Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ล้านนาในอดีต ประวัติชุมชนไทยใหญ่ วัดป่าเป้า เชียงใหม่
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
เมษายน 28, 2017, 05:27:00 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ล้านนาในอดีต ประวัติชุมชนไทยใหญ่ วัดป่าเป้า เชียงใหม่  (อ่าน 969 ครั้ง)
         

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8488 Level 75 : Exp 7%
HP: 43.5%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 19, 2015, 06:32:59 pm »
แบ่งปัน

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      
            

               ประวัติชุมชนวัดป่าเป้า

         
            ตอน  1. พัฒนาการของชุมชน
            (1) พื้นที่ตั่งชุมชนป่าเป้าสมัยราชวงศ์ มังราย
            จากคติเรื่องทักษาเมืองที่ใช้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย  บริเวณที่ตั้งชุมชนป่าเป้าเป็นทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่เป็นพื้นที่เดชเมืองเป็นหัวเวียงของเชียงใหม่มีวัดเชียงยืนเป็นวัดประจำทิศจึงคงมีชุมชนที่เป็นศรัทธาวัดเชียงยืนอยู่แต่เดิม บริเวณใกล้เคียงที่ตั้งวัดป่าเป้าเป็นพื้นที่หนองนํ้าเรียก ว่าหนองใหญ่หรือหนองเขียวที่พญามังรายพบเมื่อครั้งสำรวจพื้นที่สร้างเมืองถือว่าหนองนํ้าแห่งนี้เป็น หนึ่งในเจ็ดชัยมงคลของเมือง  ด้วยความเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์และเป็นชัยมงคลดังกล่าวตำ นานราชวงศ์ปกรณ์จึงกล่าวว่าสมัยพญากือนากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย (พ ศ. 1898 - 1928) โปรดฯให้สร้างคุ้มหลวงไว้บริเวณแห่งนี้ใกล้วัดแห่งหนึ่งชื่อว่าวัดพราหมณ์
                             
            เมื่อพญากือนาสิ้นพระชนม์ ณ คุ้มหลวงนอกกำแพงเมือง ยังไม่ทันได้ถวายพระเพลิงตามราชประเพณีก็ได้เกิดศึกแย่งครอบครองเมืองเชียงใหม่โดยท้าวมหาพรหมอนุชาของพญากือนาซึ่งครอง เมืองเชียงรายได้ยกทัพมาแย่งชิงเมืองเชียงใหม่ แต่ถูกแสนผานอง ผู้เป็นมหาเสนาบดีในขณะนั้นนำกำลังพลเข้าต่อสู้ท้าวมหาพรหมแตกพ่ายหนี  ไปขอความช่วยเหลือจากสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 (ขุนหลวงพงั่ว) กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้นแสนผานอง เกรงว่าทางอยุธยาจะยกทัพมาติดพัน จึงรีบจัดการให้นำพระศพพญากือนาเข้ามาไว้ในเวียง แต่เนื่องจากมีข้อห้ามไม่ให้ศพเข้ามาทางประตูหัวเวียง(ประตูช้างเผือก) แสนผานองจึงให้เจาะกำแพงเมือง ตรงข้ามวัด พราหมณ์ ทำสะพานข้ามคูแล้ว เอาพระศพพระเจ้ากือนาใส่พระโกศทองคำเข้ามาไว้ในเวียง (หนังสือราชวงศ์ปกรณ์ . กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ 2525)... ครั้นเมื่อเสร็จศึกแล้วจึงได้ทำพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพญากือนา และทำพิธีราชาภิเษกพญาแสนเมืองมา(. . 1928 - 1944) โอรสของพญากือนาให้ขึ้นเสวยราชย์ครองเมืองเชียงใหม่
            (2)พื้นที่ใกล้เคียงที่ตั้งชุมชนวัดป่าเป้าสมัยพม่าปกครอง
            ร่องรอยที่กล่าวถึงพื้นที่ด้านเหนือของเมืองสมัยพม่าปกครองคือวัดกู่เต้าหรือวัดเวฬุวนารามวิหาร ซึ่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการแข่งขันกันสร้างเจดีย์ระหว่างพม่ากับคนในเชียงใหม่ โดยฝ่ายพม่าสร้างเจดีย์วัดกู่เต้า    ฝ่ายคนเชียงใหม่สร้างเจดีย์ในเมืองและออกอุบายสานเสื่อลำแพนหลายผืน ทาสี คล้ายอิฐหุ้มโครงไม้ไผ่ที่ทำเป็นโครงเจดีย์มองไกลคล้ายเจดีย์ใหญ่ (ดูวัดสำคัญของนเชียงใหม่เล่ม 1 เชียงใหม่ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ 2538 หน้า 48) นับเป็นร่องรอยเกี่ยวกับพม่าอย่างหนึ่งที่ยังปรากฏอยู่   ขณะเดียวกันในเวลาต่อมาเมื่อมีการสำรวจวัดก็พบว่าวัดกู่เต้าอยู่ในหมวดอุโบสถวัดเชียงหมั้นและมีนิกายเงี้ยว   ซึ่งสะท้อนให้เห็นกลุ่มศรัทธาวัด ว่าต้องเป็นไทใหญ่ นอกจากวัดกู่เต้าแล้วบริเวณที่ปัจจุบันเป็นสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ในอดีตเป็นวัดร้างชื่อวัดศรีบุญเรือง ใน  พ.ศ. 2440 มีพระ 2 รูป เณร 1 รูป  ขึ้นกับวัดหัวข่วง ด้านตะวันออกของวัดมีสระบัวมาถึงวัดป่าเป้า  (ดูอรุณรัตน์  วิเชียรเขียว    และสุรพล  ดำริห์กุล  วัดร้างในเวียงเชียงใหม่   เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยสังคมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2529  หน้า 199-200)
            (3) พื้นที่ชุมชนวัดป่าเป้าและพื้นที่ใกล้เคียงสมัยพระเจ้ากาวิละฟื้นเมือง
            หลังจากเจ้ากาวิละได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พ.ศ. 2325 เจ้ากาวิละและน้องๆ ได้ยกพลจากลำปางมาตั้งมั่นที่เวียงป่าซาง  14 ปี เดือน 4 เดือน 20 วันเพื่อรวบรวมกำลังคนจากเมืองต่างๆ มาไว้ที่เชียงใหม่  เช่นนำมาจาก เชียงตุง  เมืองฝาง  เมืองสาด  เมืองพร้าว    เชียงราย  เชียงคำ    เชียงของ     เมืองปู     เมืองสาต    เมืองกาย     เมืองพะยาก    เมืองเลน    เมืองโก   เมืองยอง   เมืองขอน  เมืองยู้   เมืองลวย   เมืองวะ   เมืองตองกายเมืองสิบสองปันนาและ เมืองหัวเมืองทางฝั่งแม่นํ้าคง (แม่นํ้าสาละวิน)  เช่น เมืองยวม เมืองแหง  เมืองปาย  เมืองต๋วน  เมืองต้าฝั่ง   เมืองผาปู่น  เมืองยางแดง  เมืองสวยกะยาง   เมืองกิติ  บ้านงัวลาย ฯลฯ โดยนำกลุ่มคนที่มีฝีมือช่างไว้ในบริเวณระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก  ซึ่ง ในจำนวนคนดังกล่าวมีไทใหญ่อยู่ด้วย ดังนั้นนอกเหนือจากกลุ่มพ่อค้าไทใหญ่ ที่มีการติดต่อด้วยการค้าทางบกระหว่างเชียงใหม่กับเมืองต่างๆ สืบมาแล้วคนไทใหญ่จำนวนหนึ่งก็เข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ตั้งแต่สมัยพระเจ้ากาวิละฟื้นเมืองแล้ว โดยส่วนหนึ่งมาดูด้านประตูช้างเผือก ประตูช้างม่อย
                             
            นอกจากกลุ่มไทใหญ่แล้วบริเวณย่านประตูช้างเผือกและที่ตั้งชุมชนป่าเป้า ซึ่งเป็นที่นํ้าท่วมไม่ถึงมีทุ่งนาอุดมสมบูรณ์  มีนํ้าไหลจากห้วยแก้ว ห้วยช่างเคี่ยนไหลผ่านไปลงหนองนํ้าใหญ่ชัยมงคล เอกสารเรียกว่าทุ่งเวสาลีต่อมาจึงมีพ่อค้ามุสลิมเชื้อสายปากีสถานและอินเดียประมาณ 4 - 5 (ครอบครัวนำโดยท่านนะปะชางหรือพ่อเลี้ยงเลานะมาตั้งถิ่นฐาน) ใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ โดยระยะแรกไมน์มาชที่มัสยิดช้างคลาน ต่อมาเมื่อมีพ่อค้ามุสลิมมาอยู่เพิ่มขึ้นจึงสร้างมัสยิดที่ประตูช้างเผือกเสาไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตอง ฝาขัดแตะ ไม่มีพื้น และต่อมา พ่อเลี้ยงเลานะได้ปรับปรุงเป็นอาคารทำด้วยไม้กระดานและได้รับการยกย่องเป็นอิหม่ามของสัปบุรุษแห่งนี้
                             
            ราว  พ.ศ . 2475 เมื่อพ่อเลี้ยงเลานะตาย ชาวมุสลิมช้างเผือก ได้เชิญท่านโมลวีกายิมมาคิน ชึ่งพำนักที่มัสยิดช้างคลานมาดำรงตำแห่งอิหม่ามประจำมัสยิสช้างเผือก ได้มีการปรับปรุงมัสยิดก่อพื้นด้วยอิฐ  เสาทำด้วยไม้  หลังคามุงกระเบื้อง ก่อทำแพงด้วยอิฐถือปูนล้อมรอบมัสยิด ต่อมาพ.ศ . 2494 คณะกรรมการสมัยฮัจยี  ศรีบุษย์ วารีย์เป็น ประธานได้ปรับปรุงก่อสร้างมัสยิดใหม่สร้างเป็นสถาปัตยกรรมปากีสถานดังเห็นสืบมาในปัจจุบัน (ดูสุชาติเศรษฐมาลินีศาสนอิสลามในมรดกศาสนาในเชียงใหม่ .เชียงใหม่: คณะอนุกรรมการด้านศาสนางานสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี พ.ศ.2539 หน้า 129 131)
            (4 ) ยุคสร้างวัดป่าเป้า
            ชาวไทใหญ่ในเชียงใหม่ที่อยู่ย่าน ประตูช้างเผือกกระยะแรกคงได้เป็นศรัทธาวัดกู่เต้า เพราะจากหลักฐานเรื่องหมวดอุโบสถ  ซึ่งสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2440 พบว่าวัดกู่เต้าเป็นนิกายเงี้ยวเพียงวัดเดียวในย่านนั้น ต่อมาในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (..2416-2439) กองทัพเชียงใหม่ได้ยกกำลังไปกวาดต้อนผู้คนชาวไตหรือไทใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณฝั่งตะวันออของแม่นํ้าคง (แม่นํ้าสาละวิน) แถบบ้านแม่คะตวนเข้ามานครเชียงใหม่   ในครั้งนั้นได้มีการกวาดต้อนครอบครัวของแม่เฒ่าต้าวชึ่งเป็นภรรยาของต้าวหมอ มีพื้นเพดั้งเดิมเป็นคนเมืองลางเคือมาด้วย
                             
            ครอบครัวของแม่เฒ่าต้าวและพ่อเฒ่าต้าวหมอได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณย่านประตูช้างเผือกแม่เฒ่าต้าวมีบุตรธิดารวมทั้งหมด 6 คน คือพ่อจางมน แม่จ่างอ่อง แม่นางนวล แม่นาง แก้ว วรรณา  ส่างสาม  และแม่นางไหล  (บัวไหล)  แม่นางแก้ววรรณาและแม่นางบัวไหลเป็นคนสวยงาม ต่อมาจึงได้รับเลือกให้เป็นนางสนมของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 คนในสมัยนั้นจึงเรียกแม่นางบัวไหลว่าหม่อมบัวไหลซึ่งต่อมาใน .ศ2434 หม่อมบัวไหลได้เป็นผู้นำคนสำคัญร่วมกับชาวไทใหญ่ซ่อมแซมและสร้างวัดป่าเป้าขึ้นโดยการสนับสนุนของพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่ (ประวัติวัดป่าเป้า เอกสารอัดสำเนา)
                           
            สำหรับการรบที่แม่คะตวนดังกล่าวนั้น  ภายหลังทางข้าหลวงอังกฤษประจำแคว้นตะนาวศรีได้ทำหนังสือร้องเรียนมายังกงสุลอังกฤษที่กรุงเทพฯ   กล่าวหาว่าเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ยกกองทัพไปจับคนในบังคับอังกฤษ  ที่เป็นผู้หญิงและเด็กเอามาแบ่งปันกันในหมู่เจ้านาย   ทางกงสุลอังกฤษจึงขอให้รัฐบาลไทยชำระคดีและเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยเป็นเงินหลายหมื่นรูปี
                             
            ต่อมารัฐบาลสยามจึงได้ส่งตราสารไปยังนครเชียงใหม่ขอให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ปล่อยคนไตที่นำมาจากแม่คะตวนเสีย  ทางเจ้านายเชียงใหม่เกรงว่าจะเสื่อมเสียเกียรติยศของเจ้าหลวงจึงปล่อยเชลยศึกเหล่านั้นออกมาในรูปของการทำบุญให้ทานเพื่อเสริมดวงชะตาของเจ้าหลวงเชียงใหม่ (หอสมุดวชิรญาณจดหมายเหตุรัชกาลที่ 5 จ.ศ.1248 เลขที่ 1364 ร่างตราน้อยไปรเวศถึงพระเจ้านครเชียงใหม่ว่าด้วยให้ปล่อยเงี้ยวแม่กะตวนอ้างในประวัติวัดป่าเป้า เอกสารอัดสำเนา)
                             
            ชาวไทใหญ่ที่ถูกปล่อยตัวในรูปการให้ทานครั้งนั้น  ก็ได้ไปตั้งถิ่นฐานไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่โดยส่วนใหญ่ได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยในย่านที่มีกลุ่มคนไทใหญ่อาศัยอยู่มาก่อนหน้าแล้วเช่นย่านช้างเผือกข่วงสิงห์ช้างม่อยฟ้าฮ่าม  วังสิงห์คำ  ท่าแพ  และมีบางส่วนได้อพยพไปอยู่ที่ เมืองสาตรหลวง สันทราย ดอยสะเก็ด  สันป่าตอง  แม่ริม  แม่แตง เชียงดาว และฝาง(ประวัติวัดป่าเป้า เอกสารอัดสำเนา)
            (5)ยุคเทศาภิบาล
            ใน พ.ศ. 2416  รัฐบาลอังกฤษได้ทำสนธิสัญญากับรัฐบาลสยามเรียกว่าสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับแรกเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลสยามต้องส่งข้าหลวงมาควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามสนธิสัญญาซึ่งพัฒนาเป็นการใช้ระบบเทศาภิบาลปกครองดินแดนภาคเหนือในเวลาต่อมา  (ดูสรัสวดี   อ๋องสกุล  ประวัติศาสตร์ล้านนา  กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อมรินทร์  2539 )
                             
            สนธิสัญญาเชียงใหม่ได้ให้ความคุ้มครองแก่คนในบังคับคนอังกฤษที่เข้ามาเป็นแรงงานและทำการค้าขายในเมืองเชียงใหม่ ลำปางและลำพูนโดยจะได้รับความคุ้มครองในด้านความปลอดภัยจากภัยโจรผู้รายตามแนวชายแดน
                             
            นอกจากนั้นสนธิสัญญาเชียงใหม่ยังกำหนดว่าคนในบังคับอังกฤษที่มาจากพม่า เมื่อเดินทางมาเชียงใหม่ นครลำปางและลำพูน  ต้องมีหนังสือเดินทาง  คนในบังคับอังกฤษที่มีหนังสือทางสามารถเดินทางไปตามที่ต่างๆได้โดยรัฐบาลสยามต้องไม่ขัดขวาง (ดูสรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติ ศาสตร์ล้านนา.  กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อมรินทร์  2539 หน้า 358 )
                             
            สนธิสัญญาเชียงใหม่ดังกล่าว ส่งผลให้คนในบังคับอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ชาวจีน อินเดียพม่า ไทใหญ่   ขมุ  ต่องสู่  และมอญ   เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่มากขึ้นในกรณีของชาวไทใหญ่ได้เข้ามาประกอบอาชีพค้าขาย   ทำไม้   และเป็นพ่อค้าวัวต่าง  ต่อมา    ปี  พ.. 2426 รัฐบาลสยามและอังกฤษตกลงทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ ฉบับที่ 2 โดยรัฐบาลสยามยินยอมให้รัฐบาล อังกฤษจัดตั้งสถานกงสุลอังกฤษขึ้นที่เชียงใหม่ได้ (สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตรล้านนา  หน้า 363) ซึ่งปีต่อมา ..2427 อังกฤษก็ได้มีตั้งสถานกงสุลอังกฤษที่เชียงใหม่
                             
            นับแต่นั้นมาก็มีชาวไทใหญ่ ซึ่งจดทะเบียนเป็นคนในบังคับอังกฤษ   อพยพเข้ามาทำการค้าขายและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในเมือเชียงใหม่จำนวนมากขึ้น   ส่วนใหญ่ได้อาศัยอยู่ในย่านถนนท่าแพ  ช้างม่อย  และย่านช้างเผือก โดยในย่านช้างเผือกชาวไทใหญ่ได้ตั้งบ้านเรือนตั้งแต่ร่องกะแจะข้างมัสยิดจนถึงบริเวณอนุสาวรีย์ช้างเผือก  ชาวไทใหญ่ที่อพยพมาในยุคนี้  ถือเป็นบรรพบุรุษของลูกหลานชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก ในรุ่นปัจจุบัน (คำบอกเล่าของนายนิคม ไตรพิทักษ์ .  เจ้าของโรงแรมช้างเผือก  2544 ) ซึ่งชาวไทใหญ่เหล่านี้ส่วนหนึ่งก็ได้เป็นศรัทธาวัดป่าเป้าเป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวไทใหญ่ที่จะได้มาพบปะกัน
            
            โดยเหตุอังกฤษได้เข้ายึดครองพม่าเป็นส่วนหนึ่งในการปกครอง  อินเดียของอังกฤษ ตั้งแต่  พ.ศ.2428  ชาวไทใหญ่จึงถูกนับเป็นคนมีเชื้อชาติอังกฤษตั้งแต่นั้นมา  เอกสารทางการไทยจึงเรียกเจ้าอาวาสวัดป่าเป้า  ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองว่ามีเชื้อชาติอังกฤษและเป็นพระนิกายเงี้ยวพม่า โดยมีรายชื่อตามลำดับดังนี้ (1) พระดหว่านะเป็นเจ้าอาวาสช่วง พ..2436 - 2449 (2) พระอูวิชะยาเป็นเจ้าอาวาสช่วง พ.. 2449 - 2477 (3) พระอูกุณะ เป็นเจ้าอาวาสช่วง พ.. 2477- 2479 (4) พระอูหวุ่นณะเป็นเจ้าอาวาสช่วง พ.. 2479 - 2482
                             
            จนกระทั่งถึงช่วงครามโลกครั้งที่สอง จึงนับระบุเป็นเชื้อชาติไทใหญ่ดังปรากฏชื่อ เจ้าอาวาสองศ์ที่ 5 คือพระอูชะหยั่นต๊ะ เจ้าอาวาสช่วง พ.ศ 2482 - 2426 เชื้อชาติไทยแต่น่าสังเกตว่าได้ใช้นิกายพม่า แสดงถึงการยึดถือชื่อ ประเทศเป็นหลักของฝ่ายรัฐบาลไทยโดยไม่คำนึงถึงส่วนที่ชาติพันธุ์อย่างไรก็ตามปัจจุบันทางการได้นับเป็นนิกายมหานิกาย โดยมีพระอธิการอินตา อินฺทวีโร เจ้าอาวาส (.. 2536 - ปัจจุบัน)
            (6)ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
            6.1 ชุมชนและความสัมพันธ์ในชุมชน
            จากคำบอกเล่าของคุณยายสอิ้ง นุสุริยาและคุณยายศรีนวล นันตารัตน์ ชึ่งมีบรรพบุรุษเป็นคนไทใหญ่ และอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านช้างเผือกมานานเล่าให้ฟังว่า  ในอดีตชาวไทใหญ่ในย่านช้างเผือกจะตั้งบ้านเรือนมีอาณาบริเวณตั้งแต่ประตูช้างเผือก เรื่อยไปตามแนวยาวของ ถนนช้างเผือกจนถึงบริเวณสถานีขนส่งช้างเผือกในปัจจุบัน)
                             
            เดิมมีบ้านเรือนอยู่ประมาณ 20 หลังคาเรือน  สภาพบ้านเรือนส่วนใหญ่จะมุงด้วยหลังคาใบตองตึง  ยกเว้นบ้านที่มีฐานะเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้นที่ปลูกสร้างบ้านเป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ เดิมถนนโชตยายังเป็นถนนดินไม่ได้ลาดยาง และจะมีต้นฉำฉาขึ้นเรียงรายไปตลอดสองฟากฝั่งถนนขนานคู่ไปกับแนวคูนํ้าเล็กๆข้างถนนซึ่งในสมัยก่อนชาวไทใหญ่ในย่านช้างเผือกจะใช้นํ้าจากคูนํ้าแห่งนี้ในการดำรงชีวิต  จนเมื่อมีการขยายถนนจึงมีมีสภาพที่เห็นดังในปัจจุบัน นอกจากนั้นที่บ้านช้างเผือกยังมีตลาดเหนือกับตลาดใต้ เป็นสถานที่สำหรับคนไทใหญ่ไปจับจ่ายซื้อของอุปโภบริโภคโดยทั่วไป
                             
            สำหรับความสัมพันธ์ภายในชุมชน   ชาวไทใหญ่ในอดีตจะมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นฉันพี่น้อง ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน โดยจะมีการแต่งงานกันเองในหมู่คนไทใหญ่ด้วยกันทั้งที่ อาศัยอยู่ในย่านช้างเผือก ท่าแพ  ช้างม่อย ดอยสะเก็ด  นอกจากนั้นก็ยังมีความสัมพันธ์เชื่อมผ่านทางคณะศรัทธาวัดต่างๆที่เป็นวัดของไทใหญ่ เช่น  วัดป่าเป้า  วัดอุปคุตพม่า วัดทรายมูล วัดหนองคำชึ่งจะมีการไปมาหาสู่   ติดต่อทำการค้าวัวต่างด้วยกัน  รวมทั้งการไปช่วยงานบุญที่คณะศรัทธาของวัดไทใหญ่ในชุมชนต่างๆร่วมกันจัดขึ้น
            
            ในยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษและฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพล ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาประกอบกิจการทำไม้ ในประเทศพม่าและในดินแดนล้านนา  ในยุคนั้นชาวไทใหญ่ที่เข้ามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่จะเป็นคนในบังคับอังกฤษ   อังกฤษจะให้ชาวไทใหญ่มีการปกครองดูแลกันเอง  โดยมี  Headman  หรือที่ชาวไทใหญ่นิยมเรียกกันว่าปู่แมนซึ่งได้รับการคัดเลือกจากคน ในชุมชนชาวไทใหญ่ด้วยกันให้เป็นหัวหน้าทำหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของชาวไทใหญ่โดยทั่วไป ส่วนใหญ่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นHeadman  นั้นจัดเป็นคนไทใหญ่ที่อยู่ในย่านถนนท่าแพ ทั้งนี้เนื่องจากย่านท่าแพเป็นชุมชนใหญ่  มีคนไทใหญ่มาอาศัยอยู่มากและชาวไทใหญ่ที่นี้มีฐานะดีกว่าที่อื่นๆ นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งที่มีกลุ่มคนไทใหญ่เข้ามาไทใหญ่เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยก่อนชุมชนอื่นๆ(คำบอกเล่าของคุณนิคมไตรพิทักษ์เจ้าของ โรงแรมช้างเผือก อายุ50 ปี 2544)
                             
            ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็น  Headmanจะได้รับความเคารพนับถือจากคนไทใหญ่มากในวันสงกรานต์  ทุกๆ ปี    ชาวไทใหญ่จะเดินทางไปรดนํ้าดำหัว  Headman  ที่ท่าแพ  ต่อมาเมื่อมีการจัดการปกครองท้องที่  มีตำแหน่งนาย อำเภอ  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามาแทนที่  ดังนั้นภายหลังจากที่  จองชุนนะ  Headman  คนสุดท้ายถึงแก่กรรมลงเมื่อประมาณ  60 กว่าปีมาแล้ว ตำแหน่งHeadman  จึงได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด (คำบอกเล่าของคุณ ยายสอิ้ง นุสุริยา . อายุ  79 ปี  และคุณ ยายศรีนวล นันตารัตน์ . อายุ  73  ปี  2544)
            6.1 เศรษฐกิจชุมชน
            บรรพบุรุษของชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในย่านช้างเผือก - ป่าเป้าส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพค้าขายเริ่มจากการเป็นพ่อค้าวัวต่าง ทำกิจการค้าไม้ ต่อมาจึงได้ทำหนังพอง เครื่องปั้นดินเผาทำรองเท้ากาบโปก (รองเท้าแตะที่ทำมาจากหนังควาย) การทำยาแผนโบราณตามสูตรยาของไทใหญ่และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำนา   อย่างไรก็ตามจากคำบอกเล่า   ชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือกสมัยก่อนแทบทุกครัวเรือนจะประกอบอาชีพหลายอย่าง   ไม่ได้ยึดทำอาชีพหนึ่งอาชีพใดแต่เพียงอย่าง เดียว
            จากการสัมภาษณ์คุณนิคม  ไตรพิทักษ์  ซึ่งเป็นลูกหลานชาวไทใหญ่และอยู่อาศัยในย่านช้างเผือกมานาน  ได้เล่าให้ฟังว่า  บรรพบุรุษในรุ่นย่าของคุณนิคมนั้นได้อพยพเข้ามาอยู่ในบ้านช้างเผือกในช่วงหลังจากที่มีการเปิดสถานกงสุลอังกฤษในเชียงใหม่แล้ว    โดยคุณปู่คุณย่าของคุณ นิคมได้เดินทางมาจากเมืองเงี้ยว  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตรัฐฉานของพม่า    ปู่และย่าคุณนิคมได้เข้ามาเชียงใหม่เพื่อประกอบอาชีพทำการค้า เพราะเห็นว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำการค้าขายได้คล่องสะดวกกว่า    นอกจากนั้นที่เมืองเงี้ยวเจ้าฟ้าเรียกเก็บค่าภาษีสูงมากมีการขูดรีดภาษีอย่างหนัก  ปู่และย่าคุณนิคมจึงตัดสินใจขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองเงี้ยว แล้วเดินทางเข้ามาเชียงใหม่โดยเข้ามาในลักษณะ   เป็นคนในบังคับอังกฤษและมีหนังสือเดินทางเข้ามาด้วย   ในระยะแรกได้เริ่มต้นทำการค้าที่ดอยสะเก็ดก่อน    จากนั้นจึงย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านช้างเผือก (คำบอกเล่าของคุณนิคม ไตรพิทักษ์ 2544)
                             
            สำหรับอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษในรุ่นปู่ย่าซึ่งเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรก นอกจากจะเป็นพ่อค้าวัวต่าง ทำกิจการป่าไม้ แล้วยังทำหนังพองขาย (คำบอกเล่าของคุณนิคม ไตรพิทักษ์ 2544) ซึ่งคำบอกเล่าดังกล่าวสอดคล้องกับครอบครัวนุสุริยา   ที่เล่าว่าบรรพบุรุษคือปู่และย่าเดินทางมาจากเมืองเงี้ยวเข้ามาอยู่บ้านช้างเผือกเพื่อเข้ามาทำการค้าบรรพบุรุษของครอบครัวนุสุริยา นอกจากจะมีที่นาจ้างคนอื่นทำแล้วยังทำหนังพองและปั้นหม้อขายที่บ้านช้างเผือก  ขณะเดียวกันพ่อของลุงอิ่นคำ ก็เป็นพ่อค้าวัวต่าง ด้วย(คำบอกเล่าของป่ายง นุสุริยา และลุงอิ่นคำ นุสุริยา2544)ต่อมาเมื่อการคมนาคมขนส่งเจริญมากขึ้น   มีการสร้างทางรถไฟสายเหนือเชื่อมระหว่างกรุงเทพ - ลำปางและลำปาง เชียงใหม่ เมื่อเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพ- เชียงใหม่ สร้างเสร็จในปี พ..2464 ทำให้การค้าวัวต่างระหว่างเชียงใหม่กับมะละแหม่งลดความสำคัญลงอย่างมาก  แต่การค้าวัวต่างระหว่างอำเภอก็ยังคงมีความสำคัญอยู่  ตราบจนเมื่อประมาณ ปี  .. 2498 - 2503  ได้มีการก่อสร้างถนนทางหลวงเชื่อมระหว่างจังหวัดกับอำเภอต่างๆ  เมื่อแล้วเสร็จ เริ่มมีการใช้รถยนต์ รถบรรทุกในการขนส่งสินค้ามากขึ้น  ทำให้การค้าวัวต่างหมดความสำคัญลงในที่สุด  ในกรณีพ่อลุงอิ่นคำเอง ได้เลิกการค้าวัวต่างในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  และได้หันกลับมายึดอาชีพทำหนังพองขายอย่างที่ปู่ของลุงอิ่นคำและคนอื่นๆในชุชนได้เคยทำมา (คำบอกเล่าของลุงอิ่นคำ นุสุริยา  2544)
            6.2.2 การทำหนังพองขาย
            หนังพองเป็นอาหารประเภทหนึ่งของชาวไทใหญ่   ทำมาจากหนังควายแห้งแล้วนำมาทอด ในอดีตชุมชนไทใหญ่ย่านช้างเผือก-ป่าเป้าที่อาศัยตามแนวถนนช้างเผือกเกือกแทบทุกบ้านจะยึอาชีพการทำหนังพองขาย ซึ่งส่วนมาจะทำกันในช่วงฤดูแล้ง   เนื่องจากถ้าทำในหน้าฝนหนังพองจะมีความชื้นสูงเสียหายได้ง่าย   สำหรับหนังควายที่ใช้ในการทำหนังพองจะรับซื้อมาจากที่อื่นแตกต่างกันออกไปตามความสะดวกของแต่ละบ้าน เช่นที่บ้านลุงอิ่นคำ เมื่อต้องการชื้อหนังควายแห้จะแจ้งข่าวบอกไปตามอำเภอรอบนอก ต่อจากนั้นก็จะมีพ่อค้านำหนังมาส่งจนถึงที่บ้าน(คำบอกเล่าของลุงอิ่นคำ  นุสุริยา  2544) หรืออย่างในกรณีบ้านของคุณนิคมเอง  จะไปติดต่อ ซื้อขายกับพ่อค้าคนจีนที่อยู่แถวสถานีรถไฟครั้งหนึ่งซื้อประมาณ  10-20 พับขึ้นไป  ซึ่งพ่อค้าคนจีนก็จะนำหนังควายแห้งมาส่งให้จนถึงที่บ้านเช่นเดียวกัน  ส่วนฟืนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการทอดหนังพอง  ส่วนใหญ่ชาวบ้านในชุมชนป่าเป้า  -  ช้างเผือกจะรับชื้อมาจากคนเมืองคนที่อยู่แถววัดอุโมงค์ โดยจะบรรทุกขนใส่เกวียนมาส่งถึงบ้าน (คำบอกเล่าของคุณนิคมไตรพิทักษ์ 2544 และป้ายง  นุสุริยา  2544)
                             
            การขายหนังพองจะมีการขายใน 2 ลักษณะ  คือแบบที่ทอดแล้วกับที่ยังไม่ทอด  ซึ่งก็จะมีลูกค้าประจำมารับซื้อไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง หนังพองทอดแล้วจะนำไปใส่บรรจุไว้ในบู้งภาชนะ สาน ซึ่งทำจากไม้ไผ่  แล้วทาด้วยขี้วัว  หรือมิฉะนั้นก็นำไปไว้ในภาชนะมีรูปทรงคล้ายกระทะขนาดใหญ่ที่ทำมาจากปี๊บนํ้ามัน ต่อเมื่อมีคนมาซื้อก็จะร้อยหนังพองเป็นพวงด้วยตามจำนวนที่ลูกค้าต้องการ  ลูกค้าที่มาซื้อหนังพองมีทั้งคนเมืองจากบ้านกู่เต้าและจากที่อื่น   โดยจะเป็นพ่อค้าคนกลางนำหนังพองไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง (คำบอกเล่าของป้ายง นุสุริยา 2544)
                             
            ประมาณหลังปี พ.. 2500 เป็นต้นมา กิจการทำหนังพองบ้านช้างเผือก-ป่าเป้า ได้รับผลกระทบจากการที่คนภายนอกชุมชนจากที่อื่นได้เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนมากขึ้น  ทำให้การทำหนังพอง ซึ่งมีกรรมวิธีที่ต้องใช้ความร้อนจากฟืนเป็นเชื้อเพลิง เวลาทำมีควันไฟมาก  ดังนั้นจึงได้รับการร้องเรียนไปยังเทศบาลนครเชียงใหม่ด้วยเกรงว่าจะทำให้เกิดอัคคีภัยขึ้น เทศบาลนครเชียงใหม่จึงขอร้องให้เลิกทำ  หรือให้ย้ายไปทำที่อื่น ทำให้ชาวบ้านชุมชนบ้านช้างเผือก-ป่าเป้าหลายครอบครัวต้องเลิกกิจการไป ซึ่งครอบครัวนุสุริยาก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้   และบางส่วนได้ขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมืองแถวแม่เหี่ยะ  ป่าแงะ  ในกรณีของครอบครัวคุณนิคมเอง  ได้ย้ายกิจการไปทำอยู่ที่อำเภอแม่ริม เป็นต้น  (คำบอกเล่าของคุณ นิคม ไตรพิทักษ์ 2544 และป้ายง นุสุริยา 2544)
            
            6.2.3 การปั้นหม้อ                  ชุมชนไทใหญ่บ้านช้างเผือก-ป่าเป้าบางครอบครัวได้มีอาชีพปั้นหม้อที่ทำมาจากดินเผาขายด้วยเล่ากันว่าผู้ที่นำเทคนิควิธีการปั้นหม้อเข้ามาเผยแพร่ในชุมชนไทใหญ่ป่าเป้า บ้านช้างเผือกเป็นคนแรกคือลุงจองคำยี่การทำหม้อของชาวไทใหญ่จะใช้ดินที่อยู่ภายในบ้านของตัวเองวิธีการทำเริ่มจาการขุดหน้าดินเป็นหลุมลึกลงไป แล้วจึงเอาดินเหนียวที่อยู่ด้านล่างนำขึ้นมาตากแดดให้แห้งสนิทดี จากนั้นจึงนำดินไปทุบแตกให้ละเอียดแล้วนำไปร่อนต่อจากนั้นจึงนำส่วนที่ร่อนแล้วไปผสม กับนํ้านวดปั้นให้เป็นก้อนและนำไปขึ้นรูปเป็นทรงภาชนะต่างๆ ตามต้องการเสร็จแล้วจึงนำ ไปเผาไฟ ผลผลิตหม้อดินที่ได้ ส่วนใหญ่จะนำไปขายที่ห้องแถวไม้ย่านถนนราชวงศ์ ปัจจุบันอาชีพปั้นหม้อ ในชุมชนไทใหญ่ได้สูญหายไปหมดแล้ว โดยเลิกทำเมื่อประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว เนื่องจากมีภาชนะอื่นที่ผลิตจากโรงงาน เช่น หม้ออลูมิเนียมเข้ามาแทนที่และขาดการสืบทอดต่อจากคนรุ่นหลัง
                        6.2.4 การทำรองเท้ากาบโป
                        รองเท้ากาบโปก เป็นรองเท้าแตะที่ทำมาจากหนังควาย   ส่วนใหญ่รองเท้าชนิดนี้จะทำขึ้นเพื่อถวายพระภิกษุ ในสมัยก่อนรองเท้ากาบโปกจะทำกันเฉพาะที่ชุมชนไทใหญ่บ้านช้างเผือก-ป่าเป้านั้นโดยนำไม้ไผ่ ไม้ซาง มาชุบนํ้าแล้วนำไปตัดเป็นพื้นรองเท้า  จากนั้นจึงนำหนังควายมาหุ้มทั้งด้านปลาย และด้านล่าง แล้วใช้หนังเย็บติดกัน
                        6.2.5 การทำนา
                        ชุมชนชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก - ป่าเป้า   มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำนา ซึ่งการสัมภาษณ์ป้ายง    นุสุริยา ได้เล่าว่า ที่บ้านเป็นชาวไทใหญ่ครอบครัวเดียวกันเท่านั้นที่ทำนา โดยมีที่นาอยู่บริเวณด้านหลังโรงเรียนโกวิทธำรงค์ในปัจจุบัน   ซึ่งการทำนาก็ไม่ได้ทำเอง   แต่จะจ้างคนเมืองแถววัดกู่เต้ามาทำให้ โดยให้ค่าแรงคนละ 45 สตางค์แดง ต่อวัน
                        ประมาณ ปี พ.. 2491 ที่บ้านป้าโหย่ง นุสุริยายังมีการทำนาปลูกข้าว เลี้ยงวัว และทำหนังพองอยู่ตราบจนกระทั่งประมาณปี 2500 เศษๆ จึงได้มีการขายที่นาไป (คำบอกเล่าของป่ายง   นุสุริยา 2544)
         

คัดลอกจาก http://watpapao.org/watcommunity.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 19, 2015, 06:35:33 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8488 Level 75 : Exp 7%
HP: 43.5%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 19, 2015, 06:36:40 pm »
แบ่งปัน

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         
            6.3 การเปลี่ยนแปลงในชุมชน
            การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อวิถี ชีวิตของคนไทใหญ่ในชุมชนบ้านช้างเผือก ป่าเป้า ได้เริ่มเห็นอย่างชัดเจนในทศวรรษเป็นต้นมา นับจากที่ภาคราชการได้ดำเนินนโยบายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 มีการก่อสร้างถนนทางหลวงเชื่อมระหว่างเมือง กับอำเภอ รอบนอกในกรณีของบ้านช้างเผือกป่าเป้าทางราชการได้เข้ามาปรับปรุงขยายถนนโชตนาเดิม เพื่อเป็นทางผ่านไปสู่อำเภอรอบนอก เช่น แม่ริม แม่แตง และอื่นๆ การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวของภาคราชการ ได้ส่งผลทำให้ชาวบ้านชุมชนบ้านช้างเผือกที่มีที่ดินอยู่ติดกับถนนต้องสละที่ดินของตนเองให้แก่ทางราชการเพื่อก่อสร้างขยายถนนพร้อมๆ กับการสูญเสียคูนํ้าและต้นฉำฉาที่มีอยู่เดิมตลอดตามแนวสองข้างทางของถนนเพื่อแลกกับการได้รับถนนลาดยาง เส้นทางคมนาคมที่สะดวกสบาย พร้อมกับการเติบโตของเมืองเชียงใหม่ในภาคบริการและการท่องเที่ยวได้ทำให้พื้นที่ชุมชนย่านช้างเผือก มีความสำคัญทางการค้าและเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น นับจากปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา มีคนจากภายนอก ชุมชนอพยพเข้ามาอยู่อาศัยใน บ้านช้างเผือก และชุมชนวัดป่าเป้ามากขึ้น
            พร้อมกันนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินครั้งใหญ่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน เริ่มจากในกรณีของวัดป่าเป้า ในสมัยที่พระอูชะหยั่นต๊ะ ดำรงดำแหน่ง เป็นเจ้าอาวาส (พ.ศ. 2482-2526 ) ได้นำที่ธรณีสงฆ์ของวัดด้านหลังซึ่งเดิมมีสภาพรกร้างว่างเปล่าให้ชาวไทใหญ่อยู่อาศัยโดยในระยะ แรกปลูกสร้างด้วยไม้ไผ่และ มีเพียง 5 หลังคาเรือนเท่านั้นแต่ต่อมาภายหลังได้มีประชาชนจากที่อื่นๆ ที่ถูกขับไล่จากที่อยู่อาศัยเดิมได้เข้ามาขอวัดอยู่อาศัยทางวัดได้คิดค่าเช่าในอัตราปีละ50บาท ส่วนพื้นที่ด้านหน้าวัดที่ติดกับถนนมณีนพรัตน์ซึ่งเดิมที่บางส่วนเป็นหนองน้ำต่อมาได้มีการถมดินปลูกเป็นตึกแถวให้คนจีนเช่าอยู่อาศัยการเช่าที่ธรณีสงฆ์ดังกล่าวจะหมดอายุสัญญาเช่าในปีพ.ศ.2549 (ประวัติวัดป่าเป้า. เอกสารอัดสำเนาและคำบอกเล่าของพระอธิการอินตา อินฺทวิโรเจ้าอาวาส วัดป่าเป้า2544)
            การที่ทางวัดป่าเป้า เปิดโอกาสให้คนภาย นอกชุมชนที่ไม่ใช่ไทใหญ่เข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดได้ทำให้พื้นที่ของไทใหญ่ในชุมชนลดเหลือน้อยลงขณะเดียว กันก็เกิดการช่วงชิงพื้นที่กันระหว่างคนนอกชุมชน ทั้งคนจีนและคนเมืองกับคนไทใหญ่ที่อยู่มาก่อนดังเช่นคนเมืองเมื่อเข้ามาอยู่ในที่ธรณีสงฆ์หลังวัดก็เปิด ร้านค้าแข่งกับชาวไทใหญ่ในหมู่บ้าน จนปัจจุบันนี้มีร้านค้าคนเมืองอยู่ถึง 3 ร้านขณะที่มีร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวไทใหญ่ในเพียงแค่ 1 ร้าน ในกรณีนี้ยังไม่นับรวมถึงร้านของคนจีนที่อยู่ด้านหน้าวัดติดถนนมณีนพรัตน์ ยิ่งกว่านั้นความสัมพันธ์ในชุมชนก็ลดน้อยลงด้วยดังจะเห็นได้ว่าชาวจีนที่อยู่ด้านหน้าวัดกับไทใหญ่ที่อยู่หลังวัดแทบจะไม่รู้จักกันเลย ในขณะเดียวกันในกลุ่มชาวไทใหญ่ในพื้นที่เองก็เกิดปัญหาขึ้นภายในชุมชน เนื่องจากการผลิตที่เคยทำอยู่เดิม เช่นการทำนา ทำหนังพอง ปั้นหม้อ ไม่สอดคล้องและไม่สามารถตอบสนองต่อวิถีชีวิตสมัย ปัจจุบันชาวไทใหญ่หลายครอบครัวจำเป็นต้องเลิกการประกอบอาชีพดั้งเดิมที่ทำมาแต่ครั้งบรรพบุรุษไป เริ่มจากการค้าวัวต่างได้ลดความสำคัญลงนับตั้งแต่ สงครามโลก
            ครั้งที่สองเป็นต้นมาและยกเลิกไปในที่สุดหลังจากที่การขนส่งทางรถยนต์ได้เข้ามาแทนที่   ขณะที่การไถนาและการปั้นหม้อได้เริ่มสูญหายไปจากชุมชนในช่วงประมาณปี  ..2510-2511 เช่นเดียวกับการทำหนังพอง   หลายครอบครัวต้องเลิกกิจการไป  พร้อมกับมีการขายที่ดินอพยพจากชุมชนไปอยู่ที่อื่นเช่น  แม่เหี่ยะ  ป่าแงะ  เนื่องจากได้รับการร้องขอจากเทศบาลนครเชียงใหม่ด้วยเกรงว่า  การใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงอาจทำให้เกิดอัคคีภัยขึ้นได้ และถึงแม้ว่าครอบครัวของคุณนิคม  ไตรพิทักษ์จะสืบทอดกิจการทำหนังพองต่อมาได้ แต่ก็จำต้องย้ายกิจการทำหนังพองมาอยู่ที่ อำเภอแม่ริม  จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนที่บ้านช้างเผือก  คุณนิคม  ไตรพิทักษ์อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดีและเป็นคนไทใหญ่รุ่นหลังที่มีโอกาสได้รับการศึกษาแผนใหม่ได้ตัดสินใจเปลี่ยนกิจการของครอบครัวไปสู่ภาคธุรกิจบริการโดยขอซื้อที่ดินจากคนไทใหญ่ด้วยกัน    ก่อสร้างเป็นโรงแรมช้างเผือกและเปิดให้ดำเนิน การในเวลาต่อมา
                            
            นอกจากนั้นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินในชุมชนไทใหญ่บ้านช้างเผือกและวัดป่าเป้าอีกประการหนึ่งก็คือ   ปัญหาการขายที่ดินเพื่อแบ่งปันมรดกให้แก่ลูกหลาน จากคำบอกเล่าของคุณยายสอิ้ง  นุสุริยา ชึ่งที่มีอาวุโสสูงสุดในชุมชน  ได้เล่าให้ฟังว่า ชาวไทใหญ่ในชุมชนบ้านช้างเผือก-ป่าเป้าหลายครอบครัวที่มีบุตรหลานหลายคน แต่มีที่ดินแปลงเล็กจำเป็นต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินมาแม่ปันเป็นมรดกให้แก่ลูกหลานได้อย่างลงตัว    (คำบอกเล่าของคุณ ยายสอิ้ง นุสุริยา  2544)
                              
            นอกจากนั้นยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆอีก โดยเฉพาะระบบการศึกษาแผนใหม่ที่เริ่มดำเนินการนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา โดยในปี พ .ศ. 2446 หลังเกิดกบฎเงี้ยวเมืองแพร่ทางรัฐบาลได้วางนโยบายให้มีการสอนหนังสือภาษาไทยกลางทั่วประเทศ มุ่งให้อ่านออกเขียนได้เป็นสำคัญ โดยการจักการศึกษาในระยะแรกนี้ รัฐบาลยังผ่อนผันให้มีการเรียนภาษาท้องถิ่น สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา กรุงเทพ สำนักพิมพ์อมรินทร์ 2539 หน้า 410-411 )
                              
            ครั้นสมัยรัชกาลที่ 6 ในปี พ.ศ. รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติการประถมศึกษาขึ้นพร้อมกับมีการบังคับให้เด็กในมณฑลพายัพที่มีอายุครบตามเกณฑ์ ต้องเข้าศึกษาในระบบโรงเรียนจนจบหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับคือชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งในกรณีนี้ส่งผลให้ลูกหลานของชุมชนไทใหญ่บ้านช้างเผือก-ป่าเป้าต้องเข้าศึกษาตามหลักสูตร ภาคบังคับที่โรงเรียนวัดเชียงใหม่ (คำบอกเล่าของลุงอิ่นคำและป้ายง นุสุริยา2544) ต่อมาเมื่อระบบการศึกษาได้ขยายตัวมากขึ้นในเชียงใหม่ได้เปิดการเรียนการสอนถึงขั้นมัธยมศึกษา และอุดมศึกษาเป็นผลให้ลูกหลานชาวไทใหญ่ในรุ่นต่อๆมาได้มีโอกาสเรียนสูงขึ้นตามสภาพฐานะของครอบครัว เช่นกรณีของคุณ "นิคม ไตรพิทักษ์" นิคม ไตรพิทักษ์ ซึ่งครอบครัวมีฐานะดีได้สำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น ระบบการศึกษาแผนใหม่ที่มีการบังคับนักเรียนให้อ่านเขียนพูดเป็นภาษาไทย พร้อมกับการปลูกฝังเอก ลักษณ์และสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองไทย ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มคนไทใหญ่และคนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในมณฑลพายัพได้ทำให้เยาวชนลูกหลานชาวไทใหญ่ห่างเหินกับชุมชนดั้งเดิมมากขึ้น โดยเยาวชนไทใหญ่นับจากรุ่นที่ เป็นต้นมาแม้จะฟังภาษาไทใหญ่รู้เรื่องพูดได้บ้างแต่ก็ไม่สามารถอ่านเขียนภาษาไทใหญ่ได้
                              
            ขณะเดียวกันวิถีชีวิตประจำวันที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนเมืองมากขึ้น ทั้งในด้านการติดต่อค้าขายและการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ทั้งระหว่างคนไทใหญ่กันคนเมือง ได้ทำให้คนไทใหญ่รุ่นหลังๆซึมซับรับวัฒนธรรมของคนเมืองและคนไต เข้าไปแทนที่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวไทใหญ่ และขาดจิตสำนึกความเป็นไตหรือไทใหญ่ไปคนไทใหญ่รุ่นหลังที่มีฐานะดีจะนิยมตัวเองว่เป็น พร้อมกับการรับวัฒนธรรมอื่นๆ ทั้งของคนเมืองและคนไทยภาคกลางมาเป็นของตนนอกจากนั้นระบบการศึกษาแผนใหม่ผลิตคนเพื่อตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจใน ภาคอุตสา หกรรมและภาคธุรกิจบริการ ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความคิดเป็นปัจเจกชนมาขึ้น ดังนั้นเมื่อสำเร็จการศึกษาจบออกมาก็ไม่คิดจะสืบทอดกิจการของครอบครัวอีกต่อไป โดยเห็นว่าการรับราชการหรือการประกอบอาชีพอื่น เช่นเป็นพนักงานบริษัททำงานธนาคาร เป็นงานที่มีเกียรติมากกว่า ทำให้ในชุมชนไทใหญ่บ้านช้างเผือก วัดป่าเป้า มีการย้ายออกไปรับราชการทำมาหากินอยู่ที่อื่นกัน ขณะที่คนไทใหญ่รุ่นเก่าๆก็ ทยอยล้มหายตายไป ส่งผลให้คนไทใหญ่ในชุมชนบ้านช้างเผือก และวัดป่าเป้าลดจำนวนลงอย่างมาก เหลือเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น 
             
            จากข้อมูลคำบอกเล่าของป้าโหย่ง  นุสุริยา  นับแต่ปี พ.2500 เป็นต้นมา คนภาคนอกชุมชนได้ทยอยเข้ามาอยู่ อาศัยปะปนกับชาวไทใหญ่เพื่อประกอบธุรกิจด้านการค้าและบริการมากขึ้น  สวนทางกับคนในชุมชนไทใหญ่ที่มีการขายที่ดินอพยพออกจากชุมชนไปอยู่ที่อื่น(คำบอกเล่าของป้าโหย่ง  นุสุริยา 2544ดังนั้นสภาพชุมชนไทใหญ่บ้านช้างเผือก  ในปัจจุบันจึงเหลือคนไทใหญ่เพียง  2 ครอบครัวเท่านั้นที่ยังปักหลัก อาศัยอยู่ที่เดิม  คือ  ครอบครัวของคุณนิคม  ไตรพิทักษ์ ซึ่งประกอบกิจการเป็นเจ้าของ โรงแรมช้างเผือก  และอีกครอบครัวหนึ่งคือ   ครอบครัวของตระกูลนุสุริยา  ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับโรงแรมช้างเผือกโดยสร้างบ้าน 4 หลังอยู่ภายในบริเวณเดียวกันเป็นของที่คนพี่น้องที่อาศัยอยู่ร่วมกันมา
                              
            จากสภาพความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่เกิดขึ้น   ทำให้ปัจจุบันชุมชนไทใหญ่บ้านช้างเผือกวัดป่าเป้า ถูกกลืนเป็นคนเมืองมากขึ้น สภาพในชุมชนช้างเผือกและป่าเป้าแทบจะไม่หลงเหลือวิถีชีวิตแบบชาวไทใหญ่อยู่เลย  สภาพบ้านเรือนตลอดสองฟากถนนโชตนา  ตั้งแต่ประตูช้างเผือกเรื่อยไปจนถึงบริเวณอนุสาวรีย์ช้างเผือกปัจจุบันเรียงรายไปด้วยตึกแถวและอาคารพาณิชย์ชึ่งเป็นของคภาย นอกชุมชนที่อพยพเข้ามาอยู่ใหม่ทั้งสิ้นชาวไทใหญ่ที่อยู่อาศัยในชุมชนสืบต่อมาจากบรรพบุรุษคง เหลือเพียงครอบครัวของคุณนิคม ไตรพิทักษ์และครอบครัวของสี่พี่น้องในสกุลนุสุริยาเท่านั้นส่วนคนไทใหญ่ที่เข้ามาอาศัยอยู่บริเวณรอบๆ   วัดป่าเป้าในปัจจุบันนี้เป็นกลุ่มคนไทใหญ่จากที่อื่นที่เข้ามาในระยะหลังๆนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีพื้นแพที่อื่นเช่นเชียงดาว เวียงแหง เมืองฝางแม่อาย ป่าแป๋  เมืองปาย  แม่ฮ่องสอน ขุนยวม แม่สะเรียง แม่ลาน้อย   เชียงราย แม่สายและอีกที่อื่นๆหลายที่ ใน  ประเทศไทย   โดยกลุ่มนี้จะมีสำนึกความเป็นไตสูง   สามารถพูดอ่านเขียนภาษาไตได้
                              
            จากสภาพการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและด้วยจำนวนคนไทใหญ่รุ่นก่อนที่ลดลง ได้ส่งผลกระทบทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีกับวัดป่าเป้า ซึ่งในอดีตเคยเป็นวัดศูนย์กลางของชุมชนชาวไทใหญ่ต้องเปลี่ยน แปลงไปด้วย  จากที่เคยจัดงานบุญตามประเพณีของชาวไทใหญ่ เช่น ประเพณีการรถวายทานต้นเกี๊ยะหลวงในช่วงเดือนยี่   ซึ่งเคยเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของชุมชนวัดป่าเป้า ปัจจุบันได้มีการพื้นฟู  ประเพณีดั้งเดิม  เช่น  ประเพณีปอยส่างลอง  (บวชลูกแก้วปอยพาราเข่งข่างปุ๊ดปอยเตียน เดือนออกพรรษา ปอยปีใหม่ ไท ดั้งเดิม เข้ามา เดือน 3 อีกด้วย และปีใหม่สงกรานต์ อีกด้วย
            ตอน  2 : สมบัติสาธารณะของชุมชน
            (1วัดป่าเป้า
            วัดป่าเป้าเป็นศูนย์กลางศรัทธาของชุมชนไทใหญ่ทั้งที่อยู่ในเวียงและนอกเวียง ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่เลขที่  58 ถนน มณีนพรัตน์  ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 (..2413-2440นำโดยหม่อมบัวไหลลูกสาวของแม่เฒ่าต้าวและพ่อหมอต้าว ชึ่งเป็นชาวไทใหญ่ที่ถูกนำจากบ้านลางเครือได้มาเป็น หม่อมของพระเจ้าอินทวิชยานนท์โดยได้มีการก่อพระเจดีย์ขึ้นในวัดป่าเป้า เมื่อ พ..2434 ปีเถาะ ตรีศก เดือน 8 แรม 14 คํ่าพระเจดีย์มีรูปทรงตามแบบสถาปัตยกรรมไทใหญ่ - พม่า
            หลังจากพระเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงแก่พิราลัยหม่อมบัวไหลก็ได้สมรสใหม่กับหม่องจิ่นคหบดีพ่อค้าไม้ชาวพม่า หม่อมบัวไหลและหม่องจิ่นก็ได้เป็นประธานร่วมกับศรัทธาชาวไทใหญ่คน อื่นๆ เช่น จองมู จองใส จองสุณะจองหว่าหลิ่งต๊ะจองคำพราย จองนางพง ช่วยกันบูรณะ วัดป่าเป้าโดยการรื้อของเก่าออก ก่อสร้างวิการขนาดใหญ่หลังใหม่ขึ้น ซึ่งทำด้วยไม้สักทั้งหลัง เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ประวัติป่าเป้าเอกสารอัดสำเนา จากหลักฐานสมุดข่อยที่ค้นพบในหอธรรมวัดเจดีย์หลวง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงผลการสำรวจวัดต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2440 ปรากฏว่าวัดป่าเป้าโดยการชื่อหว่านะ นิกายเงี้ยวรองอธิการชื่อ ทุเนมิระจำนวนพระลูกวัดในพรรษานี้มีรูป พรรษาก่อนมี 4 รูป สามเณรมี 16 รูป ขึ้นแก่ตุ๊เจ้าปัญญาวัดหัวข่วง (รายงานข้อความราชการมณฑลพายัพสู่ส่วนกลางกรุงเทพ ทองเจือ อ่างแก้ว. ปฎิทินโหราศาสตร์ 100 ปี:สระบุรีปากเพรียวการช่าง อ้างในประวัติวัดป่าเป้า.เอกสารอัดสำเนา
            ประมาณปี พ.ศ.2446 ชุมชนชาวไทใหญ่ซึ่งเป็นคณะศรัทธาวัดป่าเป้า ภายใต้การนำของพ่อเฒ่าสล่าอุ๊ศติจากบ้านวังสิงห์คำ ได้ขอพระบรมราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯขอพระราชทานที่ดินส่วนหนึ่งสำหรับก่อสร้างพระอุโบสถเพื่อ ทดแทนของเก่าที่เสื่อมโทรมพร้อมกับขอพระราชทานใบวิสุงคามสีมาให้แก่วัดป่าเป้าซึ่งต่อมาในวันที่ 24 กันยายน ร.ศ.125 พ.ศ.2449 ก็ได้พระราชทานให้ตามที่ขอโดยมีพระบรมราชโองการประกาศว่ามีพระราชโองการประกาศแก่ชนทั้งปวงว่า ที่เขตพระอุโบสถวัดป่าเป้าแขวงเมืองนครเชียงใหม่โดยยาวสิบวา กว้างสิบวาสล่าอุ๊ศติ เงี้ยว
            ได้กราบบังคมปักกำหนดตามประสงค์ ทรงพระราชอุทิศที่ให้เป็นวิสุงคามสีมา พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามได้ยินดีอนุโมทนาอนุญาตแล้วโปรดให้กรรม การปักกำหนดให้ตามประสงค์ทรงพระราชอุทิศที่ให้เป็นวิสุงคามสีมายกเป็นแผนกหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขต เป็นที่วิเลศสำหรับพระสงฆ์แก่จตุรทิศทั้งสี่ ทำสังฆกรรมมี อุโบสถกรรมเป็นต้นประวัติวัดป่าเป้าเอกสารอัดสำเนาพระบรมราชโองกาดัง กล่าวสร้างความปลาบปลื้มให้แก่คณะศรัทธาวัดป่าเป้ามากพร้อมกับได้จัดงานทำบุญฉลองพระอุ โบสถในปี พ.ศ.ดังมีภาพถ่ายเป็นหลักฐานในเอกสารประวัติวัดป่าเป้ายังได้ระบุว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวท่านเจ้าอาวาสองค์ก่อนพระหว่านะ ได้มรณภาพไปแล้ว พระอูวิชะนะ พระชาวเงี้ยวจากเมืองหนิมเมืองในรัฐฉานได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมาในสมัยที่พระอูวิชะยะเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าเป้านั้นยุควัดรุ่งเรือง บางพรรษามีสามเณรมากกว่า 30 รูป ขณะเดียวกันก็มีคณะศรัทธาชาวไทใหญ่ หลายท่าน เช่น จองน้อยลอก๊ะ จองหวุ่นนะ สล่าอ้ายได้ร่วมกันเป็นศรัทธาบูรณะก่อสร้างถาวรวัตถุในวัดเพิ่มเติม
             
            ต่อมาใน พ..2468 มีคหบดีชาวไทใหญ่แห่งบ้านช้างเผือก ชื่อปู่จองคำยี่ (ปู่จองหรือนาง จอง เป็นภาษาไทใหญ่  ใช้เรียกชื่อชายและหญิงที่เป็นศรัทธาในการสร้างวัด) ได้เป็นประธานร่วมกับแม่จองนางซื่อแม่เฒ่า นายพาราตักก่าจาง (พาราตักก่า เป็นภาษาไทใหญ่เป็นสรรพนามเรียกชื่อชาย หรือหญิงที่สร้างพระพุทธรูปถวายวัดแม่จองคำโหลง  และสล่าอุ๊ศติ  แห่งบ้านวังสิงห์คำ  ได้มอบหมายให้หม่องโภห่าน (โภห่านเป็นภาษาพม่า)  เป็นผู้ออกแบบสร้างวิหารก่ออัฐิปูนขึ้นอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างวิหารหลังเดิมกับองค์พระเจดีย์ การก่อสร้างและตกแต่งภายในเป็นศิลปะแบบพม่าผสม
            ปลายปี พ..2477 พระอูวิชะยะ ถึงแก่มรณภาพ คณะศรัทธาวัดป่าเป้าได้ร่วมกันจัดงาน” ปอยล้อ” พระอูวิชะยะขึ้นที่สุสานช้างคลานในวันที่24เมษายน พ..2478จากนั้นพระอูกุณะพระเงี้ยวจากวัดเงี้ยวแม่แตง สังกัดนิกายพม่า ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทนต่อมา   ปี พ.2479พระอูกุณะรมณภาพ พระอูหวุ่นณะ พระเงี้ยวบวชสังกัดนิกายพม่าเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา โดยมีพระอูชะหยั่นต๊ะ เป็นคนไทยเชื้อสายพม่า บวชสังกัดนิกายพม่า จากวัดหนองคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นรองเจ้าอาวาส (วัดหนองคำเป็นศูนย์กลางของตองสู่หรือ ปะโอในเชียงใหม่)
            
            ลุงจองหยันนะชัยพรหม
            ลุงจองน้อยลอก๊ะ
            
             
            ลุงสล่าอ้าย ชัยพรหม
             
             
            ในปี พ .ศ.2482 พระอูหวุ่นณะได้ลาสิกขาบท (ปัจจุบันคือนายอ่อง   กาปานหรือลุงหนานอ่องบ้านอยู่หน้าวัดป่าเป้า) ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้าว่างลง   พระอูชะหยั่นต๊ะ   จึงรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้าสืบแทนต่อมา ในสมัยพระอูชะหยั่นต๊ะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในวัดป่าเป้าหลายอย่าง เช่นที่ธรณีสงฆ์ของวัดด้านหน้าหน้าที่ติดถนนมณีนพรัตน์ได้กลายเป็นตึกแถวให้คนจีนเช่าอยู่อาศัย ส่วนที่ดินของวัดด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือติดกำแพงวัดก็เป็นที่ดินสำหรับผู้มาเช่าอยู่อาศัยเช่นเดียวกัน
            พระอูชะหยั่นต๊ะ ได้มรณภาพลงเมื่อวันที่  13 กรกฏคม พ..2526 รวมอายุได้ 77 ปี รวมระยะเวลาที่ดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าเป้า 44 พรรษา
            ช่วงหลังจากนั้นได้เกิดปัญหาของภายในวัดป่าเป้า  ต้องให้เจ้าอาวาสวัดทรายมูลพม่ารักษาการเจ้าอาวาส จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.2536 เจ้าคณะอำเภอเมืองในขณะนั้นจึงได้แต่งตั้งพระอธิการอินตา อินฺทวิโร จากอำเภอเวียงแหง  ให้เป็นเจ้าอาวาส  วัดป่าเป้าสืบแทนต่อมาจนถึงปัจจุบัน  พระอธิการอินตา อินฺทวิโร โดยปัจจุบันได้มีการพัฒนาซ่อมแซมบูรณะเป็นการใหญ่  สร้างกุฏิ เจ้าอาวาสใหม่ สร้างพระวิหาร ต่อออกไปทาบข้าง  แบบสถาปัตยกรรมของชาวไทใหญ่ โดยเฉพาะ ได้มีการชักชวน การทำบุญ ตักบาตร ขึ้นวัดจนมีผู้มาทำบุญกันแน่นมากขึ้น  เช่น เข้าพรรษา  ออกพรรษา  ปีใหม่   สงกรานต์ จะมีคนมาทำบุญกันจนแน่นไปหมด  ยุดนี้เป็นยุคที่เจริญสุด  ในพรรษามีพระภิกษุ-สามเณร ประมาณ 40 - 50  ของทุกๆปีแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องวัดป่าเป้าก็เป็นสมบัติชุมชนของคนไทใหญ่ ในเชียงใหม่เข้มข้นขึ้นตามลำดับ
            2.วัฒนธรรมชาวพุทธของไทใหญ่
            ชาวไทใหญ่ในเชียงใหม่เช่นในชุมชนวัดป่าเป้าและบ้านช้างเผือกนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทในอดีตชาวไทใหญ่ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเคร่งครัดในการนับถือพุทธศาสนามากกล่าว คือจะไม่ดื่มเหล้าและไม่ฆ่าสัตว์ทุกชนิด (รวมทั้งยุงด้วยคนที่ฆ่าสัตว์ ขายเนื้อสัตว์ ชาวไทใหญ่ก็จะไม่คบค้าสมาคมด้วย นอกจากนั้นชาวไทใหญ่ยังไม่นิยมทานไข่ดิบ แม้แต่ไข่ถ้าไม่แตกออกจากฟองชาวไทใหญ่ก็จะไม่รับประทานเพราะถือว่ายังมีชีวิตอยู่ ถ้าจะทานก็จะซื้อเฉพาะไข่ที่แตกแล้วหรือว่าต้มแล้วเท่านั้น
                              
            ที่สำคัญที่สุดชาวไทใหญ่มีความเชื่อในเรื่องการทำบุญเพื่อโลกนี้และ โลกหน้ามากโดยเชื่อว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่หากได้ทำบุญมาก เมื่อตายไปแล้วจะได้อยู่บนสวรรค์ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากคำพังเพยที่กล่าวว่าอย่ากินอย่างม่าน  อย่าทานอย่างเงี้ยว
                            
            นอกจากนั้นชาวไทใหญ่ยังไม่นับถือผีปู่ย่าและไม่นับถือศาลพระภูมิ ที่บ้านชาวไทใหญ่โดยทั่วไปจะมีแต่หิ้งพระเท่านั้น ส่วนใหญ่พระที่ชาวไทใหญ่บูชาจะเป็นพระบัวเข็ม และเจ้าพาราหินอ่อน (คำบอกเล่าของคุณ นิคมไตรพิทักษ์ อายุ 50 ปี 2544)
            ความเคร่งครัดในพุทธศาสนา   ทำให้ชาวไทใหญ่ให้ความสำคัญกับงานบุญตามประเพณีทางพุทธศาสนามาก ในรอบปี ชุมชนไทใหญ่จะจัดให้มีงานบุญประเพณีสำคัญๆหลายครั้ง ประเพณีสำคัญๆที่ชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก - วัดป่าเป้าในอดีตได้ยึดปฏิบัติได้แก่
            ประเพณีเดือนสามเหนือตรงกับธันวาคม)มีการถวายทานต้นเกี๊ยะโดยในช่วงระหว่างปีชาวไทใหญ่จะสะสมไม้เกี๊ยะ (ไม้ฟืน )ไว้ พอถึงเดือนยี่เหนือ(ตรงกับพฤศจิกายน)ก็จะนำไม้เกี๊ยะมากกองรวมกันในวัดจัดเรียงเป็นรูปเจดีย์เรียกว่ากองโหล (โหล หมายถึงฟืน)พร้อมกับประดับประดาอย่างสวยงามตกช่วงเย็นก็จะมีการจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชา นอกจากนั้นในวันนี้ยังมีการถวายข้าวประเจ้าหลวงที่เรียกว่าข้าวซอมต่อหลวงและถวายผ้าไตรแด่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่อาศัยอยู่ภายในวัดด้วย
            ประเพณีเดือน  4 เหนือ (ตรงกับมกราคมชาวไทใหญ่ทุกบ้านจะมีการกวนข้าวแดงหรือที่เรียกว่าข้าวหย่ากู้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายข้าวเหนียวแดงโดยจะกวนกันเป็นกระทะใหญ่ หลังจากนั้นก็จะนำไปถวายพระ ส่วนที่เหลือจึงนำไปแจกจ่ายและเปลี่ยนกันเองระหว่างคนไทใหญ่ที่รู้จักในแต่ละบ้าน รวมทั้งชาวไทใหญ่ที่อยู่ย่านถนนท่าแพและ ช้างม่อยด้วย
            ประเพณีเดือน 5 เหนือ (ตรงกับกุมภาพันธ์) มีประเพณีไหว้พระธาตุ ประเพณีมาฆบูชาประเพณีปอยหลวง            
            ประเพณี เดือน 6 เหนือ (ตรงกับมีนาคมมีประเพณีตั้งธรรมหลวง ประเพณีปอยส่างลองที่ยิ่งใหญ่ของไทใหญ่
            ประเพณี เดือน 7 เหนือ (ตรงกับเมษายนมีประเพณีสำคัญคือประเพณีสงกรานต์    
            ประเพณี เดือน 8 เหนือ (ตรงกับพฤษภาคมมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุและไหว้พระธาตุ
            ประเพณีเดือน 9 เหนือ (ตรงกับมิถุนายนมีประเพณีเลี้ยงเจ้าเมืองและประเพณีแฮนา            
            ประเพณี เดือน  10 เหนือ (ตรงกับกรกฎาคมมีประเพณีเข้าพรรษา มีงานบุญถวายผ้าอาบนํ้าฝน  พร้อมเครื่องไทยทานแก่ประภิกษุสงฆ์  ในช่วงเข้าพรรษานี้จะมีบรรดา ผู้เฒ่าผู้แก่นุ่งขาวห่มขาวไปถืออุโบสถศีลที่วัดจำนวนมาก  ในวันถัดวันพระหรือวันออกศีล จะมีงานปอยจ่าก๊ะ (จาคะ)โดยแต่ละครอบครัวจะหมุนเวียนกันรับเป็นเจ้าภาพทำบุญถวายภัตตาหารพระและเลี้ยงอาหารคนเฒ่าคนแก่ที่รับศีล(เรียกว่าปู่ศีลหรือนายศีลการทำจ่าก๊ะ(จาคะข้าวเมื่อถึงวันออกศีล บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะนำมวนบุรี่ 1 มวน ซึ่งมีความหมายแทนบัตรเชิญใบแจกให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายที่ต้องการเชิญให้มาร่วมพิธีส่วนผู้เฒ่าที่เป็นปู่ศีล นายศีลที่ได้รับเชิญให้มารับจ่าก๊ะ  จะได้รับเมี่ยงและกรวยดอกไม้จากเจ้าภาพเป็นเครื่องหมายแทนคำเชิญ
            ประเพณีเดือน  11 เหนือ (ตรงกับสิงหาคม) มีประเพณีฟังธรรม
            ประเพณีเดือน  12 เหนือ (ตรงกับกันยายน) มีประเพณีจาคะข้าว หรือทานคนเฒ่าจำศีล ประเพณีเทศน์ธรรมอุทิศหาคนตาย
            ประเพณีเดือนเกียง (ตรงกับตุลาคมออกพรรษา จะมีงานจองพารา ชึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของชาวไทใหญ่ ซึ่งนอกจากมีการทำบุญร่วมกันที่วัดแล้ว ยังมีการสร้างจองพาราเพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าที่เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นไปเทศนาโปรดประมารดาณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทั้งนี้ชาวไทใหญ่แต่ละบ้านอาจทำจองพาราขนาดเล็กไว้ที่บ้านของตนด้วย ในงานจองพารา ยังจะมีการแสดงละเล่นต่างๆ เช่น การฟ้อนดาบ การฟ้อนโต การฟ้อนกิ่งกะหล่า
                              
            ประเพณีเดือนยี่ เหนือ(ตรงกับพฤศจิกายนมีประเพณีตั้งธรรมหลวง ทอดกฐินประเพณีใส่บาตร เข้าพระเจ้าหลวง ประเพณีลอยกระทง ช่วงนี้ถือเป็นช่วงวันปีใหม่ของไทใหญ่ ปัจจุบันวัดป่าเป้าจึงมีงานปีใหม่ให้คนไทใหญ่ได้ช่วยกันรักษาประเพณีดั้งเดิมเป็นประจำ
                              
            ในพิธีงานบุญต่างๆ  เหล่านี้ของชาวไทใหญ่ จะมีการจัดทำอาหารเลี้ยงแขกผู้มาร่วมงาน และที่ถือเป็นอาหารหลักประจำของกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ที่ขาดไม่ได้เลยในงานบุญของไทใหญ่ก็คือแกงฮังเลหนังปอง(หนังพอง) นํ้าพริกอ่อง (คำบอกเล่าของคุณ ยายสอิ้ง นุสุริยา คุณยายศีลนวล นันตารัตน์และลุ่งอิ่นคำ นุสุริยา 2544ส่วนขนมจีนนํ้าเงี้ยวจะนิยมเลี้ยงในงานจ่าก๊ะ (จาคะเพราะเป็นอาหารอ่อน เหมาะสำหรับคนเฒ่าคนแก่ (ดู แม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์สารคดี 2536)
            3วัฒนาธรรมภาษาและการแต่งกาย
            จากคำบอกเล่าของคุณนิคม  ไตรพิทักษ์ ชาวไทใหญ่ในรุ่นแรกๆที่เข้ามา ทุกคนจะมี     คำสร้อยเรียกว่าเงี้ยวหมด  ชาวไทใหญ่ในรุ่นปู่ย่าตายายจะมีความเชี่ยวชาญแตกฉานทั้งภาษาพม่าและไทใหญ่มาก ทั้งนี้เพราะชาวไทใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทแบบพม่า ฉะนั้นภาษาเขียนที่ใช้จึงเป็นภาษาบาลีของพม่าควบคู่กับการใช้ตัว อักษรภาษาไทใหญ่   ส่วนภาษาพูดในหมู่ชาวไทใหญ่รุ่นแรกๆที่อพยพมาจะสามารถพูดภาษาไทใหญ่ได้
             
            อย่างไรก็ตามเมื่อมีการผสมผสานทางวัฒนาธรรมระหว่างคนเมือง กับไทใหญ่มากขึ้นทั้งที่ผ่านการศึกษาในระบบสมัยใหม่ และมีการแต่งงานกันระหว่างคนเมืองกับไทใหญ่ทำให้ปัจจุบันลูกหลานคนไทใหญ่ที่อยู่ในรุ่นที่ 3 ถูกกลืนวัฒนธรรมกลายเป็นคนเมืองมากขึ้น และขาดจิตสำนึกในความเป็นไทใหญ่กันแล้ว  เฉพาะที่บ้านช้างเผือกเอง เหลือเพียงคุณนิคม  ไตรพิทักษ์  เท่านั้นที่พูดและเขียนภาษาไทใหญ่ได้(สัมภาษณ์คุณ นิคม ไตรพิทักษ์ อายุ 50 ปี)
             
            อย่างไรก็ดีวัฒนธรรมทางภาษาของไทใหญ่มีเอกลักษณ์และพลังทำให้คนในชุมชนไทใหญ่ทั้งที่อยู่เดิมและมาอยู่ภายหลังสามรถเข้าใจและสื่อในความเป็นคนที่มีวัฒนธรรมอันเดียวกันเป็นอย่างดียิ่ง ส่วนด้านการแต่งกาย ในอดีตคนเงี้ยวหรือไทใหญ่ทั้งหญิงและชายจะไว้ผมยาวและไว้มวยบนศีรษะสวมเสื้อปิ๊ด  ผู้ชายจะนุ่งกางเกงสะดอ ที่มีลักษณะคล้ายกางเกงแพร ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่น ชาวไทใหญ่ทั้งชายและหญิงจะนิยมสวมรองเท้าก็อปแก๊ป ที่ทำจากแผ่นไม้ฉำฉา เวลาเดินจะมีเสียงดังก็อปๆแก็ป ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อรองเท้า
             
            4.อนุสาวรีย์ช้างเผือก
            คนไทใหญ่ในชุมชนบ้านช้างเผือกและ  ป่าเป้าในอดีตจะให้ความเคารพนับถืออนุสาวรีย์ช้างเผือกด้วย โดยเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสาวรีย์  ทั้งนี้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า มีครั้งหนึ่งเกิดโรคห่าระบาดทั่วเมืองเชียงใหม่ แต่ที่บ้านช้างเผือกไม่มีใครเป็นอะไรเพราะมีการเซ่นไหว้อนุสาวรีย์ช้างเผือกเป็นประจำความศักดิ์สิทธิ์ของช้างเผือกทั้งสองเชือก อนุสาวรีย์ช้างเผือกช่วยคุ้มครองปกปักรักษาชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก - วัดป่าเป้าไม่ให้เจ็บป่วยล้มตาย ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญเช่น วันสงกรานต์ ชาวไทใหญ่บ้านช้างเผือก- วัดป่าเป้าจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาและรดนํ้าดำหัวอนุสาวรีย์ แต่ปัจจุบันต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะรวมตัวกันไปเหมือนครั้งอดีต และปัจจุบันเยาวชนรุ่นหลังไม่มีใครเห็นความสำคัญตรงนี้แล้ว (คำบอกเล่าของลุงอิ่นคำนุสุริยาอายุ68ปี 2544อย่างไรก็ตามถือได้ว่าอนุสาวรีย์ช้างเผือกเป็นสมบัติชุมชนอีกชิ้นหนึ่งของชุมชน
            ตอน 3การสร้างประวัติศาสตร์
            1.การฟื้นฟูวัดป่าเป้าเป็นศูนย์กลางทางวัฒนาธรรมของชุมชนไทใหญ่
            แม้ว่าปัจจุบันสภาพชุมชนวัดป่าเป้าและ  บ้านและบ้านช้างเผือกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คือแทบไม่มีคนไทใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่อีกต่อไป แต่วัดป่าเป้าก็ยังสามารถดำรงฐานะเป็นศูนย์กลางของคนไทใหญ่สืบต่อมา ทั้งนี้เพราะ
            (1) ผู้ดำรง ตำแหน่งเจ้าอาวาส ตลอดจนพระภิกษุสามเณรที่อาศัยภายในวัดป่าเป้าเป็นชาวไทใหญ่มาจากอำเภอรอบนอก อำเภอเวียงแหง อำเภอฝางเป็นต้น
            (2)ในระยะหลังมีคนไทใหญ่จากที่รอบนอกเชียงใหม่อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้ๆวัด ใช้สถานที่ในวัดป่าเป้าเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่คนไทใหญ่ด้วยกัน
            (3) วัดป่าเป้า เป็นสถานที่เดียวที่คนไทใหญ่ทั้งในและรอบนอกรู้จักว่าเป็นวัดของคนไทใหญ่ที่อยู่ในเมืองไปมาสะดวก  มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมยิ่งใหญ่เป็นประจำ  ดังนั้นเมื่อมีงานจึงหลั่งไหลกันมาจำนวนมากบางคนมาไกลเช่นจากแม่ฮ่องสอนก็มี   เพราะคิดว่าที่วัดป่าเป้ามีงาน  วัฒนธรรมไทใหญ่ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่บ้านเมืองของตน  ในเมืองไตปัจจุบันบทบาทของพระอธิการอินตา อินฺทวีโรที่ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้มีการพัฒนาวัดวาอารามเป็นที่เจริญขึ้น เช่นได้มีการสร้างอาคารศาลา ซ่อมแซมพระอุโบสถเก่าที่สร้างในสมัยราชการที่  5 สร้างจองพระบัวเข็ม สร้างซุ้มประตูใหญ่ สร้างแท้งค์น้ำ ซ่อมแซมพระวิหารใหญ่ และทำรางน้ำแสตนเล็ส สร้างกุฏิเจ้าอาวาส สร้างวิหารเพิ่มเติมขึ้นใหม่ สร้างห้องน้ำ 46  ห้องภายในบริเวณวัด อีกทั้งยังจัดตั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ขึ้นสังกัดในความดูแลของมูลนิธิฯ และได้จัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาศิลปวัฒนธรรมภายในวัดป่าเป้า ทั้งยังได้มีการพื้นฟูศิลปวัฒนธรรม เช่นประเพณีเข้าพรรษา  ออกพรรษา ปอยจองพารา (เข่งข่างปู้ดปอยปีใหม่ไทเดิมมีการแต่งกายแบบชาวไต กินน้ำเน้ง(น้ำชากินข้าวปู๊ก (กินข้าวตำงากินข้าวเส้น(ขนมจีนกินข้าวหลามเป็นต้น และประเพณีปอยส่างลอง(บวชลูกแก้วประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น
             
            ขณะเดียวกันบทบาทของพระอธิการอินตา อินฺทวิโรเจ้าอาวาสป่าเป้าและคณะกรรมการวัดใปัจจุบันที่ได้พยายามรื้อฟื้นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาวไทใหญ่ขึ้นมาใหม่เช่นประเพณี ออกพรรษาปอยเทียนปอยส่างลองโดยมีวัดป่าเป้าเป็นศูนย์กลางก็ช่วยให้วัดป่าเป้ามีสถานะเป็นศูนย์กลางของชุมชนไทใหญ่ในปัจจุบัน  
            (1)งานบุญออกพรรษาในเดือนเกี๋ยงเหนือ(ตรงกับตุลาคมทางวัดป่าเป้าได้จัดให้มีพิธีจองพาราและ ให้มีการแสดงการละเล่นตามแบบวัฒนธรรมไทใหญ่ เช่น  การรำโต  การฟ้อนรูปสัตว์ต่างๆ เช่น กิ่งกาหร่า(หรือนกกินรีซึ่งผู้แสดงทั้งหมดจะเป็นเยาวชนชาวไทใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณวัดป่าเป้าและรอบตัวเมืองเชียงใหม่  โดยฉะเพราะการรำ นกกินนารี  โต ฟ้อนเจิงดาบนั้นเป็นแบบอย่างดั้งเดิม เป็นตัวอย่างการฟ้อนของชาวไทใหญ่จริงๆ ในประเทศไทยสยามก็ว่าได้ ฯ การเล่นนก  โต นั้เขาจะไม่เอาไปเล่นในงาน  เช่น:-  งานศพ  -  งานแต่งงาน  และ งานฟ้อนผีมด  และไปเที่ยวขอกิน เหล่านี้ห้ามเล่นเด็ดขาด ฯ
            (2) ประเพณีปอยส่างลอง ทางวัดป่าเป้าได้ริเริ่มให้มีการจัดงานนี้ขึ้นตั้งแต่ ปี พ..2537 โดยการให้ความสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย   เทศบาลนครเชียงใหม่ อำเภอเมือง และพุทธศาสนิกชนอื่นอีกได้จัดงานประเพณีปอยส่างลองขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกๆปี  ทั้งที่แต่เดิมนั้นในชุมชนวัดป่าเป้าได้เคยจัดงานมาก่อน  เมื่อ พ.ศ.2482 เป็นต้น  ภายในงานปอยส่างลองจะมีคนไทใหญ่จากที่ต่างๆ อาทิจังหวัดกาญจนบุรี  และจากอำเภอรอบนอกของจังหวัดเชียงใหม่  เช่น  ฝาง  เวียงแหง แม่อาย ไชยปราการ ดอยสะเก็ด แม่แตง แม่ริม ปาย แม่ฮ่องสอน เดินทางเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
            (3) จัดงานประเพณีปีใหม่ของชาวไทใหญ่ขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 26 - 27 พฤศจิกายนของทุกปีภายในงานจะมีการจำลองวัฒนธรรมไทใหญ่ในรูปแบบต่างๆ เช่นการแต่งกายการแสดงฟ้อนต่างๆการสาธิตการทำอาหารตามแบบฉบับของชาวไทใหญ่ รวมไปถึงการขายสินค้าของใช้จุก จิกของชาวไทใหญ่ซึ่งเป็นของใช้แบบพม่า พบเห็นได้ตามแนวชายแดนทั่วไป
            (4)การบูรณะพัฒนาศาสนสถานภายในวัด ให้คงเอกลักษณ์ของไทใหญ่นอกเหนือจากการปฏิบัติศาสนกิจเช่นการสวดมนต์ไหว้พระในวัดป่าเป้าที่ยังคงยึดตามแบบแผนของไทใหญ่สืบมาถึงปัจจุบัน
            2...การใช้พื้นที่วัดเป็นแหล่งการศึกษานอกโรงเรียน
            ทางวัดป่าเป้าได้ร่วมมือกับกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการให้ใช้สถานที่เป็นศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนเพื่อให้ความรู้แก่ชาวบ้านใช้ชื่อว่าโรงเรียนผู้ใหญ่มูลนิธิวัดป่าเป้าโดยเปิดดำเนินการสอนทั้งภาษาไทย และภาษาไทใหญ่ให้คนในชุมชนทั้งที่เป็นสงฆ์และฆราวาส
             
            ปัจจุบันวัดป่าเป้า ร่วมกับองค์กรอื่นๆ เช่น ภาครัฐและเอกชน  เทศบาลนครเชียงใหม่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีโครงการสร้างเขตอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยใหญ่ หลายประการเช่น การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ การเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทใหญ่ให้บุคคลทั่ว ไปที่สนใจ จัดตั้งหอสมุดให้ชาวไทใหญ่และบุคคลทั่วไปมาใช้บริการการจัดตั้งกองทุนการศึกษาให้ลูกหลานชาวไทใหญ่ที่ด้อยโอกาสหรือขาดโอกาส
             
            นอกจากวัดป่าเป้าแล้ว ยังมีองค์กรและบุคคลในชุมชนไทใหญ่อีกส่วนหนึ่งที่มีบทบาทในการสร้างประวัติศาสตร์โดยเฉพาะผ่านทางสื่อเช่นหนังสือพิมพ์ INDEPENDENCEและสื่อทางเว็บไซด์ต่างๆ เช่น www.Taicentre.org ล้วนเป็นการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนไทใหญ่โดยคนในชุมชนเองซึ่งมีอย่างต่อเนื่องและเป็นขบวนการที่น่าสนใจยิ่ง ฯ  
            ชุมชนวัดป่าเป้าโครงการวิจัยประวัติศาสตร์ชุมชนในเชียงใหม่ โดย...อาจารย์สมโชติ อ๋องสกุล
            ที่มา
            http://watpapao.org/watcommunity.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 19, 2015, 06:40:35 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap