Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
การเติบโตของอิสลามในญี่ปุ่น จากมัสยิดแค่ 2 หลัง วันนี้มีถึง 200 หลัง
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: การเติบโตของอิสลามในญี่ปุ่น จากมัสยิดแค่ 2 หลัง วันนี้มีถึง 200 หลัง  (อ่าน 482 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8569 Level 75 : Exp 42%
HP: 45.3%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 26, 2015, 12:09:40 pm »
แบ่งปัน

   การเติบโตของอิสลามในญี่ปุ่น จากมัสยิดแค่ 2 หลัง วันนี้มีถึง 200 หลัง

   
   (ภาพ) เด็กชายมุสลิมละศีลอดในเดือนรอมฎอนปีที่แล้วที่มัสยิดโตเกียว – รอยเตอร์

   โตเกียว, ญี่ปุ่น – โตเกียวคามี หรือมัสยิดโตเกียว เป็นสถานที่ที่น่าแสวงหา ทั้งน่าตื่นตะลึงและลึกลับ ถึงแม้จะมีโครงสร้างแบบตุรกีที่สง่างาม มัสยิดแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ระหว่างแนวตึกอพาร์ทเมนต์ในละแวกที่อยู่อาศัยอันเงียบสงบของโยโยกิ อูเอฮาร่า

   การก่อสร้างตัวอาคารปัจจุบันของมัสยิดเสร็จสิ้นเมื่อปี 2000 แต่มัสยิดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่านั้น ญี่ปุ่นได้เห็นประชากรมุสลิมจำนวนมากครั้งแรกในยุค 1930 และมัสยิดหลังแรกๆ ถูกก่อตั้งขึ้น มัสยิดนาโกย่าถูกสร้างขึ้นในปี 1931 และมัสยิดโกเบสร้างขึ้นในปี 1935 โดยผู้อพยพมุสลิมเชื้อสายอินเดีย

   ผู้อพยพมุสลิมเชื้อสายทาทาร์ที่หนีการปฏิวัติจากรัสเซียเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นในยุค 1930 และได้ก่อตั้งมัสยิดโตเกียวขึ้นในปี 1938

   ฮันส์ มาร์ติน เครเมอร์ ศาสตราจารย์ด้านญี่ปุ่นศึกษาที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก และผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาในประเทศญี่ปุ่น ถือว่านี่เป็นมัสยิดที่โดดเด่นที่สุดในญี่ปุ่น เป็นมัสยิดที่ “ไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังได้รับสนับสนุนการเงินจากหลายบริษัทในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิตซูบิชิ และในพิธีเปิดนั้นมีบุคคลสำคัญและนักการทูตทั้งจากประเทศญี่ปุ่นและโลกมุสลิมเข้าร่วมหลายคน”

   ในขณะที่โตเกียวคามีไม่ได้มีการสนับสนุนและความใกล้ชิดแบบเดียวกันกับรัฐบาลญี่ปุ่นและกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ในสมัยเดียวกัน มัสยิดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยใช้เงินทุนจากรัฐบาลตุรกี และเป็นทั้งสถานที่ทางศาสนาและพื้นที่ทางวัฒนธรรมในการจัดพิธีแต่งงาน การแสดงแฟชั่น การแสดงละคร นิทัศการ และการประชุม

   การแต่งงานและการเข้ารับศาสนา

   ห่างไกลจากนักท่องเที่ยว พื้นหินอ่อนและการตกแต่งภายในอย่างหรูหราในตรอกเล็กๆ ใกล้กับโตเกียวคามี คือ ดร.มูซา โอเมอร์ ที่โรงเรียนนานาชาติยูอาอิ โรงเรียนนี้เสียงดัง วุ่นวาย และเต็มไปด้วยเด็กๆ วันนี้เป็นวันเสาร์ และที่โรงเรียนมีกิจกรรมและการเรียนการสอนตั้งแต่ 10 นาฬิกาไปจนถึง 20 นาฬิกา ขณะที่ผู้นำในโรงเรียนกำลังจะเปิดการศึกษาแบบเต็มเวลาในอนาคตอันใกล้ แต่ปัจจุบันได้จำกัดให้มีการเรียนการสอนในวันเสาร์ตั้งแต่อิสลามศึกษาและภาษาอาหรับ ไปจนถึงคาเรเต้และการคัดอักษรประดิษฐ์

   โรงเรียนแห่งนี้ดำเนินการโดยศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศญี่ปุ่น (Islamic Centre of Japan – ICJ) สถาบันมุสลิมภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1966 โอเมอร์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตซาอุดี้ฯ และเคยทำหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตซูดานประจำประเทศญี่ปุ่นถึง 2 สมัย เป็นผู้รักษาการประธานของศูนย์

   วันนี้ โอเมอร์กำลังเตรียมจัดการแต่งงานให้คู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งในห้องทำงานเล็กๆ ของเขา เป็นหนุ่มซาอุดี้ฯ กับสาวญี่ปุ่น โอเมอร์ดูแลเกี่ยวกับใบรับรองการสมรสและตอบคำถามในเวลาเดียวกัน เหมือนกับบรรยากาศในโรงเรียน การแต่งงานเป็นไปอย่างไม่เป็นทางการและเรียบง่าย โดยที่ทั้งเจ้าสาวและเจ้าบ่าวอยู่ในชุดลำลอง เธอจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามและจะย้ายไปอยู่ซาอุดิอารเบียในเร็วๆ นี้

   ระหว่างการพักสั้นๆ หญิงสาวถูกถามว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้จักกับศาสนาอิสลามหรือไม่ เธอตอบว่าไม่ใช่ ความสัมพันธ์ของเธอกับชายหนุ่มซาอุดี้ฯ เริ่มต้นขึ้นทางออนไลน์เมื่อสองปีที่แล้ว และพวกเขาตัดสินใจแต่งงานกัน โอเมอร์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถานทูตซาอุดี้ฯ มาเป็นเวลานาน ได้รับการติดต่อให้ช่วยทั้งคู่จัดเตรียมการแต่งงาน

   เมื่อเจ้าสาวชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนศาสนาแล้ว เธอเข้าร่วมกลุ่มมุสลิมญี่ปุ่นเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง เนื่องจากขาดสถิติของทางการเกี่ยวกับมุสลิมในประเทศญี่ปุ่น การประมาณจากการศึกษาประชากรพบว่าอยู่มีผู้อาศัยที่เป็นมุสลิมอยู่ประมาณ 70,000 ถึง 120,000 คน โดย 10 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนนี้เป็นคนญี่ปุ่น โดยที่ประชากรทั้งหมดของประเทศมีมากกว่า 127 ล้านคน

   องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organisation for Migration – IOM) ระบุว่า จำนวนคนงานต่างชาติในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในรอบ 20 ปีนี้ และมากกว่าสองล้านคนเมื่อปลายปี 2011
   โยชิโอะ ซูกิโมโต้ อธิบายว่าประชากรคนงานต่างชาติ ซึ่งรวมถึงมุสลิมจากปากีสถานและบังกลาเทศเป็นต้น เพิ่มขึ้นในปลายปี 1980 และต้นปี 1990 เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นเสนอโครงการละเว้นวีซ่าเพื่อระบุแรงงานสูงอายุและการขาดแคลนแรงงาน

    

   มัสยิดในญี่ปุ่น

   โอเมอร์มาศึกษาด้านสถาปัตยกรรมด้วยทุนการศึกษาของสถานทูตญี่ปุ่นในปี 1970 หลังจากการก่อตั้งสมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ซูดานในปี 1964 ในเมืองคาทูม ประเทศซูดาน เขาพูดด้วยความภาคภูมิใจเกี่ยวกับการเติบโตของอิสลามและการวางรากฐานต่างๆ ทางสถาบันในญี่ปุ่น

   “มีมัสยิดอยู่แค่สองหลังในโตเกียวเมื่อตอนที่ผมมาที่นี่ในปี 1970” เขากล่าว ปัจจุบันมีมัสยิดและมุซอลลา หรือสถานที่ใช้ทำละหมาดชั่วคราว 200 แห่ง

   โอเมอร์เป็นบุคคลผู้มีอิทธิพลในการส่งเสริมสถาบันในญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยรากฐานที่ลึกในประเทศ มีสถานะเป็นอดีตนักการทูต และมีการติดต่อสัมพันธ์ในตะวันออกกลาง เขาช่วยเหลือกลุ่มต่างๆ ในการหาเงินทุนเพื่อก่อตั้งมัสยิดและสถาบันต่างๆ แต่ถึงกระนั้น ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศญี่ปุ่นกลับไม่มีมัสยิดเป็นของตัวเอง

   กิจกรรมสำหรับเด็กๆ ในโรงเรียน ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2011 มีความสำคัญกว่ามัสยิดมาก เขากล่าว “คุณสามารถละหมาดที่ไหนก็ได้”

   ศูนย์กลางอิสลามต้องตัดค่าใช้จ่ายประจำปีลงเกือบครึ่งตั้งแต่ต้นปี 1990 และปัจจุบันจ้างพนักงานทำงานเต็มเวลาหนึ่งคน โดยลดจาก 25 คน เพราะเงินทุนได้มาจากการบริจาคของเอกชนในตะวันออกกลาง

   นักวิจัยบางคนได้นำเสนอรูปแบบในเชิงลบของอิสลามที่มุสลิมในญี่ปุ่นต้องเผชิญนับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน ปี 2001 ที่เกิดเหตุโจมตีสหรัฐฯ

   ถึงแม้ตำรวจโตเกียวจะแก้ไขความผิดพลาดที่กระทำโดยศาลโตเกียวเมื่อเดือนมกราคม แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้แสดงความห่วงใจในรายงานล่าสุดเกี่ยวกับการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบต่อชาวมุสลิมและมัสยิดในญี่ปุ่น

   บทความหนึ่งในวารสารเอเชียแปซิฟิก Japan Focus เขียนว่า “ตำรวจจัดตัวแทนไปประจำที่มัสยิด ติดตามบุคคลต่างๆ ไปที่บ้านของพวกเขา เก็บชื่อและที่อยู่ของพวกเขาจากข้อมูลทะเบียนต่างด้าว และรวบรวมฐานข้อมูลของบุคคลมากกว่า 70,000 คน ในบางกรณีตำรวจได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มัสยิดและสถานที่อื่นๆ”

    

   ร่องรอยของอิสลาม

   โอเมอร์บอกว่า เขาเลือกที่จะมองสภาพแวดล้อมภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายนว่าเป็นการ “เปิดประตูเพื่อพูดกับประชาชน” ในญี่ปุ่นเกี่ยวกับศาสนาของเขาด้วย “ความสนใจ” ในอิสลามที่มากยิ่งขึ้น

   ขณะที่อิสลามอาจไม่มีร่องรอยในญี่ปุ่นเหมือนกับศาสนาอื่นๆ เช่นพุทธ และคริสต์ แต่ร่องรอยความรู้ของมันและของศาสดามุฮัมมัดที่นี่สามารถสืบกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 8

   ความเกี่ยวข้องอย่างจริงจังและยั่งยืนกับโลกมุสลิมเริ่มต้นขึ้นสำหรับประเทศญี่ปุ่นในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดสู่โลกภายนอกของมันในช่วงต้นของยุคเมจิ (1868-1890) ด้วยภารกิจการค้าขายและการรวบรวมข้อมูลทางเรือไปยังอาณาจักรออตโตมานและตะวันออกกลาง

   ข้อมูลที่พิสูจน์ได้ของการเข้ามาในญี่ปุ่นของมุสลิมสามารถระบุได้ว่าอยู่ในยุคเดียวกันนี้ โดยมีบันทึกของพ่อค้าชาวอินเดียและกะลาสีเรือชาวอินเดียเชื้อสายมลายูที่ทำงานที่ท่าเรือในเมืองโยโกฮาม่าและโกเบของญี่ปุ่น

   มัสยิดโตเกียว, โอเมอร์, ศูนย์กลางอิสลามแห่งญี่ปุ่น และเด็กๆ ในโรงเรียนอิสลาม เป็นบทตอนในปัจจุบันของประวัติศาสตร์อันเก่าแก่และกำลังถูกค้นคว้าของอิสลามและญี่ปุ่น

    

    

   แปลเรียบเรียง : กองบรรณาธิการเอบีนิวส์ทูเดย์
   Source: Al Jazeera

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Black Styler by MadBlazer