย่างรุนแรง ปีที่ 5 – 7 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวกุร็อยส์เริ่มทำร้ายบรรดาศอฮาบะฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นทาส พวกอ่อนแอซึ่งไม่มีคนคอยช่วยเหลือ
             การอพยพสู่อบิสสิเนีย เมื่อศาสดาเห็นบรรดาศอฮาบะฮ์ได้รับความทุกข์ทรมานและการทำทารุณ ท่านศาสดามุฮัมมัดสั่งให้ศอฮาบะฮ์อพยพไปอบิสสิเนีย – เอธิโอเปีย ในปีที่ 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล
             บุคคลสำคัญรับอิสลาม ท่านฮัมซะฮ์ บุตร อับดุลมุตตอลิบ และอุมัร บุตรค็อตต็อบ เข้ารับอิสลามในปีที่ 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลต่อมาอัลลอฮ์ได้ให้อิสลามมีความเกรียงไกรด้วยการรับอิสลามของทั้งสอง
             การคว่ำบาตรท่านศาสดา ชาวกุร็อยส์ต่อต้านและคว่ำบาตร ไม่คบหาสมาคมกับท่านศาสดา ตระกูลบนูฮาชิมและบรรดาผู้ศรัทธา ในปีที่ 7 – 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล
             ปีแห่งความโศกเศร้า ปีที่ 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจากพระนางคอดีญะฮ์ผู้เป็นภรรยาและ อบูตอลิบผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะได้สิ้นชีวิต
             การเผยแผ่ที่เมืองฎออิฟ ปีที่ 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะฮ์ แต่ก็ได้รับการปฎิเสธ
             การละหมาดฟัรดู อัลลอฮ์ทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาในขณะที่ท่านศาสดาเมี๊ยะรอจญ์
             การเริ่มต้นของอิสลามที่มะดีนะฮ์ ปีที่ 11 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม
             สนธิสัญญาอัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 1 ปีที่ 12 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะฮ์ครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว
             สนธิสัญญา อัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 2 ปีที่ 13 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะฮ์ที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะฮ์
           
 
                       

             ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์ ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์โดยมีอบูบักรร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้าง มัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะฮ์ในวันศุกร์ ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันซ็อร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะฮ์ศักราช ( ฮ.ศ. ) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด
           
           
บรรดาภรรยาของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด
           
 
             ฉันเคยคิดว่าจะไม่เขียนถึงกรณีนี้ เพราะเห็นว่าไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีในเรื่องปัญหา ปาเลสไตน์ หรือการก่อการร้อยการเมืองและเหตุการณ์ในปัจจุบันที่อิสลามเข้าไปเกี่ยวข้อง และยากที่จะเขียนออกมาออกมาแล้วจะไม่ถูกมองไปในแง่มุมต่างๆ แต่เรื่องนี้ก็มีคนกล่าวถึงบ่อยๆในกรณีต่างๆบางทีก็ในแง่สนุก หรืออย่างอื่น แต่ประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้ของท่านก็มีจริง
             "ท่านนบีมุฮัมหมัด ซ.ล. มีภรรยาหลายคนอันเป็นไปตามคำบัญชาของอัลเลาะฮ์ มิได้เกิดจากความมักมากทางกามรมณ์ หรือมีตัณหาราคะรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้ด้วยเหตุสองประการคือ
             1 ภาวะการมีภรรยาหลายคนของท่านนบีปรากฏขึ้น หลังจากที่ท่านบรรลุวัยชราแล้ว คือ ท่านอายุเข้าวัย 50 ปี
             2 บรรดาภรรยาทั้งหมดของท่าน เป็นหญิงหม้าย มีอายุล่วงเข้าสู่วัยชราเช่นเดียวกัน ท่านมีภรรยาที่เป็นสาวโสดเพียงท่านเดียว คือ นาง อาอิชะฮ์ รฎิยัลลอฮุอันฮา
             ดังนั้นการที่มีผูใส่ใคล้ว่า ท่านนบีแต่งงานเนื่องจากมีตัณหาราคะสูง หรือต้องการสนุกสนานในทางเพศจึงไม่เป็นจริงแต่อย่างใด ภรรยาของท่านนบีได้แก่
             นางคอดีะฮ์ บินตุวัยลิด เป็นภรรยาคนแรกของท่านนบี ก่อนหน้าที่นางจะแต่งงานกับท่านนบี นางได้แต่งงานกับ ซะอด์ นางคอดีญะฮ์ มีบุตรกับ ซุอด์ 1 คน ต่อมาได้ถึงแก่กรรม.....ขณะแต่งงานท่านนบีอายุ 25 ปี นางคอดีญะฮ์ อายุ 40 ปี ท่านนบีอยู่กินกับนางเป็นเวลา 25 ปี ระหว่างที่นางมีชีวิตอยู่ ท่านนบีมิได้แต่งงานใหม่กับหญิงใดเลย จนกระทั่งนางถึงแก่กรรมขณะอายุได้ 65 ปี ท่านนบีอายุ 50 ปี
             นาง อาอิชะฮ์ ฯ นางเป็นภรรยที่เป็นสาวโสดคนเดียวของท่านนบี (หลังจากที่นางคอดีญะฮ์จากไป)
             นางรอมละฮ์ บินตะ อบีซุฟยาน ......ก่อนหน้านั้นนางแต่งงานกับอับดุลเลาะฮ์ อิบนิญะฮซ์ ทั้งสองได้อพยพไปเอธิโอเปีย และอับดุลเลาะฮ์ ได้เข้ารีตเป็นคริสเตียน และได้ถึงแก่กรรมลง ส่วนนางปฏิเสธที่จะนับถือศาสนาคริสต์ และยืนยันในการนับถืออิสลาม ท่านนบีจึงได้แต่งงานกับนาง
             นางมารียะฮ์ อัลกิบฏียะฮ์ ซึ่ง มุเกากิส กษัตริย์อียิป์ ได้มอบให้เป็นของขวัญ
                     บุตรของท่านนบีมี 7 คน ถึงแก่กรรมก่อนท่าน นอกจาก ฟาติมะฮ์ ซึ่งถึงแก่กรรมหลังจากที่ท่านนบีถึงแก่กรรมได้ 6 เดือน
           
 
           
ท่านศาสดาชิ้นชีวิต
           
อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า “วันนี้เป็นวันที่ฉันได้ทำให้ศาสนาสมบูรณ์สำหรับพวกท่านแล้ว เป็นวันที่ฉันได้ให้เนียะอฺมัตแก่พวกท่านอย่างครบถ้วนแล้ว และวันที่ฉันยินดีให้อิสลามเป็นครรลองในการดำเนินชีวิตของพวกท่าน”
           
มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า เมื่อโองการนี้ได้ถูกประทานลงมา ท่านซัยยิดินาอุมัรถึงกับร้องไห้ ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พูดกับท่านอุมัรว่า “โอ้อุมัร เหตุใดท่านจึงร้องไห้” ท่านอุมัรกล่าวว่า “ฉันร้องไห้เพราะพวกเราได้รับทราบข้อมูลในเรื่องศาสนาเพิ่มเติม เมื่อศาสนาสมบูรณ์แล้วก็จะไม่มีสิ่งใด ๆ อีกนอกจากจะค่อย ๆ เสื่อมลง” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกกับท่านอุมัรว่า “ความจริงเป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ”
           

             มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อีกว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาเมื่อตอนหลังละมาดอัสริของวันอารอฟะฮฺ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ในขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย (หัจญ์วะดาอ์) ในขณะที่โองการนี้ถูกประทานลงมานั้น ท่านนบีวุกูฟอยู่บนหลังอูฐ ( หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาแล้ว ไม่มีโองการใด ๆ จากอัลกุรอานที่เกี่ยวกับข้อกำหนด (ฟัรฎู) ประทานลงมาอีก ) ท่านกล่าวว่า “ฉันมิอาจจะประคองตัวเพื่อรับความเข้าใจในความหมายของโองการนี้ได้ จึงนั่งประคองบนหลังอูฐ จนในที่สุดอูฐก็ต้องนอนลงกับพื้น” แล้วญิบรีล อะลัยฮิสลาม ได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกับบอกว่า “โอ้มุฮัมมัด ท่านจงเรียกศ่อฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุม และท่านจงบอกกับพวกเขาว่า
             ฉัน (ญิบรีล) จะไม่มาพบกับท่านอีกแล้วหลังจากวันนี้”
           
เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เดินทางกลับจากมักกะฮฺ สู่มะดินะฮฺ ท่านได้เรียกศ่อฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุมกัน จากนั้นท่านก็อัญเชิญอัลกุรอานโองการนี้แก่บรรดาศ่อฮาบะฮฺ แล้วบอกพวกเขาถึงสิ่งที่ญิบรีลได้แจ้งแก่ท่าน ปรากฏว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺทั้งหมดต่างมีความปิติยินดีและกล่าวว่า “ศาสนาของเราสมบูรณ์แล้ว” ด้านท่านอบูบักร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ หลังจากที่ได้ฟังคำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้ว ท่านก็รีบเดินทางกลับบ้านปิดประตูใส่กลอน และอยู่ในนั้นตลอดวันตลอดคืน บรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของท่าน อบูบักรจึงได้ไปรวมตัวกันที่บ้านของท่าน
           
พวกเขาได้ถามท่านอบูบักรว่า ท่านนั้นร้องไห้ด้วยสาเหตุใด ในขณะที่ทุกคนกำลังปิติยินดีที่อัลลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ประกาศถึงความสมบูรณ์ของอิสลาม ท่านอบูบักรกล่าวว่า “โอ้บรรดามิตรสหาย พวกท่านไม่ทราบกันหรือว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกท่านไม่ได้ยินหรือว่า เมื่อสิ่งใดบรรลุสู่ความสมบูรณ์สูงสุดแล้ว นั่นย่อมหมายถึง หะซันและฮุเซ็น กำลังจะกำพร้า ( กำพร้าปู่ ) บรรดาภรรยานบีกำลังจะเป็นหม้าย” บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ฟังเช่นนั้นต่างก็พากันร่ำไห้ และเมื่อผู้คนได้ยินเสียงร่ำไห้นั้น จึงได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า “โอ้ท่าน ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกเราไม่ทราบว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺเหล่านั้นร้องไห้กันเพราะเหตุใด ?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถึงกับใบหน้าเปลี่ยนสี และรีบเดินไปยังบ้านของท่านอบูบักร ซึ่งท่านได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองจึงถามว่า “สาเหตุใดกันที่ทำให้พวกท่านร้องไห้”
           
ท่านอะลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวตอบว่า “ฉันได้ยินท่านอบูบักรกล่าวว่า ฉัน(อบูบักร) ได้ยินโองการนี้บ่งบอกว่า ท่านใกล้ที่จะจากเราไปแล้วใช่ไหม ?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “อบูบักรเข้าใจถูกต้องแล้ว” และกล่าวอีกว่า “ ใกล้จะถึงเวลาที่ฉันต้องพรากจากพวกท่านไปแล้ว” เมื่อท่านอบูบักรได้ยินคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ถึงกับร้องไห้โฮ...แล้วร่างของท่านก็ทรุดลงกับพื้น
             ทำให้ท่านอะลี และบรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างก็ร้องไห้กันมากขึ้น และในการยืนยันของท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกี่ยวกับความเข้าใจของท่านอบูบักรในครั้งนี้ ได้ทำให้ภูเขา , มวลมะลาอิกะฮฺบนฟากฟ้า , สรรพสัตว์ทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศต่างก็ร่ำไห้ หลังจากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้สัมผัสมือกับบรรดาศ่อฮาบะฮฺทุกคนพร้อมกับบอกอำลา พลางร้องไห้ และให้คำตักเตือน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีชีวิตอยู่หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาเพียง 81 วัน
           
ก่อนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเสียชีวิตไม่นานนัก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขึ้นแสดงธรรมบนมิมบัร ท่านได้แสดงคุตบะฮฺพร้อมทั้งน้ำตาและหัวใจที่ยำเกรง ร่างกายของท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่นสะท้าน ท่านได้แจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ประพฤติดี และแจ้งข่าวร้ายแก่บรรดาผู้ประพฤติชั่ว มีรายงานจากท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะสิ้นชีวิต ท่านได้ใช้ให้บิลาลทำการอะซานเรียกบรรดาศ่อฮาบะฮฺมาละหมาด บรรดามุฮาญิรีน และชาวอันศอรก็ได้มาร่วมละหมาด 2 ร่อกะอัต พร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่มัสญิด หลังจากนั้นท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขึ้นบนมิมบัรสรรเสริญอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วแสดงธรรม ซึ่งเป็น คุตบะฮฺที่สุดจะบรรยายด้วยหัวใจ และด้วยดวงตาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตา ท่านกล่าวว่า “โอ้บรรดามุสลิมทั้งหลาย ฉันเคยเป็นนบีของพวกท่าน , เคยเป็นผู้ตักเตือนพวกท่าน , เคยเป็นผู้เชิญชวนพวกท่านสู่อัลลอฮฺ ซุบฮนะฮูวะตะอาลา ด้วยความปรารถนาดีของพระองค์ ฉันเคยเป็นประดุจพี่น้องที่คลานตามกันมากับพวกท่าน , ฉันเคยเป็นพ่อที่มีแต่ความรักและมีความปรารถนาดีต่อท่านทั้งหลาย ดังนั้นใครมีสิ่งที่ให้อภัยฉันไม่ได้ ขอได้โปรดเรียกร้องสิทธิของท่านกลับคืน ก่อนที่ฉันจะถูกพิพากษาในวันกิยามะฮฺ” ซึ่งก็ไม่มีใครทวงสิทธิใด ๆ จนกระทั่งท่านได้พูดถึงเรื่องสิทธิซ้ำถึงสามครั้ง
           
 
           
ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งมีนามว่าอุกาซะฮฺ บิน มุอฺซิน ได้ออกมายืนต่อหน้าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า “หากท่านพูดในเรื่องสิทธิอย่างเมื่อครู่นี้ เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง ฉันก็จะทวงคืนในวันสงครามบะดัร อูฐซึ่งเป็นพาหนะที่ฉันได้ขี่อยู่เคียงข้างอูฐซึ่งเป็นพาหนะของท่าน ฉันได้ลงจากหลังอูฐเพื่อที่จะให้ร่างกายของฉันได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดท่านให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อที่ฉันจะได้สัมผัสบนขาอ่อนของท่าน เผอิญในวันนั้นท่านได้ยกแส้ขึ้นเพื่อตีอูฐให้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่ปรากฏว่า แส้นั้นได้หวดลงบนหลังของฉัน ขณะนั้นฉันไม่ทราบว่า ท่านต้องการที่จะตีฉันหรือตีอูฐ”
           
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ฟังคำกล่าวของอุกาซะฮฺแล้ว ท่านยังกล่าวว่า “เป็นไปได้หรือที่
             ร่อซูลุลลอฮฺ จะใช้แส้ตีท่าน โอ้อุกาซะฮฺ” แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็สั่งท่านบิลาลว่า
             “โอ้บิลาล ท่านจงไปเอาแส้ที่บ้านของฟาติมะฮฺมาให้ฉัน” บิลาลได้เดินเอามือกุมศีรษะออกไปจากมัสญิดพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังจะถูกแก้แค้นหรือนี่ !” บิลาลจึงมาเคาะประตูบ้านฟาติมะฮฺ และแจ้งกว่าฟาติมะฮฺว่า “โอ้ฟาติมะฮฺ ฉันมาเอาแส้ของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ซึ่งบิดาของท่านจะเอาแส้ไปให้ตีเพื่อชำระความแค้น” ฟาติมะฮฺรำพึงว่า “ใครกันที่มีจิตใจจะแก้แค้นท่านร่อซูลุลลอฮฺ” แล้วบิลาลก็นำแส้จากฟาติมะฮฺเดินไปในมัสญิด และให้แก่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ เมื่อท่านรับแส้แล้วก็ส่งให้แก่อุกาซะฮฺ
           
 
           
เมื่อท่านอบูบักรและท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เห็นเหตุการณ์ ทั้งสองจึงได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า “โอ้
             อุกาซะฮฺ เราทั้งสองยืนต่อหน้าท่านแล้ว ขอท่านจงตีเราแทนท่านร่อซูลุลลอฮฺเถอะ ท่านอย่าได้ตีท่านร่อซูลุลลอฮฺเลย” ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “อบูบักรและอุมัรท่านทั้งสองจงนั่งลง” อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่านทั้งสอง แล้วท่านอะลีก็ยืนขึ้นอีกและหันไปพูดกับอุกาซะฮฺว่า “ทั้งชีวิตของฉันฉันอยู่กับท่านร่อซูลุลลอฮฺมาโดยตลอด ขอให้ตีฉันแทนท่านร่อซูลุลลอฮฺเถิด นี่คือหลังและนี่คือท้องของฉัน จงตีฉันด้วยมือของท่าน” ท่านร่อซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “โอ้อะลี อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่าน” และท่านหะซันและฮุเซ็นได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า “โอ้ อุกาซะฮฺ ท่านก็รู้จักเราดีมิใช่หรือ ว่าเราทั้งสองเป็นหลานของท่านร่อซูลุลลอฮฺ” ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้พูดกับหลานทั้งสองว่า “จงนั่งลงโอ้สุดที่รักของฉัน”
           
 
           
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “โอ้อุกาซะฮฺ ท่านจงตีฉันหากฉันได้ตีท่านในวันนั้น”
             อุกาซะฮฺ กล่าวว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ วันที่ท่านตีฉันนั้น ฉันไม่ได้สวมเสื้อ” และท่านร่อซูลุลลอฮฺ ก็ถอดเสื้อออก บรรดาพี่น้องมุสลิมต่างส่งเสียงร้องไห้ และเมื่ออุกาซะฮฺได้เห็นความขาวของผิวกายท่านนบี
             ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อุกาซะฮฺได้ก้มลงจูบ ที่กลางหลังของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกล่าวว่า “นี่เป็นการไถ่ความผิด เพื่อวิญญาณของฉัน โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ จะมีใครหรือที่จะใจถึงในการล้างแค้นท่าน การที่ฉันได้ทำทุกอย่างไปก็เพื่อเรือนร่างของฉันจะได้สัมผัสกับเรือนร่างของท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อพระผู้อภิบาล จะได้ปกป้องฉันให้คลาดแคล้วจากขุมนรก”
           
และทันใดนั้น ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “พึงทราบโดยทั่วกันเถิดว่า ใครปรารถนาที่จะเห็นชาวสวรรค์ก็จงมองบุรุษผู้นี้” ทำให้บรรดามุสลิมทั้งหลายต่างก็เข้ามากอดจูบระหว่างตาของ อุกาซะฮฺ และพากันกล่าวว่า สวรรค์เป็นของท่าน ท่านเป็นผู้บรรลุตำแหน่งอันสูงส่ง ตำแหน่งของผู้ที่อยู่กับท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสรวงสวรรค์
           
ท่านอิบนุมัสอูด กล่าวว่า เมื่อใกล้เวลาที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอำลาจากเราไป พวกเราได้รวมตัวกันอยู่ที่บ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เหลียวมองดูพวกเราด้วยน้ำตา พร้อมทั้งกล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงประทานความสุขให้แก่พวกท่านทั้งหลาย ฉันขอเตือนพวกท่านให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ ขณะนี้ใกล้เวลาที่จะต้องพรากจากกันแล้ว ใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับคืนสู่อัลลอฮฺ สู่สวรรค์อันเป็นสถานที่พำนักอันนิรันดร์ เมื่อถึงตอนนั้นฉันขอให้อะลีเป็นผู้อาบน้ำศพของฉัน ให้อัลฟัดลุ บิน อับบาส และ อุซามะฮฺ บิน เซด เป็นผู้ช่วยรดน้ำ ขอให้กะฝั่นฉันด้วยผ้าของฉันที่มีอยู่หากเป็นความประสงค์ของพวกท่าน หรือไม่ก็ด้วยผ้าสีขาวจากเยเมน และเมื่อพวกท่านได้อาบน้ำศพของฉันแล้ว พวกท่านจงวางศพของฉันไว้บนเตียงในบ้านของฉัน และขอให้พวกท่านปล่อยฉันตามลำพังสักระยะหนึ่ง พึงทราบเถิดว่า อัลลอฮฺคือผู้แรกที่ประทานเราะฮฺมะฮฺให้แก่ศพของฉันถัดไปก็ญิบรีล พร้อมด้วยมะลิกุลเมาต์ และมวลมะลาอิกะฮฺตามลำดับ จากนั้นให้พวกท่านเข้ามาละหมาดให้ฉันเป็นคณะ ๆ”
           
 
           
เมื่อพวกเขาได้ยินว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังจะจากไป พวกเขาต่างก็ส่งเสียงร้องไห้ พลางรำพึงรำพันว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านคือร่อซูลของพวกเรา , ท่านคือดวงประทีปของพวกเรา , ท่านคือศูนย์รวมจิตใจของพวกเรา เมื่อท่านจากเราไป พวกเราจะพึ่งใคร” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้ทิ้งไว้ให้พวกท่านแล้วซึ่งทางที่สว่างไสว และได้ทิ้งไว้ซึ่งสองสิ่งที่เป็นข้อตักเตือนสำหรับพวกท่าน คื
8555  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมมุสลิมต้องไปมักกะฮฺ (แสวงบุญ) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:11:23 am
ในปีหนึ่ง ๆ มุสลิมจากทั่วโลกประมาณ 3 ล้านกว่าคนจะเดินทางไปประกอบพีธีฮัจญ์พร้อมกัน 1 ครั้ง
 พิธีจะทำในเดือน ซุล-ฮิจยะห์ (เดือนที่ 12 ของปีฮิจเราะห์ศักราช) ของแต่ละปี
 
 การกำหนด พิธีฮัจญ์นั้น จะใช้การดูเดือน เพื่อกำหนด วันต่างๆ
 โดยจะดูเดือนกันในวันที่ 29 เดือน ซุลเกี๊ยะดะห์ เพื่อกำหนด วันที่ 1 เดือนซุลฮิจยะห์
 และวันที่ 10เดือนซุลฮิจยะห์ จะเป็นวัน อีดิ้ลอัฎฮา หรือ อีดใหญ่(รายอ)ที่บ้านเรา
 ผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์จะทำกรุบาน (เชือดสัตว์ และแบ่งปันเนื้อให้กับผู้ยากไร้ )
 
 
 ระยะเวลาที่ไปอาจจะไปแค่ประกอบพิธีฮัจญ์ แล้วกลับเลย
 ส่วนมากจะไปที่ เมืองมะดีนะห์ เพื่อไปละหมาดที่ Masjid Nabawi ก่อน แล้วเข้ามักกะห์
 
 หรือ ไปมักกะห์เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์แล้วกลับมาที่มะดีนะห์
 ใช้เวลาโดยประมาณ 10-40 วัน และมีการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
 
 ตัวอย่าง
 ไปอยู่มะดีนะห์ 1 อาทิตย์ อยู่มักกะห์ 2-3 อาทิตย์ รวมการประกอบพิธีฮัจญ์
 
 หรือ ไปอยู่มักกะห์ 2 อาทิตย์รวมประกอบพิธีฮัจญ์ และมาที่มะดีนะห์อีก 1 อาทิตย์
 ถึงจะเดินทางกลับ
 
 สำหรับผู้ที่ต้องการจะไปประกอบพิธีฮัจย์
 
 
 - เตรียมตัวอย่างไรบ้าง ??
 
 เมื่อตั้งใจจะไปก็ให้ติดต่อ บ.ที่บริการฮัจญ์และอุมเราะฮฺ เพื่อเขาจะได้ดำเนินการต่างๆ เช่น การติดต่อสถานทูต เพื่อยื่นขอ VISA HAJJI บาง บ. พาไปทำPassport บางบ.ก็ให้ไปทำเองหากใครสะดวก
 และทาง บ. จะดำเนินการจัดฉีดวัคซีน (เป็นข้อตกลงการเข้าเมือง) และติดต่อจองที่พัก +ตั๋วเครื่องบิน จัดหารถมารับส่ง และอาหารการกินทุกวัน วันละ3 มื้อ และนักวิชาการ เพื่อสอนและดูแลเรื่องรายละเอียดการปฏิบัติพิธีฮัจย์ สรุปรวมคือ จัดการทุกอย่างค่ะ แค่จ่ายเงิน และ จัดการเอกสาร ยื่น Passport ก็พอ
 
 หากใครจะไปเอง ก็ต้องจัดการเองทุกอย่าง ( ส่วนมากคนที่ไปเองจะเป็นคนประเทศใกล้ๆ ซาอุค่ะ) จะลำบากเรื่องการเดินทางและที่พักมากๆ ทางที่ดี ต้องสังกัด บ.ที่รับจัด (หรือแซะห์) เพื่อความสะดวกนั่นเองและแต่ละด่านจะมีการตรวจเรื่องหลักฐานการเข้าเมืองละเอียดมาก
 
 ดังนันการมี บ.สังกัด(ที่ได้รับอนุญาตจากทางการ) จะได้รับความสะดวกจากทางการและสะดวกในการเดินทางนั่นเอง
 
 
 ส่วนผู้ใดประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในปีถัดไป ต้องยื่นเรื่องล่วงหน้า หลังจากหมดพิธีฮัจย์ปีนี้ไปแล้ว 1-4 เดือนก็ยื่นความจำนง ไปตาม ตัวแทน บ. ต่างๆได้ เพราะแต่ละประเทศ/แต่ละ บ.จะ มีโควตาจำกัดค่ะ และทางซาอุดิอาระเบียเอง ก็จำกัดปริมาณผู้คนที่เข้าไปประกอบพิธีฮัจย์เช่นกันค่ะ (เนื่องจาก พื้นที่ จำกัด)
 และทางซาอุต้องดำเนินการ ด้านเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาดูแลแต่ละประเทศ และแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก เพื่อดูแลที่ พักอาศัยและอาหาร(ช่วงพิธีฮัจย์ อาหรับจะปรุงอาหาร)ให้ ที่ ต.มีนา และทุ่งอารอฟะห์ และมุดตะลีฟะห์
 เรื่องสุขภาพสำคัญมาก ออกกำลังกายไว้บ้างก็ดีค่ะ บางทีต้องเดินเท้าไกล อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จะได้ปรับสภาพได้บ้าง
 
 - ประมาณการค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่าไหร ??
 
 อยู่ที่ แต่ละ บ. ค่ะ และจำนวนวันเวลาที่ไปค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทุกปี ตอนนี้มาตรฐาน ประมาณ คนละ 97,000 120,000 (ตอบ ณ ปี 48- เข้า 49) ปี 50 นี้ ตกคนละ 140,000 ไปน้อยวัน ค่าใช้จ่ายก็ถูกตามจำนวนวัน ไปมาก วันก็จ่ายมาก ตามที่แต่ละ บ.ที่กำหนดไว้ค่ะ และตามระยะทาง ประเทศที่ไกลมาก ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทางก็จะแพงตามลำดับ
 
 
 - มีอุปสรรคอะไรบ้าง
 
 เรื่องสภาพอากาศเมืองหนึ่งร้อน มากๆ เมืองหนึ่งอากาศหนาวมากๆ และจำนวนคน และ นิสัยของมนุษย์ ที่มากันต่างที่ทั่วโลก รวมถึง บางคนที่ไม่เข้าใจหลักการศาสนา จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาค่ะ (หากทุกท่านปฏิบัติศาสนาได้ถูกต้อง จะไม่มีปัญหามากมาย) แต่นั่นคือการทดสอบของพระเจ้า เพราะไม่มีสิ่งใดได้มาอย่างสะดวกง่ายได้ทุกอย่าง จึงต้องอดทนทุกอย่าง รวมทั้งภาษา ที่เจ้าหน้าที่ บางคนไม่พูดอังกฤษ หรือพูดได้ แต่สำเนียง ฟังไม่ออก ^^" ซอบัร(อดทนเข้าไว้)
 โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ..... ปัญหามีให้พบเจอและต้องแก้ไขตลอดเวลา
 
 สำหรับสตรีที่ไม่มีมะรอม(ชายผู้ดูแล สตรีมะรอมทางเชื้อสาย เช่นบิดา พี่ชายน้องชาย ลุง อา ,มะรอม ร่วมแม่นมเดียวกัน และ สามี ) คิดสักนิดก่อนที่จะเดินทางนะคะว่าเราทำขั้นตอนนี้ถูกต้องรึไม่... อย่าไปเองโดยไม่มีมะรอม แล้วให้ทางผู้ดูแลจัดการฮัจย์ไปจัดการผิดขั้นผิดตอน ทั้งทางศาสนาและกฎการเข้าประเทศ มีความผิดทางศาสนานะคะถึงจะผ่านด่านต่างๆได้ก็ตาม ถ้าโกหกแม้กระทั่งเรื่องสำคัญ....
 
 
 แนะนำให้ศึกษาประวัติของแต่ละสถานที่ก่อนไปนะคะจะได้เข้าใจว่า มีที่มาอย่างไรบ้าง เช่น บ่อน้ำซัมซัม(ซัมซัมแปลว่า เอามือป้อง) กะบะฮฺ การขว้างเสาหิน สถานที่กุฎบะฮฺอำลา ฯลฯ
 
 
 ใครที่ประสงค์คู่มือการประกอบพิธีฮัจญ์ (PDF file) ให้แจ้งมาทางอีเมล์หรือฝากข้อความไว้ก็ได้ค่ะ

 
 
 
 ด้วยความเคารพค่ะ
 วัสสลาม
 
 ที่มา  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=narok&month=02-12-2006&group=11&gblog=2
  

8556  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ทำไมมุสลิมต้องไปมักกะฮฺ (แสวงบุญ) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:10:05 am
ในประวัติศาสตร์ของอิสลาม

 นางฮาญัรต้องวิ่งไปมาอยู่ 7 เที่ยว ระหว่างเนินเขาเศาะฟาและมัรวะฮฺ เพื่อหาน้ำให้ลูกของนาง กุรอาน 2:158 และนี่ได้กลายมาเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งสำหรับการทำฮัจย์ในนครมักกะฮฺ และอุมเราะฮฺ มีใน กุรอาน 2:158 และบ่อน้ำดังกล่าว ถูกเรียกว่า “ ซัมซัม”
 
 ต่อมาทั้งอิบรอฮีมและอิสมาอีล ได้ร่วมกันสร้างอาคารกะบะฮฺขึ้น จุดที่ นีบอิบรอมฮีมได้เคยยืนสักการะวิงวอนต่อพระเจ้า ก็ยังคงปรากฏอยู่เรียกว่า “ มะกอมอิบรอมฮีม ”
 
 
แผนผัง มัสยิดอัล-ฮารอม
 
 

 
 
 ปัจจุบัน ในขั้นตอนพิธีฮัจญ์ ผู้แสวงบุญจะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะห์ ซึ่งมีระยะทาง ประมาณ 450 เมตร ไปมาจนครบ 7 เที่ยว เรียกว่าการเดิน "สะแอ" การเดินสะแอนี้เป็นการระรึกถึงเหตุการณ์ในขณะนั้น
 สีเหลืองคือ ทางเดินสะแอ ระหว่างเนินเขาศอฟา - มัรวะห์
 1. มุมหินดำ
 2. มะกอมอิบรอฮีม (ที่ ยืนท่านนบีอิบรอฮีม <รอยเท้า>)
 3. ฮิจญ์รฺ อิสมาอีล (ห้องของท่านนบีอิสมาอีล)
 4. บ่อน้ำซัมซัม
 5. เส้นทางเดินเวียนรอบ (ฏอวาฟ)
 
 
 
การเดินสะแอ
 
 

 
 
 
 
มะกอมอิบรอฮีม
 
 
 
 
 
 
 
Route เส้นทางการประกอบพิธีฮัจย์

 
  
 
 

 
 
 อินชาอัลลอฮฺ อาจจะมีประวัติของท่านนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีลมาลง
 แต่ขณะนี้ขอลงไว้บางส่วนเพราะเกี่ยวที่มาของการประกอบพิธีฮัจญ์
 
 เรียงลำดับเหตุการณ์คร่าวๆประวัติบางส่วน ของท่านนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีลและนบีอิสฮาก
 1. อิบรอมฮีม มีภรรยาสองคนคือ นาง ซาเราะฮฺ และนางฮาญัร
 2. ช่วงแรก นาง ซาเราะฮฺ ไม่มีบุตร
 3. ต่อมานบีอิบรอฮีมมีบุตรกับพระนางฮาญัร ชื่ออิสมาอีล
 4. พระนางฮาญัรกับอิสมาอีล ต้องแยกออกไป เพราะพระเจ้าสั่งใช้
 5. เหตุการณ์ที่นางฮาญัรหาน้ำให้ทารกอิสมาอีล บริเวณเมกกะห์ เป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำฮัจญ์
 6. อัลลอฮฺทรงทดสอบท่านนบีอิบรอฮีม ด้วยการสั่งให้พลีอิสมาอีล เมื่อโตแล้ว
 7. อิสมาอีลให้พ่อทำตามที่อัลลอฮฺทรงบัญชา หากเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ
 8. นบีอิบรอฮีมพาอิสมาอีลไปยังสถานที่ที่ที่จะเชือดพลีอิสมาอีล
 9. ระหว่างทางชัยฏอนได้มาพยายามชักชวนนบีอิบรอฮีมไม่ให้ปฏิบัติตามที่ท่านฝัน เมื่อท่านนึกถึงอัลลอฮฺขึ้นมาได้ ท่านจึงเอาก้อนหินขว้างมันจนหนีไป และสักครู่ก็กลับมาชักชวนท่านอีก ท่านก็เอาก้อนหินขว้างอีก มันก็หลบหนีไปอีก แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นครั้งที่สาม และท่านก็เอาหินขว้างมันอีก หลังจากนั้นมันก็ไม่กลับมาหลอกลวงนบีอิบรอฮีมอีกต่อไป (การขว้างเสาหินทั้ง สามต้น เป็นหนึ่งในการประกอบพิธีฮัจย์)
 10.เมื่อมาถึงสถานที่ที่จะเชือด นบีอิบรอฮีมได้ให้อิสมาอีลนอนลง แต่พอลงมือจะเชือด อัลลอฮฺได้กล่าวว่าที่คือการทดสอบเจ้าตต่างหาก และได้ให้ท่านเอาแกะมาเชือดแทน
 11.นบีอิบรอฮีม กับนบีอิสมาอีลสร้างวิหารกะบะฮฺ
 12.อัลลอฮฺได้แจ้งข่าวดี ผ่านมลาอิกะฮฺที่มาหาท่านนบีอิบรอฮีม(ก่อนเดินทางไปเมืองโซดอมเพื่อหานบีลูฏ)แล้วนางซาเราะฮฺก็มีบุตรชื่อ อิสฮาก
 13. นบีอิสมาอีล เป็นต้นตระกูลอาหรับ ทางนบีมูฮำหมัด ซล.
 14. นบีอิสฮากเป็นต้นตระกูลของ "อิสรออีล" ลูกหลานของอิสรออีล เรียกว่า "บนีอิสรออีล" และ ถูกกเรียกว่าอิสราเอลในปัจจุบัน
 
 
 
8557  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมมุสลิมต้องไปมักกะฮฺ (แสวงบุญ) เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:08:47 am
เพราะเป็นบทบัญญัติ 1 ใน 5 ข้อ ของอิสลาม              

มุสลิมทุกคนต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ อย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าสามารถเดินทางไปและกลับได้โดยไม่เดือดร้อน กุศโลบายที่ซ่อนอยู่ในการประกอบพิธีฮัจญ์มีอยู่มากมาย เช่น ในพิธีฮัจญ์ทุกคนเสมอภาค ถ้าคุณเป็นมุสลิมไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ รัฐมนตรี หรือชาวบ้านร้านช่อง จะอยู่ในชุดแบบเดียวกัน เดินร่วมกัน ทำแบบเดียวกัน ในที่เดียวกัน
สำหรับคนที่ไม่มีความสามารถทั้งในเรื่องการเงิน เรื่องสุขภาพหรือเรื่องอื่นๆ
 การประกอบพิธีฮัจญ์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องบังคับสำหรับเขาอีกต่อไป
ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" 
 ข้อมูลเพิ่มเติม  : วิกิพีเดีย (วิกิพีเดีย)
  
ทำไมมุสลิมต้องไปประกอบพิธีฮัจย์ การประกอบพิธีฮัจย์ และประวัติบางส่วนของพิธีฮัจย์
ขอความสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน
 
 การที่มุสลิมต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์นั้น เพราะอยู่ในหลักปฏิบัติของอิสลาม
 
 หลักปฏิบัติของอิสลาม
 1.การกล่าวปฏิญาณตน
 2.การละหมาด
 3.การถือศีลอด
 4.การจ่ายซะกาต
 5.การประกอบพิธีฮัจญ์
 
 การประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นหลักการหนึ่งของรุก่นอิสลาม อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 97
 
 ความว่า : และสำหรับอัลลอฮฺ(มีบทบัญญัติ) เหนือบรรดามนุษย์ คือการทำฮัจญ์ ณ บัยตุลลอฮฺ สำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทางไปได้
 
 หมายถึงว่า มุสลิมที่มีสุขภาพแข็งแรง สติปัญญาสมบูรณ์ มีทรัพย์สินเพียงพอในการใช้จ่ายโดยมิต้องเป็นหนี้สินและเดือดร้อนบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ และเส้นทางที่จะเดินทางไปจะต้องปลอดภัย
 
 ดังนั้น การนำที่ดินและทรัพย์สินไปจำนอง จำนำ หรือขาย เพื่อนำไปประกอบพีธีฮัจญ์ โดยกลับมาแล้วไม่มีที่ทำกิน หรือเป็นเหตุที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหลาน จึงเป็นการกระทำที่ผิดศาสนบัญญัติ เช่นเดียวกับคนที่มีความสามารถพร้อมแต่ไม่ยอมไปเพราะเสียดายทรัพย์สินจะพร่องไป
 
 และถ้าหากไม่มีความสามารถด้านทรัพย์ และสุขภาพ ก็ไม่เป็นความผิดอย่างไร เพราะตกอยู่ในเหตุของการด้อยความสามารถ
 
 การทำฮัจญ์เป็นอิบาดะห์หลักต่อ อัลลอฮฺ ซึ่งมีเป้าหมายในการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ต้องใช้ความอุตสาหะ เสียสละทั้งกำลังกาย ทรัพย์ กำลังสติปัญญาและมีความสามารถอดทนต่อความยากลำบาก และมีความสามารถที่จะไปได้ โดยไม่ต้องกู้หนี้ หยิบยืมทรัพย์ของบุคคลอื่น
 
 

 
 สถานที่สำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีฮัจย์คือ
 ทุ่งอารอฟะห์,ตำบลมุซดะลิฟะห์,ตำบลมีนา,และอัล-กะบะฮฺ (การตอวาฟรอบกะบะห์นี้ ไม่ได้กระทำพร้อมกันในเวลาเดียวกัน)
 
 ลำดับขั้นตอนของพิธีฮัจญ์เรียงตามรุก่นและวาญิบฮัจญ์
 1. เริ่มต้นด้วยการครองอิหฺรอม คือการตั้งเจตนาเข้าสู่พิธีฮัจญ์ ( รุก่น ) จากสถานที่ที่กำหนด (วาญิบ)
 2. การวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์คล้อยของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้ง ดวงอาทิตย์ตก ( รุก่น )
 3. การค้างแรมที่มุซดะลิฟะฮฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกของคืนวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งเวลาซุบฮฺ ( วาญิบ )
 4. การขว้างเสาหิน 7 ก้อนที่ญัมรอตุลอะเกาะบะฮฺ ที่มีนา เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นของวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ จนกระทั้งดวงอาทิตย์ตก ( วาญิบ )
 5. การโกนศีรษะหรือการตัดผม เมื่อกระทำมาถึงตอนนี้แล้วเรียกว่า ตะฮัลลุลเอาวัล คือการเปลื้องชุดอิหฺรอมครั้งที่ 1 ( รุก่น )
 6. การฏอวาฟบัยตุลลอฮฺ 7 รอบ ( รุก่น )
 7. การเดินสะแอระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮฺ 7 เที่ยว ( รุก่น ) เมื่อฏอวาฟและสะแอแล้วเรียกว่า ตะฮัลลุลซานี คือการเปลื้องอิหฺรอมครั้งที่ 2
 8. การค้างแรมที่มีนา ในค่ำคืนของวันตัชรีก ( วาญิบ )
 9. การขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น ในวันที่ 11 12 13 ซุลฮิจญะฮฺ ต้นละ 7 ก้อน ( วาญิบ )
 10. การฏอวาฟวิดาอฺ ( ฏอวาฟอำลา คือการเวียนรอบกะบะฮฺเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากดินแดนเมืองมักกะฮฺเพื่อจะเดินทางกลับ ) ( วาญิบ )
 
 
 รุก่นและวาญิบของการประกอบพิธีฮัจญ์ มีความแตกต่างกัน คือ
 
 ผู้ใดละทิ้งรุก่นหนึ่งรุก่นใดของการทำฮัจญ์ การทำฮัจญ์ของเขาใช้ไม่ได้ และจำเป็นจะต้องไปทำฮัจญ์ใหม่ในปีต่อไป ส่วนผู้ที่ละทิ้งวาญิบ ข้อหนึ่งข้อใด จำเป็นที่เขาจะต้องเสียดัม (เชือดสัตว์พลี)
 
 
 ข้อห้ามสำหรับผู้ที่ครองอิหฺรอม
 
 ห้ามสวมเสื้อผ้าที่มีรอยเย็บ กางเกง กางเกงชั้นใน ห้ามสวมหมวก (สำหรับผู้ชาย)
 ห้ามใส่เครื่องหอมหรือน้ำหอมทุกชนิด
 ห้ามตัดเล็บ ตัดผม โกนหนวด
 ห้ามพูดจาหยาบคาย ไร้สาระ เกี้ยวพาราสี การนินทา และการทะเลาะวิวาท
 ห้ามมีเพศสัมพันธ์ เล้าโลม กอดจูบ
 ห้ามจัดพิธีนิกะฮฺ(แต่งงาน)หรือการหมั้น
 ห้ามไล่ล่าสัตว์ในเขตแผ่นดินฮะราม(ห้าม)
 ห้ามตัดหรือถอนต้นไม้ในเขตแผ่นดินฮะราม
 
 
 
 
 การประกอบพิธีฮัจญ์มี 3 แบบ
 
 1.ตะมัตตัวะอฺ คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺก่อนการทำฮัจญ์ ขณะที่เข้าสู่เทศการฮัจญ์แล้ว
 2. อิฟร้อด คือผู้ครองอิหฺรอม หลังจากการทำการตอวาฟกุดูมแล้ว เขาจะต้องสวมชุดอิหฺรอมจนกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ หลังจากนั้นจึงทำอุมเราะฮฺ
 3. กิรอน คือผู้ครองอิหฺรอมตั้งเจตนาทำอุมเราะฮฺและการทำฮัจญ์พร้อมกัน
 หลังจากการทำอุมเราะฮฺคือตอวาฟและสะแอแล้ว ไม่ต้องโกนศีรษะหรือตัดผม แต่ให้เขาครอง
 อิหฺรอมกระทั้งถึงวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ
 
 
 ตารางเวลาและเส้นทางการทำฮัจญ์
 1. ผู้ทำฮัจญ์แบบตะมัตตัวะอฺ ครองอิหฺรอมเพื่อเจตนาทำฮัจญ์ ที่บ้านพักในมักกะฮฺเช้าวันที่ 8
 2. ออกเดินทางจากมักกะฮฺมุ่งสู่มีนา และพักค้างแรมที่นั่น (วันตัรวียะฮฺ วันที่ เจ๋ง
 3. ออกเดินทางจากมีนามุ่งสู่อะระฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ (ออกจากมีนา เช้าวันที่ 9)
 4. หยุดอยู่ที่อะรอฟะฮฺเพื่อทำการวุกูฟ ตั้งแต่เวลาบ่ายจนถึงเวลามัฆริบ (วันอะรอฟะฮฺที่ 9)
 5. ออกจากอะรอฟะฮฺตั้งแต่เวลามัฆริบมุ่งสู่มุซดะลิฟะฮฺ และพักค้างแรมที่นั่น ( คืนวันที่10 )
 6. ออกจากมุซดะลิฟะฮฺ มุ่งสู่มีนา เพื่อขว้างเสาหิน ญัมเราะตุ้ลอะกอบะฮฺ (เช้าวันที่10วันอีด)
 7. พักแรมที่มีนา และขว้างเสาหินทั้ง 3 ต้น เป็นเวลา 3 วัน (วันตัชรีก วันที่ 11 - 12 - 13 )
 8. ออกเดินทางจากมีนา มุ่งสู่เมืองมักกะฮฺ (ก่อนดวงอาทิตย์ตก)
 
 
8558  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ทำไมชายอิสลามจึงต้องขลิบ เมื่อ: เมษายน 10, 2010, 09:05:35 am
ทำไมชายอิสลามจึงต้องขลิบ
 
 
 
ภาพโดยsigree bin mamak
 
  
การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายเป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์สะท้อนถึงความเอาใจใส่ในการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลของ
 อิสลาม การขลิบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมชาย เนื่องจากเป็นหลักปฏิบัติที่สืบเนื่องมาจากท่านศาสดามุฮัมมัด และการขริบนั้นมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานตั้งแต่ศาสดาอิบรอฮีมหรือท่านอับราฮัมในยุคอียิปต์โบราณ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาทางวัฒนธรรมและศาสนาเป็นเวลานานมาแล้ว มิใช่แต่เฉพาะในประเทศอิสลามเท่านั้น แต่ยังปฏิบัติกันในส่วนอื่นๆของโลกอีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ทารกเพศชายกว่าหนึ่งล้านคนก็ได้รับการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศในแต่ละปี การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายเป็นกฎของการรักษาความสะอาดข้อหนึ่งในอิสลาม วิธีการขริบในสมัยก่อนเรียกกันว่า “ Abraham’s method ” ทำโดยการใช้ไม้หนีบคีบหนังหุ้มปลายให้ยืดออกพอประมาณ จากนั้นใช้ของมีคมที่พอหาได้ตามแต่ในยุคสมัยนั้นๆ ตัดผ่านผิวหนังหุ้มเฉพาะส่วนที่ยืดพ้นจากปลายขององคชาติอย่างรวดเร็ว และปล่อยให้เลือดหยุดเอง ความหมาย คิตาน เป็นภาษาอาหรับ มีรากศัพท์มาจากคำว่า Khatana มีความหมายว่า ตัด(Cut หรือ Sever) ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Circumcision (คำนาม หมายถึง ควั่น เข้าสุนัต) บทบัญญัติ ความจริงการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายเป็นแบบของนบีอิบรอฮีม และนบีมูฮัมหมัด(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ท่านนบีมูฮัมหมัดเองได้กล่าวว่า “ ห้าอย่างที่เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ นั่นคือการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชาย การโกนขนในร่มผ้า การตัดเล็บ การถอนขนรักแร้ และการขลิบหนวด ” จากหะดีษดังกล่าว อิมามอบูหะนีฟะฮฺและอิมามมาลิกถือว่า การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศเป็นแบบฉบับอันดีงามของนบีที่ได้รับการยืนยัน(สุนัตมุอักกะด๊ะฮฺ) ในขณะที่อิมามซาฟีอีและอิมามอะหมัด อิบนุฮัมบัลถือว่าเป็นหน้าที่(วาญิบ)สำหรับมุสลิมทุกคน คำว่า “ฟิฎเราะฮฺ” ในส่วนที่เกี่ยวกับความสะอาดนั่นหมายถึง “ความรู้สึกเบื้องลึกของมนุษย์ในเรื่องความสะอาดซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นทางศีลธรรมและสุขภาพจิตของเรา”
 มะวาร์ดี นักวิชาการอิสลามได้กล่าวว่า “วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการตัดหนังปลายอวัยวะเพศของผู้ชายออกให้หมดโดยไม่ให้อะไรเหลือไว้ปกปิดปลายองคชาตเลย” ท่านนบีมุฮัมมัดได้แนะนำให้ทำการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ดังนั้น มะวาร์ดีจึงแนะนำว่าควรจะทำเมื่อเด็กเกิดได้ครบ 7 วัน แต่ก็อนุญาตให้เลื่อนออกไป 40 วันจนถึงอายุ 7 ขวบได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสุขภาพของทารกและเด็กในตอนนั้น
 
 
ที่มาของข้อมูลหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่ต้องตอบ" 
 
ข้อมูลเพิ่มเติม  : http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L5291778/L5291778.htm
8559  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / การแต่งกายของชาวล้านนา เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 11:24:53 pm

 
 
 การแต่งกายของชาวล้านนา
 
 
 การแต่งกายของชาวล้านนา แม้จะเป็นชนกลุ่มใดก็ตาม ก็จะมีลักษณะร่วมกันอยู่โดยเฉพาะ จะประกอบด้วยเครื่องนุ่งและเครื่องห่ม ซึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านเลย นับตั้งแต่สมัยของพญามังรายมาจนถึงสมัยเชื้อสายของพระเจ้ากาวิละ แล้วก็ตามก็ย่อมจะมีลักษณะไม่ต่างกัน ในแง่ของผ้าที่ทอขึ้นในท้องถิ่นและการใช้งานที่ไม่ต่างกัน จึงน่าจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในแง่ของรูปแบบและประเพณีนิยม การแต่งกายของชายหญิงชาวล้านนามีลักษณะดังต่อไปนี้ เครื่องนุ่งห่มชาย
เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม ชายชาวล้านนาโดยเฉพาะเชียงใหม่นิยมการสักขาลาย ซึ่งสับขายาวจะเป็นการสักตั้งแต่เอวลงมาเสมอเข่าหรือต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย ส่วนสับขาก้อมจะเป็นการสักในช่วงเอวถึงกลางขาการสับหมึก คือการสักยันต์ด้วยหมึกดำ กล่าวกันว่าหญิงสาวจะเมินชายหนุ่ม ที่ปล่อยสะโพกขาว เพราะถือว่าเป็นคนขี้ขลาด  
ผ้านุ่งของชายเป็นผ้าพื้นซึ่งเป็นผ้าฝ้ายทอมือ เรียกว่า ผ้าตาโก้ง คือผ้าลายดำสลับขาวซึ่งมีวิธีนุ่งสามแบบ คือ
๑. การนุ่งแบบปกติจะจับรวบตรงเอวแล้วเหน็บตรงกึ่งกลาง มีบางส่วนเหลือปล่อยห้อยลงมาจากเอว
๒. อีกวิธีหนึ่งจับรวบเหน็บตรงเอว ส่วนชายอีกด้านหนึ่งดึงไปเหน็บไว้ด้านหลังคล้ายกับนุ่งโจงกระเบน เรียกว่า นุ่งผ้าต้อย
๓. เป็นการนุ่งผ้าที่มุ่งความกระชับรัดกุมจนมองเห็นสะโพกทั้งสองข้างเผยให้เห็น รอยสักได้ชัดเจนเรียกว่า เฅว็ดม่าม หรือ เฅ็ดม่าม ในเมื่อต้องการความกระฉับกระเฉง สะดวกในการต่อสู้ ทำงาน ขุดดิน ทำไร่ ทำนา ขี่ควาย
ในการนุ่งผ้าทั้ง ๓ แบบนี้ ส่วนบนจะเปลือยอก ส่วนเตี่ยว หรือ กางเกงที่ใช้นุ่งนั้นมีรูปแบบคล้ายกับกางเกงจีนคือตัวโต เป้าหลวม เมื่อตัดเย็บจะเห็นว่ามีแนวตะเข็บถึงห้าแนว จึงเรียกว่าเตี่ยวห้าดูก เตี่ยวนี้จะมีทั้งขาสั้น (ครึ่งหน้าแข้ง) ที่เรียกเตี่ยวสะดอ และชนิดขายาวถึงข้อเท้าเรียกว่า เตี่ยวยาว (มักเข้าใจกันว่าเรียกเตี่ยวสะดอทั้งขาสั้นและขายาว) เตี่ยวนี้ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือ แต่เจ้านายและผู้มีอันจะกินนั้น แม้เสื้อผ้าจะมีรูปแบบเช่นเดียว กับชาวบ้านทั่วไปก็ตาม แต่ก็มักเลือกสรรวัสดุที่ประณีต มีค่า ทั้งยังมีโอกาสใช้เส้นใย ที่ทอจากต่างประเทศอีกด้วย  
ส่วนกางเกงแบบสมัยใหม่เรียว่า เตี่ยวหลัง ชายชาวเชียงใหม่จะไม่สวมเสื้อ แม้ในยามหนาวก็จะใช้ผ้าทุ้ม (อ่าน”ผ้าตุ๊ม”) ปกคลุมร่างกาย ผ้าทุ้มนี้เป็นที่นิยมใช้ทั้งชายและหญิง สีของผ้าจะย้อมด้วยสีจากพืช เช่น คราม มะเกลือ หรือ แก่นขนุน เป็นต้น สำหรับการสวมเสื้อนั้นมานิยมกันในตอนหลัง  
ซึ่งพบหลักฐานชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีลักษณะเป็นเสื้อคอกลมซึ่งมีอยู่ ๒ แบบ
แบบแรก .. เป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือแขนยาวผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก มีกระเป๋าปะทั้งสองข้าง สีของเสื้อเป็นสีขาวตุ่นของใยฝ้าย มีบ้างที่ย้อมครามที่เรียกว่า หม้อห้อม  
แบบที่สอง .. เป็นเสื้อคอกลมผ่าครึ่งอก ติดกระดุมหอยสองเม็ด มีกระเป๋าหรือไม่มีก็ได้ ประมาณรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชายชาวเชียงใหม่เริ่มนิยมนุ่งกางเกงแพรจีนสีต่างๆ หรือแพรปังลิ้น และนิยมสวมเสื้อมิสสะกีที่เป็นเสื้อตัดเย็บจากผ้ามัสลินหรือผ้าป่าน ซึ่งมีลักษณะเป็นเสื้อคอกลม ผ่าครึ่งอก ติดบ่าต่อมหอยคือกระดุมหอยสองเม็ด ผ่าเฉลียงระหว่างตัวเสื้อกับแขนเพื่อให้ใส่ได้สบาย มีกระเป๋าติดตรงกลางด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีเสื้อคอกลมหรือคอแหลมผ่าหน้าตลอดติดกระดุมหอย ใช้วิธีการตัดเย็บเช่นเดียวกับเสื้อมิสสะกี แต่ที่พิเศษออกไปคือมีกระเป๋าทั้งสองข้าง ที่เห็นแปลกออกไปบ้างคือเจ้านายบางท่านอาจนุ่งเตี่ยวโย้ง (กางเกงเป้ายานมาก) สวมกับเสื้อมิสสะกี หรือเสื้อผ้าไหมสีดำตัดคล้ายเสื้อกุยเฮง ในบรรดาเจ้านายแล้ว เสื้อผ้าที่ใช้ในโอกาสพิเศษหรือเป็นพิธีการจะนุ่งผ้าไหมโจงกระเบน เสื้อแขนยาวคล้าย “เสื้อพระราชทาน” มีผ้าไหมคาดเอว ต่อมาได้มีการนิยมนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน สวมถุงเท้ายาวสีขาว พร้อมด้วยรองเท้าคัทชูสีดำเช่นเดียวกับทางกรุงเทพฯ
  
 
ผู้หญิงโดยเฉพาะเชียงใหม่
นิยมเกล้ามวยสูงกลางศีรษะแล้วปักปิ่นหรือเสียบดอกไม้ประดับ การเปลือยอกของหญิงเป็นเรื่องธรรมดาในอดีต อาจจะมีเพียงผ้าสีอ่อนซึ่งมีวิธีใช้หลายอย่าง เช่น การพันผ้าไว้ใต้ทรวงอกหรือปิดอก ใช้คล้องคอ ปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้าหรือคล้องทิ้งชายไปด้านหลัง ใช้ห่มเฉียงแบบสไบเรียกว่าสะหว้ายแหล้งหรือเบี่ยงบ้าย นุ่งผ้าซิ่นลายขวางยาวกรอมเท้าเรียกว่าซิ่นต่อตีนต่อแอว
องค์ประกอบของซิ่นมี ๓ ส่วนคือ
หัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น ผ้าซิ่นแบบที่ใช้งานปกติเป็นตัวซิ่นที่ทอลายขวาง เย็บตะเข็บเดี่ยว สีของผ้าซิ่นจะย้อมด้วยสีจากพืชเป็นสีต่าง ๆ เช่น แดง ม่วง เป็นต้น และมีผ้าตีนสิ้น คือเชิงผ้าซิ่นสีอื่นเช่นสีดำกว้างประมาณหนึ่งคืบมาต่อเข้ากับส่วนชาย ส่วนผ้าที่นำมาต่อกับส่วนเอวแม้จะกว้างประมาณหนึ่งคืบแต่ก็มักใช้สีขาว ต่อมาเมื่อมีการพัฒนากี่กระตุกให้สามารถทอผ้าหน้ากว้างขึ้นในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ คนจึงหันไปนิยมนุ่ง สิ้นตีนลวด คือผ้าซิ่นที่ทอได้ตั้งแต่เชิงถึงเอวรวดเดียวโดยไม่มีการเย็บต่อเช่นที่ผ่านมา และระยะนี้ยังเริ่มนิยมนุ่งซิ่นมีเชิงเป็น ลวดลายสลับสีซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมาถึงปัจจุบันอีกด้วย ทั้งนี้ในระดับผู้มีอันจะกินนั้น มักจะแต่งกายเลียนแบบเจ้านายทั้งในแง่รูปแบบเสื้อผ้าและทรงผม ซึ่งเมื่อสามัญชนเห็นว่าสวยงามก็มักจะรับแบบอย่างไปแต่งบ้าง
แต่เดิมนั้นหญิงสามัญชนชาวเชียงใหม่และตามชนบทอื่นๆ ไม่สวมเสื้อ แต่จะใช้ผ้าผืนยาว คล้ายผ้าแถบ พันรอบอก หรือคล้องคอปล่อยชายปิดส่วนอก หรือพาดไหล่ปล่อยชายทั้งสองข้างไปด้านหลัง แต่ผ้าด้านหน้าจะปิดคลุมทรวงอกหรือไม่ก็ได้ หรือจะห่มเฉียงที่เรียกว่าสะหว้ายแหล้งก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของผู้แต่ง ถ้าหากอาศหนาวก็จะใช้ ผ้าทุ้ม อ่านว่า ผ้าตุ๊ม (ผ้าคลุมไหล่) สำหรับเสื้อ เข้าใจว่าการสวมเสื้อคงจะเป็นความนิยมในระยะหลัง (ราวปลายรัชกาลที่ ๕) เสื้อจะเป็นเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าทอด้วยมือ สีขาวตุ่น ซึ่งเป็นสีของฝ้ายพันธุ์พื้นเมือง รูปแบบของเสื้อมีหลายแบบคือ เสื้อคอกลม ตัวหลวม แขนกระบอกต่อแขนต่ำ ผ่าอกตลอด ผูกเชือกหรือติดบ่าต่อมแต็บ (กระดุมแป๊บ) มีกระเป๋าทั้งสองข้าง เสื้อคอกลมตัวหลวม แขนกระบอก ต่อแขนต่ำ ผ่าครึ่งอก ติดบ่าต่อมแต็บ  
เสื้อชั้นใน
ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะเป็นเสื้อคอกลมต่ำ เว้าแขน เย็บห้าตะเข็บ (ด้านหลังแยกเป็นสามเกล็ด) เป็นเสื้อพอดีตัว เสื้อชั้นในไม่มีแขนเรียกว่าเสื้ออกหรือเสื้อบ่าห้อย มีวิธีเย็บเหมือนกับเสื้อห้าตะเข็บ บางครั้งเมื่อแต่งตัวไปวัด ผู้สูงอายุจะสวมเสื้ออกแล้วใช้ผ้าทุ้มห่มเฉียงบ่าอีกทีหนึ่ง เสื้อสำหรับเด็กหญิงสาว เสื้อชั้นในจะเป็นเสื้อ บ่าห้อย ซึ่งตัดเย็บต่างจากเสื้อห้าตะเข็บ คือตัวหลวม จีบห่าง ๆ ทั้งด้านหน้าด้านหลังแล้วใช้ผ้ากุ๊น หรือต่อขอบตัวเสื้อด้านบน ส่วนแขนใช้ผ้าผืนตรง กว้างประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง หรืออาจจะใช้เส้นด้ายขึงให้มีขนาดเท่ากับแผ่นผ้า แล้วเย็บติดกับตัวเสื้อก็ได้
หมวก
ในแง่ของส่วนศีรษะนั้น เมื่อไปทำงานนอกบ้านแล้วชาวล้านนาจะทือกุบ (อ่าน”ตือกุบ”) หรือ สุบกุบ คือ สวมหมวกตามลักษณะงาน เช่นในการไปศึกก็จะทือ กุบเสิก ก็็คือใส่หมวกปีกกว้างสำหรับออกศึก เมื่อไปทำงานกลางแดดก็จะทือ กุบละแอ คือ สวมหมวกอย่างงอบปีกกว้าง หากหนาวนัก ทั้งเด็ก คนแก่และพระสงฆ์จะใส่ว่อมคือหมวกผ้าที่ไม่มีปีก ส่วนผ้าโพกศีรษะผมที่เรียกว่าผ้าพอกหัวนั้น พบว่าผู้หญิงมักจะใช้เพื่อการกันแดดกันลม แต่ทั้งนี้บางเผ่าอาจมีตกแต่งผ้าโพกศีรษะให้มีลวดลายตกแต่งอย่างงดงาม อันเป็นลักษณะเฉพาะกลุ่มก็มี และบางท่านอาจมีการแซมดอกไม้ไหวบนผ้าโพกอีกด้วย
เข็มขัด
สำหรับเข็มขัดของชาวล้านนานั้น แม้จะไม่ปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนว่า บุรุษจะมีเข็มขัดในลักษณะไหน แต่อาจใช้ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้า เป็นเครื่องรัดแทนเข็มขัด ถ้าใช้แต่งในพิธีการก็อาจใช้ผ้าที่มีลักษณะพิเศษออกไป ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในการประดับและการใช้งานไปด้วย ในคัมภีร์แล้วปรากฏมีคำว่าสายอิ้งหรือสายเอ้งที่แปลโดยความว่า หมายถึงสายรัดเอวหรือเข็มขัดสตรี ซึ่งก็มิได้บอกลักษณะให้รู้ได้ชัดเจน ต่อมาในยุคหลังเมื่อนิยมใช้เครื่องเงินมากขึ้นจึงพบว่าสตรีนิยมใช้ต้ายหรือ ต้ายแอว คือ เข็มขัดเงินกว้างประมาณสองนิ้วที่มีช่วงสี่เหลี่ยมเกาะเกี่ยวต่อกันเป็นเปลาะๆ ต่อมาจึงเรียกเข็มขัดโดยเรียกทั่วไปว่าสายรั้งหรือสายฮั้ง อีกด้วย
รองเท้า
เครื่องสวมที่เท้าของชาวล้านนาอาจแยกได้สามลักษณะใหญ่ๆ ได้ ๓ ประเภท คือ ๑. รองเท้าที่ใช้ในการเดินป่าหรือเดินทาง ๒. รองเท้าที่สวมใส่ในบ้านและ ๓. รองเท้าที่เป็นเครื่องประกอบยศ
รองเท้าที่ใช้ในการเดินทางหรือเดินป่า นั้นเรียกว่ากว้านหรือกว้านตีน มีพื้นทำด้วยหนังควาย มีสายสำหรับคีบระหว่างหัวแม่เท้าและนิ้วชี้ กว้านนี้โดยมากไม่มีส่วนหุ้มส้น รองเท้าเพื่อใช้อย่างลำลอง เรียกเขียงตีน ทำด้วยไม้มีลักษณะพอดีกับฝ่าเท้า มีปุ่มระหว่างหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ ผู้สวมจะวางเท้าลงบนเขียงตีนแล้วใช้นิ้วทั้งสองคีบปุ่มนั้นแล้วพาเดิน ทั้งนี้ต่อมาอาจใช้สายหนังโยงจากข้างเท้าทั้งสองไปรวมเป็นสายคีบ อยู่ระหว่างนิ้วเท้าทั้งสอง หรืออาจมีสายสำหรับสอดปลายเท้าไปรับน้ำหนักก็ได้ ทั้งนี้รองเท้าลำลองในลักษณะหลังนี้ มักเรียกตามเสียงที่ดังกระทบพื้นว่า ค็อบแค็บ (อ่าน”ก๊อบแก๊บ”)  
รองเท้าประดับยศ ปรากฏระบุในคัมภีร์ในกลุ่มที่ว่าด้วยเครื่องท้าวห้าประการ คือเครื่อง ราชูปโภคว่าประกอบด้วย กระโจมหัว (มงกุฎ) ดาบสรีกัญชัย ไม้เท้า วีชนีและเกิบตีนทิพย์ ซึ่งประการท้ายนี้คือเกิบตีนหรือรองเท้าวิเศษซึ่งกล่าวว่าพระญาวิโรหาใน เรื่องพรมจักกชาดกและเจ้าจันทฆาตในเรื่อง จันทฆาตชาดกต่างก็เหาะได้เพราะอำนาจของรองเท้าทิพย์ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่มีการระบุว่าของวิเศษชนิดนี้มีลักษณะเป็นประการใด  
เครื่องประดับ
สำหรับหญิงที่มีฐานะดี นิยมสวมสร้อยคอลูกทับ หรือลายดอกหมาก ทำด้วย เงิน ทอง หรือนาก จำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะ สวมตุ้มหูที่เรียกว่าลานหูหรือท่อท้างลานหู (อ่าน”ต้อต๊างลานหู”) ซึ่งหญิงชาวบ้านโดยทั่วไปจะใช้ใบลานม้วนกลมสอดในรูหูที่เจาะไว้ นอกจากนี้ก็อาจใช้แผ่นโลหะเช่น เงิน ทอง นาก ทองเหลือง มาทำเป็นแผ่นแล้วม้วนในลักษณะเดียวกับใบลานและอาจจะประดับอัญมณี โดยวิธีฝังเข้ากับโลหะ คล้ายการทำหัวแหวน แล้วปิดครอบม้วนโลหะ หรือก้านโลหะ ที่ปลายก้านมีเกลียวสำหรับหมุดยึดเครื่องประดับหูแบบนี้เรียกว่า ละคัด (อ่าน”ละกั๊ด”) ส่วนหน้าต้างเป็นเครื่องประดับหูที่มีลักษณะเป็นลายอย่างดอกประจำยามมีก้าน สำหรับสอดเข้าในรูที่เจาะไว้ นอกจากนี้หญิงชาวล้านนายังนิยมสวมกำไลแขน ทำด้วยเงิน ทอง เป็นรูปเกลียวหรือรูปแบบอื่น ๆ จะสวมแขนมากน้อยแค่ไหนไม่จำกัดขึ้นอยู่กับฐานะ และยังนิยมสวมกำไลข้อเท้าเนื่องในโอกาสพิเศษ เช่นงานขึ้นปีใหม่ งานปอย เป็นต้น
ทรงผม
ผู้หญิงชาวเชียงใหม่ จะรวบผมเกล้ามวยไว้เหนือท้ายทอย หรือต่ำบริเวณท้ายทอยพอดี โดยดึงผมด้านหน้าตึงเรียบ สำหรับมวยผมจะเสียบหย่องโลหะ (เข็มเสียบผม) ทำด้วยเส้นโลหะบิดเป็นเกลียวเล็กๆ ตัดโค้งคล้ายตัวยู (U) หย่องนี้อาจจะทำด้วย เงิน ทอง นาก หรือโลหะอื่นๆ ก็แล้วแต่ฐานะของผู้ใช้ นอกจากนี้พบว่า ผู้หญิงบางคนยังนิยมเกล้าผมมวยแบบชักหงีบ คือดึงด้านหน้าตรงกลางตึงเรียบ แล้วใช้นิ้วสอดสองข้างดึงตรงขมับ ให้ผมโป่งออกมาเล็กน้อยทั้งสองข้าง
ในเวลาต่อมา ทรงผมแบบใหม่คือ แบบอี่ปุ่นคือแบบญี่ปุ่น หรือแบบพระราชชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการแต่งกายในโอกาสพิเศษ ทรงผมนี้จะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย ผมตรงท้ายทอยอาจดึงให้ตึงหรือโป่งแล้วแต่ความพอใจของผู้แต่ง ส่วนด้านหน้าจะใช้หมอนหนุนผมด้านหน้าให้มองดูสูงตั้ง ปักปิ่นตรงมวยด้านใดด้านหนึ่ง แล้วเหน็บหวีเขาควาย
ถ้าเป็นโอกาสพิเศษหญิงที่มีฐานะดีหรือเจ้านายจะติดช่อดอกไม้เงินหรือทอง ถ้าเป็นหญิงชาวบ้านก็อาจจะติดดอกไม้ เช่น ช่อดอกเอื้อง (กล้วยไม้) หรือร้อยดอกหอมนวล (ลำดวน) มะลิ สลิด (ขจร) อย่างใดอย่างหนึ่งวนรอบมวยเพิ่มเข้าไปอีก ผมทรงดังกล่าวนี้ พระราชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้นำเข้ามาแพร่หลาย ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อคราวเสด็จกลับเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗
 
การแต่งกายของชนชาวล้านนา มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังบ่งบอกถึงความเป็นล้านนาได้เป็นอย่างดี จึงอยากวิงวอนขอพี่น้องชาวล้านนาทั้งปวงได้โปรดหวงแหนรูปแบบ การแต่งกายที่ดีงามและมีเสน่ห์แบบนี้ให้อยู่คู่กับแผ่นดินล้านนา ไปตราบนานเท่านาน อย่าปล่อยให้การไหลบ่าของวัฒนธรรมการแต่กายของถิ่นอื่น เข้ามามีบทบาทจนมากเกินไป อย่างน้อยในช่วงเวลาที่สำคัญ เช่น ไปวัดทำบุญ ร่วมงานสำคัญต่างๆ รวมทั้ง เทศกาลต่างๆไม่ว่าจะเป็น ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ยี่เป็ง ไหว้สาป๋าระมีพระธาตุเจ้าดอยสุเทพ เราทั้งหลายควรร่วมใจกันแต่งเมืองนุ่งเมือง เพื่อความยิ่งใหญ่ในเชิงวัฒนธรรมของพวกเราชาวล้านนา การแต่งกายที่งดงามแบบล้านนายังมีให้เห็นในปัจจุบัน     ข้อมูลบางส่วนจากหอวัฒนธรรมเชียงใหม่ credit http://www.oknation.net/blog/chiangmai-thailand/2009/08/09/entry-3
8560  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / Re: อินทผลัมอัจวะฮฺ อินทผลัมสด เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:39:28 pm
 قال رسول الله صلى الله صلى الله عليه وسلم : (من تصبح كل يوم بسبع تمرات عجوة لم يضره في ذلك اليوم سم ولا سحر ) (متفق عليه ) .
 
 
 เราะซูลุลอฮฺ(ศ็อลฯ) กล่าวว่า "ผู้ใดกินตัมมัรฺอัจวะฮฺทุกเช้าจำนวน  7 เม็ด ในวันนั้นสารพิษและไสยศาสตร์ไม่สามารถทำลายเขาได้"(บันทึกโดย อัลบุคอรียและมุสลิม)
 
 สารอาหารในผลอินตผลัมมีมากมาย พอสรุปได้ดังนี้
 คาร์โบไฮเดรต มีทั้ง กลูโคส และซูโครส ประมาณ 70 %ไขมัน ให้พลังงาน มีประมาณ 2 %วิตามัน A.B1.B2.B3.Cเกลือแร่ มี โปเตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม เหล็ก ฯลฯ
 ส่วนผลทางยานั้นมีอยู่มากมาย เช่น
 แก้ไอบางอย่างป้องกันมะเร็งลดความดันโลหิตสูงแก้โรคปัสสาวะแก้โรคผิวหนังบางอย่างอื่นๆอีกมาก
 อ่านเพิ่มเติมเองนะครับ ทางนี้ ผมแปลไม่ค่อยได้
 http://www.55a.net/firas/farisi/print_details.php?page=show_det&id=266
8561  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / กล้วย (اَلطَّلْحُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:34:01 pm
กล้วย (اَلطَّلْحُ)

 

 

โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

 

           

   กล้วย ชื่อไม้ล้มลุกชนิดในสกุล Musa วงศ์ Musaceae จัดแยกออกได้เป็น 2 จำพวก จำพวกที่แตกหน่อเป็นกอ ผลสุกเนื้อนุ่มกินได้ มีหลายชนิดและหลายพันธุ์ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม บางชนิด ผลสุกเนื้อแข็ง ต้องเผาหรือต้มก่อน จึงกินได้ เช่น กล้วยกล้าย , กล้วยหักมุก จำพวกที่ไม่แตกหน่อเป็นกอ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เช่น กล้วยนวล , กล้วยผา

 

 

              ชาวอาหรับเรียกกล้วยว่า เมาซ์ (مَوْزٌ ) เป็นภาษาฮินดีย์เดิม และยังเรียกอีกว่า อัฏฏอลฮฺ (اَلطَّلْحُ ) ซึ่งเป็นคำอาหรับแท้ และเป็นคำที่ถูกระบุในคัมภีร์อัลกุรอาน โดยถูกระบุไว้ในบท อัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 29 ซึ่งกล่าวว่า กล้วยในสวนสวรรค์นั้นมีเครือออกเต็มต้นตั้งแต่โคนต้นถึงยอดเลยทีเดียว บ้างก็ว่า คำว่า อัฏฏอลฮฺ (اَلطَّلْحُ ) หมายถึง พืชที่มีหนามขึ้นในเขตแคว้น อัลฮิญาซฺ ผู้คนนิยมอาศัยร่มเงาของมันหลบแดด แต่พืชชนิดนี้เมื่ออยู่ในสวนสวรรค์จะมีความงดงามและมีผลดกมากๆ

 

 

              กล้วยหนึ่งต้นจะออกผลเพียงครั้งเดียว เมื่อตัดต้นแม่ที่ออกเครือทิ้งแล้วจะมีหน่อใหม่ขึ้นมาแทนที่ต้นเดิม

 

ท่านอิบนุ ซีนา ระบุว่า การรับประทานกล้วย จะมีสรรพคุณทำให้ปัสสาวะคล่อง เพิ่มความจำที่ดี

 

 

               สำหรับคนไทยเรา ดูเหมือนว่า กล้วยจะเป็นพืชสารพัดประโยชน์ รากกล้วยใช้ทำยาได้ ลำต้นใช้ทำฐานกระทง ใบกล้วยที่เรียกว่า ใบตอง ก็ใช้ห่อของ ทำจีบกระทง ห่อขนมสารพัดชนิด  ไส้ในของกล้วยก็นิยมเอามาทำแกง ผลกล้วยใช้ทำทั้งของหวานและอาหารนานาชนิด โดยเฉพาะข้าวต้มมัด ปลีหรือดอกกล้วยก็สามารถนำเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกและใส่แกง ฯลฯ

 

 

              กล้วย น้ำว้านั้น ถือว่าเป็นอาหารอ่อนๆ ที่เหมาะสำหรับทารกที่เริ่มทานอาหาร เรียกได้ว่า เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี แม้แต่ลิงยังชอบกินกล้วย มีเอกสารระบุว่า กล้วยมีสรรพคุณรักษาโรคได้ดังนี้ 1.โรค เจ็บหน้าอก 2.โรคปอด 3.โรคไต 4.ลดอาการไอ 5.โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 6.เพิ่มอสุจิ 7.เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ 8.โรคท้องร่วง

 

 

 

ในคัมภีร์อัลกุรอานยังได้ระบุถึงพืชอีกหลายชนิด 
 
เช่น กระเทียม , หัวหอม , ถั่ว ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แก่มนุษยชาติ

 

หากชาวมุสลิมศึกษาและวิเคราะห์วิจัยสิ่งเหล่านี้จากคัมภีร์อัลกุรอานอย่างจริงจัง

 

เราในฐานะผู้ศรัทธาต่อคัมภีร์อัลกุรอานก็คงจะค้นพบสิ่งเร้นลับอีกมากมายอย่างไม่รู้จบสิ้น

 

หวังว่าสิ่งที่ได้ขีดเขียนมาทั้งหมดนี้คงจะเป็นการจุดประกายความใฝ่รู้แก่ เยาวชนและชาวมุสลิมทั่วไปไม่มากก็น้อย

 

8562  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / น้ำเต้า (اَلدُّبَّاءُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:32:42 pm
น้ำเต้า (اَلدُّبَّاءُ)
โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

             น้ำเต้า ชื่อไม้เถาล้มลุกชนิด Lagenaria siceraria Standl ในวงศ์ Cucurbitaceae อยู่ในจำพวกฟักแฟง ผลกินได้ เมื่อแก่แห้งใช้เป็นภาชนะได้

 

ชาวอาหรับเรียกน้ำเต้าเอาไว้หลายชื่อ เช่น อัดดุบบาอฺ (اَلدُّبَّاءُ ) อัลกอรอุ้ (اَلْقَرْعُ ) และอัลยักฏีน (اَلْيَقْطِيْنُ )

 

 

              ในคัมภีร์อัลกุรอาน กล่าวถึง น้ำเต้าโดยใช้คำว่า يَقْطِيْنโดยระบุเอาไว้ในบท อัซซอฟฟ๊าต อายะฮฺที่ 146 อันเป็นเรื่องราวของท่านศาสดา ยูนุส (อะลัยฮิซซลาม) ซึ่งกล่าวถึงมาแล้วในเรื่อง ปลาวาฬ

 

 

              มีรายงานระบุว่า ท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ชอบรับประทาน น้ำเต้าที่ผสมในน้ำแกงจิ้มกับขนมปัง

 

              (รายงานจากท่านอะนัส (ร.ฎ) บันทึกโดย อัลบุคอรีย์)

 

 

              ใน ผลน้ำเต้า มีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 94.7% น้ำตาลเล็กน้อยและเส้นใยอาหาร ผลน้ำเต้าปริมาณ 100 กรัมจะให้พลังงาน 65 แคเลอรี่เท่านั้น เป็นอาหารอย่างดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มีสารโซเดียมประกอบอยู่น้อยมาก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการความดันโลหิตสูง แต่อุดมด้วยโปตัสเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในการทำให้ปัสสาวะคล่อง
              แร่ ธาตุสำคัญในผลน้ำเต้า ได้แก่ โปตัสเซียม , แคลเซียม , แมกนีเซียม , ฟอสฟอรัส , เหล็ก , กำมะถัน และคลอไรด์ มีไวตามิน A อยู่มาก น้ำของผลน้ำเต้ามีประโยชน์สำหรับผู้มีอาการไข้ตัวร้อน ดับกระหายและแก้อาการปวดศีรษะเมื่อดื่มน้ำของมันหรือนำเอาน้ำของมันมาทาใบ หน้า เป็นยาระบายอ่อนๆ ออกฤทธิ์เร็ว           
 มีหลักฐานยืนยันว่า น้ำเต้ามีสรรพคุณในการป้องกันโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งที่ปอด ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า คำว่า ยักฎีน (يَقْطِيْن ) เป็นคำที่มีความหมายกว้าง ตามหลักภาษา หมายถึง พืชทุกชนิดที่ไม่มีลำต้น (ไม้ล้มลุก) เช่น แตงโม , แฟง และแตงกวา เป็นต้น แต่โดยปกติ ยักฎีนหมายถึง อัดดับบาอฺและอัลกอรอฺ อันหมายถึง น้ำเต้า นั่นเอง

 

 

              น้ำเต้า มีสรรพคุณเย็นและชื้น มีผลงานวิจัยยืนยันว่า น้ำเต้ามีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ชราภาพ ใบของน้ำเต้ามีสรรพคุณบรรเทาอาการพุพองและผื่นคัน และยังค้นพบอีกว่า น้ำเต้ามีผลในการลดอาการอักเสบของทางเดินปัสสาวะและอาการปัสสาวะยาก

 

 

              นัก พฤกษศาสตร์ระบุว่าน้ำเต้ามีสายพันธุ์ในวงศ์เดียวกันมากกว่า 1,000 ชนิด มีแพร่หลายในเขตเส้นทรอปิก ส่วนหนึ่งได้แก่ อัลกอรอุ้ลอะซะลีย์ (น้ำเต้าหวาน), กอรอุ้ลกูซา (แฟง-ฟัก), กอรอุ้ลอะวานีย์ (น้ำเต้าใหญ่), อัลอะญัร, บิตตีค (แตงโม), ซัมมาม (แตงไทย), อัลกอวูน ต้น(บวบ), อัลลัยฟ์ (น้ำเต้าพันธุ์เลื้อยหรือแตงร้าน) และอัลฮันซ็อล (บวบขม) เป็น

 

 

8563  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / พุทรา (السِّدْرُ ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:31:40 pm
พุทรา (السِّدْرُ ) 
 
โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

              พุทรา  ชื่อไม้ต้นชนิด Zizyphus mauritiana Lamk. ในวงศ์ Rhamnaceae กิ่งมีหนาม ผลมีทั้งกลมและรี พายัพและอีสานเรียก กะทัน ทัน หรือหมากทัน ในภาษาอาหรับเรียกต้นพุทรา ว่า  อัซซิดรุ้ (السِّدْرُ ) และเรียกลูกพุทรา ว่า อันนับกุ้ (النَّبْقُ ) หรือ อันนิบกุ้ (النِّبْقُ ) หรืออันนะบัก (النَّبَقُ ) และต้นพุทราต้นเดียวเรียกว่า อัซซิดเราะฮฺ (السِّدْرَة )

 

              คำว่า ซิดริน (سِدْرٍ ) ถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 2 แห่ง คือ ในบทสะบะอฺ    อายะฮฺที่ 16 และในบท อัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 28 ซึ่งกล่าวถึง ชาวขวา” (อัศฮาบุ้ลยะมีน) ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นพุทราที่ไร้หนามในสวนสวรรค์ และคำว่า ซิดเราะฮฺ (سِدْرَةٌ ) ถูกระบุไว้ 2 แห่ง คือ ในบทอันนัจญมุ้ อายะฮฺที่ 14 และอายะฮฺที่ 16 ซึ่งกล่าวถึง ซิดเราะฮฺ อัลมุนตะฮา (سِدْرَةُ الْمُنْتَهٰى ) อันเป็นต้นไม้ในสวรรค์ชั้น อัลมะอฺวา (جَنَّةُالْمَأوٰى

 

 

              ซึ่งท่านศาสดามุฮำมัด (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ยลโฉมที่แท้จริงของท่านญิบรีล (อะลัยฮิซซลาม) ณ ต้นไม้นี้

 

เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางขึ้นสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน (อัลมิอฺรอจฺญ์) ผลของต้นไม้นี้ใหญ่ขนาดโอ่งที่ปั้นจากเมือง ฮิจรฺ ใบของมันใหญ่ขนาดใบหูของช้าง มีแม่น้ำ 4 สายไหลออกมาจากเบื้องใต้ 2 สาย เป็นแม่น้ำภายในและอีกสองสายเป็นแม่น้ำภายนอก คือ   แม่น้ำไนล์ และฟุร๊อต (ยูเฟรติส)

 

 

              ท่านอัลบุคอรีย์และมุสลิมระบุเรื่องนี้เอาไว้ ท่านอิบนุ กะซีร (ร.ฮ) ได้เล่าจากท่าน กอตาดะฮฺ (ร.ฮ) ว่า :

 

              “พวกเราเคยพูดคุยถึงต้นพุทราที่ไร้หนาม (ซิดริน มัคฎู๊ด) ส่วนพุทราในโลกนี้มีหนามและมีผลน้อย

 

              ท่าน ฮาฟิซฺ อัซซะฮฺบีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า : การอาบน้ำด้วยพุทราจะทำให้ศีรษะสะอาดหมดจดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด และจะดับความร้อน และท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ระบุถึงพุทราในการอาบน้ำศพ

 

 

              อันนะบะกุ้ (النّبق ) คือ ผลของพุทรา มีลักษณะคล้ายผลซะอฺรู๊ร (الزَّعْرُوْرُ ) รับประทานแล้วทำให้อารมณ์เป็นปกติ และเคลือบกระเพาะอาหาร ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) กล่าวว่า ผลของพุทรามีประโยชน์ในการบรรเทาอาการท้องเสีย และบรรเทาอาการดีซ่าน บำรุงร่างกายทำให้เจริญอาหาร...

 

 

              ผล พุทรามีรสหวาน กลิ่นหอม ส่วนประกอบที่สำคัญในผลพุทราคือ น้ำตาลขององุ่นและฟรุกโตส และกรดพุทรา (Acide Zizyphique) เป็นยาระบาย ลดอาการไข้ตัวร้อน ขับเสมหะ มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ออกหัด และกระเพาะเป็นหนอง ใบพุทราต้มสุกแก้ท้องเดินและขับพยาธิ ทำให้รากผม ขนแข็งแรง และมีสรรพคุณในการรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและปอด
 

 

8564  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / ทับทิม (اَلرُّمَّانُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:30:35 pm
ทับทิม (اَلرُّمَّانُ)

 

 

 โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

 
  
       
ทับทิม ชื่อไม้พุ่มชนิด Punica granatum Linn. ในวงศ์ Punicaceae เนื้อที่หุ้มเมล็ดสีแดงใสคล้ายพลอยทับทิม กินได้ เปลือกของต้น ของผล และของราก ใช้ทำยาได้ ชาวอาหรับเรียก ทับทิมว่า อัรรุมมาน” (اَلرُّمَّانُ) ผลเดียวเรียกว่า รุมมานะฮฺ (رُمَّانَةٌ ) เดิมที ทับทิมเป็นไม้ผลยืนต้นที่ขึ้นในอิหร่าน, เอเชียน้อย และภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนทั่วไป ภายหลังต้นไม้ชนิดนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก

 

 

              ใน คัมภีร์อัลกุรอาน ได้ระบุเรื่องของ ทับทิมเอาไว้ 3 แห่งด้วยกัน คือ ในบท อัลอันอาม อายะฮฺที่ 99 และอายะฮฺที่ 141 และบทอัรเราะฮฺมาน อายะฮฺที่ 68 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผลไม้ในสวรรค์ ทับทิมเป็นผลไม้ที่ผู้คนในสมัยโบราณรู้จักมาแต่เก่าก่อน พวกอิยิปต์โบราณใช้ทับทิมในการรักษาคนป่วย

 

 

               นัก วิชาการระบุว่า แหล่งกำเนิดของทับทิมอยู่ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชีย และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีปและจาก ชมพูทวีป (อินเดีย) ทับทิมก็เข้ามาแพร่หลายในอิหร่าน ต่อมาก็แพร่หลายสู่ภูมิภาคแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอิยิปต์และเข้าสู่ ยุโรปในยุคต่อมา

 

 

              ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า : ความ หวานของทับทิมมีผลดีต่อกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง มีประโยชน์ต่อลำคอ, อกและปอด ดีสำหรับอาการไอเรื้อรัง น้ำของผลทับทิมเป็นยาระบายอ่อนๆ และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ช่วยให้มีความจำดี แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีไข้ตัวร้อน กรดที่ได้จากน้ำทับทิมมีประโยชน์ต่อกระเพาะที่มีอาการอักเสบ ทำให้ปัสสาวะคล่อง บรรเทาอาการดีซ่าน และหยุดอาการท้องเสียได้ชะงัด และหยุดอาการอาเจียนคลื่นไส้ และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง...

 

 

              ทับทิม มี 3 ชนิด คือ ชนิดหวาน , เปรี้ยว และอมเปรี้ยว ทับทิมชนิดหวานมีน้ำตาลประมาณ 7-10 % มีน้ำ 81% โปรตีน 0.6% ไขมัน 0.3% มีไฟเบอร์หรือใยอาหาร 2% และมีแร่ธาตุจำพวกเหล็ก, ฟอสฟอรัส, กำมะถัน, แคลเซียม, โปตัสเซียมและแมงกานีส และมีไวตามิน C ค่อนข้างมาก สำหรับผลทับทิมที่มีรสเปรี้ยวจะมีเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลไม่มาก แต่มีกรดมะนาวสูงถึง 2% ซึ่งถือว่าในผลทับทิมมีมากกว่าในมะนาวเอง เมล็ดของทับทิมชนิดนี้มีโปรตีน 9% และไขมัน 7%

 

 

               เปลือก ภายนอกของผลทับทิมมี Tannic Acide จึงนิยมเอาเปลือกทับทิมแห้งมาบดละเอียดเป็นยาแก้ท้องเสียและอาการเป็นบิด และบรรเทาอาการเลือดออกในระบบย่อยอาหาร บางทีก็ใช้เปลือกต้มสุกเพื่อบรรเทาอาการที่ว่านี้เหมือนกัน เปลือกของผลทับทิมยังมีสรรพคุณในการขับพยาธิ เพราะเปลือกทับทิมมีสารเพลลิเธียรีน(Peletierine)

 

 

              นอก จากนี้ยังนิยมใช้เปลือกทับทิมเป็นส่วนผสมในการทำให้สีคงทน และใช้ในการฟอกหนังสัตว์ และการย้อมผิวร่วมกับเฮนน่าอฺ (เทียน) เปลือกของส่วนรากทับทิมก็มีสรรพคุณในการขับพยาธิและบรรเทาอาการท้องเสีย ดอกทับทิมที่นำมาต้มสุกก็มีสรรพคุณที่ว่าเช่นกัน และมีสรรพคุณแก้โรคเหงือก เช่น เหงือกบวม รำมะนาด เป็นต้น

 

 

              น้ำทับทิมคั้นจากทับทิมชนิดที่มีรสเปรี้ยว ช่วยป้องกันอาการเท้าและข้อบวมอักเสบ และป้องกันการเป็นก้อนนิ่วในไต ผล ทับทิมมีสารกระตุ้นทำให้มีความกระชุ่มกระชวย บำรุงหัวใจและระบบประสาท มีประโยชน์สำหรับผู้มีอาการประสาทอ่อนๆ เมื่อนำเอาน้ำทับทิมหยอดจมูกหรือผสมกับน้ำผึ้งจะช่วยรักษาอาการเยื่อโพรง จมูกอักเสบและทำให้ทางเดินหายใจสะอาดและดีสำหรับอาการจามเนื่องจากหวัดและมี น้ำมูก

8565  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / มะเดื่อ (اَلتِّيْنُ) เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 06:29:34 pm
มะเดื่อ (اَلتِّيْنُ)
โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

               ชื่อ ไม้ต้นหลายชนิดในสกุล Ficus วงศ์ Moraceae เช่น มะเดื่อปล้อง (F.racemosa Linn.) มะเดื่ออุทุมพร หรือ มะเดื่อชุมพร (F.racemosa Linn.)    ใบเกลี้ยง ผลกินได้ มะเดื่อกวาง หรือลิ้นกระบือ (F.callosa Willd.) ใบแข็งหนา ชาวอาหรับเรียก มะเดื่อว่า อัตตีน” (اَلتِّيْنُ) หรือ ตีน” (تِيْنٌ) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคำว่า ตีนในภาษาไทยแต่อย่างใด

 

 

               ใน คัมภีร์อัลกุรอาน มีอยู่บทหนึ่งเรียกว่า บทอัตตีน เพราะในอายะฮฺแรกจากบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยกับมะเดื่อ แสดงว่าผลไม้ชนิดนี้มีความสำคัญอยู่มิใช่น้อย นักอรรถาธิบายอัลกุรอานระบุว่า อัตตีน” (มะเดื่อ) ก็คือ ผลไม้ที่เรารับประทานกันอยู่นั่นเอง

 

 

               ท่าน อิบนุ อัลเญาซีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า : เหตุที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยผลมะเดื่อนั้น เพราะว่า ผลมะเดื่อเป็นผลไม้ที่บริสุทธิ์จากสิ่งเจือปนที่ทำให้ระคายคอหรืออึดอัดจน หายใจไม่ออก (กล่าวคือ กินแล้วสบายคอ โล่งคอ) และหนึ่งผลของมะเดื่อก็พอดีคำ

 

 

               มี เรื่องเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า อัตตีนและ อัซซัยตูนที่ถูกระบุเอาไว้ในบท   อัตตีน นักวิชาการอธิบายว่า อัตตีน เป็นชื่อของมัสยิดที่นครดามัสกัส และอัซซัยตูน เป็นชื่อมัสยิดที่นครบัยตุ้ลมักดิส (กรุงเยรูซาเล็ม) บ้างก็ว่า อัตตีน คือ มัสยิดที่ท่านศาสดานัวฮฺ (อะลัยฮิซซลาม) สร้างบทภูเขาญูดีย์ บ้างก็ว่า เป็นชื่อของภูเขาในผืนแผ่นดินชาม (ซีเรีย)

 

 

               แต่ ท่านอิบนุ ญะรีร (ร.ฮ) กล่าวว่า : ที่ถูกต้องคือ อัตตีน นั้นหมายถึง ผลไม้ที่ถูกรับประทาน และอัซซัยตูน ก็คือ ผลไม้ที่ถูกสกัดน้ำมันของมันออกมา” กล่าวคือ อัตตีน ก็คือ ผลมะเดื่อ และซัยตูน ก็คือ มะกอกนั่นเอง

 

 

               ชัย คฺ มุฮัมหมัด   มะฮฺมูด   อับดุลลอฮฺ   มีความเห็นว่า การสาบานในคัมภีร์อัลกุรอานจะมีรายงานมา 2 ชนิด ลางทีก็เป็นเพราะความประเสริฐ ลางทีก็เป็นเพราะคุณประโยชน์ และการสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอกนั้น มีระบุมาเนื่องด้วยคุณประโยชน์สำหรับมนุษย์

 

 

               ผล ไม้ทั้งสองเป็นทั้งเครื่องดื่ม, อาหาร, ยารักษาโรค และแกงที่ใช้จิ้ม การกล่าวผลไม้ทั้งสองคู่กันเพื่อบ่งถึงสรรพคุณที่สมบูรณ์ มะเดื่อคู่กับมะกอกเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบโดยมนุษย์สามารถหยิบกินตามที่เขา ต้องการทั้งอาหาร, ไวตามินและแร่ธาตุ

 

 

               มนุษย์ รู้จักมะเดื่อมาแต่โบราณ และปลูกมะเดื่อมามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว มะเดื่อถูกระบุไว้ในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีล เป็นไม้ยืนต้นที่แพร่หลายในเขต เมดิเตอร์เรเนียน โสเครติสและโฮมิรุส ต่างก็กล่าวถึงมะเดื่อ และพลาโต้ก็ชอบรับประทานผลมะเดื่อเป็นอันมาก ด้วยเหตุนี้จึงเรียกผลมะเดื่อว่า มิตรของนักปรัชญา

 

 

               พวก ฟินิเชียนก็นิยมใช้ผลมะเดื่อเป็นอาหารและยารักษาโรค และพวกอิยิปต์โบราณก็ใช้ผลมะเดื่อในการรักษาอาการเจ็บปวดของกระเพาะอาหาร ท่านอิบนุ ซีนา ย้ำว่า มะเดื่อมีประโยชน์เป็นอันมากสำหรับสตรีมีครรภ์และสตรีที่กำลังให้นมทารก ส่วนอัรรอซียฺ กล่าวว่า : มะเดื่อจะมีสรรพคุณลดกรดในร่างกายและขจัดผลข้างเคียงของกรด

 

 

               ท่าน อัลมุ่วัฟฟักฺ อัลบัฆดาดีย์ กล่าวว่า : ผลมะเดื่อให้สารอาหารมากที่สุดในบรรดาผลไม้ด้วยกัน มีสรรพคุณทำให้อารมณ์อ่อนโยน ดับกระหาย บรรเทาอาการไอเรื้อรัง และทำให้ปัสสาวะคล่อง การรับประทานผลมะเดื่อขณะท้องว่างมีผลดีในการเปิดหลอดอาหาร

 

ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม กล่าวว่า : ผลมะเดื่อที่ดีที่สุดคือ ชนิดที่มีเปลือกสีขาว มีสรรพคุณขับก้อนนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะและลดอาการเป็นพิษ มะเดื่อเป็นผลไม้ที่ให้สารอาหารมากที่สุด มีประโยชน์ต่ออาการเจ็บคอและหน้าอก ล้างตับและม้าม...

 

 

               ผล มะเดื่ออุดมด้วยไวตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะ B1 , B2 และ และแคโรตีนของไวตามิน A และยังมีแร่ธาตุที่สำคัญ อาทิเช่น เหล็ก , แคลเซียม และทองแดง แร่ธาตุเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเซลล์ในร่างกายและการฟอกเลือด มีประโยชน์สำหรับคนที่ขาดเลือด นอกจากนี้ผลมะเดื่อยังมีเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลระหว่าง 18-30 % ตามความสดและแห้ง ผลมะเดื่อสดปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 70 แคเลอรี ถึง 267 แคเลอรี่ เมื่อเทียบกับผลมะเดื่อแห้ง

 

 

               ด้วย เหตุนี้ผู้ที่รับประทานผลมะเดื่อจะมีกำลังวังชาและทนต่อความหนาวได้เป็น อย่างดี ในปัจจุบันมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของผลมะเดื่อออกมามากมาย แต่ดูเหมือนว่า ในบ้านเรา (เมืองไทย) ไม่ค่อยได้รับข้อมูลดังกล่าว อีกทั้งผลมะเดื่อก็เป็นผลไม้ที่หายากในบ้านเรา บางคนไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำไป คนที่เคยไปทำฮัจญ์หรืออุมเราะฮฺ ก็มักจะซื้อติดไม้ติดมือมาฝาก นั่นแหล่ะถึงจะได้กินกัน ของดีก็หายากอย่างนี้แหล่ะ เป็นธรรมดา
หน้า: 1 ... 569 570 [571] 572 573 ... 575


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap