Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ประวัติซอฮาบะ ท่าน ซัลมาน อัลฟาริซีย์
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มีนาคม 24, 2017, 08:59:49 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติซอฮาบะ ท่าน ซัลมาน อัลฟาริซีย์  (อ่าน 389 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 12.7%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2015, 02:36:37 pm »
แบ่งปัน

   ซัลมาน อัลฟาริซีย์

   ซัลมาน อัลฟาริซียฺ เป็นเศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่ง เข้ารับอิสลามหลังจากที่ท่านนะบีอพยพจากมักกะฮฺไปมะดีนะฮฺ และใช้ชีวิตยืนยาวจนถึงยุคหลังท่านอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ เหตุการณ์ที่ทำให้ท่านรับอิสลามแปลกมาก

   

      เราจะเปิดโอกาสให้ท่านเล่าเหตุการณ์ต่างๆด้วยตนเอง เพราะท่านมีความรู้สึกอันล้ำลึก และรายงานเหตุการณ์ได้ละเอียดอ่อนแม่นยำกว่า

   

      ท่านซัลมานได้เล่าไว้ว่า :

   

      ฉันเป็นชายหนุ่มชาวเปอร์เซีย อาศัยอยู่ ณ เมืองอัซบะฮาน ซึ่งตั้งอยู่ในตำบล ญัยยาน บิดาเป็นผู้นำประจำหมู่บ้าน ครอบครัวของฉันร่ำรวยที่สุด มีบ้านพักใหญ่โตระโหฐาน กว่าครอบครัวอื่นๆ นอกจากนั้น ตัวฉันเองนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก ก็กลายเป็นสมบัติอันล้ำค่าชิ้นเดียวที่บิดารักมากที่สุด ความรักที่บิดามอบให้ฉันนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งถึงกับได้กักกันตัวฉันไว้ในบ้าน คล้ายกับว่า ฉันเป็นลูกผู้หญิง เพราะเกรงว่าหากปล่อยให้ออกนอกบ้านอาจจะได้รับอันตราย

   

      ฉันตั้งหน้าปฎิบัติศาสนกิจ ตามลัทธิบูชาไฟ อย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นผู้มีหน้าที่ยืนถือไฟ ที่พวกเรากราบไหว้ใครจะปฎิบัติพิธีกรรมบูชาไฟ จะต้องจุดต่อจากต้นไฟที่ฉันถืออยู่ จนกระทั่ง ไฟไม่เคยดับเลยตลอดวันตลอดคืน

   

      บิดาของฉันเป็นเจ้าของไร่ ท่านดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี คอยเก็บผลไม้เป็นประจำ จึงมีรายได้ จากผลิตผลมากมายมหาศาล

   

      อยู่มาวันหนึ่งท่านติดธุระในเมือง ไม่สามารถไปไร่ได้ตามปกติ ท่านจึงกล่าวแก่ฉันว่า :

   

      ลูกรัก พ่อไปทำงานในไร่ทุกวัน ดังที่เจ้าเห็นแล้วนั่นแหละ วันนี้ ขอให้เจ้าจัดการดูแลแทนพ่อด้วย เพราะพ่อมีธุระที่จะต้องทำ

   

      ฉันจึงออกจากบ้าน มุ่งไปไร่ทันที ระหว่างทางนั้น ฉันเดินผ่านโบสถ์หลังหนึ่งซึ่งเป็นของศาสนาคริสต์ ได้ยินเสียงพวกเขาสวดวิงวอน อยู่ในนั้น จึงทำให้ฉันเกิดความสนใจขึ้นมาทันที ฉันไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์หรือ ศาสนาอื่นๆมาก่อนเลยเพราะพ่อให้ฉันอยู่แต่ในบ้าน คอยกักกันไม่ให้พบปะกับใคร เมื่อฉันได้ยินเสียงของพวกเขาจึงเข้าไปดู เพื่อที่จะได้ดูพิธีที่พวกเขากำลังปฎิบัติอยู่

   

      เมื่อฉันได้ พินิจพิจารณาดูการสวดวิงวอน ทำให้ฉันประหลาดใจและประทับใจศาสนาของพวกเขามาก จึงกล่าวกับตัวเองว่า :

   

      ขอสาบานว่า ศาสนานี้ดีกว่าศาสนาที่เรานับถืออยู่ ขอสาบานว่าวันนี้ฉันจะอยู่กับพวกเขาจนดวง อาทิตย์ตก ฉันไม่ไปไร่ของพ่ออีกแล้ว

   

      หลังจากนั้น ฉันจึงถามพวกเขาว่า :

   

      ต้นกำเนิดของศาสนานี้อยู่ที่ไหน?

   

      พวกเขาตอบว่า :

   

      อยู่ที่ชาม หรือ ซีเรีย

   

      มืดแล้ว ฉันกลับถึงบ้าน พ่อไต่ถามว่า :

   

      ได้ไปทำงานอะไรในไร่บ้าง?

   

      ฉันจึงกล่าวว่า :

   

      คุณพ่อครับ ลูกเดินผ่านคนกลุ่มหนึ่งซึ่งพวกเขากำลังสวดวิงวอนอยู่ในโบสถ์ สิ่งที่ลูกเห็น จากการปฎิบัติศาสนกิจทำให้ลูกประหลาดใจมากลูกจึงอยู่ที่นั่นจนตะวันตกดิน

   

      เมื่อบิดาได้ฟังดังนั้น ท่านกลัวมาก และกล่าวว่า :

   

      ลูกรัก ศาสนาที่ลูกได้พบมานั้นไม่ดีเลย ศาสนาของเจ้าและศาสนาของบรรพบุรุษของเจ้าซิ ดีกว่า

   

      ฉันค้านว่า :

   

      ไม่จริงหรอกพ่อ ลูกสาบานให้ก็ได้ว่าศาสนาของพวกเขานั้น ดีกว่าศาสนาของเรา

   

      เมื่อพ่อได้ยินฉันพูดเช่นนั้นก็ยิ่งกลัวมากขึ้น กลัวว่าฉันจะออกจากศาสนาเดิมที่นับถืออยู่ คือบูชาไฟ พ่อจึงขังฉันไว้ในบ้าน คราวนี้มัดเท้าทั้งสองของฉันด้วย

   

      เมื่อโอกาสเหมาะ ฉันจึงส่งคนหนึ่งไปหาพวกคริสต์ และสั่งว่า :

   

      ถ้าหากมีกองคาราวานบรรทุกสินค้ามาถึงที่นี่ และจะไปเมืองชามก็จงช่วยส่งข่าวให้ฉันทราบด้วย

   

      อีกไม่กี่วันต่อมา ได้มีกองคาราวานบรรทุกสินค้ามุ่งหน้าไปเมืองชาม พวกคริสต์จึงแจ้งข่าวนี้ ให้ฉันทราบ ฉันพยายามแก้เชือกที่มัดเท้าทั้งสองข้างจนสำเร็จ และหลบซ่อนออกจากบ้าน แอบเดินทางไปกับกองคาราวาน จนกระทั่งถึงเมืองชาม

   

      ฉันพักอยู่ที่นั่น ถามพวกเขาว่า :

   

      ใครคือผู้ประเสริฐสุด ของศาสนานี้

   

      พวกเขาตอบว่า :

   

      บาทหลวงที่โบสถ์แห่งหนึ่ง

   

      ฉันจึงไปหาบาทหลวงผู้นั้น และแจ้งความประสงค์ว่า :

   

      ฉันประทับใจชาวคริสต์มาก และปรารถนาจะอยู่กับท่าน รับใช้ท่านร่ำเรียนเรื่องศาสนา และจะได้สวดวิงวอนพร้อมท่านด้วย

   

      บาทหลวงผู้นั้นตอบว่า :

   

      ยินดีต้อนรับ ขอเชิญมาอยู่กับเราเถิด

   

      ฉันจึงได้เข้าไปอาศัยอยู่ ณ โบสถ์แห่งหนึ่งนั้น และรับใช้บาทหลวงในกิจการของโบสถ์พร้อมกันไป ต่อมาฉันรู้ว่าชายผู้เป็นบาทหลวงนั้น มีพฤติกรรมไม่ดี คือเขาใช้ประชาชนบริจาคทาน และบอกว่า ผู้บริจาคนั้นจะได้ผลบุญผลตอบแทนอย่างมากมาย

   

      แต่เมื่อประชาชนบริจาคทรัพย์ให้เขาใช้จ่ายในกิจการของพระเจ้า เขากลับนำเอาทรัพย์นั้นไปสะสมไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองแต่เพียงผู้เดียว ไม่เคยแจกจ่ายให้คนยากจนเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งสะสมทองคำไว้จนเต็มเหยือกน้ำขนาดใหญ่ มีจำนวนถึงเจ็ดเหยือกเมื่อเห็นเช่นนั้น ฉันจึงโกรธ และเกลียดเขามากที่สุด

   

      ต่อมา บาทหลวงผู้นั้นก็ถึงแก่กรรม มีพี่น้องชาวคริสต์มาร่วมพิธีฝังศพจำนวนมาก ฉันจึงเปิดเผย ให้ทราบว่าแท้จริงท่านผู้นี้มีพฤติกรรมที่ไม่ดี เพราะใช้และส่งเสริมให้พวกท่านบริจาคทรัพย์สินเงินทอง แต่เมื่อพวกท่านนำมาบริจาคแล้ว เขากลับเก็บสะสมทรัพย์นั้นไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เคยแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้เลยแม้แต่น้อย

   

      ประชาชนต่างก็ถามฉันว่า :

   

      ท่านรู้เช่นนั้นได้อย่างไร?

   

      ฉันตอบว่า :

   

      ข้าพเจ้าจะชี้แหล่งขุมทรัพย์ให้พวกท่านทราบ

   

      พวกเขากล่าวว่า :

   

      ได้ซิ..ถ้าเช่นนั้นก็จงบอกเราเถิด

   

      ฉันจึงนำไปดูสถานที่ที่ซุกซ่อนทรัพย์ พวกเขาจึงนำเงินและทองคำออกมาทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนถึง เจ็ดเหยือกใหญ่ ประชาชนเห็นเช่นนั้นจึงโกรธมาก พวกเขากล่าวว่า :

   

      ขอสาบานว่า เราจะไม่ฝังศพเขาเด็ดขาด

   

      ต่อจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันจับศพบาทหลวงนั้นตรึงกางเขนและขว้างด้วยก้อนหิน

   

      ต่อมา อีกไม่กี่วัน ประชาชนก็แต่งตั้งบาทหลวงคนใหม่และฉันก็ยังประจำอยู่กับเขา ณ โบสถ์แห่งนั้น เขาเป็นคนสละโลก ซึ่งฉันไม่เคยเห็นใครเหมือนเขาเลยไม่เคยเห็นใครปรารถนาโลกหน้า ยิ่งไปกว่าเขา แถมยังเป็นผู้ขยันขันแข็งในเรื่องพิธีกรรมศาสนาทั้งวันทั้งคืน โดยมิได้หยุดหย่อน ฉันรักเขาและศรัทธาในตัวเขามาก ฉันอยู่กับเขาระยะหนึ่งจนกระทั่งเขาถึงแก่กรรม และก่อนที่ เขาจะสิ้นใจ ฉันถามว่า :

   

      ท่านครับ..บอกหน่อยได้ไหมว่าหลังจากที่ท่านถึงแก่กรรมแล้ว ฉันจะไปอยู่กับใครอีกต่อไป?

   

      ท่านตอบว่า :

   

      ลูกรัก ไม่มีใครรู้เรื่องศาสนาที่เราเคยปฎิบัตินั้นอีกเลย นอกจากชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ที่ " เมาซิล " เพราะเขาไม่บิดเบือน ไม่เปลี่ยนแปลงศาสนา และสัจธรรมอยู่กับเขา

   

      เมื่อเขาถึงแก่กรรม ฉันก็เดินทางต่อไปยัง " เมาซิล " ทันทีเพื่อที่จะได้พบกับชายที่บาทหลวงบอกไว้ ครั้นพบชายผู้นั้น ณ ที่เมือง " เมาซิล " แล้ว ฉันจึงเล่าเรื่องราวให้เขาทราบว่าได้มีบาทหลวงท่านหนึ่ง สั่งไว้ก่อนตายว่าให้มาหาท่านเพื่อแสวงหาสัจจะธรรม

   

      ชายผู้นั้นได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงกล่าวว่า :

   

      จงอยู่กับเราที่นี่เถิด

   

      ฉันจึงอยู่ที่นั่น พบว่าเขาเป็นคนดีอย่างที่บาทหลวงคนก่อนบอกไว้จริงๆ ขอสาบานได้ว่าฉันอยู่ไม่กี่วัน เขาก็ต้องมีอันเป็นไปอีกคนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะตาย ฉันกล่าวกับเขาว่า

   

      ท่านครับ..ท่านก็ทราบจุดประสงค์ของฉันแล้ว บอกฉันหน่อยได้ไหมครับว่าจะไปอยู่กับใคร ต่อไปจึงจะดี?

   

      เขาตอบว่า :

   

      ลูกรัก ขอสาบานว่าเราไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าใครจะรอบรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาของเรา ดียิ่งไปกว่าชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ที่ " นัซซีบีน "จงไปอยู่กับเขาเถิด

   

      หลังจากฝังศพเสร็จแล้ว ฉันจึงไปหาชายที่อยู่ " นัซซีบีน " และบอกให้ทราบว่าชายที่อยู่ " เมาซิล " สั่งให้มาอาศัยอยู่ด้วย

   

      เขากล่าวว่า :

   

      จงอยู่กับเราเถิด

   

      ฉันจึงอยู่กับเขา และพบว่าเขาเป็นคนดีจริงๆ ขอสาบานว่าฉันมาอยู่ที่นั่นไม่กี่วัน ชายผู้นั้นก็ถึง แก่กรรม และก่อนตายฉันกล่าวแก่เขาว่า :

   

      ท่านก็ทราบเรื่องของฉันดีอยู่แล้วท่านจะสั่งฉันให้ไปอยู่กับใครต่อไป

   

      เขากล่าวว่า :

   

      ลูกรัก เราไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าจะเหลือผู้ใดที่จะรอบรู้กิจการของเรานอกจากชายผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ "อัมมูรียะห์" สัจจธรรมอยู่กับเขาจงไปหาเขาเถอะ

   

      ต่อจากนั้นฉันจึงไปหาชายที่อยู่ "อัมมูรียะห์" และได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาทราบ

   

      เขากล่าวว่า :

   

      เธอจงพำนักอยู่กับเราที่นี่เถิด

   

      ฉันจึงอยู่ ณ ที่นั้น ขอสาบานว่าเขาเป็นคนดีจริงๆ และฉันก็ทำงานเลี้ยงวัวเลี้ยงแกะให้ด้วย ต่อมาไม่นานเขาก็ตายไปอีกคนหนึ่ง และก่อนตายฉันถามว่า :

   

      ท่านทราบดีอยู่แล้วว่าฉันมาเพื่อแสวงหาสัจจธรรม จงบอกฉันหน่อยเถิดว่าจะไปหาใครที่ไหนอีก และจะให้ฉันทำอย่างไร?

   

      เขากล่าวว่า :

   

      ลูกรัก ฉันขอสาบานว่าไม่มีใครอีกแล้วที่จะยึดถือและปฎิบัติได้อย่างที่เราเคยยึดถือปฎิบัติ แต่ขณะนี้ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาแห่งการรอคอย เพราะจะมีนบีท่านหนึ่งเกิดขึ้น ในดินแดนอาหรับ ท่านผู้นี้ถูกแต่งตั้งให้เผยแผ่ตามศาสนาของท่านนบี อิบรอฮีม และท่านผู้นี้จะอพยพจากบ้านเกิด เมืองนอนมายังดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นอินทผลัมมากมาย อยู่ระหว่างหินร้อนที่มีสีดำคล้ำและ แหลมคม

   

      ท่านผู้นี้มีเครื่องหมายเป็นข้อสังเกตได้อย่างชัดเจน คือท่านจะรับประทานของฮะดียะห์ แต่จะไม่รับประทานสิ่งที่ถูกมอบให้เป็นซ่อดะเกาะห์ และที่บ่า ทั้งสองข้างจะมีตราแห่งการเป็นนบีประทับอยู่ ถ้าเจ้าสามารถไปหาท่านผู้นี้ได้ ณ ดินแดนที่มีลักษณะ ดังกล่าวนั้นแล้ว เจ้าก็จงกระทำเถิด

   

      ต่อมาเมื่อเขาถึงแก่กรรม ฉันยังอยู่ที่อัมมูรียะห์อีกชั่วระยะหนึ่ง จนกระทั้งได้มีพวกพ่อค้าชาวอาหรับ เผ่ากัลบฺ ผ่านมาถึงอัมมูรียะห์

   

      ฉันจึงเสนอต่อเขาว่า :

   

      ถ้าหากพวกท่านสัญญาว่าจะพาฉันไปยังดินแดนอาหรับ ฉันจะให้วัวและแกะแก่พวกท่าน

   

      พวกนั้นกล่าวว่า :

   

      ได้ซิ พวกเราจะพาท่านไป

   

      ฉันจึงมอบวัวและแกะให้ พวกเขาได้พาฉันเดินทางมาจนกระทั่งถึง วาดีอัล กุรอ ซึ่งเป็นบริเวณหุบเขาแห่งหนึ่งอยู่ระหว่าง มะดีนะห์กับชามพวกเขาก็ผิดสัญญา และได้รวมหัวกันจับฉันขายให้เป็นทาสแก่ชาวยิวคนหนึ่ง ฉันจึงจำต้องอยู่รับใช้ชาวยิวผู้นั้น จนกระทั่งอีกไม่กี่วันต่อมา มีลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวเผ่า " บนี กุรอยเซาะห์ " ได้มาเยี่ยมเยียนและขอซื้อตัวฉันอีกทอดหนึ่ง

   

      เขาพาฉันมาอยู่มะดีนะห์ ฉันมองเห็นต้นอินทผลัมซึ่งครั้งหนึ่งชายจากอัมมูรียะห์เคยบอกไว้ มาคราวนี้ฉันเองได้รู้จักเมือง มะดีนะห์ซึ่งเป็นเมืองที่มีลักษณะเหมือนกับที่ชายจากอัมมูรียะห์เคยบอกไว้ ฉะนั้นฉันจึงอยู่ที่มะดีนะห์เพื่อรับใช้นายคนใหม่ ซึ่งเป็นชาวยิวเผ่า บนีกุรอยเซาะห์ผู้นั้น ฝ่ายท่านนบี ขณะนั้นกำลังเรียกร้องเชิญชวนหมู่คณะในมักกะห์ให้รับอิสลาม แต่ฉันก็ไม่เคยทราบ ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของท่านเลย เพราะต้องทำแต่งานตามหน้าที่ในฐานะเป็นทาส

   

      ต่อมาท่านร่อซูลได้อพยพมายัษริบ หรือมะดีนะห์ ฉันขอสาบานว่า ขณะนั้นฉันกำลังอยู่บนยอดต้นอินทผลัม ขณะนั้นได้มีลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งมาหาและกล่าวว่า :

   

      ขอให้พระเจ้าจงจัดการเผ่าบนีกอลละห์ด้วยเถิด

   

      อันหมายถึงเอ๊าซฺและค็อซฺรอจญ์ ขอสาบานว่าขณะนั้นพวกนั้นกำลังชุมนุมอยู่ที่กุบาอฺ ซึ่งเป็นสถานที่ แห่งหนึ่งอยู่ชานเมืองมะดีนะห์ เพราะวันนี้ได้มีชายชาวมักกะห์อพยพมาถึงที่นั่น และชายผู้นั้น ได้อ้างตนว่าเป็น นบี เมื่อฉันได้ยินข้อความทั้งหมดก็เกิดความรู้สึกหนาวๆร้อนๆ ร่างกายสั่นสะท้านคล้ายกับจะเป็นไข้ จนฉันเกรงว่าจะตกลงมาโดนนายที่อยู่ข้างล่าง

   

      ฉันจึงรีบลงมาจากยอดอินทผลัมโดยเร็ว และไต่ถาม ชายผู้มาเยือนทันทีว่า :

   

      เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดว่าอย่างไรนะครับ ได้โปรดทบทวนให้ฟังอีกครั้งจะได้ไหม?

   

      คำถามของฉันต่อชายผู้นั้นทำให้นายโกรธมาก เขาจึงใช้กำปั้นทุบฉันเปรี้ยงหนึ่ง และกล่าวสำทับว่า :

   

      มันเป็นกงการอะไรของเอ็งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือ ไปๆ จงกลับไปทำงานต่อเดี๋ยวนี้

   

      เย็นวันนั้น หลังจากเก็บผลอินทผลัมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงหยิบไว้นิดหน่อย และมุ่งไปกุบาอฺซึ่ง ท่านร่อซูลกำลังพักอยู่ ณ ที่นั้น ฉันจึงเข้าไปหาและกล่าวว่า :

   

      ทราบข่าวว่าท่านเป็นคนดี มีพรรคพวกอพยพติดตามมาด้วย เป็นคนต่างถิ่นซึ่งต้องการความ ช่วยเหลือ และนี่อินทผลัมของฉัน ซึ่งฉันนำติดตัวมาเป็นศอดะเกาะห์ และท่านนั้นเหมาะสมที่จะได้รับ ยิ่งกว่าผู้อื่น

   

      แล้วฉันก็วางอินทผลัมไว้ใกล้ๆท่าน ท่านร่อซูลก็กล่าวแก่บรรดาศอฮาบะห์ว่า :

   

      พวกท่านจงรับประทานซิ

   

      แต่ตัวท่านเองมิได้แตะต้องเลย ฉันจึงรู้แก่ใจว่าได้พบเครื่องหมายการเป็นนบีอย่างหนึ่งแล้วคือ ไม่กินของที่นำมาเป็นศอดะเกาะห์ ฉันลาท่านกลับมาก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มเก็บอินทผลัมเตรียมไว้อีก เมื่อท่านร่อซูลออกจากกุบาอฺ ย้ายเข้ามาอยู่มะดีนะห์ฉันก็มาหาท่านอีกแล้วกล่าวว่า :

   

      ฉันทราบว่าท่านไม่รับประทานสิ่งที่เป็น ศอดะเกาะห์ แต่นี่คือ ฮะดียะฮห์ ของขวัญซึ่งฉันนำมา ให้เพื่อเป็นเกียรติแด่ท่าน

   

      คราวนี้ท่านรับประทานอินทผลัมนั้นร่วมกับศอฮาบะห์ด้วย

   

      ฉันจึงพูดกับตัวเองในใจว่า :

   

      นี่แหละคือเครื่องหมายการเป็นนบีข้อที่สองละ คือจะรับประทานของ ฮะดียะห์

   

      คือที่ถูกนำมาให้เป็นของกำนัล และฉันได้พบท่านร่อซูลอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ท่านอยู่ที่บะเกี้ยอฺ เพื่อฝังศพศอฮาบะห์ท่านหนึ่ง ฉันเห็นท่านร่อซูลนั่งอยู่มีเสื้อคลุมสองตัว ฉันกล่าวคำให้สลามและเดินวกไปทางด้านหลัง หวังใจว่า จะได้เห็นตราประทับดังที่ชายจากอัมมูรียะห์เคยบอกไว้ เมื่อท่านนบีเห็นฉันกำลังจ้องมองด้านหลังของท่าน คล้ายกับจะค้นหาอะไรสักอย่าง ท่านก็รู้ความ ประสงค์ของฉันทันที ท่านจึงหย่อนผ้าคลุมจากหลังของท่าน ฉันจึงมองเห็นตราประทับได้อย่างถนัดตา ดังนั้นฉันจึงรู้ว่าท่านคือนบี ฉันตรงเข้าสวมกอดร้องไห้ด้วยความปลื้มปิติเป็นล้นพ้น ท่านร่อซูลจึงถามว่า :

   

      เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไรรึ?

   

      ฉันจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ท่านฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ท่านร่อซูลแปลกใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง และบอก ให้บรรดาศอฮาบะห์ฟังเรื่องราวของฉันด้วย ฉันจึงเล่าให้ฟังโดยตลอด สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้เหล่าศอฮาบะห์ยิ่งนัก พวกเขาต่างแสดงความปลื้มปิติและดีใจต่อฉันมาก

   

      ‪#‎มีตัวอย่างมากมายสำหรับคนที่เคยหลงผิด‬ เกือบทุกคนจะบอกว่าตอนเขาขอดุอาอฺ บางครั้งเขาไม่รู้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหน เป็นยังไง แต่เขาบอกว่า

   

      “ขออย่าให้ฉันหลงทาง ขอให้ฉันบรรลุความถูกต้องให้ได้” นี่คือคนที่ผูกพันกับผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงอานุภาพ ผู้ทรงเดชานุภาพ รู้ว่าโลกใบนี้มีผู้ทรงบริหาร โลกนี้มีพระเจ้าคือ อัลลอฮฺ คนที่ผูกพันกับพระเจ้าอย่างนี้ บางครั้งไม่ได้ศึกษาอะไรเลย แต่ถ้าขอ “โอ้อัลลอฮฺ ฉันไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา แต่อย่าให้ฉันหลงผิด” การขอดุอาอฺเช่นนี้ที่ซัลมานได้ขอดุอาอฺมาตลอด ไปตกอยู่กับบาทหลวงที่มั่ว บิดเบือน แต่สุดท้ายมาเจอท่านนะบีที่เมืองมะดีนะฮฺ รับอิสลามต่อท่านนะบี

   

      ขอความสันติสุขได้ประสบแก่ท่าน ซัลมาน อัลฟาริซียฺ วันที่เขาได้ค้นหาสัจจธรรมไปทั่วทุกหัวระแหง

   

      ขอความสันติสุขได้มีแด่ท่าน ซัลมาน อัลฟารีซียฺ วันที่เขาพบสัจจธรรม และได้ศรัทธาอย่างแน่นแฟ้น

   

      :::::::::::::::::::::::::::::::::::

   

      จาก สายสัมพันธ์ ประวัติซอฮาบะฮ 1

   

      seed ikwan นำเสนอ

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap