Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
วิถีชีวิตของ "ลูกอ่อน" หรือเด็กน้อยในเมืองล้านนา เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
กันยายน 21, 2017, 03:07:44 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วิถีชีวิตของ "ลูกอ่อน" หรือเด็กน้อยในเมืองล้านนา เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน  (อ่าน 1839 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2016, 05:01:13 pm »
แบ่งปัน

   
      
          
      
         
             
         
            
               สายเครือไท (Tai race studies )
         
      
      

         
         บันทึกวิถีชีวิตของ "ลูกอ่อน" หรือเด็กน้อยในเมืองล้านนา เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน โดยผู้เผยเเผ่ศาสนาชาวอเมริกันในเมืองเชียงใหม่

      

         CHILD LIFE I

      

         ลูกอ่อน (๑)

      

         เมืองลาวเป็นสวรรค์ของเด็กๆ มากกว่าในประเทศญี่ปุ่นเสียอีก ไม่มีเด็กน้อยจากดินแดนตะวันออกใดๆ จะมีใบหน้างดงาม สดใสและร่าเริงเท่ากับเมืองลาวแล้ว

      

         เมื่อแรกคลอด ยายจะอุ้มทารกน้อยอย่างทะนุถนอมไปปลายชาน ตักน้ำเย็นราดในขณะที่ทารกน้อยตัวอุ่นร้องและดิ้นไปมา เมื่ออาบน้ำเสร็จก็อุ้มทารกน้อยมาในห้อง ห่อผ้าอ้อมซึ่งเป็นผ้าที่หาได้ในเวลานั้น ด้วยถือกันว่าหากเตรียมผ้าอ้อมไว้ก่อนจะเป็นลางร้าย จากนั้นจึงวางทารกไว้บนเบาะฝ้าย ม้วนผ้ากั้นรอบเบาะหลายชั้นเสมือนหนึ่งกำแพงที่อ่อนนุ่ม หากทารกยังร้องไห้ ก็เอาก้อนเข้าใส่ปากให้ดูดจนหลับไป แม้แต่ในหน้าหนาวทารกก็อาบน้ำเย็นที่ชานเรือน ซึ่งไม่ร้องไห้โยเยเท่ากับการอาบน้ำครั้งแรก

      

         บางครั้งก็นำขี้เถ้าใส่ในลังไม้ จุดไฟข้างบน แม่จะอยู่ไฟหลายวัน (ผู้เขียนใช้คำว่า “ย่าง”) ซึ่งคำว่าย่างนั้นนิยามถูกต้องแล้ว เพราะเป็นการย่างท้องและแผ่นหลังบนไฟอ่อนๆ ในกรณีที่แม่ฟื้นตัวช้าหรือมีโรคแทรกซ้อน และมีแม่หลายคนตายขณะอยู่ไฟด้วย

      

         หมอจะขึงด้ายสายสิญจน์รอบเรือนเพื่อป้องกันผีร้าย ดอกไม้ทุกชนิดแม้ไม่มีพิษก็ห้ามนำเข้าเรือนด้วยกลัวผิดกลิ่นจนถึงตาย ความเชื่อเรื่องโชคลางมากมายหลายเรื่อง ถูกนำมาใช้กับชีวิตน้อยๆ สร้างความลำบากแก่ผู้เป็นแม่มากที่สุด

      

         ชาวลาวปฏิบัติต่อแม่ที่เจ็บปวดและทุกข์ทรมานตามอย่างพวกนอกศาสนา หากแม่คลอดอย่างปกติก็แล้วไป แต่หากคลอดยากหรือมีอาการผิดปกติ เธอจะถูกทอดทิ้งให้เจ็บปวดและตายด้วยความทุกข์ทรมาน พร้อมอธิบายว่า

      

         “ผีจะมาเอาตัวเธอไป”

      

         ญาติพี่น้องก็ไม่อยู่ใกล้ ด้วยกลัวถูกผีรังควาญ ผมพูดได้เลยว่าวิธีการดูแลแม่แรกคลอดหลายคนน่ากลัวมาก ชาวลาวต้องการแพทย์ที่ดีจริงๆ

      

         เมื่อเด็กมีอายุได้หนึ่งหรือสองเดือน ก็ถูกย้ายจากเบาะมานอนอู่หรือเปล เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่ ให้คนมาเยี่ยมดูเด็กได้ ซึ่งเด็กจะถูกตามใจมากที่สุดในโลก

      

         เด็กกินข้าวบดกับกล้วยพร้อมกับดูดนมแม่จนมีอายุ ๒ หรือ ๓ ปีขวบ เมื่ออายุได้ ๓ ขวบเต็มก็ให้กินหมากแล้ว และด้วยเหตุนี้กระมังจึงมีเด็กตายเป็นจำนวนมาก

      

         เด็กนอนหงายตลอดเวลา จึงทำให้หัวแบน ชาวลาวบอกว่าหัวแบนนั้นสวยกว่า จึงเห็นแม่ลูบหัวเด็กให้แบนอยู่เสมอ

      

         ถึงแม้ว่าเด็กจะน่ารักแต่ไม่มีใครพูดว่า “ น่ารักมาก” เพราะกลัวผีมาเอาตัวไป แต่จะเลี่ยงไปใช้คำที่ปลอดภัยกว่าเช่น “ตาใสแป๋ว” หรือ “ตาดำ” แทน คำชมที่นิยมพูดกันมากที่สุดคือ “หลวงแต๊--โตมาก”

      

         เด็กไม่สวมเสื้อผ้าจนกระทั่งอายุได้ ๗ หรือ ๘ ขวบ แต่จะสวมกำไลข้อมือและข้อเท้าหรือหมวกที่แปลกตา ผมเคยเห็นเด็กคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมแบบ ”อีตัน” ด้วย ดูแล้วตลก น่าขันมาก

      

         เด็กๆ ไม่ได้รับการสั่งสอนให้ควบคุมและดูแลตนเอง ถูกตามใจจนเคยตัว เมื่อแม่โกรธจะหยิบไม้เรียวตีและดุว่าอย่างรุนแรง ซึ่งแม่ไม่ได้ตีลูก แต่ตีพื้นแทน เด็กร้อง ผลุดลุก วิ่งไปรอบชาน ลนลานกลัวถูกตี หลังจากการลงโทษที่รุนแรงแล้วเหตุการณ์จะเงียบสงบ เด็กจะอยู่นิ่ง ด้วยสำนึกผิดชั่วระยะหนึ่ง
         มีวิธีลงโทษเด็กดื้ออีกอย่างหนึ่งซึ่งดูแล้วก็น่าขันดี เด็กจะถูกเชือกมัดที่ข้อเท้าแล้วล่ามติดกับเสาหรือชานเรือน แม่จะปลีกตัวไปทำงานหรือเที่ยวเล่นบ้าง คนทำผิดจะกรีดร้องชักดิ้นชักงอจนเหนื่อยแล้วหลับไปเอง เมื่อตื่นขึ้นมาอารมณ์ก็ดีเหมือนเดิม

      

         พ่อแม่คิดว่าการลงโทษลูกอย่างรุนแรงที่สุดนั้นคือการตี ซึ่งบางทีเด็กก็ไม่ทำผิดอะไรมาก แต่เป็นเพราะความโกรธของผู้ใหญ่มากกว่า

      

         เด็กๆ เติบโตมาอย่างแข็งแรงด้วยความรักความเอาใจใส่จากครอบครัว ลูกๆ จะอยู่ใกล้พ่อแม่ ช่วยงานทุกอย่างตามคำสั่ง เรามักเห็นลูกๆ หาบกระป๋องตักน้ำขนาดเล็ก ๑ หรือ ๒ ใบ ตามหลังแม่ไปตักน้ำ เมื่อได้มาแล้วก็เทลงโอ่งดินเผาใบใหญ่

      

         เด็กหญิงตัวน้อยยังช่วยแม่หาบของอีกด้วย

      

         ในขณะที่แม่ทอผ้า พี่จะช่วยเลี้ยงน้อง ทั้งไกวอู่หรืออุ้มไว้ที่สะโพก การอุ้มแบบนี้เด็กจะสบายตัวแต่ทำให้คนอุ้มนั้นตัวเอียงเลยทีเดียว

      

         เมื่อพ่อไปนา ลูกสาวและลูกชายก็ตามไปด้วย ช่วยเลี้ยงควาย หาหญ้าให้มันกิน ในตอนค่ำ เด็กๆ จะจับกลุ่มอยู่ในเรือน ฟังพ่อแม่สั่งสอน ด้วยความเคารพ

      

         ในเรือนนั้นมืดสลัว ไม่มีปล่องควัน ใช้ไต้หรือตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่าง เด็กๆ ไม่เล่นสนุกตอนค่ำ เมื่อง่วงก็เข้านอนกันทีละคน (มีต่อ)

      

         สุทธิศักดิ์ถอดความ
         *****************************************
         The Laos of North Siam 
         by Lillian Johnson Curtis

      
          
   
   
      
         
            
               
                  รูปภาพของ สายเครือไท (Tai race studies )
            
         
      
   
   

      
      บันทึกวิถีชีวิตของ "ลูกอ่อน" หรือเด็กน้อยในเมืองล้านนา เมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน โดยผู้เผยเเผ่ศาสนาชาวอเมริกันในเมืองเชียงใหม่
      CHILD LIFE II
      ลูกอ่อน (๒)

   

      (ต่อ) เด็กๆ บ้วนปากในตอนเช้า หากเป็นหน้าหนาวก็กระโดดลงน้ำทำให้ร่างกายอบอุ่น เด็กหญิงหวีผมยาวสลวย เกล้าเป็นมวยที่ท้ายทอยอย่างที่แม่ทำ นุ่งซิ่นเหมือนผู้ใหญ่แต่ผืนเล็กกว่า เด็กชายหยิบผ้าต้อยมานุ่งเหมือนพ่อ เป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ

   

      เด็กหญิงเมื่อโตมาจะถอดต่างหูออกแล้วใส่ลานหูแทน
      เด็กๆ ก็มีการละเล่นกัน ที่ชอบกันมากที่สุดเห็นจะมี วิ่งไล่จับ ซ่อนหาและกระโดดเชือก เดือนมีนาคมว่าวจะล่องลอยเต็มท้องฟ้า ว่าวไร้หางของเด็กชาวลาวนั้นชนะว่าวของเด็กชาวอเมริกันได้อย่างขาดลอยทีเดียว

   

      แต่การละเล่นที่ดูเหมือนว่าชื่นชอบกันมากถือเป็นเป็นการละเล่นประจำชาติได้ก็คือ เล่นทอยเหรียญ ผู้เล่นขุดหลุมหลายหลุมบนพื้น ลากเส้นเป็นวงกลมล้อมรอบ ยืนห่างจากวงประมาณ ๘ ถึง๑๐ฟุต แล้วทอยเหรียญ เป็นการละเล่นที่สนุกสนานและท้าทายมาก ผู้ชนะจะได้เหรียญไป ผมเห็นเด็กทะเลาะกันในวงทอยเหรียญเพียงสองสามครั้งเท่านั้นเอง

   

      บทเพลงก็มีมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชอบร้องเพลงที่มีภาษายากๆ วนเวียนกันหลายครั้ง เหมือนเพลงของเราที่ว่า “ปีเตอร์ ไปเปอร์ พิกเกท อะ เพ็ก ออฟ เพอร์เพิล พอดเดด เปปเปอร์” เป็นต้น

   

      เพลงที่มีท่วงทำนองน่ารักสดใสนั้นมีหลายเพลง เช่น เพลงแม่ห่าน หรือเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งและท่วงทำนองไพเราะอีกหลายเพลง แต่บทเพลงที่นิยมมากที่สุดนั้นคือ

   

      “จ๊างตั๋วหน้อย กิ๋นน้ำอ้อย เจ็บหลุต๊อง”

   

      เด็กๆ มักร้องเพลงนี้ล้อเลียนช้างน้อยที่เดินผ่านไป แปลได้ว่า

   

      “ช้างตัวน้อย กินน้ำอ้อย จะปวดท้อง ท้องเสียนะ”

   

      นอกจากนี้ยังมีนิทานที่งดงามอีกหลายเรื่อง พ่อแม่จะเล่าให้ลูกๆ ฟัง เนื้อหาสนุกสนาน ตื่นเต้น กว่านิทานเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เสียอีก

   

      ฉันขอยกตัวอย่างนิทานมาให้อ่านสักสองเรื่องซึ่งเป็นผลงานแปลที่น่ารักและมีเสน่ห์ของ มิส ฟรีสัน ดังนี้

   

      “ชายบนดวงจันทร์”
      มีช่างตีเหล็กคนหนึ่งมักบ่นเสมอว่า “ ข้าไม่ชอบเลย งานของข้ามันร้อนเกินไป ข้าอยากเป็นก้อนหินบนภูเขา ที่มีลมพัดและร่มไม้เย็นสบายกว่านี้ “
      มีผู้วิเศษคนหนึ่งร่ายเวทมนต์ให้ช่างตีเหล็กว่า “เจ้าจงเป็นหิน “ แล้วเขาก็กลายเป็นหินอยู่บนยอดเขาสูง

   

      ต่อมามีช่างตัดหินเดินทางมาตัดก้อนหิน และได้เห็นก้อนหินที่เคยเป็นช่างตีเหล็กนั้น ช่างตัดหินจึงลงมือเลื่อยหินออกเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ
      ก้อนหินร้องว่า “ข้าเจ็บจังเลย ข้าไม่อยากเป็นก้อนหินอีกต่อไปแล้ว ข้าอยากเป็นคนตัดหิน มันคงจะสบายมากกว่านี้”

   

      ผู้วิเศษจึงบอกว่า “เจ้าจงเป็นคนตัดหิน” ก้อนหินจึงกลายร่างเป็นคนตัดหิน เขาเดินทางไปหาก้อนหินที่เหมาะสม จนรู้สึกเหนื่อยล้า เท้าทั้งสองก็บวมระบม

   

      คนตัดหินครวญครางว่า “ข้าไม่อยากเป็นคนตัดหินแล้ว ข้าอยากเป็นดวงอาทิตย์ มันคงจะสบายมากกว่านี้”

   

      ผู้วิเศษจึงบอกว่า “เจ้าจงเป็นดวงอาทิตย์” และเขาก็กลายร่างเป็นดวงอาทิตย์ แต่อนิจจา ดวงอาทิตย์นั้นกลับร้อนกว่าการตีเหล็ก ร้อนกว่าการเป็นหินและร้อนกว่าเป็นคนตัดหิน ดวงอาทิตย์บ่นว่า

   

      “ข้าไม่ชอบเลย ข้าอยากเป็นดวงจันทร์ มันคงจะเย็นกว่านี้”

   

      ผู้วิเศษจึงอีกบอกครั้งว่า “เจ้าจงเป็นดวงจันทร์” และเขาก็กลายร่างเป็นดวงจันทร์ แต่ดวงจันทร์ก็บ่นว่า

   

      “เป็นดวงจันทร์ร้อนกว่าเป็นดวงอาทิตย์เสียอีก เพราะแสงอาทิตย์สาดส่องมาที่ข้าอยู่ตลอดเวลา ข้าไม่อยากเป็นดวงจันทร์แล้ว ข้าอยากกลับไปเป็นช่างตีเหล็กดังเดิม ช่างตีเหล็กนั้นสุขสบายที่สุด”

   

      แต่ผู้วิเศษตอบว่า

   

      “ข้าเบื่อเจ้าเต็มที เจ้าอยากเป็นดวงจันทร์ เจ้าก็ได้เป็นดวงจันทร์แล้วและก็จะเป็นตลอดไป”

   

      ชายผู้นั้นก็เป็นดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟากฟ้าจนถึงทุกวันนี้” มีต่อ
      สุทธิศักดิ์ถอดความ
      ****************************************
      The Laos of North Siam
      by Lillian Johnson Curtis

   
       
   
      
         
            
               รูปภาพของ สายเครือไท (Tai race studies )
               
               
               
               
                
         
      
   

คัดลอกมาจาก
https://www.facebook.com/TaiRaceStudy/posts/804383053026117:0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 18, 2016, 05:04:21 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap