Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เดือนต่างๆ ในอิสลามและความสำคัญ
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เดือนต่างๆ ในอิสลามและความสำคัญ  (อ่าน 14573 ครั้ง)
somkit
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: เมษายน 11, 2010, 04:18:33 pm »
แบ่งปัน

เดือนต่างๆ ในอิสลามและความสำคัญ
 

 
 ﴿ أَنَّ عِدَّةَالشُّهُوْرِعِنْدَاللهِ اثْنَاعَشَرَشَهْرًافِىكِتَابِ اللهِ يَوْمَ خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَاْلأَرْضِ مِنْهَاأَرْبَعَةٌحُرُمٌ ذَالِكَ الدِّيْنُ الْقَيِّمُ فَلاَ تَظْلِمُوْافِيْهِنَّ أَنْفُسَكُمْ......الآية ﴾
 
 ความว่า “ แท้จริงจำนวนเดือน ณ อัลลอฮ์นั้นมี 12 เดือน โดยระบุไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ ในวันที่พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน ซึ่งจากจำนวนนั้นมีสี่เดือนที่ต้องห้าม(ทำสงคราม)(คือซุ้ลเกาะดะห์ , ซุ้ลฮิจญะห์ , มุฮัรรอม และ ร่อญับ ) นั่นคือ ศาสนาอันมั่นคง ดังนั้นเจ้าทั้งหลายอย่าอธรรมในเดือนเหล่านั้นต่อตัวของพวกเจ้าเอง ” ( อัตเตาบะห์ : 36)
 
 เดือนต่างๆในรอบปีและความประเสริฐในการประกอบอิบาดะห์ที่เป็นความดีงามในวันและเดือนต่างๆ ซึ่งจะขอกล่าวพอสังเขปดังต่อไปนี้
 
 1. เดือนมุฮัรรอม
 
 วันสำคัญของเดือนนี้คือ
 
 - วันที่ 1 ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของอัลอิสลามและเป็นวันคล้ายวันอพยพของท่านศาสดา ศ็อลฯ
 - วันที่ 10 ซึ่งเป็นวันอาชูรออ์
 
 
 สิ่งที่ควรปฏิบัติในเดือนนี้
 

 - ควรที่จะถือศิลอดสุนัตให้มาก ดังที่ท่านศาสดา ศ็อลฯ ได้ทรงกล่าวว่า
 
 ﴿ وَأَفْضَلُ الصِّياَمِ بَعْدَ شَهْرِ رَمَضَانَ صِياَمُ شَهْرِ اللهِ الْمُحَرَّم ﴾ رَوَاهُ مُسْلِمٌ
 
 ความว่า “ และความประเสริฐของการถือศีลอดรองจากเดือนร่อมาฎอนคือ การถือศีล
 อดในเดือนแห่งอัลลอฮ์ อัลมุฮัรรอม ” รายงานโดยมุสลิม
 
 - เล่าประวัติศาสตร์หรือระลึกถึงการอพยพของท่านศาสดา ศ็อลฯ ให้บุตรหลานหรือสมาชิกของครอบครัวฟัง
 
 - สุนัตให้ถือศีลอดในวันอาชูรออ์คือวันที่ 10 ของเดือนมุฮัรรอมซึ่งถือเป็นแบบฉบับของท่านศาสดา ศ็อลฯ ดังมีอัลฮะดีษกล่าวว่า
 
 ﴿ عَنْ جَابِرِ بْنِ سَمُرَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ كَانَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَََََََّمَ يَأْمُرُناَ بِصِيَامِ يَوْمِ عَاشُوْرَاءَ وَيَحُثُّناَ عَلَيْهِ ﴾ رَوَاهُ مُسْلِمٌ
 
 ความว่า เล่าจากญาบิรบุตรซะมุเราะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮ์ กล่าวว่า “ ท่านศาสดา ศ็อลฯ ได้ใช้และส่งเสริมให้พวกเราถือศีลอดในวันอาชูรออ์ ” รายงานโดยมุสลิม
 
 ﴿ وَسُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَاشُوْرَاءَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ المْاَضِيَة َ﴾ رَوَاهُ مُسْلِمٌ
 
 ความว่า “ และท่านศาสดาได้ถูกถามถึงการศีลอดในวันอาชูรออ์ ท่านกล่าวว่า มันจะลบล้างความผิดหนึ่งปีที่ผ่านมา ” รายงานโดยมุสลิม
 
 และท่านร่อซู้ล ศ็อลฯได้ใช้ให้เราถือศีลอดในวันที่ 9 ของเดือนมุฮัรรอม ดังตัวบทของอัลฮะดีษที่ว่า
 
 ﴿ وَرُوِيَ عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ أَنَّهُ قَالَ صُوْمُوْا التَّاسِعَ وَالْعَاشِرَ وَخَالِفُوْا الْيَهُوْدَ ﴾
 رَوَاهُ التِّرْمِذِيُّ وَقَالَ وَبِهذَا الْحَدِيْثِ يَقُوْلُ الشَّافِعِيُّ وَأَحْمَدُ وَإِسْحَاقُ
 
 ความว่า และได้มีรายงานมาจากอิบนิอับบาส เขาได้กล่าวว่า “ พวกท่านจงถือศีลอดในวันที่ 9 และวันที่ 10 (ของเดือนมุฮัรรอม)และจงปฏิบัติให้แตกต่างกับชาวยิว ” รายงานโดยอัตติรมีซีย์ และเขาได้กล่าวว่า ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ อะห์มัด และอิสฮาก ได้กล่าวอัลฮะดีษนี้
 
 - เล่าและระลึกถึงประวัติศาสตร์ของท่านศาสดานูห์ อะลัยฮิสสลาม ที่พ้นจากภัยน้ำท่วมโลกและศาสดามูซาอะลัยฮิสสลามที่พ้นจากการไล่ล่าของกองทัพฟิรอูนให้บุตรหลานหรือสมาชิกของครอบครัวฟัง
 
 2. เดือนซอฟัร
 
 3. เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล

 
 วันสำคัญของเดือนนี้
 
 - วันที่ 12 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของท่านศาสดา ศ็อลฯ
 
 
 
 สิ่งที่ควรปฏิบัติในเดือนนี้
 
 - ควรระลึกถึงวันคล้ายวันประสูติของท่านศาสดา ศ็อลฯ ด้วยการเล่าประวัติศาสตร์ของท่านตั้งแต่เริ่มประสูติจนกระทั่งถึงแก่กรรมให้บุตรหลานฟัง ไม่ว่าจากอัลกุรอานหรืออัลฮะดีษหรือจากหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วๆไป
 
 - กล่าวสดุดี(ซ่อละหวาต)ต่อท่านนบี ศ็อลฯ
 
 4. เดือนร่อบีอุซซานีย์
 
 5. เดือนญะมาดิ้ลอูลา
 
 6. เดือนญะมาดิซซานีย์
 
 7. เดือนร่อญับ
 

 วันสำคัญของเดือนนี้
 
 - วันที่ 27 ซึ่งเป็นวันที่ท่านศาสดา ศ็อลฯ เสด็จขึ้นชั้นฟ้า ( อัลอิสรออ์วั้ลเมี๊ยะรอจ )
ดังโองการอัล
 กุรอานที่ว่า
 
 ﴿ سُبْحَانَ الَّذِي أَسْرَى بِعَبْدِهِ لَيْلاًمِنَ الْمَسْجِدِالْحَرَامِ اِلَى الْمَسْجِدِاْلأَقْصَاالَّذِىْبَارَكْنَا حَوْلَهُ لِنُرِيَهُ مِنْ ءَايَاتِنَا اِنَّهُ هُوَالسَّمِيْعُ الْبَصِيْرُ ﴾
 
 
 ความว่า “ มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์ (มุฮำมัด) ให้เดินทางในยามค่ำคืน จากมัสยิดอั้ลฮะรอมสู่มัสยิดอัลอักซอ ซึ่งเราได้ให้ความศิริมงคล แก่รอบๆ ของมัน ทั้งนี้ เพื่อเราจะทำให้เขามองเห็นบางส่วนแห่งสัญลักษณ์ของเรา แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ได้ยิน อีกทั้งทรงมองเห็นยิ่ง ” (อัลอิสรออ์ : 1 )
 
 สิ่งที่ควรปฏิบัติในเดือนนี้
 
 - ระลึกถึงค่ำคืน อัลอิสรออ์วั้ลเมี๊ยะรอจ โดยการเล่าประวัติศาสตร์ของคืนดังกล่าวให้บุตรหลานได้รับทราบ
 
 8. เดือนชะอ์บาน
 

 วันสำคัญของเดือนนี้
 
 - คืนนิสฟูชะอ์บาน
 
 - การเปลี่ยนกิบลัต
( ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ )
 
 สิ่งที่ควรปฏิบัติ
(ตามทัศนะของนักวิชาการที่ส่งเสริม)
 
 - สุนัตให้ถือศิลอด ดังตัวบทฮะดีษที่ว่า
 
 ﴿ عَنْ أُسَامَةَ بْنِ زَيْدٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُمَا قَالَ قُلْتُ يَا رَسُوْلَ اللهِ لمَ ْأَرَكَ تَصُوْمُ شَهْرًا مِنَ الشُّهُوْرِ مَا تَصُوْمُ مِنْ شَعْبَانَ قَالَ ذلِكَ شَهْرٌ يَغْفُلُ النَّاسُ عَنْهُ بَيْنَ رَجَبٍ وَرَمَضَانَ وَهُوَ شَهْرٌ تُرْفَعُ فِيْهِ اْلأَعْمَالُ إِلَى رَبِّ الْعَالَمِيْنَ فَأُحِبُّ أَنْ يُرْفَعَ عَمَلِيْ وَأَناَ صَائِمٌ ﴾ رَوَاهُ النَّسَائِيُّ
 
 ความว่า เล่าจากจากอุซามะห์บุตรเซด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า “ ฉันได้กล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ฉันไม่เคยเห็นท่านถือศีลอดในเดือนใดจากเดือนทั้งหลายเสมือนกับที่ท่านถือศีลอดในเดือนชะอ์บาน ท่านได้กล่าวว่า ดังกล่าวคือเดือนที่มวลมนุษย์กำลังหลงลืม ซึ่งเป็นเดือนที่อยู่ระหว่างเดือนร่อญับและเดือนร่อมะฎอนและมันคือเดือนที่บรรดาการปฏิบัติต่างๆ จะถูกนำเสนอต่อพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก และฉันชอบที่จะให้การกระทำของฉัน ถูกนำเสนอ ( ต่อพระองค์ )ในสภาพที่ฉันถือศีลอด ” บันทึกโดยอันนะซาอีย์
 
 - ให้อ่านอัลกุรอาน ซิกรุลลอฮ์ ขออภัยโทษ ดุอาอ์ และอื่นๆ ที่เป็นการภักดีต่ออัลลอฮ์ ซุบฮ์ฯ ดังมี อัลฮะดีษกล่าวว่า
 
 
 ﴿ عَنْ مُعَاذِ بْنِ جَبَلٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ عَنِ النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ يَطَّلِعُ اللهُ اِلَى جَمِيْعِ خَلْقِهِ لَيْلَةَ النِّصْفِ مِنْ شَعْبَانَ فَيَغْفِرُ لِجَمِيْعِ خَلْقِهِ إِلاَّ لِمُشْرِكٍ أَوْ مُشَاحِنٍ ﴾ رَوَاهُ الطَّبْرَانِيُّ فِى الْكَبِيْرِ وَاْلأَوْسَطِ وَرِجَالُهُمَا ثِقَاتٌ
 
 
 ความว่า เล่าจากมุอาซบุตรญะบัล ร่อฎิยัลลอฮุอันฮ์ จากท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ อัลลอฮ์ ซุบฮ์ฯ จะมองมายังบ่าวของพระองค์ทั้งหมดในค่ำคืนนิสฟุชะอ์บาน ต่อมาพระองค์ก็ทรงอภัยโทษแด่พวกเขาทั้งหลาย ยกเว้นผู้ที่ตั้งภาคีต่อพระองค์หรือผู้ที่อิจฉาริษยา ” บันทึกโดย อัตต๊อบ รอนีในมั๊วะญัมอัลกาบีรและอัลเอาซัต และผู้รายงานของทั้งสองเป็นที่เชื่อถือได้
 
 9. เดือนร่อมาฎอน
 
 วันสำคัญของเดือนนี้และความประเสริฐ
 
 - คืนลัยละตุ้ลก็อดร์ ซึ่งมีความประเสริฐกว่าเดือนอื่นๆ ถึงหนึ่งพันเดือน ดังอัลกุรอานกล่าวไว้ในซูเราะห์อัลก๊อดร์ อายะห์ที่ 3
 ความว่า “ คืนลัยละตุ้ลก็อดร์นั้น ประเสริฐกว่าหนึ่งพันเดือน ”
 
 สิ่งที่ต้องปฏิบัติในเดือนนี้
 
 - ถือศีลอดในเดือนร่อมาฎอนโดยการยับยั้งกาย วาจา ใจ อาหาร และเครื่องดื่ม ตลอดจนสิ่งที่ศาสนาห้าม
 - ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์และวิตริในค่ำคืนร่อมาฎอน
 - อ่านอัลกุรอาน,ซิกรุลลอฮ์ และขอดุอาอ์ให้มากๆ
 - บริจาคทานต่อคนยากไร้หรือคนขัดสน
 - เอี๊ยะติก๊าฟ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิบคืนสุดท้ายของเดือนร่อมาฎอน
 - ทำความดีให้มากๆตลอดเดือนร่อมาฎอน
 - ให้รับประทานอาหารซะฮูร
 - จ่ายซะกาตฟิตเราะห์ ดังมีฮะดีษที่ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
 
 ﴿ عَنْ أَبِىْ هُرَيْرَةَ قَالَ قَالَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : مَنْ صَامَ رَمَضَانَ وَقَامَهُ إِيْمَاناً وَاحْتِسَاباً غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ وَمَنْ قَامَ لَيْلَةَ الْقَدْرِ إِيْمَاناً وَاحْتِسَاباً غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِه ِ﴾ رَوَاهُ التِّرْمِذِىُّ وَقاَلَ حَدِيْثٌ صَحِيْحٌ
 
 ความว่า เล่าจากอบีฮุร็อยเราะห์ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ กล่าวว่า “ บุคคลใดถือศีลอดและดำรงอยู่กับการประกอบอิบาดะห์ในเดือนร่อมาฎอนด้วยความศรัทธามั่นและแสวงหาผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปที่ผ่านมา และบุคคลใดดำรงอยู่กับการประกอบอิบาดะห์ในคืนลัยละตุ้ลก็อดร์ด้วยศรัทธาและแสวงหาผลบุญ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากบาปที่ผ่านมา ” รายงานโดย อัตติรมีซีย์ และเขาได้กล่าวว่า ฮะดีษซอเฮี๊ยะห์
 
 ﴿ عَنْ أَبِىْ هُرَيْرَةَ وَ عُرْوَةَ عَنْ عَائِشَةَ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ يَعْتَكِفُ الْعَشْرَ اْلأَوَاخِرَ مِنْ رَمَضَانَ حَتَّى قَبَضَهُ اللهُ ﴾ رَوَا هُ التِّرْمِذِيُّ وَقَالَ حَدِيْثٌ حَسَنٌ صَحِيْحٌ
 
 ความว่า เล่าจากอบีฮุร็อยเราะห์และอุรวะห์จากท่านหญิงอาอิชะห์ว่า “ แท้จริงท่านนบี ศ็อลฯ ได้ทำการเอี๊ยะติกาฟเป็นประจำในช่วงสิบคืนสุดท้ายของเดือนร่อมาฎอนจนกระทั่งอัลลอฮ์ทรงเก็บชีวิตของพระองค์ ” รายงานโดยอัตติรมีซีย์ และเขากล่าวว่า ฮาดีษฮาซันซอเฮี๊ยะห์
 
 ﴿ عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قاَلَ تَسَحَّرُوْا فَإِنَّ فِي السَّحُوْرِ بَرَكَةً ﴾ رَوَاهُ مُسْلِمٌ
 
 
 ความว่า เล่าจากอะนัสบุตรมาลิกว่า ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า “ ท่านทั้งหลายจงรับประทานอาหารซะฮูรเถิด เพราะว่าในอาหารซะฮูรนั้นมีศิริมงคล ” บันทึกโดย มุสลิม
 
 10. เดือนเชาว้าล
 
 ความสำคัญของเดือนนี้
 
 - วันที่ 1 เชาว้าล เป็นวันตรุษอีดิลฟิตริ์
 

 สิ่งที่ควรปฏิบัติในเดือนนี้
 
 - ร่วมกันละหมาดอีดและทำการตักบีร สดุดีต่ออัลลอฮ์ ซุบฮ์ฯ
 - สังสรรค์พบปะญาติพี่น้อง อภัยซึ่งกันและกัน
 - ถือศิลอด 6 วันในเดือนเชาว้าล ดังมีอัลฮะดีษกล่าวว่า
 
 ﴿ عَنْ أَبِيْ أَيُّوْبَ اْلأَنْصَارِيِّ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ أَنَّهُ حَدَّثَهُ أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ مَنْ صَامَ رَمَضَانَ ثُمَّ أَتْبَعَهُ سِتًّا مِنْ شَوَّالٍ كَانَ كَصِيَامِ الدَّهْرِ ﴾ رَوَاهُ مُسْلِمٌ
 
 ความว่า เล่าจากอบีอัยยูบ อัลอันซอรี่ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ กล่าวว่า “ บุคคลใดที่ถือศีลอดเดือนร่อมาฎอน ต่อมาเขาก็ติดตามการถือศีลอด 6 วันของเดือนเชาว้าล เสมือนกับเขาได้ทำการถือศีลอดตลอดปี ” รายงานโดยมุสลิม
 
 11. เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์
 
 12. เดือนซุ้ลฮิจญะห์
 

 วันสำคัญของเดือนนี้
 
 - เป็นเดือนแห่งการประกอบพิธีฮัจย์
 - วันที่ 9 คือวันอะร่อฟะห์
 - วันที่ 10 คือวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา
 - วันที่ 29 หรือ 30 เป็นวันสิ้นปีศักราชอิสลาม
 
 สิ่งที่ควรปฏิบัติในเดือนนี้
 
 - ไปประกอบพิธีฮัจย์สำหรับผู้ที่มีความสามารถ
 - สำหรับผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์นั้น สุนัตให้ถือศีลอดในวันอะร่อฟะห์ ดังมีอัลฮะดีษกล่าวว่า
 
 
 ﴿ عَنْ أَبِيْ قَتاَدَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ سُئِلَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَرَفَةَ قاَلَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ الْمَاضِيَةَ وَالْبَاقِيَةَ ﴾ رَوَاهُ مُسْلِمٌ
 
 
 ความว่า เล่าจากอบีก่อตาดะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮ์ กล่าวว่า “ ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ ถูกถามถึงการถือศีลอดในวันอะร่อฟะห์ท่านตอบว่า ความผิดของท่านจะถูกลบล้างในหนึ่งปีที่ผ่านมา และอีกหนึ่งปีถัดไป ” รายงานโดยมุสลิม
 
 - ร่วมกันละหมาดอีดิลอัฎฮา
 - เชือดสัตว์กุรบ่าน และแจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้
 - สำนึกตัว(เตาบัต)ในความผิดที่ผ่านมา
 - ออกซะกาตเมื่อครบพิกัดและครบรอบปี
 
 อนึ่ง ในบางเดือนที่กล่าวมา อาจจะไม่มีวันสำคัญกล่าวไว้ เป็นการเฉพาะ แต่พึงทราบเถิดว่า ในเดือนต่างๆเหล่านั้น ยังมีวันที่สำคัญอยู่เช่นเดียวกัน นั่นก็คือวันศุกร์ ซึ่งเป็นนายของวันในรอบสัปดาห์ และในวันศุกร์นั้น มีช่วงเวลาหนึ่งที่อัลลอฮ์จะทรงตอบรับดุอาอ์ของบ่าวที่ศรัทธา และเช่นเดียวกัน ศาสนายังส่งเสริมให้มีการถือศีลอด 3 วัน ของทุกๆเดือน และยังใช้ให้ทำการถือศีลอดวันจันทร์และวันพฤหัสอีกด้วย ดังมีอัลฮะดีษ ของท่านศาสดา ศ็อลฯ ว่า
 
 
 ﴿ عَنْ أَبِيْ هُرَيْرَةَ قَالَ عَهِدَ إِلَيَّ رَسْوُلُ اللهِ صَلَّىاللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ثَلاَثَةً أَنْ لاَ أَناَمَ إِلاَّ عَلَىوِتْرٍ وَصَوْمَ ثَلاَثَةِ أَيَّامٍ وَأَنْ أُصَلِّيَ الضُّحَى ﴾ رَوَاهُ التِّرْمِذِيُّ
 
 
 ความว่า จากอบีฮุร็อยเราะห์กล่าวว่า “ ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ ได้สั่งกำชับฉัน 3 ประการคือ จะต้องไม่นอน นอกจากจะต้องทำการละหมาดวิตริ์เสียก่อน และให้ถือศิลอด 3 วัน และให้ฉันทำการละหมาดฎุฮา ” รายงานโดย อัตติรมีซีย์
 
 
 ﴿ عَنْ أَبِيْ هُرَيْرَةَ أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ تُعْرَضُ اْلأَعْمَالُ يَوْمَ اْلاِثْنَيْنِ وَالْخَمِيْسِ فَأُحِبُّ أَنْ يُعْرَضَ عَمَلِيْ وَأَناَصَائِمٌ ﴾ رَوَاهُ التِّرْمِذِيُّ وَقَالَ حَدِيْثٌ حَسَنٌ غَرِيْبٌ
 
 
 ความว่า เล่าจากอบีฮุร็อยเราะห์ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ กล่าวว่า “ อะมั้ลต่างๆ จะถูกนำเสนอต่ออัลลอฮ์ในวันจันทร์และวันพฤหัส ดังนั้น ฉันชอบที่จะให้อะมั้ลต่างๆของฉัน ถูกนำเสนอต่ออัลลอฮ์ในสภาพที่ฉันถือศีลอด ” รายงานโดย อัตติรมีซีย์ และเขาได้กล่าวว่า ฮะดีษฮะซัน ฆ่อรีบ
 
 พึงทราบเถิดว่า ความว่างคือความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้าที่มนุษย์มักจะขาดทุนอยู่เสมอ
 
 ﴿ نِعْمَتَانِ مَغْبُوْنٌ فِيْهِمَا كَثِيْرٌ مِنَ النَّاسِ الصِّحَّةُ وَالْفَرَاغُ ﴾ رَوَاهُ الْبُخَارِيُّ
 
 ความว่า “ สองความสุข ความโปรดปรานที่มนุษย์ส่วนมากปล่อยให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นั่นคือ การมีสุขภาพที่ดี และมีเวลาว่าง ” รายงานโดย อัลบุคอ
 
 www.tarbiah.ac.th/tarbiahFile/download/52.doc
บันทึกการเข้า
somkit
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 11, 2010, 04:20:10 pm »
แบ่งปัน

ที่มาของเดือนอาหรับ (ชื่อเดือน)
 เขียนโดย อ.อาลี เสือสมิง
 
 
 [:e474:][:e474:]moon-arab.jpg
 
 ชาวอาหรับนับแต่สมัยโบราณได้อาศัยดวงจันทร์ในการกำหนดปฏิทินของตน (ด้วยการดูจันทร์เสี้ยวเพื่อกำหนดการเริ่มเดือนใหม่) ปฏิทินของชาวอาหรับจึงเป็นแบบจันทรคติ (Lunation) ในขณะที่ปฏิทินสากลที่นิยมกันเป็นแบบสุริยคติ (Calender)? จำนวนเดือนของชาวอาหรับมี 12 เดือน และกำหนดชื่อเดือนจากสภาพภูมิอากาศ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของชาวอาหรับในยุคโบราณ ซึ่งมักจะสอดคล้องกับช่วงเวลาในการตั้งชื่อเดือนในจำนวนสิบสองเดือนนั้น
 
 
 มีอยู่สี่เดือนด้วยกันที่มีลักษณะพิเศษ เรียกขานกันว่าบรรดาเดือนต้องห้าม อันได้แก่ เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์ , ซุ้ลฮิจยะห์ , อัลมุฮัรรอม เดือนทั้งสามนี้มีช่วงเวลาต่อเนื่องกัน และเดือนที่สี่คือ เดือนร่อญับ ซึ่งเว้นช่วงเป็นเอกเทศ ในช่วงเดือนทั้งสี่นี้ถือเป็นช่วงเวลาปลอดสงครามและการรุกรานในระหว่างชนชาติอาหรับด้วยกัน ซึ่งเป็นข้อบัญญัติที่เป็นมรดกตกทอดในการจัดระเบียบสังคม นับจากยุคของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.ล.) และท่านศาสดาอิสมาอีล (อ.ล.) และรายชื่อของแต่ละเดือนที่ชาวอาหรับเรียกขานในภาษาตน เรียงตามลำดับได้แก่
 
 
 
 1. เดือนอัลมุฮัรรอม (اَلْمُحَرَّمُ) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ?เดือนที่ถูกต้องห้าม? สิ่งที่ถูกต้องห้ามในเดือนนี้ คือ การทำสงคราม ตลอดจนการละเมิดในชีวิตทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย การปล้นสะดมภ์ เป็นต้น เดือนนี้มีช่วงเวลาการติดต่อกับเดือนแห่งการประกอบพิธีฮัจญ์ (เดือนซุ้ลฮิจญะห์) ดังนั้นเมื่อเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์ในเดือนซุ้ลฮิจญะห์แล้ว ชาวอาหรับจากทุกสารทิศที่มุ่งมาประกอบพิธีฮัจญ์ ก็จำต้องอาศัยช่วงเวลาในเดือนมุฮัรรอมเพื่อเดินทางกลับสู่มาตุภูมิของตนโดยได้รับความปลอดภัยจากการคุกคามในทุกรูปแบบตามเส้นทางขากลับ ทั้งนี้เดือนอัลมุฮัรรอมนับเป็นเดือนลำดับที่ 1 ของปฏิทินอาหรับ ? อิสลาม อยู่ระหว่างเดือนซุ้ลฮิจญะห์กับเดือนซอฟัร
 
 
 
 2. เดือนซอฟัร (صَفَر) เป็นเดือนลำดับที่สองของปฏิทินอาหรับทางจันทรคติ อยู่ระหว่างเดือนอัลมุฮัรรอมกับเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้เพราะมีรากศัพท์เดิมว่า "ว่างเปล่า" , "ปราศจาก" ทั้งนี้คำว่า อัซซอฟรุ่ , อัซซุฟรุ , อัซซิฟรุ มีความหมายว่า "ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย" หรือ "ศูนย์" นั่นเอง บ้างก็แปลว่า "หิวโหย" หรือ "ความหิว" ชาวอาหรับมักจะกล่าวว่า อัซซ่อฟารอนี่ (الصَّفَرَانِ) ซึ่งหมายถึงเดือนอัลมุฮัรรอมและเดือนซ่อฟัร บ้างก็กล่าวว่า ถ้าหากชาวนครมักกะห์เดินทางในช่วงเดือนนี้ นครมักกะห์ก็จะร้างผู้คนหรือแทบจะหาคนอาศัยในมักกะห์ไม่ได้เลย เพราะชาวมักกะห์โดยส่วนใหญ่จะออกเดินทางไปยังเขตปริมณฑลนอกนครมักกะห์ บ้างก็อธิบายว่าชาวอาหรับที่ถูกรุกรานและปล้นสะดมภ์ เรียกว่าริบทุกอย่างจนไม่มีเหลือ
 
 
 
 3. เดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล (رَبِيْعُ الأَوَّل) เป็นเดือนลำดับที่สาม เหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้เป็นไปได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ตรงกับฤดูกาลแรกที่ต้นไม้ใบหญ้าผลิใบเต็มท้องทุ่งที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้เพราะคำว่า ร่อบีอุนฺ (رَبِيْعٌ) มีรากศัพท์ที่หมายถึง อุดมสมบูรณ์ , เขียวชอุ่ม และชาวอาหรับซึ่งนิยมเลี้ยงอูฐและปศุสัตว์ชนิดอื่นๆ มักจะนำเอาสัตว์ออกไปยังทุ่งหญ้าในช่วงเวลาของเดือนนี้ เมื่อสมัยโบราณที่มีการตั้งชื่อเดือน
 
 
 
 4. เดือนร่อบีอุ้ลอาคิร (رَبِيْعُ الآخِر) หรือ ร่อบีอุซซานีย์ (رَبيْعُ الثَّانِيْ) เป็นเดือนอาหรับลำดับที่ 4 เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ ก็คงเป็นเพราะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ อันอุดมสมบูรณ์ต่อเนื่องจากเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล ซึ่งจะมีฝนตกชุกมากกว่าเดือนอื่นๆ
 
 
 
 5. เดือนญุมาดา อัลอูดา (جُمَادٰىالأُوْلى) เดือนลำดับที่ 5 ตามปฏิทินทางจันทรคติในครั้งโบราณ เมื่อแรกตั้งชื่อเดือนนั้น ตรงกับช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง กันดาร และร้อนจัด จนกระทั่งแหล่งน้ำที่ได้จากตาน้ำนั้นเหือดแห้ง ฝูงอูฐและปศุสัตว์ที่ให้น้ำนมนั้นก็จะมีอาการอืดอาด ยืดยาด เพราะขาดน้ำ น้ำนมที่ได้จากสัตว์ เช่นอูฐ เป็นต้น ก็พาลหายากไปด้วย เพราะสัตว์ไม่มีน้ำนม ฝนฟ้าก็ขาดช่วง
 
 
 
 6. เดือนญุมาดา อัลอาคิเราะห์ (جُمَادٰىالآخِرة) เป็นเดือนลำดับที่ 6 อยู่ระหว่างเดือนญุมาดา อัลอูลา และเดือนร่อญับ เหตุที่มีชื่อเรียกเช่นนี้ก็คงเพราะยังอยู่ในช่วงฤดูร้อนจัดที่แห้งแล้ง และน้ำที่ใช้ดื่มกินและเลี้ยงปศุสัตว์หายากเต็มที เนื่องจากฝนขาดช่วงมาตั้งแต่เดือนก่อนหน้านี้ ตาน้ำก็แห้งขอดเหมือนตาที่ไร้น้ำตาจะไหลริน ว่ากันอย่างนั้น
 
 
 
 7. เดือนร่อญับ (رَجَب) เป็นเดือนลำดับที่ 7 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนญุมาดา อัลอาคิเราะห์ กับเดือนชะอ์บาน คำว่า ร่อญับ มีรากศัพท์ในภาษาอาหรับที่หมายถึง ละอาย , เกรงกลัว , ครั่นคร้าม ชาวอาหรับเรียกเดือนนี้ว่า ร่อญับ เพราะยกย่องและให้ความสำคัญต่อเดือนนี้เป็นอันมาก นับแต่ยุคอัลญาฮีลียะห์ (ยุคก่อนอิสลามอันเป็นยุคแห่งอวิชชา) และถือว่าเดือนนี้เป็นหนึ่งในสี่เดือนต้องห้ามที่แยกเป็นเอกเทศ เมื่อชาวอาหรับเรียกเดือนนี้ว่า อัรร่อญะบานี (اَلرَّجَبَانِ)
 
 เดือนร่อญับทั้งสอง ก็หมายถึง เดือนร่อญับกับเดือนชะอ์บานที่ถัดมา ในเดือนร่อญับนี้ ชาวอาหรับมักจะหาไม้หรือนั่งร้านมาค้ำยันต้นอินทผลัม เพราะลำต้นของมันจะอ่อนแอ และโยกคลอนเพราะขาดน้ำในช่วงเดือนก่อนหน้านี้ ชาวอาหรับมีสุภาษิตอยู่ประโยคหนึ่งว่า "อิช ร่อญ่าบัน ต้ารอ อะญะบัน (عِشْ رَجَبًاتَرَعَجَبًا)" ซึ่งแปลได้ว่า "จงมีชีวิตอยู่ในช่วงเดือนร่อญับ ท่านก็จักประจักษ์ความแปลกประหลาดอันชวนพิศวง" หรือในอีกสำนวนหนึ่งแบบขาโจ๋ว่า "อยู่ให้ถึงร่อญับ ก็จักได้เห็นดี (แบบคาดไม่ถึงทีเดียวเชียว)"
 
 
 
 8. เดือนชะอ์บาน (شَعْبَانُ) เดือนลำดับที่ 8 ตามปฏิทินจันทรคติ กล่าวกันว่าแรกเริ่มเดิมทีเมื่อตอนตั้งชื่อเดือนนั้น ชาวอาหรับจะพากันออกจากเผ่าเพื่อแยกย้ายกันออกค้นหาแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการดื่มกินและเลี้ยงสัตว์ หลังจากที่ต้องทนลำบากกับช่วงฤดูร้อนที่ขาดแคลนน้ำ และต้องระวังรักษาตัวให้ห่างไกลจากความผิดใดๆ อันจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนร่อญับซึ่งเป็นเดือนต้องห้าม คำว่า ชะอ์บาน มีรากศัพท์ในภาษาอาหรับซึ่งหมายถึง "การกระจาย" , แยกย้าย การส่งคนออกไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง และการห่างไกลจากเพื่อนฝูง
 
 
 
 9. เดือนร่อมาฎอน (رَمَضَانُ) เดือนลำดับที่ 9 ตามปฏิทินจันทรคติของชาวอาหรับ อันเป็นเดือนสำคัญสำหรับชาวมุสลิมในการประกอบศาสนกิจประการที่ 4 จากมุขบัญญัติทั้ง 5 ประการ นั่นคือ การถือศีลอด (อัซซิยาม , อัเซาวมฺ) ชาวมุสลิมในบ้านเรา (สยามไงล่ะ) นิยมเรียกกันว่า "เดือนบวช" ซึ่งเป็นการเรียกแบบอนุโลมตามจารีตของภาษาที่ชาวมุสลิมบ้านเรารู้กัน มิได้หมายมุ่งจะเอาความหมายตามพจนานุกรมภาษาไทยแต่อย่างไร ทั้งนี้เพราะคำว่า บวช เป็นกริยา หมายถึง ถือเพศเป็นภิกษุสามเณรหรือนักพรตอื่นๆ ในคำสอนของอิสลามไม่มีเพศของภิกษุหรือนักพรตอย่างในศาสนาอื่น แต่คงอนุโลมใช้ตามนัยยะที่บ่งว่า บวช นั้นหมายความกว้างๆ ถึงการสำรวมในอินทรีย์ (กาย , วาจา , ใจ) งดรับประทานอาหาร และการร่วมประเวณีกับภรรยาของตน ตามช่วงกำหนดเวลาที่แน่นอน กล่าวคือนับแต่แสงอรุณจริงขึ้นเรื่อยไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าโดยมีเจตนาที่แน่นอน
 
 
 
 ซึ่งมองดูภาพในลักษณะที่ปรากฏจากการบวชของชาวมุสลิมในช่วงเดือนร่อมาฎอน แล้วก็เคร่งครัดไม่แพ้ผู้ถือเพศบรรพชิตทั้งหลาย เพียงแต่มุสลิมมิใช่บรรพชิตหรือนักบวชอย่างคนในศาสนาอื่นเท่านั้น สำหรับเหตุที่เรียกชื่อเดือนลำดับที่ 9 ตามปฏิทินของชาวอาหรับว่า "ร่อมาฎอน" นั้น กล่าวกันว่า เป็นเพราะเมื่อแรกตั้งชื่อเดือนนี้นั้นพอดีตรงกับช่วงเวลาที่อากาศของเมืองอาหรับร้อนจัดเป็นที่สุด (ร้อนหูฉี่) ทั้งนี้รากศัพท์ของคำว่า "ร่อมาฎอน" มีความหมาย "ร้อนจัด" (อัรร่อมัฎ - اَلرَّمَضُ) หรือ "ร้อนจนเกือบลุกเป็นไฟ" และดวงอาทิตย์ในช่วงเวลานั้นกระทำองศากับพื้นทรายในท้องทะเลทรายแบบจังๆ บ้างก็กล่าวว่ามีรากศัพท์มาจาก อัรรอมฎออฺ (اَلرَّمْضَاءُ) ซึ่งหมายถึงความรุนแรงของความร้อน (ร้อนจัดนั่นแหละ) บ้างก็บอกว่า เดือนนี้ซึ่งผู้คนทำการถือศีลอด และขะมักเขม้นประกอบคุณงามความดีจะเผาผลาญกิเลสและความชั่วทั้งปวง
 
 
 
 10. เดือนเชาว๊าล (شَوَّال) เดือนลำดับที่ 10 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนร่อมาฎอนกับเดือนซุ้ลเกาะดะห์ว่ากันว่าเหตุที่ชาวอาหรับตั้งชื่อเดือนนี้ว่า "เชาว๊าล" ก็เพราะอูฐตัวเมียจะยกหางของมันชี้เด่ในเดือนนี้ (อ่านแล้วอย่าคิดลึกจนเกินเหตุ หางที่ว่าเนี๊ยะ หางอูฐนะจ้ะ) ในภาษาอาหรับเรียกอูฐตัวเมียว่า อันนาเกาะห์ (اَلنَّاقَةُ) เพราะรูปทรงของนางอูฐนั้นสูงชะลูดและมักจะว่านอนสอนง่ายฝึกฝนให้เชื่องไม่ลำบากนัก ซึ่งผู้เขียนก็มิอาจทราบได้ว่าด้วยเพราะเหตุอันใด พอเวลาเข้าเดือน "เชาว๊าล" ทีไร คุณนางอูฐเธอถึงต้องกระดกหาง บางทีอาจจะเป็นการส่งสัญญาณให้ประดาอูฐหนุ่มได้กระชุ่มกระชวยในเรื่องอย่างว่าก็เป็นได้ (ฮิ!ฮิ!)
 
 
 
 11. เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์ (ذُوالقَعْد) หรือ ซุ้ลกิอฺดะห์ (ذُوْالقِعْدَةِ) เดือนลำดับที่ 11 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนเชาว๊าลกับเดือนซุ้ลฮิจญะห์ คำว่า อัลเกาะอ์ดะห์ (اَلقَعْدَةُ) ใส่สระ ฟัตฮะห์ที่อักษรก๊อฟ หมายถึง "นั่งหนึ่งครั้ง" หรือเสื่อที่ปูนั่ง ส่วนคำว่า อัลกิอฺดะห์ (اَلقِعْدَةُ) - ใส่สระกัซเราะห์ที่อักษรก๊อฟ หมายถึง ขนาดพื้นที่ซึ่งผู้นั่งกินพื้นที่เวลานั่ง แต่ถ้าอ่านว่า อัลกุอดะห์ (اَلقُعْدَةُ) ใส่สระฎอมมะห์ที่อักษรก๊อฟ จะหมายถึงสัตว์พาหนะที่ผู้เลี้ยงใช้ขี่ทำธุระ
 
 
 
 เหตุที่เรียกเดือนนี้ว่า ซุ้ลเกาะอ์ดะห์ หรือ ซุลกิอฺดะห์ (เรียกได้ทั้งสองชื่อนั่นแหละ บ่ผิดดอก) ก็เพราะว่าชาวอาหรับจะนั่งจับเจ่า (คงจะหมายถึง ระงับ ละเลิก) จากเรื่องไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานเผ่าอื่น การพิพาท การปล้นสะดมภ์ ตลอดจนการออกเสาะแสวงหาทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์ นับเป็นหนึ่งในสี่ของเดือนต้องห้าม (อัลอัชฮุรุ้ล ฮุรุม) และในช่วงเวลาการประกอบพิธีฮัจญ์ในเดือนถัดมา (ซุ้ลฮิจญะห์) ฉะนั้นจึงต้องมีช่วงเวลาที่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสำหรับผู้ที่เดินทางสู่นครมักกะห์ตามเส้นทางสู่ประกอบการพิธี "ฮัจญ์"
 
 
 
 12. เดือนซุ้ลฮิจญะห์ (ذُوالحِْجَّةِ) เดือนสุดท้ายลำดับที่ 12 ตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวอาหรับ อยู่ระหว่างเดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์กับเดือนมุฮัรรอม เหตุที่เรียกเดือนนี้ว่า ซุ้ลฮิจญะห์ (ذُوالحِْجَّةِ) ก็เพราะว่าเป็นช่วงฤดูฮัจญ์ที่ชาวอาหรับจากทุกสารทิศจะเดินทางมุ่งสู่นครมักกะห์เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ คำว่า อัลฮัจญ์ (اَلْحَجُّ) หมายถึง การเยี่ยมเยียน เช่น เยี่ยมเยียนสถานที่สำคัญ ส่วนคำว่าอัลฮิจญะห์ (اَلْحِجَّةُ) หมายถึง "ปี" เพราะการประกอบพิธีฮัจญ์ จะถูกกระทำตามศาสนบัญญัติในทุกๆ ปี ชาวอาหรับบางทีก็นับจำนวนปีโดยอาศัยการประกอบพิธีฮัจญ์ เช่น อาศัยอยู่ในนครมักกะห์ มา 3 ฮัจญ์แล้ว เป็นต้น
 
 
 --------------------------------------------------------------------------------
 
 
 ที่มา
 อัลมุนญิด ฟิล ลิเฆาะฮ์ วัลอะอ์ลาม ดารุ้ลมัชริก ปี ค.ศ. 1988
 
 ตัฟซีร อายาต อัลอะห์กามฺ (ร่อวาอิอุ้ล บะยาน) มูฮัมมัด อะลี อัซซอบูนีย์
 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525
 
 
 http://www.alisuasaming.com/index.php/writing/tell-stories/440-tel90-02
ไฟล์แนบ 1 ไฟล์
บันทึกการเข้า

Alizabe Nadhakan
Newbie
*

Karma: +0/-0
กระทู้: 11 Level 2 : Exp 75%
HP: 0.1%

อัสลามุอะลัย...


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2011, 12:59:16 pm »
แบ่งปัน

งง ๆ นิสหน่อย แต่ก็ พยายาม ปรับทำความเข้าใจ  เพราะอยากจะเข้ารับ อิสลามเหมือนกัน  


                                                                       อัสลามุอะลัย
บันทึกการเข้า

abuamen
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 914 Level 24 : Exp 54%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 03, 2012, 01:27:18 pm »
แบ่งปัน


วันและเดือนที่สำคัญในอิสลาม


ลลล





เดือนฮารอม
อัลลอฮ์ตรัสไว้ในบท อัตเตาบะห์ โองการที่ 136 ความว่า “แท้จริงจำนวนเดือน ณ อัลลอฮ์มี ๑๒ เดือน โดยระบุในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ในวันที่พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ในจำนวนนี้มี 4 เดือนต้องห้าม”
ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวไว้ ความว่า “แท้จริง การเวลานั้นได้หมุนเวียนไปเหมือนกับสภาพของมันในวันที่มีการสร้างฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน ๑ ปีมี ๑๒ เดือน ในจำนวนนี้มี 4 เดือนที่ต้องห้ามโดยมี ๓ เดือนติดต่อกันคือ เดือนซุ้ลก้ออ์ดะห์ ซุลฮิจยะห์และมุฮัรรอม และเดือนรอญับซึ่งอยู่ระหว่างเดือนญุมาดัลอาคิเราะห์และเดือนชะอ์บาน” โดย บุคอรีและมุสลิม
คำว่า “เดือนต้องห้าม” หมายความว่า ห้ามทำการสู้รบ และห้ามทำการล้างแค้นกันซึ่งมีมาในสมัยญาฮิลียะห์ (ยุคก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัดจะเผยแพร่ศาสนา)

เดือนมุฮัรรอม

มุฮัรรอม เป็นเดือนแรกของปฏิทินอิสลาม ส่วนวันที่สำคัญในเดือนนี้ได้แก่ วันอาชูรออ์คือวันที่ ๑๐ มุฮัรรอม เป็นวันที่ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้ส่งเสริมให้ถือศีลอดและรวมถึงวันที่ ๙ มุฮัรรอม ด้วย

เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล
นักวิชาการต่างมีความเห็นตรงกันว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด เกิดในวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ปีช้าง
วันฮิจเราะห์ การกำหนดปีฮิจเราะห์ศักราช ท่านศาสดามุฮัมมัดได้อพยพไปถึงนครมะดีนะห์ในวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ขณะเดียวกันก็ได้มีการคัดเลือกให้เดือนมุฮัรรอมเป็นเดือนแรกของศักราช โดยเหตุนี้จึงทำให้ปีฮิจเราะห์มีมาก่อนการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดที่แท้จริงเป็นเวลา ๑ เดือน ๑๒ วัน
วันตายของท่านศาสดานบีมุฮัมมัด คือวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ฮ.ศ. ๑๑ ตรงกับวันที่ ๑๑ มิถุนายน ค.ศ. ๖๓๒ (พ.ศ. ๑๑๗๖)

เดือนร่อญับ
ร่อญับเป็นเดือนที่ ๗ ของปฏิทินอิสลาม และเป็นเดือนต้องห้ามเดือนเดียวที่อยู่โดดเดี่ยวจากเดือนอื่น และมีการกล่าวว่าในคืนวันที่ ๒๗ ของเดือนนี้เป็นวันเมี๊ยะราจของท่านศาสดามุฮัมมัด ซึ่งนักวิชาการโดยท่านอิหม่ามนะวาวีได้กล่าวให้น้ำหนักว่า วันเมี๊ยะราจของท่านศาสดามุฮัมมัดนั้นเกิดขึ้นในวันที่ ๒๗ ของเดือนร่อบีอุลเอาวาล

เดือนชะอ์บาน
ชะอ์บาน เป็นเดือนที่ ๘ ของปฏิทินอิสลาม สิ่งที่ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้ปฏิบัติโดยเป็นแบบอย่างให้แก่มุสลิมคือการถือศีลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบให้มุสลิมปฏิบัติด้วย

เดือนรอมฎอน
รอมฎอน เป็นเดือนที่ ๙ ของปฏิทินอิสลาม ที่มวลมุสลิมทั่วโลกถือศีลอด และในขณะเดียวกันอัลลอฮ์ได้ทรงให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความประเสริฐ เป็นเดือนแห่งความจำเริญ และเป็นเดือนแห่งการสะสมความดี โดยใน ๑๐ วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ท่านศาสดาได้สั่งใช้ไว้ว่า “ท่านทั้งหลายจงแสวงหาคืน อัลก้อดร์ ในคืนคี่ของ ๑๐ คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน” ฮะดีษนำเสนอโดย บุคอรี จากท่านหญิงอาอิชะห์

เดือนเชาวาล
ความสำคัญของเดือนเชาวาลคือ วันที่หนึ่งของเดือนเป็นวันอีดิลฟิฏร์
วันอีดในอิสลามมี ๒ วันคือ วันอีดิลฟิฏร์ และวันอีดิลอัฎฮา วันอีดิลฟิฏร์จะตรงกับวันที่ ๑ ของเดือนเชาวาล และวันอีดิลอัฎฮาจะตรงกับวันที่ ๑๐ ของเดือนซุลฮิจยะห์ วันอีดทั้งสองนี้ อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดให้เป็นวันรื่นเริงของมุสลิม

การถือศีลอด ๖ วัน ความดีที่ควรปฏิบัติในเดือนเชาวาลอีก ได้แก่ การถือศีลอด ๖ วัน เพราะจะทำให้ได้รับภาคผลเท่ากับการถือศีลอด ๑ ปี

เดือนซุลฮิจยะห์
ซุลฮิจยะห์ เป็นเดือนที่มีความสำคัญ โดยเกี่ยวข้องกับการประกอบพิธีฮัจย์ และท่านศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่า “ไม่มีวันใดๆ ที่ยิ่งใหญ่ ณ อัลลอฮ์ และไม่เป็นที่รักยิ่ง ณ อัลลอฮ์ โดยการปฏิบัติความดีในวันเหล่านั้นยิ่งกว่า ๑๐ วันแรกของเดือนซุลฮิจยะห์ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงกล่าว ตัสเบียะห์ (ซุบฮานัลลอฮ์) ตะห์ลีล (ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์) ตั๊กบีร (อัลลอฮุอักบัร) ให้มากในวันเหล่านั้น"
การถือศีลอดในวันอารอฟะห์ คือวันที่ ๙ ของเดือนซุลฮิจยะห์
ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “การถือศีลอดในวันอารอฟะห์ แท้จริง ฉันหวังว่า อัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษ (ในความผิด) ๑ ปีก่อนหน้าวันนี้ และ ๑ ปี หลังวันนี้”

วันอีดิลอัฎฮาและวันตัชรีก

ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้กล่าวถึงความสำคัญของวันอีดิลอัฎฮาและวันตัชรีกไว้ว่า เป็นวันที่มีการปฏิบัติอิบาดะห์ (ศาสนกิจ) และเป็นวันรื่นเริงจึงห้ามการถือศีลอดในวันดังกล่าว และท่านได้กล่าวอีกว่า “วันอารอฟะห์ วันนะหร์ (อีดิลอัฎฮา) และวันตัชรีก (๑๑-๑๒-๑๓ ของเดือนซุลฮิจยะห์) เป็นวันรื่นเริงของเรา โอ้ชาวอิสลาม มันเป็นวันแห่งการกิน และการดื่ม”
ผลานิสงค์ของการถือศีลอดในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “การงานจะถูกนำเสนอ ณ อัลลอฮ์ ในทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ดังนั้น ฉันจึงชอบที่จะให้การงานของฉันถูกนำเสนอ โดยที่ฉันถือศีลอด”

ความสำคัญของวันศุกร์ ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาด โดยเขาอาบน้ำละหมาดอย่างดี แล้วไปละหมาดญุมุอะห์ (วันศุกร์) และฟังคุฏบะห์ (ธรรมกาถา) โดยสงบนิ่ง เขาจะได้รับการอภัยโทษ ระหว่างวันศุกร์นั้นและวันศุกร์ต่อไป และเพิ่มอีก 3 วัน และผู้ใดที่ลูบคลำเม็ดหิน (ไม่สนใจฟังคุฏบะห์) แท้จริง เขาทำให้ผลบุญในการละหมาดวันศุกร์เป็นโมฆะ” บันทึกโดยมุสลิม

เดือนในปฏิทินอิสลามทั้ง ๑๒ เดือน ได้แก่
๑. มุฮัรรอม ๒. ซอฟัร ๓. ร่อบีอุลเอาวาล ๔. ร่อบีอุลอาคิร
๕. ญุมาดัลเอาวัล ๖. ญุมาดัลอาคิร ๗. รอญับ ๘. ชะอ์บาน
๙. รอมฎอน ๑๐. เชาวาล ๑๑. ซุลเก๊าะดะห์ ๑๒. ซุลฮิจยะห์

ที่มา www.dra.go.th
บันทึกการเข้า

เท้าทั้งสองขอลูกหลานอาดัมจะยังไม่ก้าวเดินไปไหน ในวันกิยามะฮฺ จนกว่าจะถูกถามเกี่ยวกับอายุของเขาหมด ไปในทางใด จากความรู้ของเขาปฎิบัติตัวอย่างไร จากทรัพย์สมบัติของเขาได้มาและใช้จ่ายไปในทิศ ทางใด และจากร่างกายของเขาทรุดโทรมลงไปใน ทางใด ** (บันทึกโดย ติรมีซีย์ )
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service