Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
11 ปีกรือเซะ...แผลในใจที่ยังไม่เลือนหาย กับบทเรียนที่รัฐ (ไม่) จดจำ
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
กันยายน 25, 2017, 09:29:14 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 11 ปีกรือเซะ...แผลในใจที่ยังไม่เลือนหาย กับบทเรียนที่รัฐ (ไม่) จดจำ  (อ่าน 529 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 2.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2015, 10:17:58 pm »
แบ่งปัน

   ย้อนกลับไปในวันที่ 28 เมษายน เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ที่มัสยิดกรือเซะเป็นหนึ่งใน 11 จุดที่เกิดเหตุรุนแรงที่ก่อความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุดครั้งหนึ่งของสถานการณ์ไฟใต้รอบใหม่ที่คุโชนขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 

   south 580427 1

             มัสยิดกรือเซะในมิติของการเป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาอิสลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมีการใช้อาวุธหนักยิงถล่มเข้าไปในมัสยิด เพื่อจับตายคนที่ฝ่ายรัฐเชื่อว่าเป็นคนร้ายที่ปฏิบัติการโจมตีป้อมจุดตรวจกรือเซะไม่ห่างจากมัสยิดมากนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 32 คน จากจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในวันนั้น 108 คน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์ 107 คน ส่วนอีก 1 คนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

             11 ปีล่วงมา ประเทศไทยมีมาแล้ว 8 รัฐบาล 7 นายกรัฐมนตรี แต่ปัญหาไฟใต้ยังคงเรื้อรัง และไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง งบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทที่รัฐบาลทุ่มลงไป มุ่งเน้นด้านการจัดกองกำลังติดอาวุธเพื่อรักษาความปลอดภัย และการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเจริญ เพราะเชื่อว่าถ้าพื้นที่มีงาน มีเงิน ความขัดแย้งก็จะหมดไป และกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงก็จะหมดพื้นที่เคลื่อนไหว

             วันนี้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีถนนระหว่างจังหวัดขนาดใหญ่ 6 ช่องจราจร มีสิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์ที่เรียกว่านิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล แม้แต่มัสยิดกรือเซะก็มีการซ่อมแซมและพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นลานวัฒนธรรม และตลาดนัด 400 ปี กลายเป็นบริเวณที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองปัตตานีจนแทบไม่เหลือเค้าลางของความรุนแรงและความสูญเสียในอดีต

             แต่ดูเหมือนแนวทางของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมายังไม่อาจคลี่คลายปัญหาของพื้นที่ได้ เพราะสิ่งที่ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการหาใช่การพัฒนาในเชิงกายภาพ แต่คือการลบบาดแผลที่พวกเขาเรียกว่า "ความไม่เป็นธรรม"

   เหตุรุนแรงซ้ำรอยที่โต๊ะชูด

             เหตุการณ์ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปิดล้อม-ตรวจค้นที่บ้านโต๊ะชูด ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี และมีการใช้อาวุธจนมีผู้เสียชีวิตไป 4 คน คือภาพสะท้อนความไม่เป็นธรรมในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่นั่น เพราะต่อมามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้น และสรุปผลว่าผู้เสียชีวิตไม่ใช่คนร้าย ไม่ใช่แนวร่วมขบวนการก่อความไม่สงบ แต่ 2 ใน 4 คนกลับเป็นนักศึกษา ที่เหลือเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านที่ไม่มีประวัติก่อเหตุรุนแรง

             สิ่งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตกังวลแม้ผลสอบสวนจะยืนยันว่าลูกหลานของตนเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็คือ จะมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อาวุธได้จริงหรือไม่

             มาหามะ เซ็นและ บิดาของ สุไฮมี เซ็นและ หนึ่งในเหยื่อกระสุนจากปฏิบัติการปิดล้อมที่บ้านโต๊ะชูด กล่าวว่า อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการสอบสวนเอาผิดผู้กระทำให้เป็นกรณีตัวอย่าง ไม่อยากให้เรื่องเงียบหายไปเหมือนกรณีอื่นๆ

             "ผมรู้สึกสงสารเด็กๆ ที่ต้องมาเสียชีวิตไป จริงๆ พื้นที่ตำบลพิเทนไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งระหว่างพุทธกับอิสลาม ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข จึงไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจนกลายเป็นความหวาดระแวง" 

             มาหามะ ซึ่งประกอบอาชีพเก็บกระดาษเหลือใช้ตามบ้านไปขายในตัวเมืองยะลา โดยใช้รถกระบะคันเก่าสีเขียวเป็นพาหนะ เล่าด้วยว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องยังแทบไม่มีแรงขับรถไปทำงาน เพราะรถคันนี้ขับส่งลูกชายเรียนจนจบปริญญา แต่วันนี้เขาเสียลูกชายไปแล้ว

   3 ปีปุโละปุโยยังไร้คืบหน้า

             ความรู้สึกชองครอบครัวผู้สูญเสียที่บ้านโต๊ะชูด ไม่แตกต่างอะไรกับพี่สาวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ทหารพรานใช้อาวุธสงครามกราดยิงใส่รถกระบะของชาวบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อกลางดึกของวันที่ 29 มกราคม 2555 ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุการณ์เหมือนกัน และผลสรุปก็คล้ายๆ กันว่าผู้เสียชีวิตไม่ใช่คนร้าย แต่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติการเกินกว่าเหตุ

             ทว่าจนถึงวันนี้ ผ่านมา 3 ปีแล้ว เธอยังไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่สาดกระสุนใส่น้องชายของเธอเป็นใคร และถูกดำเนินคดีไปแล้วหรือยัง

             อาอิดะห์ บือราเฮง บอกว่าไม่เคยทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางคดี ทราบแต่ข่าวความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือที่บ้านโต๊ะชูด ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีน้องชายของเธอมาก

             "เราได้เงินเยียวยา 7.5 ล้านบาทแล้วก็จริง แต่ค่าชีวิตของคนสามจังหวัดแค่เจ็ดล้านห้าหรือ สิ่งที่เราอยากได้คือความเป็นธรรม ความคืบหน้าทางคดี และไม่อยากให้เกิดเหตุรุนแรงโดยการใช้อาวุธจนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตซ้ำอีก ก๊ะเคยคิดว่าอยากให้กรณีของน้องชายเป็นกรณีสุดท้าย แต่หลังจากนั้นก็ยังเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันอีกหลายเหตุการณ์ แสดงว่ารัฐไม่ได้แก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง" อาอิดะห์ กล่าว

   กรือเซะ...บท (ที่รัฐไม่ยอม) เรียน

             ความล้มเหลวในการนำตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและผู้บังคับบัญชาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมซึ่งเกิดขึ้นกับเหตุการณ์เสียชีวิตหมู่ครั้งใหญ่ 2 ครั้งในรอบ 3 ปีหลังของสถานการณ์ไฟใต้ ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ยิงอาวุธหนักถล่มใส่มัสยิดกรือเซะจนมีผู้เสียชีวิตถึง 32 คนเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพราะครอบครัวผู้ตายหลายคนเชื่อว่า บิดาหรือสามีของตนไม่ใช่คนร้าย

             หลังเกิดเหตุการณ์กรือเซะ รัฐบาลในขณะนั้นซึ่งนำโดย พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้ตั้งคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงขึ้น โดยมี นายสุจินดา ยงสุนทร เป็นประธาน ผลการไต่สวนมีการตั้งข้อสังเกตถึงปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่และผู้สั่งการในวันนั้นว่า อาจกระทำอย่างไม่รอบคอบเพียงพอ และไม่คำนึงถึงผลเสียหายใหญ่หลวงที่จะเกิดตามมา

             ที่สำคัญคดีนี้ไม่ได้รับการพิสูจน์ความถูกผิดโดยกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกมองว่ากระทำการเกินกว่าเหตุ เพราะพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องทั้งหมด

             คอรีเยาะ หะหลี หญิงสาวตัวเล็กๆ จากบ้านส้ม ตำบลควนโนรี อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งสูญเสียบิดาไปในปฏิบัติการที่มัสยิดกรือเซะเมื่อ 11 ปีก่อน กล่าวว่า เมื่อคดีไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาล จึงไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้ายหรือคนดี ที่สำคัญเหตุรุนแรงลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ แสดงว่ารัฐและฝ่ายความมั่นคงไม่ยอมศึกษาบทเรียนจากกรือเซะเลย

             "ส่วนตัวถ้าขอได้ อยากให้รัฐเป็นผู้ริเริ่มยุติความรุนแรงจากการใช้อาวุธก่อน เพื่อสร้างบรรยากาศสันติภาพในพื้นที่ จากนั้นจะเจรจาหรือพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างอย่างไรก็ค่อยๆ ดำเนินการไป" คอรีเยาะ เสนอ

   คดีหนึ่งเดียวของกรือเซะ

             คดีเดียวที่เกี่ยวกับเหตุการณ์กรือเซะและถูกนำขึ้นสู่ศาล กลับเป็นคดีที่อัยการยื่นฟ้อง อับดุลรอนิง เจ๊ะเลาะ จากเหตุยิงปะทะที่อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี ในวันเดียวกับที่เกิดเหตุรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ

             ปัจจุบันคดีถึงที่สุดแล้ว เพราะศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ทั้งๆ ที่ อับดุลรอนิง ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าเขาเป็นแต่เพียงผู้ถูกหลอกให้ขับรถพากลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์ไปบุกโจมตีโรงพักภูธรแม่ลาน โดยไม่ทราบข้อเท็จจริงมาก่อน

             แม้ครอบครัวของอับดุลรอนิงจะยอมรับคำพิพากษาของศาล แต่ก็อดคิดไม่ได้ถึงความไม่ค่อยจะเป็นธรรมทางความรู้สึก

             สิตินอร์ เจ๊ะเลาะ ภรรยาของอับดุลรอนิง บอกว่า เหมือนถูกดำเนินคดีอยู่ฝ่ายเดียว และเมื่อถูกดำเนินคดี เงินเยียวยาที่คนอื่นได้ ก็เลยไม่ได้รับ ทั้งๆ ที่สามีของเธอก็ได้รับบาดเจ็บปางตาย และครอบครัวของเธอก็ยากจน

   ปัญหาของคดีความมั่นคง

             การดำเนินคดีความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของการสถาปนาความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในหัวใจของผู้คนที่นั่น เพราะคดีที่คาใจประชาชนคนสามจังหวัดเนื่องจากเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีจำนวนไม่น้อย กลับแทบไม่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลเลย

             ขณะที่คดีความมั่นคงซึ่งฝ่ายประชาชนคนมุสลิมในสามจังหวัดตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ถูกจับกุม และถูกฟ้องคดีขึ้นสู่ศาล กลับมีเป็นจำนวนมาก แม้คดีเหล่านี้กว่าร้อยละ 80 ศาลพิพากษายกฟ้อง ทว่าในฐานะผู้ต้องหาและจำเลยก็ต้องหมดสิ้นอิสรภาพเพราะถูกคุมขังคนละไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี

             ความไม่เป็นธรรมทางความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจของผู้คนที่นั่น ผ่านเหตุการณ์สำคัญอย่างกรือเซะ คือต้นตอของปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่ยืดเยื้อในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคร่าชีวิตพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 พันคน ทั้งยังเป็นชนวนที่ทำให้มีกลุ่มเยาวชนในพื้นที่หลั่งไหลเข้าสู่วงจรความรุนแรงอย่างไม่รู้จบ

   ระวังฆ่าล้างแค้น

             สุไฮมี ดูละสะ ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือเปอร์มัส ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดกิจกรรมใกล้ชิดกับชาวบ้านแทบทุกพื้นที่ขัดแย้ง กล่าวว่า รัฐไทยชอบบอกว่าไม่อยากให้สะกิดแผลในอดีต เช่น เหตุการณ์กรือเซะ ไม่อยากให้หยิบมาพูดถึงอีก แต่รัฐอาจไม่รู้ว่าจนถึงวันนี้คนในพื้นที่ก็ยังพูดถึงเหตุการณ์กรือเซะกันอยู่ และยิ่งมีเหตุรุนแรงลักษณะคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นตามมาอีกหลายเหตุการณ์ ย่อมกลายเป็นปัญหาทางความรู้สึกไม่รู้จบ

             สุไฮมี เสนอว่า มี 2 สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำ คือ 1.หยุดซุกปัญหาไว้ใต้พรม แล้วนำปัญหาขึ้นมาพูดคุยกันบนโต๊ะ คุยกับทุกฝ่าย ทั้งชาวบ้านทั่วไป เยาวชน นิสิตนักศึกษา และกลุ่มผู้เห็นต่าง กับ 2.เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้โดยไม่ทำอะไร จะมีการฆ่าล้างแค้นกันไปมาไม่หยุด

             แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันและชุดก่อนหน้าได้เปิดการเจรจากับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐอย่างเป็นทางการ แต่นั่นก็ดูจะไม่ทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น เพราะเมื่อยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทางฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ ก็ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงตามมา ดังเช่นเหตุสังหารหมู่ชาวบ้านไทยพุทธหลายครอบครัวที่เกิดขึ้นหลังกรณีวิสามัญฆาตกรรม 4 ศพที่อำเภอทุ่งยางแดง โดยเฉพาะเหตุฆ่ายกครัว 2 ครอบครัวไทยพุทธที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2558

             ครูประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ อธิบายว่า ปัญหาความรุนแรงที่ชายแดนใต้มีหลายมิติ ส่วนหนึ่งเป็นการกระทำของกลุ่มที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนโดยใช้ความรุนแรง และมักใช้เงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในการปฏิบัติการความรุนแรงต่อเนื่องกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

             ขณะที่ความไม่สมดุลในการดำเนินคดีความมั่นคง ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งเขาเห็นว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะที่ชายแดนใต้ ส่วนทางออกของปัญหาที่ปลายด้ามขวาน ต้องทำหลายๆ มิติพร้อมๆ กัน ทั้งเรื่องความเป็นธรรม การพูดคุยเจรจา และการพัฒนาพื้นที่

   ทางออกต้องเริ่มที่รัฐ

             การปรับยุทธศาสตร์ของรัฐในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ควรมุ่งไปที่การพัฒนาทางวัตถุ การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ หรือการจ่ายเงินเยียวยาแล้วจบกันไปเหมือนที่ครอบครัวผู้สูญเสียส่วนใหญ่รู้สึก แต่ควรมุ่งไปที่การเยียวยาด้านจิตใจ และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ทั้งในทางกฎหมายและทางความรู้สึก

             พลตำรวจโทอนุรุต กฤษณะการะเกตุ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า วันนี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาตลอด 11 ปี ก่อความเสียหายให้กับคนในพื้นที่มาก ทั้งการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ และกระทบกับภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ฉะนั้นรัฐต้องยุติความรุนแรงให้ได้ โดยเริ่มจากฝ่ายรัฐเอง

             "วันนี้รัฐต้องปรับตัว ปรับวิธีการ ต้องเอากฎหมายพิเศษไว้ข้างหลัง ไม่ใช่อะไรๆ ก็จับ อะไรๆ ก็ผิดกฎหมาย อะไรๆ ก็มองชาวบ้านเป็นคนร้าย แต่รัฐต้องหันมาพูดคุย สร้างความเข้าใจ เพื่อให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐในการสร้างสันติสุข" พลตำรวจโทอนุรุต กล่าว 

             เพราะหากรัฐไม่ปลดชนวนทางความรู้สึกในหัวใจของประชาชน ด้วยการสถาปนาความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้จริง เหตุการณ์อย่างกรือเซะ ตากใบ และอื่นๆ ก็จะยังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความไม่เป็นธรรมที่ใช้ปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงในพื้นที่ต่อไป...

   ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

   ภาพ : มัสยิดกรือเซะ 

   หมายเหตุ : สกู๊ปชิ้นนี้จัดทำเป็นสารคดีโทรทัศน์ด้วย โดย ปกรณ์ พึ่งเนตร และทีมข่าวพีพีทีวี ติดตามชมได้ในรายการ "เป็นเรื่องเป็นข่าว" ทางสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี (ทีวีดิจิทัล ช่อง 6, 36, 46) เวลา 21.00 น.วันที่ 28 เมษายน 2558 

    

   ที่มา

   http://www.isranews.org/south-news/scoop/item/38207-eleven_38207.html

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap