Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
รวมเรื่องย่อ วรรณกรรม ล้านนา เช่น อ้ายร้อยขอด วรรณกรรมค่าวซอของล้านนา
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มีนาคม 23, 2017, 01:14:40 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมเรื่องย่อ วรรณกรรม ล้านนา เช่น อ้ายร้อยขอด วรรณกรรมค่าวซอของล้านนา  (อ่าน 42940 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 14.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 20, 2010, 10:17:26 am »
แบ่งปัน

รวมเรื่องย่อ วรรณกรรม ล้านนา เช่น อ้ายร้อยขอด วรรณกรรมค่าวซอของล้านนา

เก็บบันทึกนิทานทั้งหมดจาก  
http://202.143.128.66/~kruya/50webm6/unit4/portlio/6190/body.htm


   ประวัติผู้จัดทำ
          
                    ชื่อ น.ส.วลัยพร สกุล วันแก้ว
                    เกิดวัน เสาร์ ที่ 13 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531
                    บ้านเลขที่ 11 หมู่ 4 ต.บุญเกิด อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา
                    สีที่ชอบ ส้ม,ชมพู,ฟ้า,เหลือง
                    ดอกไม้ที่ชอบ ชบา ( สีชมพู )
                    กีฬาที่ชอบ ว่ายน้ำ,บาสเกตบอล
                    ดาราที่ ชาคริต,ศรราม
                    นักร้องที่ชอบ big ass,Body slam
                    แนวเพลงที่ชอบ Poprock
                    สัตว์เลี้ยงที่โปรดปราน สุนัข,แมว
                    อาชีพที่ชอบ ทันตแพทย์
                    งานอดิเรก นอนหลับ,ฟังเพลง,อ่านหนังสือการ์ตูน
                    หนังสือที่ชอบ หนังสือการ์ตูน,นวนิยาย
                    สถานที่ที่อยากไป ทะเล
    
                                แหล่งอ้างอิง
    
                                   หนังสือ เรียนภาษาไทย รายวิชา ท 031 นิทานพื้นบ้าน
    
                    หลักสูตรมันธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ส. 2533)
    
            
              
                 เรื่อง “อ้ายร้อยขอด
          
              
                
                 อ้ายร้อยขอดเป็นบุตรพราหมณ์ อาศัยอยู่ในเมืองอินทะซึ่งมีกษัตริย์ทรงพระนามว่า สิริมติและพระมเหสีชื่อ นางคันธา มีพระธิดาเจ็ดองค์ องค์สุดท้ายชื่อว่า รัตนาพิมพา อ้ายร้อยขอดพอเกิดมาแล้วบิดาก็ตาย ส่วนแม่นั้นเลี้ยงดูอยู่ไม่นานก็ตายไปตั้งแต่อ้ายร้อยขอดยังเล็กๆ อ้ายร้อยขอดจึงเลี้ยงชีพด้วยการขอทานเพราะยากจนไม่มีแม้เสื้อผ้านุ่งห่ม มีเพียงผ้าขาดก็มัดเป็นปมไว้ทั่วตัว จึงถูกชาวบ้านเรียกว่า อ้ายร้อยขอด (อ้ายร้อยปม)
    
                 ครั้งหนึ่งพระเจ้าสิริมติจัดงานปอยหลวงทอดกฐิน และให้ทานแก่ยาจก อ้ายร้อยขอดก็ไปร่วมกับการแจกทานด้วย นางรัตนาพิมพาเห็นอ้ายร้อยขอดก็สงสารจึงยกพานพุ่มดอกไม้ให้อ้ายร้อยขอดร่วมอนุโมทนากับนางด้วย พระเจ้าสิริมติเห็นดังนั้นก็กริ้วที่พระธิดายกย่องขอทานเทียบเท่ากับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จึงขับไล่นางรัตนาพิมพาไปอยู่กับอ้ายร้อยขอด นางก็เต็มพระทัยไปใช้ชีวิตร่วมกับอ้ายร้อยขอด ขอที่ดินทำไร่นาตามประสาคนจน วันหนึ่งอ้ายร้อยขอดไถนาพบหินก้อนใหญ่และพบว่าในหินมีแก้ววิเศษ
    
                 ครั้งหนึ่งพระเจ้าสิริมติให้หกเขยไปค้าวัวต่างที่เมืองจำปา และให้อ้ายร้อยขอดเป็นคนใช้ไปด้วย อ้ายร้อยขอดนำแก้วของตนไปเสนอขายกับเจ้าเมืองจำปา พ่อค้ามาช่วยตีราคาแต่ตีค่าต่ำกว่ามาก ลูกตาจึงทะลักออกมา ในที่สุดจึงรู้ว่าแก้ววิเศษมีค่ามากจนหาที่เทียบไม่ได้ เจ้าเมืองจำปาจึงรู้ว่าอ้ายร้อยขอดเป็นผู้มีบุญญาธิการและรับไว้เป็นบุตรบุญธรรม ส่วนหกเขยค้าขายเสร็จแล้วก็กลับไป
    
                 อ้ายร้อยขอดคิดถึงนางรัตนาพิมพาจึงยกพลไปยังเมืองอินทะ ในครั้งนั้นประชาชนต่างตระหนกตกใจคิดว่ามีศึกติดเมือง เมื่อรู้ความจริงแล้วอำมาตย์จึงมาเชิญอ้ายร้อยขอดเข้าเมือง แต่อ้ายร้อยขอดไม่ยอมจนกว่าเจ้าสิริมติจะมาเชิญด้วยพระองค์เอง ชาวบ้านชาวเมืองต่างก็แซ่ซ้องถึงบุญบารมีของอ้ายร้อยขอด ในที่สุดเจ้าสิริมติอภิเษกให้เป็นเจ้าเมืองอินทะทรงนามว่า พระเจ้าพันธุมติ ครองเมืองอย่างสันติสุขสืบมา ฯลฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 13, 2011, 02:39:19 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 14.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 20, 2010, 10:27:45 am »
แบ่งปัน

เรื่องปู่เจ้าลาวจก


ปู่เจ้าลาวจกหรือลวจังกราชเป็นนิทานวีรบุรุษของชาวภาคเหนือ มีเรื่องปรากฏอยู่ในตอนต้นของ “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” (พื้นเมือง-ประวัติ) ส่วนในพงศาวดารโยนกเรียกว่า “ลวจังกราช” เนื้อเรื่องมีดังนี้ ... ครั้งนั้นพระอินทร์ได้เสด็จไปยังสำนักเทพบุตร และร้องขอลวจังกราชเทพบุตรให้จุติลงมาเกิดเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ในมนุษย์โลกในอาณาจักรล้านนา

เพื่อทำนุบำรุงพระศาสนาลวจังกราชเทพบุตรก็รับคำของพระอินทร์จึงพาบริวารมาเกิดด้วย 1 พัน โดยใช้เกริ๋น (บันได) เงิน พาดจากฟ้ามาสู่ดอยตุง เทพบุตรทั้งหลายก็โอปปาติกะ คือเกิดเองโดยไม่มีพ่อแม่เป็นมนุษย์ วัยหนุ่มสาวอายุได้ 16 ปี และพากันมาพักที่ใต้ต้นไม้ตัน (พุทรา) ใกล้แม่น้ำสายในเมืองชัยวรนคร ผู้คนทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ ที่มีคนหนุ่มสาวหน้าตางดงามอายุเท่ากันหนึ่งพันคนแลเห็นเกริ๋นเงินพาดอยู่ในอากาศด้วย จึงเรียกชื่อบริเวณนั้นเป็นเมืองเงินยัง (เงินยาง) ชาวเมืองจึงเชิญลวจังกราชเป็นกษัตริย์ครองเมืองชัยวรนคร เมื่อพระยาลวจังกราชครองเมืองแล้วกิตติศัพท์ก็แพร่กระจายไปยังหัวเมืองอื่นๆ ว่าพระยาเทวราชได้เสด็จจากชั้นฟ้ามาเป็นกษัตริยในเมืองชัยวรนคร เจ้าเมืองต่างๆ จึงส่งบรรณาการมาถวายขอเป็นเมืองขึ้นมากมาย พระยาลวจังกราชก็ทำนุบำรุงไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่สุขสำราญและขยายอาณาเขตไปกว้างขวาง

ประชาชนสร้างสวนไร่นาและเหมืองฝายมีน้ำอุดมสมบูรณ์ พระยาลวจังกราชมีโอรส 3 องค์ ชื่อ ลาวครอบ ลาวช้าง และลาวเก๊าแก้วมาเมือง วันหนึ่งพระโอรสทั้งสามไปจับปู พี่ทั้งสองให้ลาวเก๊าอยู่เฝ้าตาข่ายและถือฆ้อนไว้ทุบปู ส่วนพี่ชายทั้งสองตามขุดรูปูซึ่งเข้าไปในเผิงผา ติดตามไปไกลปล่อยทิ้งน้อง คนเล็กเฝ้าหน่าง (ตาข่าย) เพียงผู้เดียว จนเย็นพี่ทั้งสองก็กลับเมืองโดยลืมน้องชายจึงไม่ได้ชวนกลับบ้านด้วย ส่วนลาวเก๊านั่งคอยพี่ทั้งสองจนมืดค่ำจึงกลับเมืองด้วยความโกรธที่พี่ทั้งสองหลอกให้ตนนั่งเฝ้าอยู่ผู้เดียวลาวเก๊าจึงมาทูลพระราช บิดากล่าวหาพี่ทั้งสอง พระยาลวจังราชทราบเรื่องดังนั้นเห็นว่าสามพี่น้องหากอยู่รวมกันจะเกิดวิวาทกัน จึงสร้างบ้านเมืองให้ไปปกครองคือสร้างเมืองว่าบ้านถ้ำให้ลาวครอบ และสร้างเมืองชื่อบ้านค้าให้ลาวช้าง ส่วนลาวเก๊าแก้วมาเมือง ให้ไปอยู่บ้านผาเรา ครั้นเมื่อพระยาลวจังกราชสิ้นพระชนม์ ลาวเก๊าก็ได้ครองเมืองชัยวรนครสืบต่อมาทรงพระนามว่า “ลาวเก๊าแก้วมาเมือง” และสืบสันตติวงศ์เป็นต้นราชวงศ์ครองเมืองล้านนาต่อมามีการย้ายเมืองหลายครั้ง และสมัยของกษัตริย์องค์ที่ ๒๕ คือ “พระยามังราย” ได้ย้ายเมืองมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ปัจจุบัน

คัดลอกจาก
http://202.143.128.66/~kruya/50webm6/unit4/portlio/6190/page4.htm


เรื่องตัวหนังสือ


ชาวไทยลื้อ ซึ่งเป็นคนไทยภาคเหนือกลุ่มหนึ่ง พูดภาษาถิ่นเหนือ แต่มีสำเนียงต่างไป มีนิทานอธิบายเหตุว่าทำไมหนังสือจีนจึงมีรูปร่างเหมือนไก่เขี่ย และทำไมชาวอีก้อจึงไม่มีตัวหนังสือใช้ดังนี้ ครั้งหนึ่งพระฤษีมาบอกตัวหนังสือแก่คนเผ่าต่างๆ หัวหน้าเผ่าก็ไปเรียนหนังสือกับพระฤษี มีชาวฮ่อ (จีน) ชาวลื้อ ชาวอีก้อ ทุกคนเรียนหนังสือแบบเดียวกันชนิดเดียวกัน เมื่อเรียนเก่งแล้วจึงลาพระฤษีกลับบ้าน ทุกคนก็จบแบบอย่างตัวหนังสือมาทุกคน

ชาวจีนฮ่อจดตัวหนังสือไว้ในกระดาษ ส่วนไทยลื้อจดไว้ในใบลาน ชาวอีก้อจดไว้ในแผ่นหนังสุนัข ทั้งสามเดินทางรอนแรมกลับบ้าน ระหว่างทางต้องข้ามแม่น้ำยมุนา ทั้งสามสหายจึงต้องทำแพข้ามแม่น้ำมาด้วยกัน แพถูกน้ำซัดไปชนแก่งหินขนแพจมและต่างก็ว่ายน้ำตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง โดยทุกคนก็เก็บตำราตัวหนังสือของตนไว้อย่างดี พอมาถึงฝั่งชาวลื้อที่เขียนตำราหนังสือไว้ในใบลานตัวหนังสือยังอยู่ดี ชาวอีก้อเขียนบนแผ่นหนังสุนัขตัวหนังสือเลอะเลือนอ่านไม่ได้

ส่วนจีนฮ้อเขียนในกระดาษ เมื่อเปิดดูไม่มีตัวหนังสืออยู่เลย ชาวจีนฮ้อเสียใจมากจึงเดินหาตัวหนังสือตามชายฝั่งน้ำ ครั้นเมื่อพบรอยนกตามริมฝั่งน้ำก็คิดว่าเป็นตัวหนังสือถูกน้ำพัดมาจึงมีรูปร่างเปลี่ยนไป จีนฮ่อจึงคัดลอกจากรอยตีนนกลงในกระดาษใหม่ ฉะนั้นตัวหนังสือจีนฮ่อ (อักษรจีน) จึงมีรูปร่างเหมือนรอยตีนนกตั้งแต่นั้นมา ส่วนชาวอีก้อตัวหนังสือเลือนหมดเหลือแต่แผ่นหนัง ฉะนั้นชาวอีก้อจึงคิดว่าความรู้มันอยู่ในแผ่นหนังนี่แล้ว เลยเผาแผ่นหนังกินเพื่อให้ความรู้อยู่ในท้อง ฉะนั้นชาวอีก้อจึงไม่มีตัวหนังสือเพราะกินไปหมดแล้ว สำหรับชาวไทยลื้อ (คนไทยภาคเหนือ) ตัวหนังสือยังอยู่ดีจึงมีตัวอักษรใช้จนทุกวันนี้





เรื่อง สามกษัตริย์


อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่จังหวัดเชียงใหม่ หมายถึงพ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนมังรายและพ่อขุนงำเมือง ทั้งสามพระองค์เป็นหัวหน้ากลุ่มชนชาวไทยตอนเริ่มสร้างอาณาจักรไทย ซึ่งในขณะนั้นชาวไทยยังแยกกันเป็นสามรัฐ คือ สุโขทัย ล้านนาไทย และพะเยา (รวมทั้งดินแดนฝั่งโขงด้วย) แต่ทั้งสามรัฐก็เป็นไมตรีกัน ส่วนในภาคกลางไม่มีเรื่องนิทานวีรบุรุษของกษัตริย์ฝ่ายเหนือมาเกี่ยวข้อง แต่ในภาคเหนือได้มีนิทานกล่าวถึงพระร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) อยู่ไม่น้อย และกล่าวว่ากษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์เป็นพระสหายกัน ซึ่งมีบันทึกเป็นพงศาวดารโยนก แต่ก็มีเรื่องบางตอนเหมือนนิทานแต่งเพิ่มเติมแทรกเข้าไป ดังตัวอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ (บางตอนเป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์ แต่บางตอนเป็นเรื่องแทรกเข้ามา) พ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนมังราย พ่อขุนงำเมือง เป็นโอรสของกษัตริย์ ทั้ง ๓ พระองค์อยู่ในวัยเดียวกัน เป็นพระสหายกันมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์และได้เดินทางไปศึษาศิลปวิชาการด้วยกันที่สำนักสุกทันตฤษี วัดเขาสมอคอน เมืองละโว้ ครั้นเมื่อเจริญวัยต่างก็ได้ครองเมืองทุกพระองค์ คือพ่อขุนรามคำแหงครองเมืองสุโขทัย พ่อขุนมังรายครองเมืองเชียงราย (ภายหลังย้ายมาเมืองเชียงใหม่) พ่อขุนงำเมืองครองเมืองพะเยา ทั้งสามพระองค์ยังเป็นพระสหายรักใคร่กันอยู่ เช่นเมื่อครั้งพ่อขุนมังรายย้ายราชธานีมาเมืองเชียงใหม่

ยังเชิญพระสหายทั้งสองไปดูทำเลสร้างเมืองด้วย พ่อขุนรามคำแหง (พงศาวดารโยนกเรียกว่าพระยาร่วง) ปรกติจะเสด็จไปเยี่ยมพระยางำเมืองที่เมืองพระเยาปีละครั้ง และถือโอกาสเสด็จไปสรงน้ำในแม่น้ำโขงด้วย พระยาร่วงจะเสด็จโดยขบวนช้างผ่านเมืองแพร่ไปเมืองพะเยาจนเส้นทางเป็นร่องลึก เกิดเป็นทางลำธารน้ำเรียกชื่อว่า “แม่ร่องช้าง” พระยางำเมืองก็ทรงต้อนรับพระสหายอย่างดียิ่ง เมื่อยามพระร่วงเสด็จมาเยี่ยมเยียน พระยางำเมืองมีพระชายาชื่อ นางอั้วเชียงแสน มีรูปโฉมงดงาม พระยาร่วงเห็นเข้าก็ทรงสมัครรักใคร่ ส่วนพระนางก็มีพระทัยตรงกัน พระยาร่วงหาโอกาสลอบเป็นชู้กับพระนางจนทราบถึงพระยางำเมืองจึงสั่งให้เสนาจับตัวพระยาร่วง พระยาร่วงจำแลงเป็นนกเอี้ยง พระยางำเมืองร่ายเวทมนตร์ให้นกเอี้ยงอ่อนกำลังบินไม่ได้ตกลงในหนองน้ำซึ่งเรียกว่า “หนองเอี้ยง” ทุกวันนี้ในที่สุดพระยางำเมืองจับตัวพระยาร่วงได้และกักขังไว้เพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับพระสหาย


จึงส่งพระราชสารเชิญพระยามังรายพระสหายมาเป็นผู้ตัดสิน เมื่อพระยามังรายมาถึงเมืองพะเยาแล้วทรงรำพึงว่า ถ้าหากพระยาร่วงกับพระยางำเมืองผิดใจกันก็จะเป็นเวรกรรม (รบราฆ่าฟันกัน) ต่อไปภายหน้า พระยามังรายจึงหาวิธีการที่นุ่มนวลคือให้พระยาร่วงเสียค่าสินไหมแก่พระยางำเมือง แล้วไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองสหายเป็นมิตรไมตรีกันเช่นเดิม ในระหว่างนั้นพระยาร่วงถูกจองจำอยู่ด้วยความทุกข์จึงจำแลงกายเป็นตุ่นขุดดินเป็นรูหนีออกจากที่จำขัง บริเวณนั้นเรียกชื่อว่า “บ้านตุ่น” และรูที่ตุ่นขุดหนีนั้นกลายเป็นแม่น้ำเรียกว่า “ห้วนแม่ตุ่น” แต่พระยางำเมืองก็จับพระยาร่วงได้อีก และพระยาร่วงทราบว่าพระยามังรายพระสหายมาถึงเมืองพะเยาแล้วจึงไม่คิดจะหนีต่อไป เมื่อพระยามังรายตัดสินให้พระยาร่วงเสียค่าสินไหมแก่พระยางำเมืองและให้คืนดีเป็นมิตรไมตรีกันต่อไป พระยาร่วงก็รับเสียสินไหมให้แต่โดยดี ทั้งสามสหายก็พากันไปกล่าวคำสัจปฏิญาณกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ “ขุนภู” ว่าต่อไปจะเป็นมิตรสหายที่ซื่อตรงต่อกัน ไม่ทำศึกสงครามกันไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสามกษัตริย์ทรงนั่งอิงปรึกษากันอยู่นาน จึงเรียกชื่อแม่น้ำนั้นว่า “แม่อิง” สืบต่อมาจนทุกวันนี้ เมื่อเสร็จพิธีปฏิญาณแล้วพระยาร่วงและพระยามังรายก็แยกย้ายกลับเมือง



นิทานเรื่อง ผีพงพึ้ม
นายชื่น พามี อายุ 66 ปี : ผู้เล่า


มีคนอยู่คนหนึ่งไปนอนไร่ คืนนั้นฝนตกรินอยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงไม้หักที่หัวไร่ ก็เหลียวไปดูเห็นหัวหงอกยินอยู่ ตัวใหญ่มาก ก็คิดอยู่ในใจว่าเอ…ผีอะไรนะ เมื่อรู้ว่าเป็นผีแล้วก็รีบไปก่อไฟไว้ที่ใต้ถุนห้าง ฝนที่ตกริน ๆ อยู่นั้นก็ตกมาอย่างแรง ผีก็เดินเข้ามานั่งผิงไฟอยู่ที่ใต้ถุนนั้น เสียงไม้หักทีท้ายไร่อีก เห็นผีอ่องออยเดินเข้ามาไฟ ผีอ่องออยนี้เป็นผีตัวเมีย ก็เดินเข้ามานั่งผิงไฟ มานั่งหันหลังให้ผีพงพึ้ม ไม่ได้พูดได้จาอะไรกัน ไม่มองหน้ากัน คนที่อยู่บนห้าง ได้ทิ้งขี้คลั่งลงใส่กองไฟ ผีพงพึ้มได้กลิ่นก่อนก็เหม็น จึงพูดขึ้นว่า "เหม็นหีอีนี่จังเลย" ผีอ่องออยก็ตอบว่า "โอ๊ย เหม็นควยมึงนั่นแหละ" ผีทั้งสองก็เถียงกันไปเถียงกันมา เกือบจะตีกัน คนที่นั่งอยู่บนกระท่อมได้โอกาสรีบเอาก้อนหินโยนใส่หัวผีพงพึ้ม ผีพงพึ้มเจ็บก็ด่าผีอ่องออยว่ามึงตีหัวกูแล้วคนที่อยู่บนกระท่อมก็ทิ้งก้อนหินใส่ผีอ่องออย ผีอ่องออยเจ็บก็พูดว่า บ้าอันนี้ชกหัวกู ผีทั้งสองก็ทะเลาะกันขึ้นอีก และตีกัน ผีพงพึ้มตัวใหญ่กว่าลากผีอ่องออยไปกลางไร่ โยนผีอ่องออยใส่กองข้าวล้ม ครู่ต่อมาได้ยินเสียหักคอกัน ผีอ่องออยหักคอผีพงพึ้มตาย ผีพงพึ้มนอนตายอยู่ที่ไร่ คนที่อยู่บนกระท่อมก็ร้องว่า "โอ้ยอยู่ไม่ได้แล้ว" ก็รีบวิ่งไปบอกชาวบ้านชาวเมืองว่า ใครอยากเห็นผีพงพึ้มตาย ก็ให้รีบไปดู ชาวบ้านก็พากันไปดู ก็เห็นผีพงพึ้มนอนตาย นอนหงายอยู่ตรงกลางไร่นั่น ฟันอย่างใหญ่ขาวกลมเท่าฆ้อนแน่ะ



นิทานเรื่อง กำพร้าขี้เหา

นายชื่น พามี อายุ 66 ปี : ผู้เล่า



เกิดมาก็รักแต่เหานั่นแหละ ตัวใหญ่เท่ากับหัวแม่มือ ยายของมันตำข้าวอยู่ก็เข้าไปดู ยายก็เรียกให้ไปเอาไม้ค้ำมองมาให้ ไม่ต้องเอาเหาไปไหน เอาวางไว้ตรงนั้นจะดูให้ ก็เอาวางไว้หน้าครก ไก่ตัวผู้ก็มาจิกไปกิน ก็ร้องไห้ ร้องไห้ไปหาพระยา พระยาก็ถามว่าร้องไห้มาทำไม โอ๊ย ไก่ตัวผู้เอาเหาข้าไปกิน ผิดตัวไหนเอาตัวนั้น เขาก็เอาไก่ตัวผู้ให้ เอาไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ให้ ก็อุ้มไป อุ้มไปที่ครกตำข้าวอีก กำพร้าช่วยค้ำมองให้หน่อย เอาไก่นี้มัดไว้ตรงนั้น ไม้ค้ำมองก็ทับไก่ตาย ก็ร้องไห้ เขาก็เอาไม้ค้ำมองให้ ไปบอกพระยา

พระยาก็เอาไม้ค้ำมองให้ ก็แบกไป ก็เอาไปวางไว้ทางเดิม มีคนขี่ช้างมาเจ้ากำพร้าก็ร้องว่า อย่าขี่ช้างไปทับไม้ข้านะ แต่ช้างก็ไปเหยียบเอาไม้จนหัก ก็ร้องไห้ไปหาพระยา พระยาก็บอกว่า ผิดตัวไหนเอาตัวนั้น ก็เอาช้างให้มัน ก็ขี่ช้างไปที่ไหนทุกที่ที่ไป พ่อค้าหม้อก็กำลังขายหม้ออยู่ ก็บอกว่า อย่าพึ่งเอาช้างมา เดี๋ยวจะมาเหยียบหม้อก็ไม่ฟัง ขี่ช้างไปเหยียบหมอเขาแตกก็ร้องให้เสียใจ ที่ช้างไปเหยียบหม้อเขาแตกหมด จะเอาไปขายก็ไม่ได้ขาย ผิดตัวไหนเอาตัวนั้นก็ได้เศษหม้อก็ถือไป นกหวักที่อยู่ในหญ้าร้อง หวัก ๆ โท หวัก ก็เหวี่ยงใส่คอตายพอดี เมื่อได้นกหวักไปก็เอาไปทำน้ำมัน แล้วก็ไปหาลูกสาวของพระยา

ขณะนั้นลูกสาวพระยา กำลังทอผ้าอยู่ พูดว่า "นางไปตักน้ำมาให้ดื่มด้วย" เมี่อนางได้ยินก็พูดว่า "กำพร้าทำไมมาใช้นาง ให้ไปดื่มเองเหอะ" กำพร้าก็บอกว่า "ไม่ไป อยากดื่มน้ำที่นางไปเอามาให้ เจ้านั่นแหละไปเอามาให้ "โอ๊ย ไม่ต้องพูด ไปดื่มกินเอง" เจ้าไม่ไปเอามาให้ข้า ข้าก็ไม่กิน" นางจึงจำเป็นจะต้องไปเอามาให้กำพร้ากิน กำพร้าก็เอาน้ำมันนกหวัก ทาที่แป้นกี่ไว้ กินน้ำเสร็จแล้วก็ไป ขณะนั้นแล้วก็แห้นกี่ก็ร้องขึ้นมาว่า ฮูหวัก ฮูหวัก มันติดหีนะ นางก็โดดขึ้นเรือนก็ร้องโผล่หวัก ๆ หวัก ๆ โผล่ อยู่อย่างนั้น

พระยาก็บอกว่า ใครสามารถรักษาได้ จะยกลูกสาวให้เป็นเมีย หาหมอที่ไหนก็ไม่สามารถรักษาได้ หาทั้งเมืองก็ไม่มีใคร ที่จะรักษาได้ หมอดีที่ไหนก็ไปเอามา จะยกลูกให้ พร้อมกับยกเมืองให้ครึ่งหนึ่ง ก็ไม่มีใครทำได้ ไม่มียาอะไรรักษาได้ ยังเหลือเจ้ากำพร้าอีกคนหนึ่ง กำพร้าก็มารักษา โดยเอาน้ำมันนกหวักออกมาทาง จากนั้นนางก็หายเป็นปกติ กำพร้าก็ได้นางเป็นเมีย และได้ครองเมืองครึ่งหนึ่ง


นิทานเรื่อง กระต่าย
นายนายชื่น พามี อายุ 66 ปี : ผู้เล่า


"ไปเกี่ยวหญ้ากันเถอะ" มีเสือ กระต่าย ไก่ หมี อยู่ด้วยกันที่วัดแห่งหนึ่ง มีอยู่วัดหนึ่ง ไก่ เสือ กระต่าย ชวนกันไปเกี่ยวหญ้าให้หมีอยู่เฝ้าวัด ไก่ เสือ กระต่ายทานกันว่า หมีอยู่บ้านจะทำอะไรกินถ้าใครทายได้จะให้กิน 2 ถ้วย กระต่ายวิ่งเร็ววิ่งไปดูก่อน ไก่กังเสือทายไม่ถูก กระต่ายวิ่งเร็ววิ่งไปดูก่อน ไก่กับเสือทายไม่ถูก กระต่ายทายว่าอ๊อดผึ่ง ทายถูกได้กิน 2 ถ้วย

วันต่อมาให้เสืออยู่บ้านวัด หมี ไก่ กระต่าย ไปเกี่ยวหญ้าและก็ทายกันอีกว่า เสือจะทำอะไรให้กิน ถ้าใครทายถูกจะได้กิน 2 ถ้วย ทายไม่ถูกจะได้กินถ้วยเดียว กระต่ายวิ่งมาดู ก็รู้ว่าเสือแกงพานให้กิน ก็ทานว่าแกงพาน เพราะเสือไปครุบพานมาแกงให้กินจริง ๆ กระต่ายก็ได้กิน 2 ถ้วยวันต่อมาก็ให้ไก่อยู่เผ้าวัดอีก 3 เสี่ยวไปเกี่ยวหญ้ากระต่ายก็วิ่งมาดู เห็นไก่ต้มไข่ให้กินกระต่ายก็ทายว่า ต้มไข่มาถึงวัดกระต่ายก็ทายถูกก็ได้กิน 2 ถ้วยวันต่อมาให้กระต่ายอยู่วัดพวกเสี่ยวไปเกี่ยวหญ้าลองทายว่ากระต่ายทำอะไรกิน แต่ไม่มีใครทายถูก กระต่ายก็ขึ้นไปปากหม้อ ขี้ใส่หม้อแล้วเอามะขามใส่ พอพึงตอนเย็นก็แกล้งทำเป็นไม่สบายหลอกพรรคพวกว่า ไปหาอะไรกินไม่ได้ มีแต่แกงบอนอยู่ในหม้อ ไก่ เสือ หมี ก็ไปกิน และก็รู้สึกว่ามันเปรี้ยวจริง ก็ไม่รู้ว่าเป็นขี้กระต่าย กระต่ายก็พูดขึ้นว่า "เสี่ยวไก่กินขี้กู เสี่ยวเสือกินขี้กู"

หมีก็พูดว่า มันไข้มันก็พูดไปอย่างนั้นแหละกระต่ายก็ครางขึ้นอีกว่า "เสี่ยวไก่กินขี้กู เสี่ยวเสือกินขี้กู เสี่ยวหมีกินขี้กูพูดอยู่อย่างนั้น บัดนี้พวกเสือ หมี ไก่ ก็รู้ว่าเป็นขี้กระต่ายจริง ๆ ก็พากันไล่ตีกระต่าย กระต่ายกระโดดลงเรือนวิ่งเข้าป่าไป ไปพบ ไม้ที่มีหนาม กระต่ายก็ไปกินก่อนพวกเสือ หมี ไก่ ไปทีหลัง กระต่ายเห็นเสือเข้ามาก็พูดขึ้นว่า ลูกอะไรอร่อยจัง ใครมือใหญ่รูดได้รูดเอา ลูกอะไรอร่อยจัง ใครมือเล็กเก็บได้เก็บกิน เสือกับหมีก็รูดกิน หนามปักมือเลือดก็ไหลออกมาเต็มมือ วิ่งไปถึงบ่อเกลือ กระต่ายก็พูดว่า เรามือเล็กจะเอาขันตักกิน ใครมือใหญ่ก็ใช้อุ้งมือตักเอา หมีกับเสือก็ใช้อุ้งมือตักกิน เจ็บแสบมือก็พากันไล่ฆ่ากระต่าย ไปถึงกองขี้ควาย กระต่ายก็ไปนั่งยอง ๆ อยู่ใกล้กองขี้ควาย กระต่ายก็ไปพูดขึ้นว่า จังขี้พระอินทร์ ใครก้นใหญ่ไปนั่งทับเอา ฉันก้นเล็กจะค่อย ๆ แตะเอง เสือกับหมีก็ไปนั่งทับเอา ก็ไล่ฆ่ากระต่ายอีก กระต่ายก็วิ่งไปไม่มองข้างหน้า

กระต่ายก็ตกหน้าผาเห็นเสือกับหมีวิ่งมาดู กระต่ายก็พูดขึ้นว่า ฟ้าจะถล่ม หมีกับเสือก็กระโดดลงมาตามกระต่ายไปตามอู้ชาวบ้านเห็นก็ไล่" ฆ่ากระต่ายก็วิ่งเข้าไปหลงในกรงเม่นชาวบ้านก็หาไม้มาแหย่ดูก็ไม่ถึงก็เอาหวายมาทำเป็นไว้ปากสุ่มชาวบ้านแยกย้ายกันไปปล่อยให้แม่เฒ่าเฝ้าอยู่คนเดียว ถ้ากระต่ายออกมาให้ตีฆ้องตีกลองชาวบ้านก็จะมาเองบัดนี้ ชาวบ้านไปหมดแล้วกระต่ายก็ออกมาจากกรง กระต่ายเอาควายออกมาแล้วก็ถามแม่เฒ่าว่าะเอามันเทศไหมแม่เฒ่าก็เอามือยื่นเข้าไปถูกกับดักงับมือไว้กระต่ายก็วิ่งออกมาตีฆ้องตีกลอง ชาวบ้านก็มาเห็นแม่เฒ่าอยู่ตรงนั้นกระต่ายก็วิ่งไปเห็นหอยไต่อยู่ กระต่ายก็วิ่งไปพูดขึ้นว่าท้ากันไหมว่าใครจะไวกว่ากัน

กระต่ายก็มาแต่ช้ามือ กระต่ายพูดว่าถ้าไม่ทันหอยก็จะไม่กินน้ำห้วยหอยก็ถามกระต่ายว่าจะเอาหรือยัง กระต่ายก็บอกว่าได้หอยนั้นนั้นบอกกินแต่เมื่อคืนแล้วว่าถ้ากระต่ายเรียกให้ขายรับ ให้ตัวที่อยู่ไกลสุด ร้องตัวใกล้ไม่ต้องร้อง กระต่ายก็วิ่งไปเรียกหอย หอยก็ขานแต่ไกลกระต่ายก็วิ่งไม่ไหวตาย เหลือแต่หัวกระโหลก วางอยู่บนหิน แม่เฒ่าคนนั้นมาพบก็โกรธมากไปปัสสาวะใส่หัวกระโหลกไม่รู้ว่าแตนทำรังอยู่ในนั้น แตนก็บินออกมาต่อยหีแม่เฒ่าก็วิ่งออกมาแล้วก็บินว่า บ้านี้อยู่ก็ร้ายกายก็ร้าย


นิทานเรื่อง นางคำ

นายกอง บุตรที อายุ 55 ปี : ผู้เล่า


พระยามีลูกสาวคนเดียว สวยงามมาก ทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน อ้ายอินมาขอน้ำกินด้วยกับนางคำ นางคำก็ขอว่าให้ทำไม ไม่ไปขอกินกับสาวนางสนมโน้น มาขอกินทำไมกับตัวเรา อ้ายอินก็บอกว่าจะกินกับนางคำคนอื่นตักให้ไม่กิน จะใส่อะไรมาก็จะกิน ว่าแล้ว นางคำลุกไปตักน้ำมาให้กิน พอเหลียวมาก็ไม่มีอ้ายอิน เสาคาใส่แป้นกี่นั้นแล้วนางคำไม่รู้ก็มานั่งเอา ร้อนตัวขึ้นอยากไปอาบน้ำที่บ้าน นางไม่ยอมอยากไปเล่นน้ำ เป็นอย่างไรก็จะไปให้ได้ ลงไปเล่นน้ำเอาน้ำมวกมาสระผม สระไปสระมาก็หายตัวไปนางสนมวิ่งดูทางเหนือทางใต้ก็ไม่เห็นมี จะว่าเสือกิน ก็ไม่เห็นรอยลาก จะว่านาคกินก็ไม่เห็นรอยแก่ จะว่ายักษ์ปากกว้างกินก็ไม่เห็นรอยเลือด เหลียวขึ้นทางฟ้าเห็นเป็นทาง จึงรู้ว่าเป็นอ้ายอินเอานางคำไป พอไปอยู่บนฟ้า นางอยากได้อะไรอ้ายอินก็หามาให้ อ้ายอินถามว่าลืมแม่เจ้าหรือไม่ ลืมเมืองเจ้าหรือไม่ นางก็บอกว่าไม่ลืมมีลูกด้วยกันคนหนึ่งอ้ายอินไปเล่นสาวมีเมียน้อย นางคำร้องไห้อยากกลับบ้าน ก็เลยพาลูกลงมาบ้าน มาแต่งงานกับเศรษฐีนายสำเภา อ้ายอินรู้เรื่องก็ร้องไห้ตามลงมา รู้ว่าเอาผัวใหม่ แล้วก็เลยกลับไปอยู่กับเมียน้อย


นิทานเรื่อง นกกระจอก
นายกอง บุตรที อายุ 55 ปี : ผู้เล่า


มีนกกระจอกอยู่ครอบครัวหนึ่ง ทำรังอยู่หนวดพระฤกษ์ ตัวผัวออกไปหาอาหาร หาทั้งวันก็ไม่ได้อะไร ตัวเองก็หิว เลยไปจิกดอกบัวกิน ดอกบัวทองก็หุบเอานกไว้ข้างในออกมาไม่ได้ ส่วนเมียก็รอไม่เห็นมาสักที คิดว่าผัวไปนอนกับสาว พอรุ่งเช้าดอกบัวบานตัวผัวก็บินออกมาได้ มาถึงรังก็มาทะเลาะกันอยู่ในหนวดพระฤษี พระฤษีรำคาญจึงไล่นกให้ออกไป ให้ไปทำรังอยู่ในป่าโน้น นกจึงย้ายไปทำรังอยู่ในป่า มีไฟป่าไหม้มา นกสองผัวเมียก็พูดว่า จะตายพร้อมกับลูก จะไม่หนีไปไหน พอไฟไหม้เข้ามา ตัวผัวก็รีบบินออกไป ปล่อยให้ตัวเมียกับลูกถูกไฟกรองตายอยู่ในรัง แต่ตัวผัวบินไปไม่พ้นไฟ จึงตกลงมาตายไม่ไกลจากรัง ครั้นเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ตัวเมียเกิดมาเป็นลูกสาวพระราชา ไม่ยอมพูดจากับใครชายใดทั้งสิ้น แม้กระทั้งผู้เป็นพ่อขังตัวเองอยู่ในห้อง เมื่อเป็นสาว แม่อยากจะให้มีครอบครัว จึงให้ทหารออกประกาศว่า ถ้าชายใดที่นางยอมพูดด้วย จะให้เป็นลูกเขยทันที มีลูกพระราชาเมืองอื่นมาสมัครมากมายแต่นางไม่ยอมพูดด้วย ข่าวได้ไปถึงหูลูกพระราชาอีกเมืองหนึ่ง ก็มาสมัคร มาถึงแล้วก็เข้าไปในห้องที่มีผ้าม่านกั้นไว้ แล้วพูดขึ้นว่า เจ้าอยากฟังนิทานไหม ข้าจะเล่าเรื่องนกกระจอกให้ฟัง คือมีนกกระจอกอยู่ครอบครัวหนึ่ง ตัวผัวออกไปหาเหยื่อมาให้ลูกเมียกิน ไปแล้วดอกบัวหุบห่อไว้ ออกมาไม่ได้ไม่ได้ไปนอนกับสาวที่ไหน เมื่อไปทำรังอยู่ป่า ไฟไหม้ป่ามา ตัวเมียนั้นบินหนีออกไปก่อน ปล่อยให้ตัวผัวลูกตายพร้อมกับลูก พอพูดมาถึงตอนนี้ นางจึงเถียงว่าไม่จริง ตัวที่หนีไปคือตัวผัวไม่ใช่ตัวเมีย พอนางยอมพูดด้วยแล้ว พระราชาจึงจัดพิธีสมรสให้ทันที
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 13, 2011, 02:39:46 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 14.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 20, 2010, 10:29:43 am »
แบ่งปัน

   ่้่้เรื่อง “หงส์หิน” หรือบางแห่งเรียกว่า “หงส์ผาคำ”
    
    
   เรื่องหงส์หิน เป็นเรื่องนิยมเล่ากันมาก และรู้จักกันทั่วไปในภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีสำนวนประพันธ์เป็นค่าวซอ และเป็นโคลงเรียกว่า “โคลงหงส์ผาคำ” มีเนื้อเรื่องย่อๆ ดังนี้
    
   พระเจ้ากรุงพาราณสีมีอัครมเหสีชื่อนางวิมาลา และมีมเหสีรองอีก ๖ องค์ ต่อมามเหสีทั้ง ๗ ทรงพระครรภ์พร้อมกัน มเหสีรองทั้ง ๖ ประสูติพระราชโอรสมาก่อน ส่วนพระนางวิมาลายังไม่ประสูติ พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงเรียกโหรหลวงมาทำนาย โหรหลวงทำนายว่าพระโอรสมีบุญญาธิการมาก เป็นพระโพธิสัตว์มาเกิด พระเจ้ากรุงพาราณสีดีพระทัยมากจึงปูนบำเหน็จโหรหลวง และสั่งให้นางสนมดูแลพระนางวิมาลาอย่างใกล้ชิด ฝ่ายมเหสีทั้งหกทราบเรื่องก็เสียใจที่โอรสของตนไม่มีบุญญาธิการ จึงปรึกษากันกำจัดพระโอรสของพระนางวิมาลา ครั้นเมื่อนางวิมาลาประสูตพระโอรส มเหสีทั้งหกจึงแอบนำลูกสุนัขมาวางไว้แทน และขโมยพระโอรสไปทิ้งจากชั้นปราสาท ส่วนพระอินทร์ทราบจากพระแท่งบัลลังก์แข็งกระด้างจึงส่องทิพยเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ถูกรังแก จึงใช้พระวิสุกรรม (วิษณุกรรม) ให้รีบมารับพระโอรสไปเลี้ยงยังเทวโลกก่อนที่จะตกลงถึงพื้นดิน ส่วนพระมเหสีทั้งหกรีบไปกราบบังคมทูลว่าบัดนี้พระนางวิมาลาได้ประสูติพระโอรสเป็นลูกสุนัข พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพิโรธกล่าวหาว่าพระนางใฝ่ต่ำสมสู่กับสุนัข จึงเนรเทศพระนางวิมาลากับลูกสุนัขออกไปจากพระราชวัง พระนางก็หอบหิ้วลูกสุนัขโดยเข้าพระทัยว่าเป็นพระโอรสของตน พเนจรไปอาศัยตายายผัวเมียในสวนแห่งหนึ่ง ตายายก็รับพระนางไว้เป็นลูกเลี้ยง
    
   เมื่อพระโอรสทั้งหกเจริญวัย พระราชาก็โปรดให้หาเด็กที่เป็นสหชาติโยธา (เด็กที่เกิดวันเดียวกัน) มาเป็นบริวาร และรับใช้พระโอรสทั้งหก แต่ก็มีพระราชโองการห้ามไปเล่นที่ประตูทิศใต้ของเมืองเพราะว่าจะมียักษ์มาจับคนไปกินเป็นหาหารทุกเจ็ดวัน ฝ่ายโอรสโอรสพระนางวิมาลาเจริญเติบโตมาบนสวรรค์พบว่าตนไม่มีแม่ก็รบเร้าทูลถามพระอินทร์ พระองค์จึงเล่าความจึงให้ฟังและบอกว่าบัดนี้พระมารดาอาศัยอยู่กับตายายในสวน พระโพธิสัตว์จึงขออนุญาตไปหาพระมารดาวิมาลา พระอินทร์เห็นว่าเติบโตพอสมควรแล้วจึงอนุญาต และให้ของวิเศษสองอย่างคือ พระขรรค์และหงส์หิน (หงส์ซึ่งพระอินทร์เสกจากหิน เมื่อพระโพธิสัตว์จะเดินทางจะกลายร่างเป็นหงส์ทอง) เพื่อใช้เป็นพาหนะไปเมืองพาราณสี ครั้นพระโอรสไปถึงสวนตายายแล้วจึงเล่าเรื่องให้พระมารดาฟัง พระมารดาวิมาลาไม่เชื่อ พระโพธิสัตว์จึงอธิษฐานว่าถ้าเป็นพระมารดาจริงๆก็ขอให้น้ำนมไหลออกจากพระถัน ปรากฏว่าน้ำนมได้ไหลพุ่งเข้าสู่พระโอษฐ์พระโพธิสัตว์ พอเห็นประจักษ์ทั้งพระมารดาและพระโอรสต่างก็ดีพระทัย และอาศัยอยู่กับตายายต่อไปอย่างมีความสุข
    
   อยู่มาวันหนึ่งพระโอรสได้ไปเล่นกับพระกุมารทั้งหก เห็นพระกุมารทั้งหกมีลูกสะบ้าทองพระโอรสจึงกลับมาอ้อนให้พระมารดาหาสะบ้าทองให้ แต่พระมารดาจนใจจึงหาลูกหมากนิมแดงให้ พระโพธิสัตว์จึงเอาหาลูกหมากนิมแดงไปเล่นพนันกับสะบ้าทองของกุมารทั้งหก
    


เรื่อง “เจ้าสุวัตร” หรือ “เจ้าสุวัต - นางบัวคำ”

ยังมีเมืองเมืองหนึ่งชื่อว่า พาราณสี มีกษัตริย์นามว่า พระอาทิตย์ มีมเหสีชื่อนาง จันทะเทวี นางจันทะเทวี ถือศีลขอโอรส นางทรงครรภ์ร้อนถึงพระอินทร์ที่ทราบว่าพระโพธิสัตว์ (ชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า) จะลงมาเกิดในครรภ์ของนาง พระอินทร์จึงให้ม้ากัณฐัก มาเกิดเป็นคู่บารมีด้วย นางจันทะเทวีประสูติริโอรสชื่อว่า เจ้าสุวัตร และม้ากัณฐักก็มาเกิดในวันเดียวกัน เมื่อเจ้าสุวัตรเจริญวัย พระบิดาก็หาพระชายาให้ แต่เจ้าสุวัตรไม่พอพระทัยสักคนเดียว

จึงขอลาพระบิดาออก แสวงหาคู่ครองด้วยตนเองพระฤษีตนหนึ่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในป่า วันหนึ่งขณะอาบน้ำชำระร่างกายที่ท่าน้ำได้เห็นดอกบัวลอยมามีขนาดใหญ่ผิดสังเกต จึงเก็บมาดูเห็นเด็กทารกเพศหญิงอยู่ในดอกบัวจึงนำมาเลี้ยงไว้ให้ชื่อว่า นางบัวคำ และได้เลี้ยงมาจนเติบใหญ่ พระฤษีเกรงว่าจะมัวหมองต่อตบะหากเลี้ยงนางไว้ใกล้ชิด จึงขอให้พระอินทร์มาเนรมิตปราสาทให้นางอยู่ในป่า นางบัวคำมีฝีมือในการร้อยพวงมาลัย วันหนึ่งจึงนำพวงมาลัยมาลอยน้ำเสี่ยงทายหาเนื้อคู่ ขณะนั้นเจ้าสุวัตรเดินป่าอยู่ได้ลงสรงน้ำในลำธารตามปรกติ พวงมาลับเสี่ยงทายของนางบัวคำก็ลอยทวนกระแสนน้ำมาสวมมือเจ้าสุวัตร เจ้าสุวัตรรู้ว่าเป็นพวงมาลัยอธิษฐาน จึงเดินทางตามน้ำเพื่อไปพบเจ้าของ ในที่สุดก็มาพบปราสาทของนางบัวคำ ทั้งสองผูกสมัครรักใคร่กัน พากันไปขออนุญาตพระฤษี พระฤษีทราบว่าเป็นคู่ครองรักกันจึงยกนางบัวคำให้ ทั้งสองอยู่กันอย่างสันติสุขวันหนึ่ง เจ้าสุวัตรพานางบัวคำขี่ม้ากัณฐักเที่ยวชมป่า ระหว่างทางพบยักษ์เวรามติและถูกยักษ์เข้าแย่งชิงม้าไป ทั้งสองต้องพเนจรเดินป่า มีพรานป่าคนหนึ่งเห็นนางบัวคำก็มีใจเสน่หาจึงใช้ธนูยิงเจ้าสุวัตรจนสิ้นใจแล้วพานางบัวคำไป หวังจะเอาเป็นภรรยา แต่เข้าใกล้ตัวนางครั้งใดจะรู้สึกร้อน ภายหลังนางบัวคำแกล้งคำเป็นยินยอมให้พรานตายใจ


ครั้นนายพรานเผลอนางก็ฆ่าพรานด้วยดาบแล้วก็ออกติดตามสามีพระฤษีเห็นว่าเจ้าสุวัตรและนางบัวคำไปป่านานแล้วไม่กลับ จึงออกติดตามและเดินมาพบศพเจ้าสุวัตร พระฤษีจึงชุบชีวิตขึ้นมาใหม่และสอบถามความเป็นมาแล้วให้ดาบศรีกันไชย (พระขรรค์ชัย” ธนูวิเศษ ยาชุบชีวิตรวมทั้งสอนคาถาเวทมนต์ให้ เจ้าสุวัตรก็ลาพระฤษีออกติดตามนางบัวคำ ระหว่างทางพบนางผีเงือกชื่อว่า นางสมุดชา ซึ่งแปลงกายเป็นจระเข้และถูกพรานฆ่าตาย จึงชุบชีวิตนางและได้นางเป็นชายา ในที่สุดก็ตามมาถึงเมืองยักษ์เวรามติ ได้พบนางสุกกะรัต ธิดายักษ์และนางสิวดีผู้เป็นบริวาร และก็ได้ทั้งสองเป็นชายา นางทั้งสองช่วยให้เจ้าสุวัตรพบม้ากัณฐัก

เมื่อได้ม้าแล้วเจ้าสุวัตรก็ฆ่ายักษ์เวรามติตาย ได้ครองเมืองอยู่กับชายานางสุกกะรัตธิดายักษ์และนางสิวดี  เจ้าสุวัตรคิดถึงนางบัวคำ จึงขึ้นม้ากัณฐักหนีออกจากเมืองเพื่อติดตาม นางสุกกะรัตทราบดังนั้นจึงติดตามเจ้าสุวัตรบ้าง ระหว่างทางเจ้าสุวัตรได้ช่วยชีวิตพระยานาค พระยานาคจึงยกธิดาชื่อ นางสุคันธา ให้ เจ้าสุวัตรหลงใหลนางและอยู่เมืองนาคเป็นเวลานาน จนม้ากัณฐักต้องเตือนให้ติดตามนางบัวคำ เจ้าสุวัตรจึงได้ออกติดตามนางบัวคำระหว่างทางได้ นางกินรี เป็นชายาอีกและได้ช่วยชีวิตช้างมงคลหัตถี ช้างได้อาสาพาเจ้าสุวัตรไปพบนางบัวคำกล่าวถึงนางบัวคำ เมื่อหนีจากพรานป่าก็เดินทางระหกระเหินและตั้งท้องได้เจ็ดเดือนแล้ว นางเดินทางไปพบพ่อค้าสำเภา นายสำเภาคิดจะเอานางเป็นภรรยา นางก็ออกอุบายมอมเหล้าจนนายสำเภาและบริวารมึนเมาสลบไสลทุกคน นางจึงขโมยเรือสำเภาเดินทางไป ขณะเดียวกับนางสุกกะรัตเหาะติดตามเจ้าสุวัตรมาทางทะเล นางอ่อนกำลังจึงลงมาที่เรือสำเภาทั้งสองต่างรู้ความจริงจึงออกติดตามเจ้าสุวัตรด้วยกันต่อไป ระหว่างนั้นนางบัวคำได้คลอดบุตรขณะเดียวกันงูได้กัดนางตา นางสุกกะรัตจึงพาบุตรนางบัวคำเดินทางติดตามเจ้าสุวัตรต่อไปนางเทพธิดาผู้เป็นคู่บุตรของเจ้าสุวัตรได้มาเนรมิตเมืองไว้ใสป่า เมื่อนางสุกะรัตผ่านมาก็ขออาศัยอยู่ด้วยและนางก็คลอดบุตรชายชื่อว่า ไจยา (ไชยา)

ส่วนบุตรนางบัวคำก็ตั้งชื่อว่า ทุกขกุมาร พระยาเมืองจำปา เสด็จประพาสพบศพนางบัวคำ จึงสั่งให้หมอวิเศษชุบชีวิตนางและรับนางไว้เป็นธิดาบุญธรรม นางบัวคำสร้างศาลาโรงทานไว้กลางเมืองและให้เขียนเรื่องราวของตนกับเจ้าสุวัตรไว้ที่ศาลาโรงทานนั้นด้วยกล่าวถึงเจ้าสุวัตรกับช้างมงคลหัตถีซึ่งได้ติดตามมาจนถึงเมืองเนรมิต ได้พบกับนางสุกกะรัตและบุตรทั้งสอง เจ้าสุวัตรกับช้างก็ขอลานางติดตามนางบัวคำมาถึงศาลาโรงทานของเมืองจำปานคร และได้พบนางบัวคำจึงรับนางไว้ที่เมืองเนรมัติ ภายหลังเจ้าสุวัตรก็ไปรับพระชายาทั้งหมดมาอยู่รวมกันที่เมืองเนรมิตนี้ ได้แก่ นางสมุดชา นางสุคันธาและนางกินรี ภายหลังก็พากันกลับเมืองพาราณสี

ดูนิทานที่คัดลอกมาทั้งหมดได้ที่
http://202.143.128.66/~kruya/50webm6/unit4/portlio/6190/page7.htm


นิทานเรื่อง ขุมทรัพย์

นายสอ คำปล้อง อายุ 56 ปี : ผู้เล่า


ครั้งหนึ่งมีสองคนผัวเมีย อายุมากแล้วอยู่กินมาด้วยความยากจนข้นแค้น อยู่มาวันหนึ่งคืนหนึ่งทางฝ่ายสามีก็ฝันขึ้นว่าคนมาบอกขุมทรัพย์อยู่ตรงนั้นให้ไปดูและให้ไปเอา จะทำเครื่องหมายไว้ให้ เวลาตื่นขึ้นมาก็มาเล่าให้ภรรยาฟัง ภรรยาก็เร่าร้อนให้ไปขุด แต่สามีบอกว่าอย่างไปขุดเลย ถ้ามันเป็นของ ๆ เรา เขาก็เอามาให้ที่บ้านเองนี่แหละ แล้วก็ทำมาหากินเรื่อยไป อยู่ต่อมาก็ฝันขึ้นมาอีก 2-3 วัน ก็ฝันอยู่อย่างนั้น มีเพื่อนบ้านกันได้ยินก็เกิดคิดอิจฉาจะไปเอาทรัพย์สมบัติ เวลากลางคืนจึงไปขุดก็เจอจริง ๆ เจอทรัพย์เหล่านั้นเต็มไห อยู่ในไห ทรัพย์นั้นก็มีแสงสว่างขึ้น แต่ด้วยทรัพย์เหล่านั้นไม่ใช่ของเขา จึงบันดาลให้เขาเป็นสัตว์มีพิษมากมายหลายชนิด เช่น ตะขาบ เขาจึงคิดว่าสองคนผัวเมียมันคงจะโกหก คงคิดจะฆ่าให้ตนเองตาย เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงแบกไหอันนั้นมาเทใส่บ้านของสามีภรรยาคู่นั้น พอคนที่ฝันตื่นขึ้นมาเห็นไหนเงินมีทอง ก็พูดขึ้นว่า "ของเราจริง ๆ เขาก็เอามาให้จริง ๆ แล้ว ถ้าไม่ใช่ของเราเขาก็คงไม่เอามาให้เรา ไม่ต้องไปขุดให้มันเดือดร้อน" ก็เลยได้ทรัพย์สินมาเป็นของตนเอง



นิทานเรื่อง เต่ากับหงส์

นายสอ คำปล้อง อายุ 56 ปี : ผู้เล่า


ในอดีตนานมาแล้ว ยังมีเต่ากับหงส์เป็นเพื่อนกัน เต่ามีนิสัยชอบคุยโม้โอ้อวด วันหนึ่งในขณะที่ทั้งสองกำลังหากินอยู่กลางทุ่ง หงส์คุยกับเต่าว่า "กูบินสูง สามารถบินไปได้ไกล หากินได้หลายทุ่ง และยังมีทุ่งที่เราจะไปหากินอีกเยอะ" เต่าบอกว่า "กูไปไม่ไหว บินไม่ได้อย่างมึง เดินก็ช้า ไกลก็ไกล" หงส์บอกว่า "ไม่ยากเลย เดี๋ยวกูจะเอาตีนจับไม้บินไป มึงก็เอาปากคาบไม้ไปแต่มีข้อแม้ว่า มึงห้ามพูด" ทั้งคู่ตกลงกันไปยังทุ่งอื่น ในขณะนั้นมีเด็กกำลังเลี้ยงควายอยู่กลางทุ่ง เมื่อเห็นเต่าและหงส์ลอยอยู่บนฟ้า ก็ตะโกนบอกว่า "เต่าคาบหงส์ หงส์คาบเต่า" เต่าได้ยินเด็กตะโกน เพราะความขี้คุยของเต่า จึงพูดออกมาว่า "กูบินได้ กูบินได้ " เต่าจึงหล่นลงมาถูกปากควายซึ่งกำลังแหงนดูอยู่ ทำให้ฟันบนของควายหักหมด และกระดูกของเต่าก็แตกป่นปี้หมด เด็กใจบุญก็พยายามเอากระดูกเต่ามาเรียงต่อกัน จึงเห็นว่ากระดองของเต่าเหมือนเอากระเบื้องมาต่อกัน และควายก็ไม่มีฟันบนมาจนเดี๋ยวนี้ ส่วนหางของเต่าก็ขากกระเด็นไปติดท้ายทอยของเด็กเลี้ยงควาย จึงเรียกว่า "หางเต่า" ส่วนขี้ของเต่าก็กระเด็นไปติดรักแร้ของเด็ก จึงเรียกว่า "ขี้เต่า" มาจนบัดนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 18, 2012, 09:25:32 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 14.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 20, 2010, 10:39:21 am »
แบ่งปัน

เรื่อง “พระยาเจื๋อง” หรือ “ท้าวฮุ่งท้าวเจือง”


พระยาเจื๋องเป็นวีรบุรุษของคนไทยกลุ่มภาคเหนือและคนไทยลุ่มแม่น้ำโขง เป็นชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์ภาคเหนือ เป็นชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์ภาคเหนือ เช่น พงศาวดารเหมืองพะเยา พงศาวดารเมืองน่าน และพงศาวดารเมืองเชียงใหม่ ส่วนในภาคอีสารและล้านช้าง เรียกชื่อว่า ท้าวฮุ่งท้าวเจือง สำหรับเนื้อเรื่องทั้งในพงศาวดารภาคเหนือและอีสานล้านช้างตรงกับนิทานวีรบุรุษเรื่องพระยาเจื๋องมีดังนี้ ขุนจอมธรรมครองเมืองพะเยา มีโอรสองค์หนึ่งทรงนามว่า ขุนเจื๋อง ซึ่งเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก ตอนประสูตินั้นได้มีของทิพย์เกิดขึ้น ๓ อย่างคือ พระแสงทิพย์ แส้ทิพย์ และคนทีทิพย์(หม้อน้ำทิพย์) เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี มาคล้องช้างที่เมืองน่าน เจ้าเมืองน่านพอพระทัยมากจึงยกพระธิดาชื่อ จันทรเทวี ให้เป็นพระชายา และไปคล้องช้างที่เมืองแพร่ได้พระธิดาชื่อ นางแก้วกษัตริย์ เป็นชายาอีก ขุนเจื๋องได้ช้างคู่บัลลังก์สำคัญคือ ช้างพานคำ มีอิทธิฤทธิ์มาก ภายหลังขุนเจื๋องได้ครองเมืองแทนพระบิดา แกวประกัน (ญวน) ได้มาตีเมืองนครเงินยางเชียงแสนเมืองของขุนชิน ซึ่งเป็นพระปิตุลาของขุนเจื๋อง ขุนชินสู้แกวประกันไม่ได้จึงขอกำลังจากขุนเจื๋อง ขุนเจื๋องยกพลไปปราบญวนได้ราบคาบ ได้นาง อั้วคำคอน ธิดาขุนชินเป็นพระชายาอีก และได้ครองเมืองนครเงินยางเชียงแสนจึงเวนเมืองพระเยาให้แก่โอรสชื่อ ลาวเงินเรือง ขุนเจื๋องมีเดชานุภาพมากเจ้าเมืองต่างๆ พากันมาอ่อนน้อมยกย่องให้เป็น พระยาเจื๋องธรรมิกราช ภายหลังได้นำทัพไปปราบเมืองแกวประกันได้ธิดาชื่อ นางอู่แก้ว เป็นชายา

พระยาเจื๋องครองเมืองแกวประกันอยู่ ๑๗ ปี พระองค์ได้รวบรวมชุมชนชาติไทยทั้งในภาคเหนือและบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเป็นอาณาจักรเดียวกัน ภายหลังพระยาเจื๋องได้ยกทัพไปตีเมืองแมนตาทอกขอกฟ้าตายืน รบกันพระยาฮ่วนจนสิ้นพระชนม์ในสนามรบเพราะพระยาเจื๋องชราภาพมากแล้ว พวกทหารชิงพระศพกลับมาได้และได้บรรจุไว้ในเจดีย์เมืองนครหิรัญเงินยางเชียงแสน ส่วนโอรสของพระยาเจื๋องก็ปกป้องบ้านเมืองอย่างสงบสุขต่อมาทุกหัวเมือง



นิทานเรื่อง ขันตาปลากับครูบา

นายเฮียง วงษ์พรม อายุ 67 ปี : ผู้เ
ล่า

เรื่องมันมีอยู่ว่า ขันตาปลาอยู่กับครูบา ครูบาก็ชวนว่า ไปเอาเกลือมากินกันเถอะ ไม่มีเกลือกินแล้ว ขันตาปลาก็ไปกับครูบา ครูบาขี่ม้า ขันตาปลาก็ซ้อนไป ไปเอาเกลือที่บ่อเกลือพอได้ก็หาบมา มาถึงหนองไผ่ก็บอกว่าหนัก ก็เอาไปซ่อน ซ่อนแล้วก้ออกมาข้างนอก ดูไปก็ยังมองเห็นอยู่ ก็เอาไปซ่อนที่ต้นไม้ ออกมาก็ยังเห็นอยู่ โอ๊ย โยนใส่หนองน้ำโน้น ก็โยนใส่หนองน้ำที่นี้มองหาทางไหนก็ไม่เห็น โอ ดีแล้ว ก็หาบเกลือไปโยนใส่หนองน้ำ แล้วก็กลับบ้าน พอวันต่อไปก็พากันไปเอาเกลือมากิน ไปก็ยกกระบุงขึ้น วิดน้ำออกจนน้ำแห้ง ครูบาเห็นปลาช่อนไล่ไปทางขันตาปลา ถ้าเห็นปลาดุกจะไล่ไปหาครูบา ครูบาก็บอกว่าเอาอย่างนี้ก็ได้ แห้งแล้วปลาช่อนตัวใหญ่ ไล่ไปหาขันตาปลา ปลาข้อวะ ขันตาปลาตบขมับ โดดจับเอา ปลาดุกหัวเหลืองมาโน้นแล้ว ไล่ไปหาครูบา ครูบาปลาดุก ครูบาตบขมับ โอ้ย ตายแน่กู ตายกูตาย มือข้างเดียวไม่ถนัดมันตัวน้อย เอาตัวนั้นมา ไล่ตัวนั้นมา ปลาดุกพุ่งมาหาครูบาอีก มือข้างนี้ตบเป๊ะ โอ๊ย ตายแน่กู ตายแล้ว ขันตาปลามางัดเอากูด้วย ขันตาปลาก็เอาไม้งัดตัวนั้นออกเลือดไหลไม่หยุด ครูบาบอกให้ขันตาปลาหามกู คนเดียวจะหามไหวอย่างไร ครูบา ข้าไปตัดไม้คานก่อนนะ ก็ขึ้นไปบนภูเขา ครูบาก็อยู่ตรงทางเดินตีนภูเขา บนภูเขามีหินย้อย ขันตาปลาก็ตัดไม้มาแล้วงัดหินขึ้น หินก็หล่นมาหาครูบา "ครูบา ช้างป่ามาแล้ว ครูบาก็วิ่งไปถึงวัด ไปครางอยู่ที่วัด ฮื้อ ๆ ๆ กูตาย ตาย ขันตาปลาก็เอาปลามาหมด แล้วก็ถามครูบาว่าเจ็บไหมครูบา" โอ๊ย ตายแล้วนี่" ยังไม่ตาย จากนั้นขันตาปลาก็ปิ้งปลาสุก แล้วก็กินเนื้อหมด แล้วก็เอาก้างมาใส่กล่องข้าวไว้ เปิดไว้แมลงวันก็ไปตอม เมื่อเต็มก็ปิดฝากล่องข้าว ก็เรียกครูบามากินข้าว บอกว่าปลาอยู่ในกล่องนั้น ดังนั้นครูบาก็มาเปิดกล่องข้าว เมื่อเปิดแมลงวันก็บินออกมา จึงเข้าใจว่าแมลงวันกินปลาหมด"เอาไม้ฆ้อนมา" ขันตาปลาก็เดินไปเอาไม้ฆ้อนมา "เอาฆ้อนตอกสิ่วนั้นแหละ แมลงวันบินมาจับหน้าแข้งครูบา ขันตาปลาก็ตีพัวะ ตายแล้วกู ขันตาปลาหัวเราะ "ครูบาพูดว่า "อย่าร้องไห้ ขันตาปลาก็ไม่ตายหรอก



นิทานเรื่อง นางผมหอม


นายทองใบ นาทัน อายุ 53 ปี : ผู้เล่า



ทองใบ นาทัน ผู้ใหญ่บ้านม่วงชุม ไปกินน้ำรอยช้างแล้วมีท้อง แล้วเขาก็เรียกผีลูกช้าง มีท้องก็ประสูติลูกมาก็ไปเล่นกับใคร เขาก็เรียกว่า อีลูกช้างมาเล่นกับกูทำไม ทำไมไม่ไปกินหญ้ากับพ่อมึงโน้น ว่าอย่างนี้ ว่าให้มันซะ ไปไหนเขาก็พูดอย่างนี้ ก็อายเขา โอ๊ย มันอยู่ที่ไหน ช้างตัวนี้ มันชอบมาทำลายบ้านเรือนเขา ยิงก็ไม่เข้า ทำยังไงก็ไม่เจ็บ ฟันก็ไม่เข้า ทำลายบ้านเมืองเขา แล้วก็ไปกินช้างสารตัวนั้นแหละ ที่มีท้อง มีท้องออกมาก็เรียกอีกลูกช้าง ไปเล่นกับใครเขาก็พูดอย่างนี้ มันก็เลยไปตามหาช้างสาร ตามไปเอาน้องไปด้วยคนหนึ่ง น้องชื่อว่าปะพาไปด้วยนั้น หมู่ช้างทั้งหลาย ช้างสีดำแห่มา จะกิน 2 คนนี้ โอ๊ย อย่าเพิ่งกินเลยให้ไปหาพญาช้างสาร ซึ่งอยู่ในป่ายางโน้น ก็ไปพบพญาช้างสาร เดินเข้ามาหาจะกินเหมือนกันแหละ ไม่ให้กินจะเล่าเรื่องให้ฟังก่อน มีคนพากันพูดว่าอีลูกช้างมาเล่นกับกูทำไม ไปหากินหญ้ากับพ่อมึงโน้น เขาพูดกันอย่างนี้ จึงได้มาหา ช้างสารก็ล้มตัวลง เอ๊า ถ้าเป็นพ่อลูกแท้ก็ลองไต่งาดู ก็ขึ้นไปไต่บนงาช้าง วิ่งขึ้นวิ่งลงได้ ส่วนคนน้องนั้นขึ้นไปไต่มั้ง ไปเหยียบก็ลื่นลงมาไต่ไม่ได้ ช้างสารก็จับกิน เหลือแต่ผู้พี่ก็ให้ขี่คอมา ไปไว้ที่บนภูเขาโน้น ไปทำลายบ้านเรือนเขามา เกณฑ์ช้างทั้งหลายปลูกปราสาทให้อยู่ ก็เลยอยู่ที่นั้น ขนข้าวขนน้ำมาให้กิน นางผมหอม หอมเหมือนกลิ่นน้ำมันจันทน์ ต่อมาช้างสารพ่อของนางก็แก่ลงก็มาหาลูกอยู่ที่ตรงตีนเขา เรียกลูก ลูกมาหาพ่อหน่อย พ่อจะตายแล้ว มันก็ไปลูบไปคลำลูกเพราะรักลูกมาก ก็พยายามขึ้นไปบนภูเขาที่ลูกอยู่ ที่นี้จะตายแล้วล้มอยู่ตีนภูโน้น เรียกไปหาก็ไม่ไปหาจึงตาย ช้างพอตาย ลูกก็โตเป็นสาว แล้วถอนผมออกมาสามเส้น แล้วใส่ผอบแก้วอธิษฐานว่า ถ้าเนื้อคู่อยู่ทางไหนก็ขอให้พบผอบแก้วที่ไหลไปตามน้ำ ไปถึงท่าพระยา พระยานั้นมีลูกชายยังไม่มีเมีย ผอบก็ลอยไปวนเวียนอยู่ตรงนั้น ใครไปเอาก็ไม่ได้ ใครเห็นใครก็อยากได้ แต่ก็เอาไม่ได้ ลูกชายพระยาก็สามารถเอาผอบได้ก็พูดว่า ถ้าเนื้อคู่ของข้าอยู่ทางใดก็ให้พาไป ก็ขึ้นไปทางเหนือ จนไปถึงตีนโขงผอบก็มาวนอยู่ตรงนั้น ก็ไปพบกับนางผมหอม จึงได้อยู่กินกับนางจนกระทั่งได้ลูก 2 คนเป็นผู้หญิง ต่อมาก็ชักชวนกันกลับเมือง งาซ้ายเอาทำเป็นเรือ งาขวานั้นทำเป็นไม้ถ่อ พ่อช้างสั่งไว้ก่อนตายว่า ทำเรือได้ก็ล่อเรือมาเพื่อกลับบ้านเมือง ไประหว่างทางก็มีผีโพงมาแปลงร่างเป็นดอกบัวลอยอยู่ใกล้ ๆ เรือ ลูกสาวก็ร้องให้จะเอาดอกบัว นางผมหอมจึงเอื้อมมือลงไปเอาดอกบัวในน้ำแล้วตกลงไป ผีโพงก็ขึ้นไปแทนที่นางผมหอมแล้วไปอยู่ด้วยกับลูกชายพระยา ลูกคนสุดท้องหิวนมก็ไม่ได้กิน ก็ร้องไห้เพราะไม่ใช่แม่ ร้องไห้ไม่กินนมเอาไปไว้บ้านก็ไม่อยู่ ทำอย่างไรก็ไม่หายเป็นปกติ เอาแต่ร้องไห้ พ่อนั้นไม่รู้ดวงจิต เพราะผมก็หอมแต่ลูกรู้ว่าไม่ใช่แม่ที่แท้จริง เพราะเห็นเงาของผีโพง ก็ร้องให้จะไปหาแม่ จะไปหาแม่อยู่อย่างนั้น พี่สาวก็อุ้มไปตรงที่แม่ตกน้ำก็ลงไปหาดูไม่เจอก็ขึ้นฝั่งไปตามหาแม่ต้องเรียกแม่ไป แม่ก็อออกมาจากป่าแล้ว เอานมมาให้ลูกกิน ลูกก็บอกแม่ว่าให้แม่กลับบ้าน แม่ก็บอกว่าแม่ไม่ไปหรอกแม่ไปไม่ได้ อีผีโพงอยู่ที่นั่น แม่ไม่ไปให้พี่พาน้องมาหาแม่ที่นี้ วันหน้าให้พาน้องมานะ วันต่อมาน้องก็ร้องไห้หิวนมอีก พี่สาวก็พาน้องไปหาแม่อยู่ ไปร้องเรียกหา ทีนี้ก็กลับมาบอกพ่อพระยาบอกว่าคนนี้ไม่ใช่แม่ของเรา แม่อยู่ในป่าโน้น ลูกพาน้องไปกินนม พ่อก็ถามว่าจริงเหรอ ก็ตอบว่าจริง ก็พากันไปหาแม่เมียพอไปก็เจอก็คิดกันว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าจะให้แม่คืนก็ให้จูงลูกกินนม เสร็จแล้วก็มัดผมติดกับกกกอไร่ไว้ ผมมันยาวก็มัดผมแม่ติดกับกอไร่ ก่อไผ่ไว้อย่างดี แล้วมัดไว้สักสองสามลำมัดผมผมยาวลากถึงส้นเท้า เลยมัดผมแม่ติดกับกอไผ่ไว้อย่างดีแล้วทำท่าหา เหารกผมจนผีโพงดิ้น พอดิ้นก็ดิ้นไม่ได้เพราะถูกมัดผมอยู่ ไม่ไปไม่ไป ให้อยู่กับผีโพงเถิด มันเป็นอย่างนั้น ก็ให้ฆ่าอีผีโพงก่อน บอกให้ไปฆ่าแล้ว ก็ให้เอาน้ำเลี้ยงหัวใจ เอามาได้แล้วก็ให้เอาไปสระผม ครั้นถึงวันพรุ่งนี้ถ้านางสระผมก็ให้ฆ่านาง ถ้าไม่ได้สระผมวันพรุ่งนี้เช้า ก็พากันไปฆ่า เพชรฌฆาตและทหารก็แห่ข้าวของน้ำอบน้ำหอมมาให้นางผีโพงสระผม เพชรฆาตก็ตัดคอเอาน้ำเลี้ยงหัวใจ ใส่อบไว้แล้ว เวลานั้นก็เอาอีผีโพงไปทิ้ง และไปเอานางผมหอมมา มาแล้วก็ให้เอาน้ำเลี้ยงหัวใจให้นางทาตามร่างกาย ผมของนางก็หอมเหมือนเดิม และนางก็กลับคืนเมือง มาเป็นมเหสีของเจ้าเมืองตลอดไป นิทาน


เรื่อง สินชัย
นายสมบูรณ์ หอมอ่อน อายุ 67 : ผู้เล่า



สินชัยเกิดพ่อแม่นั้นชื่อพญาพุชราช แม่ชื่อนางจันทรา แต่งงานแล้วไม่มีลูกจะสืบสกุล เลยขอลูกจากพระอินทร์ พระอินทร์ก็ส่องลงมาดู ก็เห็นว่าไม่มีจริง ๆ ก็เลยส่งมาให้สามคน ฝันว่าเห็นขันดอกไม้เห็นแสงเทียนแล้วก็เลยมาดูเลขทำนาย พญาคุชราชมีเมียคนเดียวให้มีเมียเจ็ดถึงจะมีลูก ให้มีเมียอีกเจ็ดคนถึงจะได้ลูก จะได้คนดี ฟังแล้วก็เลยลาเมียของตนไปบวช แล้วได้เดินไปเดินไปก็เห็นนางทั้ง 6 คน รวมเป็นเจ็ดคนกับนางจันทาแล้วทีนี้ปรารถนาดูแล้วว่าจะได้มาเป็นเมียก็เลย สึกออกมา มาลาเมียไปขอนางทั้ง 6 นางทั้ง 6 เป็นลูกพ่อแม่เดียวกัน ก็เลยไปขอ เอาช้างเอาม้าเอาข้อยเอาข้า เอารถแก้วรถยนต์ไป จะเอาเท่าไรก็ไม่เกี่ยง ขนหีบเงินหีบทองคำใส่รถไปด้วย ไปขอแล้วพ่อกับแม่ของนางให้ได้แค่นางนางรุนคนเดียว ก็เลยบอกว่าคนเดียวไม่เอา จะเอาทั้ง 6 คน แม่ของนางทั้ง 6 ได้ยินดังนั้นจึงสิ้นใจตาย ก็เลยตกเป็นเมียทั้งหกคน ยกให้มาเมืองเบงจาน แล้วได้มาทำเรือนหอให้คนละหอ เจ็ดหอกับเมียหลวง พญานั้นมีน้องอยู่คนหนึ่ง ชื่อนางสีมนทา ไปชมสวนอุทยานแล้วได้มียักษ์กุมภัณฑ์มาลักตัวไป

พวกบ่าวไพร่ราษฎรสร้อยช้างสร้อยม้าที่ไปด้วยทำยังไงก็ช่วยไม่ได้ เพราะอุ้มบินไปบนฟ้า ร้องไห้มาหาพญาเพราะกลัวพญาฆ่า เพราะดูแลน้อยของตนไม่ได้ พวกบ่าวไพร่ทูลกับพญาว่า ถ้าลักพาตัวไปบนพื้นก็ยังจะตามได้อยู่แต่นี่บินไปบนฟ้าก็เลยตามไม่ได้ ทำยังไงนะถึงจะได้น้องกลับมาจะเป็นจะตายก็ไม่รู้ ไปดูเลขดูยามกับพระเถิง พระถองเขาก็บอกว่า ยังไม่ตาย ยังจะตามกลับมาหรอก เป็นยังไรหรือหน่อพุทโธนะ หน่อพุทโธก็คือลูกพระอินทร์ก็เลยให้นาง 7 นางทำขันจุดธูปเทียนขอกับพระอินทร์ ขอหน่อพุทโธลงมาพระอินทร์มองลงมาบนโลกเห็นแต่แสงเทียนแค่สองแสง แสงที่สามสี่นั้นมองไม่เห็น เห็นแค่นางจันทรากับนางน้อยหล้าลุนก็เลยส่งลูกลงมาให้สามคน ให้มาเข้ามาท้องนางลุนนั้นสองคนนางจันทรานั้นคนหนึ่งนอกนั้นเป็นผีเปรต ผีมารมาเกิดทั้งนั้น นางจันทรา นางลุนนั้นฝันดีมาก ฝันว่ายังไงจำไม่ได้แล้ว มาเล่าฝันหมดทุกคนแล้วเอามโสถมาทำนายตัดสินว่านางคนใดจะเป็นคนดีมาเกิด นางคนใดจะเป็นคนชั่วมาเกิด แล้วหมอก็ตัดสินให้ว่านางจันทรากับนางลุนได้คนดี เมียเจ็ดคนมีลูกแปดคนอยู่กับนางลุนสองคน ลูกนางจันทราคนหนึ่งเป็นคนดีจะได้ครองบ้านครองเมือง

ทีนี้หกคนนั้นเคียดแค้นนางรุนกับนางจันทรา ก็เลยไปหาเฮียนแฝดเฮียนเสน่ห์ให้ผัวรักผัวหลง แล้วนางจันทราก็คลอดออกลูกมาก่อนเป็นช้างน้อยพอล้างช้างน้อยนางจันทราแล้ว นางลุนก็คลอดออกมา เป็นสินชัยออกมาก็มีดาบกับลูกศรออกมาด้วย หอยก็ออกสังข์ทอง เป็นสามคน ทีนี้เมียทั้ง 6 คนใส่ยาเสน่ห์ผัวให้เกลียดชังไปจ้างโหรให้มาทำนายว่าเป็นกาลกิณีบ้านกาลกิณีเมือง ให้ขับไล่สองนางออกจากเมืองไป นางจันทราก็อุ้มช้างน้อยแล้วสะพายถุงผ้าอ้อมให้เมียน้อย นางลุนนั้นอุ้มสองคน ฝนตกหนักมาก ออกจากบ้านไปเดินไปพระอินทร์นั้นก็เลยบันดาลให้เทวดาลงมาสร้างศาลาพันห้องให้ ไปดูแล้วมีทุกอย่าง ฤทธิ์เดชกล้าดำด้านดั่งอินทร์ พระอินบัญญัติให้สาลาพันห้องก็เลยไปพักอยู่ มีหมอนให้ มีเสื่อให้พิงคนละอัน เลี้ยงลูกอยู่ที่นั้นจนโตแล้วท้าวทั้ง 6 ก็โตแล้วทีนี้พ่อก็ให้ท้าวทั้ง 6 ตามไปช่วยอา ท้าวทั้ง 6 นำเอามาให้ไม่ได้เหรอว่าอย่างนั้น ถ้าใครตามมาได้ก็จะให้ปกครองเมือง

ท้าวทั้งหกก็เลยไปเรียนคาถาวิชาเพื่อตามไปช่วยอา นางสีมนทาไปถึงที่สินชัยอยู่ ช้างเห็นก่อนเลยส่งเสียงบอกว่ามีคนเข้ามา นางจันทราก็ได้ขึ้นไปดู เลยบอกว่าไม่เป็นไรหรอกพี่น้องกันทั้งนั้นให้เขาเข้ามาได้ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลหรอกสินชัยก็เลยถามว่ามาทำไมที่นี่ ก็เลยบอกว่าพ่อให้มาหา มาเรียนคาถาด้วย สินชัยก็เลยบอกว่าไม่มีหรอกคาถา ไม่มีได้ยังไงแล้วทำไมมี เสือ สิงห์ กระทิงแรด มีช้างม้า กินหญ้าอยู่รอบ ๆ ศาลาพันห้องด้วย ก็บอกไม่มีอะไรหรอกเค้ามาเฝ้าเฉย ๆ ก็เลยคิดอุบายว่าถ้ามีฤทธิ์มีเดชจริง ๆ ก็ขอเอาไปให้พ่อดูมั่ง เห็นแล้วพอจะให้ครองเมือง ถ้าอย่างนั้นก็ให้พี่ ๆ กลับไปบอกพ่อ พอกลับไปบอกพญา พ่อก็เลยบอกว่าถ้าได้คาถาวิชามาแล้วลองทรงฤทธิ์ทรงเดชมาให้พ่อดู ขออะไรล่ะ ขอทวยเป็นมาให้พ่อดูมั่ง ถ้าขอมาได้พ่อก็จะให้ครองเมืองนี้ท้าวทั้ง 6 คนกลับคืนมาหาสินชัย มาบอกว่าขอทวยเป็นให้พ่อดู สินชัยบอกให้กลับไปก่อน ก็กลับมาบอกข้าราษฎรทุกคนให้คอยดูทวยเป็นจะมาแล้วตอนเช้านี่แหละ พอวันหน้าก็ไปจริง มือฟ้ามัวฝนคลุมเมืองดูแล้วไม่มีอะไรสักอย่างเพราะเป็นปาฎิหารย์สินชัยสั่งมาว่าถ้าคนกลัวมากก็กลับแป๊บเดียวก็หายไป

ทีนี้พ่อก็เลยให้ไปตามอากลับมา ก็เลยไปหลอกสินชัยว่าพ่อจะยกเมืองให้ แม่สินชัยไม่อยากให้ไป ไม่ได้หรอกลูกเกิดมาเพื่อการนี้แล้วถ้าอย่างนั้นลูกคงไม่เกิดกับแม่หรอก แม่จึงต้องให้ไปกับท้าวทั้ง 6 ไปถึงแม่นทีกว้างใหญ่ข้ามแม่น้ำท้าวทั้ง 6 ข้ามไม่ได้ข้ามได้แต่สินชัย หอยกับช้างกลับเพศเป็นตะเพราทองให้ขี่สินชัยสั่งให้รออยู่นี่ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ให้กลับไปบอกพระพ่อเจ้าซะ กลับบ้านก็ไม่ได้กลัวว่าพ่อจะฆ่า กลัวผีป่าพวกนั้นจะจับไปกินก็เลยให้ช้างเฝ้าอยู่ที่นั่น


นิทานเรื่อง ขุนพึงขุนเพีย
นายสอ คำปล้อง อายุ 56 ปี : ผู้เล่า

ขุนพึง ขุนเพียง เมียไปเล่นน้ำ เมียก็บอกว่าห้ามไปดูถ้าไปดูแล้วเดี๋ยวจะไม่ได้อยู่ด้วยกันอีก เดี๋ยวจะต้องไปเล่นน้ำก่อนถ้าไม่เล่นเดี๋ยวมนุษย์จะด่าเอา ก็ไปเล่นน้ำ ฝ่ายผัวก็ไม่ฟังไปเปิดประตูออกไปแอบดูเมียตัวเอง เมียก็เล่นน้ำเสียงดัง ตูมตาม กลายร่างเป็นเงือกเป็นงูฟองน้ำขึ้นบนฟ้านูน พอเล่นน้ำเสร็จก็กลับมาที่บ้าน ผัวก็ไม่ให้ขึ้นบนบ้านก็เลยเอาลูกให้ผัวไว้ ให้ผัวไปห่อใบตองไว้ ผัวก็เอาไปห่อใบตองไปไว้ที่ป่า ป่าโยมป่ายางนู่น มีหิ่งน้อยคอยดูแล ทีนี้เวลาผ่านไป ลูกอายุได้ 2 เดือนก็ไปดู 3 เดือนก็ไปดูที โอ้ยลูกเอ้ย กำลังหัดพูดน้อย ทีนี้ก็เลยเอาไว้ที่นั่นก่อน 4-5 เดือนก็ไปดูที ทีนี้โอ้ลูกเอยกำลังหัดคลานแล้วน้อ ให้โตเร็ว ๆ นะลูกเอ้ยมาดูอีกทีก็นั่งได้ ก็เลยบอกกับลูกว่า โอ้ลูกเอ้ย กลับบ้านเราเถอะโตแล้ว ลูก็ได้บอกไปว่า "โอ้ยพ่อจ๋าจะให้ไปยังไง ถ้าจะไปก็อายมนุษย์ คนป่าคนเมือง" พ่อก็บอกว่า "โอ้ลูกเอยถ้าอย่างงั้นจะทำยังไงล่ะ พ่อได้ต้มไข่ไว้บายศรีสู่ขวัญไว้รอแล้ว" ก็กลับมาบ้านมองไปเห็นไข่ ก็เลยบอกกับพ่อว่า อยากเห็นหน้าแม่ พ่อก็เลยบอกว่าถ้าอยากเจอหน้าแม่ก็ใช้ไม้เคาะที่ริมฝั่งแม่น้ำนั่น ก็ได้เอาไม้ฟาดที่ริมน้ำ 3 ที แม่ก็โผล่จากน้ำมา ลูกก็เลยดำดิน บินบนลงน้ำหาแม่ ตากะยาย ทีนี้ไปหาตากะยาย ยายก็ได้บอกว่าไม่มีอะไรจะให้นออกจากก็มีแต่ไม้กับฆ้องหนึ่งใบนี่แหละที่จะให้ ให้เอามันลากไปถ้าไม้ไปติดที่ไหน ก็ให้อยู่ที่นั่นถ้าไม่ติดที่ไหนเลยก็ให้ลากไปเรื่อย ๆ ก็ลากไป ลากไปไปถึงที่ของพระอินทร์พระพรหมก็ไปติดอยู่ที่นั่น แล้วถ้าหลานอยากได้บ้านได้เรือนก็ให้ตีฆ้องได้เลย พอตีฆ้องก็ได้ข้าวทันที ถ้าหลานอยากได้เงินอยากมีเงินมีทอง อยากได้ข้ารับใช้ อยากได้เรือกสวนไร่นาอะไรก็ให้ตีฆ้องได้เลย ก็ตีฆ้องเอาหนอ ทีนี้เกิดลูกออกมาเป็นแตง พูดได้ ก็เอาใส่ซ้าไปด้วย จนโตเป็นหนุ่ม ทีนี้แตงก็บอกกับแม่ว่า โอ้ย ! อยากมีแม่แล้ว แม่ก็ได้แต่บอกว่าจะทำยังไงได้ล่ะเพราะลูกนะเป็นแตงถ้าอยากมีเมียก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยบอกแม่ว่า ไม่เป็นไรหรอกแม่ถึงจะเป็นแค่แตงก็เป็นแตงที่มีสติปัญญา แล้วก็บอกแม่ว่าอยากแต่งงานกับลูกพญา ก็ให้แม่พูดว่าทำยังไงจะได้ดองกันก็มีแค่แตงลูกเดียวนี่แหละ สุดท้ายลูกของพญานั้นก็ตกลงแต่งงานด้วย ก็เกิดว่าแตงก็เป็นทองขึ้นมาหมดทั้งล


คัดลอกมาจาก แลสามารถเข้าไปชมนิทานทั้งหมด ได้ที่
http://202.143.128.66/~kruya/50webm6/unit4/portlio/6190/page15.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 13, 2011, 02:40:54 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap