Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
นักบวชหญิงโซโรแอสเตอร์ในอิหร่าน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มีนาคม 28, 2017, 06:55:50 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นักบวชหญิงโซโรแอสเตอร์ในอิหร่าน  (อ่าน 824 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8464 Level 74 : Exp 96%
HP: 32.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 27, 2015, 10:57:36 pm »
แบ่งปัน

   
(ภาพ) นักบวชหญิงโซโรแอสเตอร์ ซาร์วาร์ ทาราโพเลวารา และราชิน จาฮันกิรี ระหว่างการฉลองกาฮัมบาร์ ในวิหารแห่งเตหะราน (MEE/Ines Della Valle)

   มองจากทางอากาศ กรุงเตหะรานมองดูเหมือนเป็นสระน้ำที่มีอิฐและเศษชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ใกล้ถนนฟิรดูซี ทางใต้ของเมืองหลวง เป็นที่ตั้งของสถานที่ทางศาสนาที่เด่นชัดที่สุดและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของชนกลุ่มน้อยชาวโซโรแอสเตอร์ที่กระจายอยู่ทั่วไปในอิหร่าน พิธีการประจำวันถูกจัดขึ้นในวิหารไฟแห่งนี้ และโถงประกอบพิธี ที่ซึ่งสภาโมเบด (นักบวชโซโรแอสเตอร์) มาประชุมกัน

   ศาสนานี้ก่อตั้งขึ้นโดยศาสดาโซโรแอสเตอร์เมื่อประมาณ 3,500 ปีที่แล้ว มีสาวกผู้ปฏิบัติตามประมาณ 190,000 คน มันเป็นศาสนาอย่างเป็นทางการในอิหร่านมาเป็นเวลา 1,000 ปีแล้ว โดยปัจจุบันผู้นับถือศาสนานี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่กำลังลดน้อยลงในสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้

   Middle East Eye ได้ไปเยือนวิหารไฟ (หรือ Agiary สถานที่เก็บไฟ) ของพวกเขา ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีประจำวันที่นำโดยนักบวชโซโรแอสเตอร์ MEE ไปเยือนในช่วงเวลาเดียวกันกับวันกัมบาฮาร์(Gambahar) ครั้งที่สาม ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลประจำปีหกเทศกาลที่มีขึ้นเพื่อฉลองการสร้างโลก

(ภาพ) โมเบด ซาร์วาร์ ทาราโพเลวารา และโมเบด โซรัชเพอร์ ประธานสมาคมโมเบด ยืนอยู่หน้าวิหารไฟในเตหะราน (MEE/Ines della Valle )
(ภาพ) โมเบด ซาร์วาร์ ทาราโพเลวารา และโมเบด โซรัชเพอร์ ประธานสมาคมโมเบด ยืนอยู่หน้าวิหารไฟในเตหะราน (MEE/Ines della Valle )

   โมเบดหญิง ซาร์วาร์ ทาลาโพเลวารา เข้าสู่วิหารในชุดยาวสีขาว ซึ่งส่วนบนจะมีผ้าคลุมสีขาวด้วย และนั่งใกล้กับไฟดวงเล็กแต่ลุกโชนที่ปะทุอยู่ตรงกลางวิหาร

   ผ้าด้ายบริสุทธิ์ของทาลาโพเลวาราถูกซักอย่างดี เป็นสีขาวไร้ตำหนิทั้งผืน เครื่องประดับชิ้นเดียวของเธอคือ โคชตี (koshti) โบราณ เป็นเข็มขัดยาวที่แสดงถึงหลักการเบื้องต้นของชาวโซโรแอสเตอร์ที่ว่า “คิดดี พูดดี และทำดี”

   “พ่อของฉันเป็นปาร์ซี คือเป็นโซโรแอสเตอร์มาจากอินเดีย” เธอบอก “ฉันจำได้ว่าพ่อจะผูกเข็มขัดของท่านทุกวันก่อนอาหารเช้า และเล่าเรื่องในวัยเด็กของท่านในอินเดียให้พวกเราฟัง ที่นั่นชาวโซโรแอสเตอร์จะยึดมั่นกับประเพณีแบบอนุรักษ์นิยม และเด็กๆ ต้องสวมโคชตีตั้งแต่อายุแปดขวบ”

   “พ่อของฉันคือคนที่ส่งเสริมฉันมากที่สุด ตอนแรกปาร์ซีอินเดียคัดค้านความคิดเรื่องนักบวชหญิง” โมเบด ทาลาโพเลวารา กล่าว “นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันประหลาดใจอย่างยิ่งกับการเริ่มต้นฐานะนักบวชของฉันเมื่อสี่ปีที่แล้ว ที่ได้รับจดหมายสนับสนุนจากปาร์ซีอินเดียกลุ่มเดียวกันนั้น พวกเขาถึงขนาดพิมพ์บทความลงในหนังสือพิมพ์อินเดีย และที่สภาระหว่างประเทศของชาวโซโรแอสเตอร์ด้วย”

   เบห์ราด ชายหนุ่มผู้นับถือโซโรแอสเตอร์ ที่อ่านคัมภีร์เอวิสต้า คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวโซโรแอสเตอร์ด้วยหัวใจบ่อยครั้งเท่าที่เขาสามารถทำได้ เขาได้บอกกับ MEE ว่า “สังคมโซโรแอสเตอร์ยังรักษาระบบวรรณะไว้ โมเบดเป็นวรรณะสูงสุด หลังจากการรุกรานของอาหรับและการประหัตประหารที่ตามมาภายหลังจากนั้น โมเบดส่วนใหญ่ได้หนีไปยังอินเดีย”

   “พวกเขาเป็นกลุ่มที่เก่าแก่มากที่สุด ที่ได้ใช้การอธิบายความหมายภาษาซาสซาเนียของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เอวิสตา ที่จริงแล้ว ในสมัยของซาสซาเนีย ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนหน้าอิสลามในอิหร่าน พวกโมเบดมีอำนาจและได้ผสมผสานศาสนากับการเมืองเข้าด้วยกัน ด้วยการกำหนดกฎหมายประเภทเดียวกับกฎหมายชารีอะฮ์ หรือกฎหมายและหลักศีลธรรม ซึ่งทำให้เกิดหลักธรรมและกฎเกณฑ์ขึ้นในการอธิบายความหมายใหม่ของการอ่านซาราทุสตรา(Zarathustra)”

   เบห์ราดกล่าวต่อไปว่า “หลังจากการรุกรานของอาหรับและการยกเลิกระบบวรรณะ พวกโมเบดที่สนับสนุนระบบวรรณะ ได้ลี้ภัยในอินเดีย เพราะฉะนั้นปาร์ซีในอินเดียส่วนใหญ่จึงยังคงเป็นโมเบด”

   เขาบอกว่า ในอิหร่าน เรื่องนี้แตกต่างกัน

(ภาพ) การฉลองวันกาฮัมบาร์ ในวิหารแห่งเตหะราน
(ภาพ) การฉลองวันกาฮัมบาร์ ในวิหารแห่งเตหะราน

   “หลังจากการปฏิวัติในปี 1979 ประชากรชาวโซโรแอสเตอร์ลดน้อยลงอย่างมาก ในหมู่บ้านห่างไกลหลายแห่ง ไม่มีโมเบดเหลืออยู่เลย และด้วยเหตุผลนี้ จำนวนของ “โมเบเดียร์” หรือผู้ช่วยนักบวช จึงได้เริ่มเพิ่มขึ้น”

   “ในปี 2009 โมเบดโซรุชเพอร์จึงได้หยิบยกแนวคิดในเรื่องนักบวชหญิงขึ้นมากล่าวถึงที่สภาโมเบดในเตหะราน” เบห์ราดบอกกับ MEE

   โมเบด โซรุสเพอร์ ประธานสภา สวมชุดขาวเพื่อประกอบพิธี กล่าวว่า “ระหว่างการศึกษาค้นคว้าของผม ผมสืบค้นลึกลงไปในบันทึก และพบว่าโรงเรียนสำหรับนักบวชนั้นรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผมก็เลยคิดว่าผมมีหน้าที่ที่จะต้องเขียนบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้และนำเสนอต่อสภา”

   “กฎหมายชารีอะฮ์ไม่ได้วัฒนธรรมของเรา เราเชื่อในแนวคิดของ ฟราชกัต (frashkat) ซึ่งหมายถึงการฟื้นฟูและส่งเสริมค่านิยมของเรา” โมเบดโซรุสเพอร์ บอกกับ MEE

   “แนวคิดเกี่ยวกับความเท่าเทียมเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมของเรามาตลอด ในสมัยโบราณ จะมีนักบวชหญิง นักการเมืองหญิง นักรบหญิงมากมาย และมีมาจนถึงสมัยของซาสซาเนีย” เขากล่าว

   “แต่หลังจากการรุกรานของอาหรับ สิ่งนี้ได้เปลี่ยนไป… ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศเป็นวาระสำคัญ ถึงเวลาแล้วที่จะฟื้นฟูประเพณีนี้ขึ้นมาภายใต้สัญลักษณ์ของ ฟราชกัต” โดยเริ่มต้นจากสภาโมเบด

   กำแพงแรกที่ต้องถูกแก้ไขก็คือตัวสภาเอง ที่ปัจจุบันยังเป็น “ร้านปิด” สำหรับผู้ชาย นับตั้งแต่เริ่มต้น ชาวโซโรแอสเตอร์ส่วนใหญ่ให้การยอมรับกับแนวคิดที่จะให้ผู้หญิงเคียงข้างกับผู้ชาย แต่ไม่ใช่โดยปราศจากข้อจำกัด
   ระหว่างการเยือนของ MEE มีการกล่าวถึงเรื่องรอบเดือนของผู้หญิง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยได้ยินในศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวอื่นๆ มันเป็นหัวข้อสำคัญในวาระการประชุม

   “โมเบดหัวโบราณส่วนใหญ่ยืนยันว่า ผู้หญิงไม่สามารถประกอบพิธีกรรมได้ในระหว่างมีรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเธอ ‘ไม่สะอาดบริสุทธิ์’” โมเบด โซรุชเพอร์ บอกกับ MEE “นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเธอไม่สามารถเป็นนักบวชได้อย่างเต็มตัวก่อนที่จะอายุ 50 หรือ 60 ปี แม้ว่าพวกเธอจะสามารถเป็นโมเบเดีย หรือผู้ช่วยนักบวชได้ก็ตาม”
   ตัวโซรุชเพอร์เองคัดค้านความคิดนี้ ซึ่งเขาพบว่ามันคร่ำครึและเลือกปฏิบัติ

   ในส่วนของโมเบดราชิน จาฮันกีรี ซึ่งเป็นแพทย์และเป็นนักบวชมาสองปี กล่าวว่า “ท่าทีหัวโบราณแบบนี้อาจจะต้องเปลี่ยนแปลง เพราะในโกทาห์ (Gotah) (เทียบเท่ากับเป็นภาคพันธสัญญาเดิม ในคัมภีร์เอวิสตาที่มีสองภาค) ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องรอบเดือนของผู้หญิงเลย”

   “สิ่งเหล่านี้เป็นการอธิบายความหมายที่ล้าสมัยถอยกลับไปจนถึงยุคซาสซาเนีย ซึ่งเราไม่ควรจะถูกบังคับให้ปฏิบัติตามในศตวรรษที่ 21” เธอกล่าว พลางหันไปหาไฟ

   “การดูแลไฟเป็นสิ่งที่โมเบเดียร์ถูกขัดขวางให้ทำ มันเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่โมเบดเท่านั้นจะสามารถทำได้”
   ไฟที่ลุกไหม้อยู่ภายในวิหารในเมืองหลวงแห่งนี้ถูกนำมาจากแหล่งกำเนิดของศาสนาโซโรแอสเตอร์ นั่นก็คือ เมืองยัซด์ ในภาคใต้ของอิหร่าน

(ภาพ) ผู้ดูแลไฟในวิหารไฟ Chak Chak ใกล้เมืองยัซด์ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดสำหรับชาวโซโรแอสเตอร์ (MEE/Ines Della Valle)
(ภาพ) ผู้ดูแลไฟในวิหารไฟ Chak Chak ใกล้เมืองยัซด์ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดสำหรับชาวโซโรแอสเตอร์ (MEE/Ines Della Valle)

   ในเมืองยัซด์ ยังคงมีวิหารของโซโรแอสเตอร์อยู่อีกหกแห่ง หอคอยแห่งความเงียบ (Towers of Silence) ที่ไม่ใช้แล้วตั้งอยู่แถวชานเมือง เมื่อ 50 ปีที่แล้วเมืองนี้ได้เห็นสถานที่แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นสุสาน

   “ตามประเพณีของเรา ศพจะต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยปราศจากสิ่งที่เป็นมลพิษด้วยธาตศักดิ์สิทธิ์สี่อย่าง” ชานาห์นาซ ชาห์ซาดี ครูในโรงเรียนสอนโมเบดแห่งหนึ่งกล่าว

   “ร่างของผู้ตายจะถูกวางลงบนแท่นหินและโลหะ เพื่อให้พวกเขาได้รับแสงของดวงอาทิตย์ ร่างของเขาถูกนำไปวางให้กับแร้ง และจะใช้กรดไนตริกเพื่อย่อยสลายกระดูกที่เหลืออยู่”

   “เราเชื่อว่าธาตุเก้าชนิดที่ประกอบขึ้นเป็นมนุษย์จะอยู่กับร่างผู้ตายเป็นเวลาสามวัน ก่อนวันแห่งการพิพากษา ดังนั้น เป็นเวลา 30 ปีมาแล้วที่เราฉลองพิธีศพทุกปี และหลังจากนั้น วิญญาณทุกดวง แม้แต่วิญญาณของคนชั่ว จะได้กลับไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์” เธอกล่าว

   ถึงแม้จะอายุมากแล้ว แต่ชานาห์นาซก็รีบเดินนำไปตามเส้นทางที่ขึ้นไปยังหอคอยแห่งความเงียบ

   “สิ่งที่ทำให้ศาสนานี้ยังมีชีวิตอยู่ก็คือผู้หญิง” เธอบอกกับ MEE “ตั้งแต่สมัยโบราณพวกเธอเป็นผู้ช่วยโมเบดในระหว่างพิธีการต่างๆ รวมทั้งดูแลไฟ แม้แต่ตอนนี้ ส่วนสำคัญที่สุดของพิธีต่างๆ เช่น การเตรียมอาหาร ก็ทำโดยผู้หญิง”

   เธอบอกว่า ในสมัยซาสซาเนีย และหลังการรุกรานของอาหรับ “มันกลับเป็นไปไม่ได้ที่ผู้หญิงจะปฏิบัติพิธีกรรมในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ในชุมชนโซโรแอสเตอร์ พวกเขาแอบปฏิบัติสิ่งเหล่านี้กันอย่างลับๆ”

(ภาพ) ภาพของซาราทุสตราบนแท่นบูชาที่วิหารไฟแห่งเมืองยัซด์ ระหว่างการฉลองกาฮัมบาร์ (MEE/Ines della Valle)
(ภาพ) ภาพของซาราทุสตราบนแท่นบูชาที่วิหารไฟแห่งเมืองยัซด์ ระหว่างการฉลองกาฮัมบาร์ (MEE/Ines della Valle)

   วันก่อนหน้าที่ MEE จะมาเยือน โมเบดฟาริบาได้เป็นผู้หญิงคนแรกที่จัดพิธีเปิดวันกาฮัมบาร์ ในวิหารไฟเมืองยัซด์
   “เมื่อฉันตัดสินใจจะเป็นนักบวช” เธอกล่าว “ฉันทำเพื่อแสดงให้เห็นว่า ศาสนานี้ต่อต้านสิ่งใดก็ตามที่เป็นการเลือกปฏิบัติ”

   “ส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอาวุที่ไม่ชอบความคิดเรื่องนักบวชหญิงนี้” โมเบดเมอร์ฮาบาน ฟิรูซการี กล่าว

   เคราสีขาวกลุ่มใหญ่ประดับรอยยิ้มที่ยับย่นของเขา ทำท่าเหมือนกับเด็กที่กำลังเล่าเรื่องหนึ่งให้พ่อแม่ฟังที่เขาคาดว่าจะต้องถูกลงโทษแน่ๆ

   “บางทีนักบวชผู้ชายคงจะกลัวว่าจะมีคนเข้ามาแทรกแหล่งรายได้ของพวกเขาก็ได้”

   “ถึงแม้จะปิดซ่อนการต่อต้านของพวกเขาไว้ แต่นักบวชส่วนใหญ่ก็เฉลิมฉลองและให้การต้อนรับนักบวชหญิงอย่างเปิดเผย เราเชื่อแน่ว่านี่เป็นอีกก้าวหนึ่งที่มุ่งไปสู่ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศภายในศาสนาโซโรแอสเตอร์” เขากล่าว พร้อมกับพาตัวเองออกจากโถงประกอบพิธี

    แปลจาก http://www.middleeasteye.net

   คัดลอกจาก

   http://www.publicpostonline.net/4998

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap