Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: ป้อหลวงบ้าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
สิงหาคม 18, 2017, 10:14:09 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 571 572 [573] 574 575
8581  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / Re: รวมสุภาษิตเมืองเหนือ มากมายไว้หน้านี้ เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:51:50 pm
   78 โก๋ย : น.ตะกร้า
   
   77 โกบ : ก. อาการกอบเอาของ น.เปลือกมะพร้าว
   
   76 โก๋น : ก. โกนผม น.โพรง ก๋น, ก๋วน ก็ว่า
   
   75 โกด : ก.เอามือขุดเอาจำนวนมาก, นำไปมากๆ ว.มากมาย โกบ ก็ว่า 74 โก้งๆ ลายๆ : ว. กระดำกระด่าง, ก่านโก้งลายเลน ก็ว่า
   
   73 โก้งโด้ง : ว.ลักษณะผอมสูงโค้มค้อมเล็กน้อย, สูงขนาดกลางใช้คำว่าก้างด้าง
   
   72 โก้ง : ว. ต่าง ลายเป็นจุดสีที่ต่างไปจากสีพื้น ก้ง ก็ว่า
   
   71 โก่งโคโย : ก.ว. โก้งโค้ง ถ้าเล็กใช้ ก่องคอยอ
   
   70 โก่งโกะโก่งโก๋ย : ว. หลังค้อมลุกนั่งลำบากเพราะโรคภัย งก ๆ เงิ่น ๆ  
   
   69 โก่งโกะ : ก.ว.ยืนหลังโก่ง หรือค้อมหลัง
   68 โก่ง : ก. ทำให้โค้ง ว. โค้ง ค่อม ก่ง ก็ว่า
   67 โก้โหว้ : ว. หลุมหรือบ่อที่ลึกลงไป โจ้โหว้ ก็ว่า ขนาดกลางใช้ ก้อหว้อ หรือ จ้อหว้อ ถ้าขนาดเล็กใช้กี้หวี้ จี้หวี้
   66 โก่โด่ : ว. ลักษณะของสิ่งใหญ่โผล่หรือยื่นออกมา, ถ้ามีมากหลายขนาดใช้โก่โด่ เก่เด่, ถ้าขนาดกลางใช้ เก่เด่, ถ้าเล็กใช้ ก็อกด็อก โก่โด่ ก้อด้อ ก็ว่า 65 โกก : ก. คว่ำภาชนะแล้วเคาะลงโดยแรง, คว่ำหน้าเอาหน้าผากกระแทกพื้น
   64 โก๋ : ก. กู่ ส่งเสียงดัง, เอ็ดตะโร, น. 1 ค่าง น. 2 ตะโหนก 63 แก่ว : น. ลูกเต๋า ก.ซัด ทอด เท
   62 แก๋น : น. แกนไม้ ไม่เจริญ ขัดลาภ ไม่มีโชค
   61 แก็ก : ก. ตาเข เหล่ เก็ก ก็ว่า
   60 แก่ : น. เรียกผู้ใหญ่บ้านว่าแก่ อายุมาก มากเกินควร 59 แกว่น : ก. ชำนาญ คล่องแคล่ว ว่องไว
   58 แกวด : ก. ป้าย ทา แปด แขวด ก็ว่า
   57 เกี้ยว : อ้อม วกวน คดเคี้ยว
   56 เกี๋ยง : น. ขีดกา ขีดไขว้ ชื่อเดือนอ้ายของภาคเหนือ
   55 เกี๋ย : ก. ให้อาหารสัตว์ ลางแห่งใช้ เกลื๋อ
   54 เกี่ยว : ก. ตะคริว ตัดด้วยเคียว ปลอกเหล็กรัดด้ามมีด 53 เก่ย : ก่าย เกย พาด ทับ แบ่งของให้เท่าๆ กัน
   52 เกิ้ม : น. เรียกเนื้อมะพร้าว เรียกมะขามที่สุกแก่จัดจนล่อน
   51 เกิบ : น. เกือก รองเท้า บางแห่งว่า ส็อก
   50 เกิ๋น : น. พะอง บันได เลยไป มากไป
   49 กึ : ก. ประกบ สัมผัส เทียบ เอาจมูกชนแก้ม
   48 กีด : ว. คับแคบ
   47 กี่ : น. เครื่องทอผ้า, อิฐเผา ดินกี่ ดินจี่ ก็ว่า
   
   46 กี่ : น. เครื่องทอผ้า, อิฐเผา ดินกี่ ดินจี่ ก็ว่า
   
   45 กิ้ว : บิด ปวดมวน อุจจาระเป็นมูกเลือด
   
   44 กิ่ว : น. ที่คอด 43 กิ๋ว : ขนเส้นยาวเกิดตามใบหน้า คาง
   
   42 กิ้ม : ก. สั้น มักใช้กับเสื้อ เช่น เสื้อแขนกิ้ม
   
   41 หมั่นตายหลังด้าน ค้าน(ขี้คร้าน) ตายหลีงหัก : ในการทำงานใด ๆ ถ้าหักโหมทำก็จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ หากค่อย ๆ ทำไป ก็จะเป็นผลดี
   
   40 นกบ่มีขน คนบ่มีเปื้อน มันตึงขึ้นตี้สูงยาก : การจะทำอะไรการใหญ่นั้น ถ้าไม่มีคนที่จะช่วยก็จะทำอะไรได้ยากลำบาก เหมือนกับ นกที่ไม่มีขน และคนไม่มีเพื่อน จะทำอะไรสูง ๆ นั้นต้องยากลำบาก
   
   39 ต๋ามีหน้าผ่อหน้าบ่หัน : บุคคลที่ชอบจับผิดบุคคลอื่นอยู่เสมอ กล่าวหา หรือนินทา ให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย โดยที่ไม่มองดูตนเอง เรื่องราวหรือความผิดต่าง ๆ ที่ตนเองได้กระทำซึ่งมีมากมายนัก อาจจะมากกว่าบุคคลที่ตนเองกล่าวถึงก็ได้
   
   38 แมวขึ้นค่วน บ่ม่วนใจ๋หนู : แมวขึ้นไปบนเพดาน หนูที่อาศัยอยู่นั้นต้องไม่พอใจ เปรียบกับผู้ใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นสำหรับผู้น้อย ย่อมเป็นที่อึดอัดใจของบุคคลเหล่านั้น ทำให้เกิดความเกรงใจ และรู้สึก ไม่สนุกกับกิจกรรมที่จัดขึ้น
   
   37 มีลูกเหมือนเจื้อกสุบคอ มีเมียเหมือนป๋อสุบศอก : เป็นสุภาษิตสอนคนให้ระลึกถึงความทุกข์ของการที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกนี้ ย่อมหลุดพ้นจากวัฎสงสารยาก หากยังยึดติดอยู่กับกิเลสตัณหาอยู่อย่างไม่จบสิ้น
   
   36 มีนึ่งแล้วบ่ดีแอมสอง ขี่เฮือน้ำนองซ้อนสองจ้างหล้ม : เปรียบได้กับชายที่มีคู่ครองของตนเองอยู่แล้วแต่อยากได้อีกคนหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาในชีวิตครอบครัวตามมา เป็นสุภาษิตที่สอนให้รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
   
   35 ขาหน้าบ่เต้าขาหลัง : บุคคลที่แม้จะไปหลงระเริงอยู่กับสิ่งใหม่ โดยทิ้งลูกเมียหรือ ลืมบ้านเกิดอันเป็น ภูมิลำเนาเดิมของตนไว้เบื้องหลัง อย่างไรก็ตามก็ยังห่วงหาอาวรณ์ลูกเมีย ญาติพี่น้องอยู่เสมอ
   
   34 ของกิ๋นลำอยู่ตี้คนมัก ของฮักอยู่ตี้คนเปิงใจ๋ : อาหารจะอร่อยอยู่ที่คนชอบ ผู้หญิง-ผู้ชายจะรักชอบใครขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล ไม่สามารถที่จะบังคับกันได้
   
   33 ความฮู้นั้นย่อมเฮียนตันกั๋น ส่วนผหยานั้นเฮียนกั่นบ่ได้ : ทุกๆ คนสามารถเรียนเอาความรู้ได้เท่าเทียมกัน แต่ในเรื่องของความเฉลียวฉลาด ความรอบรู้นั้น ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน ไม่สามารถที่จะสอนกันได้
   
   32 คนตำต่ำต้าวนอนหงาย บ่ดีก๋ายเหยียบข้าม : คนเมื่อทำความผิดพลาดไป หรือไม่ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจหวัง ย่อมจะเสียใจเป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะซ้ำเติม หรือดูถูกเหยียดหยาม ตรงกับภาษิตภาคกลาง ไม้ล้มอย่าข้าม
   
   31 ของบ่กิ๋นฮู้เน่า ของบ่เล่าฮู้ลืม : อาหารที่เก็บไว้โดยที่ไม่ได้รับประทาน ย่อมจะบูดเน่าไปในที่สุด ตำราก็ต้องหมั่นตรวจท่องจำ ไม่เช่นนั้นก็จะลืมเลือน เปรียบเหมือนสิ่งของที่ร่ำเรียนมาแต่ไม่ได้นำไปใช้ ย่อมจะมีวันที่ลืมเลือนไปได้โดยง่าย
   
   30 กิ๋นส้มบ่ดีฮาน กิ๋นหวานบ่ดีป้ำ : กินส้มไม่ควรที่จะตัดทอนกิ่งของส้มลงหมด เพราะส้มจะออกผลบริเวณกิ่ง เมื่อตัดออกส้มจะไม่ออกผลอีก กินหวานไม่ควรที่จะตัดโคนทิ้ง เพราะจะทำให้ต้นไม้ตาย และไม่ออกผลไม้ที่มีรสหวานให้รับประทาน เป็นสุภาษิตสอนให้รู้จักการมองการณ์ไกล ไม่ควรหวังประโยชน์เพียงแค่ระยะสั้น
   
   29 หล็วกใส่ตั๋วเอาหัวเข้าฮ่ม : บุคคลที่มีความเห็นแก่ตัว ชอบเอาตัวรอดเพียงคนเดียว โดยไม่ได้ห่วงใยคนอื่นหรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่น อยู่ที่ไหนก็มักจะเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอ
    
   28 ไม้ต้นเดียวบ่เป๋นก๋อ ป๋อต้นเดียวบ่เป๋นเหล่า : คนเราไม่สามารถที่จะอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียว และไม่สามารถที่จะทำงานใหญ่ได้สำเร็จลงได้ตามลำพังต้องประสานและพึ่งพาบุคคลอื่น
   
   27 เมื่อจะกิ่วขอหื้อกิ่วคองู เมื่อจะอูขอหื้ออูคอจ๊าง : เมื่อถึงเวลาตกอับก็จงทำตัวให้เหมือนงู งูถึงคอมันจะเล็กก็ยังชูคอได้อย่างสง่าไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำได้ เมื่อถึงเวลาร่ำรวยก็ขอให้ร่ำรวยจริงเหมือนดังช้างที่มีตัวและลำคอใหญ่โตไม่ใช่รวยแต่เปลือกนอก
   
   26 ไปเมืองใดก็หื้อเอาไฟเมืองนั้น : ให้รู้จักการวางตนให้เหมาะสมในสถานที่ต่าง ๆ อย่าทำตัวต่างจากคนอื่นมากนัก ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม"
   
   25 จับใจ๋แฮ้ง บ่แหน้นใจ๋ก๋า จับใจ๋หมอยา พยาธิบ่สู้ : คนเราต่างจิตต่างใจชอบกันไปคนละอย่าง
   
   24 งัวตั๋วใดกิ๋นหญ้าแผกหมู่ กันบ่ต๋ายเป๋นห่าก็ต๋ายเสือขบ : เป็นสุภาษิตสอนให้คนอยู่รวมเป็นหมู่พวก ถ้ามีพฤติกรรมผิดแผกแปลกไปจากบุคคลอื่น ในที่สุดบุคคลนั้นก็จะไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย กลายเป็นคนที่โดดเดี่ยว และไม่สามารถแก้ปัญหาตามลำพังได้
   
   23 ก้อนหินขว้างซัด ถูกตี้หินขัง จ้างหุมขะนัง สะต๊อนใส่หน้า : การจะทำสิ่งใดก็ตามควรคิดให้ดีก่อนลงมือทำ ให้ระมัดระวังผลที่จะสะท้อนกลับเข้าหาตนเอง เช่น ถ้าทำร้ายผู้อื่น ผลร้ายจะกลับมาถึงตน พูดให้ร้ายบุคคลอื่นตัวเองก็จะเป็นแบบนั้น
   
   22 เงินคำเป๋นเจ้า เข้าเป๋นนาย : เงินทองสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอย ซื้อเกือบทุกสิ่งที่เราต้องการ ข้าวมีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์เช่นกัน เลี้ยงมนุษย์ทั้งโลกควรยกย่อง สุภาษิตได้กล่าวถึงให้รู้จักคุณค่าของเงินทองและข้าวของ ไม่ควรที่จะเหยียบย่ำหรือใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย โดยไม่คิดเสียก่อน  
   
   21 งาจ๊างหักขำเศิก นอนหลับเดิกบ่เสียก๋าร : เมื่อลงมือทำงานอะไรแล้วจะต้องทำอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับช้างศึกที่รบในศึกสงครามแม้ว่างาช้างจะหักกลางระหว่างการสู้รบ ก็จะต้องสู้ต่อไปจนกว่าจะรู้ผล
   
   20 ขว้ำมือเป๋นลาย หงายมือเป๋นดอก : บุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานได้หลายประเภทในการทำงานแต่ละครั้งก็สามารถสร้างรายได้ให้จำนวนมาก
   
   19 อู้กับคนไบ้เหมือนผ่าไม้ตั้ดต๋า อู้กับคนมีผหยาเหมือนผ่าไม้โล่งปล้อง : "พูดกับคนไม่มีปัญญาเหมือนผ่าไม้ตรงตาไม้ แต่พูดกับคนที่มีปัญญา เหมือนผ่าไม้ได้ตลอดทั้งปล้อง" เป็นสุภาษิตใช้เปรียบเทียบการใช้งานระหว่างคนฉลาดกับคนโง่ การให้คนโง่ทำกิจการหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมเป็นการยากที่จะสำเร็จ ตรงข้ามกับการใช้คนฉลาดย่อมจะทำให้งานหรือกิจการนั้นสำเร็จมากกว่า คนฉลาดมักจะได้เปรียบเสมอในการทำกิจการงานต่างๆ
   
   18 เหล็กบ่เหลี้ยมเปิ้นบ่เอาจี คนบ่ดีเปิ้นบ่ใจ๊ : เหล็กที่ไม่แหลมคม จะไม่เอามาใช้ คนไม่ดีไม่มีใครอยากจะเรียกใช้งาน เป็นสุภาษิตสอนผู้ที่เป็นหัวหน้าให้รู้จักเลือกใช้คน คนที่ไม่ดี หรือไม่มีความขยันอดทน หรือขาดความฉลาดไม่ควรที่จะนำมาใช้งานบางอย่าง เพราะอาจจะทำให้งานนั้นไม่สำเร็จลุล่วงได้
   
   17 นกบ่บินบ่จ้างก๋ำปีกมันอ้า ควายบ่กิ๋นหญ้าบ่จ้างข่มเขามันลง : นกที่ไม่ชอบบิน ถึงแม้จะใช้มือจับปีกมันอ้า มันก็ไม่บิน ควายไม่กินหญ้าถึงข่มเขาให้มันลงกินหญ้ามันก็ไม่กิน เปรียบเหมือนกับคน สิ่งใดงานใดที่เขาไม่ชอบไม่ควรจะบังคับฝืนใจ ผลที่ออกมาจะไม่ดีเท่าที่ควร
   
   16 กบบ่หื้อเกี้ยด เขียดบ่หื้อต๋าย : สอนเกี่ยวกับการถนอมน้ำใจของทั้งสองฝ่าย เตือนคนที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารให้รู้จักถนอมน้ำใจลูกน้องยามที่มีปัญหาขัดแย้งกัน
   
   15 อ้าปากบ่หลมเข็ม : คนที่มีปากแล้วพูดไม่ออก เพราะเมื่อพูดออกไปจะมีผลทำให้เกิดความเดือดร้อน หรือเป็นอันตรายต่อผู้พูดได้ ตรงกับสุภาษิตภาคกลางว่า "น้ำท่วมปาก"
   
   14 ปากได้ไปเปลื๋อง : การพูดมากจนเกินไป เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึง คนที่พูกเก่ง พูดคล่อง สามารถใช้คำพูดแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น กับตัวเองจากเหตุการณ์ที่ไม่ดีให้กลายเป็นดีได้ บุคคลประเภทนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีสามารถเข้ากับคนได้ทุกประเภท
   
   13 ตุ๊มผ้าลายหมาเห่า ค้นกำเก่าจ้างผิดกั๋น : ไม่ให้พูดในสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรื้อฟื้นมาพูดกันอีก อาจเกิดการทะเลาะวิวาทกันได้
   
   12 กำปากว่าไป เอาตี๋นย่ำไว้ : บุคคลที่ไม่มีสัจจะในคำพูด ชอบพูดจาให้สัญญากับบุคคลอื่นไว้มาก เพื่อต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากผู้อื่น บุคคลจำพวกนี้มักไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเองเคยพูดไว้
   
   11 กำบ่มีไผบ่ว่า นกจับปล๋ายคา บ่ตั๋วปู๊ก่อตั๋วแม่ : เรื่องที่นำมาพูดกันใหญ่โตนั้นถึงจะไม่เป็นความจริงทั้งหมด แต่ก็มีเนื้อความอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "ไม่มูลหมาไม่ขี้"
   
   10 เก๊ามันเต้าเหล้มเข้ม ปล๋ายมันเต๋มแม่น้ำ : เรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ถูกขยายให้มีความมากเกินความเป็นจริง มากเรื่องมากความไม่รู้จักจบสิ้น กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้
   
   9 กิ๋นหื้อปอคาบ หาบหื้อปอแฮง แป๋งหื้อปอใจ๊ ไข้หื้อปอนอน : ก่อนจะทำอะไรให้รู้จักประมาณตนเอง ไม่ทำไปจนเกินความพอดี
   
   8 ปั๋นกั๋นกิ๋นคนน้อย กิ๋นคนเดียวจ้างแก๊น : มีอะไรก็ให้รูจักแบ่งปันกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
   
   7 ถ้วยแตกแล้ว เอามาเตาะต่อกั๋น ตี้ไหนจามัน จะหายแตกร้าว : เปรียบเหมือนคนเฮาก่อนจะอู้ออกไป บ่กึ้ดหน้ากึ้ดหลังก่อน แล้วจะมาแก้ตั๋วกำหลัง มันก่ เหมือนถ้วยชามตี้แตกร้าวไปเหียแล้ว เตาะต่อกั๋นใหม่ หยั่งใดมันก่ ตึงบ่เหมือนเก่า  
   
   6 สวรรค์มีอยู่ในอก หม้อนะฮกมีอยู่ในใจ๋ หม้อไฟมีอยู่ตี้ปาก ความตุ๊กความยาก อยู่ตี้ตี๋นกับมือ : คนเฮาทำความดีก่ มีสุข ทำความบ่ดีก่ มีตุ๊ก อู้ดี ก่ เป๋นศรีแก่ปาก อู้บ่ดี ก่ ฮ้อนเป๋นไฟ อยู่ไหนกิ๋นไหนบ่เป๋นต๋าสุข จะได้ดี ได้ยาก ก่ อยู่กับตี๋นกับมือของตั๋วเก่าทั้งนั้น  
   
   5 ก้นหม้อบ่ฮ้อน บ่เป๋นแต่ไห มันเป๋นแต่ไฟ บ่าใจ่กับหม้อ :
อย่าด่วนตัดสินใจสาเหตุของปัญหา ควรพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน
   
   2 หล๊วกบ้านนอก บ่เต๊าซอกป๊อกในเวียง หล๊วกในเวียง บ่เปียงขี้คอก หล๊วกขี้คอก บ่เต๊าวอกขี้ยา :
ฉลาดบ้านนอก ไม่เท่ากระจอกในเมือง ฉลาดในเมือง ยังไม่เคียงขี้คุก ฉลาดขี้คุก ยังไม่เท่ากับความกระล่อน เจ้าเล่ห์ ของพวกขี้ยาทั้งหลาย  
   
   1 จุ๊หมาน้อยขึ้นดอย : หลอกกันให้เชื่อใจ แล้วก็ทิ้งกันไป
   ที่มาของกระทู้ทั้งหมด
8582  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / Re: รวมสุภาษิตเมืองเหนือ มากมายไว้หน้านี้ เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:41:09 pm
115 ตุ๊มผ้าลายหมาเห่า ค้นกำเก่าจ้างผิดกั๋น : ตุ๊มผ้า หมายถึง ห่มผ้า กำเก่า หมายถึง คำพูดเดิม เรื่องราวเดิม สุภาษิตที่ใช้สอนบุคคลอื่นไม่ให้พูดในสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะต้องรื้อฟื้นมาพูดกันอีก อาจเกิดการทะเลาะวิวาทกันได้  

114 ต๋ามีหน้าผ่อหน้าบ่หัน : ผ่อ หมายถึง มอง ดู บ่หัน หมายถึง ไม่เห็น "ตามีที่หน้า แต่มองหน้าตนเองไม่เห็น" กล่าวถึง บุคคลที่ชอบจับผิดบุคคลอื่นอยู่เสมอ กล่าวหา หรือนินทา ให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย โดยที่ไม่มองดูตนเอง เรื่องราวหรือความผิดต่าง ๆ ที่ตนเองได้กระทำซึ่งมีมากมายนัก อาจจะมากกว่าบุคคลที่ตนเองกล่าวถึงก็ได้  

113 ใคร่หื้อเปิ้นฮักยากนักจักหวัง ใครหื้อเหิ้นจังกำเดียวก็ได้ : จัง หมายถึง เกลียด ชัง กำเดียว หมายถึง ประเดี๋ยวเดียว "อยากให้คนอื่นรักยากมากที่จะหวังให้เขารักได้ อยากให้คนอื่นเกลียดชัง เดี๋ยวเดียวก็ได้" การที่จะทำให้คนอื่นมารักเรานั้นทำได้ยาก ต้องอาศัยเวลา และความพยายาม ความอดทน แต่การทำให้คนอื่นเกลียดนั้น เพียงแค่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อยที่ขัดใจเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คนอื่นเกลียดเราได้

112 ควันไฟไผห่อบ่กุ้ม : บ่กุ้ม หมายถึง ไม่ทั่วถึง "ควันไฟ ไม่มีใครที่จะไปห่อหุ้มให้มิดชิด" ย่อมที่จะล่องลอยออกมาให้เห็น เปรียบเทียบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้จะพยายามปกปิดให้เป็นความลับมากเพียงใด ในที่สุดเรื่องราวความลับนั้นย่อมถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด  

111 กำปากว่าไป เอาตี๋นย่ำไว้ : กำปาก หมายถึง คำพูด ย่ำ หมายถึง เหยียบ "พูดไปเรื่อย ๆ เอาตีนเหยียบไว้" กล่าวถึงบุคคลที่ไม่มีสัจจะในคำพูด ชอบพูดจาให้สัญญากับบุคคลอื่นไว้มาก เพื่อต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากผู้อื่น บุคคลจำพวกนี้มักไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเองเคยพูดไว้   110 กำบ่มีไผบ่ว่า นกจับปล๋ายคา บ่ตั๋วปู๊ก่อตั๋วแม่ : คา หมายถึง หลังที่ทำจากใบคา ตั๋วปู๊ หมายถึง ตัวผู้ ตั๋วแม่ หมายถึง ตัวเมีย "เรื่องราวไม่มีมูลความจริง ไม่มีใครพูดถึง นกเกาะหลังคา ไม่เป็นตัวผู้ก็เป็นตัวเมีย" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึงว่าเรื่องราวที่นำมาพูดกันใหญ่โตนั้นถึงจะไม่เป็นความจริงทั้งหมด แต่ก็มีเนื้อความอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "ไม่มูลหมาไม่ขี้"  

109 กิ๋นเข้า หื้อไว้ต่าน้ำ : เข้า หมายถึง ข้าว ต่าน้ำ หมายถึง เผื่อน้ำ "กินข้าวให้เผื่อน้ำ" เป็นสุภาษิตที่สอนในเรื่องการกินการอยู่ หรือการทำงานควรทำแต่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป   108 ตกต่าเปิ้นหน้าดีใคร่หัว ตกต่าตั๋วเป็นดีใครไห้ : ถึงตอนคนอื่นทำผิดแล้วหัวเราะเยาะสมน้ำหน้า ถึงทีตัวเองบ้างแล้วอยากร้องไห้ สอนไม่ให้ซ้ำเติมคนอื่นคิดถึงใจเขาใจเราบ้าง 107 ลุกเจ๊ากินผักตางป๋าย ลุกขวายกินผักตางเก๊า : สอนให้เป็นคนขยันหมั่นเพียรตื่นแต่เช้าเพื่อไปเก็บผักจะได้ผักยอดอ่อน หากตื่นนอนสายจะได้กินแต่โคนผักเพราะผักถูกคนอื่นเก็บไปหมดแล้ว  

106 ปล๋าตั๊วหลวงต๋ายน้ำตื้น : คนที่เก่งมีความสามารถเคยแก้ปัญหาที่ยากมาแล้วแต่เมื่อเจอปัญหาที่ง่ายแต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ 105 บ่ตันเข้าป่าก็หันเสือ : เพียงแค่เริ่มก็มีอุปสรรคให้เห็นแล้ว   104 คนเหล็วก๊าใกล้ คนใบ้ก๊าไก๋ : คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาดเสมอ และคนฉลาดจะได้เปรียบในทุกด้าน  

103 ขะล่มต้มต้ำ : ว. เสียงโครมคราม ขะโล่มโต้มต้าม

102 ขะยือ : น. ม่องคร่อ โรคหืด ขางขะยือ ก็ว่า

101 ขะยึก : ก. กระตุก ขยับขะเยื้อน เคลื่อนเล็กน้อย

100 ขะยม : น. เด็กวัด ขะโยม ก็ว่า

99 ขะย็อกขะย่อน : ว. ขยักขย่อน คลื่นไส้ พะอืดพะอม

98 ขะมุกขะหมัว : ว. สาง จวนสว่าง จวนมืด

97 ขะแมบๆ : ว. พะงาบๆ เช่นอ้าบากหายใจเหนื่อย 96 ขะมุกขะมุ่น : ว. คลื่นไส้ คลื่นเหียน พะอืดพะอม

95 ขะปวง : น. พวงมาลัย 94 ขะปื๋ : น. กฎ ระเบียบ 92 ขะหม่อม : น. กระหม่อม  

91 ขะแนม : ส. หากว่า เพียงแต่ว่า

90 ขะแนง : น. ทะลายอย่างมะพร้าว

89 ขะเน : ก. กะ ตะเน คาดการณ์ คะเน ก็ว่า

88 ขะนุ่น : น. ไยฟูอย่างสำลี นุ่น

87 ขะนิ้ง : น. น้ำค้างแข็ง 86 ขะนัง : ก. ทำด้วยกำลัง เช่น ขว้าง ตี ทุบ เอาไป คะนัง ก็ว่า

85 ขะตึกอึกหนา : ว. คับคั่ง, ใหญ่โต หรูหรา มีหลักฐาน

84 ขะตึก : น. ตึกก่อด้วยปูน

83 ขะดาน : น. กระดาน 82 ขะด็อกขะแด็ก : ว. ืกระดอนขึ้น-ลง กระด็อกขะดอน ก็ว่า

81 ข๋ะใจ๋ : ก. เร็วๆ ไวๆ รีบร้อน

80 ข๋ะโจมหัว : น. ชฎา มงกุฎ ขะจุ๋ม ก็ว่า

79 เก๋าะ : น.หาดทราย

230 ขง : ก. กลัดเลือดหนองในผิวกาย น. กรุง เมือง กรงขังสัตว์ ก. เสียงดังกังวาน เช่น เสียงขง-เสียงดีฟังเพราะ

229 ข๋กหยก : ก. โขยกเขยก หกขะหยก-วิ่งโขยกเขยก 228 ขะหยุ็กขะหยุย : ว. ยุ่ง ไม่เป็นระเบียบ

227 ข้ำเขือก : ว. โกลาหน สับสน วุ่นวาย 226 ขะอูบ : น. ผอบ ขะอูบแก้ว ก็ว่า

225 ขะออม : น. ภาขนะบรรจุน้ำ   224 ขะแหย็ก : ว. อาการสั่นหรือกระตุก ขะหย็อก ก็ว่า

223 ขะหลำ : น. หำ อัณฑะ หำ ก็ว่า

222 ขะแลขะแจ : ว. แตกกระจัดกระจาย ระส่ำระสาย 221 ขะลึกตึกตั้ก : ว. เสียงโครมคราม ขะโล่มโต้มต้าม ก็ว่า

220 กำจ๋าหอมเป๊ตเปี้ยงดอกไม้ ยามบิดจากขวั้นมาดม : คำพูดไพเราะนั้นเปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม ตอนที่เด็ดจากกิ่งมาใหม่ ๆ  

219 ก๋ามะตั๋ณหา ปาหื้อล่วงล้ำ บังเกิดไหม้ สันดาน : กามตัณหาทำให้คนล่วงละเมิดโดยไม่มีความละอายต่อบาป เพราะตัณหานั้นแผดเผาสันดาน

218 ก้อนหินขว้างซัด ตั๊ดตี้แข็งขัน จ้างหุมขะนัง : ก้อนหินเอาไปขว้างปาเข้าที่แข็ง ๆ มันมักจะกระดอนกลับมาโดนคนขว้างเอง ความหมายนั้น หมายถึงเราไปเกิดเรื่องราวเป็นคดีความกับผู้มีอิทธิพล ย่อมจะเสียเปรียบทุกประตู  

217 ไก่เกยจน คนเกยฟ้อน : หมายความว่าคนเราเคยทำอะไรมาก่อน ย่อมจะมีนิสัยนั้น ๆ ติดตัวมา ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลง นิสัยอันนั้นได้ง่าย ๆ หรืออีกความหมายหนึ่ง คนที่เคยมีอะไรด้วยกันอย่างล้ำลึกครั้นเมื่อ โอกาส ที่มาถึงก็ย่อมจะกระทำในสิ่งที่เคยทำนั้นได้อีก โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมหรือไม่  

216 ก้นตั้งฟาก ปากตั้งข้าว : หมายความว่าเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ เวลาทำไม่ยอมช่วยเหลือ เมื่อถึงเวลากินกลับเข้ามา นั่งกินอย่างหน้าด้าน ๆ

 215 กันย้ายสวนอ้อย มาจูปากจ๊าง จ้างเป๋นข่าวงแก้ว : หากว่าย้ายสวนอ้อยมาให้ช้างกิน มันก็จะหมดเรียบเตียนโล่งเหมือนลานมัดโคกระบือ

214 กำปากเหมือนดังผีสอน ผ่อตี้นอนอย่างหม้งกระต่าย : คำพูดนี้ไพเราะอ่อนหวานมีคารมคมคาย แต่ที่นอนรกรุงรังเหมือนรังกระต่าย

213 กิ๋นข้าวกับจิ๊น ข้าวยัง กิ๋นข้าวกับหนัง ข้าวเสี้ยง : กินข้าวกับเนื่อข้าวเหลือเนื้อหมด กินข้าวกับหนังข้าวหมดหนังเหลือ

212 กันว่าจะมัด บ่ต้องมัดด้วยหวาย อู้กั๋นบ่ดาย : หากว่าจะมัด ไม่ต้องใช้หวายผูก นั่งพูดคุยกันเฉย ๆ มันไม่ออกรสเหมือนมีสุรามาวางข้าง ๆ

211 กันว่าจะมัด บ่ต้องมัดด้วยป๋อ กำปากกำคอมัดกั๋นก็ได้ : หากว่าจะมัดไม่ต้องมัดด้วยเชือก คำพูดนั่นแหละเอามัดจิตใจกันได้

210 กิ๋นหื้อปอคาบ หาบหื้อหื้อปอแฮง แป๋งหื้อปอใจ๊ : รับประทานให้เต็มมื้อ หาบของให้หาบพอกับกำลังวังชา ทำอะไรก็ทำให้พอดีไม่มาก หรือน้อย จนเกินไป ยามไม่สบายก็ให้นอนพัก หมายถึงว่าไม่สบายเต็มที่ถึงค่อยนอนรักษาตัว  

209 ก้มหน้าดูแผ่นดินเมือง จังรุ่งเรืองไปวันตางหน้า : ให้ก้มหน้าดูแผ่นดิน เพราะวันหน้าอาจจะได้รับความเจริญรุ่งเรือง หมายความว่าให้มีความ เจียมตัวตน ขยันขันแข็งประกอบสัมมาชีพ เพราะวันข้างหน้าอาจจะร่ำรวยขึ้นมา  

208 เกิดตะวา มืนต๋าตะเจ๊า จะไปฟังแก่เฒ่ากั๋นเลย : เกิดเมื่อวันวาน ลืมตาเมื่อเช้า อย่าเพิ่งอยากจะรีบแก่เฒ่ากันไปเลย

207 แก่ย้อนกิ๋นข้าว เฒ่าเพราะปี๋เดือนวัน บ่ได้สำคัญอยู่ตี้อายุ : แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะเกิดนาน ไม่ได้สำคัญที่อายุ เพราะอายุเป็นเพียงตัวเลข

206 กินข้าวบ่ลำมันจ้างลำเมื่อตอน เมียบ่งามจ้างงามเมื่อนอน : รับประทานอาหารไม่อร่อยมักจะอร่อยมื้อกลางวัน ผู้ที่มีเมียไม่สวย มักจะสวยงามที่สุด เมื่อยาม นอนด้วยกัน  

205 กลั๋วล้ำจ้างต๋าย อายล้ำจ้างต้าว : กลัวมากเกินไปก็จะพาตายเอาง่าย ๆ หรือเกิดความอายมาก ๆ ก็จะทำให้สะดุดล้มลง เป็น คำสั่งสอนสำหรับคนที่ไม่มีความกล้า หรือคนที่ขลาดกลัวไม่มีความตัดสินใจที่แน่นอน


204 กบใกล้ปากงู หนูใกล้บอกไม้ จิ๊นเน่าใกล้ดังแมว : กบอยู่ใกล้งู หนูอยู่ใกล้กระบอกไม้ไผ่ เนื้อเน่าอยู่ใกล้จมูกแมว เป็นของที่อยู่ใกล้กัน ไม่ได้ ความหมายคล้าย ๆ กับภาษิตของภาคกลางที่ว่า น้ำตาลใกล้มด  

203 อย่าอวดสูงกว่าป้อแม่ อย่าอวดแก่กว่าอาจารย์ : "อย่าคิดว่าตนเองสูงส่ง หรือฉลาดกว่าพ่อแม่ อย่าคิดว่าตนเองเก่ง ฉลาดกว่าครูอาจารย์" เป็นสุภาษิตสอนคนให้มีความเคารพ นับถือบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดา และครูอาจารย์ เพราะท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีพระคุณและมีประสบการณ์มากกว่าเรา  

202 หัวควายแห้งจนกั๋น : จนกั๋น หมายถึง ชนกัน "หัวควายแห้งชนกัน" หัวควายที่แห้งแล้ว และนำมาชนกันย่อมเกิดการสึกกร่อน เป็นสุภาษิตสอนชายหนุ่ม หญิงสาวที่กำลังหาคู่ครองให้รู้จักเลือกเอาคนที่มีฐานะดี จะได้เกื้อกูลกันได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีฐานะยากจนเหมือนกัน ชีวิตการครองเรือนก็จะลำบาก

201 เยียะไฮ่ไกล๋ต๋า เยียะนาไกล๋บ้าน : "การทำไร่ไกลตา การทำนาไกลบ้าน" ย่อมยากแก่การดูแลรักษา มักถูกรบกวนจากศัตรูพืชและมนุษย์อยู่เสมอ เป็นสุภาษิตสอนคนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก ความรักมักแพ้ความใกล้ชิด ความห่างไกลมักทำให้เกิดความห่างเหินจนทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจได้  

200 มืนต๋ากว้างผ่อตางยาง เป๋นฮ้างเป๋นสาวหื้อผ่อถี่ถี่ : มืนต๋า หมายถึง ลืมตา่, ผ่อ หมายถึง ดู มอง, ตาง หมายถึง ทาง, ถี่ หมายถึง รอบคอบ ละเอียด "ลืมตาให้กว้างเพื่อดูทางข้างหน้า เป็นหญิงสาวก็ต้องเลือกหาคู่ครองให้ดีคิดให้รอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจ" สอนคนให้รู้จักคิด ตัดสินใจกระทำสิ่งใดลงไป ควรนึกถึงผลได้ผลเสียและไม่ควรเห็นแก่ประโยชน์ในปัจจุบันให้มองไกลถึงอนาคตด้วย  

199 มีลูกเหมือนเจื้อสุบคอ มีเมียเหมือนป๋อสุบศอก : สุบ หมายถึง สวม ใส่, ป๋อ หมายถึง เส้นใยที่ได้จากเปลือกของต้นปอสามารถนำมาฟั่นเป็นเส้นเชือกได้ "มีลูกเหมือนเชือกสวมคอ มีภรรยาเหมือนมีเชือกปอมาสวมข้อศอก" เป็นสุภาษิตสอนคนให้ระลึกถึงความทุกข์ของการที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกนี้ ย่อมหลุดพ้นจากวัฎสงสารยาก หากยังยึดติดอยู่กับกิเลสตัณหาอยู่อย่างไม่จบสิ้น  

155 ใจ๋ใสเป๋นบุญ ใจ๋ขุ่นเป๋นบาป : "ใจใสเป็นบุญ" จิตใจที่สะอาด บริสุทธิ์ คิดหวังให้ผู้อื่นมีแต่ความสุข ผู้คิดย่อมมีความสุขใจไปด้วย "ใจขุ่นเป็นบาป" จิตใจที่คิดมุ่งร้ายเต็มไปด้วยเรื่องขุ่นมัว ความอิจฉาริษยา ทำให้ผู้คิดมีแต่ความทุกข์ใจไม่สบายใจ ตรงกับภาษิตภาคกลางว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ"  

154 จะไปโลำอำต๋าจั้ง จะไปนั่งกาประตู๋ : อำ หมายถึง พราง ปกปิด, กา หมายถึง คา "จะไปโลภโกงตาชั่ง จะไปนั่งคาปากประตู" มีความหมายเปรียบเทียบว่าจะทำอะไรให้กระทำด้วยความซื่อสัตย์ ซื่อตรง จะทำให้เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป

153 คนแก่ดีเพราะฟังธรรม คนใจดำบ่หันตุ๊เจ้า : "คนแก่จะดีเพราะฟังธรรม คนใจดำไม่มีทางที่จะเห็นพระ" เป็นสุภาษิตกล่าวถึงคนแก่ที่เข้าวัดทำบุญฟังธรรมอยู่เสมอ ทำให้เป็นบุคคลที่มีจิตใจเมตตาลูกหลานรักใคร่ดูแลเอาใจใส่ให้ความเคารพนับถือ ตรงกันข้ามกับคนแก่ที่ไม่เคยทำบุญ หรือเข้าวัดก็จะไม่มีโอกาสเห็นพระ ไม่เห็นทางสว่าง คนแก่ประเภทนี้จะมีจิตใจคับแคบ ลูกหลานไม่ชอบ มักถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง

152 ใคร่เป๋นเจ้าหื้อหมั่นเฮียนคุณ ใคร่เป๋นขุนหื้อหมั่นเฝ้าเจ้า : คุณ หมายถึง ศาสตร์แขนงหนึ่ง "อยากเป็นเจ้านายคนต้องขยันเรียน อยากเป็นใหญ่ต้องใกล้ชิดเจ้านาย" เป็นสุภาษิตใช้สอนผู้ที่อยากประสบความสำเร็จ ในชีวิตด้านใดๆ ให้มีความขยันตั้งใจและปฏิบัติอย่างจริงจัง  

151 ความฮู้นั้นย่อมเฮียนตันกั๋น ส่วนผหยานั้นเฮียนกั่นบ่ได้ : ผหยา หมายถึง ความเฉลียวฉลาด "ความรู้ย่อมที่จะเรียนทันกันได้ แต่ความฉลาดเฉลียวของคนเรียนกันไม่ได้" เป็นสุภาษิตสอนให้รู้ว่าทุกๆ คนสามารถเรียนเอาความรู้ได้เท่าเทียมกัน แต่ในเรื่องของความเฉลียวฉลาด ความรอบรู้นั้น ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน ไม่สามารถที่จะสอนกันได้  

150 คนเฮาใหญ่แล้วบ่ต้องมาสอน จิ้งหีด แมงจอน ไผสอนมันเต้น : จิ้งหีด หมายถึง จิ้งหรีด, แมงจอน หมายถึง แมงกระชอน, ไผ หมายถึง ใคร "คนเราโตๆ กันแล้วไม่ต้องสั่งสอนกันให้มาก แมงกระชอนไม่มีใครสอน มันก็เต้นเองได้" เป็นสุภาษิตสอนคนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง ไม่หวังพึ่งหรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตลอดเวลา บางสิ่งบางอย่างสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง  

149 คนใหญ่สุบหมวดหิ้น : คนใหญ่ หมายถึง คนที่มีรูปร่างใหญ่โต, สุบ หมายถึง สวม, หิ้น หมายถึง เกรียน สั้นมาก "คนตัวโตสวมหมวกเกรียน" ซึ่งไม่เหมาะสมกับร่างกาย เมื่อการกระทำสิ่งใดก็ตามควรแยกแยะพิจารณาถึงความเหมาะสมเป็นสำคัญ จึงจะสามารถได้รับผลประโยชน์จากสิ่งที่กระทำลงไปอย่างครบถ้วน  

148 คนตำต่ำต้าวนอนหงาย บ่ดีก๋ายเหยียบข้าม : ต้าว หมายถึง หกล้ม, บ่ดีก๋าย หมายถึง ไม่ควรผ่าน ไปใกล้ เฉียด คนเมื่อทำความผิดพลาดไป หรือไม่ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจหวัง ย่อมจะเสียใจเป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะซ้ำเติม หรือดูถูกเหยียดหยาม ตรงกับภาษิตภาคกลาง ไม้ล้มอย่าข้าม  

147 คนฉลาดอย่าปะหมาดคนง่าว : ปะหมาด หมายถึง ดูถูก ดูแคลน, ง่าว หมายถึง โง่ เป็นสุภาษิตสอนคนให้มีสติมีความระมัดระวังในการกระทำ อย่าคิดว่าตนเองฉลาดและคิดว่าคนอื่นโง่ ทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน งานบางอย่างคนฉลาดทำไม่ได้ต้องจ้างหรือขอคนโง่ทำให้  

146 ของบ่กิ๋นฮู้เน่า ของบ่เล่าฮู้ลืม : บ่เล่า หมายถึง ไม่ท่องจำ อาหารที่เก็บไว้โดยที่ไม่ได้รับประทาน ย่อมจะบูดเน่าไปในที่สุด ตำราก็ต้องหมั่นตรวจท่องจำ ไม่เช่นนั้นก็จะลืมเลือน เปรียบเหมือนสิ่งของที่ร่ำเรียนมาแต่ไม่ได้นำไปใช้ ย่อมจะมีวันที่ลืมเลือนไปได้โดยง่าย  

145 กันใคร่หัว ก็ใคร่หัวแต๊ๆ : แต๊ๆ หมายถึง จริงๆ "ถ้าหัวเราะก็ให้หัวเราะอย่างเต็มที่ หัวเราะจริงๆ" เป็นสุภาษิตสอนในเรื่องของการกระทำสิ่งต่างๆ ให้มีความจริงใจในการกระทำและทำอย่างจริงจัง

144 กำอู้หล็วก หาใส่ตั๋วไว้นักๆ : "กำอู้หล็วก หาใส่ตั๋วไว้นักๆ" หมายถึง สิ่งที่ดีๆ ที่ช่วยเสริมสร้างสติปัญญาให้หาใส่ตัวไว้ให้มาก เป็นสุภาษิตสอนเรื่องการขวนขวายหาความรู้ให้ตัวเอง เพราะความรู้จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้โดยไม่ถูกเอาเปรียบมากนัก  


143 กำกึ้ดดีขายสลีนอนสาด : กำกึ้ด หมายถึง ความคิด, สลี หมายถึง ที่นอนทำด้วยนุ่น, สาด หมายถึง เสื่อ ทำด้วยพืชชนิดหนึ่ง "ความคิดดีขายสลีนอนเสื่อ" เป็นสุภาษิตที่พูดประชดว่ากล่าวบุคคลที่สิ้นคิด ไม่รู้จักขยันและแสวงหาทรัพย์สินเพิ่มเติม สิ่งใดที่มีค่ามีราคาพอขายได้ก็จะขาย แม้ยามยากจนได้นอนที่นอน ก็จะขายที่นอนนั้นอีกแล้ว แล้วไปนอนเสื่อแทน

142 กิ๋นหื้อปอต๊อง หย้องหื้อปอตั๋ว : หย้อง หมายถึง แต่งตัวด้วยเครื่องประดับ, ประดับประดา "รับประทานอาหารให้พอดีกับท้อง แต่งตัวให้เหมาะสมกับตนเอง" เป็นสุภาษิตที่สอนให้รู้จักการประมาณตนในการกินการใช้ การแต่งตัวควรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเองไม่กระทำในสิ่งที่เกินฐานะของตน  

141 กิ๋นส้มบ่ดีฮาน กิ๋นหวานบ่ดีป้ำ : ฮาน หมายถึง ตัดทอน ป้ำ หมายถึง ตัดถึงโคนต้น กินส้มไม่ควรที่จะตัดทอนกิ่งของส้มลงหมด เพราะส้มจะออกผลบริเวณกิ่ง เมื่อตัดออกส้มจะไม่ออกผลอีก กินหวานไม่ควรที่จะตัดโคนทิ้ง เพราะจะทำให้ต้นไม้ตาย และไม่ออกผลไม้ที่มีรสหวานให้รับประทาน เป็นสุภาษิตสอนให้รู้จักการมองการณ์ไกล ไม่ควรหวังประโยชน์เพียงแค่ระยะสั้น  

140 กิ๋นแล้ว ลืมอยาก : กินแล้วลืมความอดอยากที่เคยได้รับ" เป็นสุภาษิตที่ใช้เปรียบบุคคลประเภทหนึ่งที่ร่ำรวยหรือได้ดีแล้วลืมตัว ลืมพื้นเพ ของตนเอง ไม่รู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ  

139 กิ๋นปู๋น ฮ้อนต๊อง : กินปูนร้อยท้อง" เป็นสุภาษิตเปรียบเทียบคนประเภทหนึ่งที่ทำความผิดไว้ เมื่อมีคนอื่นพูดถึงก็รีบปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่าตัวเขากระทำ แต่เมื่อมีการพูดแก้ตัวขึ้นมาก็ทำให้คนอื่นๆ ทราบว่าเป็นคนทำ ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "วัวสันหลังหวะ"  

138 กิ๋นนักหื้อกิ๋นเต้ากิ่งก้อย ใคร่กิ๋นหน้อยหื้อกิ๋นเต้าหัวแม่มือ : กิ่งก้อย หมายถึง นิ้วก้อย "อยากกินมากให้กินเท่านิ้วก้อย อยากกินน้อยให้กินเท่าหัวแม่มือ" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึง ถ้าอยากจะสุขสบายในภายหน้าก็ให้กินปัจจุบันให้น้อย ถ้าอยากจะลำบากในภายหน้าให้กินปัจจุบันให้มาก เป็นการสอนให้รู้จักประมาณในการกินการอยู่ให้อยู่ในระดับที่พอดี  

137 ซื้อควายยามนา ซื้อผ้ายามหนาว : ยามนา หมายถึง ฤดูกาลทำนา ยามหนาว หมายถึง ฤดูหนาว "ซื้อควายตอนช่วงทำนา ซื้อผ้าในฤดูหนาว" สุภาษิตนี้สอนถึงการจับจ่ายซื้อของให้เลือกเวลาที่เหมาะสม ไม่รีบเร่งกระทำในเวลาที่กระชั้นชิดเกินไป เพราะสินค้ามีราคาแพง และอาจจะไม่ถูกใจก็ได้  

136 เจ๊าก็ว่างาย ขวายก็ว่าแดด : ขวาย หมายถึง สาย,ระยะเวลาตั้งแต่เข้าถึงเที่ยง งาย หมายถึง เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น.ถึง ๑๐.๐๐ น. "เช้าก็บอกว่ายังไม่สาย สายก็บอกว่าแดดร้อน" เป็นสุภาษิตที่ใช้กล่าวถึงบุคคลที่ชอบผลัดผ่อนเวลาในการทำงานตลอดโดยมีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวเข้าข้างตัวเองตลอด  

135 จะหามก็อาย จะสะปายก็หนัก : สะปาย หมายถึง สะพาย ลักษณะของคนที่เกียจคร้านเมื่อให้ทำงานอะไรก็ไม่ยอมทำ ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "งานหนักไม่เอา 134 เงินอยู่ในน้ำ คำอยู่ในดิน : เงินอยู่ในน้ำ คำอยู่ในดิน" ถ้ามีความขยันหมั่นเดียร ย่อมหาเงินทองได้ เพราะมีอยู่ทั่วไปในน้ำในดิน ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว"  

133 เงินคำเป๋นเจ้า เข้าเป๋นนาย : เข้า หมายถึง ข้าว เงินทองสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอย ซื้อเกือบทุกสิ่งที่เราต้องการ ข้าวมีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์เช่นกัน เลี้ยงมนุษย์ทั้งโลกควรยกย่อง สุภาษิตได้กล่าวถึงให้รู้จักคุณค่าของเงินทองและข้าวของ ไม่ควรที่จะเหยียบย่ำหรือใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย โดยไม่คิดเสียก่อน

132 งาจ๊างหักขำเศิก นอนหลับเดิก็บ่เสียก๋าร : งาจ๊าง หมายถึง งาช้าง, หักขำ หมายถึง หักคา, เศิก หมายถึง ศึก สงคราม, เดิก๊ หมายถึง ดึก "งาช้างหักท่ามกลางศึกสงคราม นอนดีกไม่เสียงาน" เป็นสุภาษิตที่ใช้เปรียบเทียบว่า เมื่อลงมือทำงานอะไรแล้วจะต้องทำอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับช้างศึกที่รบในศึกสงครามแม้ว่างาช้างจะหักกลางระหว่างการสู้รบ ก็จะต้องสู้ต่อไปจนกว่าจะรู้ผล  

131 ใจ๋เป๋นนาย ก๋ายเป๋นบ่าว : นาย หมายถึง จ้านาย, บ่าว หมายถึง ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้การปกครอง "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" จิตใจถือว่ามีความสำคัญยิ่ง จิตใจที่เข้มแข็งสามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งได้ ยามใดที่จิตใจอ่อนแอทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปด้วย ถ้าต้องการจะให้งานประสบความสำเร็จจะต้องทำงานด้วยใจ  


130 ใคร่เวยหื้อกาน ใคร่นานหื้อล่น : เวย หมายถึง เร็ว, กาน หมายถึง คลาน, ล่น หมายถึง วิ่ง "อยากเร็วให้คลาน อยากนานให้วิ่ง" การกระทำสิ่งใด หากต้องการให้กิจการงานนั้นเสร็จเร็ว ต้องทำอย่างช้าๆ มีความละเอียด สุขุม รอบคอบ ถ้ากระทำอย่างรีบเร่งอาจจะต้องกลับมาทำใหม่อีกครั้งทำให้งานสำเร็จช้าลงกว่าที่เป็นอยู่ เป็นสุภาษิตสอนคนให้การกระทำกิจการงานใด ๆ ก็ตาม ให้ทำอย่างตั้งใจ มีความหมายรอบคอบ ละเอียดมิฉะนั้นอาจจะต้องเสียเวลากลับมาทำใหม่อีก  

129 คนหล็วกก๊าใกล้ คนไบ้ก๊าไกล๋ : หล็วก หมายถึง ฉลาด ก๊า หมายถึง ค้าขาย "คนฉลาดมักจะทำมาหากินในที่ใกล้ส่วนคนไม่มีปัญญา หรือคนโง่มักจะทำมาหากินในที่ห่างไกล" สุภาษิตใช้เปรียบเทียบคนฉลาดกับคนโง่ คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาดเสมอ และคนฉลาดจะได้เปรียบในทุกด้าน  

128 คนหมั่นต๋ายหลังด้าน คนขี้คร้านต๋ายหลังหัก : หมั่น หมายถึง ขยัน คนขยันจะทำงานพอประมาณแต่ทำทุกวันไม่หยุดถ้าเป็นงานหาบ หรือแบกของก็เพียงแค่หลังด้าน แต่คนเกียจคร้าน ทำๆ หยุดๆ เมื่อทิ้งงานไว้มากและจะทำให้เสร็จเสียทีเดียวก็เหมือนคนหลังหักล้มเหลวในที่สุด  

127 คนขี้คร้านเยียก๋ารอกแตก : เยียะก๋าร หมายถึง ทำงาน ขี้คร้าน หมายถึง ขี้เกียจ คนขี้เกียจมักไม่ชอบทำงานและชอบผลัดวันประกันพรุ่งสะสมงานไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อถึงเวลาต้องกลับมาทำอีกก็จะเป็นภาระหนัก  

126 เข้าจะเสี้ยงเพราะกิ๋นหวาน คนจะผลาญเพราะนอนอุ่น : เสี้ยง หมายถึง หมด ผลาญ หมายถึง ทำให้ข้าวของหมดไป ยากจนลง "ข้าวจะหมดเพราะทานอร่อย คนจะยากจนก็เพราะนอนสบาย" เป็นสุภาษิตสอนคนไม่ให้เห็นแก่ความสุขสบายเพียงชั่วครู่  

125 ของจักเสียหื้อรีบใจ๊ ของจักได้หื้อรีบเอา : ของจะเสียให้รีบใช้ ของที่จะได้ให้รีบเอา" เป็นสุภาษิตสอนถึงความกระตือรือร้น ไม่เฉื่อยชาในกิจการงานต่างๆ ตรงกับสุภาษิตภาคกลางที่ว่า "น้ำขึ้นให้รีบตัก"  

124 ขว้ำมือเป๋นลาย หงายมือเป๋นดอก : ขว้ำ หมายถึง คว่ำ "คว่ำมือเป็นลาย หงายมือเป็นดอก" เป็นสุภาษิตกล่าวถึง บุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานได้หลายประเภทในการทำงานแต่ละครั้งก็สามารถสร้างรายได้ให้จำนวนมาก  

123 กิ๋นตึงหลายต๋ายคนเดียว : ตึงหลาย หมายถึง มาก หลายคน "กินหลายคนแต่ตายคนเดียว" การกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำร่วมกันหลายๆ คน และรับผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ยามใดที่เกิดปัญหาขึ้น มักจะมีคนแก้ปัญหาเพียงคนเดียว ทำให้ภาระที่หนักต้องมาตกอยู่กับคนเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นการยากที่จะแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็ว 122 อ้าปากบ่หลมเข็ม : หลม หมายถึง หลวม "อ้าปากได้นิดเดียวเท่านั้น" เป็นสุภาษิตกล่าวถึงคนที่มีปากแล้วพูดไม่ออก เพราะเมื่อพูดออกไปจะมีผลทำให้เกิดความเดือดร้อน หรือเป็นอันตรายต่อผู้พูดได้ ตรงกับสุภาษิตภาคกลางว่า "น้ำท่วมปาก"

121 อย่าควักเอาแก่นต๋าออก แล้วเอาแก่นบ่ากอกเข้ายัด : แก่นต๋า หมายถึง ดวงตา แก่นบ่ากอก หมายถึง แกนหรือเม็ดของมะกอก "ไม่ควรควักเอาดวงตาออกแล้วเอาลูกมะกอกดันเข้าใส่" เป็นการสอนบุคคลมิให้ทิ้งสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ เพื่อที่จะรับเอาสิ่งใหม่โดยสำคัญผิดเห็นว่ามันมีคุณค่า และทิ้งของเดิมที่มีคุณค่ายิ่งกว่า  

120 แลกต๋ามแลกได้แจ้กก้นปุด : แจ้ก หมายถึง ภาชนะสานรูปสอบ สำหรับใส่สิ่งของ ใช้ห้อยแบกหลัง ปุด หมายถึง ขาด "ถ้าแลกเปลี่ยนสิ่งของไปเรื่อย ๆ มักจะได้แจ้กก้นขาด" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึง ความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ชอบแลกเปลี่ยนสิ่งของกับบุคคลอื่นเรื่อย ๆ จนในที่สุดมักจะได้สิ่งที่ไม่ดีมาเป็นของตน  

119 ไม้สอดต๋าก๋วย : ก๋วย หมายถึง ตระกร้า เครื่องสานสำหรับบรรจุสิ่งของหลายชนิด หลายขนาด คนที่ทำผิดย่อมถูกตำหนิ เหมือนกับไม้ที่สอดตาตะกร้าที่สอดตาใดก็สามารถเข้าได้หมด

118 แมวขึ้นค่วน บ่ม่วนใจ๋หนู : ขึ้นค่วน หมายถึง ขึ้นบนเพดาน บ่ม่วน หมายถึง ไม่ถูกใจ แมวขึ้นไปบนเพดาน หนูที่อาศัยอยู่นั้นต้องไม่พอใจ เปรียบกับผู้ใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่จัดขึ้นสำหรับผู้น้อย ย่อมเป็นที่อึดอัดใจของบุคคลเหล่านั้น ทำให้เกิดความเกรงใจ และรู้สึก ไม่สนุกกับกิจกรรมที่จัดขึ้น

117 ปากได้ไปเปลื๋อง : ปากได้ หมายถึง พูดเก่ง พูดมาก การพูดมากจนเกินไป เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึง คนที่พูกเก่ง พูดคล่อง สามารถใช้คำพูดแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น กับตัวเองจากเหตุการณ์ที่ไม่ดีให้กลายเป็นดีได้ บุคคลประเภทนี้จะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีสามารถเข้ากับคนได้ทุกประเภท  

116 ปากว่าบ่ดายใจ๊ก๋ารบ่ได้ : บ่ดาย หมายถึง เท่านั้น "พูดได้แต่ไม่สามารถทำได้" เป็นสุภาษิตที่เปรียบกับคนที่ดีแต่พูด แต่ไม่สามารถทำให้สิ่งที่พูดเป็นความจริงขึ้นได้  

http://www.suthatsunday.com/forum/index.php?topic=91.0
8583  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / Re: รวมสุภาษิตเมืองเหนือ มากมายไว้หน้านี้ เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:26:18 pm
                 198 มีนึ่งแล้วจะแอมแหมสอง ขี่เฮือน้ำนองซ้อนสองจ้างหล้ม : แอม หมายถึง เคียง, หล้ม หมายถึง พัง จม เปรียบได้กับชายที่มีคู่ครองของตนเองอยู่แล้วแต่อยากได้อีกคนหนึ่ง ทำให้เกิดปัญหาในชีวิตครอบครัวตามมา เป็นสุภาษิตที่สอนให้รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่   197 ไฟในจะไปนำออก ไฟนอกจะไปนำเข้า : ไฟใน หมายถึง เรื่องราวภายใจ, ไฟนอก หมายถึง เรื่องราวภายนอก "อย่าเอาเรื่องภายในครอบครัวไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง อย่าเอาเรื่องภายนอกครอบครัวมาเล่าให้คนในครอบครัวฟัง" เป็นสุภาษิตสอนคนให้รู้จักรักษาวงศ์ตระกูล ไม่ควรนำเรื่องภายในเล่าสู่คนนอก และไม่ควรนำเรื่องภายนอกมาสู่ครอบครัว   196 ฝนจะตกจะไปเจื้อใจ๋ดาว มีลูกสาวจะไปเจื้อใจ๋มัน : "ฝนจะตกจะไปเชื่อใจดาว มีลูกสาวอย่าไปเชื่อใจมัน" ท้องฟ้าที่โล่งโปร่งเห็นดาว อย่าเพิ่งคิดว่าฝนจะไม่ตกลงมา คนมีลูกสาวอย่าไปคิดว่าเป็นคนดีเพราะเราไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา ลับหลังอาจจะประพฤติอีกอย่างหนึ่ง เป็นสุภาษิตสอนคนให้มีสติ และใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ ไม่ควรตัดสินใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยยังไม่ได้ไตร่ตรอง   195 บ่ดีเอาลูกเปิ้นมาเลี้ยง บ่ดีเอาขี้เหมี้ยงเปิ้นมาอม : ลูกเปิ้น หมายถึง ลูกคนอื่น, ขี้เหมี้ยง หมายถึง กากของเมี่ยงที่อมแล้วคายออกมา "อย่าเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยง อย่าเอากากเหมี้ยงเขามาอม" การเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยงอาจไม่เหมือนกับเลี้ยงดูลูกของเราเอง ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าในสายเลือดว่าจะดีหรือไม่ เราอาจจะเดือนร้อนในภายหน้า เช่นเดียวกับเอากากเหมี้ยงที่คนอื่นอมแล้วคายออกมาอมอีก รสชาติย่อมจืดชืด   194 ได้ผ้าต๊วบใกล้แจ้ง : ผ้าต๊วบ หมายถึง ผ้าห่ม ใกล้แจ้ง หมายถึง เกือบสว่าง "ได้ผ้าห่มเมื่อเกือบสว่าง" เป็นสุภาษิตที่ใช้เปรียบเทียบกับชายชรา แต่ยังหาคู่ครองไม่ได้ ต่อมาจึงพบหญิงที่ถูกใจเมื่อยามที่มีอายุมากแล้ว หรือเปรียบได้กับการทำงานที่จวนจะแล้วเสร็จ แต่พึ่งจะได้เครื่องมือที่ดีมาใช้ ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "พบไม้งามยามเมื่อขวานบิ่น"   193 ครั่งใกล้ไฟ ไขใกล้แดด : หนุ่มสาวอยู่ใกล้กันมักจะ้กิดเรื่องในเชิงชูสาวขึ้นได้ เปรียบได้กับครั่งที่ใกล้กับไฟ และไขที่ตากแดด ย่อมถูกความร้อนเผาจนหลอมละลาย ตรงกับสุภาษิตภาคกลางว่า "น้ำตาลใกล้มด"    

192 ขี้เหมี้ยงเกิดกับเหล็ก : ขี้เหมี้ยง หมายถึง สนิม "สนิมมักจะกิดขึ้นกับเหล็ก" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึงสิ่งที่เกิดมาคู่กัน ย่อมหนีกันไม่พ้น เปรียบเช่นเดียวกับชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นของคู่กัน  

191 ขาหน้าบ่เต้าขาหลัง : บ่เต้า หมายถึง ไม่เท่า "ขาหน้าไม่เท่าขาหลัง" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึง บุคคลที่แม้จะไปหลงระเริงอยู่กับสิ่งใหม่ โดยทิ้งลูกเมียหรือ ลืมบ้านเกิดอันเป็น ภูมิลำเนาเดิมของตนไว้เบื้องหลัง อย่างไรก็ตามก็ยังห่วงหาอาวรณ์ลูกเมีย ญาติพี่น้อยอยู่เสมอ  

190 ของกิ๋นลำอยู่ตี้คนมัก ของฮักอยู่ตี้คนเปิงใจ๋ : ลำ หมายถึง อร่อย, มัก หมายถึง ชอบ พอใจ, เปิงใจ๋ หมายถึง ถูกใจ อาหารจะอร่อยอยู่ที่คนชอบ ผู้หญิง-ผู้ชายจะรักชอบใครขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล ไม่สามารถที่จะบังคับกันได้  

189 กว๋างฟานมันตึงบ่ต๋ายเหล่าใหม่ มันตึงมาต๋ายเหล่าเก่า : ฟาน หมายถึง อีเก้ง, เหล่า หมายถึง ป่าละเมาะ "กวาง หรือ อีเก้ง จะไม่ตายในป่าละเมาะที่อยู่ใหม่ แต่จะกลับไปตายยังป่าเดิมที่มันเคยอยู่" แสดงถึงความรักถิ่นเกิดของสัตว์ เป็นสุภาษิตที่กระตุ้นเตือนให้คนเกิดความสำนึก และรักมาตุภูมิของตน เมื่อจากไปอยู่แห่งใดก็ไม่ควรละเลยที่จะกลับมาทำประโยชน์ให้ถิ่นฐานบ้านเกิดของตน    

188 หล็วกใส่ตั๋วเอาหัวเข้าฮ่ม : ฮ่ม หมายถึง ร่ม "เอาความฉลาดเข้าหาตัวเอง เอาหัวเข้าที่ร่ม" เพื่อที่จะได้พ้นจากแดดจากฝน เป็นสุภาษิตกล่าวถึงบุคคลที่มีความเห็นแก่ตัว ชอบเอาตัวรอดเพียงคนเดียว โดยไม่ได้ห่วงใยคนอื่นหรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่น อยู่ที่ไหนก็มักจะเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอ  

187 สอนเปิ้นไต่ขัว ตั๋วกลั๋วตกน้ำ : ขัว หมายถึง สะพาน "สอนคนอื่นให้ข้ามสะพาน ตัวเองกลัวตกน้ำ" เปรียบเทียบกับคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง บอกกล่าวให้คนอื่นกระทำ ในสิ่งที่ตัวเองไม่กล้าทำทั้งๆ ที่ตัวเองสามารถทำได้ แต่กลับให้คนอื่นทำแทน

186 ไม้ต้นเดียวบ่เป๋นก๋อ ป๋อต้นเดียวบ่เป๋นเหล่า : ก๋อ หมายถึง กลุ่มแห่งต้นไม้ที่เกิดจากเหง้าเดียวกัน เชื้อสายเดียวกัน "ไม้ต้นเดียวไม่เรียกเป็นกอ ต้นปอต้นเดียวก็ไม่เรียกเป็นป่า" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึง คนเราไม่สามารถที่จะอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียว และไม่สามารถที่จะทำงานใหญ่ได้สำเร็จลงได้ตามลำพังต้องประสานและพึ่งพาบุคคลอื่น   185 เมื่อจะกิ่วขอหื้อกิ่วคองู เมื่อจะอูขอหื้นอูคอจ๊าง : กิ่ว หมายถึง คอดกิ่ว หื้อ หมายถึง ให้ อู หมายถึง ใหญ่ เมื่อถึงเวลาตกอับก็จงทำตัวให้เหมือนงู งูถึงคอมันจะเล็กก็ยังชูคอได้อย่างสง่าไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำได้ เมื่อถึงเวลาร่ำรวยก็ขอให้ร่ำรวยจริงเหมือนดังช้างที่มีตัวและลำคอใหญ่โตไม่ใช่รวยแต่เปลือกนอก  

184 ไปเมืองใดก็หื้อเอาไฟเมืองนั้น : ไปเมืองใดก็ให้เอาไฟเมืองนั้น" เป็นสุภาษิตสอนให้รู้จักการวางตนให้เหมาะสมในสถานที่ต่าง ๆ อย่าทำตัวต่างจากคนอื่นมากนัก ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม"  

183 แป๋งเจื๊อไว้หลายต้า หม่าเข้าไว้หลายเมือง : เจื้อ หมายถึง เมล็ดพันธุ์ หม่า หมายถึง หมัก,แช่ "เพาะเมล็ดพันธุ์ไว้หลายแห่ง หมักข้าวไว้หลายเมือง" เป็นสุภาษิตที่สอนเกี่ยวกับการคบค้าสมาคมกับบุคคลอื่น ความผูกมิตรกับบุคคลต่างๆ ไว้เพราะในอนาคตอาจมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกัน

182 ปล๋าตั๋วเดียวเน่าตึงซ้า : ซ้า หมายถึง ตะกร้า ปลาที่อยู่ในตะกร้าเดียวกัน เมื่อปลาตัวใดเน่าก็จะส่งกลิ่นเหม็นทั้งตะกร้า เปรียบได้กับการทำงานเป็นหมู่คณะ เมื่อมีคนใดคนหนึ่งก่อเรื่องหรือทำให้เสื่อมเสีย ก็จะทำให้คนทั้งหมู่คณะ เสียหายไปด้วย   180 จับใจ๋แฮ้ง บ่แหน้นใจ๋ก๋า จับใจ๋หมอยา พยาธิบ่สู้ : แฮ้ง หมายถึง แร้ง "ถูกใจแร้ง ไม่ถูกใจกา ถูกใจหมอยา พยาธิไม่ชอบ" เป็นสุภาษิตที่สอนให้ตระหนักว่า คนเราต่างจิตต่างใจชอบกันไปคนละอย่าง  

179 จักกิ๋นก็ขี้จ๊ะ จักละก็เสียดาย : ขี้จ๊ะ หมายถึง น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง "จะกินก็รังเกียจ จะทิ้งไปก็เสียดาย" เป็นลักษณะของคนที่หวงแหนสิ่งของไว้ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ต้องการ หรือไม่เห็นคุณค่า แต่เมื่อเห็นคนอื่นเห็นคุณค่าหรือความสำคัญก็ไม่ยอมให้ คล้ายสุภาษิตภาคกลาง "หมาหวงกว้าง"  

178 เงินคำหาได้ น้ำใจ๋หายาก : เงินทองหาได้ง่าย แต่จะหาคนที่มีความจริงใจ มีน้ำใจได้ยาก  

177 งัวตั๋วใดกิ๋นหญ้าแผกหมู่ กันบ่ต๋ายเปิ้นห่าก็ต๋ายเสือขบ : แผก หมายถึง แยกออกไป ขบ หมายถึง กัด "วัวตัวใดกินหญ้าแยกจากฝูง ถ้าไม่ตายเพราะถูกฆ่าก็จะตายเพราะถูกเสือกัด" เป็นสุภาษิตสอนให้คนอยู่รวมเป็นหมู่พวก ถ้ามีพฤติกรรมผิดแผกแปลกไปจากบุคคลอื่น ในที่สุดบุคคลนั้นก็จะไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย กลายเป็นคนที่โดดเดี่ยว และไม่สามารถแก้ปัญหาตามลำพังได้  

176 คนฮักเต้าผืนหนัง คนจังเต้าผืนสาด : เต้า หมายถึง เท่า "คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ" คือมีคนรักและคนชังพอๆ กัน ไม่ควรหวังว่าคนทั้งหลายจะรักเราทุกคน เมื่อมีคนรักก็ย่อมมีคนเกลียดชังด้วยเหมือนกัน เป็นสุภาษิตสอนคนไม่ให้หวังอะไรมากเกินไป  

175 คนเนรคุณ ฮ้ายหลัง ดีหน้า : ฮ้าย หมายถึง ร้าย คนเนรคุณมักจะหน้าไหว้หลังหลอก ต่อหน้าผู้มีพระคุณประพฤติดี แต่พอลับหลังกลับประพฤติไม่ดี ตรงกับสุภาษิตคนภาคกลางที่ว่า "หน้าไหว้หลังหลอก"  

174 คนขี้จิ๊ไปไหน ไผบ่ถามหา คนมีเมตต๋าไปไหน บ่กั้น : ขี้จิ๊ หมายถึง ตระหนี่ เห็นแก่ตัว กั้น หมายถึง อดอยาก "คนตระหนี่ไปที่ไหน ไม่มีใครถามหา คนมีเมตตาไปที่ไหนไม่มีวันอดอยาก" คนที่มีเมตตาถึงแม้จะมีความทุกข์ยากย่อมได้รับความช่วยเหลือ ต่างกับคนที่ตระหนี่ไม่มีใครที่จะให้ความช่วยเหลือเวลาทุกข์  

173 เข้าหมู่แฮ้งเป็นแฮ้ง เข้าหมู่ก๋าเป๋นก๋า : แฮ้ง หมายถึง แร้ง "เข้าไปรวมกับแร้งก็เป็นแร้ง เข้าไปรวมกับกาก็เป็นกา" เป็นสุภาษิตที่สอนให้รู้จักการวางตนในการคบหาสมาคมกับผู้อื่น ควรทำเองให้เข้ากับบุคคลเหล่านั้นให้ได้ เพื่อได้รับการยอมรับจากผู้อื่น  

172 ของกิ๋นลำปั๋นกั๋นกิ๋นคนหน้อย กิ๋นคนเดียวจ้างแก๊น : ลำ หมายถึง อร่อย, ปั๋น หมายถึง แบ่ง, แก๊น หมายถึง สำลัก "ของอร่อยต้องแบ่งปันกันกินคนละเล็กละน้อย กินเองจะสำลัก" เป็นสุภาษิตสอนคนให้รู้จักแบ่งปันข้าวของ หรือผลประโยชน์ให้ผู้อื่น ควรมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนทั่วไป จะทำให้สังคมอยู่อย่างสงบสุข  

171 ก้อนหินขว้างซัด ถูกตี้หินขัง จ้างหุมขะนัง สะต๊อนใส่หน้า : หินขัง หมายถึง บริเวณที่มีหินผา, ขะนัง หมายถึง ขว้างทิ้งไป "ถ้าขว้างก้อนหินไปถูกหินที่อยู่บริเวณนั้น ก้อนหินนั้นอาจสะท้อนกลับมาถูกหน้าผู้ขว้างได้" เปรียบได้กับการจะทำสิ่งใดก็ตามควรคิดให้ดีก่อนลงมือทำ ให้ระมัดระวังผลที่จะสะท้อนกลับเข้าหาตนเอง เช่น ถ้าทำร้ายผู้อื่น ผลร้ายจะกลับมาถึงตน พูดให้ร้ายบุคคลอื่นตัวเองก็จะเป็นแบบนั้น  

170 กั๊บตี้อยู่ได้ กั๊บใจ๋อยู่ยาก : กั๊บตี้ หมายถึง แออัด คับแคบ, กั๊บใจ๋ หมายถึง อึดอัดใจ คับแค้นใจ "คับที่อยู่ คับใจอยู่ยาก" ที่อยู่อาศัยถึงแม้จะคับแคบ แต่ผู้ที่อยู่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันก็อยู่กันอย่างมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าคนที่อยู่ไม่มีน้ำใจต่อกัน ที่อยู่อาศัยแม้จะใหญ่โตก็อยู่อย่างไม่สบายใจ อึดอัดทุกข์ใจ  

169 ฮักเบื้องย่ำแคม : เบื้อง หมายถึง ข้าง ด้าน ทาง ,แคม หมายถึง ข้าง "รักด้านหนึ่งแต่เหยียบอีกด้านหนึ่งไว้" เป็นการกระทำที่ไม่สม่ำเสมอหรือทัดเทียมกัน จะเป็นคำสอนในเรื่องการวางตัวของผู้ปกครอง ควรวางตัวเป็นกลางอย่ารักคนหนึ่งเกลียดคนหนึ่ง     168 อยู่กับคนไบ้เหมือนผ่าไม้ตั้ดต๋า อยู่กับคนมีผหยาเหมือนผ่าไม้โล่งปล้อง : ตั้ดต๋า หมายถึง ตรงกับบริเวณตา ,โล่ง หมายถึง มีลักษณะว่างหรือเปิดตลอด ,ไบ้ หมายถึง ไม่มีปัญญา "อยู่กับคนไม่มีปัญญาเหมือนผ่าไม้ตรงตาไม้ แต่อยู่กับคนที่มีปัญญา สามารถผ่าไม้ได้ตลอดทั้งปล้อง" เป็นสุภาษิตใช้เปรียบเทียบการใช้งานระหว่างคนฉลาดกับคนโง่ การให้คนโง่ทำกิจการหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมเป็นการยากที่จะสำเร็จ ตรงข้ามกับการใช้คนฉลาดย่อมจะทำให้งานหรือกิจการนั้นสำเร็จมากกว่า คนฉลาดมักจะได้เปรียบเสมอในการทำกิจการงานต่างๆ  

167 อย่าเอาคนไบ้นำหน้า อย่าเอาต๋าบอดนำตาง : ไบ้ หมายถึง ไม่มีปัญญา "อย่าเอาคนโง่นำหน้า อย่าเอาคนตาบอดนำทาง" เป็นสุภาษิตสอนให้รู้จักเลือกเอาคนที่ดี มีความรู้ ความสามารถเป็นผู้นำ ไม่เอาคนชั่วเป็นผู้นำ เพราะอาจทำให้หลงทางไปในทางชั่วได้ เหมือนกับการเอาคนตาบอดนำทาง  

166 เหล็กบ่เหลี้ยมเปิ้นบ่เอาจี คนบ่ดีเปิ้นบ่ใจ๊ : บ่ไคว่ หมายถึง ไม่ทั่ว เหล็กที่ไม่แหลมคม จะไม่เอามาใช้ คนไม่ดีไม่มีใครอยากจะเรียกใช้งาน เป็นสุภาษิตสอนผู้ที่เป็นหัวหน้าให้รู้จักเลือกใช้คน คนที่ไม่ดี หรือไม่มีความขยันอดทน หรือขาดความฉลาดไม่ควรที่จะนำมาใช้งานบางอย่าง เพราะอาจจะทำให้งานนั้นไม่สำเร็จลุล่วงได้  

165 เล่นหมา หมาเลียหน้า เล่นข้า ข้าหยุบหัว : หยุบ หมายถึง จับ เจ้าของสุนัขเลี้ยงให้ข้าวให้น้ำแก่มัน เล่นคลุกคลีเป็นประจำ มักจะไม่กลัวเจ้าของและเลียหน้าตาเจ้าของ เช่นเดียวกับขุนนาง หรือคนร่ำรวยที่มีข้าทาสบริวารมาก ถ้าทำตัวสนิทสนมคุ้นเคยกับข้าทาสบริวารมากเกินไป พวกข้าทาสบริวารก็จะไม่มีความเกรงใจ ขาดความนับถือ  

164 ฝนตกบ่ไคว่ใบไม้ : บ่ไคว่ หมายถึง ไม่ทั่ว ฝนตกไม่ทั่วถึง คือ ตกกระจายเป็นหย่อมๆ ในบางพื้นที่ เปรียบเทียบกับการทำอะไรที่ไม่ทั่วถึง เช่น การให้สิ่งของแก่บริวารโดยไม่ทั่วถึงกัน ตรงกับสุภาษิตภาคกลางที่ว่า "ฝนตกไม่ทั่วฟ้า"  

163 นกบ่บินบ่จ้างก๋ำปีกมันอ้า ควายบ่กิ๋นหญ้าบ่จ้างข่มเขามันลง : ข่ม หมายถึง ใช้กำลังกดลง นกที่ไม่ชอบบิน ถึงแม้จะใช้มือจับปีกมันอ้า มันก็ไม่บิน ควายไม่กินหญ้าถึงข่มเขาให้มันลงกินหญ้ามันก็ไม่กิน เปรียบเหมือนกับคน สิ่งใดงานใดที่เขาไม่ชอบไม่ควรจะบังคับฝืนใจ ผลที่ออกมาจะไม่ดีเท่าที่ควร  

162 งัวลากเฟืองก็กิ๋นเฟือง : งัว หมายถึง วัว เฟือง หมายถึง ฟาง การทำสิ่งใดที่มีผลประโยชน์ ก็ต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากกิจการงานนั้น ๆ เช่น ถ้าขอให้คนอื่นช่วยทำงานใดๆ ที่เกิดผลประโยชน์ ก็ต้องแบ่งปันผลประโยชน์เหล่านั้นให้กับคนที่ช่วยทำงานนั้นตามสมควรจะให้คนที่เขามาช่วยงานต้องใช้จ่ายเงินในกระเป๋าของเขาเองเป็นการไม่ถูกต้อง  

161 เค่งนักมักปุด : เค่ง หมายถึง ตึง ไม่หย่อน ปุด หมายถึง ขาด การกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเคร่งครัดเกินไปมักจะไม่ได้ผล เช่น สายเครื่องดนตรี ตึงเกินไปสายก็จะขาด ถ้าหย่อนเกินไปก็จะไม่ได้ยินเสียง ฉะนั้นเองกระทำการสิ่งใด ไม่ควรรีบร้อนและเร่งรีบกระทำลงไป  

160 กบบ่หื้อเกี้ยด เขียดบ่หื้อต๋าย : เกี้ยด หมายถึง โกรธ เคือง ไม่พอใจ "กบไม่ให้เคืองใจ เขียดไม่ให้ตาย" เป็นสุภาษิตที่สอนเกี่ยวกับการถนอมน้ำใจของทั้งสองฝ่าย เตือนคนที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารให้รู้จักถนอมน้ำใจลูกน้องยามที่มีปัญหาขัดแย้งกัน  

159 อยากมีหื้อหมั่นก๊า อยากขึ้นสวรรค์จั๊นฟ้าหื้อฆ่าเจ้าเอาของ : ก๊า หมายถึง ค้าขาย, จั๊นฟ้า หมายถึง สวรรค์ อยากร่ำอยากรวยให้มีความขยันขันแข็งในกิจการงาน หรือค้าขาย อยากขึ้นสวรรค์ให้ฆ่ากิเลสตัณหาต่างๆ ที่มีอยู่ในตัว โดยการประพฤติตนดีถูกต้องตามหลักศีลธรรม เมื่อตายไปจะได้ไปในทางที่ดี  

158 หันเปิ้นมีจะไปใคร่ได้ หันเปิ้นขี้ไร้จะไปดูแควน : ขี้ไร้ หมายถึง ยากจน, ดูแควน หมายถึง ดูหมิ่น ดูถูก "เห็นคนอื่นมีข้าวของหรือร่ำรวย อยากได้อยากเป็นอย่างคนอื่น เห็นคนอื่นยากจนก็ดูหมิ่นดูแคลน" เป็นสุภาษิตสอนคนให้รู้จักประมาณตนเองจงพอใจในสิ่งที่ตนเองนั้นมีอยู่ และอย่าไปดูหมิ่นคนที่ยากจนกว่าเรา ควรช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถที่จะช่วยได้  

157 หนีฝนบ่ป๊นฟ้า หนีฝ้าบ่ป๊นตะวัน : ป๊น หมายถึง พ้น, ฝ้า หมายถึง เมฆ ก้อนเมฆ "หนีฝนไม่พ้นฟ้า หนีเมฆไม่พ้นตะวัน" เป็นสุภาษิตสอนให้รู้สัจธรรมแห่งชีวิตว่า ในบางเรื่องเราไม่อาจที่จะหนีหลุด<ความตาย ทุกคนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  


156 เปิ้นว่าเสือ ตั๋วว่าพระเจ้า : การหลงใหลชื่นชมในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ดี แต่ตนเองคิดว่าดี เป็นสุภาษิตกล่าวถึงคนที่หลงผิดไปชื่นชมสิ่งที่ไม่ดี เมื่อคนเตือนสติก็คิดว่า เขาอิจฉาไม่อยากให้ตนเองได้ดี เมื่อเกิดผิดพลาดขึ้น มาก็เสียใจที่ไม่เชื่อคำเตือนของผู้อื่นเสียแต่แรกตรงกับสุภาษิตภาคกลางว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว"    ยิ้มเท่ห์


http://www.suthatsunday.com/forum/index.php?topic=91.0
8584  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / รวมสุภาษิตเมืองเหนือ มากมายไว้หน้านี้ เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 09:16:00 pm
สุภาษิตเมืองเหนือ                                                                                                                
                                 
               " ของกิ๋นลำอยู่ตี้คนมัก ของฮักอยู่ตี้คนเปิงใจ๋ "   ศัพท์ ลำ หมายถึง อร่อย, มัก หมายถึง ชอบ พอใจ, เปิงใจ๋ หมายถึง ถูกใจ  อาหารจะอร่อยอยู่ที่คนชอบ ผู้หญิง-ผู้ชายจะรักชอบใครขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล ไม่สามารถที่จะบังคับกันได้
               
                 " ขาหน้าบ่เต้าขาหลัง "   ศัพท์ บ่เต้า หมายถึง ไม่เท่า    "ขาหน้าไม่เท่าขาหลัง" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึง บุคคลที่แม้จะไปหลงระเริงอยู่กับสิ่งใหม่ โดยทิ้งลูกเมียหรือ ลืมบ้านเกิดอันเป็น ภูมิลำเนาเดิมของตนไว้เบื้องหลัง อย่างไรก็ตามก็ยังห่วงหาอาวรณ์ลูกเมีย ญาติพี่น้อยอยู่เสมอ                         " ขี้เหมี้ยงเกิดกับเหล็ก "    ศัพท์ ขี้เหมี้ยง หมายถึง สนิม    "สนิมมักจะกิดขึ้นกับเหล็ก" เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึงสิ่งที่เกิดมาคู่กัน ย่อมหนีกันไม่พ้น เปรียบเช่นเดียวกับชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นของคู่กัน                        
               
               " ได้ผ้าต๊วบใกล้แจ้ง "      ศัพท์ ผ้าต๊วบ หมายถึง ผ้าห่ม ใกล้แจ้ง หมายถึง เกือบสว่าง   "ได้ผ้าห่มเมื่อเกือบสว่าง" เป็นสุภาษิตที่ใช้เปรียบเทียบกับชายชรา แต่ยังหาคู่ครองไม่ได้ ต่อมาจึงพบหญิงที่ถูกใจเมื่อยามที่มีอายุมากแล้ว หรือเปรียบได้กับการทำงานที่จวนจะแล้วเสร็จ แต่พึ่งจะได้เครื่องมือที่ดีมาใช้ ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง "พบไม้งามยามเมื่อขวานบิ่น"                        
               
               " ฝนจะตกจะไปเจื้อใจ๋ดาว มีลูกสาวจะไปเจื้อใจ๋มัน "     "ฝนจะตกจะไปเชื่อใจดาว มีลูกสาวอย่าไปเชื่อใจมัน" ท้องฟ้าที่โล่งโปร่งเห็นดาว อย่าเพิ่งคิดว่าฝนจะไม่ตกลงมา คนมีลูกสาวอย่าไปคิดว่าเป็นคนดีเพราะเราไม่ได้อยู่กับเขาตลอดเวลา ลับหลังอาจจะประพฤติอีกอย่างหนึ่ง เป็นสุภาษิตสอนคนให้มีสติ และใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ ไม่ควรตัดสินใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยยังไม่ได้ไตร่ตรอง                        
               
               " เยียะไฮ่ไกล๋ต๋า เยียะนาไกล๋บ้าน "  "การทำไร่ไกลตา การทำนาไกลบ้าน" ย่อมยากแก่การดูแลรักษา มักถูกรบกวนจากศัตรูพืชและมนุษย์อยู่เสมอ เป็นสุภาษิตสอนคนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก ความรักมักแพ้ความใกล้ชิด ความห่างไกลมักทำให้เกิดความห่างเหินจนทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจได้                        
               
               " อย่าอวดสูงกว่าป้อแม่ อย่าอวดแก่กว่าอาจารย์ "     "อย่าคิดว่าตนเองสูงส่ง หรือฉลาดกว่าพ่อแม่ อย่าคิดว่าตนเองเก่ง ฉลาดกว่าครูอาจารย์" เป็นสุภาษิตสอนคนให้มีความเคารพ นับถือบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดา และครูอาจารย์ เพราะท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีพระคุณและมีประสบการณ์มากกว่าเรา
               
               
               
                    สุภาษิตคำเมือง  คำไทย(คำอธิบาย)   
               
               
                461 ฮักปี่เสียดายน้อง : รักพี่เสียดายน้อง                                    
               451 ก้อยอยู่ต๋ามน้ำ ย๊ะไปต๋าตั๋ว น้ำเปียงใด ดอกบัวตึงเต้าอั้น : อย่าทำอะไรเกินตัว ขนาดอกบัวไม่สามารถลอยขึ้นไปอยู่บนชั้นฟ้าได้                         449 หั้นขี้ดีกว่าใส้ : เห็นคนที่รักดีกว่าคนที่มีพระคุณ                        
               447 ลูกกำพร้าบะมีไผ๋สอน จิ้งหรีดแมงจอนไผ๋สอนมันเต้น : หยั่งอั้นเนาะ                        
               446 หมาหลายเจ้ากิ๋นข้าวหลายไห : รู้จักคนไปทั่ว มีเพื่อนเยอะ                        
               444 เลี้ยงหมาหลายเผื่อว้อ : คบผู้ชายหรือผู้หญิงต้องคบทีละหลายคนเพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบแล้วตัดทิ้งทีละคน (จนไม่เหลือใคร) 555+++                                      
               443 บ่ตันนั่งจะไปฟั่งเยียดแค่ง : หมายถึงทำอะไรต้องเป็นขั้นเป็นตอนอย่ารีบเร่งเดี๋ยวจะพลาดเอาได้                        
               441 จิ๊กปิ๊กตี้ไหนกะป้อ..จ้อหว้อตี้ไหนกะควัก : อ่อนไหนแทงแข็งไหนก็เว้น...เลือกที่รักมักที่ชัง            
               440 กิ๋นขี้เขียง : คนดุ โมโหร้าย                        
               439 นำใจ๋คนเมือง บ่ เถียง บ่ ด่า นำใจ๋คนป่าบ่ด่า บ่ เถียง : มารยาทในการต้อนรับแขก                        
               438 กินข้าวกับเกลือลำเหลือจิ้นปิ้ง นำพริกปล๋าทู บ่ ลำเหมือนจิ้น : ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง                        
               437 กำอู้เหมือนผีสอนตี่นอนเหมือนมุ้งกระต่าย : คนที่มักชอบพูดแต่ไม่ชอบทำ                        
               436 กำขี้ดีกว่ากำตด : อย่าโลภมาก                        
               434 ข้ามโข๋บ่าโป้นฟั้งห่ม : ตัวเองทำอะไรยังไม่สำเร็จอย่าพึ่งว่าให้คนอื่น            
               433 หนังแห้งบ่าเกยปอง : คนไม่เคยมีเงินแล้วพอมีเงินแล้วทำเป็นหยิ่ง                        
               432 สื้อบ้านแถมจาน : แต่งงานกับคนที่มีลูกติด                        
               431 กำอู้คนหลกวจั้งสับปะหลี้มาจ๋ากำดีลอกลิ้น กำอู้อ้ายหวานเหมือนน้ำต๋าลน้ำมิ้น จ่างสับปะหลี้ปายลูน : คนลอกแลกคนหัวสูง                         429 ปี่ฮู้สอง น้องฮู้หนึ่ง : คนโตย่อยรู้กว่าคนที่มีอายุน้อยกว่า                          
               427 กิ๋นบ่จ่างก็เป็นหนี้ ขี้บ่จ่างก็เป็นตุกข์ : ไม่รู้จักประมาณ                        
               426 หล๊วกบ่มีไผเต่าง่าวบ่มีไผเปียง : อวดรู้                        
               425 ฮักเน้อล่ะอ่อนง้าว : รักน๊ะเด็กโง่                          
               424 ตกต่าเป้นดีไข้หัว ตกต่าตัวดีไข้ไห้ : ตอนที่คนอื่นเดือดร้อนไม่ช่วยเหลือกลับหัวเหราะ พอถึงทีตัวเองก็เลยไม่มีไครช่วย                           420 ขี้แห้งจับตาหมา : คนไม่สวย ยังได้คนหน้าตาดีมาเป็นคู่ คนไม่หล่อ ยังได้คนหน้าตาดีมาเป็นแฟน                          
               419 อ่อนไหนแตง แข็งไหนเว้น : ไม่ยุติธรรม ถ้าเจอคนที่ด้อยกว่า ก็จะค่อยแกล้งตลอด แต่ถ้าเจอคนที่สูงกว่า ก็ไม่กล้าที่จะร้ายเค้า                         418 เผื่อฮู้คิง น้ำปิงปอแห้ง : กว่ารู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว                        
               
               417 ดักอย่างต้ากเข้าหีวอก : เงียบมาก ๆ ขนาดลิงยังไม่รู้ตัว                        
               411 ว่าเปิ้ลบผ่อตั้ว : ว่าแต่เขาไม่ดูตนเอง                        
               405 จะไปตี๋กล๋องเอี่ยงฟ้า จะขี้ม้าเอี่ยงตะวัน : อย่าไปกระทำสิ่งใดแข่งกับคนที่มีฐานะดีกว่า ให้รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เพราะการอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่นจะทำให้ทุกข์ยากยิ่งกว่าเดิม                        
               403 ปากหมา : ปากคล้ายหมา พูดแต่คำไม่สุภาพ ตบแมร่งเยย                        
               402 รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี รักผัวให้กระถืบ - -'' : รักผัวก้อต้องทำร้ายกันบ้างน้า                        
               398 ใจ้กุ้งไปหาหนอง : บ่ฮู่ว่าจะแปลจะใด น่าจะใช้คนไปทำอะไรซักอย่างแต่ไปนานมากๆ เหมือนกับเอากุ้งไปปล่อยที่หนองหรือแหล่งของมัน                         395 งัวลืมตี๋น : คนที่ได้ดีแล้วลืมตัวเหมือนสุภาษิตที่ว่าคางคกได้วอ                        
               388 จุ๊เปิ้นเมา บ่าเอาเปิ้นแต้ : โกหกให้ผู้อื่นหลงไหลตังเองแต่สุดท้ายกลับไม่สนใจเขา                          
               387 ใจ๋บ่สู้ บ่ได้ขี่จ้างม้างาม : ใจไม่กล้าจะไม่ประสบความสำเร็จ                        
               385 วอกขี้ยาบ่อเต่าฮาจะฮื้อ : คนติดยาจะโกหกทุกอย่างเพื่อให้ทีเงินซื้อยาแต่ก็ยังไม่เท่ากับบางคนที่ยืมเงินไปแล้วบอกว่าจะใช้แต่ยังไม่ใช้สักที... เฮ้อ...หุหุหุ                        
               384 ก๋ากิ๋นปี๋ปากจั้งเสร้า คนกิ๋นยากิ๋นเหล้าจั้งปากนัก : เปรียบเทียบนิสัยของคนเหมือนสัตว์                        
               380 ฮักปี้เสียดายน้อง : รักพี่เสียดายน้อง                        
               379 จะจูงก็ลู้ไปก่อน จะส่อนก็ลู้โตยก้น : ดื้อรั้น                          
               378 กำกึดดีขายสะลีนอนสาด กำกึดฉลาดขายสาดนอนสะลี : คนคิดดีขายของดีเอาของเก่าใช้ คนคิดอีกอย่างเอาของดีใช้เอาของเก่าขาย                           376 ของเกยปากสากเกยมือ : ทำสิ่งที่ทำเป็นประจำ                        
               375 เผื่อฮู้คิงน้ำปิงปอแห้ง : รู้เมื่อสายเกินไป                        
               374 มีนึ่งแล้ว จะเอาแหมสอง ขี่เฮือน้ำนอง ซ้อนสองจั่งหล้ม : เปรียบได้กับการมีคู่ครองอยู่แล้ว ไม่พอใจ อยากได้อีกเป็นสอง ครอบครัวมักไปไม่รอดต้องล่มกลางครัน                          
               373 กิ๋นจ๊าดหลาย ต๋ายคนเดียว : ทำอะไรกับคนหมู่มากเวลาได้ผลประโยชน์ ได้เป็นหมู่คณะ เวลามีปัญหา เหลือคนรับภาระหนักอยู่คนเดียว               372 จะไปตี๋กล๋องเอี่ยงฟ้า จะไปขี่ม้าเอี๋ยงตะวัน : อย่าไปกระทำสิ่งใดแข่งกับคนที่มีฐานะดีกว่า ให้รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เพราะการอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่นจะทำให้ตนเองทุกข์ยากยิ่งกว่าเดิม                          
               369 ของกิ๋นลำอยู่ตี่คนมัก : ของกินอร่อยอยู่ที่คนชอบ                        
               368 ฮู้จักหน้า บ่ฮู้จักใจ๋ : รู้จักหน้าไม่รู้จักใจ                        
               367 บ่ฮู้หื้อถาม บ่งามหื้อหย้อง : ไม่รู้ให้ถาม ไม่สวยให้แต่ง                        
               366 กกหางปล่อยวัด : ตัดหางปล่อยวัด                        
               365 ต๊กต่าเปิ้นเป๋นดีไข่หัวตกต่าตั๋วเป๋นดีไข่ไห้ : เห็นความทุกข์ของผู้อื่นกลับเป็นเรื่องตลกหัวเราะพอถึงทีตัวเองเข้าบ้างกลับหัวเราะไม่ออก                         364 ฮู้ขี้เป่นตุม : ตูดเป็นตุ่ม                        
               363 ฮู้ก่อว่าฮัก : รู้อะป่าวว่า LOVE                        
               362 กิ๋นข้าวกับปล๋า ดีกว่ากิ๋นหมากับเหล้า : กินข้าว กับปลา ดีกว่าไปกินหมากับเหล้า                        
               359 ได้กินแลนบ่ดีลืมคุณหมา ได้กินป๋าบ่ดีลืมคุณแห : อย่าลืมบุญคุณในสิ่งต่างๆ ที่ได้พึ่งพาอาศัย                        
               358 ปากหวานก้นส้ม : ต่อหน้าทำเป็นพูดีแต่ลับหลังกลัยนินทา            
               357 กิ๋นหว๋อมหว๋อมผอมจ้อข้อ : กินเท่าไรอย่าไรก็ไม่อ้วน                        
               355 แมงบ้งบ่ต๋ายกั้นใบไม้ : คือการที่คนเราจะท้อถอยและกลัวที่จะไม่มีอะไรจะกินไม่ต้องกลัวเพราะคนเรายังไงก็ตัองมีกินอยู่วันยังค่ำ                         353 หล๊วกคนเดียวบ่าเต่าง่าวตึงหมู่ : คนฉลาดคนเดียวบ้างทีสู้คนโง่เป็นกลุ่มไม่ได้                        
               352 ดาบดีไว้ในฝัก คนหล๊วกไว้ในใจ๋ : คมในฝักอย่าคุยโวโอ้อวดตัวเอง                        
               351 ตุ้มผ้าลายหมาจ่างเห่า อู้กำเก่ามันจ่างผิดกั๋น : เรื่องที่เเล้ว ๆ มาไม่ควรรื้อฟื้นมาพูด จะทำให้ทะเลาะกันเปล่า ๆ                          
               350 คนปอใหญ่แล้วบะถ้ามาสอน จิ้งหีดแมงจอนไผสอนมันเต้น : โตแล้ว            
               349 บ่านายลูกเจื้อ : ลูกรัก                        
               346 บ่ตันเข้าป่าก็หันเสือ : เพียงแค่เริ่มก็มีอุปสรรคให้เห็น                        
               344 บ่ดีกินก่อนตาน บ่ดีมารก่อนแต่ง : ไม่ควรทำอะไรที่เกินเลยศีลธรรม เช่น ของตานเป็นของพระสงฆ์องค์เจ้าถ้าเกิดว่ามีคนทานก่อนเสียแล้ว ยอมไม่ดี(ช่วยเสริมด้วยครับ)                        
               342 ปากได้ไส้ญาว : เถียงคำไม่ตกฝาก                        
               341 ยามตี่อักน้ำต้มผักอุ่ว่าล้ำ ยามชังน้ำตาลยังอุ่ขม : ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ยามชังน้ำตาลยังว่าขมคือเมื่อมีรักุกสิ่งุอย่างก้อดีไม่หมดแต่พอชังกันุกอย่างก้เหมือนไม่ดีไปหมด                        
               340 กำขี้ดีกว่ากำตด : ได้ของที่ดี ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย                          
               339 ดุมมนี : สีสันต่างๆ                        
               338 เคร่งนักมักปุด : ทำอะไรให้พอเหมาะพอดีไม่หย่อนหรือตึงจนเกินไป                        
               337 กว่าจะฮู้คิงน้ำปิงปอแห้ง : พอรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว                        
               335 ไฟมา ป่าเป่ง มดแดงเต้ง ผักหวานโป่ง ฝนลง เห็ดถอบออก หญ้างอก งัวเล็ม : ธรรมชาติของล้านนาบ้านเราเป็นสิ่งสามารถถ่ายทอด และอนุรักษ์ต่อ ๆ ไปได้ในหลายรูปแบบ                        
               334 หย้าเสี้ยง ก่อม้าอิ่ม : กินให้พอดี เหมือนม้าเวลาหญ้าหมด ก็คือ อิ่ม คือ รู้จักพอนั่นเอง                        
               333 มารบ่มี บารมีบ่เกิด : คนชั่วไม่มีคนดีก็คงจะไม่มี ( คำของหลวงปู่)                        
               332 ขายสลีนอนสาด : ใชสิ่งของที่ตนมีในครอบครองไม่เป็น หรือไม่นำเอาของที่ตนมีมาใช้ให้เกิดประดยชน์                        
               331 เก็บผักเก็บไม้บ่ดีเก็บไก๋ เก็บต๋ามตี๋นบันใดปอใช่ปอกิ๋น : ไม่ควรละโมบโลภมาก                        
               330 เป๋นตุ๊เป็นพระหื้อหมั่นอ่านธรรม เป๋นเจ้าเป็นนายบ่ดีค่ำคน : เป็นพระสงฆ์ให้ขยันอ่านเรียนพระธรรม ถ้าเป็นเจ้าคนนายคนอย่าได้เอาเปรียบหรือกดขี่ผู้อื่น                        
               329 ไม้ก๊ดใจ้แป๋งขอ เหล็กงอใจ้แป๋งเคียว คนก๊ดกำเดียวใจ้ก๋านบ่ได้ : ไม้คดใช้ทำตะขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดโกง ใช้ไม้ได้เลย                         328 ข้ามน้ำบ่าเลิ้ก จะไปฟั่งแก้เตี่ยว : อาการนี้ คือ เหมือนคนจะข้ามแม่น้ำในสมัยก่อนไม่มีสะพานต้องเดินลุยลงน้ำไป แต่คาดการณ์ผิด คิดว่าน้ำลึก เลยถอดกางเกงออก                        
               327 ใจ๊ผีไปหาป่าเห่ว : สำนวนนี้แปลว่า ใช้ผีไปป่าช้า ไปไหนนานๆจนลืม หรือไปในที่ถูกใจคนที่ถูกใช้                        
               326 กั่งยังกับอีหล้าจะเอาผัว : ตื่นเต้นทำอะไรไม่ถูก อาการดีใจเหมือนลูกคนเล็กจะแต่งงาน                        
               325 เก่งก่าบ้าน ก้านกับจอง : เก่งในบ้านตนเอง พอออกนอกบ้านจ๋อย                        
               324 ตี๋ก๊องในน้ำ ไผก็บ่ได้ยิน : ตีฆ้องในน้ำใครจะได้ยิน ทำดียังไงไม่มีคนเห็น                        
               323 ปี้น้องผิดกั๋นเหมือนพร้าฟันน้ำ : พี่น้องทะเลาะกันยังไง ก็ตัดกันไม่ขาด                        
               322 ตกน้ำ หัวเปียงกั๋น : รู้เหมือนๆกัน ไม่มีใครดีกว่าใคร                        
               321 ไต่ขัวบ่ป้นเตื่อ จะไปว่าฮื้อเปิ้น : ข้ามสะพานยังไม่พ้นอย่าไปว่าคนอื่น หมายถึง อ่อนด้อยประสบการณ์แต่ชอบวิจารณ์คนอื่น                         319 หนังแห้งปะเกยปอง : เหมือนสามล้อถูกหวย                        
               318 ของบ่กิ๋นฮู้เน่า ของบ่เล่าฮู้ลืม : ต้องหมั่นทบทวนสิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา กันลืม                        
               317 อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วซิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูบ่ฮู้หาย : กำอู้ของคนเฮ้านี้สำคัญตี่สุด อู้ดี บ่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังฮู้สึกดีอยู่บ่เหมือน อ้อย เมื่อกิ๋นหวานแล้วก็เหลือแต่กาก                        
               316 จับใจ๋แฮ้งบ่แน่นใจ๋ก๋า จับใจ๋ครูบา บ่ถูกใจ๋พระหน้อย : ต่างคนต่างความคิด มีมุมมองที่ต่างกัน                        
               315 ปะผ้าต้วบใกล้แจ้ง : เจอสิ่งดี ๆ เมื่อสายเกินไปเสียแล้ว                        
               314 บาปอยู่ที่คนทำกร๋รมอยู่ที่คนก่อ : ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว                          
               313 กิ๋นจิ๋นกู้คาบ ลาบกู้กำ : คนไม่ประหยัด                        
               312 หันจ้างขี้ ขี้ตวยจ้าง : คนมีน้อยชอบทำแบบคนมีมาก                        
               311 ต๊กตาเปิ้นเป็นดีใคร่หัว ต๊กตาตั๊วเป็นดีใคร่ไห้ : ทีเขาทีเรา                        
               308 อ้ายบ่อต้องน้อยเยี้ยค้นเดียว : พี่ไม่ต้องน้องทำเอง                        
               307 เผื่อน้องฮู้คิงน้ำปิงปอแห้ง : กว่าจะรู้สึกตัวว่าผู้ชายเขาหลอกก็สายไปแล้ว                        
               306 ของกินบ่ลำไข๋บ่ต้องขั๋บจ๋ำ : สิ่งใดที่ไม่ชอบไม่ต้องฝืนทำ หรือ สิ่งใดไม่ชอบไม่ต้องมีใครมาสั่ง จ้างก็ไม่ทำ                        
               305 หัวบะกุงฟ้าเต่าฝ่ามือมัด : ทำตัวใหญ่โตคับฟ้าหรือคำไทยว่า หัวไม่ชนฟ้าห่างแต่ฝ่ามือเดียว                        
               304 กิ๋นข้าวกับหยังบ่มีไผ่ตามไฟส่องต๊อง ตุ๊กบ่ได้นุ่งหย้องปี้น้องดูแควน : ไม่ได้กินข้าวใครไม่สนใจ แต่ทุกข์เพราะไม่มีข้าวของเครื่องใช้ญาติพี่น้องดูถูกเหยียดหยาม                        
               303 หมากเสียงเอาเมียงน่ำ : กินหมดเเล้วๆจะเอาอย่างอื่นมากินอีก                        
               301 มือไม่พายเอาเทัาลาน้ำ : ไม่ช่วยเเล้วเกะกะ                        
               298 เงินเปิ่นว่าเป็นเจ้า ตกใส่ป่าหญ้าก็เป็นดินเป็นทราย ตกใส่งัวควายก็เป็นลาบเป็นส้า ตกใส่นักร้องเปิ่นฮ้ : เงินคือพระเจ้าสามารถบันดาลซื้อสิ่งของต่างๆได้เกือบหมด(เฉพาะคนที่ถือเงินเป็นเพียงวัตถุที่มีค่าราคา)                          
               297 ขว้างใส่หิน หินอ้า ขว้างใส่หญ้า หญ้าต๋าย : นี่แหละคือ อำนาจเงินตรา สามารถบันดาลให้ได้ทุกอย่าง                        
               296 ของบ่กิ๋นมันก็เน่า เรื่องบ่เล่ามันก็ลืม : สิ่งของที่เราสามารถกินได้ถ้าเก็บไว้นานๆไม่รักษาจะกลายเป็นของเสีย เรื่องอะไรก็แล้วแต่ถ้าเราเก็บไว้กับตัวเองสักวันหนึ่งเราอาจจะลืมได้                        
               294 หวังน้ำบ่อหน้า น้ำฟ้าบ่มาฮอม : ตั้งความหวังกับสิ่งที่ยังไม่มาถึง สุดท้ายไม่เป็นอย่างที่หวังไว้                        
               293 น้ำลึกหยั่งใด้น้ำใจ๋คนหยั่งยาก : น้ำแม้ลึกเท่าใดก็สามารถวัดได้แต่น้ำใจคนนั้นมิอาจวัดได้คือไม่สามารถรู้ใจคนอื่นได้                         292 ตูบหน้อยยังฮู้ว่ามีผี คนงามคนดีไผว่าบ่มีเจ้า : กระท่อมเล็ก(ศาลพระภูมิ)ยังมีเจ้าที่อยู่อาศัย คนสวยก็ย่อมมีเจ้าของแล้ว                         291 ฝนบ๊ะตกซ้ำจะเอาน้ำไหนมาท่วม : คนเราถ้าทำอะไรอยากไม่มีความพยายามทำหลายๆครั้งจะสำเร็จได้อย่างไร                        
               290 บ๊ะตันนั่งจะไปฟั๊งเหยียดแข้ง : คนเรายังไม่ได้นั่งแล้วรีบเหยียดขามันก็จะหกล้มเสียก่อน สุภาษิตว่า คนเราทำอะไรยังไม่ทันสำเร็จแล้วคุยโวเสียก่อน เช่นยังไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยเลยคุยว่าจะซื้อรถ จะอยู่หอ ใว้จืบสาว                        
               289 ฮ่อมหนู หนูไต่ ฮ่อมไหน่ ไหน่เตียว : ทางหากินของใครก็ของมัน                        
               278 หนานตั๋นมาก่อน หนานปัญญามาเมื่อลูน : คนเราไม่มีใครฉลาดก่อน ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ                        
               277 บุบหัวฟากสนั่นหัวฝา บุบหัวหมาหื้อผ่อหน้าเจ้า : จะทำอะไรให้ระวังจะกระทบกระทั่งถึงผู้อื่นด้วย หรือถ้าใครรู้มากกว่านี้โปรดเพิ่มเติมได้ครับ                        
               274 จอกปิ๊กใหนป้อ จ้อว้อใหนก่ควัก : คนที่รวยก็ยิ่งรวย คนที่จนก็ยิ่งจน                        
               273 เปิ้งปี่ก็เจ็บต้อง เปิ้งน้องก็เจ็บใจ : เพิ่งพี่น้องหรือคนอื่น อาจจะไม่สบายใจเท่าพึ่งตนเอง                        
               272 คนฮักเต้าผืนหนัง คนจังเต้าผืนเสื่อ : คนที่รักเรามีไม่มาก แต่คนที่รังเกียจเรามีมากกว่า ดังนั้นถ้าจะทำอะไรแล้ว อย่าทำเกินหน้าตัวเอง เดี๋ยวจะมีคนรังเกียจมากขึ้นอีก                        
               270 คนตุกบ่มี เศรษฐีบ่เกิด : ผู้ที่รำรวยก็เริมจากการอยากจนก่อน                        
               268 ตกต่าเปิ้นเป๋นดีไค่หัว ตกต่าตั๋วเป๋นดีไค่ไห้ : เรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับคนอื่นน่าหัวเราะ พอถึงคราวตัวเองอยากจะร้องไห้                        
               267 ยะหื้อเปิ้นฮักยากนักจักหวัง ยะหื้อเปิ้นจังกำเดียวก่อได้ : ทำให้คนอื่นรักเรายากนัก ทำให้คนอื่นชังแป๊บเดียวก็ได้                        
               264 บ่ตันนั่ง ฟั่งเหยียดแข้ง (ระวังจะโก่น) : ยังบ่มีหยังเตี้ยแต่กึดไปไก๋กว่าตี๊มีอยู่ (ยังไม่มีอะไรแต่คิดไปไกลเกินตัว                        
               263 ปี้จายกับน้องเมีย เหมือนต๋าเพี้ยกับแมงเพิ้ง : พี่เขยกับน้องภรรยาถ้ามีอายุไม่ห่างกันเท่าใหร่อาจจะทำให้ทั้งสองฝ่ายอาจมีใจให้กันได้เวลามองกันทุกวัน                        
               262 จ๋าเหลือ , จ๋าเหลอ (คำยอง) : ไม่เชื่อฟัง เขาว่าอย่างหนึ่งก็ไปทำอีกอย่างหนึ่ง                        
               261 ขวาก : น. นกแขวก น. ไม้หรือเหล็กแหลม สำหรับปักเพื่อดักสัตว์                        
               260 ขวั้น : น. ขั้ว ส่วนที่ต่อของผลไม้                          
               259 ขวัก ๆ จีๆ : ก. คุ้ยเขี่ย ทำสิ่งที่สงบแล้วให้วุ่นวายอีก                        
               258 ขนคิงลุก : ก. ขนตัวลุกขนพอง                        
               257 ขะหนาน : น. ทิด คำเรียกผู้อุปสมบทแต่ลาสิกขาแล้ว หนาน ก็ว่า                        
               256 ขี้เกี้ยจมักขม ต๋าป๋มมักส้ม ไข้บ่หล้มมักต๋ำเตา คนบ่เลากิ๋นจิ๊ : คนแสนงอนชอบรสขม คนตาโปนมักรสเปรี้ยว คนที่ไข้นิด ๆ หน่อย ๆ นั้นชอบยำเตา (ตะใคร่น้ำชนิดหนึ่งที่ออกในนา คนภาคเหนือเรานำมาปรุงเป็นอาหาร) คนรูปร่างขี้เหร่ นั้นเป็นคนตระหนี่                          
               255 ไก่งามกับขน คนงานกับแต่ง ถ้าปากมันแหว่ง แต่งอย่างใดก็ตึงบ่งาม : ไก่งามเพราะขน คนจะสวยงามก็เพราะแต่งตัว แต่ถ้าหากว่าคน ๆ นั้น เป็นคนพิการ ปากแหว่ง ถึงจะแต่งให้สวยอย่างไรก็ยังไม่น่าดูอยู่นั่นเอง                        
               254 กำจ่มกำด่านั้นเป๋น กำดี ถ้าฟังบ่ถี่มันตึงบ่ม่วนหู : คำสั่งสอนของคนแก่นั้นย่อมจะเป็นคำดี ถ้าหากว่าฟังแล้วไม่ไตร่ตรองก็ย่อมจะ ไม่ชอบถ้า หากว่าไตร่ตรองแล้วก็จะรู้ว่านั้นคือ คำสั่งสอนที่แนะนำให้ประพฤติดี                          
               253 เก้าเหลี้ยมสิบเหลี้ยม บ่เต้าเหลี้ยมใบคา เก้าหนาสิบหนา บ่เต้าหนาความรู้ : เก้าแหลมสิบแหลมยังไม่แหลมเท่ายอดหญ้าคา เก้าหนาสิบหนาไม่เท่ากับความรู้                        
               251 กำบ่ดีบ่ควรเอามาเล่า กำป๋างเก่าบ่ดีเอามายาย บ่ใจ้ท่า ควายตึงบ่ลง : คำที่ไม่ดีก็ไม่สมควรที่จะเอามาพูดให้ใคฟัง คำเก่า ๆ ก็ไม่ควรนำมาขยาย หากว่าไม่ใช ่ท่าน้ำ ควายก็ไม่ลงไปเล่นน้ำ                          
               250 กิ๋นตานหยาดน้ำ ทำบุญหลวงหลาย จักได้สบาย เกิดสุขปายหน้า : ทำบุญไว้มาก ๆ ย่อมจะได้รับผลบุญตอบสนองในภาวะชาติหน้า                         249 กิ๋นได้เอาไว้ในไห กิ๋นบ่ได้เอาไว้ในใจ๋ : ของที่รับประทานได้เอาเก็บไว้ในไห ของที่รับประทานไม่ได้ให้เก็บเอาไว้ในใจ หมายความว่า ของที่ควรจะเป็นอาหารนั้นควรเก็บเาอไว้ในไห คือเก็บเอาไว้รับประทาน ส่วนของที่ รับประทาน ไม่ได้ ซึ่งเป็นคำพูดยกย่อง ติฉินนินทานั้น ควรจะเก็บเอาไว้ในใจ                          
               248 ก๋ำขี้ดีกว่าก๋ำตด : หมายความว่าโอกาสที่มาถึงนั้น แม้ว่าจะได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อน อย่าไปมัวรอ ของที่คิดว่าจะมีค่ามากกว่าทีหลัง เข้าทำนองสิบเบี้ยใกล้มือต้องรีบถือเอาไว้ก่อน                          
               247 กำติเตี๋ยนสำเนียงจ่มส้าม ย่อมจะมีมากู้ทิศ : คำติเตียนนินทานั้น ย่อมจะมีมาทั่วทุกสารทิศ                        
               246 กึ๊มงึ้มดื่มใน น้ำบ่อไหลเจี้ยวปื๊น : คนที่เงียบขรึมนั้น บทจะเอาจริงก็ขึ้นมาละก็ร้ายนัก เข้าสุภาษิตที่ว่า น้ำนิ่งไหลลึก                           245 ขะหนัด : น. สับปะรด                        
               244 กิ่วปูกิ่วดอยผ่อหัน กิ๋วคนไผผ่อบ่หัน : คอดของภูเขานั้นเราสามารถมองเห็นได้ แต่บุญวาสนาของคนเรานั้นไม่มีใครมามอง                         243 กำฟู่เก๊าเอาตุมตี้ไหน เอาก๋ำใส่ไฟ ฤาไหลน้ำกว้าง : คำพูดเมื่อเริ่มแรกนั้นเอาไปทิ้งเสียที่ใหน เอาไปเผาไฟหรือเอาไปทิ้งลงน้ำเสียแล้ว คือ เป็นคน เหลาะแหละ พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย รับปากอยู่หยก ๆ แล้วไม่ทำตามคำพูด                          
               242 แกว่งตี๋นหาหนาม : เป็นเรื่องของคนที่ชอบหาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเอง เรื่องของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนสักนิด แต่ก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ภายหลังมาก็พาให้ได้รับความเดือดร้อน                          
               241 กิ๋นหลาย ต๋ายคนเดียว : คนหาเงินมีเพียงคนเดียว แต่คนที่อาศัยกินด้วยนั้นมีจำนวนมาก                        
               240 กำขอแปงกว่ากำซื้อ ควรจักยื่นหื้อ ควรมีไมถี คนจะยินดี เพราะขอกั๋นได้ : คำขอร้องกันนั้นมีค่ามากมายกว่าเงินทอง คนเราอยู่ด้วยกันควรจะมีไมตรีต่อกัน                        
               239 แก่นต๋าตั๋วขวักออก เอาแก๋นบ่ากอกเข้ายัด : ของตัวดี ๆ เอาออกทิ้ง กลับเองของที่เลวกว่ามาใส่แทน เป็นคำเปรียบเปรยของคนที่เห็น ของ ผู้อื่นดีกว่าของตนเองว่า นัยน์ตาของตนอยู่ดี ๆ กลับควักทิ้ง แล้วเอาเม็ดมะกอกมาใส่แทนลูกตา                          
               238 กิ๋นหื้อปอต๊อง หย้องหื้อปอตั๋ว ป้อจายใคร่หัว : รับประทานให้พอกับกระเพาะ การแต่งตัวก็ต้องแต่งให้สมกับฐานะ ผู้ชายจะหัวเราะ ก็ต้อง หัวเราะให้ดัง ๆ                          
               237 ขดถวายหงายอ้งตี๋น : ก. นั่งขัดสมาธิเพรชให้อุ้งเท้าหงายขึ้น ขดถวาย (ขดสวาย)                        
               236 ขดถวาย : ก. นั่งสมาธิ                        
               235 ขดคู้ : ก. คุดคู้ งอลง                        
               234 ขดค้าย : ก. อพยพ ขยับ กระเถิบ                        
               233 ขดขอ : ก. ขดงอเหมือนขอ ขดขององอด ก็ว่า                        
               232 ข๋ด : ก. ม้วนเป็นวง เขยิบ กระเถิบ                        
               231 ขงขวาย : ก. ใฝ่แสวงหา ขมักเขม้น สะหนงขงขวาย ก็ว่า                            
                     
            
                                                
                          "ขอปัญญา จงเกิดแด่ท่าน"                         ของดีของเราไม่ต้องสงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้ก็ให้เขาไป             แต่ของไม่ดีของเราต้องสงวนไว้ ไม่ให้คนอื่นมาใช้
                                               
               ทีมา
                                  
               http://www.suthatsunday.com/forum/index.php?topic=91.0            
                     
8585  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / "กำบ่ะเก่า" กำนี้บอกเล่าถึงวิถีชีวิต เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:59:13 pm
"กำบ่ะเก่า" กำนี้บอกเล่าถึงวิถีชีวิต วิธีคิด ตลอดถึงภูมิปัญญาของคนบ่ะเก่าได้เป็นอย่างดี...ว่า"คนบ่าเก่า"นั้นมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และพอเพียง เช่นไหน ๆ ก็เข้าป่าไปหายอดผักมากินอยู่แล้วก็ให้พลอยหักฟืนแถว ๆ นั้นมาด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเข้าป่าไปสองทีสามที หรือเดิน ๆ ข้ามสะพานอยู่หากพลาดพลั้งตกลงไปในน้ำก็ให้พลอยอาบน้ำเสียเลย อย่างนี้เป็นต้น
 
"ใคร่หื้อเปิ้นฮักยากนักจักหวัง ใครหื้อเปิ้นจังกำเดียวก็ได้"
 ศัพท์ จัง หมายถึง เกลียด ชัง
 กำเดียว หมายถึง เดี๋ยวเดียว
 
 ความหมาย คือ " อยากให้คนอื่นรักยากมากที่จะหวังให้เขารักได้ อยากให้คนอื่นเกลียดชัง เดี๋ยวเดียวก็ได้"
 
 การที่จะทำให้คนจำนวนมากมารักชอบนั้นเป็นสิ่งที่ยากมาก ต้องอาศัยเวลา และความพยายาม ความอดทนอย่างสูงที่จะทำให้บุคคลอื่นเกิดความรักและไว้วางใจเรา แต่การทำให้คนจำนวนมากเกลียดนั้น เพียงแค่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อยที่ขัดใจพวกเขาก็ทำให้บุคคลนั้นเกลียดได้แล้ว
 
 "กำบ่มีแป๋งใส่ กำบ่ใหญ่แป๋งเอา"
 
 ศัพท์ แป๋งใส่ หมายถึง แต่งเรื่องขึ้น, ต่อเติมให้ยาวขึ้น
 แป๋งเอา หมายถึง สร้าง, ทำให้มีขึ้น
 
 ความหมาย "กำบ่มีแป๋งใส่" หมายถึง เรื่องราวไม่มี แต่แต่งเรื่องขึ้นเพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิด หรือสำคัญผิดในบุคคลนั้น "กำบ่ใหญ่แป๋งเอา" เรื่องราวมีเพียงเล็กน้อย แต่สร้างเรื่องราวให้มีมากกว่าเดิม ทำให้เกิดสำคัญผิดในบุคคลที่ถูกกล่าวถึง เป็นสุภาษิตที่กล่าวถึงบุคคลที่ชอบเอาเรื่องราวของผู้อื่นไปพูดในทางที่เสียหาย ทำ
 ให้ผู้อื่นได้รับความเสื่อมเสีย
 
 "ปากเป๋นลม เป๋นป๋มแก้ยาก"
 
 ศัพท์ ปากเป๋นลม หมายถึง พูดมากจนเกินไป
 ป๋ม หมายถึง ขอดของผิว , หรือเชือก
 
 ความหมาย "ปากเป็นลม เป็นปมแก้ยาก" หมายถึง การพูดมากเกินไป โดยที่มิได้คิดหรือไต่ตรองให้ดีก่อน อาจทำให้กลายเป็นปัญหาที่แก้ไขลำบาก เป็นสุภาษิตที่ใช้เปรียบเทียบกับคนที่พูดมากโดยมิได้คิดหรือไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูด ซึ่งบุคคลประเภทนี้มักจะเก็บความลับไม่อยู่ และชอบนำเรื่องราวต่างๆ ไปพูด จนทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมายากที่จะแก้ไขเหมือนกับกาารแก้ปมเชือก
 
 "ฟั่งได้บ่ดีเอา เผาไหม้บ่ดีกิ๋น"
 
 ศัพท์ ฟั่ง หมายถึง รีบ , รีบร้อน
 ความหมาย "ฟั่งได้บ่ดีเอา" การกระทำสิ่งใดก็ตามหากรีบร้อนก็จะทำให้สิ่งที่ทำนั้นออกมาไม่ดี ต้องเสียเวลา
 กลับมาทำอีกครั้ง
 "เผาไหม้บ่ดีกิ๋น" เวลาปิ้งเนื้อหรือปลา ถ้าไหม้เกรียมเกินไปจะทานไม่อร่อย เป็นสุภาษิต สอนคนไม่ให้รีบร้อนทำสิ่งใดเกินไป
 
 เปิ้นบ่ถามจะไปกล่าว เปิ๋นบ่ป่าวจะไปไป" ศัพท์ บ่ถาม หมายถึง ไม่ถาม
 กล่าว หมายถึง พูด
 ป่าว หมายถึง ประกาศ บอกให้รู้กัน
 ความหมาย "เมื่อไม่มีใครถามก็ไม่ต้องพูด และถ้าไม่มีใครบอกกล่าวหรือเชิ้อเชิญก็อย่าได้ไป" เป็นสุภาษิต
 ที่สอนเกี่ยวกับการกระทำสิ่งใดๆก็ตาม ควรรู้จักกาลเทศะ ไม่ควรพูดแทรกในขณะที่คนอื่นกำลังพูด
 
 "ปากหวานก้นส้ม ตางในขมเหมือนบ่าแคว้ง"
 
 ศัพท์ ปากหวาน หมายถึง พูดจาไพเราะ
 ตางใน หมายถึง ภายใน
 บ่าแคว้ง หมายถึง มะเขือพวง
 
 ความหมาย "ปากหวานก้นส้ม" การที่ปากกับใจไม่ตรงกัน คือต่อหน้าพูดจาไพเราะ พูดดี แต่ในใจตรงกันข้ามกับคำพูด
 "ตางในขมเหมือนบ่าแคว้ง" หมายถึงบุคคลที่มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ต่อผู้อื่นมีแต่ความคิดอิจฉาริษยา
 มุ่งร้ายผู้อื่นตลอดเวลา ตรงกับสุภาษิตภาคกลาง คือ" ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ"
 
 "กิ๋นง่ายจ่ายอ่วย เป๋นสะค่วยจักกล๋ายเป๋นคนตุ๊ก กิ๋นจิ๊กิ๋นจำ หมั่นฮิหมั่นฮ่ำ จักเป๋นดี"
 
 ศัพท์ จ่ายอ่วย หมายถึง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
 สะค่วย " คหบดี เศรษฐี
 จักกล๋าย " กลับกลาย
 กิ๋นจิ๊กิ๋นจำ " กินอย่างประหยัด , กินให้เป็น
 หมั่นฮิหมั่นฮ่ำ " ขยันหมั่นเพียร
 เป๋นดี " ร่ำรวย
 
 ความหมาย "กินอยู่อย่างสุรุ่ยสุร่ายแม้เป็นเศรษฐีก็จะกลับกลายเป็นคนจนได้" "กินอย่างประหยัด ขยันหมั่นเพียรในการงานก็จะร่ำรวยในภายภาคหน้าจนได้" เป็นสุภาษิต สอนบุคคลที่ไม่รู้จักประหยัดเก็บออมเงินไว้ เมื่อหาเงินได้เท่าไหร่ก็ใช้จ่ายหมด โดยไม่คำนึงว่าถ้าเงินหมดแล้ว เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงินจะเอามาจากที่ไหน แม้เป็นเศรษฐีก็จะยากจนได้ แต่ถ้ารู้จักประหยัดเก็บออมเงินไว้ พยายามขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงานแม้ยากจนก็สามารถร่ำรวยได้
 
 จิกดอยยังอยู่ปื้นตี๋นคนขึ้น อย่าไปลื่นคนมีความเพียร"
 
 ศัพท์ จิกดอย หมายถึง ยอดดอย
 ลื่น " ประมาท
 
 ความหมาย ยอดดอยแม้จะสูงสักปานใดก็ยังมีคนพยายามปีนป่ายขึ้นไป เพราะฉะนั้นอย่าประมาทคนที่มีความเพียรพยายาม
 
 "เจ๊าก็ว่างาย ขวายก็ว่าแดด"
 
 ศัพท์ เจ๊า หมายถึง เช้า
 ขวาย " สาย , ตั้งแต่เวลาเช้าถึงเที่ยง
 งาย " เวาลาประมาณ 8.00 - 10.00 น.
 
 ความหมาย "เช้าก็บอกว่ายังไม่สาย สายแล้วก็บอกว่าแดดร้อน" เป็นสุภาษิตใช้กล่าวถึงบุคคลที่ชอบผลัดผ่อนในการทำงานตลอดโดยมีข้ออ้างหรือหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสมอ
 
 
 คัดมาจาก...หนังสือชุดภูมิปัญญาล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มช.
 สถาบันวิจัยสังคม มช.
 จากคุณ :เจ้านาง
 
http://board.dserver.org/k/khonnaruk/00000107.html
8586  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / นานาสาระ เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว / ประวัติโดยย่อ "ครอบครัวชินวัตร" เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:49:47 pm
ประวัติโดยย่อ "ครอบครัวชินวัตร"
   
   
นายเลิศ ชินวัตร ชื่อเดิมคือ นายบุญเลิศ แซ่คู เป็นบิดาของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่เขตอำเภอสันกำแพง ด้านธุรกิจได้ทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น สัมปทานรถเมล์ ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ชาวเชียงใหม่ทั่วไปมักเรียกกันว่า "พ่อเลี้ยงเลิศ" ตระกูล "ชินวัตร" นั้นเริ่มต้นมาจากนายอากรเส็งและคุณนายทองดี เป็นชาวจังหวัดจันทบุรี ต่อมาอพยพครอบครัวมาอยู่ที่เชียงใหม่ประกอบอาชีพเก็บอากรบ่อนเบี้ยส่งให้ทางราชการ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๕๓ อพยพครอบครัวไปอยู่ที่อำเภอสันกำแพง นายอากรเส็งและคุณนายทองดี มีบุตรธิดา ๔ คน คือ นางมุ้ยเซียน(แต่งงานกับนายวนิช ตันสุภายนหรือเถ้าแก่หมาขาว) , นายเชียง ชินวัตร , นายเบี้ยว ชินวัตรและนายเล็ก ชินวัตร(หนังสือผู้บุกเบิกแห่งเชียงใหม่,ปราณี ศิริธร,๒๕๒๓)

pp    iii

นายเลิศ ชินวัตร เป็นบุตรคนที่ ๔ ของนายเชียงและนางแสง ชินวัตร เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๒ ที่อำเภอสันกำแพง เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เคยได้รับรางวัลเรียนดีระดับเหรียญทองมาแล้ว หลังจากจบมัธยม ๘ ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เรียนได้เทอมเดียวต้องกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว ขณะนั้นกิจการหลัก คือ โรงงานทอผ้าไหมชินวัตรพาณิชย์และธุรกิจตลาดสดสันกำแพง ต่อมาได้ประกอบอาชีพหลายอย่าง ทั้งรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามต่างจังหวัด เปิดร้านกาแฟที่ห้องแถวไม้หน้าตลาดสันกำแพง ทดลองทำสวนส้มเขียวหวาน สวนฝรั่งและผลไม้เมืองหนาว หลังจากนั้นหันมาทำงานธนาคารนครหลวงไทย สาขาเชียงใหม่ ตำแหน่งหัวหน้าสินเชื่อ ต่อมาร่วมหุ้นทำโรงภาพยนตร์ศรีวิศาลและได้ซื้อหุ้นไว้ทั้งหมด หลังจากนั้นได้สร้างโรงภาพยนตร์ชินทัศนีย์ที่ถนนเจริญเมืองและซื้อกิจการรถเมล์วิ่งในตัวเมืองเชียงใหม่

   
   
นายเลิศ ชินวัตร เริ่มสนใจเล่นการเมืองท้องถิ่นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐ ขณะอายุ ๔๘ ปี เริ่มสมัครสมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่และได้รับเลือก ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ลงรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่และได้รับเลือก ต่อมาได้รับเลือกอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ด้านครอบครัวสมรสกับนางยินดี สกุลเดิม ระมิงวงศ์ มีบุตรธิดารวม ๙ คน คือ นางเยาวลักษณ์(สมรสกับ พ.อ.พิเศษศุภฤกษ์ คล่องคำนวณการ) , พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร(สมรสกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์) , นางเยาวเรศ(สมรสกับนายวีระชัย วงศ์นภาจันทร์) , นางปิยนุช(สมรสกับนายสง่า ลิ้มพัฒนาชาติ) , นายอุดร ชินวัตร , นางเยาวภา(สมรสกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) , นายพายัพ(สมรสกับนางพอฤทัย จันทรพันธ์) , นางมณฑาทิพย์(สมรสกับนายแพทย์สมชัย โกวิทเจริญกุล) , นางทัศนีย์และนางยิ่งลักษณ์(สมรสกับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร) นายเลิศ ชินวัตร เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ด้วยโรคระบบหายใจล้มเหลว ขณะอายุ ๗๘ ปี(หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพนายเลิศ ชินวัตรและสัมภาษณ์คุณเถาวัลย์ ชินวัตร)
   
   
   
   
   
หลังจากโรงภาพยนตร์ตงก๊กเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเลิศ ชินวัตร แล้ว ต่อมาเปลี่ยนเป็นร้านสรรพสินค้าอยู่ระยะหนึ่ง กิจการไม่ค่อยก้าวหน้าจึงปล่อยทิ้งไว้ จนมาเป็นบริษัทแอด้านซ์อินโฟร์เซอร์วิสในปัจจุบัน

ที่มา http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=64

โพสต์โดย : พ.ต.ท.อนุ เนินหาด จากเรื่อง ย่านถนนท่าแพ (23)

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทักษิณ ชินวัตร จากตำรวจถึงนายกรัฐมนตรี

ภาพจากอินเตอร์เน็ต
8587  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / นานาสาระ เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว / มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย...เป็นมื้อตายผ่อนส่ง เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:38:13 pm
จดหมายที่ถูกส่งต่อ fwmail
 
 ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน
 มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย...เป็นมื้อตายผ่อนส่ง
 
 
 

 คำตอบคือ กินสายกลาง
 กินสายกลาง คือ กินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง + งดมื้อเย็น
 เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้
 สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโต ๆ มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่ จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก.. ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน60 นาที จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด
 ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่าง ๆ โดย ตับ เป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่าง ๆ ก็มากทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโต ๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น หรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่น ถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร
 การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน
 การไม่กินอาหารมื้อเย็น เป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน
 
 
 

 วิธีฝึกมี 4 วิธี
 1. ค่อย ๆ ลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อย ๆ เช่น ลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็น แล้ว ห้ามกินอาหารใด ๆ ทั้งนั้น ยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น
 2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่น จาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น สุดท้ายงดอาหารเย็น
 3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว
 4. กินมังสวิรัติมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน
 ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน
 
 
 

 โรค Attention Deficit Trait โดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th
 ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ? คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในเวลาเดียวกัน เช่น ในขณะที่กำลังเช็คอีเมล์ทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด
 แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่าการทำงานในลักษณะ **Multitasking** นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก **Attention Deficit Trait** หรือ **ADT** โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก
 ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่? ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็น “โรคสมาธิสั้น”
 ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นาน ๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่าง ๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา
 โรค ADT นี้ มักจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือ สิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อย ๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อย ๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้นเมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็วการทำงานหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงาน ๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
 ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น? ง่าย ๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น
 โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบันก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่าง ๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า
 ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม "ปิดประตู" เพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
 
 
 

 ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง
 เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก, เมนส์ไม่มา แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้าง แล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงซะอีก เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาด ๆ ยาก เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะ พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี พอทำอย่างนี้ไปนาน ๆ เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย
 โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่? ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง
 จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ ๆ ก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้ และฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอเส้นเลือดอุดตันได้เลย
 เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นอีกอยู่ดี เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออกยังนอนก้นอยู่ในร่างกายเรา ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือดเราอีก เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้ และลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีกเลือดเราก็ยังสกปรกและข้น หนืดมากขึ้นไปอีก และลองพิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพียงใด ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุก ๆ วัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก
 ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่เราทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่างกายเราทั้งหมดหรือ? ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่ การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมา ๆ หยุด ๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป ที่ถูกสำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์ เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
 
 
 

 ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
 1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ 2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
 3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ 4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
 5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน
 เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังที่กล่าวมา ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่าง ๆ ให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อย ๆ เหมือนรุกใต้ดิน โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...
 
 เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง – เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy
 เพื่อนคนหนึ่ง หกล้ม ในงานบาร์บีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้หาหมอ แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น อิงอิงดูยืนไม่ค่อยมั่นคง เพื่อนช่วยปัดเสื้อผ้าให้ แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น ถ้าหากเพื่อน ๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อน ๆ บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็นอัมพฤตหรืออัมพาต
 แพทย์ประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด หากคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้
 S: (smile) ให้ผู้ป่วยยิ้ม
 T: (talk) ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง
 R: (raise) ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง
 อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย !!!
 ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบติดต่อแพทย์ หรือส่ง ร.พ. โดยด่วน
 ***ด้วยความปรารถนาดี จาก ฝ่ายทรัพยากรบุคคล***
8588  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / บทความสุขภาพ / สมุนไพรที่ควรรู้จัก เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:35:22 pm
                                                                                                                                                                                                                                                                                   
           
สมุนไพรที่ควรรู้จัก
           
           
ขี้เหล็ก
           
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia siamea Britt. Caesalpiniaceae, Leguminosae
             ชื่อสามัญ CASSOD TREE,THAI COPPER POD, SIAMESE CASSIA.
            
             ส่วนที่ใช้เป็นยา
             ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอก ดอกตูมแห้ง และแก่น ขนาดและวิธีใช้สำหรับ อาการท้องผูก ใช้ ใบอ่อน
             ดอกและแก่นแห้ง ประมาณ 4 - 5 กำมือ น้ำหนัก 20 - 25 กรัม ใส่น้ำให้ท่วมเติมเกลือเล็กน้อย ต้ม 10 - 25 นาที ดื่มก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอนให้หมดในครั้งเดียว
            
             ขนาดและวิธีใช้
             สำหรับอาการเบื่ออาหาร ใช้ใบ ยอดอ่อน และดอก ต้มเดือด เคี่ยว 5 - 10 นาที เทน้ำทิ้ง และต้มใหม่เอาเนื้อสำหรับจิ้มน้ำพริก หรือแกงรับประทานสำหรับอาการนอนไม่หลับ ใบอ่อนและดอกตูมแห้ง 150 กรัม เติมเหล้าโรงพอท่วม แช่ทิ้งไว้ 5 -7 วัน คนบ่อย ๆ กรองเอากากออก ดื่มครั้งละ 1 - 2 ช้อนชาก่อนนอน
            
             สรรพคุณ
             - แก้อาการท้องผูก การที่ส่วนต่าง ๆ ของขี้เหล็ก ช่วยแก้อาการท้องผูกได้
             เพราะมีสารสำคัญพวกแอนทราควิโนนหลายชนิด ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย
             - ช่วยเจริญอาหาร การที่ใบและดอกขี้เหล็ก ช่วยเจริญอาหารได้ เพราะมีสารที่มีรสขมจึงช่วยกระตุ้นทำให้อยากอาหาร
             - ช่วยให้นอนหลับ การที่สารสกัดด้วยเหล้าโรงของใบอ่อน และดอกตูมแห้งของขี้เหล็ก
             สามารถช่วยให้นอนหลับได้ เพราะมีสารพวกอัลคาลอยด์ ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง
             ช่วยทำให้นอนหลับ แต่ไม่ไช่ยานอนหลับโดยตรง
            
             ข้อเสนอแนะ การใช้สมุนไพรแก้อาการท้องผูก
             1. สมุนไพรพวกนี้ ให้ใช้ในขณะที่มีอาการท้องผูก ห้ามใช้ประจำ เพื่อจุดประสงค์ต้องการ
             ให้มีรูปร่างระหง และควรรับประทานยาสมุนไพรก่อนนอน
             2. ขนาดที่ใช้อาจเพิ่มหรือลดลงได้เล็กน้อยขึ้นอยู่กับ "อายุ" เด็ก หรือผู้ที่ธาตุเบา
             ควรใช้ขนาดลดลง ถ้าผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือ ธาตุหนัก ควรเพิ่มสมุนไพรเล็กน้อย
           
           
บัวบก
           
ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb.
             วงศ์ APIACEAE
             ชื่อสามัญ Asiatic Pennywort, Indian Pennywort, Tiger Herbal
             ชื่ออื่นๆ ปะหนะเอชาเด๊าะ
           
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
            
บัวบกเป็นพืชล้มลุก ขึ้นเป็นกอติดดิน มีอายุหลายปี ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดิน แตกราก และใบตามข้อ ใบเป็นเดี่ยว รูปไตออกเป็นกระจุกตามข้อ ขอบใบหยัก ก้านใบยาว ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อเล็กๆ ประมาณ 3-4 ดอก ดอกสีม่วงแดง ผลแบน
           
การปลูก
            
บัวบกขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและไหล ตัดแยกไหลที่มีต้นอ่อนและมีรากงอก นำไปปลูกในที่ชื้นแฉะ แต่ต้องมีแดดพอสมควรเป็นพืชที่ขึ้นง่าย
           
สาระสำคัญ
            
ในลำต้นและใบมีสารที่สำคัญคือ กรดมาดีคาสสิค (madecassic acid), กรดเอเซียติก ( asiatic acid) สารเหล่านี้ จะมีฤทธิ์ในการสมานแผล ช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อเป็นหนองในได้อีกด้วย
           
ส่วนที่ใช้เป็นยา    ต้นสดและใบสด
             ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา     เก็บใบที่สมบรูณ์เต็มที่
           
รสและสรรพคุณยาไทย
                 
   กลิ่นหอม   รสขมเล็กน้อย   แก้อ่อนเพลีย   เมื่อยล้า   จึงนิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร
           
คุณค่าด้านอาหาร
                  
   ใบบัวบก   กรอบ   รสมัน ใช้เป็นผักรับประทานแกล้มกับอาหารได้หลายอย่าง เช่น   กะปิคั่วหมี่กรอบ    ก๋วยเตี๋ยว    ผัดไทย    ใช้เป็นกับแกล้มกับแกงเผ็ดของทางใต้ น้ำคั้นจากใบสดทำให้เจือจาง     ใส่น้ำเข็งและน้ำตาล   ทำเป็นเครื่องดื่ม   คนจีนถือว่าน้ำใบบัวบกเป็นยาแก้ช้ำใน   ทำให้เลือดกระจาย   หายฟกช้ำได้ดีแก้กระหายน้ำและบำรุงกำลัง   ใบบัวบกมีวิตามินเอ และสารแคลเซียมมากที่สุด   นับ
             เป็นผักที่ช่วย   บำรุงสายตาได้ดี นอกจากยังพบโปรตีน   คาร์โบไฮเดรท    เส้นใย   ฟอสฟอรัส   เหล็ก  
             และวิตามินอีกหลายชนิด  
           
สรรพคุณ
             1.    บำรุงสมอง
นำใบบัวบกมาล้างน้ำให้สะอาด โขลกให้แหลกนำไปต้มกรองเอาแต่น้ำมาดื่ม หรือจะคั้นสด ผสมกับน้ำดื่มก็ได้ อาจเติมน้ำตาลทราย และ เกลือนิดหน่อย ให้ชวนดื่ม ดื่มไปทุกวันๆละ 1 แก้ว
             2 .    บำรุงหัวใจ ต้มดื่ม เช้า-เย็น ครั้งละ 1 แ้ก้ว
             3 .    แก้ร้อนในกระหายน้ำ จะต้มหตือคั้นสดก็ได้ ดื่ม แก้ว เวลากระหายน้ำ
             4 .     แก้ช้ำใน นำใบบัวบกสะอาดสดมาโชลก แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม เช้า-เย็น ครั้งละ 1  ถ้วยตะไล ไม่นานอาการช้ำในก็จะทุเลาลงไปเรื่อยๆ
             5 .     ความดันโลหิตสูง ต้มน้ำใบบัวบกต้ม เช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว เป็นเวลา 5-6 วัน แล้วลองวัดความดันโลหิตดู จะลดลงมาปกติ อาการของโรคจะหายได้ จากนั้น ควรควบคุมเรื่องอาหาร กับการออกกำลังกายและอารมณ์
             6 .     ลดอาการแพ้   ผื่นคัน ปวดแสบ ปวดร้อน อักเสบได้ นำใบบกสะอาดมาตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่แพ้ อักเสบ อาการที่เป็นจะค่อยๆทุเลาลง
             7 .     รักษาบาดแผลสด ใช้ตำและพอกที่แผล สามารถทำลายเชื้อโรคได้ บัวบกจะช่วยลดอาการอักเสบ ช่วยให้แผลหายเร็ว และแผลเป็นมีขนาดเล็ก
             8 .     ดับพิษไข้ คั้นเอาน้ำสด ดื่ม 1 ถ้วยตะไล ไม่ต้องผสมน้ำเลย ดื่ม 3 เวลา เช้า-กลางวัน - เย็น
             9 .     แก้ปวดท้อง มวนในท้อง ท้องเสียได้ โดยคั้นเอาน้ำสดๆเข้มข้นดื่มช่วยให้ทุเลาได้
             10 .     แก้บิด ใช้ใบบัวบกสอเข้มข้น ดื่มสดๆ เพื่อทำลายเชื้อบิด ดื่มเช้า - กลางวัน - เย็น ประมาณ ครั้งละ 1 ถ้วยตะไล
             11 .     แก้ดีซ่าน เอาบัวบกมาคั้นน้ำดื่มสดๆ 3 เวลา เช้า-กลางวัน-เย็น
             12 .    แก้อาเจียนเป็นเลือด คั้นเอาน้ำสดๆ ดื่ม 3 เวลา เช้า - กลางวัน – เย็น
             13 .     รักษาอาการตาแดง ตำใบบัวบกสดๆหลับตาแล้วพอกที่ตาเป็นเวลานานๆ แล้วเปลี่ยนยา   บ่อยๆ หายได้ในที่สุด
            
14 .     สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
             15 .     แ้ก้เจ็บคอ
เอาบัวบกสดเข้มข้น ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วจิบเอา แก้อาการเจ็บคอดีมากจิบได้เรื่อยๆ
             16 .     ขับปัสสาวะ นำใบบัวบกสดคั้นน้ำ ดื่มกันสดๆ อาจเติมความหวานเล็กน้อยก็ได้
             17 .     แก้กามโรค เป็นน้ำกระสายยา ในการรักษากามโรค กินร่วมกับยาอื่นได้
             18 .     แ้ก้โรคเรื้อน ใช้ใบบัวบกคั้นน้ำดื่มทุกๆวัน เช้า-เย็น และตำพอกแผลด้วย
             19 .     ป้องกันมะเร็ง ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ดื่มบ่อยๆ
            
20 .     แก้อาการอ่อนเพลีย
             21.      ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
ใช้ใบบัวบกสดทั้งต้น 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด ตำให้ละเอียด เอาน้ำทาบริเวณที่ เป็นแผลเป็นบ่อยๆ ใช้กากพอกด้วยก็ได้ จะช่วยลดอาการอักเสบและทำให้แผลหายเร็วขึ้น ปัจจุบันทดลองในรูปครีมของสารสกัดจากบัวบก 1 % ใช้ได้ดี
             22 .     แก้อาการฟกช้ำ ช่วยให้เลือดกระจายตัว ชาวจีนเชื่อกันว่า บัวบกแก้ฟกช้ำ แก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจายตัวหายฟกช้ำได้ดี แก้กระหายน้ำ และบำรุงร่างกายได้อีกด้วยมักใช้ในรูปของผักสด และเตรียมเป็นเครื่องดื่ม ประเทศฝรั่งเศสมีการพัฒนายาจากบัวบก โดยทำในรูปของครีมทาแผล ยาผงโรยแผล ยาเม็ดรับประทาน พลาสเตอร์ปิดแผล และในรูปยาฉีด เพื่อใช้ในการรักษาแผลสด และแผลหลังผ่าตัด ในประเทศไทย มีผู้ทดลองเตรียม ครีมจากสารสกัดบัวบกเพื่อใช้ทาแผล และบริเวณฟกช้ำ ใช้รักษาได้ผลดี
           
           
อินทนิลน้ำ
           
ชื่อพื้นเมือง   ฉ่องมู ชอง (กะเหรี่ยง - กาญจนบุรี) บาเอ (ปัตตานี) บางอบะซา (ยะลา นราธิวาส มาเลเซีย) ชื่อวิทยาศาสตร์  Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.
            
ชื่อวงศ ์ ตะแบก เสลา อินทนิล LYTHRACEAE
             ชื่อสกุลไม้ ตะแบก Lagerstroemia L.
             ชื่อสามัญ Jarul, Pyinma, Queens Flower, Queens Crape Myrtle, Pride of India อินทนิล (ภาคกลาง ใต้) ตะแบกดำ (กรุงเทพฯ
           
นิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์
             ในประเทศไทย
พบขึ้นตามที่ราบลุ่มทั่วไป และบริเวณริมฝั่งแม่น้ำลำห้วย ในป่าเบญจพรรณชื้น และป่าดงดิบทุกภาค แต่ที่มีมากขึ้นอยู่ตามป่าดงดิบในภาคใต้ ที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 600 ม.
           
ในต่างประเทศ พบที่ ประเทศ ในเขตเอเชียตะวันเฉียงใต้
           
สถานภาพ   ประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา ยกเว้นกรณีขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์
           
ลักษณะทั่วไป
                 ต้นไม้ เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
สูง 10 - 25 ม. ผลัดใบ โคนต้นไม่ค่อยมีพูพอน ลำต้นเมื่อเล็กมักคองอไม่ค่อยตรง แต่เมื่อใหญ่จะเปลาตรง มักมีกิ่งใหญ่ะ แตกออกตามลำต้น กิ่งล่างสูงจากพื้นดินไม่มากนัก ดังนั้นเรือนยอดจังแผ่กว้าง เป็นพุ่มกลม สัดส่วนของเรือนยอดเป็น 9 ใน 10 ส่วน ของความสูงทั้งหมด เปลือกนอก หนาประมาณ 1 ซม. สีเทา หรือสีน้ำตาลอ่อน และมักมีรอยด่างเป็นดวงสีขาว ค่อนข้างเรียบ ไม่แตกเป็นร่องหรือมีรอยแผลเป็น เปลือกใน ออกสีม่วง
           
   ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามหรือเยื้องเล็กน้อย รูปใบค่อนข้างยาวแบบขอบขนาน หรือแกมรูปหอก กว้าง 5 - 10 ซม. ยาว 11 - 26 ซม. เนื้อใบค่อนข้างหนา เกลี้ยง เป็นมันทั้งสองด้าน โคนใบมนหรือเบี้ยวเยื้องเล็กน้อย ปลายใบเรียวและเป็นติ่งแหลมเล็กน้อย ใบอ่อน สีน้ำตาลอ่อน เรียบ ไม่มีขน เนื้อ หนา เกลี้ยงเป็นมัน ใบแก่ เขียวเข้ม เรียบไม่มีขน เนื้อหนา เกลี้ยงเป็นมัน เส้นแขนงใบมี 9 - 17 คู่ เส้นโค้งอ่อน และจรดกับเส้นถัดบริเวณใกล้ ๆ ขอบใบ เส้นใบย่อยเห็นไม่เด่นชัดนัก ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบยาว 1 ซม. เกลี้ยง ไม่มีขน
           
    ดอก ออกเป็นช่อแบบแยกแขนง ช่อยาวถึง 30 ซม. ออกตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบตอนใกล้ ๆ ปลายกิ่ง แต่ละดอกบานเต็มที่ กว้าง 5.0 - 7.5 ซม. ตรงส่วนบนสุดของดอกตูมจะมีตุ่มกลมเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงกลาง ผิวนอกของกลีบรองกลีบดอกซึ่งติดกันเป็นรูปถ้วย หรือรูปกรวยหงายจะมีสันนูนตามยาวปรากฎชัด และมีขนสั้นคลุมประปราย ปลายแยกเป็นแฉก 6 แฉก กลีบดอกบาง รูปช้อนที่มีโคนกลีบเป็นก้านเรียว ผิวกลีบเป็นคลื่น ๆ บ้างเล็กน้อย ดอกมีสีต่าง ๆ กัน เช่น สีม่วงสด หรือม่วงปนชมพู หรือสีชมพูล้วน กลีบดอก 5 กลีบ เกสรผู้จำนวนมาก ยาวไม่เท่ากัน สีเหลืองสดใส รังไข่ กลม เกลี้ยง
           
   ผล เป็นชนิดผลแห้ง ผิวแข็ง เกลี้ยง มีขนาดใหญ่ กลมรี ยาว 2.2 - 2.6 ซม. ผลแก่ ผลแห้งแตกตามยาว 6 ซีก แต่ละซีกมีเมล็ดขนาดเล็กที่มีปีกบาง ๆ โค้งติดทางด้านบน ช่วยให้การกระจายพันธุ์กว้างไกล
           
   ระยะเวลาในการออกดอกและเป็นผล ออกดอกระหว่างเดือน มีนาคม-มิถุนายน และเป็นผลแก่ระหว่าง เดือน ตุลาคม-ธันวาคม
           
  การขยายพันธุ์ นิยมเพาะกล้าไม้จากเมล็ด
           
ลักษณะเนื้อไม้
                  เนื้อไม้แปรรูป
เมื่อยังใหม่อยู่เป็นสีแดงเรื่อ ๆ หรือชมพูอ่อน พอนานเข้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนตรง เนื้อค่อนข้างละเอียด เป็นมันเลื่อม แข็งปานกลาง เหนียว ทนทาน โดยเฉพาะการใช้ในน้ำ หรือที่แห้งได้ดี เลื่อย ไสกบ ตบแต่งง่าย ขัดเงาได้งาม
           
  ความถ่วงจำเพาะ ประมาณ 0.65 (13%)
           
  สกายสมบัติ มีอัตราการยืดหดตัว ทางด้านรัศมีร้อยละ 5.12 ด้านสัมผัสร้อยละ 6.61 ทางด้านยาวตามเสี้ยนร้อยละ 0.30
           
  กลสมบัติไม้ เนื้อไม้มี ความแข็ง 474 กก. ความแข็งแรง 875 กก./ตร.ซม. ความดื้อ 91,400 กก./ตร.ซม. ความเหนียว 1.70 กก.-ม.
           
  การผึ่งการอบ ผึ่งด้วยกระแสอากาศแห้งได้ดี ไม้ขนาด 1 x 6 นิ้ว มีความชื้น 69% ผึ่งให้แห้งจนมีความชื้น เหลืออยู่ประมาณ 14% ใช้เวลาประมาณ
           
การใช้ประโยชน์
           
ด้านเนื้อไม้แปรรูป ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โดยมากใช้เป็นกระดานพื้จ ฝา รอด ตง กระเบื้อง ไม้มุงหลังคา และส่นประกอบส่วน ๆ ทำเรือใบ เรือแจว เรือเดินทะเล แจว พาย กรรเชียง ทำไถ ไม้นวดข้าว ครก สาก กระเดื่อง ทำลูกหีบ ซี่ล้อ ตัวถึงเกวียน รถ ทำไม้คาน ไม้กั้นบ่อน้ำ ร่องน้ำ และ กังหันน้ำ ไม้หมอนรถไฟ ถังไม้ ทำหีบศพอย่างดี เปียโน
           
ด้านสมุนไพร ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพรและสรรพคุณ คือ
           
             ราก รสขม แก้แผลในปากคอ ใช้เป็นยาสมานท้อง
           
            ใบ รสจืดขมฝาดเย็น ต้มหรือชงน้ำดื่มกิน แก้เบาหวาน ลดความดัน ขับปัสสาวะ
           
             เมล็ด รสขม แก้โรคเบาหวาน แก้นอนไม่หลับ
           
            เปลือก รสฝาดขม แก้ไข้ แก้ท้องเสีย
           
            แก่น รสขม ต้มดื่มแก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้โรคเบาหวาน
            
            
ด้านการเป็นไม้ประดับ
            
ความน่าสนใจของไม้ต้นนี้คือ เป็นไม้ที่มีรูปทรงลำต้นและเรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งก้านมาก มีรูปทรงที่ส่งผลต่อการแตกตาดอกซึ่งออกตามปลายกิ่ง หรือส่วนที่แตกตาดอกได้ยิ่งมีการตัดแต่งกิ่งก้านควบคุมรูปทรงจะช่วยให้เกิดยอดมาก นั่นหมายถึงมีโอกาสเกิดดอกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกมีสีสันสดใสสวยงามและให้ความอลังการมาก ดอกบานทนนาน มีรูปช่อเด่นและมีปริมาณช่อดอกดก ที่ให้สีสันหลายระดับตั้งแต่สีม่วง สีชมพูอมม่วงและสีชมพูล้วน ๆ ช่วงเวลาออกดอกช่วยแก้ไขความร้อนรุ่มของอากาศให้สดชื่นได้มาก จึงเป็นที่นิยมในการปลูกเป็นไม้ประดับตามถนนหนทาง บริเวณสำนักงาน ที่สาธารณะทั่วไป สามารถนำไปปลูกประดับในป่าอนุรักษ์เพิ่มสีสันและเสน่ห์ของป่าได้อย่างเหมาะสมกับการจัดภูมิทัศน์
           
           
แก้ว
           
ชื่อวิทยาศาสตร์( Scientific Name ):Murraya paniculata (L.) Jack.
           
ชื่อวงศ์ ( Family Name ) :RUTACEAE
           
ชื่อสามัญ( Common Name ) : Orange Jessamine Satin-Wood, Cosmetic Bark Tree
           
ชื่ออื่นๆ ( Other Name ) : แก้วขาว(กลาง) แก้วขี้ไก่(ยะลา) แก้วพริก ตะไหลแก้ว(เหนือ)
             แก้วลาย(สระบุรี) จ๊าพริก(ลำปาง)
           
ข้อมูลทั่วไปและประวัติ
           
แก้วนั้นนิยมนำมาเป็นไม้ประดับเวลาที่ดอกแก้วบานนั้นจะบานพร้อมกัน มองดูเป็นสีขาวสะพรั่งไปทั่วดูสวยงามยิ่ง และยังสามารถตัดให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ แก้วนั้นเป็นไม้ขนาดเล็กสามารถพบได้ตามป่าไม้เบญจพรรณ หรือ ตามบริเวณภูเขาหินปูน แก้วนั้นเป็นไม้ที่แต่เดิมนิยมนำเอาไม้มาทำเป็นไม้เท้า เพราะเนื้อไม้มีลายสวยงามขัดชักเงาได้ดี นอกจากนี้ยังนำเอาใบแก้วมาใช้ปรุงเป็นยาขับสตรี เรียกว่า ยาประสะใบแก้ว และยังเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ ใช้ขับลม
           
ลักษณะทั่วไป
                 
  เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 10 เมตร เปลือกแตกเป็นร่องตามยาวและมักบิดเวียน
           
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 5 - 9 ใบเรียงสลับจากเล็กไปหาใหญ่ ใบรูปรี
             กว้าง 1.5 - 4 เซนติเมตร ยาว 2 - 10 เซนติเมตร แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมันที่ใบเป็นมัน ที่ใบมีต่อมน้ำมัน
           
จุดเด่นของดอก     ช่อดอกสีขาว ดอกออกเป็นข่อดอกสั้นๆ ตามซอกใบ ช่อละ 2 - 3 ดอก
             ก้านดอกยาว 0.5 - 1.0 เซนติเมตร กลีบเกลื้ยงสีเขียวขนาดเล็กมี 5 แฉก ติดอยู่ทนจนถึงเป็นผล กลีบดอกมี
             5 กลีบ รูปรี กว้าง 0. 5 เซนติเมตร ยาว 1.0 -1.5 เซนติเมตร ปลายกลีบมนหรือเรียวแหลม บานเวลากลางคืน ขณะที่   บานกลีบดอกม้วนออกและร่วงง่าย ดอกมีกลิ่นหอมมากในช่วงเวลาตอนกลางคืน ดอกออก
             ตลอดปี มีดอกดกในช่วงต้นและกลางฤดูฝน
           
ผล เป็นรูปรี ยาว 1 เซนติเมตร เมื่อแก่เปลือกมีสีแดงอมส้ม แต่ละผลมี 1 - 2 เมล็ด
           
การขยายพันธ์และการปลูกเลี้ยง
            
ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด และตอนกิ่งแต่ในปัจจุบันนิยมการตอนกิ่ง เนื่องจากออกรากได้ง่าย ใช้เวลา
             เพียง 1 เดือน รากมีจำนวนมากและแข็งแรงเมื่อตัดไปปลูกชำก็ไม่ค่อยเหี่ยวเฉา การปลูกในที่ร่มรำไร พบว่าจะมีความสูงอย่างรวดเร็ว ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันแต่ไม่ค่อยมีดอก ในขณะที่ปลูกกลางแจ้งพบว่า จะมีทรงพุ่มกลมสวยงามและมีดอกดก
           
การปลูกและการดูแลรักษา
            
แก้วนั้นต้องการแสงแดดจัด ดังนั้นควรที่จะปลูกไว้กลางแจ้งดินที่ปลูกควรเป็นดินปนทราย แก้วนั้นไม่ชอบดินเหนียวแก้วนั้นต้องการน้ำปานกลางไม่มากนัก ถ้าดูแลบ่อย ๆ หมั่น รดใส่ปุ๋ย แก้วก็จะออกดอกให้ชม ได้เรื่อย ๆ เป็นระยะ ประมาณ ปีละ 5-6 ครั้งต่อปี
            

             การใช้ประโยชน์
            
ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ โชว์ทรงพุ่มนิยมปลูกตามข้างทาง ข้างถนน และตัดเป็นรั้ว ตัดแต่งเป็นรูปสัตว์หรือปลูกเป็นแปลง แล้วตัดให้แตกกิ่งแน่นทึบ เพื่อใช้คลุมพื้นดิน
           
หมายเหตุ         
             แก้วแคระมีลักษณะเหมือนแก้วธรรมดา ทุกประการเพียงแต่ย่อขนาดเล็กลงจึงเหมาะที่
             จะปลูกเป็นไม้กระถางมาก
           
           
 
           
           
คำฝอย
           
ชื่อสามัญ / ชื่ออังกฤษ     Safflower
             ชื่อวิทยาศาสตร์     Carthamus tinctorius Linn.
             วงศ์     Compositae
             ชื่ออื่น / ชื่อท้องถิ่น      คำ (ทั่วไป) ดอกคำ คำยอง คำยุ่ง คำหยุม (ภาคเหนือ)
           
 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
            
เป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นพุ่ม แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นเป็นสัน ผิวเรียบแข็ง โคนลำต้นมีขนาดใหญ่แต่ปลายกิ่งเรียวเล็ก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ไม่มีก้านใบ ลักษณะใบคล้ายรูปไข่ หรือใบหอก เป็นรูปขอบขนาน ขอบใบหยักเป็นซี่คล้ายฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ใบเป็นมันหนาสีเขียวเข้ม ออกดอกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่งประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมากลักษณะดอก คล้ายดอกบานชื่น กลีบดอกมีสีเหลืองเข้ม และจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง มีกลีบเลี้ยงหรือกลีบประดับเรียงตัวกันเป็นชั้นๆ รองรับดอก บริเวณปลายกลีบเลี้ยงมีหนามแหลมคม ลักษณะผลคล้ายรูปไข่ มีสีขาว เมล็ดมีลักษณะยาวรี มีเปลือกแข็งสีขาว เมื่อผลแก่แห้ง เมล็ดจะไม่แตกกระจาย พบได้มากทางภาคเหนือ
           
สารสำคัญที่พบ
            
กลีบดอกคำฝอยประกอบด้วยสารสำคัญ คือ แซฟฟลาวเวอร์เยลโลว์ ( Safflower yellow) ซึ่งเป็นสารสีเหลือง ส่วนที่เป็นสารสีแดงคือ คาร์ทามิน ( Carthamin) ในเมล็ดมีน้ำมันซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันที่สำคัญ คือ กรดไลโนเลอิค ( Linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวและมีในปริมาณสูง นอกจากนี้ยังมีกรดปาล์มมิติก (Palmitic) กรดเมอริสติค ( Myristic acid)
           
การปลูก
            
เป็นพืชที่ปลูกได้ทางภาคเหนือของประเทศไทย มีการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่เชียงราย ปลูกโดยใช้เมล็ดในฤดูใน หรือต้นฤดูหนาว วิธีปลูกให้ไถพรวนดินก่อนและขุดหลุมปลูกหลุมละ 3 เมล็ด
             พองอกดีแล้วถอนต้นที่ไม่แข็งแรงออกให้เหลือหลุมละ 1 - 2 ต้นควรดูแลอย่าให้น้ำขัง กำจัดวัชพืช
             และศัตรูพืชเป็นประจำ
           
คุณค่าทางด้านอาหาร  
             ดอกคำฝอยเพิ่งเริ่มปลูกในประเทศไทยไม่กี่ปีมานี้ในเมล็ดคำฝอยมีน้ำมันมาก จากการค้นคว้าสารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อักเสบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้บางชนิดในประเทศจีน ดอกคำฝอยเป็นยาเกี่ยวกับสตรีที่รู้จักกันดี ตำรับยาที่ใช้รักษาสตรีที่ประจำเดือนคั่งค้างไม่เป็นปกติ หรืออาการปวดบวม   ฟกช้ำ ดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอแช่เหล้าหรือใช้วิธีตำพอก แต่มีข้อควรระวังคือ หญิงมีครรภ์ห้ามรับประทานชาดอกคำฝอยลดไขมันในเส้นเลือดโดยใช้ดอกแห้ง 2 หยิบมือ( 2.5 กรัม ) ชงน้ำร้อนครึ่งแก้งดื่มเป็นเครื่องดื่มได้
           
สรรพคุณ
            
       1. ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ขับเหงื่อ ลดไขมันในเส้นเลือด โดยนำกลีบดอกคำฝอยชงกับน้ำร้อน ดื่มเป็นน้ำชาหรือใช้ดื่มแทนน้ำ
                     2. เมล็ดคำฝอยช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด (คอเลสเตอรอล) ป้องกันการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด และลดน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยขับเสมหะ ขับประจำเดือนและใช้เป็นยาถ่าย เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ
                     3. บรรเทาอาการปวดมดลูกหลังการคลอด โดยตำเมล็ดดอกคำฝอยให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณหัวหน่าว
                     4. น้ำมันจากเมล็ด ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง โรคไขข้ออักเสบและแก้อาการบวม ฟกช้ำดำเขียว
                     5. ใช้ต้มกับน้ำเมื่อออกหัด
           
ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร
            
ดอก เมล็ด
           
วิธีใช้ในการประกอบอาหาร
            
กลีบดอกใช้แต่งสีอาหารให้เหลือง เช่น ข้าวหมกไก่ น้ำมันคำฝอยใช้ทำเนยเทียม
           
ข้อสังเกต / ข้อควรระวัง
            
1. สีส้มอมแดงที่ได้จากกลีบดอกคำฝอยที่นำมาทำเครื่องสำอาง และใช้ย้อมผ้า สีจะซีดง่าย ไม่คงทน
             2. น้ำมันจากเมล็ดที่สกัดโดยผ่านความร้อน ใช้ผสมสีทาบ้าน น้ำมันชักเงา น้ำมันซักแห้ง สบู่ และใช้เคลือบหนังเพื่อไม่ให้เปียกหนาม ส่วนกากที่เหลือจากการสกัดน้ำมัน ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ และทำปุ๋ย
           
  
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก
 
8589  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / บทความสุขภาพ / บวบเหลี่ยม (Luffa acutangula Roxb) เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:32:00 pm
                                                                                           
           
บวบเหลี่ยม (Luffa acutangula Roxb)
           
           
ชื่ออื่นมะนอยข้อง มะนอยงู มะนอยเหลี่ยม (เหนือ) บวบเหลี่ยม (กลาง)
           
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
           
           
ต้นเป็นไม้เถาอรยุ 1 ปี ลำต้นเป็นเหลี่ยม ตามข้อมีมือเกาะเป็นเส้นยาว
           
ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน แผ่นใบรูป 57 เหลี่ยม ขอบใบมีรอยเว้าตื้น ๆ โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ก้านใบเป็นเหลี่ยม ยาว 49 ซม. ยอดอ่อนนุ่ม
           
ดอกเป้นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ กลีบดอกสีเหลือง ดอกเพศเมียและเพศผู้อยู่บนต้นเดียวกันออกตามง่ามใบ
           
ผลรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 20 ซม. โคนเรียวเล็ก มีเหลี่ยมเป็นสันดาบ 10 สัน ตามความยาวของผล
           
           
การขยายพันธุ์ เมล็ด
           
ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์ ฤดูหนาว
           
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต ชอบขึ้นตามที่รกร้าง หรือริมห้วย คลอง และตามบึงทั่วไป หรือปลูกไว้ตามบ้าน
           
การใช้ประโยชน์
           
           
ทางอาหารผลอ่อน นำมาแกงเลียง แกงกับปลาแห้ง และผัดกับไข่ หรือนำมาต้มจิ้มน้ำพริก
           
ทางยาใบต้มดื่มขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเป้นเลือด แก้ระดูมาผิดปกติ ขับเสมหะ ถอนพิษ ไข้ ม้ามโต แก้ริดสีดวงทวาร ถอนพิษแมลงกัดต่อย แก้คัน ผลบำรุงร่าวกาย ลดไข้ แก้ร้อนใน ระยายท้อง ขับปัสสาวะ ขับเสมหะทำให้ชุ่มคอรากต้มดื่มแก้บวมน้ำ ระบายท้อง
           
           
ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ตลอดป
                       
 

 
8590  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / กระเทียม สมุนไพรจาก อัล-กุรอาน เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:30:17 pm
กระเทียม สมุนไพรจาก อัล-กุรอาน
 

 กระเทียมนั้นถูกนำมาประกอบอาหารหลายชนิดด้วยกัน รสชาติของมันเผ็ดร้อนและมีกลิ่นฉุน เป็นที่รู้จักกันมาถึง 4,500 ปีมาแล้ว
 
 ท่านดาวูด อัลอันฏอกียฺ
 กล่าวว่า: กระเทียมนั้นสามารถนำมารักษาโรคได้มากกว่าสี่สิบโรค และสามารถลดโคเลสเตอรอลนเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเส้นเลือดตีบตัน และโรคหัวใจ
 
 ท่านอิบนิ ซีนาอฺ กล่าวว่า: กระเทียมนั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถรักษาโรคต่างๆได้ เช่นผิวหนัง ขี้เรื้อน ตาแดง โรมาติซัม เก๋าต์ อาการไอกรน และขับเสมหะ กระเทียมนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการโดยมีโปรตีน 49 % น้ำมัน 25 %
 
 ปัจจุบันนี้ กระเทียมถูกนำมาสกัดเป็นแคปซูลหรืออัดเม็ด โดยมีราคาแพงมาก ถ้าหากเรานำมารับประทานสดๆ มันจะได้ผลมากกว่า อินชาอัลลอฮฺ..
 
 
 
 อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 61 ว่า
 " ดังนั้นพวกเราให้ท่านได้โปรดวิงวอนขอต่อพระผู้อภิบาลของท่านให้พระองค์ ทรงผลิผลแก่พวกเราจากแผ่นดิน ผัก แตงกวา กระเทียม ถั่ว และหัวหอม "
 
 
 
 กระเทียมสามารถรักษาโรคต่างๆดังนี้
 
 1. แก้พิษต่างๆ
 ส่วนผสม: กระเทียม 5 กลีบ น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก ฮับบะตุสเซาดาอฺ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาบดรวมกัน รับประทานเช้าและเย็น
 
 2. โรมาติซัม
 ส่วนผสม: กระเทียม 5 กลีบ น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก น้ำมันฮับบะตุสเซาดาอฺ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาบดรวมกัน แล้วทาบริเวณที่เจ็บปวด วันละหนึ่งถึงสองครั้ง เช้าและเย็น
 
 3. สลายนิ่ว
 ส่วนผสม: น้ำมะนาว 1 แก้วเล็ก น้ำมันมะกอก 1แก้วเล็ก กระเทียมบดครึ่งแก้วเล็ก ผักชีฝรั่ง 1 กำมือ นำส่วนผสมทั้งหมดมาบดรวมกัน รับประทาน 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอนทุกวัน
 
 
 4. โรคปอด และวัณโรค
 ส่วนผสม: กระเทียม 3 กลีบ ขนมปัง  1 ชิ้น นำมาบดรวมกัน รับประทานทุกเช้า
 
 
 5. โรคมะเร็ง
 ส่วนผสม: กระเทียมนั้นถูกวิจัยพบว่า มีสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถทำปฏิกิริยาต่อต้าน
 มะเร็ง มีผู้ป่วยหลายรายยอมรับว่า นำกระเทียม แครอต และเทียนดำ มาบดรวมกัน
 แล้วรับประทาน ท่านจะหายป่วยอย่างน่าประหลาดใจในยาดังกล่าวด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ
 
 
 6. เพิ่มสมรรถภาพ และความกระปรี้กระเปร่า
 ส่วนผสม: กระเทียม 3 กลีบ มะเขือเทศ 3 ผล น้ำหัวหอมใส่เกลือเล็กน้อย บดรวมกัน           
 นำมาดื่มผสมกับน้ำแข็งได้ทุกเวลาที่ต้องการ
 
 
 7. ลดไขมันในเส้นเลือด
 ส่วนผสม: กระเทียม 1 หัว ฮับบะตุสเซาดาอฺ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 1 แก้วเล็ก มา
 บดรวมกัน แล้วปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานประมาณ 40 วัน ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ
 
 
 8. วิงเวียนศีรษะ
 ส่วนผสม: ไข่ไก่ 1 ฟอง กระเทียม 1 หัว น้ำมันมะกอก 1 ช้อน เกลือเล็กน้อย มาบดรวม
 กันแล้วเจียวรับประทาน 3 วันติดต่อกัน วันละ 3 เวลา
 
 
 9. ความดันโลหิตต่ำ
 ส่วนผสม: กระเทียม  1 หัว น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ บดรวมกัน แล้วรับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ ท่านจะเห็นผลด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ
 
 
 10. แก้ปวดฟัน
 ส่วนผสม: กระเทียม 1 กลีบ ใส่ฟันที่มีอาการปวด ท่านจะรู้สึกว่ามันจะทำให้หายปวดได้อย่างรวดเร็ว
    
 
 11. โรคเอดส์ โรคระบาด
 ส่วนผสม : กระเทียม  น้ำผึ้ง  เกลือเล็กน้อย ฮับบะตุสเซาดาอฺ นำมาผสมรวมกันรับประทานทุกวัน
        
 
 12. โรคเกี่ยวกับตา
 ส่วนผสม: นำใบกระเทียมโขลกให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณตาที่อักเสบ ตอนเช้า-เย็น
      
 
 13. โรคหวัด และคัดจมูก
 ส่วนผสม: กระเทียม 3 กลีบ น้ำมะนาว 1 แก้วเล็ก ผสมรวมกันแล้วดื่ม พร้อมนำกระเทียมมาสูดดม
      
 
 14. อาการไอ
 ส่วนผสม: กระเทียม 3 กลีบ น้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย ผสมรวมกันแล้วดื่มทุกเช้า – เย็น
 
 
 15. โรคเรื้อน
 ส่วนผสม: กระเทียม 1 กลีบ ถูบริเวณที่เป็นเรื้อนหรือโรคผิวหนัง ตอนเช้า – เย็น ทุกวัน
 
 
 16. ทำให้เหงือกและฟันแข็งแรง
 ส่วนผสม: กระเทียม 1 กลีบ เคี้ยวให้ละเอียดและอมไว้สักครู่ แล้วคายทิ้ง หลังจากนั้น
 นำน้ำผักชีมากลั้วปากแล้วบ้วนทิ้ง สามารถรักษาเหงือกและฟัน ทำให้ลมหายใจสดชื่น
      
 
 17. หูหนวก
 ส่วนผสม: กระเทียม 7 กลีบ น้ำมันมะกอก บดรวมกัน ผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย นำมาหยดใส่
 หูแล้วเอาสำลีอุดหูไว้ ก่อนนอน สักครู่ ปฏิบัติเช่นนี้ วันเว้นวัน
 
 
 18. ไทฟอยด์
 ส่วนผสม: กระเทียม 5 กลีบ นมสด 1 แก้ว น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา นำ
 มาผสมรวมกัน ดื่มก่อนนอน ขณะที่ตื่นนอนให้นำเอากระเทียมสดมาปอกเปลือก แล้ว
 สูดดมกลิ่นของมัน ประมาณ 5 นาที
 
 
 19. ไซนัส
 ส่วนผสม: กระเทียม 7 กลีบ น้ำส้มคั้น 1 แก้ว น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมรวม
 กัน ดื่มก่อนนอนทุกวัน  พร้อมทั้งเอากระเทียมสดมาปอกเปลือกแล้วสูดดมกลิ่นของ
 มันก่อนนอน หลังจากสูดดมกลิ่น 1-2 ครั้ง ท่านจะพบว่าอาการเป็นไซนัสนั้นดีขึ้น
 ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ
 
 
 
 
 
 << โรคอิจฉาตาร้อนรักษาไม่ได้นะคะ ต้องหมั่นศึกษาเรียนรู้ศาสนาแล้วจะทราบเรื่องการอิจฉาในอิสลาม  ยิ้มกว้างๆ>>
 
 "ความอิจฉาจะทำลายความดี อุปมาดังไฟที่มันเผาฟืน" คือความอิจฉานั้นจะทำลายผลบุญที่ได้ทำไว้ ยิงฟันยิ้ม
 
 
 
 "หรือว่าพวกเขาอิจฉาคนอื่นในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทาน ให้แก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์"(กุรอาน 4:54)
 
 และในอีกอายะฮฺที่ว่า
 
 "พวกเขาเป็นผู้แบ่งปันความเมตตาแห่งพระเจ้า ของเจ้ากระนั้นหรือ? เราต่างหากที่เป็นผู้จัดสรรการทำมาหากินของ พวกเขาระหว่างพวกเขาในการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และเราได้ยกย่อง บางคนในหมู่พวกเขาให้เหนือกว่าอีกบางคนหลายระดับชั้น เพื่อบางคนของพวกเขาจะได้นำเอาอีกบางคนมาใช้งาน" (กุรอาน 4:32)
 
 
 
 การอิจฉาในที่นี้ไม่เป็นที่ต้องห้าม เป็นการอิจฉาที่อยากจะได้รับความโปรดปรานหรืออยากจะได้รับความดี เช่นเดียวกับผู้อื่นบ้าง
 แต่ไม่มีเจตนา ที่จะให้ผู้อื่นพลาดโอกาสที่จะได้รับความดีแต่ประการใด
 
 
 " มีรายงานจากท่านอิบนิมัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ฉันได้ยินท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ไม่มีการอิจฉาใด ๆ เว้นแต่ใน สองประการคือ การที่ชายคนหนึ่งอัลลอฮฺทรงประทานทรัพย์สมบัติ ให้แก่เขามากมาย เขาได้ใช้จ่ายมันหมดไปในทางสัจธรรม (คือในทางที่ดี) และชายอีกคนหนึ่งอัลลอฮฺทรงประทาน "ฮิกมะฮฺ" คือความรู้ให้แก่เขา (หมายถึงความรู้ในเรื่องของกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺ) แล้วเขาก็ได้ใช้มันไปและได้สั่งสอนให้แก่ผู้อื่น"
 
 [ บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม ]
 
 
 การอิจฉานั้น โดยรูปลักษณะของมันแล้วเป็นสิ่งอัปลักษณ์ เป็นมรรยาทที่ไม่ดีงาม เป็นอันตรายต่อร่างกายและเป็นการทำลายศาสนา อัลลอฮฺตะอาลาจึงทรงใช้ให้ขอความคุ้มครองให้พ้นจาก ความเลวร้ายของมัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ในอายะฮฺที่ว่า
 
  "และขอความคุ้มครองให้พ้นจากความชั่วร้าย ของผู้อิจฉา" (113:5)
 
 ที่มา  http://www.annisaa.com/forum/index.php?action=printpage;topic=22.0

 
8591  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ผีในอิสลามเป็นเช่นไร เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:28:06 pm
ญิน
 
                                            
 
ญินนั้นเป็นมัคโล้กชนิดหนึ่งที่มีชีวิตอยู่จริง ที่มีอยู่ด้วยกันสามกลุ่มหรือสามประเภท ญิน ซัยดอน และอิฟริต ทั้งหมดนั้นมีที่มาจากต้นกำเนิดและรูปลักษณะเดียวกัน ญินเกิดจากธาตุไฟ ซัยดอนเกิดจากไฟซึ่งมันจะมีความแตกต่างในด้านหน้าที่ การต่อสู้ชีวิต ญินเหล่านี้มีความเชื่อถือแตกต่างกัน เช่นเดียวกับมนุษย์เราเหมือนกันและเพราะเหตุนี้ พวกญินเหล่านี้จึงมีรูปแบบของชีวิตเป็นของตัวเองมีการดำเนินชีวิตความรู้ความเข้าใจ และระเบียบวินัยที่แน่นอน ซัยดอนจะเลวร้ายกว่าญินและอิฟรีต เพราะการต่อสู้ชีวิตของพวกมัน ก็คือคอยยุยงให้ชาวโลกให้ประกอบแต่กรรมชั่วอยู่ตลอดเวลา หน้าที่ของมันกระทำเพื่อสร้างความเดือดร้อนให้แก่บรรดามัคโล้ก ทั้งหลายของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เท่านั้น
 
 
 
 ซึ่งรูปร่างญินนั้นจะสูงใหญ่กว่าเราหลายเท่า ญินทุกๆกลุ่มเหล่านี้เป็นมัคโล้กที่มีชีวิตและวิญญาณ ซึ่งเป็นไปได้ที่พวกเขาจะมีชีวิตสืบทอดต่อกันไป ในการเพิ่มพูนจำนวนลูกหลานและพวกเขายังมีกำหนดเวลาของชีวิต ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงกำหนดไว้แล้วเช่นเดียวกับมนุษย์เรา เมื่อกำหนดเวลาของชีวิตได้มาถึง พวกเขาทั้งหมดก็จะต้องตายลง และหลังจากถูกให้ฟื้นคืนชีพมาใหม่พวกเขาก็จะถูกไล่ต้อนไปรวมกัน ณ สถานที่แห่งการสอบสวนและมีการตอบแทนผลกรรมตามการกระทำที่พวกเขาได้เคยประพฤติปฏิบัติกันมาแต่ในอดีต
                                                    
 
 แต่ว่ามัคโล้กญินนี้มีกำหนดเวลาของชีวิตยืนยาวมากเพราะองค์ประกอบต่างๆในร่างกายของพวกเขาจะไม่เสียหายหรือพินาศอย่างรวดเร็วเหมือนกับความเสียหายของร่างกายมนุษย์เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ (ซึ่งมันมีปฏิกิริยาต่อสิ่งอื่น) และในโลกของไฟเท่านั้นที่พวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ และต่อไปญินเหล่านั้นก็จะต้องตายเช่นเดียวกันกับมนุษย์เราเหมือนกัน เมื่อกำหนดเวลาของชีวิตได้มาถึงพวกเขาพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดล่วงหน้าได้อีกเหมือนกัน
                                                  
 
 ญินนั้นมีทั้งญินอิสลามและญินกาเฟรญินอิสลามนั่น พวกเขามีชีวิตแบบชาวมุสลิมมีทั้งละหมาด และพวกเขาจะพยายามค้นหาและยอมรับความจริง พวกเขาต้องมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกันกับมนุษย์เราเหมือนกัน พวกเขาอาจได้รับกุศลและอาจได้รับการลงโทษก็ได้ส่วนสภาพของญินกาเฟรนั้น เหมือนกับคลื่นทะเลคือไม่สนใจความถูกต้องและไม่ยอมรับความจริงใดๆ ทั้งสิ้นและไม่ยอมรับการชี้แนะไปยังหนแห่งที่ดีงามอีกด้วยเพราะเหตุนั้น จึงฆ่ามันเสีย เพราะความต้องการของมันไม่ใช่เพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อทำอันตราย ล่อลวงมนุษย์ให้หลงทางเท่านั้นต้นกำเนิดของมนุษย์นั้นมาจากดิน ดังนั้น วัตถุที่จะช่วยให้มนุษย์ดำลงชีพอยู่ได้นั้นก็จะต้องมีแหล่งกำเนิดจากดินด้วยเช่นกันและญินก็เช่นเดียวกับมนุษย์เราเหมือนกันหลังจากที่ได้เกิดมาแล้วมันก็ต้องการอาหารเพื่อที่มันจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีก นั่นก็คือบรรดาอาหารต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันชีวิตมันให้พ้นจากความพินาศ และการสาบสูญ ต้นกำเนิดของญินมาจากธาตุไฟ อาหารของมันก็ต้องมาจากธาตุไฟ เช่น ไอความร้อนหรือกลิ่นหอมต่าง ๆ สิ่งเหล่านั้นคืออาหารที่เหมาะสมกับโครงสร้างทางร่างกายของมัน จึงเป็นเหตุที่ไม่สามารถฆ่าญินให้ตายเหมือนฆ่ามนุษย์ได้แต่สามารถฆ่าณินได้ ในร่างที่มันจำแลงลงมาเช่นเดียวกับฆ่ามนุษย์
 
                                                  
 
ญินนั้นเป็นมัคโล้กที่ยิ่งใหญ่ชนิดหนึ่ง แต่พวกเรามองไม่เห็น พวกญินนั้นมีชีวิตอยู่ทั่ว ๆ ไปมีความเจริญก้าวหน้ามีการปกครอง และการดำเนินชีวิตเหมาะสมกับธรรมชาติของมัน พวกญินเหล่านั้นมีภาระกำลัง ตามสถานภาพเดิมของสิ่งที่ถูกใช้สร้างพวกมัน มันพร้อมที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เหมาะสมกับอำนาจอันจำกัดของมัน ซึ่งอยู่เหนืออำนาจของมนุษย์อย่างมากมาย แต่ถ้าว่าพวกมันไม่สามารถม้วนแผ่นดินได้และไม่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ในพริบตาเดียว การดำเนินงานของพวกมันเพียงอาศัยกำลังของลมเท่านั้น มันก็สามารถได้รับวัตถุประสงค์ของมันตามต้องการนอกจากนั้นมันก็มีพลังและอำนาจตามปรกติศาสนทูตจากมนุษย์ที่ถูกส่งไปยังพวกญินนั้น มีความเข้าใจในภาษาของญิน มิหนำซ้ำพวกญินเหล่านั้นก็เข้าใจในภาษาของศาสนทูต ผู้นั้นเหมือนกันเรื่องอย่างนี้ถูกพบอยู่บ่อย ๆ ในความเป็นศาสนทูตของท่านบีมุอัมหมัด (ซ.ล.) มัคโล้กญินและมนุษย์นั้น พวกเขามีการแต่งงานกันและมีชีวิตที่มีการสืบทอดกันตามประเภทหรือเผ่าพันธุ์ของพวกเขาหรือเทือกเถาเหล่ากอของจากผู้ที่เป็นหมันอย่างนี้ทุกวัน
 
                              
 
 
เล่าโดย   
นางนุจรี ลุมพะ ผู้เล่า
8592  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / Re: ผีในอิสลามเป็นเช่นไร เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:21:41 pm
"ชัยตอน" หรือ "ญิน ตำนานผีอิสลาม
 
 "ชัยตอน" หรือ "ญิน"
 
 ญิน เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่มีระบุในอัลกุรอาน ซึ่งมารร้ายอิบลีส มาจากพวกนี้
 
 [แก้ไข> สิ่งมีชีวิต 4 ประเภท
 ตามหลักความเชื่อที่มีระบุในอัลกุรอาน อัลลอหฺทรงสร้างสรรพสิ่งสุดจะครณาได้ ทว่าที่เห็นว่ามีชีวิตนั้นมีอยู่สี่อย่างคือ
 
 ๑. มีปัญญา มีตัณหา มีตัวตน(เป็นเลือดเนื้อและกระดูก) นั่นคือมนุษย์
 
 ๒. มีปัญญา มีตัณหา ไม่มีตัวตนที่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือญิน
 
 ๓. มีปัญญา ไม่มีตัณหา ไม่มีตัวตน นั่นคือมลาอิกะหฺ
 
 ๔. ไม่มีปัญญา มีตัณหา มีตัวตน นั่นคือสัตว์
 
 มนุษย์นับถือศาสนาตามที่ตนคิดว่าถูกต้อง ขวนขวายหาทางรอดในชีวิตประจำวันเรื่อยไป จนกว่าจะสิ้นชีพ ที่ประเสริฐที่สุดคือมนุษย์ยามใช้ปัญญาประกอบความดี แต่เมื่อใดยึดตัณหาเป็นใหญ่ ประกอบความชั่ว ฝ่าฝืนกฏระเบียบ ก็ไม่จะผิดกับเดรฉาน เนื่องจากมนุษย์มีเลือดเนื้อที่มาจากดิน เช่นเดียวกับมนุษย์คนแรกคือ อาดัม จึงผูกพันอยู่กับดินไม่จบสิ้น เสพสุขกับอาหารที่งอกเงยมาจากดิน รักและครอบครองผืนแผ่นดิน สะสมธาติและสารที่มาจากดิน เช่นทองคำและเพชรพลอย เมื่อสิ้นชีพร่างกายของมนุษย์ก็กลายเป็นดินอีกครั้ง และมนุษย์ก็จะผูกพันกับ กาละ และ เทศะ ไม่อาจดิ้นรนให้พ้นไปได้
 
 ญินที่ถูกสร้างมาจากเพลิงนั้นก็เหมือนกับมนุษย์ คือจะอาศัยอยู่ในโลกนี้ ทว่ามีตัวตนที่เราไม่อาจจะเห็นด้วยตาธรรมดา มีศาสนาและความเชื่อถือแตกต่างกันไป ในอัลกุรอานได้ระบุว่า ญินพวกหนึ่งได้เดินทางมาหาท่านนบีมุฮัมมัดและเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
 
 ทั้งมนุษย์และญินต่างก็หาคำตอบว่า หลังจากดับไปจากโลกนี้แล้ว พวกตนจะไปไหน?
 
 ส่วนมะลาอิกะห์นั้นเมื่อไม่มีตัณหาก็จะขาดความประสงค์ จึงมีหน้าที่ดูแลระบบฟากฟ้าและโลกตามพระบัญชาของอัลลอหฺโดยไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อถูกสร้างมาจากรัศมี การเคลื่อนไหวก็คงเป็นเช่นแสง เข้าออกและเปลี่ยนที่โดยไม่มีพันธะ หน้าที่ของพวกเขาก็คือการเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ และไร้กังวลต่อการสอบสวนในวันสุดท้่าย
 
 ที่ต่ำสุดก็คือสัตว์เดรฉาน ทว่าเป็นพวกที่โชคดีกว่ามนุษย์และญินส่วนมาก เพราะไม่ถูกลงโทษวันปรโลก
 
 ผีในทัศนะของอิสลาม
 คำว่า ผี ก็ตรงกับคำว่า ญิน ไม่ได้หมายถึงวิญญาณของผู้ตายอย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน เพราะตามคำสั่งสอนของอิสลาม คนที่ตายไปแล้ว ก็จะถูกนำไปพักรออยู่ในโลกแห่งบัรซัค ไม่สามารถออกมาเพ่นพ่านอย่างที่คนเขาอุปาทานกัน ส่วนการที่บอกกันว่า วิญญาณนายคนนั้น วิญญาณนางคนนี้ มาเข้าทรงเข้าสิง หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งนั้นพอจะสรุปได้สามอย่างคือ
 
 หนึ่ง การที่หมอทรงแกล้งหลอกเพื่อหาเงินใช้
 สอง การสะกดจิตตนเองแล้วเสนอข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของสมอง (เป็นการอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์)
 หรือ สาม การที่ญินเข้าสิงจริงๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่บ่อยเท่าข้อแรก

 
8593  ศาสนาอิสลาม / อิสลามที่อยากรู้ / ผีในอิสลามเป็นเช่นไร เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:19:20 pm
ผีในอิสลามเป็นเช่นไร
 

                                                 
 
  Assalamu alaikum - Peace be upon you
 
 ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านทั้งหลาย
 
 
 
 ตามหลักการอิสลามนั้นไม่มีเรื่องของภูตผีหรือวิญญาณ และเจ้าที่ค่ะ
 
 แต่..อิสลามเชื่อในเรื่องของ ญิน และ ชัยฏอน ส่วนมุสลิมจะไม่เรียกญินหรือชัยฏอนว่าเป็นพวกภูตผีปีศาจ....
 
 ตามหลักการอิสลามนั้นไม่มีเรื่องของภูตผีหรือวิญญาณค่ะ
 เมื่อตายแล้ว วิญญาณออกจากร่าง จะถูกเก็บเอาไว้ที่   โลกอะลัมบัรฺซัค  คือโลกที่อยู่ระหว่างโลกดุนยา(โลก ปัจจุบัน) กับโลกอาคิเราะฮฺ (โลกแห่งการพิพากษา)
 ซึ่งเป็นโลกที่เก็บวิญญาณของบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วนั่นเอง
 
 
 ส่วนโลกอะลัมบัรฺซัคนั้นไม่ถูกระบุว่ามีลักษณะอย่างไร? อยู่ที่ไหน?
 สภาพภายในโลกอะลัมบัรฺซัคเป็นเช่นไร? นั้นไม่สามารถรู้ได้เลย เพราะไม่มีหลักฐานจากอัลกุรฺอาน
 หรือหะดีษที่กล่าวถึงสิ่งข้างต้น อัลลอฮุอะลัม (พระเจ้าผู้ทรงรู้ทุกอย่างยิ่ง)
 
 กล่าวคือเป็นเรื่องสิ่งพ้นญาณวิสัยที่มนุษย์จะจิตนาการขึ้นเองได้
 เราจะรู้ได้ต่อเมื่อ อัล-กุรฺอานระบุไว้
 หรือท่านรอซูล กล่าวเอาไว้เท่านั้นนั่นเอง
 
 
 แต่ที่เห็นเล่านั้น คือมารร้าย ชื่อว่า  ญิน และ ชัยฏอน
 เป็นผู้ที่ไม่เคารพเชื่อฝั่งคำสั่งของพระเจ้า และต้องการล่อลวง
 บรรดาลูกหลานอาดัมให้หลุดจากแนวทางของศาสนา
 
 ไม่ว่าจะเรื่อง ยุยงเรื่องความโกรธ ขาดความอดทน เมื่อโกรธเขาจะมายุให้เราเอาคืนแล้วทะเลาะกัน
 กระซิบกระซาบในหัวใจให้ออกห่าง ล่อลวงบรรดาผู้คนที่ศรัทธาอ่อนแอ
 แต่สิ่งที่เหล่านี้กลัว คือบรรดามุมินฮฺ  (บรรดาผู้ศรัทธาและปฎิบัติตามหลักศาสนาที่ถูกต้อง)
 
 
 ญินและชัยฏอนเขามีการคงอยู่ แค่วันสิ้นโลกเท่านั้น
 ดังนั้นญินและชัยฏอนจะพยายามทุกวิถีทางให้มนุษย์หลงตามมัน
 โดย 1 ในวิธีการนั้น คือ ออกมากลั่นแกล้งแปลงร่าง ต่างๆให้คนหวาดกลัว จนความศรัทธาสั่นคลอน
 แล้วหันไปพึ่งพิงของศักดิ์สิทธิ ที่ไม่มีอยู่ในหลักการอิสลาม
 เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้ไปพึ่งสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า
 
 ทั้ง ญิน และ ชัยฎอนนี้ ไม่สามารถมีฤทธิ์และอำนาจ ฆ่ามนุษย์ได้
 มีที่อยู่อาศัยบริเวณที่รกร้าง ซากปรักหักพัง สถานที่สกปรกต่างๆ บริเวณที่โล่ ตามป่าเขา
 รวมถึงห้องน้ำ และสถานที่ ที่มีรูปปั้นทั้งหลาย
 
 ดังนั้น มุสลิมจะมีวิธีป้องกันเหล่ามารร้ายอยู่แล้วด้วยการขอความคุ้มครองต่อพระเจ้า
 ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้าย ก่อนทุกครั้งไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆ
 
 ไม่ว่าจะก่อนนอน ก่อนทานข้าว หรือเข้าไปในสถานที่ต่างๆค่ะก่อนเข้าบ้าน /ปิดบ้าน ฯลฯ
 
 
 
 
 
 
 วิธีป้องกันญินและชัยฏอน
 คร่าวๆสั้นๆไม่ยากเลย
 
 1. เวลามักริบให้รีบเข้าบ้านเพราะญินและชัยฏอนจะออกมาแยะลักษณะคล้ายฝูงค้างคาวออกจากถ้ำ
 
 2. ปิดประตูหน้าต่างให้กล่าวบิสมิลลา ฮิรฺเราะฮฺมานิรเราะฮีม คำแปล :  “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตาเสมอ” ประตูหน้าต่างบานใด กล่าวพระนามของฮัลลอฺฮฺ ทั้งญินและชัยฏอน จะเข้าประตูหน้าต่างบานนั้นไม่ได้
 
 3. เวลาปิดถุง หม้อข้าว หม้อทุกชนิด ถุงของกินทุกอย่างให้กล่าวบิสมิลลา ฮิรฺเราะฮฺมานิรเราะฮีม เช่นกัน เพราะยามดึก ญิณและชัยฏอน จะหากิน อาหารของเขาคือ กระดูกและถ่าน หากเราปัสสาวะรด กระดูก หรือเหยียบเศษอาหาร บรรดาชัยฏอรเหล่านั้นจะมาทำร้ายเรา เพราะไปทำลายอาหารเขา
 
 4. ก่อนเข้าบ้านให้กล่าวบิสมิลลา ฮิรฺเราะฮฺมานิรเราะฮีม
 
 5. ที่รกร้าง บ้านร้างเก่าๆ ป่าเขา ซากปรักหักพังต่างๆ นั่นเป็นที่อยู่ของเขา โค้ง 100 ศพ มีศาลตั้ง ขับรถไม่ต้องบีบแตรนะคะ ไม่ใช่ศาสนาของเรา แต่กล่าว อะอูซุ บิลลาฮิ มินัช-ชัยฏอนิร-เราะญีม. คำแปล : ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ ให้พ้นจากมารที่ถูกสาปแช่ง  แทน.. ญิณและชัยฏอนมารร้ายที่อาศัยอยู่ จะกระเจิงไปเอง ไม่งั้นจะมาให้เห็นเป็นรูปต่างๆให้เราหวั่นไหว อีหม่านสั่นคลอน...แล้วจะมาบ่นว่าเห็นผีอีก...
 
 6. ห้องนอน ที่นอน ในบ้านอย่ามีมากมาย เหลือใช้เกินความจำเป็น เช่น ห้องนอน ที่นอน หากมีแยะ มันก็จะเป็นที่อยู่ของชัยฏอนเช่นกัน เช่นมี ห้องนอน 6 ห้อง ใช้จริงๆ แค่ 3 ห้อง อีก 3 ห้อง นั่นแหละ สวรรค์ของพวกนี้เลย หากแต่ ใช้ 3 เผื่อไว้อีก 1 ไว้ใช้ยามญาติมาเยี่ยมเยียน นั่นน่ะได้ ที่นอน มี 6 ใช้ 3 อีก 3 ก็ เป็นที่นอนของมัน
 
 อยู่แบบพอเพียง ดีกว่าอยู่แบบอลังการณ์งานสร้าง...สร้างไว้เผื่อมารร้าย...
 
 7. รูปทุกชนิด ที่อยู่ในบ้าน หรือข้าวของเครื่องใช้ สิ่งใดเป็นรูปของสิ่งมีชีวิตให้เอาออก หรือเก็บลงแฟ้ม ถ้ายังมีอยู่ตอนดึก ยามค่ำคืน จะออกมา ปาร์ตี้กันเต็มบ้านเลย.. เสียง ก่อกแกร่กๆ นั่นและเขากำลังมา
 
 8. เมื่อจะมีการหลับนอนกับสามีภรรยา ให้กล่าวดุอาเช่นกัน เพราะชัยฏอนจะไม่มาเป็นวุ่นวายและหากเป็นประสงค์ของพระเจ้า ท่านก็ได้บุตรที่ได้รับความคุ้มครองจาก พระองค์อัลลอฮฺ ซุบบะฮานะฮูวะตะอาลา
 
 คำอ่าน : บิสมิลลาฮิ อัลลอฮุมมะ ญันนิบนิชชัยฏอนะ วะญัน นิบิชชัยฏอนะ มาเราะซักตะนา
 
 คำแปล : ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ โอ้อัลลอฮฺโปรดทรงให้ชัยฏอนห่างไกลจากฉัน และให้ชัยฏอนห่างไกลจากสิ่ง (บุตร) ที่พระองค์ทรงประทานแก่เรา
 บันทึกโดย บุคอรี-มุสลิม
 
 
 9. ก่อนทานอะไรให้กล่าวบิสมิ้ลลา ไม่เช่นนั้น ชัยฏอนจะทานอาหารกับเราด้วย อยากใจดีเผื่อแผ่มารด้วยเหรอ...
 ถ้าลืม แล้วนึกออก ให้กล่าว บิสมิลลาฮิ วัลเอาวะลุ วัลอาคิลุ
 
 10. ควรทานอาหารด้วยมือขวา เพราะมือซ้ายจะเป็นของชัยฏอน เมื่ออาหารตกพื้นให้รีบเก็บขึ้นมา หากไม่เปื้อนหรือโดนสิ่งนะญิส ให้ทำความสะอาดเอาออกบางส่วนก็ทานได้
 
 11. เมื่อจะเข้าห้องน้ำ และก่อนออกจากห้องน้ำให้กล่าวดุอาอฺ
 
 12. เมื่อเดินทางไปพักที่พักต่างๆ ให้กล่าวดุอาดังต่อไปนี้
 

 أَعُوْذُبِكَلِمَاتِ اﷲِالتَّامَّاتِ
 مِنْ شَرِّمَاخَلَقَ
 
 

 

 คำอ่าน : อะอูซุ บิก้าลิมาติ้ลลา ฮิตตามมาติ มินชัรริมา ค่อลักกฺ
 
 คำแปล : ฉันขอความคุ้มครองด้วยพจนาถของอัลลอฮฺ ที่สมบูรณ์ ให้พ้นจากความชั่วร้ายของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา
 บันทึกโดย มุสลิม
 
 
 
 13. ก่อนนอนให้ขอดุอาอฺ โดยการเป่าที่ฝ่ามือแล้วอ่าน กุล 3 กุล (อันนาส , อัลฟะลัก อัลอิคลาส )จากนั้นลูบให้ทั่วร่างกาย ทำ 3 ครั้ง
 
 ก่อนล้มตัวนอนให้กล่าวดุอาอฺว่า
 "บิสมิกัลลอฮุมมะ อะหฺยา วะอะมูตะ" ความว่า "ด้วยนามของอัลลอฮฺ โอ้อัลลอฮฺพระองค์ทรงทำให้ฉันมีชีวิตและทำให้ฉันเสียชีวิต"
 
 กุล 3 กุล (อันนาส , อัลฟะลัก อัลอิคลาส )
 http://live.islamweb.net/quran/MeshariAl3affasy/112.rm
 
 http://live.islamweb.net/quran/MeshariAl3affasy/113.rm
 
 http://live.islamweb.net/quran/MeshariAl3affasy/114.rm
 
 
 
 Ps.เพิ่มเติม ให้อ่านอายะฮฺ กุรซีย์ก่อนนอนทุกคืน เพื่อคุ้มครองป้องกันจากความชั่วร้าย ยามค่ำคืน จะเป็นพลทหารจะรักษาการณ์ให้เรา ยามหลับใหล จนถึงรุ่งเช้า อยู่ใน ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 255
 หาไม่เจอ ก็ดูตรงนี้จ้ะ
 
 
 
       
  1.    

          
        
        
         คำอ่าน :
        
         อัลลอฮุ ลาอิลาฮะอิ้ลลา ฮุวั้ลหัยยุ้ลก็อยยูม
         ลาต๊ะคุซุฮู สิน่ะตูวฺ วะลาเนามฺ
         ละฮูมาฟิสสะมาวาติ วะมา ฟิ้ลอัรฺฎ
         มันซั้ลละซี ยัซฟะอุ อินดุฮู อิ้ลลาบิอิซนิฮฺ
         ยะอฺ ละมุ มาบัยนะอัยดีฮิม วะมาค้อลฟะฮุม
         วะลายุฮีฏูนะบิ ชัยอิน มินอิ้ลมิฮี อิ้ลลาบิมาชาอฺ
         วะสิอะกุรซียฺ ยุฮุสสะมาวาติวั้ลอัรฺฎ
         วะลายะอูดุฮู หิฟซุฮุมา
         วะฮุวั้ล อะลียฺ ยุ้ล อะซีม
        

        
        
        
         คำแปล :
        
         อัลลอฮฺ (ทรงเป็นเจ้า) ซึ่งไม่มีพระเจ้าใดๆ (อีกแล้ว) นอกจากพระองค์เท่านั้น ทรงเป็นเสมอ ทรงดำรงอยู่ ความง่วงและความหลับไม่ครอบงำพระองค์ พระองค์ทรงสิทธิ์ในสรรพสิ่งที่มีอยู่ในชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน ใครเล่าที่จะให้การสงเคราะห์ (แก่ผู้อื่น) ณ พระองค์ได้ นอกจากจะเป็นไปโดยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่มีอยู่ต่อหน้าพวกเขา และที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา และพวกเขาไม่ครอบคลุมความรู้สักเพียงเล็กน้อยของพระองค์ นอกจากในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ (จะให้พวกเขารู้) เท่านั้น เก้าอี้ (คืออำนาจปกครอง) ของพระองค์แผ่ไพศาลทั่วทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการพิทักษ์มันทั้งสองไม่ทำให้พระองค์เหนื่อยยากเลย และพระองค์ทรงสูงส่ง อีกทั้งทรงยิ่งใหญ่
        
        
        
         ดังนั้นไม่ว่าจะผี จะเปรตอิสลามไม่มีผีค่ะ
        
        
        
         ด้วยความเคารพค่ะ
         วัสลามุอะลัยกุม
         annisaa.com
         hijab
         ที่มา  http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=323.0
       

 
8594  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ / ไปพัทยาเก็บอัลบั้มภาพเมื่อปีที่แล้วมาเล่า เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:15:17 pm
พัทยากับอัลบั้มภาพเมื่อปีที่แล้ว     
       เมื่อเดือนกรกฏาคมปีที่แล้ว ได้มีโอกาส ไปอบรม ผู้บริหารศูนย์อบรมจริยธรรมอิสลามประจำมัสยิดที่พัทยาใต้ จัดโดย สมาคมคุรุสัมพันธ์แห่งประเทศไทย พอช่วงกลางคืน การสัมนาเสร็จก็ประมาณ สามทุ่ม พรรคพวกที่ไปด้วยกัน ก็ชวนไปดูบรรยายกาศ กลางคืน ของพัทยา ช่วงนั้น ชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวค่อยข้างมากโดยเฉพาะในกลุ่มของชาวอาหรับ  ก็อย่างที่เคย เราคนชายขอบ อยากรู้ อยากเห็น  ว่า ที่นี่เขามีวิถีการดำเนินชีวิตในเวลากลางคืนกันอะไรกันอย่างไง
 

 

 
เดินออกจากโรงแรม ก็ไม่เกิน ห้า นาที ก็เข้าส่แหล่งบันเทิงของพัทยาใต้ ภาพที่เห็นก็เหมือนกับย่านบันเทิงของเมืองใหญ่ ท้วไป  แต่ที่นี่ มีความหลากหลายมากกว่า เพราะเห็น นักเที่ยว เขา กล่าวกันว่า พัทยาเป็นสวรรค์บนดิน   ก็ไม่รู้มองกันอย่างไงว่าเป็นสวรรค์  

 
ทุกชีวิต ทุกร้านที่นี่ ต้องแข่งขันกัน  หาสิ่งที่ดีที่สุดมาไว้หน้าร้านเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาเพื่อ เข้ามาสู่ร้าน หรือ ธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นตู้ไฟ การตกแต่งร้าน สร้างบรรยากาศ หรือ แม้นกระทั้งเอาน้อง ๆ นุ่งน้อยห่มน้อย มายืนหน้าร้านเพื่อฉุดหัวใจนักท่องเที่ยวชาย ให้ละลายไปกับท่าทางและน้ำเสียงของเธอ

 

 
หรือจะเป็นลักษณะอย่างนี้ยอมครับ คุณจะขีด จะเขียน เชิญครับ แต่อย่าลืมให้ตังค์ด้วยนะครับ ก็อย่างนี้แหละครับ ทำอย่างไร กับผมก็ได้ เป้าหมายคือรายได้เลี้ยงชีวิต เขาคือหุ่นยนต์ ที่มีสีมีพู่กันมีขันอยู่ข้างหน้า รอความเมตตาของทุกท่านที่เดินผ่านไปมา หรือเขาคือศิลปิน ข้างถนนที่ขายร่างกายให้กับ ให้กับผู้คนที่อยากจะระบายอารมณ์กับสัมคมที่ยุ่งเหยิงในขณะนี้

 
รายได้หลักของทุกคนที่นี่ ก็คงต้องอาศัยนักท่องเที่ยจากต่างประเทศที่เข้ามาหาความสำราญในพื้นที่ คราใดที่มีวิกฤติทางการเมือง มีการประท้วงกันระหว่างสีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ก็หมายความว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาก็มีจำนวนน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา อย่างมาก

 

 

 

 
ผู้คนจากหลายที่ หลายภาค ต่างมุ่งสู่เมืองพัทยา  เพื่อ ความเป็นอยู่ที่ดีของชีวิต เป้าหมาย คือ รายได้ที่งดงาม ล่อใจอยู่ บางคนอาจจะมาจาก การชักชวนจากเพื่อน ญาติ หรือนายหน้า ที่เสนอ ผลประโยชน์ที่ดีที่สุด ทางเลือกของชีวิต ที่อาจจะเปลี่ยนจากคนธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็น คนที่มีทรัพย์สินเงินทอง เป็นที่ยอมรับของสังคมด้วยกับค่านิยมของสังคมบริโภคนิยม  แต่จะมีสักกี่คนที่จะไปถึงเป้าหมายตรงนั้น

 
เชิญข้างในค่ะ เรามีอะไรดี ๆ จะอวด
แสงไฟ ระยิบ ระยับ งดงาม  เสมือนกองไฟ ที่ เรียกร้องแมลงเม่า ฉันใดฉันนั้น  มนุษย์ เรา หากยัง หลงใหล กับ กระแสแห่งทุนนิยม  ค่านิยม ที่ตะวันตก บอกเราว่านี่คือความศิวิไลส์  คือพฤติกรรมวิถิของชาติที่เจริญแล้ว จนลืมภูมิปัญญา รากเหง้าของตนเอง วิถี การดำเนินชีวิตของ บรรพบรุษ  ก็คงทำให้พวกเรา ต้องวนเวียนอยู่บนเส้นทาง เช่นนี้ตลอดไป  เพราะคำว่า พอ  ไม่เคยเกิดขึ้น กับ คน
 

 
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอุ่นหนาฝาคั่ง

 

 
ตู้ไฟ A-GO GO  ทีเร้าใจ เรียกร้องแมงเม่าเข้าสู่กองไฟ
มาลัยขายถูก  ไม่ใช่เด็กขายพวงมาลัยแต่คนพิการครับ
ป้ายตู้ไฟ เป็นภาพสาวสวยงดงามตา
 บารากู่ ยาสูบ ยอดนิยมของ คนแถบตะวันออกกลาง
ค่อย ๆ แทงค่ะ เพราะลูกแดงกำลังจ่อ
อีกมุมหนึ่งของชีวิต ชายคนหนึ่ง แห่งเมืองสวรรค์ของนักเที่ยวเสมือนลุงขี้เมา แห่งบทเพลงของคาราบาว 
 
 
      ยามเจ็บไข้  ร่างกายสั่นสท้าน เพราะต้องใช้แรงงาน  ยิ่งกว่าใช้แรงงัว  คนเหมือนคนต้องทำงานเหมือนควาย  แต่หนี้สินยังมากมาย  เกิดเป็นควายดีกว่าคน
 
       หมดสิ้นปัญญาของชาวนาบ้านนอก  ร่อนเร่เข้ามาเป็นจับกังในบางกอก  สูญสิ้นราคาเพราะแก่ชราหัวหงอก  หาทางออกสุดท้าย  ด้วยสุราเมรัย 
       กินเหล้าเข้าไปยิ่งเล้วร้ายซ้ำเก่า  หาเงินมาได้ก็เอาไปกินเหล้า  มันกลุ้มก็ยิ่งกิน  ยิ่งกินก็ยังเมา  ร่างกายก็ปวดร้าว  โรคร้ายก็ครุกคราม
      *เช้าวันหนึ่งมีคนพบศพ  ขี้เมานอนตาย  อยู่ที่ใต้สะพานลอย      
 
ให้ผมกราบแทบเท้าผมก็ยอม  ครับศักดิ์ศรีของคน
ชุมพล ศรีสมบัติ

 
8595  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / สถานที่ท่องเทียวในเชียงใหม่ / นั่งรถไฟไปดู วิถีชีวิต เรื่องบุญ กุศล พี่น้องชาวพุทธ ที่อยุธยา เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 08:11:03 pm
นั่งรถไฟไปดู วิถีชีวิต เรื่องบุญ กุศล พี่น้องชาวพุทธ ที่อยุธยา
Posted by บินมูซา
 

 
                                     
           
ขึ้นรถไฟลงเรือไปดูวิถีชีวิต เรื่องบุญ กุศล พี่น้องชาวพุทธ ที่อยุธยา สืบเนืองมาจาก การอบรม ผู้นำด้านสุขภาวะมุสลิมไทย ที่โรงแรมอโยธยา ริเวอร์ไซค์ พระนครศรีอยุธยา (อัลบั้มภาพ)
            
           
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
 
           
จังหวัดนี้ไม่มีอำเภอเมือง  แต่เป็นอำเภออะไรแทนเอ่ย.........
           
 
           
เอามาฝากพี่น้อง
           

 ชุมพล  ศรีสมบัติ
หน้า: 1 ... 571 572 [573] 574 575


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap