Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
TOP 10 ความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: TOP 10 ความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์  (อ่าน 1740 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8569 Level 75 : Exp 42%
HP: 33.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 31, 2014, 09:03:01 pm »
แบ่งปัน

   TOP 10 ความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

    

   นนรี
    

   1. การผ่ากลีบ (lobotomy) ทำคนไข้กลายสภาพเป็นซอมบี้
    
            ใช้รักษาจนถึงปี 1983 : ไม่เคยมีวิธีการรักษาใดที่สร้างความเสียหายแล้วจะได้รับการยอมรับมากเท่ากับ วิธีรักษาของเอกาส โมนิช ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1949 สำหรับการค้นพบวิธีรักษาคนไข้ด้วยการผ่ากลีบ
    
             ในสมัยนั้นแพทย์ยังคงเชื่อว่าการผ่ากลีบจะช่วยรักษาคนไข้ที่ป่วยทางจิตได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนไข้กลับได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส
    
             ในปี 1935 โมนิช แพทย์ชาวโปรตุเกสค้นพบว่า เขาสามารถทำให้ผู้ป่วยจิตเวชสงบนิ่งและมีปฏิกิริยาตอบสนองได้มากกว่าเดิม ด้วยการตัดเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังสมองกลีบหน้า แพทย์ในสมัยนั้นเชื่อว่าวิธีรักษาดังกล่าวจะแยกสมองส่วนที่ควบคุมเหตุผลและ ส่วนที่ควบคุมอารมณ์ออกจากกัน วิธีการรักษาของโมนิชถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีแพทย์บางรายนำวิธีรักษานี้ไปปรับใหม่ จนสามารถรักษาให้เสร็จภายในเวลาเพียง 6 นาที โดยแพทย์จะเสียบเหล็กปลายแหลมเข้าไปในกระดูกเหนือเบ้าตาผ่านไปยังสมองกลีบ หน้า แล้วขยับเครื่องมือขึ้นลงไปมาเพื่อตัดการเชื่อมต่อของเส้นประสาท
    
           มีคนไข้ได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่ากลีบอย่างน้อย 50,000 ราย หลังเข้ารับการรักษา คนไข้ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างคนพิการที่มีปัญหาด้านอารมณ์ เนื่องจากเส้นประสาทที่เชื่อมต่อไปยังสมองกลีบหน้าซึ่งควบคุมด้านบุคลิกของ เราถูกตัดขาด หากไม่กลายเป็นซอมบี้ในร่างไร้วิญญาณไปเสียก่อน หลายคนก็จะมีนิสัยเหมือนเด็ก หรือไม่ก็ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมไปเลย
    
                            
    
   2. หลีกเลี่ยงน้ำและสบู่ : สุขอนามัยที่ไม่ดีคร่าชีวิตคนไปนับล้าน
    
             ใช้รักษาจนถึงช่วงศตวรรณที่ 18 : ความคิดนี้มาจากแพทย์ยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 ที่เชื่อกันว่า การอาบน้ำไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไร แถมยังอาจก่อให้เกิดโรคระบาดที่รุนแรงได้อีกด้วย
    
             "การอบไอน้ำและการอาบน้ำในโรงอาบน้ำเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเมื่อผิวนุ่มขึ้น รูขุมขนจะเปิดออก ทำให้ไอน้ำที่มีเชื้อโรคสามารถซึมซาบเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและเสีย ชีวิตลงในทันที" อองบรวส ปาเร แพทย์ประจำราชสำนักฝรั่งเศสกล่าวไว้เมื่อปี 1568
    
    ชาวยุโรปยังคงเข้าใจผิดเรื่องการหลีกเลี่ยงน้ำและสบู่ต่อมาอีกเกือบ 300ปี หากผ้าแห้งไม่สามารถขจัดครางสิ่งสกปรกให้หลุดออกจากผิวได้ วิธีสุดท้ายที่พวกเข้าจะทำก็คือใช้น้ำลูบผิวเบาๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างยิ่ง
   
       
   
                โรคระบาดติดต่อมายังมนุษย์ผ่านแผลที่เกิดจากเหากัด การขาดสุขอนามัยในสมัยนั้นทำให้เหายิ่งเจริญเติบโตได้ดี ต่อมาศตวรรษที่ 18 แพทย์จึงต่างพากันเปลี่ยนความคิดหลังจากที่ต้องสูญเสียชีวิตผู้คนไปหลายล้าน คน
   
       
   
       
   
      3. การผ่าเอาเลือดออก (blood-letting) : เสียเลือดจนตาย
   
       
   
                 ใช้รักษาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 20 : หมอสมัยนั้นเชื่อว่า สาเหตุของโรคต่างๆ นั้นเกิดจากความไม่สมดุลของเลือด สารคัดหลั่ง น้ำดีเหลือง และน้ำดีดำ การผ่าเอาเลือดออกจะช่วยลดความไม่สมดุลของของเหลวในร่างกาย แต่วิธีรักษานี้มักก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
   
       
   
                  หนึ่งในคนที่ตกเป็นเหยื่อของการรักษานี้ก็คือ จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้ารับการรักษาอาการเจ็บคอด้วยวิธีผ่าเอาเลือดออกเมื่อปี 1799 หน้าที่สำคัญที่สุดของเลือดก็คือการขนถ่ายออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไป ยังเซลล์ที่อยู่ในร่างกาย เมื่อหมอเจาะเอาเลือดออกประมาณ 3.75 ลิตร หรือร้อยละ 80 ของเลือดทั้งหมดออกจากร่างกายประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน อาการของเขาจึงทรุดหนักลงและเสียชีวิตในวันเดียวกันนั้นเอง
   
       
   
       
   
                          
   
       
   
      4. ปรอท ทำให้สมองได้รับความเสียหายอย่างหนัก
   
       
   
                   ใช้รักษาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 20 : ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา แพทย์ฝีมือดีหลายคนเชื่อว่า ปรอทมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้เกือบทุกนิด แม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้หรือจักรพรรดิ์อิ๋งเจิ้นของจีน (259-210 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ก็ยังเสวยปรอทตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ แม้ว่ามันจะทำให้พระชิวหา (ลิ้น) บวมและพระทันตมังสา (เหงือก) อักเสบก็ตาม แต่ในปัจจุบัน แพทย์ต่างรู้ดีว่า ปรอทมีฤทธิ์ทำลายระบบการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ระบบย่อยมีปัญหา หายใจลำบาก อีกทั้งยังมีผลข้างเคียง เช่น อาการซึมเศร้า และวิตกกังวล
   
       
   
                      
   
                                                          
   
       
   
      5. การเจาะกะโหลก (trepanning) เจาะรูกระโหลกศีรษะ
   
       
   
                   ใช้รักษาจนถึงปัจจุบันนี้ : ตั้งแต่ยุคหินมาจนถึงยุคกลาง ศัลยแพทย์พยายามรักษาโรคต่างๆ อย่างเช่นไมเกรน ด้วยวิธีการเจาะรูกะโหลกศีรษะ เพราะเชื่อว่าจะช่วยเอาวิญญาณอันชั่วร้ายออกจากศีรษะได้
   
       
   
                    การรักษาด้วยวิธีนี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อสูง แต่จากการศึกษาซากศพที่ถูกฝังกลบพบว่ามีอัตราการรอดชีวิตสูงอย่างไม่น่า เชื่อ ปัจจุบันยังคงมีการใช้วิธีเจาะกะโหลกศีรษะเพื่อรักษาโรคเลือดออกในสมองอยู่
   
       
   
       
   
                                                       
   
       
   
      6. เฮโรอีน : ยาแก้ไอผสมสารเสพติด
   
       
   
                  ใช้รักษาจนถึงปี 1910 : ในปี 1898 ไบเออร์ บริษัทผู้ผลิตยาในประเทศเยอรมนีเริ่มจำหน่ายเฮโรอีนเพื่อใช้รักษาอาการไอและ วัณโรค โดยนักเคมีของบริษัทเชื่อว่า ยาตัวใหม่นี้จะไม่ทำให้คนไข้เสพติดยา
   
       
   
       
   
                                                          
   
   
      7. ยาสูบ : บุหรี่เพื่อสุขภาพ
   
       
   
                 ใช้รักษาจนถึงปี 1926 : ต้นยาสูบจากอเมริกาถูกนำเข้ามาสู่ทวีปยุโรป แพทย์รู้สึกพึงพอใจกับสรรพคุณในการรักษาโรคของสารนิโคตินเป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันกลับพบว่า ยาสูบเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด
   
       
   
       
   
                                                 
   
       
   
      8. บำบัดคนรักเพศเดียวกัน : เกย์ถูกรักษาด้วยวิธีช็อตไฟฟ้า
   
       
   
                 ใช้รักษาจนถึงปี 1992 : เกือบตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดระบุว่าการรักเพศเดียวกันเป็นอาการป่วยทางจิตที่ รักษาให้หายขาดได้ แพทย์จึงหาทุกวิถีทางในการรักษากลุ่มคนรักเพศเดียวกัน ตั้งแต่การรักษาด้วยฮอร์โมนไปจนถึงการสะกดจิตและการช็อตไฟฟ้า
   
       
   
       
   
                                                
   
       
   
      9. มอร์ฟีน ทำให้เด็กๆติดยา
   
       
   
                 ใช้รักษาจนถึงช่วงทศวรรษ 1930 : "Mrs. Winslow's Soothing Syrup" เป็นชื่อยี่ห้อยาที่ใช้ป้อนแก่เด็กๆที่อยู่ไม่สุขในช่วงประมาณปี 1900 ตัวยามีมอร์ฟีนผสมอยู่ในปริมาณมาก จึงทำให้เด็กๆมีอาการติดยาและเสียชีวิตในที่สุด
   
       
   
       
   
                              
   
       
   
      10.สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง : การถึงจุดสุดยอดช่วยรักษาโรคฮิสทีเรีย
   
       
   
                 ใช้รักษาจนถึงปี 1980 : ประมาณปี 1900 ผู้หญิงหลายคนป่วยเป็นโรค **"ฮิสทีเรีย" แพทย์จึงแนะนำให้ใช้เครื่องสั่นจุดซ่อนเร้นเพื่อให้ถึงจุดสุดยอด อย่างไรก็ตามการรักษานี้เห็นผลแค่ในระยะสั้นเท่านั้น และจำเป็นจะต้องทำซ้ำทุก 2-3 สัปดาห์ **ขาดผช.ไม่ได้
   
       
   
       
   
                       
   
       
   
       
   
       
   
            
   
       
   
      
   
   
       
   
      ข้อมูลจากหนังสือ SCIENCE ILLUSTRATED ฉบับ November No. 29/2013 
   
      facebookSCIENCEILLUSTRATEDThailand
   
      Instagram : science_illustrated_thailand
         
      ที่มา: facebook : SCIENCEILLUSTRATEDThailand
      Instagram : science_illustrated_thailand
      Youtube : http://www.youtube.com/channel/UCom909NRzFxS6RLgawU8z_g
      Website : http://www.scienceillustratedthailand.com
      credit
      http://board.postjung.com/m/801464.html
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Black Styler by MadBlazer