Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: adam
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 20
1  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / เสียงจากประชาชนชาวแม่สอด กับ นโยบายคืนความสุขให้ประชาชน เมื่อ: ตุลาคม 31, 2014, 03:49:48 pm
เสียงจากประชาชนชาวแม่สอด กับ นโยบายคืนความสุขให้ประชาชน
    
   
   558
          ชาวแม่สอด บ่นๆกันมาจนหนาหู บ่นถึง ที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก วันนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หน้าอดสู สำหรับคนที่ไปติดต่อราชการ เพราะคึกคักไปด้วย ชาวพม่า ที่นายจ้าง และนายหน้าด้วย ที่นำแรงงานต่างด้าว ทั้งแท้ และเทียม ( แห่มาจากฝั่งพม่าสดๆ เพื่อต้องการทำบัตรไว้ป้องกันตำรวจจับ ) ไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ที่ศูนย์บริการแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งวันนี้ ( 31 ต.ค. 57 ) เป็นวันสุดท้าย เชื่อว่า ถ้าขยายเวลาอีกก็คงไม่หมด คงต้องรอแห่ข้ามแม่น้ำเมยมากันทั้งประเทศพม่า และหลังจากนั้น ก็ค่อยๆขยับขยาย ลักลอบเข้าไปสู่จังหวัดชั้นใน ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ เดือดร้อนอีก เสมือนเป็นการแก้ปัญหาที่วกวนในอ่าง 
   แม้นจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวของรัฐบาล หรือ คสช. ก็ตาม ที่สำคัญ วันนี้ หน้าที่ว่า การอำเภอแม่สอด เต็มไปด้วยคน ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้า ( ขาประจำ ) และร้านค้าขาจร ที่ไปขายให้กับแรงงานพม่า ปัญหาคือ ความแออัด ทิ้งขยะ บ้วนน้ำหมาก น้ำลาย แถมมีกลิ่นคนโชยทั่ว อีกทั้งทะเลาะวิวาทกันอีก ทำให้คนที่ไปติดต่อราชการอืดอัดมาก ไหนที่จอดรถทั้งจักรยายนต์ รถยนต์ สามล้อแดง รอบอำเภอ ลานหน้าอำเภอก็เป็นร้านค้า ( น่าจะเปิดศูนย์การค้าไปเลย ) แผงลอยเต็มไปหมด ต้องไปหาที่จอดกัน ต้องฝากถึงนายปรีชา ใจเพชร นายอำเภอแม่สอด ถ้าจะขยายเวลาจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวอีก ก็หาทางแก้ไขด่วนครับ ช่วยให้คนไทยที่ไปติดต่อราชมีที่ยืนด้วยครับ ไม่ต้องคืนความสุขให้ประชาชนก็ได้
    
   ภาพข่าวจาก  Maesod Channel
   https://www.facebook.com/MaesodChannel
   
   558
   
   558
2  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ชุมชนเชียงใหม่เร่งมือทำกระทงยักษ์ ส่งประกวดยี่เป็ง 57 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2014, 12:28:19 pm

   ชุมชนเชียงใหม่เร่งมือทำกระทงยักษ์ ส่งประกวดยี่เป็ง 57

666

เชียงใหม่ - ชาวบ้านในชุมชนเมือง เร่งมือประดิษฐ์กระทง ส่งประกวดงานยี่เป็ง 57พร้อมแต่งเมืองรับนักท่อเที่ยว
       
       วันนี้(31 ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านชุมชน ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ กำลังเร่งประดิษฐ์กระทง เพื่อส่งเข้าร่วมขบวนประกวดแห่กระทง งานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2557 ซึ่งขบวนประกวดจะแห่จากข่วงประตูท่าแพ สิ้นสุดที่หน้าสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งแต่ละชุมชนประดิษฐ์กระทงอย่างสวยงามเพื่อเข้าร่วมประกวดและลอยน้ำได้ในคืนวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้
       
       นอกจากนั้นตามเส้นทางที่ขบวนผ่าน มีการประดับด้วยโคมล้านนานับหมื่นดวง ถือเป็นสัญลักษณ์หรือมนต์เสน่ห์ของงานประเพณียี่เป็ง รวมทั้งมีการประดับประดาด้วยโคมไฟล้านนา และโคมแฟนซีทั่วเมือง ทำโป๊ะไม้ไผ่สองริมฝั่งแม่น้ำปิง หน้าสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมลอยกระทง เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ส่วนบริเวณข่วงประตูท่าแพ เป็นสถานที่ประกวดนางนพมาศและจัดงานโคมไฟอาเซียน
       
       อนึ่ง ช่วงประเพณียี่เป็ง ชาวบ้านในภาคเหนือจะนิยมปล่อยโคมลอยเพื่อสะเดาะเคราะห์ และถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งมีผลกระทบต่อการขึ้น-ลงของเครื่อง ดังนั้นระหว่างวันที่ 5- 7 พฤศจิกายนนี้ ทางท่าอากาศยานเชียงใหม่ ได้ขอความร่วมมือให้งดปล่อยโคมลอยบริเวณเส้นทางบิน ในรัศมีทางขึ้นลงทั้งหัวและท้าย สนามบินเชียงใหม่ ระยะทาง 18 กิโลเมตร ครอบคลุมเขตพื้นที่อ.แม่ริม อ.สันทราย อ.เมือง อ.หางดง และ อ.สันกำแพง หากจะปล่อยขอให้เป็นหลังเวลา 21.00 น. พร้อมทั้งมีการปรับเวลาตารางบินใหม่ รวมทั้งยกเลิกเที่ยวบินทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 100 เที่ยว 

587

998

968

998

998

ข่าวภาพจาก

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000125319&utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+astvlocal+%28ASTVManager+-+Local%29
3  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ฝ่ายอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต กองทุนซะกาตเชียงใหม่ประชุมวางยุทธศาสตร์ เมื่อ: ตุลาคม 31, 2014, 12:19:02 pm
ฝ่ายอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต กองทุนซะกาตเชียงใหม่ประชุมวางยุทธศาสตร์


555


       29-10-57 เวลา 10.00 น.คณะกรรมการกองทุนซะกาต(บัยตุลมาล)จ.ชม.
ส่วนฝ่าย "พัฒนาคุณภาพชีวิต" และส่งเสริมอาชีพ มีนายนิรันดร์ บินประทาน กอจ.ชม  อ.ยาซีน แสงซอน นายเลิศ ชัยคำ และ น.ส.อทิตยา เป็นเลขากลุ่ม จัดประชุมหารือวางยุทธศาสตร์การทำงานของฝาย จัดวางแผนยุทธศาสตร์ ได้ประเด็นดังต่อไปนี้ .
เมื่อคืนสิทธิ์ให้พี่น้อง เราต้องหาจุดเด่นในอาชีพเสริม..การติดตามผลในปีที่ 2 จึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อจัดทำแผน ..การศึกษา วิชาการ วิชาชีพ ต้องมีกองทุนอื่นๆมาช่วยเสริม ต้องสืบหา และติดต่อ หน่วยงาน องค์กรต่างๆต้องเร่งหาช่องทางแต่เนินๆ ส่วนสังคมสังเคราะห์ช่วยเหลือแบบรายเดือน เพื่อการเยี่ยมเยือนยังคงทำอยู่ เพราะได้รับรู้สารสุขทุกข์กันตลอด พร้อมหาหน่วยงานภาครัฐมาร่วมสมทบ ตามสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ มาอุดหนุนจุนเจือเพิ่มขึ้นไปอีก..อินชาอัลลอฮฺ

รายงานโดย เลิศ ชัยคำ
ชมรมสื่อมุสลิมเชียงใหม่
www.muslimchiangmai.net

555

5554
4  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / Re: มัสยิดดารุลบริ สันกำแพงเชียงใหม่ ประชุมนัดใหญ่รับมอบที่ดินบริจาค ร่วม 4 ไร่ เมื่อ: เมษายน 02, 2014, 07:38:35 pm
เป็นอะไรที่ท้าทายผู้บริหารมัสยิดที่กล้าที่จะรับอามานะห์ที่ยิ่งใหญ่นีฺ้ิิิิอินชาอัลลอฮฺ
5  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / การนับถือผีปู่ย่าในล้านนา และการซื้อผี-ขายผีในล้านนา เมื่อ: มกราคม 15, 2013, 05:03:52 pm

   ผีปู่ย่า
   
   555
   ภาพจาก
atcloud.com

   
      
         

            การนับถือผีปู่ย่าในล้านนา

         

             

         

            ผีปู่ย่า เป็น ผีหรือวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นผีประจำตระกูลที่มีการนับถืออยู่ในวงศ์ญาติเดียวกัน โดยจะมีบทบาทและหน้าที่เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในกลุ่มเครือญาติ ทำให้มีการแก้ไขปัญหาหรือยุติข้อขัดแย้งในหมู่เครือญาติได้
            การนับถือผีปู่ย่านั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการสืบเชื้อสายและการ นับถือเครือญาติ เรียกว่าเป็นกลุ่มผีเดียวกัน ซึ่งเป็นการสืบทอดทางสายมารดา ดังนั้นการนับถือผีปู่ย่าจะมีการถ่ายทอดผ่านทางผู้หญิงเท่านั้น

         

            เชื่อกันว่าคติการนับถือผีปู่ย่านั้นจะเป็นแบบแผนวัฒนธรรมของชาวล้านนามาแต่โบราณ แต่จากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ได้พบว่า นอกเหนือจากชาวล้านนาและไทลื้อที่สิบสองพันนาที่มีการนับถือผีปู่ย่าด้วยแล้ว ยังมีชาติพันธุ์เผ่าไทอีก ๗ เผ่า คือ เผ่าไทหย่า ไทยั้ง ไทจุ่ง ไทลาย ไทเหนือ ไทดำ และไทน้ำ ล้วนมีการนับถือผีปู่ย่าด้วยกันทั้งสิ้น ตระกูลหรือญาติที่เป็นผีเดียวกันกลุ่มหนึ่งๆ จะมีหอตั้งผีอยู่ที่บ้านต้นตระกูลหรือบ้านเก๊าผีตั้งอยู่บริเวณหัวนอนหรือที่แจ่งมุมของเขตรั้วบ้าน แต่บางบ้านอาจไม่มีหอผีจะมีแต่หิ้งผีปู่ย่าตั้งไว้ภายในบ้านที่หัวนอนในห้องของเจ้าของบ้าน
            
            มีเก๊าผีคือ ผู้หญิงที่มีอาวุโสเป็นผู้สืบทอดประกอบพิธีกรรมบูชาเซ่นสรวงและมักจะเป็น ม้าขี่ หรือ ร่างทรง ด้วย ในการนับถือผีปู่ย่า นอก จากจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บ้าผีเก๊าดังกล่าวมาแล้วแต่ในการปฏิบัติบูชากลุ่มคนที่อยู่ในสายผีเดียวกันในทุกหลังคาเรือนจะต้องมีหิ้งผีปู่ย่าอยู่ในทุกบ้าน
            
            หิ้งผีปู่ย่านั้นนิยมจัดตั้งไว้บนหัวนอนเจ้าของบ้านโดยสูงจากพื้นบ้านประมาณสองเมตร ถือเป็นของสูง เด็กๆจะไปเล่นเกะกะใกล้ไม่ได้ ผู้อาวุโสหรือพ่อแม่เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้องกับผีปู่ย่าได้ ในครอบครัวที่เคร่งครัดจะจัดสำรับกับข้าวด้วยอาหารคาวหวานอย่างละเล็กละน้อย พร้อมกับคนโทน้ำเซ่นไหว้ทุกวัน เพราะเชื่อว่าหากเลี้ยงไม่ดีเท่าที่ควรแล้ว ผีปู่ย่าจะอดอยาก อาจจะทำโทษให้ครอบครัวเดือดร้อนต่างๆนานา เป็นต้นว่าเด็กเล็กจะเจ็บป่วย
            
            แต่หากปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจะช่วยคุ้มครองและดลบันดาลให้เกิดโชคลาภต่างๆได้
            ผีปู่ย่าที่อยู่ในเรือนเหล่านั้นบางครั้งก็จะถูกเรียกว่าเป็น ผีเรือน หรือ ผีเฮือน
            เพราะช่วยให้ความคุ้มครองบ้านเรือนและลูกหลานที่อยู่ในเรือนด้วย
            แต่บางครั้งความหมายของคำว่าผีเรือนของชนบางกลุ่มก็หมายถึงวิญญาณของพ่อแม่
            ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้ว

         

            แต่อย่างไรก็ดีจากการศึกษาของผู้เขียนได้พบว่าความหมายของผีเรือนในบางท้องที่
            ของล้านนานั้นหมายถึงผีหลายๆ ตนที่อยู่ในเรือนและทำหน้าที่ต่างๆ
            กันซึ่งในจำนวนนี้จะมีผีพ่อของเจ้าของเรือนอยู่ด้วย โดยมีผีปู่ย่าหรือผีวงศ์ซึ่งเป็นผีประจำตระกูลเป็นหัวหน้าใหญ่สุดอยู่บนเรือน อย่างไรก็ดีผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษของบางสายตระกูลที่เป็นผู้นำทางสังคม เช่น หัวหน้าหมู่บ้านเจ้าเมือง หรือกษัตริย์ นอกจากจะได้รับการนับถืออยู่ในกลุ่มวงศ์ตระกูลแล้ว ยังได้รับการนับถือบูชาจากชาวบ้านชาวเมืองอีกด้วย

         

            ดังนั้นผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษของผู้นำทางสังคมจึงมีฐานะเป็นทั้งผีประจำ
            ตระกูลและผีของชุมชนด้วย ซึ่งในส่วนที่มีบทบาทต่อชุมชนนั้นจะมีชื่อเรียกว่า ผีเสื้อบ้าน หรือ ผีเสื้อเมือง และจะมีบทบาททางสังคมเพิ่มขึ้น เพราะนอกเหนือจากการที่จะต้องดูแลลูกหลานในวงศ์ตระกูลแล้ว ยังจะต้องดูแลชาวบ้านหรือชาวเมืองอีกด้วย
            ซึ่งบทบาทเช่นนี้มีลักษณะเหมือนบทบาทของหัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าเมือง หรือ กษัตริย์
            จะเห็นได้ว่าบทบาทของผีปู่ย่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในสังคมหลายระดับ
            นับตั้งแต่ระดับครัวเรือน เครือญาติวงศ์หรือสายผีเดียวกัน และระดับชุมชน

         

            ในกรณีที่ผีปู่ย่าหรือผีบรรพบุรุษของผู้นำทางสังคมทำหน้าที่เป็นผีเสื้อบ้าน หรือผีเสื้อเมือง จึงทำหน้าที่ที่อาจจัดอยู่ในประเภทเป็นผีอารักษ์หรือผีเจ้านาย
            ดังในด้านประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับผีปู่ย่านั้นโดยทั่วไปแล้ว
            ผู้ที่นับถือผีปู่ย่าจะต้องมีการเซ่นไหว้หรือที่เรียกว่า เลี้ยงผี ในโอกาสต่างๆ
            เป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ทั้งนี้เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าผีปู่ย่าจะช่วยคุ้มครองลูกหลานไม่ว่าจะไปทำกิจกรรมใดๆ เช่น เดินทางไกล แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ค้าขาย มีคนมาพักในบ้าน เจ็บป่วยได้ไข้ ฯลฯ จะต้องบอกกล่าวให้ทราบ และบนบานขอร้องให้ช่วยคุ้มครอง
            
            ดังนั้นจึงต้องมีการเลี้ยงผีเพื่อเป็นการสักการะวิญญาณของบรรพบุรุษ เป็นการขอขมา
            แสดงความขอบคุณที่ได้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษา และอำนวยอวยผลให้เกิดความสำเร็จในการทำมาหากินในช่วงเวลาที่ผ่านมา
            
            อย่างไรก็ตามหลายๆครอบครัวในปัจจุบันละเลยผีี่บรรพบุรุษ ทำให้ลูกหลานไปอยู่ที่ไกลหาโอกาสกลับมารวมกันได้ยาก โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการเสียผี ค่าปรับค่าล่วงเกินเกี่ยวกับผี ไม่มีในหัวใจคนสมัยใหม่ จึงทำให้หญิงสาวถูกล่อลวง เสียผู้เสียคนไปมากต่อมาก

         

            การซื้อผี-ขายผีในล้านนา
            
            888
            ภาพจาก
www.lek-prapai.org

         

            
            เอิ้ว...ซื้อผีบ๋อ.....เอิ้ว...มีผีมาขายเน้อ ไผจะซื้อผีมาซื้อเน้อ....... เสียงพ่อค้าชาวลัวะเอิ้นตะโกนบอกชาวบ้านที่สนใจมาซื้อผีเอาไว้รักษาบ้านเรือน เอาไว้เป็นผู้ปกปักรักษาคนในครัวเรือนโดยแต่ละผีจะให้คุณแตกต่างกันไปเริ่มตั้งแต่
            -ผีปู่ย่า หากใครซื้อผีนี้ไว้จะทำให้ลูกหลาน ญาติพี่น้องอยู่ดีมีสุข เกิดความรักใคร่สามัคคีกันญาติพี่น้องลูกหลานเครือญาติทุกคนจะมารวมกัน เกิดความอบอุ่นในวงค์ตระกูล
            -ผีกะ หรือผีปอบ หาก ใครซื้อผีนี้จะทำให้วงค์ตระกูลเป็นคนขยันหากินไม่เลือกว่าจะค่ำมืดกลางวันกลางคืนก็จะหากินไม่หยุดหย่อน มักเป็นผู้มีเงินเพราะความขยัน
            -ผีมดผีเม็ง หากใครซื้อผีนี้จะส่งผลให้วงค์ตระกูลมีความสุขสนุกสนานดังนั้นวงค์ตระกูลของผู้ที่มีผีนี้รักษาก็จะกำหนดพิธีกรรมในวันที่ไหว้ผีในรอบปีญาติๆวงค์ตระกูลก็มาร่ายรำ ฟ้อนบวงสรวง เรียกกันว่าพิธีกรรมการฟ้อนผีมดผีเม็งทำให้ญาติพี่น้องวงค์ตระกูลสนุกสนานรื่นเริง

         

            เมื่อพ่อค้าชาวลัวะมาขายผีตามหมู่บ้าน ผู้คนพื้นเมืองที่ต้องการซื้อผีต่างก็ซื้อผีคือสวย (กรวย) ดอกไม้เป็นสินค้าแทนผีเมื่อซื้อแล้วก็นำสวยดอกไม้ไปไว้ในที่ๆลัวะบอกกล่าว คือ
            ผีปู่ย่าให้นำสวยไปไว้ในห้องเรือนใหญ่หนึ่งแห่งและทำหอผีปู่ย่าไว้ที่บริเวณในรั้วบ้านอีกหนึ่งแห่งส่วนราคาตามแต่จะตกลงกันเช่น อาจเป็น ๓๒ แถบ ๔๕ แถบ เป็นต้น ส่วนใครซื้อ
            ผีกะต้องนำสวยดอกไม้ไปไว้ในหม้อเลี้ยงผี นำหม้อไปวางไว้บนเพดาน
            เพื่อให้ผีกะได้อยู่ในหม้อ ไม่ออกไปทำร้ายใคร ราคาผีก้ะ อาจเป็น ๑๒ แถบ ๒๕ แถบ แล้วแต่จะตกลงกัน
            ส่วนผู้ที่ซื้อผีมดผีเม็งก็จะต้องนำสวยดอกตัวแทนผีไปไว้ในหิ้งผีบนบ้านในห้องนอน แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องเลี้ยงปีละ หนึ่งครั้งหรือสองสามปีครั้งแล้วแต่จะตั้งเงื่อนไขกันไว้ ในการเลี้ยงจะต้องมีดนตรีบรรเลงให้เกิดความม่วนงันสนุกรื่นเริง ราคาผีมดผีเม็งอาจเป็น ๓๖ บาท ๑๒ บาทแล้วแต่ความพอใจ ตั้งแต่ผู้คนได้ซื้อผีที่ตนเองต้องการมาไว้คุ้มครองบ้านทำให้ผีมีบทบาทในวิถีชีวิตคนในครอบครัวกันมาก หากใครเข้าบ้านเรือนโดยไม่บอกเจ้าบ้าน หรือเข้าไปในห้องนอนถือว่าผิดผีต้องถูกปรับไหมเท่าราคาค่าผีที่บ้านนั้นซื้อมา เช่น ถ้าซื้อสวยผีมาจำนวน ๓๒ แถบ ก็ต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน ๓๒ บาทเท่าเงินซื้อผี ที่สำคัญคือผีจะปกป้องลูกสาวในครอบครัวนั้น หากใครจับมือ ถือแขน ถูกต้องเนื้อตัวล่วงเกินผู้หญิงในครองครัวนั้นๆก็ต้องถูกปรับเสียค่าผี ตามราคาที่บรรพบุรุษได้ซื้อสวยผีมาไว้ครั้งแรกแม้จะสืบต่อๆกันมาเป็นเวลานานนับร้อยๆ พันๆปี การเสียค่าผีก็ต้องเป็นเงื่อนไขของทุกครอบครัว ที่มีผีปกปักรักษาวงค์ตระกูล
            ไม่ว่า ผีปู่ย่า ผีกะ ผีมดผีเม็งด้วยมีการเลี้ยงผีไว้ป้องกันผู้คนในครอบครัวดังกล่าวจะเห็นว่าเดือนเก้าเหนือ (เดือนเจ็ดภาคกลาง) ผู้คนล้านนาต่างมีการเลี้ยงผี หรือหากมีงานเกี่ยวกับวงศ์ตระกูลก็จะเลี้ยงผีกันทำให้ญาติๆมาร่วมกันประกอบพิธีโดยเฉพาะถึงปีใหม่หรือสงกรานต์
            ลูกหลานวงศ์ตระกูลที่อยู่ไกลกันก็จะมารวมกันทำพิธีเลี้ยงผีที่ตระกูลของตนมีอยู่ งานสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการใส่ผีในการแต่งงานเจ้าบ่าวต้องนำเงินค่าเสียผีใส่ขัน(พาน)พร้อมข้าวตอกดอกไม้ไปไหว้สาญาติผู้ใหญ่ เจ้าสาวเรียกว่าเงินเสียผีหรือเงินใส่ผีเป็นเงื่อนไขว่าได้เป็นผีในครัวเรือนเดียวกันแล้ว ภาษาล้านนาว่า" ผีตั๋วเดียวกั๋น" คือต้องเป็นญาติเครือเดียวกันนั่นเองผีล้านนาจึงมีความสำคัญมาก ในวิถีชีวิตของพวกเขา ตั้งแต่โบราณมาจนปัจจุบัน หลายๆครอบครัวก็ยังเลี้ยงผี มีผีปู่ย่า ผีกะ และผีมดผีเม็งกันอยู่
            ขอจ้วยกั๋น เล่าเรื่องไปเต๊อะเกี่ยวกับผีอั้นเนอนาย สนุกม่วนล้ำหมู่เฮาตังหลาย ตึงญิงตึงจายความฮู้เตื่อมแถ้ง.... ที่มา...ลุงหนานพรหมมาโลกนี้มีอะไรน่าสืบเสาะมากมาย น่าศึกษา น่ารู้ เรื่องที่ลึกลับเกินกว่าเคยรู้.....
            อย่างไรก็ตามหลายๆครอบครัวในปัจจุบันไม่เลี้ยงผีที่บรรพบุรุษซื้อมา ทำให้ลูกหลานไปอยู่ที่ไกลหาโอกาสกลับมารวมกันได้ยากโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการเสียผี ค่าปรับค่าล่วงเกินเกี่ยวกับผี ไม่มีในหัวใจคนสมัยใหม่ จึงทำให้หญิงสาวถูกล่อลวง เสียผู้เสียคนไปมากต่อมาก

         

            
            
            คุณครู รัชนี คุณานุวัฒน์
            
            คัดลอกจาก
            
http://www.chiangmai-thailand.net

      
   
6  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ค่าวฮำ คำเมือง วิถี ประเพณี ของคนล้านนา / ความเชื่อล้าน ผีปู่ดำย่าดำ ผู้ดูแลเรือนชาน เมื่อ: มกราคม 15, 2013, 04:51:36 pm
 

   ผีปู่ดำย่าดำ

   
      
         

            

         

            ผีปู่ดำย่าดำ
             

         

            ผีปู่ดำย่าดำ เป็นผีประจำอุปกรณ์ในการนึ่งข้าวเหนียว 
            ได้แก่หม้อนึ่งและไหข้าวในครัวเรือนของแต่ละครอบครัว 
            โดยทั่วไปผีปู่ดำย่าดำนี้ชาวล้านนาเชื่อว่า 
            เป็นผีที่คอยดูแลทรัพย์สินในบ้านและคุ้มครองคนในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข 
            อีกทั้งยังสามารถพยากรณ์เรื่องราวบางประเภทที่มนุษย์ต้องการทราบอีกด้วย 
            
            ดังนั้นยามที่คนในครอบครัวจะเดินทางออกนอกบ้านไปต่างถิ่นหรือแดนไกล 
            มักจะบอกกล่าวแก่ ผีปู่ดำย่าดำ 
            โดยจัดวางหม้อนึ่งกับไหข้าวซ้อนกันตั้งบนเตาเหมือนกำลังนึ่งข้าวอยู่ แล้วจัดหาธูปเทียนดอกไม้
            พร้อมเครื่องสังเวยได้แก่ "หมากคำพลูใบ" คือหมาก ๑ คำ พลู ๑ ใบ และ "ข้าวปั้น กล้วยหน่วย"
            คือข้าวเหนียวสุกหนึ่งปั้นกับกล้วยสุกหนึ่งใบ ไปวางไว้บนที่อันควร 
            แล้วกล่าวขอความคุ้มครองให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และโดยเฉพาะเด็กอ่อนนั้น 
            เมื่อกล่าวขอความคุ้มครองแล้ว มักเอาดินเขม่าหม้อนึ่งป้ายที่หน้าผากเด็กด้วย 
            
            นอกจากนี้ในยามค่ำคืนหากเด็กอ่อนร้องไห้นานผิดปกติ เชื่อกันว่ามีผีมาหยอกเด็ก 
            จึงต้องขอความคุ้มครอง โดยมีพิธีคล้ายดังที่กล่าวมาข้างต้น 
            ส่วนในด้านการพยากรณ์จะมีพิธีเชิญผีมาลงเพื่อตอบคำถามเรื่องราวต่างๆ เช่นพิธี "ไกวข้าว" 
            พิธี "ลงผีหม้อนึ่ง" เป็นต้น ซึ่งแต่ละอย่างก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไป ไกวข้าว ไกวข้าว
            หรือ แกว่งข้าว คือ การไกวหรือแกว่งก้อนข้าวเหนียว 

             

         

            ส่วนใหญ่จะกระทำเมื่อต้องการทราบสาเหตุของการเจ็บป่วยของเด็ก 
            โดยจัดเตรียมเสื้อผ้าของเด็กที่ป่วย พร้อมข้าวสาร ๑ ทะนาน กรวยดอกไม้ ธูปเทียน เงิน ๑ บาท
            ด้ายผูกข้อมือ ด้ายสำหรับผูกก้อนข้าว ข้าวเหนียวสุกขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ๑ ก้อน ไม้ด้ามข้าว 
            (ไม้สำหรับคนข้าวเหนียวสุกใหม่) ข้าวเหนียว ๑ ปั้น กล้วยน้ำว้าสุก ๑ ลูก 
            และข้าวเหนียวก้อนเล็กๆอีก ๔ ก้อน โดยมีหญิงสูงวัยเป็นผู้ประกอบพิธี 
            ซึ่งปกติมักกระทำกันในตอนหัวค่ำ 

             

         

            พิธีเริ่มขึ้นด้วยการนำหม้อนึ่งและไหข้าวตั้งบนเตาไฟเหมือนการนึ่งข้าว 
            เอาก้อนข้าวเล็กๆวางคู่กันที่ริมขอบหม้อนึ่ง ๑ คู่ และริมขอบไหข้าวอีก ๑ คู่ 
            จากนั้นผู้ประกอบพิธีจะยกเครื่องสักการะ คือข้าวสาร 
            เงินและธูปเทียนดอกไม้ที่อาจบรรจุในภาชนะ เช่นถาดหรือชามขึ้นจรดศีรษะ 
            พร้อมบอกกล่าววัตถุประสงค์ พร้อมยกเครื่องสักการะไปชิดกับเตาไฟ 
            จากนั้นนำเอาก้อนข้าวผูกแขวนกับปลายไม้ด้ามข้าว แล้วยื่นออกไปเหนือข้าวสารที่เตรียมไว้ 
            โดยกะให้ได้ระยะห่างประมาณ ๑ ฝ่ามือ และเริ่มตั้งคำถามโดยถามและตอบนำไปเรื่อยๆ 
            ถ้าก้อนข้าวนั้นนิ่งอยู่แสดงว่าไม่ถูก แต่ถ้าข้าวนั้นกวัดแกว่งเป็นวงกลมก็แสดงว่าถูก 
            บางครั้งต้องการความมั่นใจก็ต้องบอกซ้ำให้ก้อนข้าวแกว่งไกวอีกครั้ง เพื่อย้ำความถูกต้อง 
            ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดคำถามเสร็จแล้วอธิษฐานขอให้ผีปู่ดำย่าดำไป 

             

         

            ผูกข้อมือให้เด็กที่ป่วย ซึ่งต้องนำเอาข้าวปั้นและกล้วยสุกในพิธีไปใส่มือเด็ก 
            พร้อมผูกข้อมือเพื่อปลอบขวัญเด็กให้หายป่วยโดยเร็วในส่วนของการปฏิบัติอื่นๆ 
            คงเป็นไปตามคำพยากรณ์จากพิธีนั่นเอง ลงผีหม้อนึ่ง การ ลงผีหม้อนึ่ง เป็นการเชิญ ผีปู่ดำ ย่าดำ
            หรือผีย่าหม้อนึ่ง เข้าสถิตในหุ่นจำลอง เพื่อไถ่ถามในสิ่งที่อยากทราบ ในการประกอบพิธีนั้น 
            เจ้าพิธีมักเป็นหญิงอาวุโสในบ้าน เริ่มต้นด้วยการตั้งหม้อและไหสำหรับนึ่งข้าวบนเตาไฟ 
            ทำทีเหมือนจะนึ่งข้าว เอาข้าวเหนียวเล็กๆสองก้อน วางคู่กันที่ปากหม้อนึ่งหนึ่งคู่ 
            ที่ปากไหข้าวอีกหนึ่งคู่ เตรียมกระด้งที่มีข้าวสารเกลี่ยไว้ดีแล้ว 
            ผูกหุ่นจำลองด้วยเสื้อสวมกับหม้อนึ่งอีกใบหนึ่งให้มีแขน โดยสอดไม้กับแขนเสื้อ 
            เหมือนคนกางแขน ส่วนด้านบนคอเสื้อให้ขยุ้มเป็นปมสมมุติเป็นศีรษะ 
            แล้ววางหุ่นดังกล่าวไว้ในกระด้ง จากนั้นเตรียมเครื่องสักการะอันประกอบด้วยกรวยดอกไม้หกกรวย
            กรวยหมากพลูอีกหกกรวย เงินค่ากำนลสิบสามบาท ทั้งหมดใส่ในกระด้งรวมกับหุ่นจำลอง

             

         

            เมื่อจะถามนั้น เจ้าพิธีจะกล่าวคำอัญเชิญให้ผีประจำหม้อนึ่งไหข้าวมาสถิตในหุ่น 
            พิธีจะดำเนินต่อไปโดยผู้ถามจะจับประคองหุ่นคนละข้าง เมื่อป้อนคำถามและตอบนำไป 
            ผีหม้อนึ่งจะโยกเยกชี้ไปที่กรวยดอกไม้ ที่เจ้าพิธีจะระบุว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ 
            หลังจากที่พอใจในคำพยากรณ์แล้ว เจ้าพิธีจะเชิญผีออกจากหุ่นเป็นเสร็จพิธี ความเชื่อเรื่องผีปูดำ
            ย่าดำของชาวล้านนาอาจดูไร้เหตุผล แต่ในส่วนของจิตใจแล้ว พิธีนี้ถือว่าเป็นที่พึ่งทางใจ 
            ทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจ สามารถเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ควรปฏิบัติต่อไป

         

            สนั่น ธรรมธิ 
             

         

            สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
             

         

            คัดลอกจาก
            http://www.chiangmai-thailand.net/pee_lanna/pee_poodum_yadum.html 

            
             

      
   
7  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ศิลปะวัฒนะธรรมท้องถิ่น / ตำ-ยำ สะปะ วัฒนธรรมการกิ๋นของคนล้านนา เมื่อ: มกราคม 03, 2013, 07:06:53 pm
ยำ สะปะ ยำ วัฒนธรรมการกิ๋นของคนล้านนา




ตำ (อ่านว่า ต๋ำ) เป็นอาหารประเภทเดียวกับยำ มีวิธีการปรุง โดยนำส่วนผสมต่างๆ พร้อมเครื่องคลุกเคล้ากันในครก เช่น ตำขนุน (ตำบ่าหนุน) ตำมะขาม (ตำบ่าขาม) ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ เกลือ กระเทียม หัวหอม พริกแห้งหรือพริกสด กะปิ ถั่วเน่าแข็บ (ถั่วเน่าแผ่น) ปลาร้า ซึ่งทำให้สุกแล้ว (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 2406; ประทุม อุ่นศรี, สัมภาษณ์, 25 มิถุนายน 2550) ยำ ใช้กับของที่สุกแล้ว เช่น ยำจิ๊นไก่ ทำด้วยไก่ต้ม ยำผักเฮือด (ผีผักเฮือดนึ่ง) ยำจิ๊นแห้ง (เนื้อต้ม) ปรุงเครื่องยำ หรือเรียกว่า พริกยำ ในน้ำเดือด แล้วนำส่วนผสมที่เป็นเนื้อ หรือผักต้มลงไป คนให้ทั่ว (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 5515 ; สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)


ตำจิ๊นแห้ง

คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ตำจิ๊นแห้ง



ตำจิ๊นแห้ง อ่านว่า ต๋ำจิ๊นแห้ง เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือจิ๊นแห้ง มาโขลกรวมกับเครื่องปรุง แล้วนำมาผัดกับน้ำมัน กระเทียมเจียว โรยด้วยผักชีต้นหอม (ศรีวรรณ จำรัส, สัมภาษณ์, 14 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสูตรตำจิ้นแห้ง

ตำกุ้ง

88


ตำกุ้ง ใช้วิธีการปรุงแบบเดียวกับตำชนิดอื่นๆ แต่เพิ่มเครื่องปรุง ได้แก่ ดีปลีคั่ว มะแขว่นคั่ว สะระแหน่ มะนาว ผักไผ่ ผักชีต้นหอม เพื่อดับคาวกุ้ง (ประทุม อุ่นศรี, สัมภาษณ์, 25 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสูตรวิธีำทำต๋ำกุ้ง


ตำมะเขือ
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ตำมะเขือ
   
    
ตำมะเขือ หรือ ตำบ่าเขือ อ่านว่า ต๋ำบ่าเขือ เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือมะเขือย่างไฟ แกะเปลือกออก แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องปรุง รับประทานกับไข่ต้มและใบสะระแหน่ (ภัณฑิรา กัณทะกาลังค์, สัมภาษณ์, 19 มิถุนายน 2550)
คลิกดูสูตรวิธีทำตำบ่าเขือ

ตำไข่มดแดง
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ตำไข่มดแดง
   
    
ตำไข่มดแดง ใช้วิธีการปรุงแบบเดียวกับตำชนิดอื่นๆ แต่เพิ่มเครื่องปรุง ได้แก่ ดีปลีคั่ว สะระแหน่ ผักไผ่ เพื่อเพิ่มรสชาติของไข่มดแดง ไม่นิยมใส่กะปิ (ประทุม อุ่นศรี, สัมภาษณ์, 26 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสูตรและวิธีทำตำไข่มดแดง


ตำขนุน
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ตำขนุน
   
    
ตำขนุน หรือ ตำบ่าหนุน เป็นตำรับอาหารที่มีวิธีการปรุง เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือขนุนอ่อนต้มให้เปื่อย แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องแกง นำไปผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียว ใส่มะเขือเทศ ใส่ใบมะกรูด รับประทานกับกระเทียมเจียว ผักชีต้นหอม และพริกแห้งทอด (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 2409; สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสุตรและวิธีทำตำบ่าหนุน


ยำจิ๊นไก่
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ยำจิ๊นไก่
   
    
ยำจิ๊นไก่ ถือเป็นอาหารชั้นดีชนิดหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่มีการทำพิธีเลี้ยงผีถ้วยไก่ต้มแล้ว มักจะนำไก่ต้มมายำเสมอ บ้างนำพริกลาบ หรือเครื่องปรุงลาบ มาปรุงยำจิ๊นไก่ได้เลย เป็นอาหารประเภทยำ ที่นำเอาส่วนผสมที่เป็นของที่สุกแล้ว ลงไปผสมกับเครื่องปรุง (สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 14 มิถุนายน 2550; รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 5518)

คลิกดูสูตรและวิธีทำยำจิ้นไก่

ยำถั่วแปบ
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ยำถั่วแปบ
   
    
ยำถั่วแบป หรือยำบ่าแบป มีส่วนผสมและวิธีการปรุงเช่นเดียวกับยำผักเฮือด มีวิธีการยำ นิยมนำลงผัดกับเครื่องแกงกับหมูสับ บ้างนิยมโรยหน้าด้วยแคบหมูซอย (สิรวิญช์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม 2550)

ดลิกดูสูตรและวิธีทำยำบ่าแบป


ยำผักเฮือด
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ยำผักเฮือด
   
    
ผักเฮือด หรือผักเรือก หรือเฮือก เป็นผักที่มีรสเปรี้ยวและฝาด ก่อนปรุงจึงต้องนึ่งให้สุกก่อน มีวิธีการยำ นิยมนำลงผัดกับเครื่องแกงกับหมูสับ บางสูตรใส่หมูสับต้มสุก และนำมะเขือเทศลงต้มพร้อมกับเครื่องปรุงอื่นๆ (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, หน้า 5520; สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสูตรและวิธีทำยำผักเฮือด


ยำหนัง
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ยำหนัง
   
    
ยำหนัง หรือ ยำหนังฮอ เป็นตำรับอาหารที่ใช้หนังวัวหนังควายแห้ง ที่ต้มเปื่อยแล้ว ขูดเป็นชิ้นบาง ๆ บ้างก็หั่นเป็นชิ้น (ฮอ หมายถึง ทำให้บาง ทำให้ละเอียด) แล้วนำมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง (สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสูตรและวิธีทำยำหนัง


ยำผักกุ่มดอง
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่ยำผักกุ่มดอง
   
    
ยำผักกุ่มดอง ก่อนที่จะนำผักกุ่มมาปรุง ต้องนำผักไปดองก่อน วิธีการดอง ใช้วิธีเดียวกับการดองผักกาดส้ม แต่ใช้เวลาดองนานกว่า 2 วัน มีวิธีการปรุงเช่นเดียวกับยำผักกาดส้ม ยำผักกาดดอง ต่างกันตรงที่จะใช้พริกแห้งย่างไฟ หรือพริกแต้แห้งย่างไฟ หรือคั่ว (น้อย จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสูตรและวิธีทำยำผักกุ่มดอง


แหล่งทีมา ชมและสามารถดูสูตรอาหารประเภท ยำและตำ ได้ที่
คลิกลิงค์ด้านล่าง
http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/classify_food_by_type.php?ID=6
8  ฮู้จักฮากเหง้า ฮู้ตั๋วตน เล่ากำเก่า ที่แอ๋ว คนล้านนา / ศิลปะวัฒนะธรรมท้องถิ่น / สะปะ...คั่ว อาหารล้านนา เมื่อ: มกราคม 03, 2013, 05:00:08 pm
สะปะ...คั่ว อาหารล้านนา

คั่ว

                             คั่ว หรือขั้ว ในความหมายทางล้านนา คือการผัด เป็นวิธีการปรุงอาหารที่นำน้ำมันปริมาณเล็กน้อย และใส่กระเทียวลงเจียว แล้วใส่เครื่องปรุงลงไปผัด ใช้ไฟปานกลาง อีกแบบหนึ่งคือ คั่วแบบไม่ใส่น้ำมัน เพียงใส่น้ำลงไปเล็กน้อย พอน้ำเดือด จึงนำเครื่องปรุงลงผัด คนจนอาหารสุก และปรุงรสกลิ่นในระหว่างนั้น เช่น คั่วมะเขือถั่วฝักยาว (คั่วบ่าเขือบ่าถั่ว) คั่วลาบ การคั่วเมล็ดพืช เช่น คั่วงา คั่วถั่วลิสง ใช้วิธีคั่วแบบแห้ง คือไม่ใช้ทั้งน้ำและน้ำมัน (รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 646; สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550)
   
   คั่วจิ๊นส้ม
   
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่คั่วจิ๊นส้ม
   
   คั่วจิ๊นส้ม หรือคั่วแหนม หรือผัดแหนม นิยมผัดใส่ไข่ไก่ และวุ้นเส้น ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มักนิยมผัดใส่บ่าลิดไม้ หรือผัดแหนมใส่ฝักเพกาอ่อนย่างไฟ ซึ่งนำลอกเปลือกออก และหั่นย่อย (รัตนา ไชยนันท์, สัมภาษณ์, 28 มิถุนยน 2550; รัตนา พรหมพิชัย, 1999, หน้า 647)
   
   คลิกชมสูตร คั่วจิ้นส้ม
   
   คั่วผำ
   
   888

   
   ผำ หรือไข่น้ำหรือไข่แหน ไม้น้ำชนิดหนึ่ง นิยมนำมาผัดใส่หมู เน้นใส่ตระไคร้และข่า มีทั้งในเครื่องแกง และใส่ข่า ตะไคร้ซอย และใบมะกรูดหั่น เพื่อดับกลิ่นคาวของผำ (สิรวิญช์ จำรัส, สัมภาษณ์,18 พฤษภาคม 2550; รัตนา พรหมพิชัย, 1999, หน้า 649)
   
   คลิกชมสตร คั่ว ผำ
   
   
   คั่วฟักเพกาอ่อน
   
   777

    
คั่วฝักเพกาอ่อน หรือ คั่วบ่าลิดไม้ เป็นตำรับอาหารที่นิยมของผู้อาวุโสมากกว่าคนอายุน้อย เนื่องจากมีรสเปรี้ยวผสมรสขม นิยมนำไปผัดกับเครื่องแกงใส่แหนม (สิรวิญช์ จำรัส, สัมภาษณ์, 15 มิถุนายน 2550, รัตนา พรหมพิชัย, 2542, 628)

คลิกชมสูตรคั่วปะลิดไม้


คั่วมะเขือถั่วฝักยาว


777


คั่วมะเขือถั่วฝักยาว หรือคั่วบ่าถั่วบ่าเขือ นิยมใช้มะเขือม่วงเล็ก หรือมะเขือม่วงยาว กับถั่วฝักยาว และมะระขี้นก เป็นส่วนผสมหลัก บางสูตรใช้มะระ หรือบ่าห่อย ผัดกับมะเขือ เรียกว่า คั่วบ่าห่อยบ่าเขือ (สิรวิญช์ จำรัส, สัมภาษณ์, 18 มิถุนายน 2550; รัตนา พรหมพิชัย,
1999, หน้า 648)

คลิกดูสูตรคั่วบ่าถั่วบ่าเขือ

คั่วเห็ดหล่ม
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่คั่วเห็ดหล่ม
   
    
คั่วเห็ดหล่ม หรือผัดเห็ดหล่ม ใช้เห็ดหล่มเป็นส่วนผสมหลัก บ้างเรียกว่า เห็ดหล่มกระเขียว เห็ดตะไคล เห็ดหอม เป็นเห็ดที่มีกลิ่นหอม รสดี เมื่อนำมาปรุงด้วยวิธีคั่วกับน้ำมันพืชปริมาณเล็กน้อย และใส่กระเทียมลงเจียว หรือจะใช้น้ำแทนน้ำมันพืชก็ได้ และปรุงรส กลิ่นตามชอบ เป็นอาหารจานเด็ดพื้นบ้านในช่วงฤดูฝน (ภัณฑิรา กัณทะกาลังค์, สัมภาษณ์, 19 มิถุนายน 2550)

คลิกดูสูตรคั่วเห็ดหล่ม


น้ำเหมี้ยง
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่น้ำเหมี้ยง
    

น้ำเหมี้ยง เป็นตำรับอาหารที่ใช้หัวน้ำเหมี้ยง ซึ่งได้จากน้ำที่ใช้นึ่งเหมี้ยง แล้วนำไปเคี่ยวไฟอ่อน ๆ จนงวดและข้น แล้วเก็บใส่กระบอก เก็บไว้ปรุงอาหาร มีรสฝาด (สิรวิชญ์ จำรัส, สัมภาษณ์, 15 มิถุนายน 2550; บุญยัง ชุมศรี และศรีเลา เกษพรหม, 2542, 3269)

คลิกดูสูตรคั่วน้ำเหมี้ยง

คั่วเห็ดเผาะ
    
   คลิ๊กเพื่อดูรูปใหญ่่คั่วเห็ดเผาะ
   
   คั่วเห็ดเผาะ หรือ คั่วเห็ดถอบ เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ เป็นเห็ดที่ชาวล้านนานิยมรับประทาน มีหลายตำรับอาหารที่ใช้เห็ดเผาะเป็นส่วนผสม เช่น คั่วเห็ดเผาะ ต้มเห็ดเผาะกับน้ำพริกข่า แกงเห็ดเผาะ ห่อนึ่งเห็ดเผาะ (ภัณฑิรา กัณทะกาลังค์, สัมภาษณ์, 19 มิถุนายน 2550)
   
   คลิกดูสูตร คั่วเห็ดถอบ

   
    
ที่มา

http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/index.php
9   วิีถี อิสลาม สู่ชุมชนมุสลิมเข็มแข็ง / อิสลาม ศิลปะ วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกัน / การพูดเท็จ เมื่อ: กันยายน 06, 2012, 07:54:49 am




การพูดเท็จ

ความสำคัญของกิริยามารยาทในสังคม
ข้อเสียของการกล่าวเท็จ
ศาสนาอิสลามห้ามการกล่าวเท็จ


ความสำคัญของกิริยามารยาทในสังคม

           กิริยามารยาทเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นในสังคม และในความสมบูรณ์ของชาติ กิริยามารยาทเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ ไม่มีใครอาจปฏิเสธได้ว่า มารยาทไม่มีบทบาทสำคัญในการนำมาซึ่งความสุขสันติภาพ และความปิติยินดีแก่จิตใจมนุษย์ และก็ไม่มีผู้ใดสงสัยถึงอิทธิพลอันมากมาย และมีประโยชน์ในการเสริมกำลังรากฐานของความประพฤติและความคิดอันซื่อตรงทั้งระดับสังคมและระดับชาติ มีใครหรือไม่ที่ได้รับความทุกข์จากความซื่อสัตย์และซื่อตรง และเที่ยวหาความสุขอยู่ภายใต้เงาของการโป้ปดมดเท็จ และทรยศคดโกง มารยาทนั้นมีความสำคัญมากจนกระทั่งชาติที่ไม่เชื่อในศาสนาก็ยังนับถือมารยาท และรู้สึกว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพวกเขาที่จะต้องมีจริยธรรมบางอย่าง เพื่อที่จะสามารถก้าวไปได้บนทางชีวิตที่คดเคี้ยว เราจะได้พบสังคมทุกหนทุกแห่ง และภายใต้สภาพทั้งหลายจะได้พบมารยาทที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง
           ซามูเอล สไมลล์ นักวิชาการที่มีชื่อเสียงของอังกฤษได้กล่าวว่า

           “ความประพฤติเป็นพลังอย่างหนึ่ง ที่สามารถเคลื่อนโลกได้ ในความหมายที่ดีที่สุดนั้น มารยาทก็คือการแสดงธรรมชาติของมนุษย์ในแง่มนุษยธรรม บุคคลที่มีความยอดเยี่ยมในชีวิตด้านใดๆ ย่อมพยายามพี่จะดึงดูดความสนใจของผู้คนมาสู่ตนเองด้วยวิธีการที่มีเกียรติ และน่านับถือทุกวิถีทาง ผู้คนจะไว้วางใจบุคคลเหล่านี้ และเลียนแบบความสมบูรณ์พร้อมของเขา เพราะผู้คนเชื่อว่าบุคคลเหล่านั้น มีพรสวรรค์ทุกอย่างของชีวิตนี้ และเชื่อว่าหากไม่มีบุคคลเช่นนี้อยู่แล้วชีวิตก็ไม่มีคุณค่า ถ้าหากว่าลักษณะของการสืบทอดกรรมพันธุ์เป็นที่ดึงดูดความสนใจ และความเข้าใจของผู้คนแล้ว กิริยามารยาทก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความพึงพอใจ และความนับถือของผู้ที่มีความประพฤติดีทั้งหลาย ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะของสิ่งแรกนั้นเป็นผลงานของกรรมพันธุ์ และสิ่งที่สองเป็นผลงานของการปฏิบัติ และพลังแห่งความคิดและความนึกคิดนี่เองที่ควบคุมเราจะจัดการกิจการต่างๆ ของเราอยู่ตลอดชีวิตของเรา

         บรรดาผู้ที่บรรลุถึงจุดสุดยอดของความดีเลิศ และความยิ่งใหญ่นั้น เป็นเสมือนแสงสว่างที่รุ่งโรจน์ซึ่งส่องทางให้แก่มนุษยชาติ และนำผู้คนไปสู่หนทางแห่งศีลธรรมและความศรัทธา ถ้าสมาชิกของสังคมใดๆ ขาดความประพฤติที่ดี เขาก็จะไม่สามารถบรรลุถึงความดีเลิศได้ไม่ว่าเขาจะมีอิสรภาพและสิทธิทางการเมืองมากเท่าใดก็ตาม ไม่จำเป็นเลยว่าชาติที่มีเกียรติจะต้องมีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล เพราะมีชาติต่างๆ ที่มีประชากรจำนวนมากมายเป็นเจ้าของดินแดนกว้างขวาง แต่ทว่าขาดสิ่งจำเป็นสำหรับความสมบูรณ์และความยิ่งใหญ่ ดังนั้นถ้าหากว่าศีลธรรมของชาติใดเสื่อมทรามไป ในที่สุดชาตินั้นก็จะสูญสลายไป”


           ทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับสิ่งที่นักวิชาการผู้ที่กล่าวมา แต่กระนั้นก็ดีการรู้ข้อเท็จจริงกับการปฏิบัติมานั้น ก็ยังแตกต่างกันอยู่มากทีเดียว มีผู้คนจำนวนมากที่โน้มเอียงไปสู่ความเป็นสัตว์ มากกว่าจะเลือกมีความประพฤติที่ดี คนเหล่านี้เอาศีลธรรมอันดีงาม ไปแลกกับกิเลสตัณหา ซึ่งปรากฏขึ้นในชีวิตเหมือนกับฟองน้ำที่เป็นประกายอยู่บนผิวน้ำ

           ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มนุษย์นั้นมาจากโรงงานผลิตชีวิต โดยนำเอาสัญชาตญาณที่ขัดแย้งกันอย่างมากติดตัวมาด้วย บัดนี้ในตัวมนุษย์จึงกลายเป็นสถานที่ที่มีการต่อสู้อย่างดุเดือด ระหว่างสันดานที่ชั่วร้ายและนิสัยที่ดีงาม ก้าวแรกของการที่จะกำจัดสันดานอันชั่วร้ายของมนุษย์ได้ ก็คือการฆ่ากิเลสตัณหา และความโมโหโกรธาของเขาเสียในสนามรบนี้ เพราะว่าสาเหตุของพลังสัตว์เดรัจฉานของเขาก็คือ ความอิจฉาริษยา เป็นเรื่องสำคัญสำหรับบุคคลใดก็ตาม ที่จะบรรลุถึงความปรารถนาสมบูรณ์พร้อมที่หลีกเลี่ยงความเกินสมควรเสียไม่ว่าในด้านใด และเอาตัวเองออกห่างจากความโน้มเอียงอันเป็นอันตราย ซึ่งเกิดมาจากสันดานเช่นนั้น แล้วเปลี่ยนมันเสียให้กลายเป็นความรู้สึกที่งดงามและมีประโยชน์ เหตุผลก็คือมนุษย์นั้นได้ประโยชน์จากความรู้สึกของเขาเป็นอย่างมาก แต่ความรู้สึกเช่นนั้นจะเป็นไปในทางดีได้ ก็เพียงแต่เมื่อมันเชื่อฟังคำสั่งของเหตุผลเท่านั้น ดังที่นักจิตวิทยาผู้หนึ่งได้เขียนไว้ว่า

           “ความรู้สึกของมนุษย์นั้น เปรียบได้ดังภาชนะที่แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนที่ชอบรุกราน และส่วนหลังชอบป้องกันตัว ถ้ามนุษย์สามารถนำทางความรู้สึกในส่วนที่ชอบป้องกันตัวของเขา ให้มีชัยชนะเหนือส่วนที่รุกรานได้แล้วไซร้ เขาก็จะสามารถควบคุมความเป็นอยู่ของเขาได้ และนำชีวิตของเขาไปตามที่เขาปรารถนา ไม่ใช่ตามที่ความรู้สึกเหล่านั้นต้องการ”

           ผู้ที่ทำให้มีความสมดุลระหว่างพลังภายใน กับ กิเลสตัณหาของเขา และกับสิ่งที่ความฝันของเขานิยม และได้สร้างความสงบสุขขึ้นระหว่างหัวใจกับความนึกคิดของเขา ย่อมเดินไปตามทางแห่งความสุข ในระหว่างปัญหาต่างๆ ของชีวิต ด้วยเจตนารมณ์ที่ปราศจากความอ่อนแอ ความล้มเหลว และความพ่ายแพ้ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย เป็นความจริงที่ว่า ความสามารถของมนุษย์ได้บรรลุถึงระดับแห่งความเจริญอย่างยิ่ง ในเรื่องการปฏิบัติการเคลื่อนไหวและความเร็ว ซึ่งทำให้มนุษย์ได้มีโอกาสดำลงไปถึงก้นมหาสมุทรและท้องทะเลได้ โดยใช้พลังความคิดของเขา แต่กระนั้นสิ่งที่เราได้สังเกตเห็นทุกวันนี้ก็คือ ความทุกข์ทรมานและความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในใจกลางแห่งอารยธรรมนั้น ได้ขึ้นมาถึงจุดที่ว่าได้กลายเป็นเหมือนของเล่นที่อยู่ในมือของปัญหา และความเดือดร้อนต่างๆ นานา เราอาจโทษได้ว่า มันเป็นเพราะการที่มนุษย์หันเหไปจากหนทางแห่งความประพฤติที่ดีงาม และคุณค่าด้านจิตวิญญาณนั่นเอง

           ดร. ซี โรมัน เขียนไว้ว่า

          “ในยุคสมัยนี้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าแล้ว แต่ความรู้สึกและการกระทำก็ยังอยู่ในระดับเดิม ถ้าหากว่าการกระทำและความรู้สึกจะก้าวไปพร้อมกับเหตุผลและความนึกคิดแล้วไซร้ เราก็อาจจะกล่าวได้ว่ามนุษยชาติเจริญก้าวหน้าไปในด้านมนุษยธรรมด้วย”

           ด้านกฎแห่งความสมดุลและความเสมอภาคนั้น อารยธรรมที่ขาดมาตรฐานที่ดีย่อมต้องเผชิญกับความพินาศดับสูญไป การที่ยังมีความทุกข์ทรมานและความไม่สมบูรณ์อยู่ในสังคมต่างๆ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์จำเป็นต้องมีคุณค่าด้านศีลธรรมด้วย เป็นคุณค่าที่จะจับเอาความมีชีวิตใส่เข้าไปในเนื้อหนังของอารยธรรมที่กำลังจะตายไป และให้พลังซึ่งมันสมควรจะได้รับไว้กับมัน





ข้อเสียของการกล่าวเท็จ

           อันความสัตย์จริงนั้น มีข้อดีอยู่มากพอๆ กับที่การกล่าวเท็จมีข้อเสีย ความสัตย์จริงนั้นเป็นนิสัยที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่ง ส่วนการกล่าวเท็จก็คือนิสัยที่น่าเกลียดน่าชังที่สุดอย่างหนึ่ง ลิ้นของคนเราแปลความรู้สึกภายในของมนุษย์ออกมาภายนอก เพราะฉะนั้นถ้าหากการกล่าวเท็จมีสาเหตุมาจากความอิจฉาริษยาหรือความเป็นศัตรู มันก็เป็นเครื่องหมายของความโกรธชนิดที่มีอันตราย และถ้าหากมาจากนิสัยที่ตระหนี่ถี่เหนียว มันก็เป็นผลของกิเลสตัณหาอันรุ่มร้อนของมนุษย์

           ถ้าลิ้นของมนุษย์เป็นพิษไป เพราะการกล่าวเท็จ ผลของมันก็จะเป็นเหมือนกับลมในฤดูใบไม้ร่วงที่พัดมาต้องใบไม้บนต้นไม้ การกล่าวเท็จจะดับแสงสว่างในชีวิตของมนุษย์ และจุดไฟแห่งความทรยศขึ้นในตัวเขา และยังมีผลอย่างน่าอัศจรรย์ในการทำให้ความผูกพัน ความสามัคคี และความกลมเกลียวกันขาดสะบั้นลง และทำให้ความหน้าไหว้หลังหลอกแพร่สะพัดออกไป ตามความเป็นจริงการกล่าวอ้างผิดๆ และถ้อยคำที่ไร้สาระทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้เป็นอย่างมาก สำหรับคนที่มีความตั้งใจที่ชั่วร้ายนั้น การกล่าวเท็จจะช่วยเปิดประตูให้เขาเข้าไปถึงจุดหมายที่เห็นแก่ตัว ด้วยการซุกความจริงเอาไว้ เบื้องหลังถ้อยคำที่เหมือนมนต์สะกดของเขา และทำให้ผู้คนที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาตกเป็นทาสเพราะความเท็จที่เต็มไปด้วยยาพิษของมัน

           คนช่างโกหกนั้น ย่อมไม่มีเวลาเหลือที่จะคิดหรือใคร่ครวญ เขาไม่ใคร่จะได้คิดถึงจุดสุดท้ายที่อาจจะเป็นไปได้ของความเท็จ โดยอ้างว่า “ไม่มีใครค้นพบความลับของเราได้หรอก” เราจะได้พบสิ่งที่ผิดพลาดและขัดแย้งกันหลายอย่างอยู่ในถ้อยคำของเขา คนโกหกจะเต็มไปด้วยความอาย ความล้มเหลว และความต่ำต้อยน้อยเกียรติอยู่ตลอดไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นความจริงที่จะกล่าวว่า
         “คนโกหก ย่อมมีความทรงจำที่เลวร้าย”

           ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้นิสัยไม่ดี ซึ่งเป็นพิษต่อสังคมนี้แพร่หลายออกไปก็คือคำกล่าวที่ว่า ‘คำโกหกเพื่อสร้างสรรค์นั้น ดีกว่าความจริงที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด’คำกล่าวนี้ได้กลายเป็นผ้าที่คอยคลุมสันดานไม่ดีนี้ไว้ และมีคนจำนวนมากที่อาศัยคำพูดนี้ เพื่อแก้ตัวการพูดปดที่น่าโกรธเคืองของตน คนเหล่านี้ไม่สนใจว่าเหตุผลและข้อกฎหมายจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ อิสลามและเหตุผลบัญชาว่า ถ้าเกียรติยศหรือทรัพย์สินที่สำคัญของมุสลิมคนหนึ่งตกอยู่ในอันตราย ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องปกป้องเขาด้วยวิธีการใดๆ ที่เป็นไปได้ รวมทั้งการพูดปดด้วย คติพจน์ที่กล่าวว่า ‘ความจำเป็นทำให้สิ่งที่ต้องห้ามเป็นสิ่งที่ถูกต้อง’นั้น จึงใช้ได้ แต่การพูดปดด้วยความจำเป็นนั้น มีข้อจำกัดที่จะต้องยุติอยู่ที่ขอบเขตแห่งความจำเป็นเท่านั้น ถ้ามนุษย์ขยายวง ‘การกล่าวเท็จในแบบสร้างสรรค์’ของเขาให้กว้างขึ้น จนครอบคลุมไปถึงความปรารถนาและกิเลสตัณหาส่วนตัวของเขาแล้ว ก็จะไม่มีการโกหกที่ปราศจากสิ่งที่เรียกว่า ความจำเป็นอยู่เบื้องหลังเลย ในเรื่องนี้นักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

        “ในสิ่งนั้นย่อมมีเหตุผล เราย่อมสามารถที่จะประดิษฐ์เหตุผลขึ้นมาสำหรับการกระทำทุกอย่าง แม้กระทั่งอาชญากรอาชีพก็มีเหตุผลไว้สำหรับแก้ตัวการทำผิดของเขา เพราะฉะนั้นคำโกหกทุกคำที่กล่าวออกมาย่อมรับใช้ความมุ่งหมายอย่างหนึ่งอย่างใด และผู้โกหกก็เป็นคนดี ถ้าผู้กล่าวเท็จไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการกล่าวเท็จ เขาก็ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปิดบังความจริงไว้ นี่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมักจะถือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจเป็นประโยชน์แก่เขาย่อมเป็นของดี ถ้าคนเราคิดว่าผลประโยชน์ส่วนตัวของเขา อาจจะเป็นอันตรายไปเพราะความจริงหรือคิดว่าในการพูดเท็จนั้น มีความดีอยู่แล้วเขาก็จะโกหกโดยไม่ลังเลเลย เพราะเขามองเห็นความชั่วอยู่ในความจริง และเห็นความดีอยู่ในการโกหก”

           เราไม่ควรจะมองข้ามความจริงที่ว่า การโกหกนั้นเป็นความชั่วร้ายอย่างมหันต์ไป และถ้าจะขจัดอันตรายบางอย่างออกไป ด้วยการพูดโกหก (เมื่อมีโอกาส) ก็เท่ากับว่าเขาเอาความชั่วเล็กน้อยไปแลกกับความชั่วที่ยิ่งใหญ่กว่านั่นเอง
           เสรีภาพในการพูด เป็นสิ่งสำคัญกว่าเสรีภาพในการคิด เพราะว่าถ้าหากใครก่อความผิดพลาดขึ้น เมื่อใช้เสรีภาพในการคิดของเขา คนที่ได้รับอันตรายก็คือตัวเขาคนเดียว ตรงกันข้ามเมื่อใช้เสรีภาพในการพูด ก็ย่อมเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของส่วนรวมด้วย ความดีและไม่ดีของเสรีภาพในการพูดย่อมมีผลกระทบต่อสังคมทั้งหมด

           ท่านฆอซาลี ได้กล่าวว่า
         “ลิ้น นั้นคือ ของขวัญที่มีประโยชน์ มันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนถึงแม้ว่ามันจะมีขนาดเล็ก แต่ก็ทำงานที่สำคัญๆ อย่างที่สุด เมื่อถึงคราวที่มันเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟัง ลิ้นจะเอ่ยออกมาทั้งความเชื่อและไม่เชื่อนั้น และคำพูดนั้นย่อมเป็นการสักการะบูชาหรือการไม่เชื่อฟังที่ร้ายแรงที่สุด”

           และท่านยังได้กล่าวว่า

        “ผู้ที่ใช้ลิ้นพูดแต่เรื่องศาสนาเท่านั้น จึงสามารถหลีกเลี่ยงความชั่วได้ คนเหล่านี้จะไม่ปล่อยให้ลิ้นกระดกไปโดยเสรีเลย นอกเสียจากว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเขา ต่อความศรัทธาของเขา และต่อสถานที่นิรันดร์แห่งการพักผ่อนของเขา”  (อัล ฆอซาลี กิมิยาเย สะอาดาต)

เด็กๆ เพื่อว่านิสัยที่ชั่วร้ายนี้ จะได้ไม่เข้าไปสู่หัวใจของพวกเขา เด็กๆ เรียนการพูด และการกระทำจากครอบครัวของเขา และผู้ที่อยู่รอบๆ ข้าง เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าการพูดปด และการพูดที่ขัดกับความเป็นจริงเข้ามาอยู่ในบรรยากาศของครอบครัวแล้วไซร้ เด็กก็จะได้รับผลกระทบ คือจะได้รับเชื้อโรคนั้นไปด้วย

           มอร์ริส ที. ยาซ ได้กล่าวว่า
         “นิสัยชอบคิด ชอบพูด และพยายามที่จะค้นคว้าความจริงนั้น จะเกิดได้แต่เฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยเด็กที่ถูกเลี้ยงดูอบรมมาโดยมีสิ่งเหล่านี้ห้อมล้อยอยู่เท่านั้น”





ศาสนาอิสลามห้ามการกล่าวเท็จ

           คัมภีร์ อัล กุรอาน ได้จัดประเภทของผู้พูดเท็จไว้เท่ากับผู้ไม่ศรัทธา
         “ผู้ที่ไม่เชื่อในสาส์นของอัลลอฮ์เท่านั้นจึงจะสร้างเรื่องเท็จ และพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้มดเท็จ”

           จึงเป็นที่เข้าใจได้จากโองการนี้ว่า ผู้ที่มีศรัทธาย่อมไม่ทำตนให้แปดเปื้อนไปด้วยการโกหกพกลม
           ท่านศาสดา มุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

         “จงยึดมั่นอยู่กับความซื่อสัตย์ เพราะความซื่อสัตย์ย่อมนำไปสู่สรวงสวรรค์ แน่แท้คนที่พูดความจริงต่อไปเรื่อยๆ และแสวงหาความจริงจนกระทั่งเขาได้รับการระบุว่า เป็นผู้สัตย์จริงอยู่ใกล้กับอัลลอฮ์ และจงหลีกเลี่ยงความเท็จเพราะมันนำไปสู่ไฟนรก มนุษย์จะพูดโป้ปดต่อไปจนกระทั่งเขาถูกบันทึกว่าเป็นผู้โป้ปดกับอัลลอฮ์”  (นะฮ์ญุล ฟะซอฮะฮ์ หน้า 418)

           ลักษณะหนึ่งของผู้โป้ปดมดเท็จก็คือ เขาจะมีศรัทธาก็ต่อเมื่อได้ถูกรบเร้าเท่านั้น ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า
        “แน่แท้ บรรดาผู้ที่เชื่อใครๆ มากที่สุด ก็คือ ผู้ที่พูดความจริงบ่อยที่สุดนั่นเอง และผู้ที่สงสัยใครๆ มากที่สุดก็คือ ผู้ที่โกหกบ่อยที่สุด”
           ดร. ซามูเอล สไมลส์ เขียนไว้ว่า
        “คนบางคนคิดไปว่า ลักษณะนิสัยอันต่ำทรามของตนนั้น เป็นปกติเหมือนลักษณะนิสัยของคนอื่นๆ อันที่จริงนั้น เรารู้ว่าคนก็คือคันฉ่องส่องความประพฤติของเขาเอง ดังนั้นสิ่งดีหรือสิ่งชั่วที่เราเห็นในผู้อื่นนั้นหาใช่สิ่งใดไม่ นอกจากจากสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึกของเราเอง”

           คนที่กล้าหาญ และมีกิริยามารยาทและความประพฤติที่ดีนั้นไม่อาจทนต่อความเท็จได้ และจะไม่ยอมแปดเปื้อนเพราะสิ่งสกปรกเช่นนั้นด้วยความโป้ปดย่อมมีความทุกข์จากความวุ่นวายในจิตใจ ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถพูดความจริงออกมาได้ ผู้ที่ต้องอาศัยความเท็จนั้นจะรู้สึกอ่อนแอและอัปยศโดยไม่รู้ตัว เพราะการโกหกคือด้านหนึ่งของผู้อ่อนแอและขี้ขลาด
           ท่าน อิมาม อะลี (อ.) กล่าวไว้ว่า

        “ถ้าสิ่งที่มีอยู่จะถูกทำให้เห็นเป็นรูปธรรม แน่แท้ความสัตย์จริงจะยืนอยู่กับความกล้าหาญ และความขี้ขลาดจะยืนอยู่กับการโกหก” (ฆุรอร อัล ฮิกัม หน้า 605)

           ดร. เรย์มอนด์ พีช กล่าวว่า
         “การโกหก คือ อาวุธที่ดีที่สุดของคนขี้ขลาด และเป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงจากอันตราย ส่วนมากแล้วการโป้ปดก็คือ ปฏิกิริยาที่มีต่อความอ่อนแอและความล้มเหลว ถ้าท่านถามเด็กคนหนึ่งว่า ‘หนูแตะต้องลูกกวาดนี้หรือเปล่า ?’ หรือ ‘หนูทำแจกกันนี้แตกหรือ ?’ ถ้าเด็กรู้ว่าการยอมรับว่าทำผิดจะทำให้เขาถูกลงโทษ สัญชาตญาณของเขาก็จะบอกให้เขาปฏิเสธเสีย” (มะวาฟัรซันดาเนมะ)

           ท่าน อิมาม อะลี (อ.) พูดถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการพูดความจริงด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนดังต่อไปนี้
         “ผู้ที่พูดความจริงจะได้รับสามสิ่ง คือ ความไว้วางใจ ความรัก และความเคารพนับถือ (จากผู้อื่น)”
        “จงอย่าถูกทำให้ไขว้เขวไปโดยการนมาซและการถือศีลอดของพวกเขา เพราะคนๆ หนึ่งอาจคุ้นกับการนมาซและถือศีลอดจนถ้าไม่ได้กระทำเขาจะรู้สึกเหงาได้ แต่จงทดลองเขาในเมื่อถึงคราวที่เขาควรบอกความจริง” (อุซุล อัล กาฟี เล่ม 1 หน้า 460)

           ท่าน อิมาม อะลี (อ.) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
        “การโกหก เป็นนิสัยที่น่ารังเกียจที่สุด”  (ฆุรอร อัล ฮิกัม หน้า 175)




           และ ดร. ซามูเอล สไมลส์ เขียนไว้ว่า
        “การโกหก เป็นสันดานที่น่ารังเกียจและน่าชังที่สุด ในบรรดาอุปนิสัยที่ต่ำทรามทั้งหลาย เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบุคคลที่มุ่งหวังจะผ่านชีวิตขั้นต่างๆ เพื่อเข้าไปสู่จุดมุ่งหมายอันเดียวนั้น จะต้องเป็นคนซื่อสัตย์และเต็มไปด้วยความจริง และต้องไม่เลิกยึดถือความจริง ไม่ว่าในกรณีใดๆ ด้วยสาเหตุหรือเพื่อจุดมุ่งหมายใดๆ” (อัลลาก)  
       
           อิสลามนั้น วางกระบวนการด้านพฤติกรรม และการแก้ไขให้ถูกต้องไว้กับความศรัทธา และถือว่าความศรัทธาคือ มูลฐานของความสุขของมนุษย์

        “พฤติกรรมที่ปราศจากความศรัทธา เปรียบดังพระราชวังที่สร้างอยู่บนโคลนเลนหรือน้ำแข็ง”

           หรืออย่างที่นักปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า
        “พฤติกรรมที่ปราศจากความศรัทธา ก็เปรียบได้ดังเมล็ดพืชที่ปลูกไว้บนก้อนหินหรือระหว่างดงหนาม ในที่สุดมันก็จะเหี่ยวแห้งและตายไป ถ้านิสัยที่ดีงามที่สุด ไม่ได้รับการกระตุ้นด้วยความศรัทธา มันก็เหมือนกับพืชพันธุ์ที่ตายแล้วซึ่งอยู่ใกล้คนที่ยังมีชีวิตอยู่”

           ศาสนาย่อมควบคุมทั้งหัวใจและสมอง ศาสนาเป็นสถานที่ซึ่งจะนำเอาความกลมกลืนมาสู่ทั้งสองอย่าง ความรู้สึกด้านศาสนาจะทำให้ความต้องการด้านวัตถุลดน้อยลง และสร้างกำแพงที่ทะลุทะลวงไม่ได้ขึ้นมา ระหว่างผู้มีศรัทธากับผู้ต่ำช้า ผู้ที่มีความสบายใจด้วยการมีศรัทธาย่อมไปถึงจุดมุ่งหมายได้ด้วยความรู้สึกสบายใจ คัมภีร์ อัล กุรอาน กล่าวว่า

        “แน่แท้ ด้วยการระลึกถึงอัลลอฮ์ หัวใจจักเป็นสุข”

           อิสลามตัดสินนิสัยใจคอมนุษย์ ด้วยระดับแห่งความศรัทธาและนิสัยที่น่านิยมที่สุดของเขา และพยายามให้สองสิ่งนี้มีความเข้มแข็ง ตัวอย่างเช่น อิสลามทำให้ความศรัทธาของคนเป็นเครื่องรับประกันต่อความเชื่อถือได้ของคำพูดของเขาเมื่อเขาสาบานตัว ตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญาของอิสลามนั้น การสาบานตัวของมุสลิมใช้แทนพยานหลักฐานภายในสถานการณ์บางอย่างได้ เพราะฉะนั้นจึงใช้เป็นข้อตกลงในข้อพิพาทได้ และอิสลามยังถือว่าการให้การของคนเป็นวิธีการพิสูจน์ถึงความถูกต้องอีกด้วย

           ดังนั้น ถ้าหากว่าการโป้ปดปรากฏเป็นรูปสีแดงที่น่ากลัวอยู่ในกรณีหนึ่งกรณีใดที่จะกล่าวถึงข้างบนนี้ ก็จะเห็นได้ชัดว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นเพียงไรจากพฤติกรรมเช่นนั้น

           ในคัมภีร์ อัล กรุอาน การโป้ปดมดเท็จถูกถือว่า เป็นบาปที่ให้อภัยไม่ได้

         “และจงอย่ายอมรับการเป็นพยานจากพวกเขา”

           ความหนักเบาของบาปจากการโกหกนั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่า ได้เกิดความเสียหายขึ้นมาเท่าไรจากบาปนั้น ดังนั้น เนื่องจากว่าโป้ปดหลังจากสาบานตัวแล้ว และในการให้การเป็นพยานมีความเสียหายมากกว่าโทษของมันจึงหนักหน่วงกว่า
           การโกหกพกลมเป็นวิธีการที่นำไปสู่นิสัยชั่วร้ายอย่างอื่นอีก ท่าน อิมาม ฮาซัน อัสการี กล่าวว่า

         “หากเอานิสัยที่ชั่วร้ายทั้งหมดใส่ไว้ในบ้านหลังหนึ่งแล้ว กุญแจที่ไขบ้านหลังนี้ก็คือ การโกหกพกลมนั่นเอง” (ญามิอ์ สะอาดาต เล่ม 2 หน้า  318)

           เพื่อที่จะอธิบายคำพูดของท่าน อิมาม อัล อัสการี ให้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น เราขอนำความสนใจของท่านไปยังเรื่องราวเกี่ยวกับท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดังนี้

           ชายผู้หนึ่งได้มาหาท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และขอคำแนะนำบางอย่างจากท่าน ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ ตอบว่า
        “จงละทิ้งการโป้ปดเสีย และเอาความสัตย์จริงมาใส่ไว้ในตัวเถิด”
           ชายผู้นั้นซึ่งเป็นคนบาปก็จากไป โดยสัญญาว่าจะไม่ทำผิดอีกเลย

          แน่แท้บรรดาผู้ที่คบกับผู้ซื่อสัตย์ และมีนิสัยซื่อตรงทั้งทางวาจาและการกระทำ ย่อมมีชีวิตที่ปราศจากความโศกเศร้าและขาดแคลน ความคิดและจิตใจของเขา จะผ่องใสไปด้วยความศรัทธา ห่างไกลจากความไม่มั่นคงและหวาดกลัว และห่างไกลจากความคิดที่ไร้สาระทั้งมวล

           การใคร่ครวญสักเล็กน้อย ถึงผลของการโป้ปดมดเท็จ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับด้านศาสนา หรือผลประโยชน์ทางวัตถุก็ตาม ย่อมจะให้บทเรียนที่มีค่าที่สุดแก่ผู้ใดก็ตาม ที่ใฝ่ฝันที่จะมีชีวิตที่มีเกียรติศักดิ์ และเกียรติภูมิ ผลตามมาของการโกหกนั้น เป็นเหมือนการเฆี่ยนตีเพื่อตักเตือน

           เราจะมีความซื่อสัตย์ได้ ภายใต้ร่มเงาแห่งความประพฤติ และความศรัทธา เมื่อใดก็ตามที่สภาพเหล่านี้อ่อนแอลงไป ความสุขของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีโอกาสที่จะดำรงอยู่ได้


http://www.sahibzaman.com


อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ
10   วิีถี อิสลาม สู่ชุมชนมุสลิมเข็มแข็ง / อิสลาม ศิลปะ วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกัน / จงอย่าเผยความลับกับเพื่อนของท่าน! เมื่อ: กันยายน 06, 2012, 07:44:13 am
   
    
    
   จงอย่าเผยความลับกับเพื่อนของท่าน!
 
http://www.tebyan.net/newindex.aspx?pid=158562
رازهایترابهدوستانتنگو!

จงอย่าเปิดเผยความลับของตนเองให้เพื่อนได้รับรู้ นอกเสียจากความลับซึ่งสมมุติว่าหากศัตรูของท่านได้ล่วงรู้ถึงมันก็จะไม่เป็นอันตรายใดๆ ต่อท่าน เพราะเพื่อนในวันนี้เป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งเขาอาจจะกลายเป็นศัตรูของท่าน

ในทัศนะของอิสลาม โลกแห่งการสร้างสรรค์ทั้งมวลถูกวางรากฐานอยู่บนความยุติธรรมและความเป็นสายกลาง และมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์คือผู้ที่ดำรงตนอยู่ในความเป็นสายกลางและความพอเหมาะพอควรในทุกๆ ด้าน ด้วยเหตุนี้เองเพื่อที่มนุษย์จะบรรลุสู่ความสมบูรณ์และใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง มีชีวิตที่ผาสุกไพบูลย์ทั้งในโลกนี้และปรโลก ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเรียกร้องให้พวกเขาธำรงรักษาความเป็นสายกลางและความพอเหมาะพอควรในการดำเนินชีวิตของตนเอง และให้พวกเขาหลีกเลี่ยงจากความสุดโต่งในทุกๆ ด้าน ศาสนาอิสลามในฐานะที่เป็นแบบแผนที่สมบูรณ์ที่สุดและเป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด จึงถือได้ว่าอิสลามเป็นศาสนาที่มีความเป็นสายกลางและดำรงอยู่ในความพอเหมาะพอควร และบนพื้นฐานดังกล่าวนี้เองศาสนาอิสลามจึงถูกเรียกว่า “ดีนฮะนีฟ  (ศาสนาอันเที่ยงตรง)

ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า ใครก็ตามที่เอาศาสนาอิสลามเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เขาจะมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในความเป็นสายกลางและมีความพอเหมาะพอควร และในด้านของบุคลิกภาพเขาก็จะได้รับความสมดุลเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เอง ในด้านจิตวิทยาส่วนบุคคลและจิตวิทยาทางสังคมของมนุษย์ รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในเรื่องอื่นๆ ก็จำเป็นต้องดำเนินอยู่ในความเป็นสายกลาง

ในเรื่องของความเป็นเพื่อนและความเป็นศัตรูนั้นก็เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ จำเป็นจะต้องรักษาระดับความเป็นสายกลางและความพอเหมาะพอควร เพราะความสุดโต่งในความเป็นศัตรูหรือความเป็นเพื่อนนั้นอาจจะนำอันตรายและความทุกข์ยากมาสู่เราโดยไม่สามารถทดแทนได้

เมื่อเรารักชอบใคร ไม่ควรที่เราจะแสดงออกในความสัมพันธ์และการคบหาสมาคมกับเขาอย่างสุดโต่งเกินความพอดี และจะต้องไม่นำเขาผู้นั้นเข้ามาสู่ขอบเขตพึงสงวนและความเป็นส่วนตัวในชีวิตของเราจนเป็นเหตุทำให้เขาล่วงรู้ความลับทุกอย่างของเรา เพราะเป็นไปได้ว่าวันหนึ่งอาจจะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างเรา และเพื่อนคนนั้นได้กลายเป็นศัตรูของเรา ในกรณีเช่นนี้ เนื่องจากเขารู้ความลับทุกอย่างของเรา และรอบรู้ทุกเรื่องที่อยู่ในครอบครัวของเรา เขาจะใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ ที่เขาล่วงรู้นั้นกระทำการต่อต้านและทำลายเกียรติของเรา โดยที่เราไม่อาจจะเยียวยาแก้ไขใดๆ ได้เลย

ในความเป็นศัตรูก็เช่นเดียวกันจะต้องรักษาระดับความเป็นสายกลางเอาไว้ กล่าวคือจะต้องไม่แสดงออกซึ่งความเป็นศัตรูอย่างสุดโต่ง จะต้องไม่กลั่นแกล้งทำร้ายศัตรูหรือพูดจาเกี่ยวกับตัวเขาด้วยคำพูดที่น่าเกลียดและเลวร้าย เพื่อว่าวันหนึ่งที่เราอาจจะกลับกลายมาเป็นเพื่อนกับเขา เราจะได้ไม่ละอายใจต่อการกระทำและคำพูดของเราเอง



   

บรรดาผู้นำทางศาสนาได้แนะนำสั่งสอนเราให้ดำรงความเป็นสายกลางในทุกๆ เรื่อง โดยที่เราจะต้องไม่ก้าวออกไปจากความเป็นสายกลางและความพอเหมาะพอควรนี้ และส่วนหนึ่งจากคำแนะนำสั่งสอนของพวกท่าน ก็คือคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาความเป็นสายกลางในเรื่องของมิตรภาพและความเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่น คนที่ฉลาดไม่ว่าจะในมิตรภาพหรือในความเป็นปฏิปักษ์จะต้องเป็นผู้ที่มีความรอบคอบและมองการณ์ไกล และเขาจะไม่ปฏิบัติตามความต้องการของอารมณ์ของตนเอง จะไม่ล่วงล้ำออกนอกขอบเขตของความพอเหมาะพอควร เพราะการปฏิบัติตามความต้องการของอารมณ์และความรู้สึกของตนเองนั้นจะนำพามนุษย์ไปสู่ความสุดโต่งไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง

เยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนมากมีความสุดโต่งในความเป็นเพื่อนและความเป็นศัตรูต่อผู้อื่น ในยามที่เป็นมิตรกับผู้ใดพวกเขาก็จะแสดงออกอย่างสุดโต่ง มอบความไว้วางใจต่อเพื่อนของเขาอย่างสุดขั้ว ความลับทั้งหลายในชีวิตของตนเองก็จะถูกเปิดเผยให้พวกเขาได้รับรู้จนหมดสิ้น จนลืมนึกไปว่าสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนนั้นไม่ใช่สิ่งที่มั่นคงและจะดำเนินอยู่ตลอดไปในทุกสภาพการณ์ เป็นไปได้ว่าวันหนึ่งอาจมีเหตุการณ์หรือปัจจัยบางประการที่จะบั่นทอนและทำลายมิตรภาพระหว่างเขาทั้งสองลง และได้ทำให้ความเป็นเพื่อนนั้นกลับกลายเป็นปรปักษ์และความเป็นศัตรูต่อกัน ดังนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่บรรดามิตรสหายที่มีใจตรงกัน ในการคบหาสมาคมต่อกันนั้นจะต้องระมัดระวังจากความสุดโต่งในมิตรภาพของตนเอง พวกเขาจะต้องรักษาสายสัมพันธ์ในมิตรภาพของตนไว้ให้อยู่ในระดับที่เป็นสายกลางและความพอเหมาะพอควร

ท่านอิมามซอดิก (อ.) ได้แนะนำตักเตือนบรรดาสาวกของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า  

   
   وَلاتُطلِعصَدیقَکَمِنْسرّکَالاّمالَو اَطَلْعُعلیهعَدوّکَلَمْیضُّرْکَفَانَّالصّدیقَرُبَّماکانَعدوّکَ

“จงอย่าเผยความลับของท่านให้เพื่อนของท่านได้รับรู้ นอกจากสิ่งที่เมื่อศัตรูของท่านได้ล่วงรู้ในสิ่งนั้นแต่ก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อท่าน เพราะเพื่อนนั้นบางที (วันหนึ่ง) เขาจะกลายเป็นศัตรูกับท่าน” (1)

การธำรงตนในความเป็นสายกลางและความพอเหมาะพอควรในทุกกิจการของการดำเนินชีวิตนั้น จะเป็นสื่อนำมาซึ่งความสงบสุขทางด้านจิตใจ ในทางกลับกัน ความสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ก็จะนำไปสู่ความวิตกกังวลและความทุกข์ใจได้ในที่สุด

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า


   مَن‌ْأَخَذَالْقَصْدَحَمِدُوااِلَیه‌ِطَریقَه‌ُوَبَشَّرُوه‌ُبِالنَّجاة‌ِ،وَمَن‌ْأَخَذَیمیناًوَشِمالاًذَمُّوااِلَیه‌ِالطَّریق‌َوَحَذَّرُوه‌مِن‌َالْهَلَكَة‌ِ

“ผู้ใดที่ยึดความเป็นสายกลาง ผู้คนจะยกย่องสรรเสริญเขาในแนวทางของเขา และจะเป็นการแจ้งข่าวดีแก่เขาในความปลอดภัย และผู้ใดก็ตามที่ยึดไปทางด้านขวาหรือด้านซ้าย ผู้คนก็จะตำหนิประณามเขาในแนวทางของเขา และจะเป็นการเตือนภัยเขาถึงความหายนะ” (2)

ในอีกคำพูดหนึ่ง ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการรักษาความเป็นสายกลางและความพอเหมาะพอควรดังกล่าวนี้ว่า



   اَحْبِبْحَبیبکَهوناًماعَسیاَنْیکُونَبَغیضَکَیوماًماوَاْبغِضْبِغَیضَکَهَوْناَماعَسیاَنْیکُونَحَبیبکَیوماًمَا

“จงรักเพื่อนของท่านอย่างพอประมาณ บางทีวันหนึ่งเขาอาจจะเป็นศัตรูกับท่าน และจงเกลียดชังศัตรูของท่านอย่างพอประมาณ เพราะบางทีวันหนึ่งเขาอาจจะกลายเป็นมิตรกับท่าน” (3)

สรุปผล

ดังนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องธำรงรักษาความเป็นสายกลางในมิตรภาพ และจะต้องไม่เปิดเผยความลับทั้งหมดของเราต่อบรรดามิตรสหาย ทั้งนี้เนื่องจากว่ามิตรภาพที่เกินของเขตไม่ว่าเราจะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม เป็นไปได้ว่าวันหนึ่งอาจจะเกิดความขัดแย้งและการพิพาทกันขึ้น หรือบางครั้งอาจถึงขั้นกลายเป็นศัตรูต่อกัน และสิ่งนี้จะก่อให้เกิดทุกข์ใจและความโศกเศร้า เพราะใครก็ตามที่ความลับทั้งหมดของเขาถูกเปิดโปง ชื่อเสียงและเกียรติของเขาก็จะสิ้นสลาย

แหล่งอ้างอิง

(1) วะซาอิลุชชีอะฮ์, เล่มที่ 8  ฟน้าที่ 502
(2) นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, คุฏบะฮ์ที่ 222
(3) นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์, ฮิกมะฮ์ที่ 268

แปลและเรียบเรียงจากบทความของ : ซะฮ์รอ ริฎออียอน

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

11  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / แจ้งข่าว ความเคลื่อนไหว มุสลิมทุกภาค / แรงจริง! ชนจริง! ทายาทกระทิงแดง เมื่อ: กันยายน 04, 2012, 11:28:35 am
แรงจริง! ชนจริง! ทายาทกระทิงแดง  





   

      ตร.คุมตัว "วรยุทธ์ อยู่วิทยา" บุตรชายคนสุดท้อง "เฉลิม อยู่วิทยา" บิ๊กกระทิงแดง หลังขับรถซูเปอร์คาร์ขยี้ดาบตร.วิเชียร กลั่นประเสริฐ  ก่อนลากศพไกล 200 เมตร แล้วหนีเข้าบ้านเพื่อกบดาน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้เซ็นคำสั่งโยกย้าย พ.ต.ท.ปัณณ์ภณ นามเมือง สวป.สน.ทองหล่อ เนื่องจากได้มีพฤติกรรมพยายามนำผู้ต้องสงสัยตัวปลอมมาสอบปากคำเพื่อพยายามจะจัดฉากให้เป็นแพะรับบาป

   

       

   

      ต่อมาทางด้านนายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความประจำครอบครัวอยู่วิทยา ได้นำเอาหลักทรัพย์เข้าประกันตัว นายวรยุทธ์ อยู่วิทยา โดยตำรวจได้อนุญาตให้ประกันตัว ด้วยวงเงินจำนวน 5 แสนบาท และจะมีการนำนายวรยุทธ์ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลต่อไปพร้อมทั้งยืนยันว่าผู้ต้องหาไม่ได้ดื่มแอลกอฮอลล์มาก่อนขับรถ และการที่พ่อบ้านของครอบครัวอยู่วิทยาเข้ามอบตัวแทนบุตรของนายเฉลิมเมื่อ เช้านั้นไม่ได้มาจากการปรึกษากันในครอบครัว และครอบครัวไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ส่วนการที่ผู้ต้องหาหลบหนีในตอนแรกนั้น เกิดจากความตกใจ

   

       

   

      ซึ่งหลังจากได้รับประกันตัว นายวรยุทธ์ ยังคงอยู่ในสภาวะตกใจ ส่วนทางด้านครอบครัวอยู่วิทยาจะรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียชีวิต ทุกอย่าง และจะยังเป็นเจ้าภาพงานศพให้ทุกคืนด้วย

   by Adcharawan

   4 กันยายน 2555



   คุมตัวทายาทบิ๊กกระทิงแดง ซิ่งสปอร์ตขยี้ตร.ดับ

    



   

      ตร.คุมตัว "วรยุทธ์ อยู่วิทยา" บุตร"เฉลิม อยู่วิทยา" บิ๊กกระทิงแดง หลังขับรถซูเปอร์คาร์ขยี้ดาบตร. ก่อนลากศพไกล 200 เมตร แล้วแว้บเข้าบ้านกบดาน  ผบช.น.สั่งเด้ง ผกก.ทองหล่อ จับคนขับไม่ได้

   

       

   
      

         ทายาท กระทิงแดง รับสารภาพ ชน ตร.ทองหล่อจริง

      
http://news.voicetv.co.th
12  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / อุตุฯเตือน20จ.ภาคเหนือ-กลาง-อีสานฝนตกหนัก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน เมื่อ: กันยายน 04, 2012, 11:20:01 am
อุตุฯเตือน20จ.ภาคเหนือ-กลาง-อีสานฝนตกหนัก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน  





   กรมอุตุนิยมวิทยา รายงาน ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เตือนประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ระวังเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
   
       
   
      กรมอุตุนิยมวิทยา รายงาน ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ราบลุ่มของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครราชสีมา นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี และสระบุรี ระวังอันตรายจากฝนตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 3-6 กันยายน 2555 นี้ไว้ด้วย
   
       
   
      ภาคเหนือ  มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม. 
   
       
   
       
   
      ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง 
   
      บริเวณจังหวัดอุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และนครราชสีมา อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม. 
   
       
   
      ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี สระบุรี และลพบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม. 
   
       
   
      ภาคตะวันออก  มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร 
   
       
   
      ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฏร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร 
   
       
   
      ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร 
   
       
   
      กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 80 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
   
       
   
      www.flickr.com By UKRiT.net (Image)
by Wasinee
4 กันยายน 2555 

http://news.voicetv.co.th/thailand/49332.html
13  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / การแพทย์ในอิสลาม / มะระ..รูปไม่สวย แต่ประโยชน์สวยมาก เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 03:10:32 pm

   มะระ..รูปไม่สวย แต่ประโยชน์สวยมาก

    

   

    ก็อย่างที่โบราณเค้าว่ากันว่า หวานเป็นลมขมเป็นยา สิ่งที่น่าคิดก็คือ ทำไมของที่มีประโยชน์ส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติที่ไม่น่ารับประทาน ไม่อร่อยลิ้นเอาเสียเลย ก็อย่างเช่นเจ้ามะระนี่หล่ะค่ะ ที่มีรสชาติขมซะจนไม่อยากจะรับประทาน ภายใต้หน้าตาที่อัปลักษณ์ของมัน ถึงเวลาแล้วที่เราจะหันมาปฏิวัติการกินเสียใหม่นะคะ ชาวเอเชียรู้จักกันดีถึงสรรพคุณของมะระ แต่ชาวฝั่งตะวันตกกลับกลัวที่จะกินมัน ทั้งที่ยังไม่รู้ประโยชน์ที่แสนจะอัศจรรย์ของมันแม้แต่น้อย เรามาดูประโยชน์ของมะระกันเลยดีกว่านะคะ
   
    อย่างแรกเลย คือ ความขมของมะระนั้นสามารถช่วยให้เราเจริญอาหาร เพราะสารขมที่อยู่ในมะระนั้นจะช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อย ออกมามากจึงทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น ซึ่งเราอาจจะนำมะระไปลวก หรือเผาไฟจิ้ม แล้วนำมาจิ้มกับน้ำพริกก็ได้นะคะ

   
    ต่อมา..ก็คือ คุณสมบัติในการการบำบัดและรักษาโรคเบาหวานระยะเริ่มต้น ด้วยสารอาหารในมะระ ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มเบต้าเซลล์ในตับอ่อน โดยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างอินซูลิน (ฮอร์โมนควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด) อีกทั้งมะระยังมีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต สารอาหารจะผสมอยู่ในรูปของโปรตีน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคตับและโรคเบาหวานได้ มะระยังสามารถแก้โรคตับอักเสบ ปวดหัวเข่า ม้ามอักเสบได้ค่ะ โดยรับประทานมะระดิบเป็นประจำจะช่วยได้ค่ะ
   
   นอกจากนี้มะระยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย เพราะอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี วิตามินบี1 - บี3, เบต้าแคโรทีน, ไฟเบอร์, ธาตุเหล็ก, โพแทสเซียม, เป็นต้น
   
   เมนูอาหารจากมะระ ได้แก่ ต้มจืดมะระยัดไส้, มะระต้มจับฉ่าย, ผัดมะระหมูสับ, มะระผัดกุ้ง, มะระผัดน้ำมันหอย เป็นต้น หากจะลดความขมของมะระต้องลวกหรือต้มนาน ๆ โดยคลุกเคล้ากับเกลือก่อนที่จะนำไปปรุง หรือต้มน้ำแล้วเทน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อนนำมารับประทาน จะช่วยให้กินมะระได้อย่างสบายใจ
   
   แถมท้ายอีกนิดนะค่ะ ด้วยข้อควรระวัง เราทานมะระที่ดิบ ๆ กันได้ แต่ห้ามรับประทานมะระที่มีผลสุกนะค่ะ เพราะอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ เนื่องจากมีสารซาโปนินอยู่มาก ซึ่งสารนี้จะทำให้เป็นพิษต่อร่างกายค่ะ อีกอย่าง อย่าทานมะระมากจนเกินไปนะค่ะ เพราะจะทำให้ท้องเสีย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
   
   โอ้โห!!! ไม่น่าเชื่อเลยนะค่ะ ว่ามะระที่มีรสชาติที่ขม ไม่น่ารับประทาน ที่ใครหลายคนไม่ชอบรับประทานกันนั้น จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายจนเราคาดไม่ถึงขนาดนี้ ดังนั้นเราควรจะหันมารับประทานมะระกันบ้างนะค่ะ จะได้มีสุขภาพที่ดีกันนะค่ะ 
   
   ที่มา ... Teenpath 

    

   (เคล็ดลับสุขภาพ)

   credit

   http://www.oknation.net/blog/diamond/2012/09/03/entry-1

14  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / สูตรอาหาร การกิน / สูตรใหม่ ไก่ทอด.... สไตล์หอยทอด เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 02:55:00 pm

   

    

    

   เมนูเด็ดวันนี้ขอนำเสนอ

   ไก่ทอด.... สไตล์หอยทอด

   ทำกันแบบง่ายๆ...ไม่ต้องมีหอยก็อร่อยได้ครับ

   ผมใช้เนื้อไก่แทนครับ สำหรับท่านที่ไม่ชอบทานหอย

   หรือแพ้อาหารทะเล สามารถเปลี่ยนมาใช้เนื้อไก่ได้

   แถมรสชาติอร่อย...ไม่แพ้หอยทอดแต่อย่างใด

    

   มาดูกันครับว่าใช้อะไรบ้างในการปรุง

   

   วัตถุดิบที่ต้องใช้ เนื้อไก่,ไข่ไก่,กระเทียมสับ,ต้นหอมผักชีซอย

   (มากน้อยปริมาณตามจำนวนคนครับ)

   

   และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ *ถั่วงอก

   ส่งตรงมาจากเมืองปทุมฯ การันตีได้

   ปลอดสารพิษแน่นอน 100% ชัวร์

   ที่เห็นนี่ผมเพาะเองอีกต่างหาก

   แค่ท่านเจ้าของถั่วงอกมีน้ำใจส่งมาให้ก็บุญโขแล้วครับ

    

   อันดับต่อไป

   

   นำแป้งมัน 1 ชต.ผสมน้ำเปล่า ใส่พริกไทย1/2 ชช.,

   เกลือป่น1/2 ชช.,ซีอิ๊วขาว1 ชช. 

   คนทุกอย่างให้เข้ากัน พักไว้ก่อน

    

   คราวนี้เราก็มาลงมือทำกันครับ

   

   นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมัน

   ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้หอม

   

   พอกระเทียมเจียวหอมได้ที่

   ใส่เนื้อไก่ลงไป ตอกไข่ใส่ตามลงไปทันที่

   ไม่ต้องรอให้ไก่สุก ไม่อย่างนั้นไก่กับไข่จะไม่เกาะกัน

   

   ขั้นตอนต่อไป นำแป้งมันที่ผสมไว้ เทใส่ลงไป

   ผัดให้เข้ากันด้วยความรวดเร็ว..เร็วแค่ไหน

   (หากเคยเห็นเขาผัดหอยทอด อารมณ์ประมาณนั้นครับ)

   

   ระหว่างรอให้ไก่ที่ผัดสุก

   กันไก่ผัดไว้ข้างๆกระทะด้านหนึ่งก่อน

   แบ่งพื้นที่ในกระทะ นำถั่วงอกลงไปผัด

   ผัดแค่พอสลด ไม่ต้องให้สุก

   

   ผัดเสร็จจะได้ประมาณนี้ ตักใส่จานไว้

   

   กลับมาผัดไก่ในกระทะให้สุกจนแห้งกรอบอีกครั้ง

   ถ้าไม่ชอบกรอบก็ผัดแค่สุกนะครับ

   

   เสร็จแล้วก็นำมาตักราดไปบนถั่วงอกผัด

   ที่วางรองอยู่ในจาน

   เหยาะพริกไทย โรยหน้าด้วยต้นหอมผักชี

   

   ทานคู่กับซอสพริก รสจัดจ้าน

   รับรอง...รสชาติไม่แพ้หอยทอดแต่อย่างใด

    

   มื้อเย็นวันนี้หากยังไม่มีเมนูอะไร

   ลองนำไปทำทานกันดูนะครับ

   ไม่มีหอยก็ใช้เนื้อไก่,เนื้อกุ้ง,เนื้อปลา

   เท่าที่หาได้ สามารถนำมาประยุกต์ทำได้ทั้งนั้นครับ

    

   หรือท่านใดไม่มีเวลาที่จะทำทาน

   ผมยกมาเสิร์ฟให้ถึงที่... ทานฟรีครับผม

   

   *ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่สนับสนุนถั่วงอก

   ในการนำเสนอเมนูอาหารในวันนี้

   "คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว"

    

   ขอบคุณครัว "ดงบังชิมสิ"

   เอื้อเฟื้อสถานที่รวมทั้งตะหลิวและกระทะ

   (ครัวหลังบ้านผมเอง)

   *******************

   ขอบพระคุณทุกๆท่านที่ร่วมโหวตให้คะแนน ทุกๆคะแนน

   ขอบคุณครับผม

   ***********

    

   คัดลอกจาก

   http://www.oknation.net/blog/yaya2508/2012/09/03/entry-1

15  ฟังบรรยายศาสนา จาก นักวิชาการภาคเหนือ / บรรยายนักวิชาการ ผู้รู้ ต่างถิ่น / มุมมองความรักในทัศนะอิสลาม เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 11:25:47 am
มุมมองความรักในทัศนะอิสลาม
    
   444
   
    
   เทปบันทึกรายการยุวไทยมุสลิมอาสาสมัคร ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) และสถานีวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต AM 1332 KHz และ FM 104 MHz
   รายการเสวนาเรื่อง อิสลามกับความรัก โดย อาจารย์ปรีดา เดอเลาะฮีม และอาจารย์จิราภรณ์ มะหะหมัด วิทยากรรับเชิญ

   
   
    
หน้า: [1] 2 3 ... 20


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส