Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
มุสลิม….แห่งเมืองไชยา ครูเส็น สุราด และ ครูอาลี ไชยา
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มุสลิม….แห่งเมืองไชยา ครูเส็น สุราด และ ครูอาลี ไชยา  (อ่าน 2139 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8418 Level 74 : Exp 75%
HP: 45.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 09:28:23 am »
แบ่งปัน

   

      มุสลิม….แห่งเมืองไชยา
      โดย ธานินท์ สลาม

   

            ครูเส็น สุราด และ ครูอาลี ไชยา สอง อาลิมอูลามาอ์ จากเมืองไชยา ที่มีบทบาทในดินแดนมลายูปัตตานี ทั้งในด้านวิชาการ และการโต้แย้งกับอำนาจรัฐในยุคโน้น แล้วได้ฮิจเราะ์สู่ มหานครมักกะฮ ฝากชื่อเสียงไว้กับโลกมลายูไว้อย่างยาวนาน บทบาทของสองท่านนี้ ยังคงไม่เคยถูกนำเสนอในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านของ มลายูปัตตาตานี เราอยากจะให้ลูกหลาน ศิษย์ และพี่น้อง ได้ร่วมกันศึกษาบทบาทของท่านอย่างจริงจัง

         ไชยาเป็นเมืองเก่าที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังมาแต่ครั้งโบราณ เคยมีชื่อว่าเมืองครหิ เมืองชวกะ เมืองสุวรรณปุระ เมืองศิริโพธิ เมืองศรีวิชัย ซึ่งชาวพื้นเมืองย่อคำลงเป็น “ไชยา” อันเป็นราชธานีของอาณาจักรศรีวิชัยที่เจริญรุ่งเรืองมากในระหว่างพุทธศตวรรษ ที่ 12-16 โดยมีอาณาเขตตั้งแต่เมืองไชยาลงไปถึงเกาะชวา เมืองไชยาจึงเป็นศูนย์กลางการเมืองและการปกครองของอาณาจักรศรีวิชัย เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้าโพ้นทะเลและเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมทางศาสนา ซึ่งมีทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ “ (หม่อมเจ้าจันจิรายุ รัชนี ,2529:159)
   
   หลักฐานทางด้านโบราณคดีที่แหลมโพธิ์
   
   แหลมโพธิ์ตั้งอยู่ในเขตตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ห่างจากเมืองโบราณไชยาเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น แหลมโพธิ์นี้เกิดจากแผ่นดินใหญ่ถูกคลองใหญ่พุมเรียง ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในเขตอำเภอท่าชนะไหลผ่าน ส่วนใกล้ปากน้ำมีคลองพุมเรียงไหลผ่านสันทรายที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตำบลพุมเรียง)ลงสู่คลองใหญ่พุมเรียง บริเวณแหลมโพธิ์เป็นเนินทรายสูงและเป็นป่าโปร่ง บริเวณใกล้ปากน้ำเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านและเป็นที่จอดเรือของชาวประมงแถบ นั้น ทางด้านริมฝั่งทะเลตะวันออกเป็นดินโคลนมีป่าโกงกางงอกถัดจากหาดทรายเป็นแนว ยาวไปจนถึงแหลมซุย จากปลายแหลมเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร มีซากโบราณสถานสร้างด้วยอิฐ 1 แห่ง แต่ปัจจุบันได้ถูกกัดเซาะไปมากแล้ว ใกล้ๆเป็นบ่อรูปหกเหลี่ยม และเสาธรณีประตูทำด้วยหินปูน ทั้งสองด้านมีร่องรูเพื่อเป็นที่เสียบประตู
   (เขมชาติ เทพไชย,2524:260)
   
   ในปี พ.ศ.2522 งานสำรวจขุดค้นวัดแก้ว ได้ทำการสำรวจแหลมโพธิ์ พบซากเสากระโดงเรือยาว 3.85 เมตร ก่อนหน้านั้นเคยพบซากหางเสือเรือขนาดใหญ่ยาว 7.70 เมตร ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดี นอกไปจากนั้นในปี 2524 ทางโครงการโบราณคดีภาคใต้สำรวจพบซากไม้จำนวนมากที่มีร่องรอยการเชื่อมต่อกัน แต่ได้ถูกนำไปเป็นที่กรองบ่อน้ำโบราณซึ่งเท่าที่พบในขณะนี้มีถึง 17 บ่อ ในจำนวนนั้นมีบ่อที่ก่อด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่ 1 บ่อ ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ล้วนแล้วแสดงให้เห็นว่าบริเวณแหลมโพธิ์อาจเป็นที่จอด เรือของชาติต่างๆในสมัยก่อน โดยอาจเป็นที่พำนักชั่วคราว เพื่อทำการค้ากับแลกเปลี่ยนสินค้ากับเมืองโบราณไชยา ทั้งหาเสบียงอาหารและน้ำจืดเพื่อการเดินเรือค้าขายกับชาติอื่นที่ไกลออกไป จากสมมติฐานที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้เอง โครงการโบราณคดีภาคใต้ จึงจัดให้มีการขุดค้นพิเศษที่แหลมโพธิ์ ซึ่งหลักฐานที่ได้จากที่นั้นน่าสนใจมาก และเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ (เขมชาติ ,2524:261)

   
   

      665
      33
      
      ในกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีตำนานที่กล่าวถึงการย้ายเมืองไชยามาจากบ้านเวียง มาตั้งที่ทุ่งไชยาซึ่งต่อมาเรียก “บ้านสงขลา” และย้ายมาตั้งที่บ้านพุมเรียงว่า
      "ราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาตำแหน่งเจ้าเมืองไชยาที่บ้านเวียงว่างลง จึงมีการตั้งแขกมลายูชื่อ มะระหุ่มปะแก ซึ่งอพยพครอบครัวและพรรคพวกจากบ้านหัวเขาแดง ปากน้ำสงขลา มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ทุ่งโฉลก(คือบ้านหัววัง อำเภอพุนพินในปัจจุบัน)ขึ้นเป็นเจ้าเมืองไชยา แต่มะระหุ่มปะแกไม่ได้อยู่ที่เมืองไชยาบ้านเวียง กลับพาพรรคพวกไปตั้งบ้านเรือนที่ทุ่งไชยาและ เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านสงขลา มีการลงเสาหลักเมืองหรือหลักประโคนในหนองบ้านสงขลา แล้วขุดคูเมืองไว้โดยรอบ หลังจากมะระหุ่มปะแก่ เสียชีวิตแล้วบุตรหลานได้เป็นเจ้าเมืองต่อมาคือมะระหุ่มตาไฟและมะระหุ่มมุดา ในสมัยของมะระหุ่มมุดา พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2307-2310) และเลยมาตีหัวเมืองทางใต้ด้วยเมื่อพม่ายกกองทัพมาตีเมืองไชยาที่บ้านสงขลา นั้นมะระหุ่มมุดาได้พาครอบครัวหายสาบสูญไป พม่าจับได้แต่นายรุกบุตรชายคนโต ส่วนชาวเมืองไชยาอพยพหนีกองทัพมาอยู่ทีบ้านพุมเรียง
      
      ตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษที่พุมเรียงเป็นศูนย์กลางที่ตั้งของเมืองไชยา ทำให้พุมเรียงกลายเป็นชุมชมขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งรวมกลุ่มต่างเชื้อชาติและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นคนไทยชาวพื้นเมืองกับชาวจีนและแขกชาวไทรบุรีและปัตตานี ชนกลุ่มน้อยทั้งสองชาตินี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่พุมเรียงด้วยเหตุผลทาง เศรษฐกิจการค้าและการเมืองตามลำดับ ชุมชนพุมเรียงจึงหลากหลายด้วยวัฒนธรรม ช่วงนี้ได้มีการสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย สถานที่ราชการ ร้านค้าหนาแน่นขึ้น มีหลักฐานในต้นสมัยรัชกาลที่ 5 กล่าวถึงสภาพบ้านเมืองและผู้คนของเมืองไชยาที่พุมเรียงโดยละเอียด ดังข้อความในบันทึกของกรมพระยาภานุพันธ์นุวงศ์วรเดชเกี่ยวกับสภาพของเมือง ไชยาที่พุมเรียง ชื่อหนังสือเรื่อง “ชีวิวัฒน์” เมื่อคราวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้โดยเรือ สุริยมณฑล ปี พ.ศ.2427
      
      รวมบ้านโรงเรือนตลอดเขตเมืองไชยาประมาณ 9000 หลัง เป็นคนประมาณ 40,000 คน ถ้าจะแบ่งเป็นชาติจะเป็นไทยสัก 30,000 จะเป็นจีน 300 เศษ จะเป็นแขก 1,700 คน คนไทยเป็นส่วยทอง ส่วยดีบุก ส่วยรังนกบ้าง ที่ส่วยทอง ส่วยดีบุกเก็บเงินปี 1 คน ละ 7 บาท ส่วยรังนกนั้นเกณฑ์ไปเก็บรังนกที่เกาะตาหลำ เกาะอ่างทอง จีนเป็นจีนผูกปี้ 3 ปี 4 บาท แขกไม่มีส่วยเป็นแต่เกณฑ์ราชการ …” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์ วรเดช,ชีวิวัฒน์,2471:137-146)
      
      ตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พุมเรียงเริ่มมีบทบาทชัดเนื่องจากเป็นแหล่งที่ชาวเมืองไชยาอพยพหนีภัยสงคราม จากพม่าเข้ามาอาศัยอยู่ เพราะสภาพที่ตั้งซึ่งมีหลักฐานในหนังสือ ชีวิวัฒน์ ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2427 ว่า มุสลิมที่อาศัยที่เมืองไชยาพุมเรียง และยังกล่าวถึงที่มาของมุสลิมเมืองนี้ว่า
      “… เป็นแขก พืชพรรณสำหรับบ้านเมืองมาเมื่อครั้งเจ้าเมืองเป็นแขก แขกเหล่านี้พูดแขกไม่เป็น เกือบจะไม่เป็นแขก …” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์ วรเดช, 2471 :147 )
      
      ฮุสเซน น้องชายของพระยาไชยา(มุสตาฟา) ซึ่งเข้าไปรับราชการในกรุงศรีอยุธยาได้รับ พระบรมราชาณุญาตจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ให้กลับไปช่วยราชการพระยาไชยา (มุสตาฟา)ที่เมืองไชยา และไปดำรงตำแหน่ง ปลัดเมืองไชยา (Raya Muda) ซึ่งในท้องถิ่นเรียกท่านว่า “มุดาฮูเซน” ท่านได้ปฎิบัติราชการอยู่หลายปี มีบุตรธิดาที่ไชยาเป็นจำนวนหลายคน ฮูเซนจึงเป็นต้นสกุลของ “มุดาฮูเซน” “หวันมุดา” ในปัจจุบันมีผู้ใช้นามสกุลนี้จำนวนไม่น้อยในหมู่บ้านสงขลา พุมเรียง ต่อมาฮุสเซนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ไปเป็นพระยาพัทลุง มีราชทินนามว่า “พระยาแก้วโกรพพิชัย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2226 หลังจากท่านได้จางวางแล้วก็ได้กลับมาอยู่ที่เมืองไชยาอีก ท่านได้เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2236 ศพของท่านฝังไว้ที่สุสานบ้านสงขลาใกล้กับสุสานพระยาไชยา(มุสตาฟา)และพระยา ไชยา(เตาฟิก) สายสกุลของสุลต่าน สุลัยมาน ชาห์ ได้ครองเมืองไชยาอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. 2212 ถึง พ.ศ.2325 รวมเวลาถึง 113 ปี นับเป็นเวลายาวนานมาก สายสกุลสุลต่านสุลัยมานที่ไชยาในปัจจุบันนี้มี มุดาอุเส็น หวันมุดา คชสวัสดิ์ ส่วนสายสกุลที่แยกแตกสาขาออกไปอีกมากมายนั้น ขณะนี้ยังไม่อาจรวบรวมให้ครบถ้วนได้(ประยูรศักดิ์ ชลายนเดชะ,2531:289)
      
      ดูเพิ่มเต็มได้ที่

   
      Thanin Salam
   

      https://www.facebook.com/thanins1?fref=photo

   

       

   

       

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 14, 2014, 09:46:59 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service