Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
กระทู้ล่าสุดของ: อับดุลการีม
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มิถุนายน 28, 2017, 07:12:11 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก เว็บบอร์ด ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 24
1  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / ป่วนหนัก! ปัญหาสร้างมัสยิดเวียงป่าเป้าไร้ข้อยุติ ชาวบ้านนัดต้านใหญ่ 24 พ.ค.น เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2012, 07:38:14 am
ส่อป่วนหนัก! ปัญหาสร้างมัสยิดเวียงป่าเป้าไร้ข้อยุติ ชาวบ้านนัดต้านใหญ่ 24 พ.ค.นี้


4444


เชียงราย - วงประชุมแก้ปัญหาการก่อสร้างมัสยิดกลางชุมชนพุทธเวียงป่าเป้ายังไร้ข้อยุติ ชมรมน้อย-หนานฯ ยืนกรานค้านต่อเนื่อง หวั่นเกิดปัญหาเหมือน 3 จชต. พร้อมนัดประท้วงใหญ่ตั้งแต่ตี 4 วันที่ 24 พฤษภาคมนี้ ด้านผู้ว่าฯ กำชับเข้มห้ามละเมิดกฎหมาย พร้อมเตรียมนำเรื่องเสนอพุทธสมาคมฯ-จุฬาราชมนตรี และรัฐบาลพิจารณาชี้ขาด

วันนี้ (22 พ.ค.) ณ ห้องประชุม มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ห้องเรียนวัดพระแก้ว อ.เมือง จ.เชียงราย พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค 6, พระเทพสิทธินายก เจ้าคณะ จ.เชียงราย, นายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย, พ.อ.พรชัย ดุริยพันธ์ รอง ผอ.กอ.รมน.เชียงราย ฯลฯ ได้จัดประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการที่ผู้นับถือศาสนาอิสลาม ก่อสร้างมัสยิด ณ บ้านโป่งน้ำร้อน ม.6 ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า ติดถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่

โดยมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะพุทธสมาคม จ.เชียงราย ชมรมน้อย-หนานเวียงป่าเป้า ฯลฯ ไปร่วมหารือเพื่อหาทางออก เนื่องจากได้มีชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากออกมาต่อต้าน โดยเฉพาะชมรมน้อย-หนานเวียงป่าเป้า เคยเป็นแกนนำชุมนุมประท้วงต่อต้านการก่อสร้างมัสยิด ณ ที่ว่าการ อ.เวียงป่าเป้า มาแล้วจนปัญหาส่อเค้าว่าจะบานปลาย

การประชุมครั้งนี้ไม่มีตัวแทนผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรือผู้ที่ขอก่อสร้างแต่อย่างใด เนื่องจากทางจังหวัดได้เชิญไปให้ข้อมูลก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมพบว่ากลุ่มต่อต้านนำโดยชมรมน้อย-หนานเวียงป่าเป้า ยังคงแสดงท่าทีต่อต้านเช่นเดิม โดยนายบุญนาค จอมธรรม ประธานชมรมน้อย-หนานเวียงป่าเป้า ได้เป็นตัวแทนยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย มีเนื้อหาแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคง เนื่องจากตรวจสอบเขตพื้นที่ยาก และเคยเห็นเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้มาแล้ว รวมทั้งเกรงว่าจะกระทบต่อเรื่องอื่นๆ เช่น วัฒนธรรม ประเพณี ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ ฯลฯ รวมทั้งนำป้ายผ้าไปแสดงเพื่อแสดงถึงจุดยืน แจกแผ่นซีดี และนัดหมายเครือข่ายให้ไปชุมนุมเรียกร้องกันบนถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ ตั้งแต่บ้านแม่เจดีย์ เทศบาล ต.แม่ขาน อ.เวียงป่าเป้า ไปจนถึงบ้านโป่งน้ำร้อน ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรด้วย

ขณะเดียวกัน ช่วงท้ายแม้หลายฝ่ายจะพยายามชี้แจง แต่กลุ่มชมรมน้อย-หนานเวียงป่าเป้า,ชมรมอาจารย์วัดเวียงป่าเป้า และพุทธสมาคมเวียงป่าเป้า ได้นำดอกไม้ธูปเทียนไปขอร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งระงับการก่อสร้างด้วย

ด้านนายธานินทร์กล่าวว่า การแสดงออกของชาวบ้านที่ผ่านมาก็ยังถือว่าอยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่ก็หวั่นเกรงอย่างมากว่าปัญหานี้จะบานปลาย เพราะต้องยอมรับว่าการก่อสร้างมัสยิดดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบ และไม่มีข้อมูลหลักฐานว่าจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่ระบุมา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความมั่นคง ฯลฯ แต่ก็มีการออกมาต่อต้านเหมือนกับว่าเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานอาวุธ ฯลฯ ตนจึงเห็นว่าเกิดจากปัญหาเรื่องการไม่ได้เจรจาตกลงกันตั้งแต่ต้น และปล่อยให้เวลาล่วงไปเกือบ 1 ปี จนมีการเคลื่อนไหวขึ้น

ดังนั้น เมื่อทุกฝ่ายแสดงเจตจำนงเช่นนี้ จังหวัดก็จะไม่สอบถามฝ่ายใดอีก แต่จะเสนอปัญหาไปยังมหาเถรสมาคม ซึ่งดูแลพุทธศาสนาทั่วประเทศ จุฬาราชมนตรี ที่ดูแลประชากรที่นับถือศาสนาอิสลาม และรัฐบาล หากว่าได้คำตอบอย่างไรจังหวัดก็จะดำเนินการเช่นนั้นอย่างเข้มงวด

นายธานินทร์กล่าวอีกว่า สำหรับในอนาคตจะมีการจัดหาคนกลางมาประสานระหว่างสองฝ่าย เพื่อให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องภายนอกยุติการเคลื่อนไหวให้เรื่องราวสงบลงก่อน จากนั้นกลุ่มที่ก่อสร้างกับชาวบ้านในพื้นที่จึงค่อยมาตกลงแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

ส่วนการที่ชาวบ้านจะชุมนุมกันอีกครั้งในวันที่ 24 พฤษภาคม 55 หากว่าอยู่ในกรอบกฎหมายก็ยอมรับได้ แต่อย่าได้ปลุกระดมผู้คนออกมาทำผิดกฎหมาย เพราะทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร ฯลฯ เฝ้าจับตาอยู่

ด้านนายวรสฤษฎดิ์ ปิงเมือง อุปนายกพุทธสมาคม จ.เชียงราย กล่าวว่า พื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงรายมีความเข้มแข็งเรื่องประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ฯลฯ ดังนั้น เมื่อสิ่งแตกต่างปรากฏเข้าไปจึงเกิดการต่อต้านออกมา และกลายเป็นปัญหาว่าเราจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร จึงควรมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง และเป็นกรณีศึกษาของประเทศไทยด้วย เพราะถ้าเกิดปัญหาแล้วจะบานปลาย

“แม้ว่าหากมัสยิดก่อตั้งได้ที่ อ.เวียงป่าเป้าจริงๆ และไม่ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหามาตั้งแต่ต้น ก็สงสัยว่าจะสามารถดำรงอยู่ในพื้นที่ที่มีแต่คนต่อต้านได้อย่างไร ผมจึงเป็นห่วงเรื่องนี้มาก”

นายบุญนาค จอมธรรม ประธานชมรมน้อย-หนานเวียงป่าเป้า ที่เคลื่อนไหวต่อต้านการก่อสร้างมัสยิดแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง กล่าวเพิ่มเติมว่า วันที่ 24 พฤษภาคม 55 พวกเรายังจะไปชุมนุมแสดงพลังกัน เพราะมีความกังวลเรื่องปัญหาที่จะตามมาจากการก่อสร้างมัสยิดดังกล่าว โดยจะมีพี่น้องจากทั้งใน อ.เวียงเป้าเป้า และหลายพื้นที่ใน จ.เชียงใหม่ และใกล้เคียงไปร่วมด้วย คาดว่าจะมีคนไปชุมนุมประมาณ 3,000 คน จะมีการตั้งเวทีปราศรัยและอื่นๆ ส่วนการรวมตัวจะมีขึ้นตั้งแต่เวลา 04.00 น.เป็นต้นไป เพื่อรอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปให้คำตอบว่าจะสั่งยุติการก่อสร้างหรือไม่ต่อไป




ที่มา http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150857919247600&set=a.10150177850102600.310805.762927599&type=1&theater

รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา 38      

         บุคคล ย่อมมี เสรีภาพ บริบูรณ์ ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือ ลัทธินิยม ในทางศาสนา และ ย่อมมี เสรีภาพ ในการปฏิบัติ ตาม ศาสนบัญญัติ หรือ ปฏิบัติพิธีกรรม ตามความเชื่อถือ ของตน เมื่อ ไม่เป็นปฏิปักษ์ ต่อหน้าที่ของ พลเมือง และ ไม่เป็นการขัดต่อ ความสงบเรียบร้อย หรือ ศีลธรรมอันดี ของ ประชาชน
        ในการใช้ เสรีภาพ ดังกล่าว ตาม วรรคหนึ่ง บุคคล ย่อมได้รับ ความคุ้มครอง มิให้รัฐ กระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิ หรือ เสียประโยชน์ อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยม ในทางศาสนา หรือ ปฏิบัติตาม ศาสนบัญญัติ หรือ ปฏิบัติพิธีกรรม ตาม ความเชื่อถือ แตกต่าง จากบุคคลอื่น

ที่มา

http://www.muslimvoicetv.com/ncontent/news.php?nid=8709


111


222

4444

1144

222

ที่มาของภาพ
http://oss.cru.in.th/politic/data/attachment/forum/201204/25/114250ho9o0z0h7m1oh011.jpg
2   วิีถี อิสลาม สู่ชุมชนมุสลิมเข็มแข็ง / บทความ เศรษฐกิจ มุมมอง ทัศนะ ในอิสลาม / ความพร่องในสังคมที่มั่งคั่ง โดย พระไพศาล วิสาโล เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2012, 08:32:45 am

   เส้นโค้งแห่งความสุข
   สดับทุกข์ยุคบริโภคนิยม
   โดย พระไพศาล วิสาโล

   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดพิมพ์
   [ได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนให้เผยแพร่ในเว็บไซต์สมาคมคนน่ารัก]

สัญญาลวงของเทคโนโลยี

             แม้เศรษฐกิจโลกในระยะหลังค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่กล่าวโดยทั่วไปแล้ว โลกทุกวันนี้จัดว่ามีความมั่งคั่งทีเดียว อย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องห่วงพะวงกับเรื่องความอยู่รอด ผิดกับสมัยก่อน ซึ่งเพียงแค่จะผลิตอาหารให้พอกินชนิดปีชนปีก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว สมัยนี้เราสามารถผลิตอาหารได้อย่างมากมาย ไม่ต้องดูอื่นไกล เพียงแค่ ๔๐ ปี หลังจากปี ๒๔๙๓ โลกสามารถผลิตธัญพืชได้มากเป็น ๓ เท่า ขณะที่ประชากรโลกเพิ่มเป็นสองเท่าเท่านั้น อย่าว่าแต่อาหารเลย แม้กระทั่งสิ่งพื้น ๆ ที่ใช้กันชนิดแทบจะทิ้งขว้าง เช่น เสื้อผ้า ช้อน ส้อม สบู่ ดินสอ สมัยก่อนหากจะมีก็มีกันคนละไม่มาก ไม่ต้องพูดถึงชักโครก หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งแม้แต่คนยากจนทุกวันนี้ก็ยังพอหามาเป็นเจ้าของได้ ขณะที่คนสมัยก่อนนึกไปไม่ถึงเลย

             ว่าเฉพาะเมืองไทย ถ้าดูแค่รายได้ก็จะเห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่มีเงินมากกว่าแต่ก่อน คนละไม่น้อยเลย อาทิ คนกรุงเทพฯ และในเขตจังหวัดใกล้เคียง เมื่อปี ๒๕๓๔ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ ๑๑,๘๗๗ บาท พอถึงปี ๒๕๔๒ ก็มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น ๒๖,๗๔๒ บาท แม้แต่คนอีสานก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน ถึงแม้จะมีอัตราการเพิ่มน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ และภาคอื่น ๆ จะเรียกว่าคนไทยส่วนใหญ่รวยขึ้นกว่าแต่ก่อนก็คงไม่ผิด เพราะถึงจะไม่ดูจากตัวเลขข้างต้น ชีวิตความเป็นอยู่และข้างของเครื่องใช้ในบ้านก็บ่งชี้เช่นนั้น อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ในท่ามกลางความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนนี้เอง ผู้คนเป็นอันมากลับรู้สึกว่า ตนเองมีไม่พอและอยากได้อีก ความรู้สึกไม่สมอยากและอยากได้เพิ่มนี้มองในแง่หนึ่งก็คือ ความรู้สึกพร่อง ยิ่งรู้สึกพร่องก็ยิ่งอยากหาอะไรมาเติมให้เต็ม และตราบใดที่ยังไม่เต็ม ก็ไม่ยอมหยุดแสวงหา ความรู้สึกพร่องดังกล่าวกำลังเป็นความรู้สึกร่วมของคนในยุคนี้

             เมื่อต้นปีนี้ มีการสอบถามความคิดเห็นของคนกว่า ๔,๐๐๐ ครอบครัวทั่วประเทศ ร้อยละ ๘๐ พูดตรงกันว่าอยากร่ำรวย ที่น่าคิดก็คือ ในบรรดาผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ ๖๐ เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็หมายความว่าคนส่วนใหญ่ที่ตอบว่าอยากรวยนั้น คิดว่าตนเองยังมีไม่ถึงจุดที่พอเพียง ลึก ๆ หลายคนคงรู้สึกว่าตนเองยากจนด้วยซ้ำ

             ปัญหาก็คือ มีเงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าไรถึงจะรู้สึกพอ พูดให้ชัดกว่านั้น ก็คือ ความรู้สึกพอนั้นจะเกิดขึ้นได้จากการมีเงินเพิ่มขึ้นหรือ เมื่อเร็ว ๆ นี้ หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ได้ทำการสำรวจการใช้จ่ายของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ปรากฏว่านักศึกษาจำนวนไม่น้อยใช้จ่ายเงินถึง ๑๐,๐๐๐ คนต่อสัปดาห์ (บางคนใช้มากกว่านั้นเป็น ๒ เท่า) เงินจำนวนมากมายเช่นนั้น หมดไปกับการซื้อเสื้อผ้าและเครื่องประดับยี่ห้อดังจากต่างประเทศ โดยนักศึกษานิยมใช้เวลาตอนเที่ยงตามโรงแรมหรู เพื่อกินอาหารมื้อละพันกว่าบาท จากนั้นจึงไปเดินเที่ยวที่ศูนย์การค้า ที่น่าสนใจก็คือ หลายคนไม่รู้สึกว่าตนใช้เงินเปลืองแต่อย่างใด

             แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่ตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนค่านิยมของผู้คนในเวลานี้ว่า ยอมจะเสียเงินไปกับสินค้าราคาแพงหากมีเงินอยู่ในกระเป๋ามากพอ ดังนักศึกษาบางคนได้พูดทิ้งท้ายว่า หากใครมีฐานะหรืออยู่ในสภาพเช่นเดียวกับตนก็ต้องใช้จ่ายเงินแบบเดียวกับตน

             ค่านิยมเช่นนี้ไม่มีวันช่วยให้เกิดความรู้สึกพอได้เลย ตรงกันข้ามมีแต่จะทำให้รู้สึกพร่องอยู่เสมอ เพราะจะมีสินค้าใหม่ ๆ มาเสนอหน้าชวนให้อยากซื้ออยู่ร่ำไป แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นความรู้สึกพร่องให้รุนแรงขึ้นก็คือ โฆษณาตามสื่อมวลชน สื่อโฆษณาเหล่านี้แม้จะอาศัยเทคนิคที่หลากหลาย แต่สาระสำคัญที่เหมือนกันก็คือกระตุ้นให้เกิดภาพฝันที่อยากจะไปให้ถึง เช่น อยากเก่ง อยากสวยเหมือนพรีเซนเตอร์ ยิ่งภาพฝันห่างไกลจากความเป็นจริงเท่าไรความรู้สึกพร่องยิ่งมาก และทำให้เกินความอยากมากขึ้น ดังนั้นสื่อโฆษณาจึงไม่เพียงแค่วาดฝันให้งดงามหรูเลิศเท่านั้น หากยังกดสภาพความเป็นจริงของเราให้ดูแย่ลง หรือทำให้เรา (ผู้ชม) รู้สึกไม่ดีกับสภาพความเป็นจริงของตัวเอง เช่น รู้สึกว่าตนเองอ้วนไป ไม่เท่ หรือมีกลิ่นตัวเหม็น

             จะเห็นได้ว่า โฆษณาส่วนใหญ่ในระยะหลัง จะไม่เน้นคุณสมบัติของสินค้ามากเท่ากับคุณสมบัติหรือภาพลักษณ์ของพรีเซน เตอร์ เพื่อให้เราอยากเป็นเหมือนพรีเซนเตอร์ แม้สินค้าที่โฆษณาจะเป็นของกิน หรือรองเท้า แต่รสอร่อย หรือความนุ่ม ความทนทานของผลิตภัณฑ์จะมีความสำคัญน้อยกว่าความทันสมัย ปราดเปรียว หรือความเก่งกล้าสามารถของพรีเซนเตอร์ พูดง่าย ๆ คือ โฆษณาเหล่านี้กระตุ้นให้เรารู้สึกไม่พอใจกับ "ตัวตน" ของเราเอง และอยากมี "ตัวตน" อย่างพรีเซนเตอร์ แน่นอนว่า จะมีตัวตนอย่างนั้นได้ก็ต้องซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาใช้หรือโชว์

             การซื้อสินค้ามาเพื่อโชว์นั้นเป็นลักษณะเด่นของการบริโภคทุกวันนี้ก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะจุดหมายสำคัญก็คือ การยกระดับ "ตัวตน" ของตนให้สูงขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้ใกล้เคียงกับภาพฝันที่สื่อโฆษณาได้ประทับไว้ในใจเรา แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือ เพื่อเทียมหน้าเทียมตากับคนอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือ บริโภคเพื่อ "หน้าตา" ("หน้าตา" กับ "ตัวตน" กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร จะกล่าวต่อไปข้างหน้า)

             ปัญหาก็คือเวลานี้ "คนอื่น" ที่ใครต่อใครอยากถีบตัวให้ทัดเทียมนั้นกำลังจะเปลี่ยนไป คือแทนที่จะเป็นผู้คนในชุมชนเดียวกัน (เช่น หมู่บ้าน มหาวิทยาลัย หรือสำนักงานเดียวกัน) หรือมีสถานะทางเศรษฐกิจแบบเดียวกัน กลับเป็นกลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคมสูงกว่า เช่น คนในวงการไฮโซ หรือดาราต่างประเทศ คนเหล่านี้กลายเป็นภาพฝันที่คนส่วนใหญ่ในสังคมอยากไปให้ถึง ทั้ง ๆ ที่สถานะต่างกันมากนั่นหมายความว่า ภาพฝันกับความเป็นจริงถ่างกว้างขึ้น ผลก็คือความรู้สึกพร่องหรือไม่พอใจ "ตัวตน" ของตนรุนแรงมากขึ้นในหมู่คนทั่วไป

             ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือความรู้สึกด้อยหรือไม่พอใจใน "ตัวตน" เวลานี้ กำลังลุกลามไปเป็นความไม่พอใจในร่างกายของตน ลำพังการที่ "ตัวตน" กับ "หน้าตา" กลายมาเป็นเรื่องเดียวกันได้ก็นับว่าพอแรงแล้ว เพราะแต่ก่อนสิ่งที่กำหนดตัวตนของแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่ที่ "หน้าตา" หรือภาพลักษณ์สักเท่าไร หากขึ้นอยู่กับศาสนา เชื้อชาติ สถานะทางสังคม และที่สำคัญคือ จากอาชีพการงานและการกระทำของตนเอง ใครที่อยากจะมี "ตัวตน" ที่ดีกว่าเดิม ก็สามารถจะทำได้โดยการฝึกฝนพัฒนาตนหรือแสดงความสามารถให้ประจักษ์ เช่น หนุ่มกระทงที่อยากให้คนในหมู่บ้านยอมรับ ก็ต้องฝึกตนให้เชี่ยวชาญในการชกต่อยจนสามารถคุ้มครองสาว ๆ จากนักเลงต่างถิ่นได้ แต่ในปัจจุบันเพียงแค่กินน้ำอัดลมหรือกินเหล้า บางยี่ห้อก็กลายเป็น "คนรุ่นใหม่" หรือ "ชายชาตรี" ได้แล้ว โดยไม่ต้องขยับแข้งขยับขาเลย และหากจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้ ก็หาเสื้อผ้า เข็มขัด รองเท้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ เท่านี้ก็เปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้ว

             แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า สำนึกเรื่อง "ตัวตน" ของผู้คนกำลังจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือไปเอา "ตัวตน" ไปผูกติดหรืออิงแอบกับร่างกายอย่างเหนียวแน่น ชนิดไม่เคยมีมาก่อน กระทั่งว่าสัดส่วนทรวดทรงของร่างกายสามารถทำให้รู้สึกว่าตนนั้นไร้ค่าเลยที เดียว เป็นธรรมดาว่าในยุคที่ผู้คนรู้สึกพร่องหรือด้อยในตัวตนอย่างรุนแรง ความรู้สึกดังกล่าว ย่อมนำไปสู่ความไม่พอใจในสรีระร่างกายของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสหรัฐอเมริกา ความรู้สึกดังกล่าวแพร่หลายถึงขนาดว่าผู้หญิงร้อยละ ๘๐ ไม่รู้สึกพึงพอใจกับร่างกายของตน แม้แต่ผู้หญิงที่หน้าตาดีก็ยังรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน (ในแคนาดาเคยมีการสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิงที่หน้าตาดี อายุ ๒๑ ปี จำนวน ๒๐๓ คน ปรากฏว่าทุกคนไม่พอใจทรวดทรงของตนเป็นอย่างยิ่ง) ด้วยเหตุนี้จึงพากันผ่าตัดเปลี่ยนรูปแปลงโฉมกันขนานใหญ่ ประมาณว่ามีผู้หญิงทำศัลยกรรมตกแต่งเมื่อปี ๒๕๔๑ เกือบ ๑ ล้านคน หลายคนรู้สึกว่าการทำศัลยกรรมดังกล่าวทำให้ตนมี "ชีวิตใหม่" หรือ "ตัวตนใหม่" ดังนักศึกษาผู้หนึ่งยอมรับว่า "เดี๋ยวนี้ดิฉันสามารถเริ่มต้นชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างคนใหม่"

             ใช่แต่ผู้หญิงเท่านั้นก็หาไม่ ผู้ชายก็เช่นกัน มีผู้คาดการณ์ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชายอเมริกันไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของตนเอง (ปี ๒๕๑๕ มีเพียง ๑ ใน ๖ เท่านั้น ที่รู้สึกเช่นนั้น) คนเหล่านี้หาทางออกอย่างไร คำตอบก็คือ ทำศัลยกรรมตกแต่งเช่นกัน ในปี ๒๕๔๑ ผู้ชายทำศัลยกรรมเกือบแสนคน (บางแห่งระบุว่ามีถึง ๗ แสนคนในปี ๒๕๓๙) เพียงปีเดียว) ที่นิยมมากที่สุดคือ ดูดไขมันออก รองลงมาคือทำขอบตา ทำจมูก และลดหน้าอก (แต่มีไม่น้อยที่หันไปทำร่างกายให้กำยำล่ำสันเหมือนแรมโบ้)

             ความไม่พอใจในร่างกายของตนเวลานี้มาถึงขั้นเห็นอาการเป็นศัตรู เลยทีเดียว เพราะกลัวว่าจะทำให้ตัวเองอ้วนหรือมีน้ำหนักมากเกินไป อาการผิดปกติดังกล่าวมีตั้งแต่การล้วงคอให้อาเจียนออกมา เพราะรู้สึกผิดที่กินอาหารเข้าไป จนถึงโรคเบื่ออาหารจนไม่ยอมกินอะไรทั้งสิ้น เฉพาะอังกฤษประเทศเดียวคาดว่า หญิงที่มีอาการผิดปกติดังกล่าวมีถึง ๗ ล้านคน ส่วนผู้ชายมีหนึ่งล้านคน โรคดังกล่าวกำลังแพร่ไปยังญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ และฮ่องกงแล้ว ในประเทศไทยอีกไม่นากสถิติดังกล่าวก็คงจะปรากฏ หลังจากที่ศัลยกรรมตกแต่ง และ "สถานเสริงความหล่อ" ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ

             ความไม่พอใจในร่างกายดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากไหน คำตอบก็คือนางแบบและดาราที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ อย่างถี่ยิบ จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าสรีระของบุคคลเหล่านั้น คือ "มาตรฐาน" หรืออุดมคติของความงดงามที่พึงหมายปอง ความแพร่หลายของสื่อเหล่านี้ในยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้สึกร่วมกันว่าร่างกายตนนั้นไม่ดีพอ เช่นอ้วนหรือ มีน้ำหนักมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงนางแบบและดาราเหล่านั้นต่างหากที่มีรูปร่างผอมผิดปกติ อิทธิพลในทางลบของบุคคลดังกล่าวเป็นที่รู้กันจนกระทั่งนิตยสารชื่อดัวหลาย แห่ง ในอังกฤษมีข้อตกลงเมื่อ เร็ว ๆ นี้ว่า จะไม่นำภาพนางแบบที่มีรูปร่างผ่ายผอมมาขึ้นปกหรือโฆษณาสินค้าในสื่อของตน

             ควรกล่าวด้วยว่า ความรู้สึกพร่องหรือด้อยในตัวตนนั้นยังปรากฏในอีกหลายลักษณะ อาทิ การแสวงหาอำนาจพิเศษ เพื่อทำให้ตนเองเด่นเหนือคนอื่น อำนาจพิเศษอาจได้แก่ อิทธิปาฏิหารย์ หรืออำนาจจิตในการทำสิ่งพิสดาร เช่น บิดงอช้อนส้อม หรือตัดตะเกียบด้วยกระดาษ (ซึ่งได้รับความนิยมแม้จะเสียเงินเรียนคนละหลายพันบาท) บางครั้งความรู้สึกด้อยดังกล่าว ก็อาจปรากฏในรูปการกระทำรวมหมู่ เช่นการพยายามทำให้จังหวัดของตนมีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยการทำข้าวจี่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือซาลาเปา เสาธง ไส้กรอก ตลอดจนครกส้มตำที่ไม่มีใครเทียมทาน จนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อธูปยักษ์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกล้มมาทับคนตาย

             แม้ความพร่องที่กล่าวมาข้างต้น จะแสดงออกมาในหลายรูปลักษณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ เป็นความรู้สึกด้อยที่เกิดจากการเทียบเคียงผู้อื่น เช่น ดารา นางแบบ หรือคนในแวดวงชั้นสูง อย่างไรก็ตามลึกลงไปแล้วยังมีความพร่องอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งฝังลงไปถึงจิตไร้สำนึก นั่นคือความรู้สึกว่า "ตัวตน" นั้นไม่มีอยู่จริง สัญชาตญาณที่ลึกสุดของมนุษย์ทุกคนก็คือการมีตัวตนที่ยั่งยืนเที่ยงแท้ เรากลัวความตายก็เพราะหวั่นว่า ตัวตนจะขาดสูญ แต่ถ้ามั่นใจว่าตัวตนจะยั่งยืนต่อไป เพราะมีชาติหน้าหรือสวรรค์รองรับก็จะกลัวตายน้อยลง

             อย่างไรก็ตามในส่วนลึกยากนักที่เราจะมั่นใจเต็มที่ว่าเรามีตัว ตนที่ยั่งยืน เพราะมีเหตุการณ์มากมายที่บอกกับเราว่าแท้ที่จริงตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืน นั้นหามีไม่ ในชีวิตประจำวันเราจะพบเสมอว่าสิ่งที่เรายึดเป็นตัวตนนั้นไม่เคยอยู่ยั่งยืน เลย ความเป็นตัวเรานั้นผันแปรเสมอ วันนี้เราอาจรู้สึกว่าเป็นคนฉลาด เป็นหญิงที่สวยสง่า หรือเป็นครูผู้สามารถแต่วันถัดมา ความรู้สึกดังกล่าวก็เปลี่ยนไป การไม่มีตัวตนที่ยั่งยืนที่จะยึดถือไปได้ตลอดนี้เองที่ทำให้เราทุกคนรู้สึก อ้างว้างไม่มั่นคง หรือขาดที่ยึดเหนี่ยวนี้แหละคือความรู้สึกพร่องที่แท้จริง

             สำหรับบางคน ความรู้สึกพร่องดังกล่าวอาจบรรเทาเมื่อเข้าหาศาสนา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือเป็นตัวตนให้ยึดถือ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ศาสนาไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอีกแล้ว เพราะเป็นนามธรรมหรือไม่สอดคล้องกับความนึกคิด ก็ในยุคที่โลกทัศน์แบบวัตถุนิยมกำลังแพร่หลายเช่นทุกวันนี้ อะไรเล่าที่ผู้คนคิดว่าสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือทำชีวิตให้เติมเต็มได้ดีไปกว่าวัตถุ ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนต่างพากันแสวงหาวัตถุมาครอบครอง ไม่ใช่เพราะมันให้ความสุขสบายทางกาย แต่เพราะมันให้ความอบอุ่นแก่จิตใจต่างหาก ทั้งนี้ก็ด้วยความเชื่อว่ามันจะทำให้ความรู้สึกพร้องที่แท้หมดไป (ความรู้สึกพร่องที่เกิดจากช่องว่างระหว่างความฝัน กับความเป็นจริงนั้นขอเรียกว่าความรู้สึกพร่องเทียม เพราะเกิดจากความคิดปรุงแต่งมากกว่าอะไรอื่น)

             แต่มีวัตถุใดหรือที่เที่ยงแท้ยั่งยืน และไม่ว่าจะมีมากมายเพียงใด ความรู้สึกพร่องที่แท้ก็ยังไม่ยอมหายไป เพราะลึก ๆ เราก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นไม่มีอยู่จริง ในเมื่อความรู้สึกพร่องยังมีอยู่ ทรัพย์สมบัติมากมายเท่ไรก็ไม่ทำให้รู้สึกพอเสียที จึงต้องแสวงหาต่อไปไม่จบสิ้น แม้จะเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกไม่มีใครทัดเทียมได้ สิ่งที่หาได้หายไปไม่ มันยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่นั่นเอง

             นี้คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมความรู้สึกพร่องจึงแพร่หลายได้แม้ในสังคมที่มั่งคั่งล้นเหลือ
   
   ที่มา

   http://www.khonnaruk.com/html/verandah/happy_curve/09.html

3   วิีถี อิสลาม สู่ชุมชนมุสลิมเข็มแข็ง / บทความ เศรษฐกิจ มุมมอง ทัศนะ ในอิสลาม / บริโภคศาสนา-ศาสนาบริโภค โดย พระไพศาล วิสาโล เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2012, 08:14:47 am
เส้นโค้งแห่งความสุข
สดับทุกข์ยุคบริโภคนิยม
โดยพระไพศาล วิสาโล
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จัดพิมพ์
[ได้รับอนุญาตโดยตรงจากผู้เขียนให้เผยแพร่ในเว็บไซต์สมาคมคนน่ารัก]

บริโภคศาสนา - ศาสนาบริโภค


 นับวันเส้นแบ่งระหว่างศาสนากับลัทธิบริโภคนิยมจะเลือนรางลงทุกที แต่เดิมนั้นศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติ แม้การบูชาจะมีเครื่องสักการะหรืออามิสเข้ามาเกี่ยวข้อง กระนั้นการรักษาศีล ประคองตนให้อยู่ในหลักธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่ปัจจุบันการนับถือศาสนา กลับกลายเป็นเรื่องของการซื้อหาวัตถุมงคลมาสักการะบูชา ศรัทธาในศาสนาไม่ได้วัดที่การปฏิบัติ แต่อยู่ที่ว่าจะหาซื้อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาครอบครองได้มากน้อยเพียงใด

             วัดวาอารามเป็นอันมากทั้งในกรุงและนอกกรุง จึงแปรสภาพเป็นศูนย์การค้าไปกลาย ๆ วัตถุมงคลที่ซื้อขายกันอย่างคึกคักไม่ได้มีแค่ พระพิมพ์ พระเครื่อง พระกริ่ง หรือยันตร์ เท่านั้น หากยังแตกแขนงออกไปเป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิด เช่น ล็อกเก็ตแขวนหน้ารถ รูปใส่กรอบวิทยาศาสตร์ ภาพปั้นจำลอง ป้ายคำขลัง (เช่น "บ้านนี้อยู่แล้วรวย") อีกไม่นานก็อาจมีนาฬิกาหรือเครื่องคิดเลข ที่ผ่านการปลุกเสกเพื่อให้ทำมาค้าขึ้น ตลาดรองรับนั้นมีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็นผู้ริเริ่มเท่านั้น

             ยิ่งลัทธิพิธีที่ผุดขึ้นมาระยะหลังด้วยแล้ว ยิ่งเห็นชัด บ่างลัทธิพิธีแม้จะขึ้นมาแบบวูบวาบชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็กลายเป็นธุรกิจใหญ่โตได้ในชั่วข้ามคืน เช่นกรณี "ไผ่สมเด็จย่า" เพียงชั่วไม่กี่วัน ผลิตภัณฑ์ที่นำมาวางขายในรูปวัตถุมงคลเฉพาะที่เกี่ยวกับไผ่ดังกล่าวอย่าง เดียว ก็มีมากกว่า ๒๐ ชนิด จากหมู่บ้านที่เงียบสงบก็มีร้านค้าวัตถุมงคลและของที่ระลึกผุดขึ้นมากกว่า ๒๐๐ ร้าน แต่ละวันเงินสะพัดนับแสน ๆ บาท

             ลัทธิบริโภคนิยมนั้นถือว่า ความสุขความสำเร็จนั้นได้มาด้วยการบริโภคหรือด้วยการใช้เงินซื้อ มิใช่ด้วยการลงมือกระทำ ทัศนคติเช่นนี้ได้ครองงำผู้คน จนกระทั่งศาสนาก็ถูกมองว่า เป็นเรื่องของการบริโภคมากกว่าเป็นเรื่องของประพฤติปฏิบัติ ผลก็คือ ศาสนาถูกทำให้เป็นไสยศาสตร์ชั้นต่ำ (ไสยศาสตร์ชั้นสูงนั้น แม้จะต้องพึ่งวัตถุมงคลและอาศัยการบนบานศาลกล่าว เพื่อความสุขแบบโลก ๆ แต่ก็ยังต้องรักษาศีล หรือมีข้อปฏิบัติบางประการที่จะละเลยมิได้)

             มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าหาศาสนาโดยรังเกียจการพึ่งพิงวัตถุ มงคล แต่ก็ใช่ว่าจะหลุดพ้นจากลัทธิบริโภคนิยมไปได้ บางคนมาเข้าวัดด้วยต้องการความสงบในจิตใจ แต่ก็พกพาความคาดหวังนั้นอย่างนักท่องเที่ยวที่ไปพักรีสอร์ต คือคิดว่าถ้ามีเงินซื้อบริการแล้ว ความสงบก็มาเองโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ครั้นพบว่าความสงบในวัดนั้นต้องลงทุนลงแรงด้วยการต้องไปพักในกุฏิซอมซ่อ ไม่มีน้ำประปา และไฟฟ้า แถมแวดล้อมด้วยป่าทึบ น่าวังเวง และยังต้องเดินไกลอีกต่างหาก ก็เลยล้มเลิกความตั้งใจ ขับรถกลับบ้านไปทันที

             การบริโภคศาสนาอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ กระหายใคร่ตักตวงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ เช่น เห็นนิมิต ท่องนรกสวรรค์ สัมผัสฌานสมาบัติ ไม่ต่างจากนักทัศนาจรที่สนใจไปเที่ยวทุกอุทยานที่มีชื่อเสียง แต่พอใจจะนั่งรถชมทิวทัศน์ พักรีสอร์ตหรูติดแอร์ ยิ่งกว่าที่จะเดินป่ากางเต็นท์สัมผัสความสงบ คนที่บริโภคศาสนาแบบนี้ต้องการเพียงแค่ประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ แต่หาได้คิดถึงการขัดเกลาตนเองแต่อย่างใด ไม่คนประเภทนี้จึงสนใจศาสนาแบบกาแฟสำเร็จรูป คือให้ผลรวดเร็วทันใจ ไม่ยอมทนฝังตัวปฏิบัตินาน ๆ กับวิธีการหรือครูบาอาจารย์คนใดคนหนึ่ง แต่กลับเวียนเข้าเวียนออกตามสำนักต่าง ๆ โดยมักลงเอยด้วยการเป็นเหยื่อศาสดาปลอม ที่สัญญาว่าจะช่วยให้บรรลุคุณวิเศษทางจิตในเร็ววัน

             คนประเภทข้างต้นดูจากอาการภายนอก ก็นับว่าตรงข้ามกับคน ที่วัน ๆ คิดแต่จะหากำรี้กำไร จดจ่อติดตามราคาหุ้นในวันธรรมดา และแวะเวียนท่องเที่ยวตามศูนย์การค้าในวันหยุด ฝ่ายแรกเป็นคนเคร่งศาสนา ฝ่ายหลังเป็นพวกวัตถุนิยม แต่มองลึก ๆ แล้ว ทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนผสมของศาสนาและลัทธิบริโภคนิยม จนแยกจากกันได้ยาก ฝ่ายแรกนั้นถือศาสนาแบบบริโภคนิยม ส่วนฝ่ายหลังถือลัทธิบริโภคนิยมแบบศาสนา จนกลายเป็นศาสนาอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า "ศาสนาบริโภค"

             ศาสนาในความหมายที่กว้าง ก็คือระบบความคิดความเชื่อ ที่ตอบสนองความต้องการส่วนลึกของมนุษย์ โดยเฉพาะความมั่งคงในจิตใจ คนเราจะมีความมั่นคงในจิตใจได้ด้วยเหตุหลายประการ การมีทรัพย์สิน เงินทอง สุขภาพ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน การมีเกียรติยศ เป็นปัจจัยต้น ๆ (แต่มักจะไม่ค่อยยั่งยืน) ของความมั่งคงในจิตใจ ศาสนาทุกศาสนามักทำหน้าที่นี้เป็นเบื้องแรก คือให้ความหวังหรือสัญญาว่าบุคคลจะเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ และธนสารสมบัติ หากทำบุญทำทาน เชื่อฟังพระเข้า บวงสรวงอ้อนวอนหรือทำตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้สูงขึ้นไปกว่านั้น ศาสนาช่วยให้บุคคลมีจุดมุ่งหมายในชีวิต อย่างน้อยก็รู้ว่าตนเองเป็นใคร ควรดำเนินชีวิตอย่างไร ในทิศทางใด กล่าวอีกนัยหนึ่งศาสนาช่วยให้ชีวิตหายสับสน ไม่ลังเลสงสัย คนที่มีศรัทธามั่นในศาสนาจึงมักมีพลังที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยว

             ถึงจุดหนึ่งลัทธิบริโภคนิยมก็มี "หน้าที่" ไม่ต่างจากที่กล่าวข้างต้น เริ่มตั้งแต่การตอบสนองความต้องการทางวัตถุ ผู้คนทุกวันนี้ต่างตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาเงินทองและทรัพย์สมบัติกันอย่างจริง จัง เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่ามีมากเท่าไร ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ มี "อะไร" ด้วย คนเป็นอันมากยอมเสียเงินแสนซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์ และทุ่มเงินล้านซื้อรถเบนซ์ ก็เพราะต้องการความมั่นคงในจิตใจ กระเป๋าหนังจากบางลำภู ๑๐ ใบ ก็ให้ผลทางจิตใจไม่เท่ากระเป๋าหลุยส์วิตตอง (ของแท้) เพียงใบเดียว

             ในทำนองเดียวกัน การใช้เงินซื้อปริญญาหรือสถานะด๊อกเตอร์ ก็ไม่ใช่เหตุอันควรให้เกิดปมด้อย เพราะความอิ่มเอิบใจจากการถูกเรียกว่าด๊อกเตอร์นั้นมีความหมายมากกว่า (แต่ถ้าถูกเปิดโปงเมื่อไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

             ลัทธิบริโภคนิยมยังทำให้ชีวิตมีจุดมุ่งหมาย คนที่ถูกลัทธินี้ครอบงำเต็มตัวจะไม่มีความลังเลสงสัยในชีวิต เพราะจิตจดจ่อกับการหาสิ่งเสพเสวยเต็มที่ บัณฑิตจบใหม่เวลานี้มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องออกรถเก๋งให้ได้ภายใน ๕ ปี (หรือ ๒ ปีด้วยซ้ำ) ขณะที่นักธุรกิจเล็งบ้านราคาสิบล้านไว้แล้วชนิดตาไม่กะพริบ อะไรก็ตามที่ทำให้คนเหล่านี้ทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง กระทั่งใช้เวลาหลับน้อยกว่าพระกรรมฐานที่เคร่งครัดเสียอีก สิ่งนั้นควรเรียกว่าศาสนา

             สมัยหนึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ทำหน้าที่นี้ หลายคนในป่ามอบกายถวายชีวิตให้แก่พรรคราวพระเจ้า จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์พังทลาย เขาเหล่านั้นจึงรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้จะเอาอย่างไรกับชีวิต แต่ความสับสนดังกล่าวก็หมดไปเมื่อหลายคนหันไปสมาทานลัทธิบริโภคนิยม พลังที่เคยอุทิศให้พรรคถูกผันมาสู่ตลาดหุ้นและตัวเลขในบัญชีธนาคาร ชีวิตกลับมีจุดหมายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

             ไม่ควรเข้าใจไปว่า ความโลภล้วน ๆ เท่านั้นที่เป็นตัวผลักดันพฤติกรรมบริโภคนิยม ปัจจัยเบื้องหลังอีกประการหนึ่งคือความเชื่อหรือโลกทัศน์ ลัทธิบริโภคนิยมมีพลังได้ส่วนหนึ่งก็เพราะมันมีชุดความคิดอยู่ชุดหนึ่งที่ดู มีเหตุผล นั่นก็คือความเชื่อที่ว่าความสุขนั้นเกิดจากการบริโภคยิ่งบริดภคก็ยิ่งเป็น สุข ถ้ารถติดมากนัก ก็ซื้อคอมพิวเตอร์มาจัดระเบียบจราจร น้ำหนักเพิ่มก็ซื้อยาลดความอ้วนมากิน ทรวดทรงหย่อนยานก็อย่าเสียเวลาออกกำลังกายเลย ไปให้หมอทำศัลยกรรมดีกว่า ถ้าต้องการสร้างบุคลิกให้ดูน่าเชื่อถือ ก็ไปซื้อรถเบนซ์มาขับ มนต์ขลังของเทคโนโลยีไม่เพียงแต่ทำให้ความเชื่อดังกล่าวดูสมเหตุสมผลหรือ เป็น "วิทยาศาสตร์" เท่านั้น หากยังทำให้เทคโนโลยีนั้นเอง กลายมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพิธีกรรมในศาสนาบริโภค

             แต่นอกเหนือความมั่นคงทางจิตใจแล้ว มนุษย์ยังมีความต้องการที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก นั่นคือการเปลี่ยนเป็น "คนใหม่" ศาสนานั้นมีทั้งพิธีกรรมและข้อปฏิบัติเพื่อการเป็นคนใหม่ หนุ่มไทยแต่ก่อนบวชพระแล้วถึงจะได้ชื่อว่า "คนสุก" บางลัทธิศาสนาสร้างอัตลักษณ์ใหม่ด้วยการเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนให้ลึกกว่านั้นก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามหลักศาสนา เช่น บำเพ็ญสมาธิภาวนา เป็นต้น

             ลัทธิบริดภคนิยมนั้นสนองความต้องการส่วนลึกนี้อยู่ไม่น้อย คนจำนวนไม่น้อยอาศัยการบริโภคเป็นหนทางสร้างอัตลักษณ์ใหม่ หรือความเป็นคนใหม่ให้แก่ตนเอง ด้วยการซื้อหาผลิตภัณฑ์ที่เสริมสร้างภาพพจน์ รสชาติมิใช่สิ่งเดียวที่ดึงดูดคนหนุ่มสาวให้ซื้อน้ำอัดลมยี่ห้อดัง หากยังเป็นเพราะลูกค้าเหล่านั้นต้องการเป็น "คนรุ่นใหม่" หรือทำให้ตนมีบุคลิกอย่างดารานักร้อง บริษัทโฆษณาทุกวันนี้แทบจะไม่ได้โฆษณาสรรพคุณของสินค้าอีกแล้ว (แม้จะเป็นสรรพคุณด้านเดียวก็ตาม) หากโฆษณาสรรพคุณของดาราหรือพรีเซนเตอร์ที่รับจ้างมาเป็นแบบ ทั้งนี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ให้ลูกค้าบริโภคโดยผ่านการใช้สอยสินค้าชิ้นนั้นอีกต่อหนึ่ง

             ใช่แต่เท่านั้น แม้แต่ผู้ผลิตเอง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ผลิตสินค้าแล้ว หากแต่ผลิตยี่ห้อหรือแบรนด์เนมมากกว่า เพราะลูกค้าสนใจยี่ห้ออันโด่งดังมากกว่าจะคำนึงถึงคุณสมบัติของสินค้าที่ ซื้อ ยี่ห้อนั้นจะไม่มีความหมายเลยหากไม่มีภาพลักษณ์อันโก้เก๋พ่วงติดมาด้วย ด้วยเหตุนี้เองบางบริษัท ถึงกับทำกำไรอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ในการขายใบอนุญาตยี่ห้อให้แก่สินค้าชนิดต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อแก่บริษัทนั้นเลย เช่น บริษัทเสื้อผ้าปีแอร์การ์แดง ได้กำไรมหาศาลจากการขายใบอนุญาตแก่สินค้าถึง ๘๐๐ ชนิด ตั้งแต่น้ำหอมไปจนถึงแว่นกันแดด ส่วนบริษัทไนกี้ก็เคยประกาศไปทั่วโลกว่า "เราไม่ใช่บริษัทรองเท้า" หากแต่ "เราเป็นนักกีฬา" ทั้งนี้ก็เพราะรองเท้าไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนทั่วไปเท่ากับกีฬา ใคร ๆ ก็อยากเป็นนักกีฬาดัง อย่างไมเคิล จอร์แดน (ซึ่งเป็นพรีเซนเตอร์ของไนกี้) ยิ่งกว่าที่จะสนใจใช้รองเท้ากีฬา แม้กระนั้นผู้คนก็ซื้อรองเท้ายี่ห้อนั้น เพื่อว่าตนเองจะได้มีอัตลักษณ์เชื่อมโยงกับนักกีฬาดังผู้ที่ตนศรัทธาคนนั้น ผลทางจิตใจจากการซื้อรองเท้าด้วยความรู้สึกเช่นนี้ จะว่าไปก็ไม่ค่อยต่างจากการซื้อเหรียญหลวงพ่อคูณเท่าใดนัก

             ลัทธิบริโภคนิยมจึงไม่ใช่เรื่องวัตถุล้วน ๆ ด้วยมีมิติทางจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก โดยอาศัยศรัทธาและความเชื่อเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อพิจารณาจาก "หน้าที่" ของลัทธิบริโภคนิยมตลอดจนท่าทีของผู้คนที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธินี้แล้ว ก็ไม่ต่างจากศาสนาอื่น ๆ เท่าไร อย่างไรก็ตาม กล่างอย่างถึงที่สุดแล้ว ศาสนาบริโภคก็ไม่อาจตอบสนองความต้องการส่วนลึกของผู้คนได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นศาสนาที่ไม่เคยทำให้คนเกิดความรู้สึก "พอ" เสียที ชีวิตที่ไม่รู้จักพอย่อมหยุดดิ้นรนไม่ได้ จึงไม่อาจพานพบความสุขสงบที่แท้จริงได้ ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ ทั้ง ๆ ที่ ความสุขสงบเป็นสิ่งปรารถนาของชีวิต แต่หากใครก็ตามสมาทานศาสนาบริโภคเต็มตัวแล้ว ก็ยากที่จะตระหนักว่านั่นคือสิ่งที่ชีวิตต้องการ ทั้งนี้ เพราะความอยากได้ใคร่มีในวัตถุได้กดทับความปรารถนาอันประณีต ลึกซึ้งนั้นเสีย จนในที่สุดก็ไม่รู้ว่าอะไรคือความต้องการที่แท้จริงของชีวิต

             ศาสนาบริโภคสร้างความเต็มอิ่มแก่ชีวิตเพียงชั่วคราว และให้ความหมายแก่ชีวิตได้เพียงชั่วครู่ ไม่ว่าจะมีโภคทรัพย์มากมายเพียงใด ในที่สุดก็ย่อมรู้สึกว่างเปล่า เพราะความเต็มอิ่มของชีวิตนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการพันพัวและปรนเปรอ วัตถุใส่ตน หากเกิดขึ้นจากอิสรภาพและการสละ อีกทั้งความหมายของชีวิต ก็ไม่ได้เกิดจากการสร้างอัตลักษณ์ใหม่อย่างฉาบฉวย หากเป็นผลจากล้วงลึกไปจนเห็นก้นบึ้งแห่งตัวตนว่าเป็นมายา

             ศาสนาบริโภคไม่ใช่สรณะของชีวิต กระนั้น ใช่ว่าการบริโภคศาสนาจะเป็นคำตอบที่พึงปรารถนาก็หาไม่

   ขึ้นด้านบน

ที่มา
http://www.khonnaruk.com/html/verandah/happy_curve/05.html
4  สุขภาพ ภูมิปัญญา ไอที สาระประโยชน์ / บทความสุขภาพ / โรคไมเกรน (MIGRAINE) เคล็ดลับ ๙ ประการ เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2012, 07:50:21 am
โรคไมเกรน (MIGRAINE) เคล็ดลับ ๙ ประการ
ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์
ผู้จัดการออนไลน์ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘


งงง


   ๑.โรคไมเกรน (MIGRAINE) คืออะไร?
   และทำไมจึงเรียกไมเกรน (MIGRAINE)?

          โรคไมเกรน คือ โรคที่เกิดจากการบีบตัว และคลายตัว ของหลอดเลือดแดงในสมอง มากกว่าปรกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัวหรือเห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย

          โรคไมเกรนนี้ รู้จักกันมานานตั้งแต่สมัย GALEN คือ ราวสองพันปีมาแล้ว คำว่าไมเกรน (Migraine) นี้มาจากคำสองคำคือ HEMI + CRANIUM คำ HEMI แปลว่า ครึ่งซีก ส่วน RANIUM แปลว่า ศีรษะหรือหัว เมื่อคำสองคำมาผสมกันเป็น HEMICRANIUM แต่ยาวเกินไป จึงตัด "HE" ส่วนหน้าออกและ "IUM" ส่วนหลังทิ้ง จึงเหลือ "MICRAN" ในภาษาลาติน

          ภาษาอังกฤษมาแปลงใหม่เป็น MIGRANE ในภาษาไทยมีคำแปลว่า "โรคตะกัง" แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้กันแต่อย่างใด, จึงมักเรียกทับศัพท์กันว่า "โรคไมเกรน (MIGRAINE)"

   ๒.โรคนี้พบบ่อยแค่ไหน?

          เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า อาการปวดหัวหรือปวดศีรษะนั้นเป็นอาการที่พบบ่อยในประชาชนทั่วๆ ไป จนเรียกได้ว่าไม่มีใครที่จะไม่เคยปวดหัวเลย อาการปวดหัวนั้นอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆมากมาย เช่น โรคที่พบบ่อยได้แก่ ตัวร้อนหรือเป็นไข้ เป็นหวัด เจ็บคอ ปวดฟัน ตาแดง หูอักเสบ โพรงจมูกอักเสบ ตลอดจนโรคที่พบน้อยแต่มีอันตราย เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เนื้องอกในสมองและเลือดออกในสมอง เป็นต้น

          ในทางการแพทย์แบ่งอาการปวดศีรษะออกเป็น ๒ ชนิดคือ :

          ๑.ปวดศีรษะชนิดเฉียบพลัน, ซึ่งมักจะมีสาเหตุจากการอักเสบ หรือติดเชื้อในบริเวณโพรงจมูก คอ ปาก หูและตาดังกล่าวแล้ว

          ๒.ปวดศีรษะเรื้อรัง ซึ่งมักมีสาเหตุใหญ่ๆ เพียง ๒ ชนิดคือ

          ก.โรคไมเกรน

          ข.โรคปวดศีรษะจากความเครียด

          ส่วนภาวะเนื้องอกในสมอง หรือการตกเลือดในสมองนั้น พบได้น้อยมากไม่ถึง ๐.๐๑ % ของผู้ที่มีอาการปวดหัวทั้งหมด ดังนั้น ถ้าใครปวดหัวและกังวลว่าตัวเองจะมีเนื้องอกในสมอง หรือมีเลือดออกในสมองนั้นมีโอกาสเป็นจริงน้อยมาก แต่มักจะปวดศีษะจากความเครียด หรือโรคไมเกรน มากกว่า

          มีคนถามว่า โรคไมเกรน กับ โรคปวดศีรษะจากความเครียดนั้น อย่างไหนจะพบมากกว่ากัน

          คำตอบคือ โรคไมเกรนจะพบราว ๗% ของประชากร, ส่วนโรคปวดศีรษะจากความเครียดนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะสิ่งแวดล้อม เศรษฐฐานะ และสภาพของสังคม ในเมืองหลวงจะพบผู้ป่วยกลุ่มนี้มากกว่าในชนบท ปัจจุบันนี้คงยอมรับว่า เกือบทุกคนมีความเครียด แต่ใครจะปวดหัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับรูปแบบต่างๆ ของการแสดงออกของอาการเครียด เช่น ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ หงุดหงิด เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องอืดเฟ้อ ตลอดจนท้อแท้เบื่อหน่ายได้

   ๓.โรคไมเกรนมีอาการอย่างไร?

          โรคไมเกรน ความจริงไม่น่าจะจัดว่าเป็นโรคแต่อย่างใด, เพราะเป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงในสมองบีบตัวและคลายตัวมากกว่าปรกติ ในคนปกติหลอดเลือดแดงเหล่านี้ซึ่งมีอยู่มากมายในสมอง ก็จะมีบีบตัวและคลายตัวอยู่เป็นประจำแต่ไม่มากจึงไม่ปวดหัว ในผู้ป่วยไมเกรนจะไม่พบพยาธิสภาพใดๆในหลอดเลือดแดงของสมอง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอัมพาตหรือพิการแต่อย่างใด

          อาการของโรคไมเกรน ประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังนี้ :

          ๑.ปวดศีรษะครึ่งซีก อาจเป็นบริเวณขมับหรือท้ายทอย แต่บางครั้งก็อาจเป็นสองข้างพร้อมกัน หรือเป็นสลับข้างกันได้

          ๒.ลักษณะการปวดศีรษะส่วนมากจะปวดตุ๊บๆ นานครั้งหนึ่งๆเกิน ๒๐ นาที (ยกเว้นจะได้รับประทานยา) แต่บางครั้งถ้าเป็นรุนแรงอาจปวดนานเป็นวันๆ หรือสัปดาห์ก็ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีปวดตื้อๆสลับกับปวดตุ๊บๆในสมองก็ได้

          ๓.อาการปวดศีรษะมักเป็นรุนแรง และส่วนมากจะมีคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอ โดยอาจเป็นขณะปวดศีรษะ ก่อนหรือหลังปวดศีรษะก็ได้ บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากจนรับประทานอะไรไม่ได้

          ๔.อาการนำจะเป็นอาการทางสายตา โดยจะมีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะราว ๑๐-๒๐ นาที เช่น เห็นแสงเป็นเส้นๆ ระยิบระยับ แสงจ้าสะท้อนหรือเห็นภาพบิดเบี้ยวนำหน้ามาก่อน

   ๔.ใครบ้างที่เป็นโรคไมเกรน?

          โรคไมเกรนพบบ่อยในผู้หญิงวัยสาว ระหว่าง ๒๐-๔๐ ปี ในเด็ก และผู้สูงอายุพบน้อย ผู้ชายพบว่าเป็นไมเกรนน้อยกว่าผู้หญิง ๓-๔ เท่าตัว แต่ถ้าผู้ชายเป็นมักจะมีอาการรุนแรงกว่า โดยมีอาการปวดตาข้างใดข้างหนึ่ง น้ำตาไหล ตาแดง ปวดรุนแรงมากติดต่อกันเป็นเวลา ๖-๘ สัปดาห์ และอาจเป็นซ้ำบ่อยๆทุก ๖-๑๒ เดือน โรคไมเกรนมักพบบ่อยกับสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวที่เป็นผู้หญิง เช่น แม่ น้องสาว น้า ป้า เป็นต้น

   ๕.มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โรคไมเกรนเป็นมากขึ้น?

          เป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวกระตุ้นหรือทำให้เกิดอาการของโรคไมเกรนมากขึ้นได้แก่

          ๑.ภาวะเครียด
          ๒.การอดนอน
          ๓.การขาดการพักผ่อน หรือทำงานมากเกินไป
          ๔.ขณะมีระดู หรือรับประทานยาคุมกำเนิด
          ๕.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์
          ๖.อาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต

          ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไมเกรนจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงภาวะต่างๆ เหล่านี้ ผู้ป่วยทุกคนต้องสังเกตตัวเองว่า อะไรเป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคไมเกรนในตนเอง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงและแก้ไขได้ตรงจุด

   ๖.เมื่อไรโรคไมเกรนจึงหาย?

          เป็นที่ยอมรับกันว่า โรคไมเกรนก่อให้เกิดภาวะปวดศีรษะเรื้อรังนานเป็นปีๆ บางรายอาจนานเป็นสิบๆปี จึงมักทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลว่า ทำไมตัวเองจึงไม่ยอมหายจากภาวะปวดศีรษะนั้น และวิตกว่าจะมีความผิดปรกติในสมองต่างๆ เช่น เนื้องอกหรือเลือดคั่งในสมอง หรือเกรงว่าจะเกิดอัมพาตหรือพิการตามมาภายหลัง

          ในกรณีนี้จะทำให้อาการปวดศีรษะเลวลง เพราะจะเกิดอาการปวดศีรษะจากภาวะเครียดเพิ่มขึ้นมาทับถมอีก การปวดศีรษะจากภาวะเครียดนั้นพูดโดยย่อ จะปวดแบบตื้อๆ หนักศีรษะทั่วทั้งศีรษะบางรายจะบอกว่า ปวดเหมือนมีอะไรมาบีบรัดโดยรอบหัว อาการนี้จะเป็นมากตอนบ่ายๆ หรือสายๆ ช่วงเช้าไม่ค่อยปวด หลังนอนพักอาการจะดีขึ้น ทั้งนี้เพราะเกิดจากการบีบเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและบริเวณคอ

          โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคไมเกรนจะไม่มีอันตรายใดๆ ที่จะก่อให้เกิดการพิการหรือทุพพลภาพตามมาแต่อย่างใด โดยปรกติอาการปวดศีรษะชนิดไมเกรนนี้จะลดความรุนแรงลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเลยวัยหมดระดูไปแล้ว จะพบผู้ป่วยไมเกรนน้อยมาก

   ๗.ผู้ป่วยโรคไมเกรน ต้องรับการตรวจวินิจฉัยอย่างไรบ้าง?

          โรคไมเกรนเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด ไม่มีวิธีการวินิจฉัยทางอื่นใด ดังนั้น การเจาะเลือด เอกซเรย์ หรือการตรวจคอมพิวเตอร์สมองจึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด กลับจะเจ็บตัวและอาจเป็นอันตรายหรือเสียเงินทองโดยไม่จำเป็น

   ๘.โรคไมเกรนรักษาอย่างไร?

          การปวดศีรษะจากโรคไมเกรน มักรักษาไม่หายด้วยยาแก้ปวดพาราเซตตามอลธรรมดา ยาที่ได้ผลดีคือยาแก้ปวดแอสไพริน ขนาด ๒ เม็ด ในขณะปวด แต่ข้อระวังห้ามรับประทานแอสไพรินในขณะท้องว่าง และผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารห้ามรับประทานแอสไพรินเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเลือดออกในกระเพาะได้มากๆ และอาจทำให้ถึงแก่กรรมได้ ในผู้ป่วยที่ไม่แน่ใจว่า จะมีโรคกระเพาะหรือไม่ ให้รับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหารหรือนมร่วมด้วย ก็จะป้องกันการระคายเคืองของแอสไพรินต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารได้

   ๙.จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคไมเกรนได้อย่างไร?

          ในผู้ป่วยโรคไมเกรนที่นานๆ เป็นครั้ง เช่นปีละ ๒-๓ หนไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันแต่อย่างใด แต่ถ้าผู้ป่วยโรคไมเกรนที่เกิดอาการปวดศีรษะบ่อยๆ เช่นเกือบทุกสัปดาห์ หรือทุกวัน จำเป็นต้องให้การป้องกันโดยการหลีก เลี่ยงปัจจัยส่งเสริมให้เกิดดังกล่าวแล้ว ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยส่งเสริมดังกล่าวอาจจำเป็นต้องให้ยาป้องกัน ซึ่งแบ่งได้หลายชนิด เช่น

          ก. ERGOT ALKALOIDS เป็นยาป้องกันมิให้หลอดเลือดในสมองขยายตัว
          ข. BETA BLOCKER
          ค. CALCIUM CHANNEL BLOCKER
          ง. ANTIDEPRESSANT เป็นต้น
          จ. SEROTONIN ANTAGONIST เป็นต้น

          ยาในกลุ่มดังกล่าวเป็นยาอันตราย และมีผลข้างเคียงทุกชนิด จำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งให้และรับประทานตามกำหนดในช่วงเวลาจำกัด การซื้อใช้เองอาจเกิดผลร้ายได้

credit
http://www.khonnaruk.com/html/verandah/health/migraine.html
5  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / ปรัชญา สุภาษิต ดีๆ อาหรับ จีน ไทย / Re: หนังสือ "โอ้ลูกรัก" ของอิมามอัลฆอซาลี เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2012, 08:41:43 am
إياك وإياك أن تخدع باستهواء الشياطين أو قول بعض الناس لك: بأن الأفضل والأولى أن تأخذ منهم الدينار والدهم ، وتفرّقها بين الفقراء والمساكين؛ فإنهم ينفقون على الفسق والمعصية ، وإنفاقك على ضعفاء الناس خير من إنفاقهم؛ فإن اللعين قد قطع أعناق كثير من الناس بهذه الوسوسة وآفته كثيرة ، ذكرناها في إحياء العلوم فاطلبه منها.

"ท่านจงระวัง  ท่านจงระวัง  กับการถูกหลอกด้วยกลลวงของบรรดาชัยฏอนหรือคำพูดของผู้คนบางส่วนที่มีให้แก่ ท่านว่า แท้ดีเลิศนั้น  ให้ท่านเอาเงินและทองจากพวกเขา  และท่านนำมามันแจกจ่ายให้บรรดาคนยากจนและคนอนาถา  เพราะพวกเขา(บรรดาผู้นำ)ได้ทำการใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องความชั่วและการ ฝ่าฝืน  แต่ท่านได้ทำการใช้จ่ายมันให้กับบรรดาคนจน ย่อมประเสริฐกว่าการใช้จ่ายของพวกเขา  เพราะชัยฏอนที่ถูกสาปแช่งนั้น  ได้ตัดต้นคอของผู้คนมากมายด้วยความครางแครงนี้  และโรคของมันมีมากมาย  ซึ่งเราได้กล่าวมันไว้ในหนังสือเอี๊ยะห์ยาอฺ อัลอุลูม  ดังนั้นท่านจงกลับไปศึกษามันเถิด"


وأما الأربعة التي ينبغي لك أن تفعلها:

الأول: أن تجعل معاملتك مع الله تعالى ، بحيث لو عامل بها عبدك معك ترضى بها منه ، ولا يضيق خاطرك عليه ولا تغضب ، والذي لا ترضى به لنفسك من عبدك المجازيّ فلا ترضى أيضا لله تعالى وهو سيدك الحقيقي.

والثاني: كلما عملت بالناس اجعله كما ترضى لنفسك منهم؛ لأنه لا يكمل إيمان عبد حتى يحبّ لسائر الناس ما يحبّ لنفسه.

والثالث: إذا قرأت العلم أو طالعته ، ينبغي أن يكون علمك علما يصلح قلبك ويزكي نفسك ، كما لو علمت أن عمرك ما يبقى غير أسبوع ، فبالضرورة لا تشتغل فيها بعلم الفقه والخلاف والأصول والكلام وأمثالها؛ لأنك تعلم أن هذه العلوم لا تغنيك ، بل تشتغل بمراقبة القلب ، ومعرفة صفات النفس ، والإعراض عن علائق الدنيا ، وتزكي نفسك عن الأخلاق الذميمة وتشتغل بمحبة الله تعالى وعبادته ، والاتصاف بالأوصاف الحسنة ، ولا يمر على عبد يوم وليلة إلا ويمكن أن يكون موته فيه.

สำหรับสี่ประการที่ท่านสมควรกระทำ  คือ

1. ท่านต้องให้การปฏิบัติพร้อมกับมีอัลเลาะฮ์  กล่าวคือ  หากทาสของท่านได้ปฏิบัติดีกับท่านโดยท่านมีความพึงพอใจและความคิดของท่านไม่ บีบคั้นเขาและท่านไม่โกรธ  และสิ่งที่ท่านไม่พึงพอใจให้กับตัวเองจากทาสของท่านที่ไม่แท้  ดังนั้น  ท่านก็จะไม่ทำความพอใจให้กับอัลเลาะฮ์ได้เลย  ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นนายของท่านที่แท้จริง

2. ทุกครั้งที่ท่านได้ปฏิบัติกับมวลมนุษย์  ท่านจงทำกับเขาประหนึ่งท่านมีความพอใจให้กับตัวเองโดยท่านเป็นส่วนหนึ่งจาก พวกเขา  เพราะว่าอีหม่านของบ่าวคนหนึ่งจะไม่สมบูรณ์จนกระทั่งเขารักมนุษย์คนอื่น ๆ เหมือนกับรักตัวเขาเอง

3. เมื่อท่านได้อ่านและศึกษาวิชาความรู้  สมควรที่ความรู้ของท่านนั้น  เป็นความรู้ที่มาปรับปรุงหัวใจและขัดเกลาตัวของท่าน  ประหนึ่ง  หากท่านรู้ว่าอายุของท่านจะหมดลงไม่เกินสัปดาห์   จำเป็นบนท่านอย่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาวิชาฟิกห์  วิชาที่มีการขัดแย้ง  วิชาอุศูล  วิชากะลาม และอื่น ๆ  เพราะท่านรู้ดีว่าบรรดาวิชาเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เพียงพอแก่ท่านได้  แต่ทว่าท่านสมควรให้ความสนใจการมีหัวใจที่มุ่งจดจ่อกับอัลเลาะฮ์  รู้ถึงบรรดาคุณลักษณะของจิตใจ  หลีกห่างจากความวุ่นวายของดุนยา  ขัดเกลาจิตใจจากจรรยาที่น่าตำหนิ  ให้ความสนใจในการรักและอิบาดะฮ์ต่ออัลเลาะฮ์  ทำให้มีคุณลักษณะที่ดีงาม  และอย่าให้วันกับคืนหนึ่งได้พ้นผ่านบ่าวคนหนึ่งไป นอกจากว่า  ความตายของเขาสามารถเกิดขึ้นได้ในวันนั้น




أيهـا الولــد:

اسمع مني كلاما آخر ، وتفكر فيه حتى تجد فيه خلاصا: لو أنّك أخبرت أن السلطان بعد أسبوع يجيئك زائرا. أعلم أنك في تلك المدة لا تشتغل إلا بإصلاح ما علمت أن نظر السلطان سيقع عليه من الثياب والبدن ، والدّار والفرش وغيرها.
والآن تفكر إلى ما أشرت به فإنك فهم ، والكلام الفرد يكفي الكيّس ، قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: (إن الله لا ينظر إلى صوركم ولا إلى أعمالكم ولكن ينظر إلى قلوبكم ونياتكم)

โอ้ลูกเอ๋ย

ท่าน จงฟังฉันพูด  และจงคิดใคร่ครวญ  จนกระทั่งสามารถรอดปลอดภัยได้  กล่าว  หากท่านได้ทราบข่าวว่า  หลังจากหนึ่งสัปดาห์นี้เจ้าเมืองจะมาเยี่ยมเยือนท่าน  ซึ่งจงรู้ได้เถิดว่า  ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น  ท่านจะไม่ให้ความสนใจอะไร  นอกจาก  ปรับปรุงสิ่งที่ท่านรู้ว่าอะไรบ้างที่เจ้าเมืองจะมองเห็นไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้า  ร่างกาย  บริเวนบ้าน  เสื่อ  และอื่น ๆ  และในขณะนี้ท่านจะคิดใคร่ควรญสิ่งที่ฉันได้ชี้แนะ  เพราะท่านจะเข้าใจได้  เนื่องจากคำพูดเดียวก็เพียงพอสำหรับผู้ที่มีความฉลาดแล้ว  คือท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "แท้จริงอัลเลาะฮ์จะไม่มองที่รูปร่างของพวกท่านและไม่มองที่บรรดาการปฏิบัติ ของพวกท่าน  แต่พระองค์จะมองที่หัวใจและการเจตนาของพวกท่านต่างหาก" 

وإن أردت علم أحوال القلب فانظر إلى الإحياء وغيره من مصنفاتي وهذا العلم فرض عين ، وغيره فرض كفاية إلا بمقدار ما يؤدي به إلى فرائض الله تعالى ، وهو يوفقك حتى تحصّله.
والرابع: ألا تجمع من الدنيا أكثر من كفاية سنة ، كما كان رسول الله صلى الله عليه وسلم يعدّ ذلك لبعض حجراته ، وقال: (اللهم اجعل قوت آل محمد كفافا)
ولم يكن يعدّ بعد ذلك لكل حجراته بل كان يعدّه لمن علم أن في قلبها ضعفا ، وأما من كانت صاحبة يقين فما كان يعدّ لها أكثر من قوت يوم ونصف.

หากท่านต้องการ รู้ถึงสภาวะต่าง ๆ ของหัวใจ  ก็จงดูหนังสืออัลเอี๊ยะห์ยาอฺและอื่น ๆ จากตำราที่ฉันประพันธ์ขึ้น  ซึ่งวิชานี้(คือวิชาที่รู้ถึงสภาวะของหัวใจ) ถือเป็นฟัรดูอีน  ส่วนวิชาอื่น  ๆ ล้วนเป็นฟัรดูกิฟายะฮ์  นอกจากบางส่วนที่เป็นสิ่งนำไปสู่การปฏิบัติข้อกำหนดฟัรดูต่าง ๆ ของอัลเลาะฮ์ตาอาลา  แล้วพระองค์ก็จะทรงชี้นำจนกระทั่งท่านได้รับวิชาดังกล่าวนั้น

4. ท่านจะรวบรวมจากสิ่งดุนยาให้มากไปกว่าความเพียงพอในหนึ่งปี  เสมือนกับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ตระเตรียมสิ่งดังกล่าวไว้สำหรับภรรยาบางส่วนของท่าน และท่านกล่าวว่า "โอ้อัลเลาะฮ์  โปรดทรงทำให้อาหารของครอบครัวมุฮัมมัดมีความพอเพียง(ไม่น้อยและไม่เหลือ)"  และท่านก็มิได้ตระเตรียมหลังจากสิ่งดังกล่าวไว้สำหรับภรรยาของท่านทุกคน  แต่ทว่าท่านจะตระเตรียมมันไว้สำหรับผู้ที่ท่านรู้ว่าในจิตใจของนางคนใดที่มี ความอ่อนแอ  และสำหรับผู้ที่มีความยาเกน  เขาจะไม่ตระเตรียมสิ่งใดให้มากไปกว่าอาหารสำหรับเพียงแค่วันหนึ่งหรือครึ่ง วันเท่านั้น


أيهـا الولــد:

إني كتبت في هذا الفصل ملتمساتك ، فينبغي لك أن تعمل بها ولا تنساني فيه أن تذكرني في صالح دعائك.
وأما الدعاء الذي سألت مني فاطلبه من دعوات الصحاح ، واقرأ هذا الدعاء في أوقاتك ، خصوصا في أعقاب صلواتك:
اللهم إني أسألك من النعمة تمامها ، ومن العصمة دوامها ، ومن الرحمة شمولها ، ومن العافية حصولها ، ومن العيش أرغده ، ومن العمر أسعده ومن الإحسان أتمه ، ومن الإنعام أعمّه ، ومن الفضل أعذبه ، ومن اللطف أقربه.
اللهم كن لنا ولا تكن علينا ، اللهم اختم بالسعادة آجالنا ، وحقق بالزيادة آمالنا ، واقرن بالعافية غدوّنا وآصالنا ، واجعل إلى رحمتك مصيرنا ومآلنا ، واصبب سجال عفوك على ذنوبنا ، ومنّ علينا بإصلاح عيوبنا ، واجعل التقوى زادنا ، وفي دينك اجتهادنا ، وعليك توكلنا واعتمادنا.

โอ้ลูกเอ๋ย

แท้ จริงท่านได้เขียนในบทนี้ถึงคำร้องขอของท่าน  ดังนั้นสมควรที่ท่านต้องนำไปปฏิบัติ  และอย่าลืมฉัน  คือให้ท่านกล่าวถึงฉันไว้ในดุอาอ์ที่ดีงามของท่านด้วย  สำหรับดุอาอ์ที่ท่านได้ขอจากฉันนั้น  ท่านก็จงไปแสวงหาจากบรรดาดุอาอ์ที่ซอฮิห์ ๆ  จงอ่านดุอาอ์นี้ในทุกช่วงเวลาของท่าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากละหมาดว่า "โอ้อัลเลาะฮ์   ฉันวอนขอต่อพระองค์ซึ่งเนี๊ยะอฺมัตที่สมบูรณ์  การปกป้องอย่างเสมอ  ความเมตตาที่แผ่คลุม  ความสุขภาพดีที่บังเกิด  การดำเนินชีวิตนั้นพระองค์โปรดให้สมบูรณ์พร้อม  อายุไขที่พระองค์โปรดประทานความสุข  จากความดีงามที่พระองค์ทรงโปรดทำให้สมบูรณ์  จากการอำนวนสุขที่พระองค์โปรดทำให้มันแผ่คลุม  จากความโปรดปรานที่พระองค์ทรงโปรดทำให้หวานชื่น  จากความเมตตาที่พระองค์ทรงทำให้มีความใกล้ชิด  โอ้อัลเลาะฮ์  โปรดทรงประทานคุณแก่เรา  อย่าทรงประทานโทษแก่เราเถิด  โอ้อัลเลาะฮ์โปรดทรงให้เรามีจุดอายุไขของเราด้วยความมีวาสนา  โปรดทรงทำให้บรรลุด้วยการเพิ่มพูนในอนาคตของเรา  โปรดทรงทำให้มีสุขภาพดีทั้งยามเช้าและยามเย็นของเรา  โปรดทำให้ความเมตตาของพระองค์เป็นวิถีชีวิตของเรา  โปรดทรงบันทึกการอภัยของพระองค์ต่อบรรดาบาปของเรา  โปรดทรงประทานความเมตตาต่อเราด้วยปรับปรุงบรรดาข้อตำหนิของเรา  โปรดทรงทำให้ความยำเกรงเป็นเสบียงของเรา  และศาสนาของพระองค์ให้เป็นความพยายามอุตสาหะของเรา  และพระองเท่านั้นที่เรามอบหมายและเป็นที่ยึดเหนี่ยว


أيهـا الولــد:

إني كتبت في هذا الفصل ملتمساتك ، فينبغي لك أن تعمل بها ولا تنساني فيه أن تذكرني في صالح دعائك.
وأما الدعاء الذي سألت مني فاطلبه من دعوات الصحاح ، واقرأ هذا الدعاء في أوقاتك ، خصوصا في أعقاب صلواتك:
اللهم إني أسألك من النعمة تمامها ، ومن العصمة دوامها ، ومن الرحمة شمولها ، ومن العافية حصولها ، ومن العيش أرغده ، ومن العمر أسعده ومن الإحسان أتمه ، ومن الإنعام أعمّه ، ومن الفضل أعذبه ، ومن اللطف أقربه.
اللهم كن لنا ولا تكن علينا ، اللهم اختم بالسعادة آجالنا ، وحقق بالزيادة آمالنا ، واقرن بالعافية غدوّنا وآصالنا ، واجعل إلى رحمتك مصيرنا ومآلنا ، واصبب سجال عفوك على ذنوبنا ، ومنّ علينا بإصلاح عيوبنا ، واجعل التقوى زادنا ، وفي دينك اجتهادنا ، وعليك توكلنا واعتمادنا.

โอ้ลูกเอ๋ย
แท้จริง ท่านได้เขียนในบทนี้ถึงคำร้องขอของท่าน  ดังนั้นสมควรที่ท่านต้องนำไปปฏิบัติ  และอย่าลืมฉัน  คือให้ท่านกล่าวถึงฉันไว้ในดุอาอ์ที่ดีงามของท่านด้วย  สำหรับดุอาอ์ที่ท่านได้ขอจากฉันนั้น  ท่านก็จงไปแสวงหาจากบรรดาดุอาอ์ที่ซอฮิห์ ๆ  จงอ่านดุอาอ์นี้ในทุกช่วงเวลาของท่าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากละหมาดว่า "โอ้อัลเลาะฮ์   ฉันวอนขอต่อพระองค์ซึ่งเนี๊ยะอฺมัตที่สมบูรณ์  การปกป้องอย่างเสมอ  ความเมตตาที่แผ่คลุม  ความสุขภาพดีที่บังเกิด  การดำเนินชีวิตนั้นพระองค์โปรดให้สมบูรณ์พร้อม  อายุไขที่พระองค์โปรดประทานความสุข  จากความดีงามที่พระองค์ทรงโปรดทำให้สมบูรณ์  จากการอำนวนสุขที่พระองค์โปรดทำให้มันแผ่คลุม  จากความโปรดปรานที่พระองค์ทรงโปรดทำให้หวานชื่น  จากความเมตตาที่พระองค์ทรงทำให้มีความใกล้ชิด  โอ้อัลเลาะฮ์  โปรดทรงประทานคุณแก่เรา  อย่าทรงประทานโทษแก่เราเถิด  โอ้อัลเลาะฮ์โปรดทรงให้เรามีจุดอายุไขของเราด้วยความมีวาสนา  โปรดทรงทำให้บรรลุด้วยการเพิ่มพูนในอนาคตของเรา  โปรดทรงทำให้มีสุขภาพดีทั้งยามเช้าและยามเย็นของเรา  โปรดทำให้ความเมตตาของพระองค์เป็นวิถีชีวิตของเรา  โปรดทรงรดภาชนะใบใหญ่แห่งการอภัยโทษต่อบรรดาบาปของเรา  โปรดทรงประทานความเมตตาต่อเราด้วยปรับปรุงบรรดาข้อตำหนิของเรา  โปรดทรงทำให้ความยำเกรงเป็นเสบียงของเรา  และศาสนาของพระองค์ให้เป็นความพยายามอุตสาหะของเรา  และพระองเท่านั้นที่เรามอบหมายและเป็นที่ยึดเหนี่ยว


اللهم ثبتنا على نهج الاستقامة ، وأعذنا في الدنيا من موجبات الندامة يوم القيامة ، وخفف عنا ثقل الأوزار ، وارزقنا عيشة الأبرار ، واكفنا واصرف عنا شرّ الأشرار ، واتق رقابنا ، ورقاب آبائنا ، وأمّهاتنا ومشايخنا من النار ، برحمتك يا عزيز يا غفار ، يا كريم يا ستّار ، يا حليم يا جبّار يا الله.. يا الله.. يا الله.. يا الله.. يا رحيم ، يا رحيم ، يا أرحم الراحمين ويا أول الأولين ، ويا آخر الآخرين ، ويا ذا القوة المتين ، ويا راحم المساكين ، ويا أرحم الراحمين ، لا إله إلا أنت سبحانك إني كنت من الظالمين..

โอ้ อัลเลาะฮ์  โปรทรงให้เรามีความมั่นคงบนหนทางที่เที่ยงตรงด้วยเถิด  โปรดทรงปกป้องเราในโลกนี้จากเหตุที่ทำให้เกิดความโศรกเศร้าในวันโลกหน้า  โปรดทรงผ่อนเบาจากเราซึ่งความหนักอึ้งของบรรดาบาป  โปรดทรงให้ความชั่วร้ายพ้นจากเรา  โปรดทรงปกป้องบรรดาต้นคอของเรา  ของบรรดาบรรพบุรุษของรา  มารดาของเรา  บรรดาคณาจารย์ของเราให้พ้นจากไฟนรก  ด้วยความเมตตาของพระองค์  โอ้ผู้ทรงเกียรติยิ่ง  โอ้ผู้ทรงอภัยโทษยิ่ง  โอ้ผู้ทรงเผื่อแผ่ยิ่ง  โอ้ผู้ทรงปกปิดยิ่ง  โอ้ผู้ทรงสุขุมยิ่ง  โอ้ผู้ทรงยิ่งใหญ่  ยาอัลเลาะฮ์  ยาอัลเลาะฮ์  ยาอัลเลาะฮ์  โอ้ผู้ทรงปราณี  โอ้ผู้ทรงปราณียิ่ง  โอ้ผู้ทรงปราณียิ่งจากบรรดาผู้เมตตาทั้งหลาย  ผู้ทรงเป็นองค์แรกจากบรรดาสิ่งที่มีการเริ่มต้น  ผู้ทรงเป็นองค์สุดท้ายจากบรรดาผู้ที่มีการจบสิ้น  โอ้พระองค์ผู้ซึ่งมีความพลังอำนาจอันมั่นคง  ผู้ทรงเมตตาบรรดาคนอนาถา  โอ้ผู้ทรงปราณียิ่งจากบรรดาผู้เมตตาทั้งหลาย  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์  มหาบริสุทธิ์ต่อพระองค์  แท้จริงฉันเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้อธรรม

وصلى الله على سيدنا محمد وآله وصحبه أجمعين..
والحمد لله رب العالمين

ขอ ต่อเอกองค์อัลเลาะฮ์ทรงเมตตาแด่นายของเรา คือท่านนบีมุฮัมมัด  วงศ์วาน และซอฮาบะฮ์ของเขาทั้งหมดด้วยเถิด  และมวลการสรรเสริญนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลเลาะฮ์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก

ที่มา

http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php/topic,923.60.html
6  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / ปรัชญา สุภาษิต ดีๆ อาหรับ จีน ไทย / Re: หนังสือ "โอ้ลูกรัก" ของอิมามอัลฆอซาลี เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2012, 08:20:04 am



الفائدة السادسة: أني رأيت الناس يعادي بعضهم بعضا لغرض وسبب ، فتأملت في قوله تعالى:{إنّ الشيطان لكم عدو فاتخذوه عدوا} فعلمت أنه لا يجوز عداوة أحد غير الشيطان.

الفائدة السابعة: أني رأيت كل أحد يسعى بجد ، ويجتهد بمبالغة لطلب القوت والمعاش ، بحيث يقع به في سبهة وحرام وبذل نفسه وينقص قدره ، فتأملت في قوله تعالى:{وما من دابة في الأرض إلا على الله رزقها} فعلمت أن رزقي على الله تعالى وقد ضمنه ، فاشتغلت بعبادته ، وقطعت طمعي عمّن سواه.

ประโยชน์ข้อที่หก ฉันเห็นมนุษย์ต่างเป็นศัตรูซึ่งกันและกันเพื่อเป้าหมายและสาเหตุหนึ่งๆ  ดังนั้นฉันจึงทำการพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮ์ตาอาลาที่ว่า "แท้จริงชัยฏอนนั้น  เป็นศัตรูของพวกเจ้า  ดังนั้นพวกเจ้าจงยึดมันมาเป็นศัตรูเถิด" ฟาฏิร 6 ฉันจึงรู้ว่าไม่อนุญาตให้เป็นศัตรูต่อผู้ใดนอกจากชัยฏอน

ประโยชน์ข้อที่เจ็ด ฉันเห็นทุก ๆ คนเฝ้าเพียรพยายามอย่างจริงจัง  และขยันแสวงหาอาหารและปัจจัยยังชีพอย่างเกินเลย  จนบางครั้งการแสวงหานั้นอยู่ในสิ่งที่คลุมเครื่องและต้องห้าม  ทุ่มเทจนตัวเองต่ำต้อยและลดเกียรติของตน  ดังนั้นฉันจึงพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮ์ที่ว่า "ไม่มีสัตว์ใด ๆ ในหน้าแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น  นอกจากเป็นความภาระ(จากโปรดปราน)ของอัลเลาะฮ์ที่จะประทานปัจจัยยังชีพแก่ มัน" ฮูด 6 ฉันจึงรู้ว่าริสกี(ปัจจัยยังชีพ)ของฉันนั้นอยู่ที่อัลเลาะฮ์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงประกันไว้ให้แล้ว  ฉะนั้น  ฉันจึงมุ่งสนใจเพียงแต่อิบาดะฮ์ต่อพระองค์และละความละโมบจากผู้อื่นจาก พระองค์



الفائدة الثامنة: أني رأيت كل واحد معتمدا على شيء مخلوق ، بعضهم على الدينار والدرهم ، وبعضهم على المال والملك ، وبعضهم على الحرفة والصناعة ، وبعضهم على مخلوق

مثله ، فتأملت في قوله تعالى:{ومن يتوكل على الله فهو حسبه ، إن الله بالغ أمره ، قد جعل الله لكل شيء قدرا} فتوكلت على الله تعالى فهو حسبي ونعم الوكيل.
فقال شفيق: وفقك الله تعالى إني قد نظرت التوراة والإنجيل والزبور والفرقان ، فوجدت الكتب الأربعة تدور على هذه الفوائد الثماني ، فمن عمل بها كان عاملا بهذه الكتب الأربعة.

ประโยชน์ที่แปด  ฉันเห็นทุกคนพึ่งพาต่อสิ่งที่เป็นมักโลค  พวกเขาบางส่วนพึ่งพาเงินและทองและบางส่วนพึ่งพาทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ครอบ ครอง และบางส่วนพึ่งพาอาชีพการงาน  และบางส่วนพึ่งพามัคโลคเหมือนกับเขา  ดังนั้นฉันจึงพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮ์ตาอาลาที่ว่า "และอัลเลาะฮ์ทรงจักประทานโชคผลแก่เขาโดยเขาคิดไม่ถึง  และผู้ใดก็ตามที่มอบหมายต่ออัลเลาะฮ์  แน่นอนเพียงพระองค์ก็พอสำหรับเขา  แท้จริงพระองค์ทรง (บันดาลทุกสิ่ง) บรรลุตามพระบัญชาของพระองค์เสมอ  แท้จริงอัลเลาะฮ์ได้ทรงบันดาลกำหนดการไว้แล้วสำหรับทุก ๆ สิ่ง" อัตตอล๊าก 3  ฉะนั้นฉันจึงมอบหมายต่ออัลเลาะฮ์ตาอาลา  ซึ่งพระองค์เพียงพอสำหรับฉันและเป็นผู้ที่ได้รับการมอบหมายที่ดียิ่ง

ดัง นั้นท่านชะฟีกกล่าวว่า  ขออัลเลาะฮ์ตาอาลาทรงชี้นำแด่ท่านแล้ว  แท้จริงท่านได้ดูในคำภีร์เตาร๊อต , อินญีล , ซะบูร , และอัลฟุรกอน  ฉันก็พบว่าบรรดาคำภีร์ทั้งสี่นั้น  วนเวียนอยู่กับเรื่องประโยชน์ทั้งแปดนี้  ดังนั้นผู้ใดที่ปฏิบัติมัน  เขาก็ย่อมตามคำภีร์ทั้งสี่นี้แล้ว



أيهـا الولــد:

قد علمت من هاتين الحكايتين أنك لا تحتاج إلى تكثير العلم ، والآن أبين لك ما يجب على سالك سبيل الحق:
فاعلم أنه ينبغي للسالك شيخ مرشد مرب ، ليخرج الأخلاق السيئة منه بتربيته ، ويجعل مكانها خلقا حسنا.
ومعنى التربية يشبه الفلاح الي يقلع الشوك. ويخرج النباتات الأجنبية من بين الزرع لحيسن نباته. ويكمل ريعه ، ولا بد للسالك من شيخ يربيه ويرشده إلى سبيل الله تعالى لأن الله أرسل للعباد رسولا للإرشاد إلى سبيله فإذا ارتحل صلى الله عليه وسلم فقد خلف الخلفاء في مكانه ، حتى يرشدوا إلى الله تعالى.
وشرط االشيخ الذي يصلح أن يكون نائبا لرسول الله صلوات الله وسلامه عليه: أن يكون عالما إلا أن كل عالم لا يصلح للخلافة

โอ้ลูกรัก

เจ้า ได้รู้มาแล้วจากสองเรื่องเล่านี้  ซึ่งเจ้าไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย  และในขณะนี้ฉันจะอธิบายให้แก่เจ้า  กับสิ่งที่จำเป็นต่อผู้เดินบนแนวทางของอัลเลาะฮ์

ดังนั้นเจ้าจงรู้ ไว้เถิดว่า  สำหรับแต่ผู้เดินทางไปสู่อัลเลาะฮืนั้น  ต้องมีอาจารย์ผู้ชี้นำและคอยอบรม  เพื่ออาจารย์จะได้นำจรรยามารยาที่เลวออกจากเขาด้วยการอบรมบ่มนิสัย  ทำให้จรรยารมารยาทที่ดีงามมาแทนที่จรรยามารยาทที่เลว

ความหมายของ การอบรมบ่มนิสัยก็คล้ายกับชาวนาที่กำลังถอนหนามออกไป  พยายามเอาวัชพืชอื่น ๆ ออกไปจากสิ่งที่เพาะปลูก  เพื่อให้มีการเจริญงอกงามและเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์  ดังนั้นจึงจำเป็นสำหรับผู้ต้องการเดินทางไปสู่อัลเลาะฮ์ จากการมีอาจารย์เคยอบรมและชี้นำไปสู่หนทางของอัลเลาะฮ์ ตะอาลา  เนื่องจากพระองค์ทรงส่งบรรดาร่อซูลมายังปวงบ่าวเพื่อชี้นำไปสู่หนทางของ พระองค์   ดังนั้นเมื่อท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ได้จากไปแล้ว  ท่านก็ให้บรรดาคอลิฟะฮ์ทำการสืบทอดตำแหน่งแทนที่ท่าน  จนกระทั่งพวกเขาได้ทำการชี้นำไปสู่แนวทางของอัลลอฮ์ ตะอาลา 

และ เงื่อนไขของผู้เป็นอาจารย์ที่เหมาะสำหรับเป็นตัวแทนของท่านร่อซูลุลเลาะ ฮ์(ซ.ล.)นั้น   คือเขาต้องเป็นผู้มีความรู้  แต่ทว่าทุกๆคนที่มีความรู้นั้น  ก็ไม่เหมาะสมที่จะเป็นคอลิฟะฮ์เสมอไป


وإني أبيّن لك بعض علاماته على سبيل الإجمال؛ حتى لا يدّعي كل أحد أنه مرشد فنقول: من يعرض عن حب الدنيا وحب الجاه ، وكان قد تابع شيخا بصيرا تتسلسل متابعته إلى سيد المرسلين صلى الله عليه وسلم ، وكان محسنا رياضة نفسه من قلة الأكل والقول والنوم وكثرة الصلوات والصدقة والصوم ، وكان بمتابعة الشيخ البصير جاعلا محاسن الأخلاق له سيرة: كالصبر والصلاة والشكر والتوكل واليقين والسخاء والقناعة وطمأنينة النفس والحلم والتواضع والعلم والصدق والحياء والوفاء والوقار والسكون والتأني وأمثالها ، فهو إذا نور من أنوار النبي صلى الله عليه وسلم يصلح للإقتداء به ، ولكن وجود مثله نادر أعز من الكبريت الأحمر.

ฉัน จะอธิบายเครื่องหมายบางประการของการเป็นอาจารย์ให้แก่เจ้าแบบสรุป ๆ  จนกระทั่งทุกๆคนไม่สามารถแอบอ้างตนเองได้ว่าเขาคือผู้มีคุณสมบัติในการชี้ นำ   ดังนั้นเราขอกล่าวว่า  เขาเป็นผู้ที่ผินห่างจากการลุ่มหลงดุนยาและลุ่มหลงต่อเกียรติยศ   เขาได้ติดตามอาจารย์ที่เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริง  การเจริญรอยตามของเขาต่อเนื่องเป็นสายโซ่จนไปถึงเจ้านายแห่งบรรดาศาสนทูต (ซ.ล.)  เขาต้องประพฤติดี  ฝึกตนเองจากการกินน้อย  พูดน้อย  นอนน้อย  ซ่อลาวาต  บริจาคทาน  และถือศีลอดให้มาก ๆ   และด้วยเจริญรอยตามชัยค์ผู้เป็นอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงนั้น  เขาจะทำให้จรรยามารยาทที่ดีงามเป็นแนวทางปฏิบัติของเขา  เช่น  มีความอดทน   ทำการละหมาด   ทำการชุโกร   มีการมอบหมาย   มีความมั่นใจต่ออัลเลาะฮ์  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีความสมถะ  มีจิตใจที่มั่นคง  มีความสุขุม   มีความนอบน้อมถ่อมตน  มีความรู้   มีความสัจจะ  มีความละอาย  ทำตามสัญญา   มีความน่านับถือ   มีความสงบเสงี่ยม  มีความรอบคอบ  และอื่น ๆ   ดังนั้นเมื่อเขาได้รับรัศมีจากบรรดารัศมี(ทางนำ)ของท่านนบี(ซ.ล.)แล้ว  เขาจึงเป็นผู้ที่เหมาะสมสำหรับการเจริญรอยตาม  แต่การมีบุคคลเฉกเช่นเขานี้  หาได้ยากมากยิ่งกว่ากำมะถันสีแดงเสียอีก


ومن ساعدته السعادة فوجد شيخا كما ذكرنا ، وقبله الشيخ ، ينبغي أن يحترمه ظاهرا وباطنا:
أما احترام الظاهر فهو أن لا يجادله ، ولا يشتغل بالاحتجاج معه في كل مسألة وإن علم خطأه ، ولا يلقي بين يديه سجّادته إلا وقت أداء الصلاة ، فإذا فرغ من الصلاة يرفعها ، ولا يكثر نوافل الصلاة بحضرته ، ويعمل ما يأمره الشيخ من العمل بقدر وسعه وطاقته
وأما احترام الباطن: فهو أنّ كل ما يسمع ويقبل منه في الظاهر لا ينكره في الباطن لا فعلا ولا قولا؛ لئلا يتّسم بالنفاق ، وإن لم يستطع يترك صحبته إلى أن يوافق ياطنه ظاهره

ผู้ใด ที่วาสนาได้เกื้อหนุนแก่เขา  ดังนั้น  เขาก็จะพบกับอาจารย์เหมือนที่เราได้กล่าวมาแล้ว  และการที่อาจารย์(ชัยค์)ได้ทำการตอบรับเขานั้น   ก็เป็นการสมควรที่เขาจำต้องให้เกียรติแก่อาจารย์ทั้งภายนอกและภายใน

สำหรับ การให้เกียรติภายนอกคือ  เขาจะต้องไม่ถกเถียงโต้แย้งกับอาจารย์   ต้องไม่หมกมุ่นที่อ้างหลักฐานในทุกๆประเด็นปัญหาพร้อมกับอาจารย์  หากแม้นว่าอาจารย์จะพลั้งพลาดก็ตาม   เขาไม่สามควรที่จะมอบสะญะดะฮ์ต่อหน้าอาจารย์นอกจากถึงเวลาละหมาดเท่านั้น  ดังนั้น เมื่ออาจารย์เสร็จสิ้นจากละหมาดก็ค่อยยกผ้าสะญะดะฮ์ออกไป   เขาอย่าทำละหมาดสุนัตให้มากเกินไปในขณะที่อาจารย์อยู่ต่อหน้า   และให้เขาปฏิบัติสิ่งที่อาจารย์ใช้ให้ปฏิบัติตามที่เขามีความสามารถ

สำหรับ การให้เกียรติทางด้านภายในจิตใจ  คือทุกสิ่งที่เขาได้ยินและรับมาจากอาจารย์จากทางภายนอกนั้น  ก็ให้เขาอย่าทำการตำหนิต่ออาจารย์ของเขาภายในจิตใจ  ไม่ว่าจะในเชิงการกระทำหรือว่าคำพูด  ก็เพื่อที่จะไม่ให้เขามีสัญลักษณ์ของความกลับกลอก(มุนาฟิก)  และถ้าหากเขาไม่มีความสามารถ   ก็ให้เขาละทิ้งการติดตามอาจารย์  จนกระทั่งว่าเขาสามารถทำให้ภายในสอดคล้องกับภายนอกได้


ويحترز عن مجالسة صاحب السوء؛ ليقصر ولاية شياطين الإنس والجن من صحن قلبه ، فيصفي عن لوث الشيطنة ، وعلى كل حال يختار الفقر على الغنى.

ثم اعلم أن التصوف له خصلتان:
 الاستقامة مع الله تعالى.
 والسكون عن الخلق.
فمن استقام مع الله عز وجل وأحسن خلقه بالناس وعاملهم بالحلم فهو صوفي. والاستقامة أن يفدي حظ نفسه على أمر الله تعالى. وحسن الخلق مع الناس ألا تحمل الناس علي مراد نفسك بل تحمل نفسك علي مرادهم ما لم يخالفوا الشرع.

- ثم إنك سألتني عن العبودية وهي ثلاثة أشياء:
أحدها: محافظة أمر الشرع.
وثانيها: الرضاء بالقضاء والقدر وقسمة الله تعالى.
وثالثها: ترك رضاء نفسك في طلب رضاء الله تعالى.

- وسألتني عن التوكل؟
وهو أن تستحكم اعتقادك بالله تعالى فيما وعد ، يعني تعتقد أن ما قدر لك سيصل إليك لا محالة وإن اجتهد كل من في العالم على صرفه عنك ، وما لم يكتب لك لن يصل إليك ، وإن ساعدك جميع العالم.

- وسألتني عن الإخلاص؟
وهو أن تكون أعمالك كلها لله تعالى ، ولا يرتاح قلبك بمحامد الناس ، ولا تبالي بمذمتهم.
واعلم أن الرياء يتولد من تعظيم الخلق.
وعلاجه أن تراهم مسخرين تحت القدرة ، وتحسبهم كالجمادات في عدم قدرة إيصال الراحة والمشقة لتخلص من مراياتهم. ومتى تحسبهم ذوي قدرة وإرادة لن يبعد عنك الرياء.


เขาจงระวังจากการนั่งร่วมกับคนชั่ว  เพื่อลดการครอบงำของบรรดาชัยฏอนที่มากมนุษย์และญินให้ออกไปจากห้วงหัวใจของ เขา  ดังนั้นเขาก็จะบริสุทธิ์จากความโสมมของความเป็นชัยฏอน  และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม  ก็ให้เขาเลือกความยากจนเหนือกว่าความร่ำรวย

จาก นั้นท่านจงรู้ไว้เถิดว่า  แท้จริงตะเซาวุฟนั้นมีสองประการ  คือดำรงมั่น(อิสติกอมะฮ์)พร้อมกับอัลเลาะฮ์และสงบนิ่งจากบรรดามัคโลค  ดังนั้นผู้ใดมีการดำรงมั่นและมีจรรยามารยาทที่ดีงามต่อมวลมนุษย์  และปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความสุขุม  เขาก็ย่อมเป็นนักตะเซาวุฟ

อัลอิสติกอมะฮ์  คือเขาได้สละกิเลสของตัวเขาต่อคำสั่งใช้ของอัลเลาะฮ์
การ มีจรรยามารยาทที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์  คือท่านต้องไม่ชักนำให้มนุษย์อยู่บนสิ่งที่ท่านต้องการ  แต่ให้ท่านชักนำตัวของท่านเองให้อยู่บนสิ่งที่พวกเขาต้องการตราบใดที่พวกเขา ไม่ขัดกับหลักการของศาสนา

จากนั้นท่านได้ถามฉันเกี่ยวกับความเป็นทาสบ่าว  ซึ่งมีอยู่สามประการ

หนึ่ง : รักษาคำบัญชาใช้ของอัลเลาะฮ์
สอง  : พอใจการกำหนดสภาวะและการจัดสรรของอัลเลาะฮ์ตาอาลา
สาม  : ปลดปล่อยความพอใจของตัวท่านให้อยู่ในความพอใจของอัลเลาะฮ์ตาอาลา

และท่านถามฉันเกี่ยวกับการมอบหมาย?

การมอบ หมายก็คือ   การที่ทำให้ความเชื่อมั่นของท่านมีความไว้เนื้อเชื่อใจต่ออัลเลาะฮ์ในสิ่ง ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้  หมายถึง  ท่านต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งที่พระองค์ได้กำหนดให้แก่ท่านนั้น  ต่อไปมันจะต้องถึงมายังท่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  และถึงแม้นว่าหากทุกคนทั้งโลกจะทำให้มันพรากไปจากท่านก็ตามที และสิ่งที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้สำหรับท่าน  มันก็จะไม่ถึงไปยังท่าน  ซึ่งหากแม้นว่าคนทั้งโลกจะช่วยเหลือท่านก็ตาม
ท่านถามฉันถึงเรื่องความบริสุทธิ์ใจ?

มัน ก็คือ  บรรดาอะมัลต่าง ๆ ของท่านทั้งหมดนั้นเพื่ออัลเลาะฮ์  และหัวใจของท่านจะต้องวางใจในบรรดาการสรรเสริญของมนุษย์และท่านก็อย่าใส่ใจ ในการตำหนิของพวกเขา

ท่านจงรู้เถิดว่า  ความโอ้อวดนั้นมันจะเกิดขึ้นมาจากให้ความสำคัญต่อมัคโลค(ไม่ให้ความสำคัญต่อ อัลเลาะฮ์)  วิธีเยียวยาก็คือ  ท่านต้องเห็นว่าพวกเขานั้นถูกควบคุมอยู่ภายใต้อำนาจ(ของอัลเลาะฮ์)  และท่านคิดว่าพวกเขาเหมือนกับบรรดาวัตถุที่ไม่สามารถทำให้เกิดความสบายและ ความลำบากได้ นั่นก็เพื่อให้ท่านหลุดพ้นจากการโอ้อวดต่อพวกเขา  และเมื่อใดท่านคิดว่าพวกเขาเป็นผู้มีอำนาจและประสงค์สั่งการได้   ความโอ้อวดก็จะไม่ห่างไกลจากท่านเลย



أيهـا الولــد:

والباقي من مسائلك بعضها مسطور في مصنفاتي ، فاطلبه ثمّة: وكتابة بعضها حرام ، اعمل أنت بما تعلم ، لينكشف لك ما لم تعلم ، قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: (من عمل بما علم ورثه الله علم ما لم يعلم)

โอ้ ลูกเอ๋ย   ส่วนที่เหลือจากบรรดาคำถามของท่านนั้น  บางส่วนได้ถูกเขียนไว้ในบรรดาตำราที่ฉันได้ประพันธ์ไว้แล้ว  ดังนั้นท่านจงไปแสวงหามันที่นั่นเถิด  โดยที่การบันทึกเขียนตำราบางส่วนนั้นต้องห้าม  ฉะนั้นท่านก็จงปฏิบัติสิ่งที่ท่านรู้  แล้วสิ่งที่ท่านไม่รู้ก็จะเปิดให้แก่ท่าน  ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ผู้ใดปฏิบัติในสิ่งที่เขารู้  อัลเลาะฮ์ก็จักทรงทำให้เขาได้ความรู้ในสิ่งที่เขาไม่เคยรู้"


أيهـا الولــد:

بعد اليوم لا تسألني ما أشكل عليك إلا بلسان الجنان ، قال تعالى:{ولو أنهم صبروا حتى تخرج إليهم لكان خيرا لهم}
واقبل نصيحة الخضر عليه السلام حين قال:{فلا تسئلني عن شيء حتى أحدث لك منه ذكرا}
ولا تستعجل حتى تبلغ أوانه يكشف لك وتره:{سأوريكم آياتي فلا تستعجلون}.
فلا تسألني قبل الوقت وتيقن أنك لا تصل إلا بالسير لقوله تعالى:{أولم يسيروا في الأرض فينظروا

โอ้ลูกรัก  

หลัง จากวันนี้  เจ้าอย่าอย่าถามฉันกับสิ่งที่สงสัยต่อเจ้านอกจากถามด้วยลิ้นของหัวใจ  อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า "และหากพวกเขามีความอดทน  รอจนกระทั่งเจ้าออกมาพบกับพวกเขา (โดยพวกเขาไม่ต้องเรียก) ก็จะเป็นการดีสำหรับพวกเขาอย่างแน่นอน"

และเจ้าจงรักการตักเตือนของ ท่าน อัลคิฏิร  อะลัยฮิสลาม เถิด  ในขณะที่ท่านกล่าวว่า "ดังนั้นท่านก็อย่าซักถามฉันถึงเรื่องหนึ่งๆ  จนกว่าฉันจะเล่าเรื่องราวให้ท่านฟังเอง"

และเจ้าอย่างรบเร้าจน กระทั่งให้ถึงเวลาของมันเสียก่อน  มันก็จะประจักษ์ให้แก่เจ้าและเจ้าจะได้เห็นมัน "ข้าจะให้เจ้าได้เห็นบรรดาสัญลักษณ์ของข้า  ดังนั้นพวกเจ้ารบเร้า (ให้มีสิ่งนั้นอุบัติขึ้น)"


أيهـا الولــد:

بالله إن تسر تر العجائب في كل منزل ، وابذل روحك ، فإن رأس هذا الأمر بذل الروح ، كما قال ذو النون المصري رحمه الله تعالى لأحد من تلامذته: (إن قدرت على بذل الروح فتعال ، وإلا فلا تسشتغل بالترهات الصوفية).

โอ้ลูกรัก

ขอ สาบานต่ออัลเลาะฮ์  หากเจ้าได้เดินทาง   เจ้าก็จะได้เห็นบรรดาสิ่งที่น่าทึ่งอัศจรรย์ในทุกๆสถานที่  และเจ้าจงทุ่มเทจิตวิญญานของเจ้า  เพราะหัวหน้าของภาระกิจนี้(คือการเดินทางไปสู่อัลเลาะฮ์) การคือทุ่มเทจิตวิญญาน  เสมือนที่ท่านซุลนูนอัลมิสรีย์  (รอฮิมะฮุลลอฮ์) ได้กล่าวให้ศิษย์ของท่านคนหนึ่งว่า "หากท่านมีความสามารถทุ่มเทจิตวิญญานได้  ก็จงมาซิ  และหากไม่เป็นเช่นนั้น  ท่านก็อย่าให้ความสนใจกับข้อผิดพลาดต่างๆของซูฟีย์


ดังนั้นเจ้าอย่าถามฉันก่อนจากเวลานี้และ จงมั่นใจว่าเจ้าจะไม่ถึงนอกจากด้วยการเดินทาง  เพราะอัลลอฮ์ทรงตรัสว่า "และพวกเขาไม่ได้จาริกไปในแผ่นดินดอกหรือ  แล้วพวกเขาจะได้พิจารณาดู"


أيهـا الولــد:

إني أنصحك بثمانية أشياء ، اقبلها مني لئلا يكون علمك خصمك يوم القيامة ، تعمل منها أربعة ، وتدع منها أربعة:
أما اللواتي تدع:
فأحدها: ألا تناظر أحدا في مسألة ما استطعت لأن فيها آفات كثيرة ، فإثمها أكبر من نفعها ، إذ هي منبع كل خلق ذميم كالرياء والحسد والكبر والحقد والعداوة والمباهاة وغيرها.
نعم ، لو وقع مسألة بينك وبين شخص أو أقوام ، وكانت إرادتك فيها أن تظهر الحق ولا يضيع ، جاز البحث ، لكن لتلك الإرادة علامتان:
إحداهما: ألا تفرّق بين أن ينكشف الحق على لسانك أو على لسان غيرك.
والثانية: أن يكون البحث في الخلاء أحبّ إليك من أن يكون في الملأ.

โอ้ลูกรัก

ฉัน ขอเตือนเจ้า 8 ประการ  เจ้าจงตอบรับมันจากฉัน  เพื่อไม่ให้ความรู้ของเจ้าเป็นคู่ปรับของเจ้าในวันกิยามะฮ์  ดังนั้น  ท่านจงปฏิบัติ 4 อย่าง  และจงละทิ้ง 4 อย่าง

สำหรับบรรดสิ่งที่ท่านต้องทิ้งนั้น  คือ

ประการ ที่หนึ่ง  เจ้าอย่าทำการโต้แย้งกับคนๆ หนึ่ง ที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาหนึ่งเท่าที่สามารถจะกระทำได้  เพราะว่าการโต้เถียงกันนั้นมีโรคมากมาย  บาปของมันมีมากกว่าผลประโยชน์  เนื่องจากมันเป็นบ่อเกิดของทุกๆ จรรยามารยาทที่เลว  เช่น  โอ้อวด  อิจฉา  ยะโสโอหัง  ริษยา  เป็นศัตรูกัน  โอดดีกันและกัน  และอื่นๆ 

แต่ ทว่า  หากมีประเด็นปัญหาหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างเขากับบุคคลหนึ่งหรือกับกลุ่มชน หนึ่ง  โดยที่เจตนาของเจ้านั้นเพื่อให้ปรากฏซึ่งสัจจะธรรมความจริงและไม่ต้องการให้ สัจจะธรรมถูกริดรอน  ก็อนุญาตให้ทำการวิเคราะห์กันได้

แต่เจตนาดังกล่าวนั้นมีอยู่ 2 เครื่องหมาย
เครื่อง หมายแรก  คือ  เจ้าอย่างแบ่งแยกระหว่างสัจธรรมที่ประจักษ์ชัดอยู่บนลิ้นของเจ้าหรือบนลิ้น ของผู้อื่นจากท่าน (หมายถึงยอมรับซึ่งกันและกันหากเป็นสัจจะธรรม)
เครื่องหมายที่สอง  คือ  การวิเคราะห์กันเพียงลำพัง  ต้องเป็นที่รักยิ่งไปยังเจ้า มากกว่าการวิเคราะห์กันต่อหน้าฝูงชน  



واسمع أني أذكر ههنا فائدة ، واعلم أن السؤال عن المشكلات عرض مرض القلب إلى الطبيب ، والجواب له سعي لإصلاح مرضه.
واعلم أن الجاهليين: المرضى قلوبهم ، والعلماء: الأطباء.
والعالم الناقص لا يحسن المعالجة ، والعالم الكامل لا يعالج كل مريض ، بل يعالج من يرجو فيه قبول المعالجة والصلاح ، فإذا كانت العلة مزمنة أو عقيما لا تقبل العلاج ، فحذاقة الطبيب فيه أن يقول: هذا لا يقبل العلاج ، فلا تشغل فيه بمداواته لأن فيه تضييع العمر.

ท่านจงฟังเถิด ณ ที่นี้ ฉันจะกล่าวประโยชน์หนึ่งได้ฟัง  และท่านจงรู้เถิดว่า  การถามถึงปัญหาต่าง ๆ นั้น  คือการนำเสนอของคนเป็นโรคหัวใจไปยังนายแพทย์  และการตอบคำถามให้กับเขานั้น  คือการพยายามเพื่อเยียวยาโรคของเขา

และ ท่านจงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริงบรรดาคนโง่เขลานั้น  คือคนป่วยโรคหัวใจ  ส่วนบรรดาอุลามาอ์คือนายแพทย์  และผู้รู้ที่บกพร่องย่อมไม่สามารถเยียวยาผู้ป่วยให้ดีได้  และผู้รู้ที่สมบูรณ์ก็ไม่สามารถเยียวยาผู้ป่วยได้ทุกคน  แต่ทว่าเขาได้ทำการเยียวยาผู้ที่หวังว่าเขาจะตอบรับการเยียวยาและรับการปรับ ปรุง  ดังนั้นเมื่อโรคได้เรื้อรังที่ไม่รับการเยียวแล้วนั้น   ก็ให้แพทย์ใช้ความฉลาดโดยกล่าวว่า  คนนี้ไม่สามารถรับการเยียวยาได้แล้ว  ฉะนั้นท่านก็อย่าให้ความสนใจที่จะเยียวเขาเลย  เพราะมันทำให้เสียเวลา



ثم اعلم أن مرض الجهل على أربعة أنواع : أحدها يقبل العلاج ، والباقي لا يقبل.
- أما الذي لا يقبل:
فأحدهما: من كان سؤاله واعتراضه عن حسد وبغض ، فكلما تجيبه بأحسن الجواب وأفصحه ، فلا يزيد له ذلك إلا بغضا عداوة وحسدا ، فالطريق ألا تشتغل بجوابه ، فقد قيل:

كل العداوة قدترجى أزالتها ... إلا عداوة من عاداك عن حسد

فينبغي أن تعرض عنه ، وتتركه مع مرضه؛ قال الله تعالى:{فأعرض عن من تولى عن ذكرنا ولم يرد إلا الحياة الدنيا}.
والحسود بكل ما يقول ويفعل يوقد النار في زرع علمه: (الحسد يأكل الحسنات كما تأكل النار الحطب)

والثاني: أن تكون علته من الحماقة ، وهو أيضا لا يقبل العلاج كما قال عيسى عليه السلام:إني ما عجزت عن إحياء الموتى ، وقد عجزت عن معالجة الأحمق.
وذلك رجل يشتغل بطلب العلم زمنا قليلا ويتعلم شيئا قليلا من علوم العقل والشرع ، فيسأل ، ويعترض من حماقته على العالم الكبير ، الذي أمضى عمره في العلوم: العقلي والشرعي ، وهذا الأحمق لا يعلم ، ويظن أن ما أشكل عليه هو أيضا مشكل للعالم الكبير ، فإذا لم يعلم هذا القدر يكون سؤاله من الحماقة ، فينبغي ألا يشتغل بجوابه.

หลัง จากนั้น  ท่านจงรู้ไว้เถิดว่า  โรคของความโง่เขลานั้น  มีสี่ประเภท   หนึ่งนั้นคือโรคโง่เขลาที่รับการเยียวยา  และส่วนที่เหลือไม่รับการเยียวยา
สำหรับสิ่งที่ไม่รับการเยียวยา  คือ  :

1. ผู้ที่ถามและการคัดค้านของเขามาจากความอิจฉาและความโกรธเคือง  ดังนั้นทุกครั้งที่ท่านได้ตอบเขาด้วยคำตอบที่ดีและชัดเจนที่สุดนั้น  ก็จะไม่เพิ่มอันใดแก่เขานอกจากความโกรธเคือง  ความเป็นศรัตรู  และความอิจฉาริษยา  ฉะนั้นวิธีก็คือท่านอย่างสนใจที่จะตอบเขาเลย
ได้ถูกกล่าวบทกวีความว่า
ทุกการเป็นศัตรูนั้นจะถูกหวังให้เลือนหายไป     นอกจากความเป็นศัตรูของผู้ที่เป็นศัตรูกับท่านจากความริษยา

ดัง นั้นจึงสมควรที่ท่านต้องหลีกห่างจากเขา  ทิ้งเขาให้อยู่พร้อมกับความป่วยของเขาเอง  อัลเลาะฮ์ทรงตรัสความว่า "ดังนั้นเจ้าจงหันออกจากบุคคลที่หันเหจากคำเตือนของเราเถิด  และเขามิได้มุ่งหมายสิ่งใดทั้งสิ้น  นอกจากชีวิตทางโลกนี้เท่านั้น" อันนัจมุ 29

และผู้ที่อิจฉาริษยาด้วยกับทุก ๆ สิ่งที่เขาได้พูดและกระทำนั้น  เขากำลังจุดไฟในสิ่งเพาะปลูกแห่งคามรู้ของเขา "ความอิจฉานั้นได้กัดกินบรรดาความดีงามเหมือนกับไฟกินฟืน"

2. โรคของเขามาจากความโง่เขลา  ดังนั้นเขาเช่นกันที่ไม่สามารถรับการเยียวยาได้  เหมือนกับที่ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสลาม  กล่าวว่า  ฉันสามารถทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้  แต่ฉันไม่สามารถเยียวคนโง่เขลาได้"  ดังกล่าวนั้น  ก็คือ  บุคคลหนึ่งที่ทำการสนใจแสวงหาความรู้เพียงเวลาเล็กน้อย  ทำการศึกษาเพียงเล็กน้อยจากวิชาการต่าง ๆ ทางด้านสติปัญญาและทางด้านศาสนา  และจากความโง่เขลาของเขานั้น  ก็จะทำการคัดค้านผู้มีความรู้อาวุโส  ที่อายุของเขานั้นหมดไปกับเรื่องวิทยาการต่าง ๆ  ทั้งวิทยาการทางสติปัญญาหรือศาสนา  โดยที่คนโง่เขลานี้ไม่รู้อะไรเลย  และคิดว่าสิ่งสงสัยที่มีต่อเขานั้น  เป็นสิ่งที่สงสัยสำหรับผู้มีความรู้ที่อาวุโสเช่นกัน  ดังนั้น  เมื่อเขาไม่รู้ถึงเกียรติอันนี้  คำถามของเขาจึงมาจากความโง่เขลา ฉะนั้น  เขาสมควรอย่าสนใจให้กับการตอบกับเขา


والثالث: أن يكون مسترشدا ، وكل ما لا يفهم من كلام الأكابر يحمل على قصور فهمه ، وكان سؤاله للاستفادة ، لكن لكونه بليدا لا يدرك الحقائق ، فلا ينبغي الاشتغال بجوابه أيضا ، كما قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: (نحن معاشر الأنبياء أمرنا أن نكلم الناس على قدر عقوله)

وأما المرض الذي يقبل العلاج ، فهو أن يكون مسترشدا عاقلا فهما لا يكون مغلوب الحسد والغضب وحب الشهوة والجاه والمال. ويكون طالب طريق المستقيم ، ولم يكن سؤاله واعتراضه عن حسد ، وتعنّت وامتحان ، وهذا يقبل العلاج ، فيجوز أن تشتغل بجواب سؤاله بل يجب عليك إجابته.

3. เขาต้องเป็นคนที่ขอคำชี้แนะ  และสิ่งที่เขาไม่เข้าใจจากคำพูดของปราชญ์ผู้อาวุโสนั้น  ถูกตีความว่าเขามีความเข้าใจที่บกพร่องและคำถามของเขาเพื่อให้ได้รับ ประโยชน์  แต่เพราะเขาเป็นคนโง่เขลา  จึงทำให้ไม่รู้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ  ดังนั้น  จึงไม่สมควรที่จะให้ความสนใจในการตอบเช่นกัน  เสมือนที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า "เราเป็นบรรดานบีที่ถูกใช้ให้พูดกับบรรดามนุษย์ตามขนาดที่สติปัญญาเขารับ ได้"

สำหรับการป่วยที่สามารถรับการเยียวยาได้  คือเขาต้องเป็นผู้ที่ขอคำชี้แนะ  มีสติปัญญา  มีความเข้าใจ  ที่ไม่ถูกความอิจฉาริษยา  ความโกรธ  รักกิเลส  รักเกียรติยศ  และทรัพย์สิน  มาครอบงำ  และเขาต้องเป็นผู้แสวงหาหนทางที่เที่ยงตรง  โดยที่การถามและการคัดค้านของเขานั้นไม่ใช่มาจากความอิจฉาริษยา  ดื้อดึง และลองภูมิ  ซึ่งเขาคนนี้สามารถรับการเยียวยาได้  ดังนั้นจึงอนุญาตให้เขาสนใจที่จะตอบคำถามของเขา  ยิ่งว่านั้น  จำเป็นบนท่านต้องทำการตอบให้กับเขา


والثاني مما تدع: وهو أن تحذر وتحترز من أن تكون واعظا ومذكرا؛ لأن آفته كثيرة إلا أن تعمل بما تقول أولا ، ثم تعظ به الناس ، فتفكر فيما قيل لعيسى عليه السلام: (يا ابن مريم عظ نفسك ، فإن اتعظت فعظ الناس ، وإلا فاستح من ربك).
وإن ابتليت بهذا العمل فاحترز عن خصلتين:

الأولى: عن التكلف في الكلام بالعبارات والإشارات والطامات والأبيات والأشعار؛ لأن الله تعالى يبغض المتكلفين ، والمتكلف المتجاوز عن الحد ، يدل على خراب الباطن وغفلة القلب.

ومعنى التذكير: أن يذكر العبد نار الآخرة ، وتقصير نفسه في خدمة الخالق ويتفكر في عمره الماضي الذي أفناه فيما لا يعنيه ويتفكر فيما بين يديه من العقبات من عدم سلامة الإيمان في الخاتمة ، وكيفية حاله في قبض ملك الموت ، وهل يقدر على جواب منكر ونكير؟
ويهتم بحاله في القيامة ومواقفها ، وهل يعبلا عن الصراط سالما أم يقع في الهاوية؟

สอง   จากสิ่งที่เจ้าต้องละทิ้ง  คือ  ท่านจงระหว่งจากการเป็นผู้ตักเตือน  เพราะโรคของผู้ตักเตือนนั้นมีมากมายนอกจากเสียว่าเจ้าได้ปฏิบัติในสิ่งที่ เจ้าพูดเป็นอันดับแรก  หลังจากนั้นท่านก็ทำการตักเตือนผู้คนด้วยกับสิ่งที่ทำพูด  แล้วเจ้าจงคิดพิจารณาในสิ่งที่ถูกกล่าวกับ อีซา อะลัยฮิสลาม ว่า "โอ้ บุตรมัรยัม  ท่านจงตักเตือนตัวท่านเอง  ดังนั้นหากท่านน้องรับการตักเตือนนั้นแล้ว  ก็จงตักเตือนบรรดามนุษย์ทั้งหลาย และหากไม่เป็นเช่นนั้น  ท่านก็จงละอายพระผู้อภิบาลของเจ้าเถิด"

และหากเจ้าถูกทดสอบด้วยกับการทำภาระกิจนี้  ดังนั้น  เจ้าระวังจากสองประการ

ประการ แรก  ระวังจากการทำให้มีความเข้าใจยากลำบากในพูด  ไม่ว่าจะด้วยบรรดาสำนวน   ข้อบ่งชี้ความนัย   ความวิบัติต่าง ๆ และบรรดาบทกวี  เพราะอัลเลาะฮ์ทรงไม่พอพระทัยบรรดาผู้ทำให้มีความยาก  และผู้ที่ทำให้มีความยากเกินเลยขอบเขต  ย่อมชี้ถึงว่าภายในของเขาพังเสียหายและหัวใจมีความหลงลืม

และความ หมายของการตักเตือนให้รำลีกนั้น   คือบ่าวคนหนึ่งได้รำลึกถึงไฟนรกในวันอาคิเราะฮ์    รำลึกถึงความบกพร่องของตนเองในการสนองรับใช้อัลเลาะฮ์ผู้ทรงสร้าง  ให้เขาคิดพิจารณาถึงอายุไขของเขาที่ผ่านมาซึ่งเขาได้ใช้อายุไขของเขาหมดไป กับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์  และให้เขาทำการพิจารณาใคร่ควรญในสิ่งที่อยู่ต่อหน้าเขาจากบรรดาผลที่ได้รับ จากความไม่ปลอดภัยในอีหม่านในช่วงวาระสุดท้าย  และให้เขาพิจารณาถึงสภาพของเขาในช่วงที่มะลาอิกะฮ์แห่งความตายได้มาถอดวิ ญญาน  พิจารณาว่าเขาจะมีความสามารถที่จะตอบคำถามของมุงกัรและนะกีรได้หรือไม่?  ให้เขาให้ความสำคัญกับสภาพและท่าทีต่าง ๆ ของเขาในวันกิยามะฮ์  และเขาสามารถที่จะผ่านสะพานสิร๊อฏอย่างปลอดภัยหรือว่าต้องตกลงหุบเหวนรก



ويستمر ذكر هذه الأشياء في قلبه ، فيزعجه عن قراره ، فغليان هذه النيران ، وتوجه هذه المصائب يسمّى تذكيرا ، وإعلام الخلق واطلاعهم على هذه الأشياء ، وتنبيههم على تقصيرهم وتفريطهم ، وتبصيرهم بعيوب أنفسهم لتمسّ حرارة هذه النيران أهل المجلس ، وتجزعهم تلك المصائب ليتداركوا العمر الماضي بقدر الطاقة ، ويتحسّروا على الأيام الخالية في غير طاعة لله تعالى.
هذه الجملة على هذا الطريق تسمى وعظا ، كما لو رأيت أن السيل قد هجم على دار أحد ، وكان هو وأهله فيها فتقول: الحذر الحذر فروا من السيل!! وهل يشتهي قلبك في هذه الحالة أن تخبر صاحب الدار خبرك بتكلف العبارات ، والنكت والإشارات؟ فلا يشتهي البتة؛ فكذلك حال الواعظ فينبغي أن يجتنبها.

และ ให้การรำลึกสิ่งดังกล่าวยังคงอยู่ในหัวใจของเขา  ดังนั้นมันก็จะเข้ามาเป็นความทุกข์โศรกจากความสงบของหัวใจ  แล้วความเร้าร้อนก็พวยพุ่ง  และเขาเผชิญหน้ากับบททดสอบเช่นนี้  ถูกเรียกว่า การเตือนให้รำลึก   เป็นการประกาศให้บรรดามัคโลครู้ถึงประการต่างๆ เหล่านี้   ย้ำเตือนพวกเขาให้ตระหนักถึงความบกพร่องและการละเลยของพวกเขา  และทำให้พวกเขารู้แจ้งถึงข้อตำหนิต่าง ๆ ของตัวพวกเขาเอง  เพื่อให้ความเร้าร้อนของไฟอันโชติช่วงนี้ได้สัมผัสกับผู้ที่พำนัก  ทำให้พวกเขาเกรงกลัวถึงบททอดสอบดังกล่าว  เพื่อพวกเขาได้รับรู้ว่าถึงช่วงอายุไขที่ผ่านมาล่วงมาเท่าที่สามารถ  และพวกเขาจะได้เศร้าโศรกต่อวันเวลาที่ว่างเปล่าโดยไม่ทำการตออัตต่อ อัลเลาะฮ์ตะอาลา 

บทสุรปบนหนทางนี้ถูกเรียกว่าข้อเตือนใจ   เช่นหากว่าท่านได้เห็นว่า  สายน้ำหลากได้จู่โจมบ้านของบุคคลหนึ่ง  โดยที่เขาและครอบครัวได้อยู่ในบ้านหลังนั้น  ดังนั้น  ท่านก็จะกล่าวว่า  จงระวัง  จงระวัง  พวกท่านจงหนีจากน้ำที่ไหลหลากนี้เถิด!!  และหัวใจของท่านชอบในสถานะการณ์เช่นนี้ กับการที่ท่านได้บอกกับเจ้าของบ้าน ด้วยคำบอกกล่าวของท่านที่มีสำนวนเข้าใจยาก  มีจุดที่ใช้ความเข้าใจ  และมีข้อบ่งชี้เป็นนัยหรือไม่?  ดังนั้น แน่นอนว่าเข้าของบ้านคงไม่ชอบอย่างเด็ดขาด  ฉะนั้น  ผู้ที่ทำหน้าที่ตักเตือนก็มีสภาพเฉกเช่นดังกล่าวนั่นแหละ   ดังนั้นเขาสมควรห่างไกลมัน(จากการบอกด้วยสำนวนที่เข้าใจยาก)


الخصلة الثانية: ألا تكون همّتك في وعظك أن ينفر الخلق في مجلسك ويظهروا الوجد ، ويشقوا الثياب ، ليقال: نعم المجلس هذا؛ لأن كله ميل للدنيا والرياء ، وهو يتولد من الغفلة ، بل ينبغي أن يكون عزمك وهمّتك أن تدعو الناس من الدنيا إلى الآخرة ، ومن المعصية إلى الطاعة ، ومن الحرص إلى الزهد ، ومن البخل إلى السخاء ، ومن الغرور إلى التقوى ، وتحبب إليهم الآخرة ، وتبغّض إليهم الدنيا ، وتعلمهم علم العبادة والزهد؛ لأن الغالب على طباعهم الزيغ عن نهج الشرع ، والسعي فيما لا يرضى الله تعالى به ، والاشتغال بالأخلاق الرّدية ، فألق في قلوبهم الرعب ، وروّعهم ، وحذرهم عما يستقبلون من المخاوف؛ لعل صفات باطنهم تتغير ، ومعاملة ظاهرهم تتبدل ، ويظهروا الحرص والرغبة في الطاعة والرجوع عن المعصية ، وهذا طريق الوعظ والنصيحة ، وكل وعظ لا يكون هكذا فهو وبال على من قال ويسمع ، بل قيل:إنه غول وشيطان ، يذهب بالخلق عن الطريق ويهلكهم ، فيجب عليهم أن يفروا منه؛ لأن ما يفسد هذا القائل من دينهم ، لا يستطيع بمثله الشيطان ، ومن كان له يد وقدرة يجب عليه أن ينزله عن منابر المسلمين ويمنعه عما باشر ، فإنه من جملة الأمر بالمعروف والنهي عن المنكر.

"ประการ ที่สอง   อย่าให้ความตั้งใจของเจ้าในการตักเตือนนั้น  เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายเข้ามาในสำหนักของท่าน  เพื่อให้พวกเขาสร้างสร้างอารมณ์ให้ดีใจหนือโศรกเศร้า  และพวกเขาก็ฉีกเสื้อของตนเอง(เพราะความโศกเศร้าอย่างจับใจป  เพื่อให้ถูกกว่าว่า  "ใช่แล้ว  สำนักนี้แหละ(ดี)"  เพราะแท้จริงทั้งหมดนั้น  เป็นการโน้นเอียงเพื่อดุนยาและการโอ้อวด  ซึ่งมันทำให้เกิดการหลงลืมต่ออัลเลาะฮ์  แต่เจ้าสมควรตั้งใจทำการดะวะฮ์เรียกร้องมนุษย์ทั้งหลายจากดุนยาไปสู่โลก หน้า  จากการฝ่าฝืนไปสู่การตออัตภักดี  จากการโลภไปสู่ความสมถะ  จากความตระหนี่ไปสู่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  จากความหลอกลวงไปสู่ความยำเกรง   และเจ้าจงทำให้พวกเขารักต่ออาคิเราะฮ์   เจ้าจงทำให้พวกเขาโกรธต่อดุนยา   สอนให้พวกเขารู้ถึงเรื่องอิบาดะฮ์และความสมถะ  เพราะส่วนมากแล้ว  ธรรมชาติของพวกเขาจะเบี่ยงเบนจากแนวทางของศาสนา   เพียรพยายามในสิ่งที่อัลเลาะฮ์ไม่ทรงพึงพอพระทัยและสนใจกับจรรยามารยาทที่ เลว  ดังนั้นเจ้าจงทำให้หัวใจของเขารู้สึกหวาดกลัว  เดือนให้พวกเขาระวังจากบรรดาสิ่งที่น่ากลับที่พวกเขาจะได้เผชิญในอนาคต  ซึ่งบางทีบรรดาคุณลักษณะภายในของพวกเขานั้นจะเปลี่ยนแปลง   การปฏิบัติต่อกันภายนอกจะเปลี่ยนไป  และพวกเขาก็จะเผยถึงความปรารถนาต้องการในการตออัตและละเลิกจากการฝ่าฝืน  และนี้ก็คือวิธีของการตักเตือน

และทุกๆการตักเตือนไม่ใช่เป็นเฉกเช่น นี้เสมอไป   เพราะมันอาจเเป็นความเลวร้ายต่อผู้พูดและผู้ฟัง  ยิ่งกว่านั้น  ถูกกล่าวว่ามันอาจเป็นความหายนะและชัยฏอน  ที่ทำให้บรรดาผู้คนออกห่างจากแนวทางและมาทำลายพวกเขา  ดังนั้นจึงจำเป็นบนพวกเขาต้องหลีกห่างมัน  เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้พูดเสียหายนี้ก็มาจากเรื่องศาสนาของพวกเขา  ที่ชัยฏอนเองก็ไม่สามารถทำเหมือนกับเขาได้  และผู้ใดที่มีอำนาจ  ก็จำเป็นบนเขาให้ทำการนำเขาผู้นั้นลงมาจากมิมบัรของบรรดามุสลิมีนและหักห้าม สิ่งที่เขากำลังกระทำ  เพราะดังกล่าวนั้นถือเรื่องของการใช้ให้กระทำความดีและหักห้ามจากความชั่ว"



والثالث مما تدع: أنه لا تخالط الأمراء والسلاطين ولاترهم ، لأن رؤيتهم ومجالستهم ومخالطتهم آفة عظيمة ، ولو ابتليت بها دع عنك مدحهم وثناءهم ، لأن الله تعالى يغضب إذا مدح الفاسق والظالم ، ومن دعا لطول بقائهم فقد أحبّ أن يعصى الله في أرضه.

"ข้อสามจากสิ่ง ที่เจ้าต้องละทิ้ง คือ อย่าเข้าไปอยู่ร่วมกับบรรดาผู้นำและผู้ปกครองทั้งหลายและเจ้าอย่ามองพวกเขา  เพราะการมองพวกเขา  การนั่งร่วมกับพวกเขาและการอยู่ร่มกับพวกเขานั้นเป็นโรคอันยิ่งใหญ่  และหากเจ้าถูกทดสอบด้วยกับมันแล้ว  เจ้าก็จงการยกย่องและสรรเสริญพวกเขา  เพราะอัลเลาะฮ์จะทรงกริ้วเพื่อคนชั่วและคนอธรรมถูกสรรเสริญ และผู้ใดที่ขอดุอาอ์ให้พวกเขามีอายุยืนนาน  แท้จริงแล้ว เขารักที่จะให้คนชั่วฝ่าฝืนอัลเลาะฮ์ในแผ่นดินของพระองค์"

والرابع مما تدع: ألا تقبل شيئا من عطاء الأمراء وهداياهم وإن علمت أنها من الحلال ، لأن الطمع منهم يفسد الدين ، لأنه يتولد من المداهنة ، ومراعاة جانبهم والموافقة في ظلمهم ، وهذا كله فساد في الدين ، وأقلّ مضرّته أنك إذا قبلت عطاياهم ، وانتفعت من دنياهم أحببتهم ، ومن أحبّ أحدا يحب طول عمره ، وبقاءه بالضرورة ، وفي محبة بقاء الظالم إرادة في الظلم على عباد الله تعالى ، وإرادة خراب العالم ، فأي شيء يكون أضر من هذا على الدين والعاقبة.

"ข้อที่สี่  จากสิ่งที่เจ้าต้องละทิ้ง  คือเจ้าอย่ารับสิ่งใดจากของของกำนัลและของขวัญของพวกผู้นำ  หากแม้นเจ้าจะรู้มันเป็นสิ่งหะล้าลก็ตาม  เพราะการละโมบจากพวกเขาย่อมทำให้เสียหายกับศาสนา  เพราะมันจะทำให้เกิดการประจบประแจง  มีการฝักใฝ่ต่อวพวกเขา  และยังเป็นการเห็นด้วยในการอธรรมของพวกเขา  ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความเสื่อมเสียในศาสนา  และน้อยสุดจากโทษของมันนี้  คือเจ้าได้รับของกำนัลของพวกเขา  แล้วเจ้าก็ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องดุนยาของพวกเขา  ซึ่งจะทำให้เจ้ามีความรักต่อพวกเขา  และผู้ใดที่รักบุคคลหนึ่ง  ก็แสดงว่าเขารักที่จะให้เขามีอายุยืนยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  และในการรักที่จะให้คนอธรรมคงอายุยืนนานนั้น  ย่อมเป็นความต้องการให้ความอธรรมได้เกิดขึ้นแก่ปวงบ่าวของอัลเลาะฮ์ ตะอาลา  และยังเป็นการทำลายโลกนี้  ดังนั้นจะมีสิ่งใดอีกเล่าที่จะเป็นโทษยิ่งไปกว่านี้ที่มีผลแต่ศาสนาและผล วาระสุดท้าย"


คลิกอ่านต่อได้ที่
http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php/topic,923.45.html
7  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / ปรัชญา สุภาษิต ดีๆ อาหรับ จีน ไทย / หนังสือ "โอ้ลูกรัก" ของอิมามอัลฆอซาลี เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2012, 08:05:08 am
หนังสือ "โอ้ลูกรัก" ของอิมามอัลฆอซาลี

เรื่องราวที่ท่านได้อ่านต่อไปนี้ คัดมาส่วนหนึ่งซึี่งได้มาจาก กระทู้กระดานเสวนา ของ http://www.sunnahstudent.com เป็นการแปล หนังสือชื่อ โอ้ลูกรัก ของท่านอีหม่ามอัลฆอซาลี เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องที่ต้องการฝึกฝนหัวใจ เพื่อ ความพึงพอพระทัย ของเอกองค์อัลลอฺ ซุบฮาฯ ยอมรับว่าตื่นเต้นมาก ที่เห็น ผู้มีความเร็วช่วยกันแปลหนังสือเล่มนี้ ขอเอกองค์ัอัลลอฮฺตอบแทนความดีงามแด่ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ท่านที่สนใจ รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมหรือที่มาของคำแปลหนังสือนี้ คลิกไปที่  http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php/topic,923.0.html

มาเริ่มสัมผัสกับสิ่งมหัสจรรย์ ซึ่งคนยุคปัจจุบัน ยากนักที่จักทำได้


อัสลามุอะลัยกุ้มฯพี่น้อง

พี่น้องทั้งหลายครับ  หนังสือ  "โอ้ลูกรัก" ของท่านอิมามอัลฆอซาลีนั้น  มีเนื้อหาที่น่าสนใจ  แต่แปลคนเดียวก็ไม่ไหว  จึงอยากให้พี่น้องช่วยกันแปลไปเรื่อย  โดยเฉพาะ น้ออัลอัซฮะรีย์  คุณอัสวาร  บังคนอยากรู้  และท่านอื่นๆ ที่สามารถแปลได้  คือหากเข้ามาก็  ให้เข้ามาช่วยกันแปลวันละนิดวันหน่อย  แปลแบบสรุปๆก็ได้นะครับ  ไม่ต้องตามตัวก็ได้เพราะบางทีมันยากแต่ให้คงเนื้อหาเอาไว้

วัสลามพี่น้อง  :)


ขอเริ่มก่อนเลยครับ


   أيها الولد ..!!
   
   من جملة ما نصح به رسول الله صلى الله عليه وسلم أمته قوله " علامة إعراض الله تعالى عن العبد اشتغاله بما لا يعنيه ، وإن امرأ ذهبت ساعة من عمره في غير ما خلق له لجدير أن تطول عليه حسرته ، ومن جاوز الأربعين ، ولم يغلب خيره شره فليتجهز للنار".
   
   وفى هذه النصيحة كفاية لأهل العلم.

"โอ้ ลูกรัก!!  ส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ (ซ.ล.) ได้ให้การกำชับประชาชาติของท่านคือ  คำกล่าวของท่านที่ว่า  "เครื่องหมายของการที่อัลเลาะฮ์ผินห่างจากบ่าวนั้น  คือการที่เขาสนใจด้วยกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์  และแท้จริงบุคคลหนึ่งนั้น  ช่วงเวลาหนึ่งจากอายุไขของเขาจะสูญเสียไปในสิ่งที่ไม่ได้เหมาะสมแก่เขา  จึงสมควรแล้วที่เขาจะมีความโศกเศร้าอันยาวนาน และบุคคลใดอายุพ้น 40 ปี โดยความชั่วยังเหนือกว่าดีของเขา  ดังนั้นเขาก็จะเตรียมตัวสำหรับไฟนรกเถิด และในการตักเตือนนี้ย่อมเพียงพอสำหรับผู้มีความรู้"

   أيها الولد ..!!
   
   لا تكن من الأعمال مفلسا ، ولا من الأحوال خاليا ، وتيقن أن العلم المجرد لا يأخذ باليد .
   
   مثاله : لو كان على رجل في برية عشرة أسياف هندية مع أسلحة أخرى ، وكان الرجل شجاعا وأهل حرب ، فحمل عليه أسد عظيم مهيب فما ظنك ؟ هل تدفع الأسلحة شره عنه من غير استعمالها وضربها ؟!
   
   ومن المعلوم أنها لا تدفع إلا بالتحريك والضرب ، فكذا لو قرأ رجل مائة ألف مسألة علمية وتعلمها ولم يعمل بها لا تفيده إلا بالعمل

"โอ้ ลูกรักเอ๋ย!!  เจ้าอย่าทำให้การงานของเจ้าต้องล้มละลาย  อย่าทำให้บรรดาสภาวะหัวใจของเจ้าว่างเปล่า  และเจ้าจงเชื่อมั่นว่าความรู้ที่เปล่าประโยชน์นั้นไม่สามารถหยิบฉวยได้ด้วย มือ  ตัวอย่างเช่น  หากชายคนหนึ่งเดินทางบกโดยมีดาบของอินเดียและดาบชนิดอื่น 10 เล่ม  และผู้ชายคนนั้นมีความกล้าหาญและเป็นนักรบ  ดังนั้น  มีสิงห์โตตัวใหญ่จะทำการจู่โจมทำร้ายเขา  เจ้าคาดคิดว่าอย่างไรหรือ?  หรือเจ้าจะปกป้องความดุร้อยของสิงห์โตโดยไม่ใช้ดาบประหักประหารมันกระนั้น หรือ?  ซึ่งเป็นที่ทราบดีแล้วว่า  บรรดาดาบเหล่านั้นจะไม่สามารถปกป้องได้นอกจากด้วยการกวัดแกว่งและฟาดฟัน  ดังนั้นเช่นเดียวกันนี้  หากชายคนหนึ่งได้อ่าน 100000  ประเด็นเชิงวิชาการ  และเขาได้ทำการเรียนรู้ โดยเขาไม่นำมันมาปฏิบัติ  ซึ่งจริงแล้วท่านจะไม่ได้รับผลประโยชน์มันเลยนอกจากด้วยการนำมาปฏิบัติ"

   أيها الولد ..!!
   
   النصيحة سهل ، والمشكل قبولها ، لأنها في مذاق متبعي الهوى مر، إذ المناهى محبوبة في قلوبهم، على الخصوص لمن كان طالب علم مشتغلا فى فضل النفس ومناقب الدنيا ، فإنه يحسب أن العلم المجرد له سيكون نجاته وخلاصه فيه ، وأنه مستغن عن العمل .
   
   وروى : أن الجنيد - قدس الله روحه- رئى في المنام بعد موته، فقيل له: ما الخبر يا أبا القاسم؟ قال: طاحت العبارات، وفنيت الإشارات ، وما نفعنا إلا ركعات ركعناها في جوف الليل

"โอ้ ลูกรักเอ๋ย!!  การตักเตือนนั้นเป็นเรื่องง่าย  แต่ปัญหาอยู่ที่การตอบรับ  เพราะตักเตือนเป็นความขมขื่นสำหรับบรรดาผู้ที่มีรสนิยมในการตามอารมณ์ของตน  เนื่องจากาบรรดาข้อห้ามต่างๆนั้น  เป็นที่ชื่นชอบในบรรดาหัวใจของพวกเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ผู้ที่แสวงหาวิชาความรู้โดยมุ่งสนใจในเรื่องของเพริดแพร้วของดุนยาและอารมณ์ ใฝ่ต่ำ  เขาคิดว่าเพียงความรู้ที่ปราศจากการปฏิบัติสำหรับเขานั้น  จะทำให้เขาปลอดภัยและรอดพ้นและคิดว่ามันเป็นวิชาที่ไม่ต้องปฏิบัติและดัง กล่าวนี้ก็คือความเชื่อของนักปรัชญา   ได้รายงานว่า ท่านอัลญุนัยด์ - ขออัลเลาะฮ์ทรงทำให้วิญญานของท่านบริสุทธิ์ - ได้ถูกฝันเห็นหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว  จึงถูกถามแก่ท่านว่า  เป็นอย่างบ้างท่านอะบาอัลกอซิม(คือท่านอัลญุนัยด์)?  ท่านตอบว่า  บรรดาสำนวนต่างๆ ได้มลาย บรรดาข้อบ่งชี้ได้สูญสิ้น  โดยที่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่เราเลยนอกจากบรรดาร่อกะอัตที่เราได้ทำการละหมาด ในยามค่ำคืน"  


   أيها الولد ..!!
   
   أيها الولد لو قرأت العلم مائة سنة ، وجمعت ألف كتاب ، لا تكون مستعدا لرحمة الله إلا بالعمل لقوله تعالى : "وأن ليس للإنسان إلا ما سعى" وقوله تعالى " فمن كان يرجو لقاء ربه فليعمل عملا صالحا " وقوله "جزاء بما كانوا يكسبون " وقوله "إن الذين آمنوا وعملوا الصالحات" .
   
   أيها الولد ما لم تعمل لن تجد أجرا.
   
   حكي أن رجلا من بني إسرائيل عبد الله تعالى سبعين سنة ، فأراد الله تعالى أن يجلوه على الملائكة فأرسل الله إليه ملكا يخبره أنه مع تلك العبادة لا يليق به دخول الجنة، فلما بلغه قال العابد : نحن خلقنا للعبادة ، فينبغي لنا أن نعبده . فلما رجع الملك قال الله تعالى: ماذا قال عبدي؟ قال : إلهي ، أنت أعلم بما قال، فقال الله تعالى : إذا هو لم يعرض عن عبادتنا ، فنحن ? مع الكرم- لا نعرض عنه، أشهدوا يا ملائكتي أنى قد غفرت له.
   
   وقال الحسن رحمه الله: طلب الجنة بلا عمل ذنب من الذنوب.


       "โอ้ลูกรักเอ๋ย!!  หากเจ้าได้อ่านวิชาความรู้ถึง 100 ปี  ทำการรวบรวมตำราถึง 1000 เล่ม  เจ้าก็จะไม่เป็นผู้ถูกเตรียมพร้อมสำหรับความเมตตาของอัลเลาะฮ์หรอก นอกจากด้วยการปฏิบัติมัน  เพราะอัลเลาะฮ์(ซ.บ.) ตรัสว่า "ไม่มีสิ่งใดที่มีให้กับมนุษย์นอกจากสิ่งที่เขาได้พากเพียรเท่านั้น" และพระองค์ตรัสว่า "ดังนั้นผู้ใดที่หวังที่จะพบกับผู้อภิบาลของเขา  ก็จงปฏิบัติคุณความดีเถิด" และพระองค์ทรงตรัสว่า "เพื่อเป็นการตอบแทนด้วยกับสิ่งที่เขาได้พากเพียรไว้" และทรงตรัสว่า "แท้จริงบรรดาผู้มีศรัทธาและปฏิบัติคุณความดีงาม.."   โอ้ลูกรักเอ๋ย  ตราบใดที่เจ้าไม่ปฏิบัติ  เจ้าก็จะไม่ได้รับการตอบแทน

      ถูกเล่าว่า  แท้จริงมีผู้ชายคนหนึ่งจากอบีอิสรออีล  ได้ทำอิบาดะฮ์ต่ออัลเลาะฮ์ถึง 70 ปี  ดังนั้นพระองค์จึงประสงค์ให้เขามีความโดดเด่นเหนือมะลาอิกะฮ์   แล้วพระองค์ก็ส่งมะลาอิกะฮ์ท่านหนึ่งไปยังเขาเพื่อบอกเขาว่า  การกระทำอิบาดะฮ์ดังกล่าวนี้ไม่สมควรที่จะได้เข้าสวรรค์หรอก  ในขณะที่คำบอกเล่าได้ยินถึงนักทำอิบาดะฮ์ผู้นั้น  เขาจึงกล่าวว่า "เราถูกสร้างมาเพื่อทำอิบาดะฮ์  ดังนั้นจึงสมควรแก่เราสำหรับการทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์"  เมื่อมะลาอิกะฮ์ได้กลับไป  อัลเลาะฮ์ (ตะอาลา) จึงตรัสว่า "บ่าวของฉันกล่าวอะไรบ้าง"  มาลิกะฮ์ตอบว่า  "โอ้พระเจ้าของฉัน พระองค์ทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่เขาได้กล่าว"  อัลเลาะฮ์ (ตะอาลา) จึงตรัสว่า "เมื่อเขาไม่ผินห่างจากการอิบาดะฮ์ต่อเรา  ดังนั้น เรา - ที่พร้อมความเผื่อแผ่ - จึงไม่ผินห่างจากเขา   พวกเขาเจ้าทั้งหลาย  โอ้มวลมะลาอิกะฮ์  พวกเจ้าจงเป็นพยานเถิดว่า  แท้จริงฉันได้อภัยโทษให้แก่เขาแล้ว"

ท่าน  อัลหะซัน  (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) กล่าวว่า "ความต้องการสวรรค์โดยไม่ทำการปฏิบัตินั้น  เป็นบาปอย่างหนึ่งจากบรรดาบาปทั้งหลาย"


   أيها الولد ..!!
   
   عش ما شئت فإنك ميت ، وأحبب من شئت فإنك مفارقه ، وأعمل ما شئت فإنك مجزى به

"โอ้ ลูกรักเอ๋ย!!  เจ้าจงมีชีวิตอยู่ตามที่เจ้าต้องการเถิด เพระแท้จริงเจ้าต้องตาย  และเจ้าจงรักผู้ที่เจ้าต้องการเถิด  เพราะแท้จริงเจ้าต้องจากเขาไป  และเจ้าจงปฏิบัติสิ่งที่เจ้าต้องการเถิด  เพราะแท้จริงเจ้าจะได้รับการตอบแทนด้วยกับมัน"

   أيها الولد ..!!
   
   إني رأيت في الإنجيل أن عيسى عليه السلام قال : من ساعة يوضع الميت على الجنازة إلى أن يوضع على شفير القبر يسأل الله بعظمته منه أربعين سؤالا ، أوله : يقول "عبدي طهرت منظر الخلق سنين وما طهرت منظري ساعة

"โอ้ ลูกรัก!!  ฉันได้เห็นในคำภีร์อินญีลระบุว่า แท้จริงอีซา อะลัยฮิสลาม กล่าวว่า  จากช่วงเวลาหนึ่งที่มัยยิดถูกวางขึ้นบนที่คานแบกหาม  จนกระทั่งมัยยิดถูกวางลงไปหลุมฝัง  ด้วยความยิ่งใหญ่ของอัลเลาะฮ์  พระองค์จึงถามเขา 40 คำถามด้วยกัน  คำถามแรกคือ  พระองค์ทรงตรัสว่า "โอ้บ่าวของข้า  เจ้าได้ทำให้ปลดเปลื้องให้บริสุทธิ์ในสายตาของมนุษย์มาหลายปีแต่เจ้าไม่ได้ ทำการปลดเปลื้องให้บริสุทธิ์ในมุมมองของข้าสักเวลาเดียวเลย"

   أيها الولد ..!!
   
   العمل بلا علم جنون ، والعمل بغير علم لا يكون


   "โอ้ลูกรักเอ่ย...การปฏิบัติโดยไม่มีความรู้เลยนั้นคือบ้า  และการปฏิบัติโดยปราศจากความรู้นั้น ย่อมไม่บังเกิด"
   
   
   أيها الولد ..!!
   
   اجعل الهمة في الروح، والهزيمة في النفس ، والموت في البدن ، لأن منزلك القبر وأهل المقابر ينتظرونك في كل لحظة متى تصل إليهم ، إياك إياك أن تصل إليهم بلا زاد . وقال أبو بكر الصديق : هذه الأجساد قفص طيور وإصطبل الدواب ، فتفكر في نفسك من أيهما أنت؟
   
   "ลูก รัก.......จงเก็บความมุ่งมั่นไว้ในจิตวิญญาณ เอาความแพ้พ่ายไว้ในจิตใจ และเก็บความตายไว้กับร่างกาย เพราะที่อยู่ของลูกก็คือหลุมศพ ชาวหลุมศพนั้นต่างรอคอยลูกตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่ลูกจะไปอยู่กับพวกเขา ลูกจงระวังให้จงหนักในการจะไปหาพวกเขาโดยไม่มีเสบียง ท่านอบูบักร อัศศิดดีกกล่าวว่า "ร่างกายคนเราคือกรงขังนกเป็นคอกสัตว์ ฉะนั้นจงคิดเถิดว่าท่านอยู่ประเภทไหน"


إن كنت من الطيور العلوية ، فحين تسمع طنين طبل {إرجعي إلى ربك} تطير صاعدا إلى أن تقعد في أعالي بروح الجنان ، كما قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: (اهتز عرش الرحمن لموت سعد بن معاذ)

والعياذ بالله إن كنت من الدواب كما قال تعالى {أولئك كالأنعام بل هم أضل} فلا تأمن انتقالك من زاوية الدار إلى هاوية النار.

وروي أن الحسن البصري رحمه الله تعالى أعطي شربة ماء بارد ، فلما اخذ القدح غشي عليه وسقط من يده ، فلما أفاق قيل له: مالك يا أبا سعيد؟ قال: ذكرت أمنية أهل النار حين يقولون لأهل الجنة:{أن أفيضوا علينا من الماء أو مما رزقكم الله

"หากท่านเป็นบรรดานากที่บินสูง  ดังนั้นขณะท่านได้ยินเสียงก้องกังวาลดังว่า "เจ้าของกลับไปสู่ผู้อภิบาลของเจ้าเถิด"  ท่านก็จะบินสูงขึ้นไปจนได้นั่งอยู่บนชั้นสูงสุดด้วยความสุขในสรวงสวรรค์  เฉกเช่นที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.)กล่าวว่า บัลลังก์ของอัลเลาะฮ์นามอัรเราะห์มานได้สั่นไหวเพราะการตายของสะอัด บิน มุอาซฺ

และขอความคุ้มครองต่ออัลเลาะฮ์ด้วยเถิด   หากท่านเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาสัตว์  ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า "พวกเขาเหล่านั้นเหมือนกับปศุสัตว์ แต่ท่วาพวกเขากลับลุ่มหลงยิ่งกว่า"  ดังนั้นท่านจะไม่ปลอดภัยกับการย้าย(ตาย)จากมุมหนึ่งของโลกนี้ไปสู่หุบเหวนรก

รายงานว่า แท้จริงท่านอัลหะซัน อัลบะซอรีย์  (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ถูกให้นำเย็นมาดื่ม  ในขณะที่เขาได้หยิบภาชนะ  เขาจึงเป็นลมและภาชนะนั้นตกลงจากมือของเขา  ดังนั้นในขณะที่เขาได้ฟื้นขึ้น  ก็ได้ถูกถามแก่เขาว่า  อะไรเกิดขึ้นกับท่านกระนั้นหรือ โอ้ อาบา ซะอีด? เขากล่าวตอบว่า  ฉันได้นึกถึงความหวังลมๆแล้งๆของชาวนรก  ในขณะที่พวกเขากับชาวสวรรค์ว่า "พวกท่านจงรินน้ำให้แก่เราด้วยเถิดหรือจากสิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงประทานให้กับ พวกท่าน"



أيهـا الولــد:

لو كان العلم المجرّد كافيا لك ، ولا تحتاج إلى عمل سواه ، لكان نداء الله تعالى: (هل من سائل؟ هل من مستغفر؟ هل من تائب؟)
وروي أن جماعة من الصحابة رضي الله عليهم أجمعين ذكروا عبد الله بن عمر عند رسول الله صلى الله عليه وسلم فقال: (نعم الرجل هو لو كان يصلي بالليل)

وقال عليه الصلاة والسلام لرجل من أصحابه: (يا فلان.. لا تكثر النوم بالليل فإن كثرة النوم بالليل تدع صاحبه فقيرا يوم القيامة)

 "โอ้ลูกเอ๋ย  หากเพียงแค่ความรู้เท่านั้น เพียงพอสำหรับท่าน  โดยท่านไม่ต้องการที่จะปฏิบัติมันนอกจากแค่รู้เท่านั้น  แน่นอนว่าการเรียกของอัลเลาะฮ์ ตะอาลา  ที่ว่า (ไม่มีผู้ที่วอนขอแล้วหรือ?  ไม่มีผู้ที่ขอภัยโทษอีกแล้วหรือ? ไม่มีผู้ทำการขอลุกโทษอีกแล้วหรือ?

  ได้รายงานว่า  แท้จริงซอฮาบะฮ์กลุ่มหนึ่ง (ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุม) ได้กล่าวถึงอับดุลเลาะฮ์ บุตร อุมัร  ณ ที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) ดังนั้น ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) จึงกล่าวว่า "เขาเป็นบุรุษที่ดียิ่ง หากว่าเขาทำการละหมาดในยามค่ำคืน"

   และท่านร่อซูลุลเลาะฮ์(ซ.ล.) กล่าวแก่บุรุษคนหนึ่งจากซอฮาบะฮ์ของท่านว่า  "โอ้ ท่านเอ๋ย  ท่านอย่างนอนกลางคืนให้มาก เพราะการนอนกลางคืนมากๆนั้นจะทำให้ผู้นอนเป็นคนยากจนในวันกิยามะฮ์" (จนผลบุญอะมัล)



   
      
         أيهـا الولــد:
         
         {ومن الليل فتهجّد به} أمر؛ {وبالأسحار هم يستغفرون} شكر؛ {والمستغفرين بالأسحار} ذكر.
         قال عليه الصلاة والسلام: (ثلاثة أصوات يحبها الله تعالى: صوت الديك ، وصوت الذي يقرأ القرآن ، وصوت المستغفرين بالأسحار)
         قال سفيان الثوري رحمه الله: (إن لله تعالى ريحا تهب بالأسحار تحمل الأذكار والاستغفار إلى الملك الجبار).
         وقال أيضا: (إذا كان أول الليل ينادي مناد من تحت العرش: ألا ليقم العابدون ، فيقومون ويصلون ما شاء الله؛ ثم ينادي مناد في شطر الله: ألا ليقم القانتون ، فيقومون ويصلون إلى السحر؛ فإذا كان السحر ينادي مناد: ألا ليقم المستغفرون ، فيقومون ويستغفرون؛ فإذا طلع الفجر ينادي مناد: ألا ليقم الغافلون ، فيقومون من فروشهم كالموتى نشروا من قبورهم).
      
             
         "โอ้ลูกรัก...(และ จากยามค่ำคืนนั้น เจ้าจงละหมาดในยามค่ำคืนเถิด) เป็นคำสั่งใช้ (และในยามรุ่งสรางนั้นพวกเขาได้ทำการขออภัยโทษ) เป็นการกตัญญูรู้คุณ (และบรรดาผู้ที่ขออภัยโทษในยามรุ่งสราง) เป็นการซิกรุลลอฮ์
         
            ท่านร่อซูลุลลอฮ์(ซ.ล.) กล่าวว่า "สร้างเสียงที่อัลเลาะฮ์ทรงโปรด  เสียงไก่ขัน , เสียงคนอ่านอัลกุรอาน , เสียงบรรดาผู้กล่าวอิสติฆฟารในยามรุ่งสราง"
         
            ท่านซุฟยานอัษเษารีย์  (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) กล่าวว่า "แท้จริงสำหรับอัลเลาะฮ์ ตะอาลานั้น  จะมีลมในยามรุ่งสราง  แบกพัดบรรดาซิกรุลลอฮ์และการอิสติฆฟารไปยังอัลเลาะฮ์ผู้ทรงปกครองที่ยิ่ง ใหญ่"
         
            และท่านซุฟยานกล่าวไว้เช่นกันว่า "เมื่อยามช่วงแรกของคืนนั้น  จะมี(มะลาอิกะฮ์)ป่าวประกาศ จากใต้อะรัช(บัลลังก์) ว่า  พึงทราบเถิด  บรรดาผู้ทำอิบาดะฮ์จงตื่นขึ้นเถิด  ดังนั้นพวกเขาก็ตื่นขึ้นทำการละหมาดตามที่อัลเลาะฮ์ทรงประสงค์  หลังจากนั้น  (มะลาอิกะฮ์)ผู้ป่าวประกาศในทางด้านของอัลเลาะฮ์ ว่า  พึงทราบเถิด  บรรดาผู้เคร่งครัดในอิบาดะฮ์โปรดจงตื่นขึ้นเถิด  ดังนั้นพวกเขาก็ตื่นขึ้นและทำการละหมาดจนถึงรุ่งสราง  และเมื่อถึงรุ่งสราง  ผู้ป่าวประกาศได้ประกาศว่า  พึงทราบเถิด  บรรดาผู้ขออภัยโทษจงตื่น แล้วพวกเขาก็ตื่นขึ้นมาและทำการขออภัยโทษ  และเมื่อแสงอรุณขึ้น  มีผู้ประกาศว่า  พึงทราบเถิด  บรรดาผู้หลงลืมจงตื่นขึ้น  แล้วพวกเขาก็ตื่นจากที่นอนเหมือนกับบรรดาคนตายที่ฟื้นคืนชีพจากกุบูรของพวก เขา"

         
         
         
            
               
                  أيهـا الولــد:
                  
                  روي في لعض وصايا لقمان الحكيم لابنه أنه قال: (يا بني.. لا يكوننّ الديك أكيس منك ، ينادي بالأسحار وأنت نائم).
                  ولقد أحسن من قال شعرا:
                  لقد هتفت في جنح الليل حمامة .... على فنن وهنا وإني لنائم
                  كذبت وبيت الله لو كنت عاشقا .... لما سبقتني بالبكاء الحمائم
                  وأزعم أني هائم ذو صبابة ..... لربي فلا أبكي وتبكي البهائم؟!
               
               
                  "โอ้ลูกรัก....ได้ ถูกรายงานในส่วนหนึ่งจากคำสั่งเสียของลุกมาน อัลหะกีม ที่มีต่อบุตรของเขา  ซึ่งเขาได้กล่าวว่า "โอ้ลูกน้อย  อย่าทำให้ไก่ฉลาดไปกว่าเจ้า  ซึ่งมันได้ขันป่าวประกาศในยามรุ่งสราง โดยเจ้ากำลังนอนหลับ
                  
                  มีผู้กล่าวบทกวีหนึ่งไว้อย่างงดงามจริงๆ
                  
                  - แท้จริงนกเขาได้ขันในยามค่ำคืน   บนกิ่งไหม้  โดย ณ ที่นี้  ฉันกำลังนอนอยู่
                  
                  - ฉันโกหก ขอสาบานต่อบัยตุลลอฮ์  หากฉันมีความรักคิดถึงจริงแล้ว  บรรดามิตรหสายจะไม่ร้องไห้ก่อนฉัน

                  
                  أيهـا الولــد:
                  
                  خلاصة العلم: أن تعلم أن الطاعة والعبادة ما هي؟
                  اعلم أن الطاعة والعبادة متابعة الشارع في الأوامر والنواهي بالقول والفعل ، يعني: كل ما تقول وتفعل ، وتترك قوله وفعله يكون بإقتداء الشرع ، كما لو صمت في يوم العيد وأيام التشريق تكون عاصيا ، أو صليت في ثوب مغصوب ـ وإن كانت صورة عبادة ـ تأثم.
                  
                  โอ้ลูกรัก
                  
                  บทสรุปของความรู้คือ ท่านทราบว่าการฏออัตและทำการอิบาดะฮ์คืออะไร?
                  ท่าน จงรู้เถิดว่า แท้จริงการฏออัตและการทำอิดบาะฮ์นั้น คือการตามผู้บัญญัติศาสนา ในบรรดาสิ่งบัญญัติใช้และบัญญัติห้าม ด้วยการกล่าวและกระทำ  หมายความว่า ทุกสิ่งที่ท่านได้กล่าวและกระทำ และทิ้งคำกล่าวและการกระทำ ที่อยู่ในการตามหลักการของศาสนา  เฉกเช่น  หากท่านได้ถือศีลอดในวันอีกและบรรดาวันตัชรีก  ท่านย่อมเป็นผู้ฝ่าฝืน  และหากท่านละหมาดสวมเสื้อที่โมขยมา  หากแม้นว่าอยู่ในรูปแบบอิบาดะฮ์ก็ตาม  ท่านย่อมกระทำบาป

                  
                  - และฉันอ้างว่าฉันรักคิดถึง   ต่อผู้อภิบาลของฉัน  แล้วฉันไม่ร้องไห้แต่บรรดาสาราสัตว์ต่างร่ำร้อง!?"
            
         
         
         
         أيهـا الولــد:
         
         ينبغي لك أن يكون قولك وفعلك موافقا للشرع؛ إذ العلم والعمل بلا اقتداء الشرع ضلالة ، وينبغي لك ألا تغترّ بشطح الصوفية
         وطاماتهم ؛ لأن سلوك هذا الطريق يكون بالمجاهدة وقطع شهوة النفس وقتل هواها بسيف الرياضة ، لا بالطامات والترهات
         واعلم أن اللسان المطلق والقلب المطبق المملوء بالغفلة والشهوة علامة الشقاوة ، حتى لا تقتل النفس بصدق المجاهدة لن يحيى قلبك بأنوار المعرفة.
         واعلم أن بعض مسائلك التي سألتني عنها لا يستقيم جوابها بالكتابة والقول ، إن تبلغ تلك الحالة تعرف ما هي! وإلا فعلمها من المستحيلات؛ لأنها ذوقية ، وكل ما يكون ذوقيا ، لا يستقيم وصفه بالقول ، كحلاوة الحلو ومرارة المر ، لا تعرف إلا بالذوق ، كما حكي أن عنّينا
         كتب إلى صاحب له: أن عرّفني لذة المجامعة كيف تكون؟.
         فكتب له في جوابه: يا فلان.. إني كنت حسبتك عنّينا فقط ، الآن عرفت أنك عنّين وأحمق؛ لأن هذه اللذة ذوقية ، إن تصل إليها ، وإلا لا يستقيم وصفها بالقول والكتابة
         
         โอ้ลูกรัก
         
         เจ้า สมควรให้คำพูดและการกระทำของเจ้าสอดคล้องกับหลักศาสนา  เนื่องจากความรู้และการปฏิบัติโดยไม่ตามหลักการของศาสนานั้นเป็นความลุ่ม หลง  และเจ้าสมควรอย่าเข้าผิดกับความเผลอพลาดของกลุ่มซูฟีย์และความเสียหายของพวก เขา และการดำเนินตามหนทางนี้คือ ต้องด้วยกับการมุญาฮะดะฮ์(ต่อสู้) ยับยั้งอารมณ์ใฝ่ต่ำด้วยอาวุธแห่งการฝึกฝน  ไม่ใช่ด้วยความเสียหายและความผิดพลาดต่างๆ
         
         เจ้าจงรู้เถิดว่า  ลิ้นที่พูดและหัวใจที่ทับถมเต็มไปด้วยความหลงลืม(อัลเลาะฮ์)และอารมณ์ใฝ่ต่ำ นั้น  เป็นเครื่องของความทุกข์ระทม  จนกระทั่งอารมณ์ใฝ่ต่ำของสยบด้วยการต่อสู้(มะญาฮะดะฮ์)อย่างแท้จริง  ซึ่งหัวใจที่ทับถมด้วยการหลงลืมนั้นจะไม่ทำให้เขาหัวใจของท่านมีชีวิตด้วย รัศมีแห่งมะริฟะฮ์(การรู้จักในพระเจ้าอย่างแท้จริง)
         
         และเจ้าจงรู้ไว้ เถิดว่า แท้จริงประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของที่ได้ถามฉันนั้น  จะไม่สามารถตอบได้อย่างเที่ยงตรงด้วยการเขียนและการพูด  ซึ่งหากเจ้าได้เข้าถึงสภาพดังกล่าว  เจ้าก็จะรู้ว่ามันคืออะไร!  หากไม่เป็นเช่นนั้น  การรับรู้มันก็คงเป็นไปไม่ได้  เพราะว่ามันเป็นการลิ้มรส  และทุกสิ่งที่มีการลิ้มรสนั้น   การพรรณาถึงมันนั้นจะไม่สามารถยืนยันได้อย่างถูกต้องด้วยคำพูด  เช่นความหวานของขนมหวานและความขมของสิ่งที่ขม  ซึ่งเจ้าจะไม่รู้หรอกนอกจากการลิ้มรส  ดังเช่นถูกเล่าว่า  มีคนหนึ่งที่หมดสมถภาพทางเพศได้เขียนจดหมายไปยังเพื่อนของเขาว่า  ท่านจงทำให้ฉันรู้ถึงความอร่อยของการร่วมเพศเถิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ดังนั้นเพื่อนของเขาก็เขียนตอบไปว่า โอ้ ท่านเอ๋ย  ฉันคิดว่าคุณหมดสมถภาพทางเพศเพียงเท่านั้น  แต่ในบัดนี้ฉันรู้ว่าท่าน เป็นคนที่หมดสมถภาพทางเพศและยังโง่เขลาเสียอีก  เพราะความอร่อยนี้ต้องลิ้มรสหากท่านสามารถบรรลุไปถึงได้  หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว  ท่านก็ไม่สามารถพรรณามันได้อย่างถูกต้องด้วยคำพูดและการเขียน

         
         
         
            
               
               
                  أيهـا الولــد:
                  
                  بعض مسائلك من هذا القبيل ، وأما البعض الذي يستقيم له الجواب فقد ذكرناه في "إحياء العلوم" وغيره ، ونذكر ههنا نبذا منه ونشير إليه فنقول: قد وجب على السالك أربعة أمور:
                  أول الأمر: اعتقاد صحيح لا يكون فيه بدعة.
                  والثاني: توبة نصوح لا يرجع بعده إلى الذلة.
                  والثالث: استرضاء الخصوم حتى لا يبقى لأحد عليك حق.
                  والرابع: تحصيل علم الشريعة قدر ما تؤدي به أوامر الله تعالى.
                  ثم من العلوم الآخرة ما يكون به النجاة.
                  حكي أن الشبلي رحمه الله خدم أربعمائة أستاذ ، وقال قرأت أربعة آلاف حديث ، ثم اخترت منها حديثا واحدا ، وعملت به ، وخليت ما سواه؛ لأني تأملته فوجدت خلاصي ونجاتي فيه ، وكان علم الأولين ، والآخرين كله مندرجا فيه فاكتفيت به ، وذلك أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال لبعض أصحابه: (اعمل لدنياك بقدر مقامك فيها ، واعمل لآخرتك بقدر بقائك فيها ، واعمل لله بقدر حاجتك إليه ، واعمل للنار بقدر صبرك عليها)
                  
                  โอ้ลูกรัก
                  
                  บางประเด็นคำถามของเจ้านั้น  เกี่ยวกับการนี้  ดังนั้นสำหรับบางส่วนที่สามารถตอบได้อย่างถูกต้องนั้น  เราได้กล่าวมันไปแล้วใน "หนังสือ เอี๊ยะห์ยาอุลอุลูม" และหนังสือเล่มอื่นๆ  และเราจะนำมากล่าว ณ ที่นี้พอสังเขป
                  
                  เราขอกล่าวว่า  สี่ประการที่จำเป็นต่อผู้ต้องการเดินทางไปสู่อัลเลาะฮ์
                  
                  หนึ่ง : มีหลักยึดมั่นที่ถูกต้อง  โดยไม่มีบิดอะฮ์อยู่เลย
                  สอง : เตาบะฮ์อย่างจริงใจ  โดยไม่หวนกลับไปสู่ความต่ำต้อยหลังจากนั้นแล้ว
                  สาม : ขออภัยต่อบรรดาคู่กรณีจนกระทั่งไม่เหลือสิทธิของคนใดค้างคาต่อท่าน
                  สี่ : ขนขวายความรู้ของหลักชารีอะฮ์ ตามขนาดที่เจ้าจะนำมาปฏิบัติตามคำสั่งใช้อัลลอฮ์ ตะอาลา  หลังจากนั้นก็ขนขวายวิชาการต่างๆของอาคิเราะฮ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้รอด ปลอดภัย
                  
                  ได้เล่าว่า  ท่านอัชชิบลีย์ (ร่อฮิมะฮุลลอฮ์) ได้เคยรับใช้บรรดาอาจารย์ 400 ท่านด้วยกัน และเขากล่าวว่า  ท่านได้อ่านถึง 4000 หะดิษ  หลังจากนั้น  ฉันได้เลือกมันมาเพียงแค่หะดิษเดียว และฉันก็นำมาปฏิบัติโดยฉันละทิ้งหะดิษอื่นจากนั้น  เพราะพินิจพิจารณามันแล้ว  ฉันก็พบว่า  ความรอดพ้นปลอดภัยของฉันนั้นอยู่ในหะดิษเดียวนี้  ซึ่งมันเป็นวิชาของบรรพชนยุคแรกและยุคสุดท้าย  ซึ่งวิชาการเหล่านั้นล้วนอยู่ภายใต้หะดิษนี้  และหะดิษดังกล่าวคือ ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ (ซ.ล.) ได้กล่าวกับซอฮาบะฮ์ของท่านบางส่วนว่า "ท่านจงปฏิบัติสำหรับดุนยาของท่านตามขนาดระยะเวลาที่ท่านอาศัยอยู่  และท่านจงปฏิบัติสำหรับโลกหน้าตามขนาดระยะเวลาที่ท่านจะคงอยู่อย่างนิรัน ดร์  และท่านจงปฏิบัติเพื่ออัลเลาะฮ์ตามขนาดที่ท่านต้องการพึงพาต่อพระองค์ และท่านจงปฏิบัติสำหรับไฟนรกตามขนาดที่ท่านจะอดทนต่อมันได้

                  
                  
                  أيهـا الولــد:
                  
                  إذا علمت هذا الحديث لا حاجة إلى العلم الكثير.
                  وتأمل في حكاية أخرى ، وهي: أن حاتم الأصمّ كان من أصحاب شقيق البلخي رحمة الله تعالى عليهما ، فسأله يوما قال: صاحبتني منذ ثلاثين سنة ما حصّلت؟
                  قال: حصّلت ثماني فوائد من العلم ، وهي تكفيني منه لأني أرجو خلاصي ونجاتي فيها.
                  فقال شفيق: ما هي؟
                  قال حاتم:
                  
                  الفائدة الأولى: إني نظرت إلى الخلق فرأيت لكل منهم محبوبا ومعشوقا يحبه ويعشقه ، وبعض ذلك المحبوب يصاحبه إلى مرض الموت وبعضه يصاحبه إلى شفير القبر ، ثم يرجع كله ، ويتركه فريدا وحيدا ، ولا يدخل معه في قبره منهم أحد.
                  فتفكرت وقلت: أفضل محبوب المرء ما يدخل معه في قبره ، ويؤنسه فيه ، فما وجدته غير الأعمال الصالحة ، فأخذتها محبوبة لي؛ لتكون لي سراجا في قبري ، وتؤنسني فيه ، ولا تتركني فريدا.
                  
                  โอ้ลูกเอ๋ย  เมื่อเจ้ารู้หะดิษนี้แล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องพึงพาความรู้มากอันมาย
                  
                  และ เจ้าจงพิจารณาถึงเรื่องเล่าหนึ่ง  คือท่านฮาดิตม อัลอะซ๊อม  ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของชะฟีก อัลบัลคีย์ เราะฮ์มะตุลลอฮิอะลัยฮิมา   ในวันหนึ่ง ท่านชะฟีกได้ถามฮาติมอัลอะซ๊อมว่า  ท่านได้ติดตามฉันมาตั้งแต่ 30 ปีแล้ว  ท่านได้รับอะไรบ้าง?  ท่านฮาติมกล่าวว่า  ฉันได้รับประโยชน์จากความรู้ 8 ประการ  ซึ่งเพียงพอสำหรับฉัน เพราะว่ามันเหล่านี้  ฉันหวังที่จะรอดพ้นและปลอดภัย
                  
                  ท่านชะฟีกกล่าวว่า  มันคืออะไรหรือ?
                  
                  ท่านอัลฮาติมกล่าวว่า
                  
                  ประโยชน์ที่หนึ่ง   ฉันมองไปยังมัคโลค  ฉันเห็นว่าทุก ๆ คนล้วนมีคนที่เขารักและคิดถึง  คนรักบางคนกำลังป่วยใกล้ตายและบางคนกำลังใกล้ลงสู่หลุมกุโบร  หลังจากนั้นพวกเขากลับไปกันหมด และปล่อยทิ้งเขาไว้อยู่คนเดียว  ดังนั้นฉันจึงคิดพิเคราะห์และกล่าวว่า   สิ่งรักของบุคคลหนึ่งที่ดีที่สุด  คือสิ่งที่เข้าไปอยู่พร้อมกับเขาและเป็นเพื่อนสนิทของเขาในกุบูร  ฉะนั้น  ฉันจึงไม่พบอันใดนอกจากบรรดาอะมัลที่ดีงาม   ที่ฉันจะนำมันมาเป็นสิ่งที่รักยิ่งสำหรับฉัน เพื่อจะนำมาเเป็นตะเกียงและมิตรสหายสำหรับฉันในกุบูรโดยไม่ทิ้งให้ฉันอยู่ เดียวดาย  

                  
                  الفائدة الثانية: أني رأيت الخلق يقتدون أهواءهم ، ويبادرون إلى مرادات أنفسهم ، فتأملت قوله تعالى:{وأما من خاف مقام ربه ونهى النفس عن الهوى ، فإن الجنة هي المأوى}. وتيقنت أن القرآن حق صادق فبادرت إلى خلاف نفسي وتشمّرت بمجاهدتها ، وما متعتها بهواها ، حتى ارتاضت بطاعة الله تعالى وانقادت.
                  
                  الفائدة الثالثة: أني رأيت كل واحد من الناس يسعى في جميع حطام الدنيا ، ثم يمسكه قابضا يده عليه فتأملت في قوله تعلى:{ما عندكم ينفد وما عند الله باق} فبذلت محصولي من الدنيا لوجه الله تعالى ففرّقته بين المساكين ليكون ذخرا لي عند الله تعالى.
                  
                  ประโยชน์ที่สอง   ฉันเห็นบรรดามัคโลคชอบตามอารมณ์ของพวกเขาเอง  และพวกเขาจะรีบตามความต้องการของอารมณ์  ดังนั้นฉันจึงพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮ์ตาอาลาที่ว่า "ผู้ใดที่กลัวตำแหน่ง(ความยิ่งใหญ่)ของผู้อภิบาลของเขาและเขาหักห้ามอารมณ์ ให้พ้นจากกิเลสได้  แน่นอนที่สุดสวรรค์ย่อมเป็นที่พำนัก(สำหรับเขา)" อันนาซิอาต 40 - 41 และฉันจึงมั่นใจว่าอัลกุรอานคือสัจจะธรรมที่แท้จริง  ดังนั้นฉันจึงรีบกระทำการขัดแย้งกับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนและเตรียมพร้อมทำการ ต่อสู้กับมันและต่อสู้กับสิ่งที่ฉันมีความสุขด้วยกับกิเลสของมัน  จนกระทั่งมันได้ยินยอมและน้อมตามการภักดีต่ออัลเลาะฮ์ตาอาลา
                  
                  ประโยชน์ที่สาม   ฉันเห็นว่ามนุษย์ทุก ๆ คนนั้นพยายามขนขวายสิ่งไร้แก่นสารของโลกนี้  หลังจากนั้นเขาก็ทำการยึดกำมันกับมือของเขา  ดังนั้นฉันจึงพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮ์ตาอาลาความว่า "สิ่งที่อยู่ ณ ที่พวกเจ้านั้น  มันต้องหมดสูญ  แต่สิ่งที่อยู่ ณ อัลเลาะฮ์  เป็นสิ่งจีรัง" อันนะห์ลิ 96  ฉะนั้นฉันจึงทุ่มเทกับสิ่งที่ฉันได้รับมาจากโลกนี้เพื่อหนทางของอัลเลาะฮ์  ฉันจึงทำการแจกจ่ายมันให้กับบรรดาคนอนาถา  เพื่อเป็นเสบียงสะสมไว้ ณ ที่อัลเลาะฮ์ตาอาลา

                  
                  الفائدة الرابعة: أني رأيت بعض الخلق يظن أن شرفه وعزه في كثرة الأقوام والعشائر فأعتز بهم.
                  وزعم آخرون أنه في ثروة الأموال وكثرة الأولاد ، فافتخروا بها.
                  وحسب بعضهم أن العز والشرف في غصب أموال الناس وظلمهم وسفك دمائهم.
                  واعتقدت طائفة أنه في إتلاف المال وإسرافه ، وتبذيره ، فتأملت في قوله تعالى:{إنّ أكرمكم عند الله أتقاكم} ، فاخترت التقوى ، واعتقدت أن القرآن حق صادق ، وظنهم وحسبانهم كلها باطل زائل.
                  
                  الفائدة الخامسة: إني رأيت الناس يذم بعضهم بعضا ، ويغتاب بعضهم بعضا ، فوجدت أصل ذلك من الحسد في المال والجاه والعلم ، فتأملت في قوله تعالى:{نحن قسمنا بينهم معيشتهم في الحياة الدنيا} فعلمت أن القسمة كانت من الله تعالى في الأزل ، فما حسدت أحدا ورضيت بقسمة الله تعالى.
                  
                  ประโยชน์ที่สี่  ฉันเห็นผู้คนบางส่วนคิดว่าเกียรติยศของเขาอยู่ที่กลุ่มชนและพวกพ้องมาก  เขาจึงถือว่ามีเกียรติด้วยกับพวกเขา  และคนอื่น ๆ อีกอ้างว่า  เกียรติของเขานั้นคือมีทรัพย์สินมั่งคั่งและลูกหลานมากมาย  ดังนั้นพวกเขาจึงภาคภูมิใจด้วยกับมัน  และพวกเขาบางส่วนคิดว่า  เกียรติยศนั้นอยู่ในการที่พวกเขาได้ขโมยทรัพย์สินผู้อื่น  พวกเขามีการอธรรมและทำการนองเลือด  และชนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเกียรติยศอยู่ที่การทำลายและสุรุ่ยสุร่ายกับ ทรัพย์สิน  ดังนั้น  ฉันจึงพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮ์ตาอาลา  ที่ว่า "แท้จริงผู้มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้า ณ อัลเลาะฮ์ คือผู้มีความยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า" อัลหุญุรอต 13 ฉะนั้น  ฉันจึงเลือกความยำเกรง  และฉันเชื่อว่าอัลกุรอานคือสัจธรรมความจริงและการคาดการณ์และความคิดของพวก เขาทั้งหมดนั้น  ล้วนโมฆะไม่จีรัง
                  
                  ประโยชน์ที่ห้า  ฉันเห็นว่าผู้คนทำให้ทำการตำหนิซึ่งกันและกันและทำการนินทางซึ่งกันและกัน  ฉันจึงพบว่าต้นตอสิ่งดังกล่าวมาจากความอิจฉาริษยาในทรัพย์สิน , เกียรติยศ , และความรู้  ดังนั้น  ฉันจึงพิจารณาความตรัสของอัลเลาะฮ์ตาอาลาที่ว่า "ความจริงเราต่างหากที่จะทำการแบ่งสรรระหว่างพวกเขา  ซึ่งปัจจัยความเป็นอยู่ในชีวิตทางโลกนี้" อัซซุครุฟ 32  ฉันจึงรู้ว่าการจัดสรรนั้นมีอยู่ ณ ที่อัลเลาะฮ์ตาอาลาตั้งแต่บรรพกาลแล้ว  ดังนั้นฉันจึงไม่อิจฉาริษยาผู้ใดและฉันพอใจด้วยกับการจัดสรรของอัลเลาะฮ์ตา อาลา  
                  
                  ที่มา

                  http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php/topic,923.15.html
            
         
         

             

      
   
8  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / The Chakma Bazar Rangamati Bangladesh เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2012, 07:46:46 am
The Chakma Bazar Rangamati Bangladesh

Uploaded by on May 11, 2011

   visit us at http://www.tobangladesh.com
   Beautiful Bangladesh Chakma Bazar at Rangamati ,Chittagong hill tract.

   
   
   


Beautiful Bangladesh Tribal Dance Bandarban Chittagong



Beautiful Bangladesh Chakma Village Rangamati Chittagong Hill Tracts




Beautiful Bangladesh Chittagong hill tracts shuvolong bazar Rangamati



9  ศาสนาอิสลาม / ชาติพันธ์ ที่มา วิถี วัฒนธรรมประเพณีมุสลิม / Oppressed Muslims of West Burma เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2012, 07:33:03 am
Oppressed Muslims of West Burma





10  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / ปรัชญา สุภาษิต ดีๆ อาหรับ จีน ไทย / คำพูดท่านอิหม่ามอัลฆ่อซาลีย์้เรื่ิองคุณลักษณะพิเศษของหัวใจ เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2012, 07:10:12 am
คำพูดท่านอิหม่ามอัลฆ่อซาลีย์้เรื่ิองคุณลักษณะพิเศษของหัวใจ

444


ท่านอิหม่ามอัลฆ่อซาลีย์ ร่อหิมะฮุลลอฮ์  ได้กล่าวว่า

ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

إِنَّ اللَّهَ لَا يَنْظُرُ إِلَى أَجْسَادِكُمْ وَلَا إِلَى صُوَرِكُمْ وَلَكِنْ يَنْظُرُ إِلَى قُلُوبِكُمْ وَأَشَارَ بِأَصَابِعِهِ إِلَى صَدْرِهِ

“แท้จริงอัลเลาะฮ์จะไม่มองที่รูปร่างของพวกท่าน และไม่มองที่รูปลักษณ์ของพวกท่าน แต่พระองค์จะมองที่บรรดาหัวใจของพวกท่าน และท่านนะบีย์ก็ชี้นิ้วไปยังหน้าอกของท่าน” รายงานโดยมุสลิม, ฮะดีษลำดับที่ 2564.

ดังนั้นหัวใจคือสถานที่มองของอัลเลาะฮ์  ฉันจึงแปลกใจเหลือเกิน  จากผู้ที่ให้ความสำคัญกับใบหน้าของเขาที่เป็นสถานที่มองของผู้คนทั้งหลาย  เขาทำการล้างและทำความสะอาดใบหน้าจากสิ่งสกปรกและแต่งใบหน้าสุดความสามารถ เท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้ผู้คนทั้งหลายเห็นข้อตำหนิที่ใบหน้าของเขา  แต่เขากลับไม่ให้ความสำคัญกับหัวใจที่เป็นสถานที่มองของอัลเลาะฮ์  ดังนั้นเขาน่าที่จะทำความสะอาดหัวใจ(จากคุณลักษณะของหัวใจที่น่ารังเกียจ)  ประดับประดาและทำให้หัวใจดีงาม(ด้วยคุณลักษณะของหัวใจที่ดีงาม) เพื่ออัลเลาะฮ์จะไม่เห็นความสกปรก  ความน่ารังเกียจ  และมีข้อตำหนิที่หัวใจ  แต่เขากลับปล่อยปะละเลยหัวใจให้อยู่ในความน่าอับอาย  อยู่ในความสกปรก  และความน่ารังเกียจ  ซึ่งหากผู้คนทั้งหลายเห็นอันใดจากสิ่งเหล่านั้น  พวกเขาก็จะห่างไกลและไม่เกี่ยวกับเขา”

มินฮาจญุลอาบิดีน หน้า 30.

http://www.sunnahstudent.com
11  เีรียนย้อนหลังการจัดอบรมหลักสูตร ผู้สอนมุอัลลัฟ สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนอัต-ตักวา เชียงให / สอบถาม ข้อสงสัย ในการเรียน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในหลักสูตร / ขอเชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างศูนย์เด็กกำพร้า อำเภอจะนะ เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 08:19:32 am
ขอเชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างศูนย์เด็กกำพร้า อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

   111



มูลนิธิดารุลอินฟาก เพื่อเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาส ขอเชิญชวนท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างศูนย์เด็กกำพร้า อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 3,500,000 บาท (สามล้านห้าแสนบาทถ้วน) บริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาข...าจะนะ ชื่อบัญชี มูลนิธิดารุลอินฟาก เลขที่บัญชี 471-0-54504-9 หรือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาจะนะ เลขที่บัญชี 585-1-15737-2 ชื่อบัญชี มูลนิธิดารุลอินฟาก ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์.074-206676 มือถือ 084-2698270,082-2668889

ข่าวประชาสัมพันธ์จาก

โดย Darulinfaq Chana








หนังสือรับรององค์กรสาธารณกุศล จาก..สถานีตำรวจภูธรจะนะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

444


หนังสือรับรององค์กรสาธารณกุศล จาก...ที่ว่าการอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา


2254


รูปภาพด้านข้าง ศูนย์เด็กกำพร้า

444

รูปภาพด้านหลัง ศูนย์เด็กกำพร้า

111

รูปตัด ศูนย์เด็กกำพร้า

114

รูปภาพชั้นหนึ่ง ห้องกิจกรรมเด็กกำพร้า

114


รูปภาพชั้นสอง ห้องนอนเด็กกำพร้า

114

รูปภาพหลังคา ศูนย์เด็กกำพร้า


จาก
https://www.facebook.com/#!/profile.php?id=100001599357227
12  ข่าว ประกาศ ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมมุสลิม / ข่าวสาร วิถีมุสลิมในเชียงใหม่ และภาคเหนือ / Re: สร้างมัสยิดโป่งน้ำร้อนป่วน-ใบปลิวว่อนขู่ขับไล่ขรก.หนุน เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 07:57:17 am
ในหมวดของสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยที่ว่าด้วยการนับถือศาสนาที่ว่า

“บุคคลย่อมมีเสรี
ภาพสมบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

การกีดกั้น ศาสนา เป็นเรื่องที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ อย่าเสพสื่อ มาก ซึ่งบางเรื่องมันต่างกับความเป็นจริง อย่างมาก เราคนไทยเหมือนกัน สร้างความรัก ความเข้าใจกัน อย่าใช้อารมณ์ นำหน้า หรือฟังการชี้นำของบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี ต่อชาติบ้านเมือง สร้างความแตกแยกกันในหมู่พี่น้องชาวไทยด้วยกันเพียงเพราะว่า เรามีศาสนาที่ต่างกัน   วอนผู้มีสติปัญญาทั้งหลายหยุดคิด หาทางออกด้วย สันติวิธี มัสยิดไม่ได้สร้างไว้ เพื่อความแตกแยก ของชุมชน มัสยิดทำหน้าที่เหมือนวัดคือเป็นศูนย์กลางของศาสนิก เพื่อสั่งสอนผู้คน ให้ประพฤติปฏิบัติ ในหลักธรรมคำสอน เพื่อให้เป็นบุคคลประชาชนมี คุณธรรม จริยธรรม นำคำสอน ไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นคนดีของสังคม ไม่มีศาสนาไหน สอน ว่า ฆ่าคนแล้วได้บุญ หรือทำให้คนในชุมชน แตกแยกคือความสำเร็จ ฉะนัั้้นทางออกที่ดี คือการได้คุยได้สร้างความเข้าใจกัน ปัญหาต่าง ๆ ก็จะจบได้ง่าย อินชาอัลลอฮฺ
13   วิีถี อิสลาม สู่ชุมชนมุสลิมเข็มแข็ง / คุณค่าอาม้าล ผลบุญคุณค่าของการทำความดีในอิสลาม / การละหมาดในยามค่ำคืน เมื่อ: เมษายน 11, 2012, 08:48:35 am
การละหมาดในยามค่ำคืน


ขอเอกองค์อัลลอฮฺให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่เข้มแข็ง ปฏิบัติในสิ่งที่ เป็นที่พอพระทัย ของพระองค์ พี่น้องที่ได้ฟัง ขอดุอาใ้ห้ผู้โพสด้วย....อินชาอัลลอฮฺ



14  สนทนา ครอบครัว เพศศึกษา / นานาสาระ เกี่ยวกับชีวิตครอบครัว / การตักเดือน...การละหมาด cartoon [sub thai] เมื่อ: เมษายน 11, 2012, 08:41:16 am

   การตักเดือน...การละหมาด cartoon [sub thai]


15  ศาสนาอิสลาม / ประวัตินบี สาวก อุลามะฮฺ / เรื่องอิสรออฺเมี๊ยะรอจญ์การเดินทางสู่ฟากฟ้าของนบีมฺุัฮัมหมัด เมื่อ: เมษายน 11, 2012, 08:32:19 am
เรื่องอิสรออฺเมี๊ยะรอจญ์การเดินทางสู่ฟากฟ้าของนบีมฺุัฮัมหมัด

555

بسم الله الرحمن الرحيم

ก่อนที่ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยวะซัลลัม ทำการอพยพ 18 เดือน อัลเลาะฮ์ตาอาลา  ทรงประทานเกียรติแด่ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ด้วยการอิสรออฺและเมี๊ยะอฺรอจญ์  การอิสรออฺ  หมายถึง  การเดินทางในเวลากลางคืน ซึ่งหมายถึงการเดินทางจากมัสยิดหรอมนครมักกะฮ์ไปยังมัสยิดอัลอักซอในเยรูซา ลิมปาเลสไตน์  ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากนครมักกะฮ์โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 เดือน  แต่การเดินทางของท่านใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น  ส่วนเมี๊ยะอฺรอจญ์ หมายถึง การขึ้นไปสู่บรรดาชั้นฟ้าของท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เพื่อได้แลเห็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของอัลเลาะฮ์ อีกทั้งเยี่ยมสวรรค์และนรก  ซึ่งเหตุการณ์อิสรออฺเมี๊ยะอฺรอจญ์นี้  ได้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอาน อันมีความว่า

سُبْحَانَ الَّذِي أَسْرَى بِعَبْدِهِ لَيْلاً مِّنَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ إِلَى الْمَسْجِدِ الأَقْصَى الَّذِي بَارَكْنَا حَوْلَهُ لِنُرِيَهُ مِنْ آيَاتِنَا إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ البَصِيرُ

"พระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ยิ่งนัก  พระองค์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์(มุฮัมมัด) ให้เดินทางในยามค่ำคืนจากมัสยิดอัลฮะรอมสู่มัสยิดอัลอักซอ  ซึ่งเราได้ให้ความสิริมงคลแก่รอบ ๆ ของมัน  ทั้งนี้เพื่อเราจะให้เขามองเห็นบางส่วนแห่งสัญลักษณ์ของเรา  แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ได้ยินยิ่ง  อีกทั้งทรงมองเห็นยิ่ง" อัลอัสรออฺ 1

ท่าน อิมามบุคอรีย์และมุสลิมได้รายงานเรื่องราวดังกล่าวจากท่านอะนัส ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ซึ่งมีเนื้อความว่า "ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ฉันได้เดินทางโดยบุร๊อก  ซึ่งบุร๊อกมีลักษณะคล้ายมากกว่าลาแต่ก็ไม่ถึงกับคล้ายล่อ  ซึ่งมันสามารถเดินเพียงก้าวเดียวก็ไปสุดลิบตา  ฉันได้ขี่มันจนไปถึงบัยตุลมักดิส คือ มัสยิดอัลอักซอ ฉันได้เข้าไปในมัสยิดและทำการละหมาดสองรอกะอัต  และฉันก็ออกมาจากมัสยิด  ดังนั้นญิบรีลได้มาหาฉันโโยนำภาชนะที่มีเหล้า และก็อีกภาชนะหนึ่งเป็นน้ำนม  และฉันก็เลือกดื่มน้ำนม  ญิบรีลกล่าวว่า "ท่านได้เลือกความบริสุทธิ์ (ซึ่งชี้ให้เห็นว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความบริสุทธิ์นั่นเอง)

หลัง จากนั้นท่านญิบรีลนำฉันขึ้นไปยังชั้นฟ้าที่ 1  ท่านญิบรีลจึงขออนุญาตเพื่อให้เปิดประตูชั้นฟ้าชั้นแรก  จึงเสียงกล่าวขึ้นว่า "ท่านเป็นใคร?" ญิบรีลตอบว่า "ฉันคือญิบรีล" และมีเสียงกล่าวขึ้นอีกว่า "ใครมาพร้อมกับท่านหรือ?" ญิบรีลตอบว่า "เขาคือมุฮัมมัด" และมีเสียงกล่าวอีกว่า "เขาถูกส่งมาที่นี้หรือ?" ญิบรีลตอบว่า "ใช่แล้ว เขาถูกส่งมาที่นี้"  ดังนั้นท้องฟ้าชั้นแรกจึงถูกเปิดให้แก่เรา  ทันใดนั้น  ฉันจึงพบกับนบีอาดำ  เขาได้ต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน
 
จากนั้นญิบรีลได้นำฉันไปสู่ ท้องฟ้าชั้นที่ 2 และขอเปิดชั้นฟ้าที่ 2 จึงมีเสียพูดอย่างเดิมเหมือนกับชั้นฟ้าชั้นแรก  แล้วทอ้งก็ถูกเปิดให้แก่เรา  ทันใดนั้นฉันจึงพบกับท่านนบียะห์ยาและนบีอีซา บุตร มัรยัม  ซึ่งทั้งสองได้ต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน

หลังจากนั้น ท่านญิบรีลจึงนำฉันไปสู่ท้องฟ้าชั้น 3  และขอเปิดท้องฟ้าชั้นที่  3  และมีเสียงพูดอย่างเดิมเหมือนชั้นแรก  และท้องฟ้าก็ถูกเปิดให้แก่ฉัน  และฉันได้พบกับนบียูซุฟ  เขาได้ให้การต้อนรับและขอพรให้แก่ฉัน  จากนั้นเราขึ้นไปสู่ชั้นฟ้าชั้นที่ 4 ฉันจึงได้พบกับนบีอิดรีส  ดังนั้นเขาได้ต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน  อัลเลาะฮ์ทรงตรัสไว้ในซูเราะฮ์มัรยัมความว่า "เราได้ยกเขา(คือนบีอิดรีส)สู่ที่พำนักอันสูงส่ง"  คือชั้นฟ้าชั้นที่ 4 นั่นเอง 

หลังจากนั้นเราได้ขึ้นสู่ชั้นฟ้าชั้นที่ 5 ซึ่งเราได้พบกับนบีฮารูณ  เขาได้กล่าวต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน  จากนั้นเราขึ้นไปสู่ชั้นฟ้าที่ 6 ซึ่งฉันได้เจอกับนบีมูซา  เขาได้ทำการต้อนรับฉันและขอพรให้แก่ฉัน  จากนั้นเราได้ขึ้นไปสู่ฟากฟ้าชั้นที่ 7 และได้พบกับนบีอิบรอฮีม นั่งพิงอยู่  ณ  ที่บัยตุลมะอฺมูร  ซึ่งจะมีมะลาอิกะฮ์เข้าไปทุกวันถึง 70000 (เจ็ดหมื่น) ท่าน

หลังจากนั้น  ญิบรีล นำฉันไปสู่ต้นพุทรา(ซิดร่อตุลมุนตะฮา) ซึ่งเป็นต้นไม้ในสรวงสวรรค์  ซึ่งใบของมันเหมือนใบหูของช้าง  ผลขอมันเหมือนโอ่งดินเผา  ซึ่งบางครั้งต้นซิดร่อตุลมุนตะฮา ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงบ้าง  สีเหลืองบ้าง  เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินบ้าง  สีเงินบ้าง  ซึ่งไม่มีผู้ใดที่จะสามารถพรรณาถึงความงดงามของมันได้

จากนั้น อัลเลาะฮ์ทรงวาฮีให้แก่ฉันกับการรับบทบัญญัติละหมาด 50 เวลาในหนึ่งวันกับหนึ่งคืน  ฉันจึงลงไปหาท่านนบีมูซา  เขากล่าวว่า "อะไรหรือที่พระผู้อภิบาลของท่านได้ฟัรดูเหนือประชาชาติของท่าน"  ฉันตอบว่า "ละหมาด 50 เวลา" นบีมูซากล่าวว่า "ท่านจงกลับไปขอผ่อนปรน (ไม่ใช่ต่อรอง) ต่อพระผู้อภิบาลของท่าน  เพราะอุมมะฮ์ของท่านไม่มีความสามารถในการปฏิบัติดังกล่าวเพราะฉันได้เคย ทดสอบกับชาวนบีอิสรออีลมาแล้ว ท่านนบีมุฮัมมัดจึงกล่าวว่า "ฉันได้กลับไปยังพระผู้อภิบาลของฉันและกล่าวขอต่อพระองค์ว่า "โอ้พระเจ้าของฉัน  โปรดทรงผ่อนปรนให้อุมมะฮ์ของฉันด้วยเถิด  ดังนั้น พระองค์ทรงลดให้ฉันจนกระทั่งหลือ 5 เวลา"  จนกระทั่งอัลเลาะฮ์ตาอาลา ทรงตรัสกับนบีมุฮัมมัดว่า "โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย ละหมาดนั้นมี 5 เวลา ในทุกหนึ่งวันและหนึ่งคืน  และทุกหนึ่งเวลาเท่ากับ 10 เวลาละหมาด  ดังกล่าวนั้นจึงเท่ากับ 50 เวลา  และผู้ใดที่ตั้งใจกระทำ 1 ความดี  แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติมัน  ก็ย่อมถูกบันทึกให้แก่เขาหนึ่งความดี  และผู้ใดตั้งใจกระทำ 1 ความชั่ว แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติมัน  ก็ไม่ถูกบันทึกบาปใด ๆ แก่เขา  และผู้ใดตั้งใจกระทำ 1 ความชั่ว  และได้กระทำมันลงไป  ก็จะถูกบันทึกให้แก่เขา 1 ความชั่วเท่านั้น

 ดัง นั้นฉันจึงลงจากฟากฟ้าและได้พบกับนบีมูซาและทำการเล่าให้นบีมูซาฟัง  ท่านนบีมูซากล่าวว่า "ท่านจงกลับไปขอผ่อนปรนต่ออัลเลาะฮ์อีกเถิด"  ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า "ฉันได้กลับไปยังพระผู้อภิบาลของฉันจนกระทั่งละอายต่อพระองค์เสียแล้ว"

หลัง จากนั้นท่านนบีจึงกลับไปยังนครมักกะฮ์ในตอนกลางคืน  เมื่อถึงตอนเช้าท่านจึงออกไปยังที่ชุมนุมชาวกุเรช  อบูญะฮัลจึงไปหาท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  และท่านนบีก็พูดกับอบูญะฮัลในเรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านเกี่ยวกับการเดนิทาง ไปยังบัยตุลมักดิส  อบูญะฮัลจึงกล่าวกับชาวมักกะฮ์ว่า "โอ้ นบีกะอับ บิน ลุอัยย์  พวกท่านทั้งหลายจงมาที่นี่ซิ"  พวกกุฟฟารจึงหันไปทางอบูญะฮัล  ดังนั้นท่านนบีจึงทำการบอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านในเมื่อคืนที่ผ่านมา (คือเรื่องอิสรออฺเมี๊ยะอฺร๊อจญ์) เมื่อพวกกุฟฟารได้ยินเรื่องดังกล่าว  พวกเขาต่างพากันปรบมือ หัวเราะ (เย้ยหยัน) และเอามือวางบนศีรษะเพื่อแสดงความแปลกใจและปฏิเสธ  ดังกล่าวจึงทำให้ผู้มีอีหม่านอ่อนแอตกศาสนา  เพราะเวลาเดินทางจากมักกะฮ์สู่บัยตุลมักดิสต้องใช้เวลาเดินทาง 2 เดือน แต่ท่านนบีไปกลับแค่คืนเดียว พวกเขาเชื่อว่าท่านนบีโกหก  จากนั้นพวกกุฟฟารกุร๊อชก็ไปหาท่านอบูบักรและเล่าเรื่องอิสรออ์ให้ฟัง  แต่ท่านอบูบักรกล่าวว่า "ถ้าหากมุฮัมมัดกล่าวเช่นนั้นแล้ว เขาย่อมพูดจริง" พวกกุฟฟารกล่าวกับอบูบักรว่า "ท่านเชื่อว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเขาพูดจริงกระนั้นหรือ?" อบูบักรกล่าวตอบว่า "แท้จริงฉันจะเชื่อเขาในเรื่องที่เหลือเชื่อกว่านี้เสียอีก" และในวันนั้นอบูบักรจึงได้รับสมญานามว่า "อัศศิดดีก" (ผู้เชื่อในสัจธรรม)

ต่อ มาพวกกุฟฟารกุร๊อชฺทำการทดสอบท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งพวกเขาถามท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถึงคุณลักษณะของบัยตุลมักดิส  แต่ท่านนบีไม่เคยเห็นและไม่ได้สังเกตุลักษณะของมันมาก่อนเลย  ดังนั้นอัลเลาะฮ์ตาอาลา ทรงทำให้มันปรากฏต่อสองตาของท่านนบีและท่านก็ทำการบอกพรรณาทีละประตู  ทีละสถานที่  พวกเขาจึงกล่าวว่า "สำหรับการบอกถึงลักษณะบัยตุลมักดิสนั้น  ท่านบอกได้อย่างถูกต้อง  ดังนั้นท่านจงบอกเกี่ยวกับกองคาราวานของเราซิ  ซึ่งเวลานี้พวกเขายังมาไม่ถึง  ดังนั้นท่านนบีจึงบอกพวกเขาถึงจำนวนอูฐ  และลักษณะของมัน  และท่านนบียังกล่าวอีกว่า "กองคาราวานจะเดินทางมาถึงในวันนั้น  วันนั้น  ตอนดวงอาทิตย์ขึ้น  นำขบวนโดยอูฐสีเทา" เมื่อถึงวันนั้นพวกเขาจึงออกไปรอดูที่ อัษษะนียะฮ์ (ชื่อสถานที่) คนหนึ่งจากพวกเขากล่าว "ขอสาบาน นี้ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว"  แล้วอีกคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า "ขอสาบาน  กองคาราวานได้มุ่งหน้ามาแล้วโดยมีอูฐสีเทานำขบวน  ตามที่มุฮัมมัดเคยกล่าวเอาไว้"  แต่กระนั้นพวกเขากลับโอหังและดันทุรัง จนกระทั่งพวกเขากล่าวว่า "สิ่งนี้ย่อมเป็นมายากลอย่างชัดเจน"   

ก่อน ซุบฮ์เล็กน้อยของคืนอิสรออฺ  ท่านญิบรีลได้มาหาท่านร่อซูลุลลอฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เพื่อทำการสอนท่านเกี่ยวกับวิธีละหมาด  และเวลาละหมาดคือ มี 2 ร่อกะอัตเมื่อแสงอรุณขึ้น  มี 4 ร่อกะอัตเมื่อดวงอาทิตย์คล้อย  4 ร่อกะอัตเมื่อเงาของสิ่งหนึ่งเท่าตัวมันเอง  3 ร่อกะอัตเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า  4 ร่อกะอัตเมื่อแสงแดงลับขอบฟ้า  ก่อนที่ละหมาด 5 เวลา จะถูกบัญญัติขึ้นนั้น  ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เคยละหมาด 2 เวลา คือตอนเช้าและตอนเย็นเหมือนกับที่ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม เคยปฏิบัติมาก่อนหน้านี้

วัลลอฮุอะลัม

   222

  อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์
       อุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์เป็นอุบัติการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ สร้างเกียรติประวัติ ให้แก่ท่านนะบีมุฮัมมัด    และแก่ประชาชาติมุสลิม ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์นี้เป็นปาฏิหารย์ (มั๊วะยิซาต) ของท่านนะบีมุฮัมมัด  โดยเฉพาะ และไม่มีนะบีท่านใดได้รับเกียรติมาก่อนเลยในการขึ้นไปสู่ฟากฟ้าด้วยร่างกาย และจิตวิญญาณพร้อมกันไปจนถึง "ซิ๊ดร่อติ้ล มุงตะฮา" เพื่อเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และยังถือได้ว่าอุบัติการณ์นี้เป็นการให้สัตยาบันของบรรดานะบี "ซ่อลาวาตุ้ลลอฮิ อะลัยฮิ้ม" แก่ท่านนะบี อีกด้วย ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำแห่งบรรดานะบี แม้ว่าท่านจะเป็นนะบีสุดท้ายก็ตาม

อีก ประการหนึ่งก็คือ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรู้ดีว่ายุคที่จะมีมาภายหลังที่ท่านนะบีมุฮัมมัด  สิ้นชีวิตไปแล้วนั้นเป็นยุคแห่งวิทยาการ ซึ่งจะทำให้มนุษย์ได้รับความเจริญก้าวหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอวกาศ ดังที่เราได้พบเห็นกันมาแล้วเกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านนี้ จนกระทั่งมนุษย์ได้บินขึ้นสู่พื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

เป็นที่ทราบ กันดีว่าวิชาความรู้นั้นหากไม่พึ่งพาอาศัย การเชื่อมั่นศรัทธาในพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกอันแท้จริงแล้ว วิชาความรู้นั้นย่อมจะนำไปสู่ความหยิ่งยะโสอวดดีและความพินาศในที่สุด เพราะความสำเร็จของนักวิชาการอาจจะทำให้เขานึกเดาเอาว่าตนนั้นมีความสามารถ ในการพิสูจน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ จนเป็นผลสำเร็จได้เอง โดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมทางด้านวิชาการแทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ กลับกลายเป็นการอาศัยวิชาการเพื่อทำลายล้างโลกกัน

การที่ท่านนะบีมุ ฮัมมัด  สามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแห่งฟากฟ้าด้วยร่างกายและจิตวิญญาณของท่านนั้น เท่ากับเป็นการท้าทายบรรดานักวิชาการทั้งหลายที่สามารถพิชิตดวงจันทร์และดวง ดาวอื่น ๆ ซึ่งเพียงแต่อยู่ในฟ้าชั้นที่หนึ่งเท่านั้น การท้าทายดังกล่าวเท่ากับเป็นการลดความยะโสของนักวิชาการทั้งหลาย และเป็นการสอนให้พวกเขาได้สำนึกถึงเดชานุภาพของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้ทรงยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง

อุบัติการณ์อัล อิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ครั้งกระนั้นเท่ากับเป็นการประกาศให้ชาวโลกทั้ง หลายได้ทราบว่า อำนาจของนบีอิสรออีลภายหลังการอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ของท่านนะบีมุ ฮัมมัด  นั้นหมดสิ้นลงแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะมัสยิดิลอักซอเป็นสถานที่ที่มีบรรดานะบี (อะลัยฮิมุซซ่อลาตุ วัสสลาม) หรือนบีอิสรออีลหลายท่านเคยใช้เป็นสถานที่ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.)   เกียรติอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้มุสลิมในอดีตพยายามอย่างยิ่งที่จะพิทักษ์รักษา มัสยิดิลอักซอเอาไว้ นับตั้งแต่มุสลิมได้พิชิตดินแดนปาเลสไตน์ในสมัยค่อลีฟะฮฺที่สองของอิสลาม คือท่านอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เป็นต้นมา

เมื่อตกมาถึงศตวรรษที่ 11 เมื่อมุสลิมหันหลังให้แก่ศาสนาและมีความแตกแยกกัน จนกระทั่งพวกครูเสดได้ยึดเอามัสยิดิลอักซอไป พวกมุสลิมก็ยังสามารถหันมายึดมั่นในศาสนาที่ช่วยสร้างพลังและความสามัคคีให้ แก่มุสลิมด้วยการเข้ายึดมัสยิดิลอักซอกลับคืนมา และขับไล่พวกครูเสดให้ออกไปจากดินแดนมุสลิม ต่อมาเมื่อ ค.ศ.1967 มุสลิมได้แตกแยกกันอีก โดยผู้นำมุสลิมบางประเทศไปร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายศัตรูของอิสลาม ดังนั้นมัสยิดิลอักซอซึ่งเป็นมัสยิดสำคัญอันดับสามของมุสลิม จึงตกไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอิสลามคืออิสรออีลจนกระทั่งปัจจุบันนี้ และในอนาคตอีกไม่รู้ว่าจะนานสักปานใด ดินแดงและมัสยิดิลอักซอของมุสลิมจะกลับคืนมาสู่เจ้าของเดิมอีกครั้งหนึ่ง

อุบัติ การณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นในคืนเดียวกัน ด้วยระยะเวลาอันสั้น ก่อนที่ท่านนะบี    จะอพยพออกจากนครมักกะฮฺไปสู่นครอัลมะดีนะฮฺประมาณหนึ่งปี อุบัติการณ์ดังกล่าวนี้อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกำหนดให้มีขึ้นเพื่อจะได้ทรงทดสอบว่าใครบ้างเป็นผู้ศรัทธาเชื่อมั่นต่อ พระองค์อย่างแท้จริง และเพื่อที่จะให้ร่อซูลของพระองค์คือท่านนะบีมุฮัมมัด  ได้ประจักษ์แจ้งในสัญญาณต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงสำแดงให้เห็นถึงเดชานุภาพของพระองค์ ดังหลักฐานจากอัลกุรอาน ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอิสรออฺ อายะฮฺที่หนึ่งว่า
ความว่า ?มหาบริสุทธิ์ (อัลลอฮฺ) ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ออกเดินทางในเวลากลางคืนจากมัสยิดิลฮะรอมไปยังมัสยิ ดิลอักซอ อันเป็นสถานที่ที่เรา (อัลลอฮฺ) ได้ให้มีบะร่อกะฮฺ (ความจำเริญและศิริมงคล) แก่บริเวณรอบ ๆ นั้น ทั้งนี้เพื่อต้องการให้บ่าวของเรา (มุฮัมมัด) ได้ประจักษ์แจ้งถึงสัญญาณต่าง ๆ ของเรา แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น? (17:1)

จาก ตัวบทอัลกุรอานในซูเราะฮฺอัลอิสรออฺเพียงอายะฮฺเดียวเท่านั้นที่ยืนยันถึง อุบัติการณ์อัลอิสรออฺ ฉะนั้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของอัลลอฮฺ ที่มีแก่เรา พระองค์จึงทำให้ตัวบทในเรื่องของอัลอิสรออฺมีหลักฐานทางวัตถุยืนยันด้วยตัว บทอย่างชัดแจ้ง เพราะเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นบนแผ่นดิน คือมัสยิดิลฮะรอมและมัสยิดิลอักซอ และทำให้อัลเมียะอฺรอจญ์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนชั้นฟ้า มีหลักฐานเป็นรูปธรรมของการมีพันธกรณี คือเมื่อเป็นการกระทำของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) แล้ว เราต้องเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ส่วนหลักฐานยืนยันจากตัวบทอัลกุรอานในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลเมียะอฺรอจญ์ก็ คือ
ความว่า ?แท้จริงเขา (มุฮัมมัด) ได้เห็นส่วนหนึ่งจากบรรดาสัญญาณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าของเขา? (53:18)

ฮะ ดีสเกี่ยวกับอุบัติการณ์อัลอิสรออฺนี้ ได้มีศ่อฮาบะฮฺมากกว่า 20 ท่านรายงาน แต่ละรายงานย่อมแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย บางรายงานก็สั้นบางรายงานก็ยาว แต่ฮะดีสเกี่ยวกับอัลอิสรออฺนี้บรรดามุสลิมได้เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นอุบัติ การณ์จริง คือท่านนะบีมุฮัมมัด    ได้ออกเดินทางจากมัสยิดิลฮะรอมในนครมักกะฮฺถึงมัสยิดิลอักซอในนครเยรูซาเล็ม เพียงช่วงหนึ่งของเวลากลางคืน ทั้งที่ระยะเวลาเดินทางโดยกองคาราวานจะใช้เวลาถึง 40 วัน การเดินทางในเวลากลางคืนอัลอิสรออฺของท่านนะบี ได้เกิดขึ้นทั้งเรือนร่างและจิตวิญญาณของท่าน ขณะที่ท่านตื่นนอนมีสติสัมปชัญญะ มิใช่เป็นความฝันตามความคิดเห็นของคนบางคน พวกปฏิเสธซุนนะฮฺที่ไม่ยอมเชื่อฮะดีสเกี่ยวกับอุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัล เมียะอฺรอจญ์ มีสภาพเช่นเดียวกับพวกปฏิเสธศรัทธา (กุฟฟาร) ที่กล่าวหาท่านนะบีว่าพูดเท็จ

จากรายงานฮะดีสซึ่งมีหลายริวายะ ฮฺเกี่ยวกับเรื่องอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์นี้ พอจะสรุปเค้าความได้ ก็คือท่านนะบี    ได้ออกเดินทางในเวลากลางคืนจากมัสยิดิลฮะรอม โดยมีญิบรีล อะลัยฮิสสลามเป็นผู้นำทาง และท่านได้นั่งบนบุร๊อก (เป็นสัตว์พาหนะ) และไปถึงเยรูซาเล็ม (บัยตุลมักดิส) ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ท่านนะบี  ได้พบกับบรรดานะบีหลายท่าน และท่านได้เป็นอิมามนำละหมาด

หลังจากนั้น ญิบรีลได้นำท่านนะบี  ขึ้นสู่ฟากฟ้า และได้พบกับบรรดานะบีหลายท่าน ตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่เจ็ดท่านนะบี    ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากบรรดานะบีเหล่านั้น ต่อจากนั้นท่านนะบี  ได้ถูกนำไปยัง "ซิ๊ดร่อติ้ล มุงตะฮา" และได้เห็น "บัยตุ้ลมะห์มูรจฺ" ซึ่งเป็นกะอบะฮฺของบรรดามะลาอิกะฮฺ และได้เห็นสวรรค์และนรก แล้วญิบรีลก็ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้นพลางกล่าวว่า ?มุฮัมมัด นี่คือขอบเขตของฉัน ฉันไม่สามารถจะล่วงล้ำเขตนี้ไปได้? หลังจากนั้นท่านก็ได้ขึ้นต่อไปจนถึง "มะกอมุ้ลอัสนา" และ "ดะร่อยาตุ้ลอูลา" จนถึง "มะกอมุ้ล มุนายาต" ซึ่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงเปิดเผยพระองค์ ท่านนะบี  ได้กล่าวว่า  และอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ตรัสตอบว่า และท่านนะบี  ได้กล่าว

บรรดามะลาอิกะฮฺเมื่อได้ยินการกล่าวทักทายเช่นนั้นจึงกล่าวขึ้นพร้อม ๆ กันว่า
นคืน วันนั้นอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ทรงบัญญัติการละหมาด 50 เวลา ภายในหนึ่งวันให้แก่ประชาชาติของมุฮัมมัด เมื่อท่านได้กลับลงมาพบกับนะบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ท่านก็พูดว่า ?นั่นเป็นการลำบากแก่ประชาชาติของท่านที่จะปฏิบัติเช่นนั้นได้ ฉันได้เคยทดลองกับบนีอิสรออีลมาแล้ว มุฮัมมัดจงกลับไปขอลดหย่อนจำนวนละหมาดลงอีก? ท่านะบี  ได้เวียนไปขอลดภาระดังกล่าวจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) หลายครั้ง จนเหลือเพียง 5 เวลา ท่านจึงได้กล่าวกับนะบีมูซาว่า ?ฉันรู้สึกละอายใจที่จะไปขอลดหย่อนต่อพระองค์อีก ฉันขอน้อมรับเวลาละหมาดวันละ 5 เวลานี้ไว้? และอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็มีบัญชาว่า ?การละหมาด 5 เวลาต่อหนึ่งวันนี้จะได้รับผลบุญตอบแทนเป็นรางวัลเท่ากับ 50 เวลา?

ในอุบัติการณ์อัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์นั้น ท่านนะบี  ได้พบเห็นเหตุการณ์มากมายพอจะสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้คือ

พวกที่ต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)
พวกที่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องของการละหมาด
พวกที่หมกมุ่นอยู่ในทางเพศที่หะรอม
พวกที่กินดอกเบี้ย
พวกที่กินทรัพย์สมบัติของเด็กกำพร้าด้วยความอธรรม
พวกที่ไม่บริจาคซะกาต
พวกที่ชอบนินทาใส่ร้ายผู้อื่น
พวกที่ชอบพูดในสิ่งที่เขาไม่กระทำ
สำหรับ เหตุการณ์ทั้งหมดดังกล่าวมานี้ เราจะขอเน้นหนักในเรื่องของพวกที่ไม่ให้ความสนใจในเรื่องการละหมาด โดยมีรายงานแจ้งว่า ท่านนะบี  ได้ผ่านกลุ่มชนหนึ่งซึ่งศีรษะของพวกเขาถูกทุบให้แตกด้วยก้อนหิน ทุกครั้งที่ศีรษะแตกมันก็จะกลับมีสภาพเช่นเดิมอีก และก็เป็นเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา ท่านนะบี  จึงกล่าวถามว่า ?โอ้ญิบรีล พวกเหล่านี้เป็นใครกัน?? ญิบรีลกล่าวว่า ?พวกเหล่านี้คือ ผู้ที่ศีรษะของเขาหนักในเรื่องเกี่ยวกับละหมาดฟัรฎู" หมายถึงเมื่อได้ยินอะซานแล้วไม่ยอมลุกขึ้นไปละหมาด

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เขารู้ถึงฐานะของการละหมาดว่ามีความยิ่งใหญ่เพียงใด การละหมาดเป็นหัวใจสำคัญในหลักปฏิบัติของอิสลาม เป็นเครื่องหมายที่จำแนกระหว่างมุสลิมกับผู้ที่มิใช่มุสลิม และเป็นสิ่งแรกที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จะทรงสอบสวนผู้ที่เป็นมุสลิมในวันกิยามะฮฺ หากพบว่าละหมาดของเขาเรียบร้อยสมบูรณ์ การงานอื่น ๆ ของเขาก็จะเรียบร้อยสมบูรณ์ไปด้วย ฐานะของการละหมาดในอิสลามนับเป็นฐานะอันสูงสุดจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ จากท่านนะบี    เพราะท่านได้รับบัญญัติละหมาดในคืนอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ และยังถือว่าสิ่งที่จะสร้างความสุขให้แก่ท่านคือการละหมาด ดังที่ท่านเคยปรารภกับท่านบิลาล มุอัซซินประจำตัวของท่านว่า ?บิลาลเอ๋ย! จงให้เราได้รับความสุขสบายด้วยการละหมาดเถิด? และท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า "และการละหมาดนั้นเป็นขวัญใจของฉัน" ดังฮะดีสของท่านร่อซูลุลลอฮฺ  กล่าวไว้มีความว่า

?สิ่งแรกที่บ่าวของอัลลอฮฺจะถูกสอบสวนในวันกิยามะ ฮฺ ก็คือเรื่องละหมาด หากละหมาดของเขาเรียบร้อยดี การงานอื่น ๆ ก็พลอยดีไปด้วย และหากละหมาดของเขาเสีย การงานอื่น ๆ ก็พลอยเสียไปด้วย?

การ ที่อิสลามเทิดทูนการละหมาดให้เป็นหลักและยอดของการนับถือศาสนาก็เพราะว่า การละหมาดเป็นสถานะอันสูงสุดและมีความสำคัญอันใหญ่หลวงในทัศนะของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ดังปรากฎในรายงานจากอับดุลลอฮฺ อับนอุมัร แจ้งว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ  กล่าวไว้ความว่า ?ผู้ใดรักษาการละหมาด การละหมาดนั้นจะเป็นรัศมีแก่เขา และเป็นหลักฐาน และเป็นการรอดพ้นในวันกิยามะฮฺ และผู้ใดที่ไม่รักษาการละหมาด ผู้นั้นจะไม่มีรัศมี ไม่มีหลักฐาน และไม่มีความรอดพ้น และในวันกิยามะฮฺเขาจะอยู่ร่วมกับกอรูน ฟิรเอาน์ และอุบัย อิบนุค่อลัฟ? (อุบัย อิบนุ ค่อลัฟ ผู้นี้เป็นหัวหน้ามุชริกคนสำคัญ คนหนึ่งที่ต่อต้านอิสลามอย่างหนักในระยะแรก และถูกฆ่าตายในสงครามบัดรฺ ในปีที่สองแห่งฮิจเราะฮฺศักราช)

ที่กล่าวมาพอสังเขปเกี่ยวกับฐานะการ ละหมาด ทำให้ผู้ที่ละเลยไม่ละหมาดตามเวลา ด้วยการกระทำหลายรูปแบบ เช่น สาละวนอยู่กับการทำมาหากิน การเพลินเพลินอยู่กับการละเล่น การหาความสำราญด้วยการดูโทรทัศน์ การง่วนอยู่กับการทำงานบ้าน บุคคลเหล่านี้จะถูกลงโทษอย่างหนัก ด้วยการถูกทุบศีรษะด้วยก้อนหินจนแตก และจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป ดังสภาพของพวกเขาที่ท่านนะบี  ได้เห็นมาในคืนอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ สภาพการลงโทษนั้นจะคงมีอยู่เรื่อย ๆ ตลอดไปจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ จึงถือได้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะนอกจากท่านร่อซูล  ได้พบเห็นมาแล้ว ยังมีดำรัสของอัลลอฮฺในซูเราะฮฺอัลมาอูน อีกว่า
ความว่า ?ดังนั้นความหายนะจงประสบแก่บรรดาผู้ทำละหมาด ผู้ที่พวกเขาเผลอไผลต่อการละหมาดของพวกเขา?

แน่ นอนการลงโทษจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ย่อมประสบกับผู้ที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ ทั้งนี้เนื่องจากการไม่ให้ความสนใจในการละหมาด นอกจากนี้ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่เขาทำละหมาด แต่ปราศจากวิญญาณแห่งการละหมาด เพราะเขามิได้ปฏิบัติละหมาดตามแบบอย่างที่ท่านนะบี  ได้สั่งสอนเอาไว้ว่า ความว่า ?ท่านทั้งหลายจงละหมาดเสมือนกับที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด? (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์)

ดังนั้น ทำอย่างไรเราจึงละหมาดให้ถูกต้องตามแบบฉบับของท่านร่อซูลุลลอฮฺ  ก็มีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะกระทำได้ ด้วยการศึกษาหาความรู้ หรือสอบถามคนที่เขารู้
จากหนังสือของ อัล-อิศลาหฺสมาคม 
والسلام


ที่มา
http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php/topic,1071.0.html

ข้อคิดจากอิสรออฺ-เมียะอฺรอจ
ข้อคิดจากอัลอิสรออฺและอัลเมียะอฺรอจญ์ (الاسراء والمعراج) โดย ด.ญ.ธีรดา ลีวัน และ ด.ญ.ธัญธร รอดแก้ว นักเรียนชั้่น ม.3 พูดหน้าเสาธง ณ อาคาร ม.ต้น ต่อด้วยอนาชีด โดย ด.ช.ประเสริฐ อุ่นอำไพ นักเรียนชั้น ม.2 และ อ.วิรัตน์ เรืองปราชญ์ ครูผู้ฝึกสอน จัดโดย กลุ่มสาระฯศาสนาและภาษาอาหรับ โรงเรียนอิสลามสันติชน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา


หน้า: [1] 2 3 ... 24


ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap