Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ปฐมบทเมืองเชียงใหม่ตราบน้ำตาหลั่งไหลอาบหน้า..วาระสูญเสียเมือง
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มีนาคม 25, 2017, 06:59:03 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปฐมบทเมืองเชียงใหม่ตราบน้ำตาหลั่งไหลอาบหน้า..วาระสูญเสียเมือง  (อ่าน 252 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 12.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2016, 10:09:16 am »
แบ่งปัน

    

   ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผาชาติล้วนงามตา นามล้ำค่า

    นครพิงค์ เชียงใหม่เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมมาช้านานกว่า ๗๐๐ ปีแล้ว

    เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์รวมแห่งความเจริญทางศาสนา และศิลปวัฒนธรรม ก่อน

    พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ดินแดนล้านนานั้นยังไม่รวบรวมขึ้นเป็นอาณาจักร ตราบจน

    ในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ พญามังรายได้ทรงปรึกษากับพระสหายคือพญางำเมือง และ

    พ่อขุนรามคำแหงในการสร้างเมืองใหม่ในบริเวณที่ราบดอยสุเทพ ให้เป็นเมืองหลวง

    ของอาณาจักรล้านนา จึงทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้น โดยมีชื่อเต็มว่า นพบุรีศรี

    นครพิงค์เชียงใหม่ หรือ เวียงพิงค์

    

    

                 เมืองเชียงใหม่มีความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยพระเจ้าติโลกราช และ

    พระยาแก้ว โดยเฉพาะความเจริญทางด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งในปัจจุบันนั้นยังมี  

   ให้เห็นตามวัดร้างต่าง ๆ ในอดีตนั้นวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เมืองเชียงใหม่จึงมี

    วัดมากมายกว่าร้อยแห่ง จะเห็นได้ว่ามีร่องรอยของศิลปวัฒนธรรมล้านนาปรากฏอยู่

    ตามวัดสำคัญ เช่น วัดเจ็ดยอด วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดสวนดอก วัดบุพพาราม

    เป็นต้น ในรัชสมัยของพระนางจิระประภาเมืองเชียงใหม่เริ่มเสื่อมอำนาจลง

    (พ.ศ. ๒๐๘๙-๒๐๙๐) เชียงใหม่จึงยอมอ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในรัชสมัย

    ของเจ้าฟ้าเมกุฏิ (พ.ศ. ๒๐๙๔-๒๑๐๑) เมืองเชียงใหม่มีความอ่อนแอลงมาก จึงถูก

    พระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่า ยึดอำนาจไว้ได้อย่างง่ายดาย

    

    

                 (พ.ศ. ๒๑๐๑) เมืองเชียงใหม่จึงตกอยู่ใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลากว่า

    ๒๐๐ ปี จนในปี พ.ศ. ๒๓๑๔ พญาจ่าบ้านและพญากาวิลละทำการสู้รบกับโปมุง่วน

    ของพม่า แต่ไม่สามารถต่อสู้กำลังของพม่าได้ จึงขอกำลังสมทบจากกรุงศรีอยุธยา

    ภายใต้การนำของพระยาตาก เมืองเชียงใหม่จึงขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ

    พญาจ่าบ้านจึงขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ โดยมีพระนามว่า พระยาวิชิรปราการ ในปี

    พ.ศ. ๒๓๑๘ พม่าได้นำทัพมาตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง พระยาวชิรปราการไม่

    สามารถต้านทานกำลังของพม่าได้ จึงล่าถอยไปตั้งมั่นอยู่ที่ป่าซาง เชียงใหม่จึงตก

    เป็นเมืองร้างกว่า ๒๐ ปี

    

    

                 จนถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

    พระองค์ทรงแต่งตั้งให้พญากาวิลละขึ้นปกครองเชียงใหม่ แต่ในขณะนั้นยังมีกอง

    กำลังของพม่าอยู่ในเมืองเชียงใหม่ พญากาวิลละจึงรวบรวมกำลังขับไล่พม่าออกไป

    โดยใช้เวลาประมาณ ๑๔ ปี หลังจากนั้นพระองค์จึงทรงฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นจนมี

    ความรุ่งเรืองดังเดิม เมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของไทยจนกระทั่งปี

    พ.ศ. ๒๔๗๖ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปรับปรุงการปกครองแบบ

    จังหวัดเชียงใหม่จึงมีฐานะเป็นจังหวัดจนถึงปัจจุบัน

   รวบรวมจาก "ประวัติเมืองเชียงใหม่"ครั้งนั้นในปี พ.ศ.๒๑๐๑ ตำนานพื้นเมืองลานนาเชียงใหม่บันทึกว่า 

    พระเจ้าบุเรงนองยกกองทัพมาโจมตีเมืองเชียงใหม่ โดยจัดทัพเจ้าประเทศราช

   ไทใหญ่  ๑๙ พระองค์ โดยมี เจ้าฟ้าสุทโธธัมมิกราชยกพล ๙๐,๐๐๐ คน

   ข้ามแม่น้ำสาละวินที่ "ท่าผาแดง"แล้วจัดกองทัพออกเป็น ๓ ทัพ 

             ทัพที่ ๑ ไปทางเมืองปาย(อ.ปาย แม่ฮ่องสอน)

             ทัพที่ ๒ ไปทางเมืองแหง(อ.เวียงแหง เชียงใหม่)

             ทัพที่ ๓ ไปทางเมืองเชียงดาว (อ.เชียงดาว เชียงใหม่)

             โดยกำชับคาดโทษให้แม่ทัพเคลื่อนกำลังพลให้เดินทางมาถึง

   เมืองเชียงใหม่ ในวันเดียวกันให้จงได้(เพื่อสนธิกำลังต่อสู้เมืองเชียงใหม่)

   หากแม่ทัพคนใดมาไม่ทันเพื่อน รับสั่งให้ตัดศีรษะแม่ทัพคนนั้น แล้วเสียบประจาน

   ที่เกาะแม่น้ำคงคา(สาละวิน)

            ในที่สุดทั้ง ๓ กองทัพก็เคลื่อนพลมาถึงเมืองเชียงใหม่ในวันเดียวกัน

   จากนั้นทำการสนธิกำลังรายล้อมเมืองเชียงใหม่และได้เชียงใหม่เป็นเมืองขึ้น

   ในปี พ.ศ.๒๑๐๑ในรัชสมัยพระแม่เจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์รวมเวลาที่ล้อมเมืองเชียงใหม่

   ไว้ได้ ๓ วัน

    

           อาณาจักรล้านนาแตกล่มสลายตกเป็นเมืองขึ้นของพระเจ้าบุเรงนอง

   และผู้สืบทอดราชบัลลังก์ อย่างยาวนาน กว่า ๒๐๐ ปีเศษ(พ.ศ.๒๑๐๑ - ๒๓๑๗)

    

            .....ฟ้าสุทโธธัมมิกราช ก็คุมเอารี้พลสกุลโยธาได้ ๙ หมื่นแล  โป่(แม่ทัพ)

   ่ทั้งหลายคือว่า ๑๙ เจ้าฟ้า เขาก็เร่งรัดจัดกันมาเร็ววันเร็วคืน ก็มาข้ามท่าป่าแดง

   (ท่าผาแดง) มาทัง(ทางเมืองปายสายหนึ่ง มาทังเมืองหอด

   (เมืองแหง-คัดลอกคลาดเคลื่อน)สายหนึ่ง มาทังเมืองเชียงดาวสายหนึ่ง

   กษัตริย์เจ้าอังวะ(บุเรงนอง)คาดเอาคำ(คาดโทษ)โป่ทับ(แม่ทัพ)ทั้งหลายหื้อได้

   แผว(ถึง)เวียงลานนาเชียงใหม่วันเดียวนั้นแท้ คันว่า(ครั้นว่า)โป่ไม่ทันหมู่นั้น

    จักเอามาจ้องหัวมันเสีย(ตัดศีรษะเสียบประจาน)ที่เกาะแม่คงคา(แม่น้ำสาละวิน)

   บ่หื้อได้ล้ำมาชะแล(ไม่ให้ข้ามเขตแดนเข้ามาได้)เขาก็กลัวอาชญาเจ้าแห่งเขา

   ก็ผัดกับด้วยกันมาแผววันเดียวกันแท้ ยามนั้นข้าเสิกก็มากู่หมู่ก็ปายกู่ทาง

    แผวเวียงเชียงใหม่ เขาก็ตั้งจอดทับแวดล้อมเวียงไคว่แลว(ล้อมรอบเวียงเชียงใหม่)

    ทับหลวงฟ้าสุทโทธัมมิกราชอันเป็นโป่แม่ทับใหญ่นั้น  ก็ไปตั้งทับอยู่ก้ำเหนือเวียง

   บ่พอไกลเท่าใด(ด้านเหนือเมืองเชียงใหม่) เขาก็ขุดกระตูกอยู่หื้อดีแล้ว....

    บรรณานุกรม  : สถาบันวิจัยสังคม  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (๒๕๔๐)

    ตำนานพื้นเมืองลานนาเชียงใหม่

   
   
   คัดลอกจาก

   https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD/%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/418676378210169

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap