Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ใน รัชกาลที่ ๕
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ใน รัชกาลที่ ๕  (อ่าน 462 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8417 Level 74 : Exp 75%
HP: 6.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2016, 10:23:07 am »
แบ่งปัน

   พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕
   
   
      พระมหามงกุฎเป็นเครื่องหมายของราชาธิปไตย
   
      พระมหามงกุฎสง่างามด้วยประดับเพชรนิลจินดาอันมีค่าฉันใด
   
      ข้าราชการที่อุตส่าพยายามช่วยกันทะนุบำรุงบ้านเมืองให้มีเจริญสุข
   
      ก็เปรียบเหมือนเพชรนิลเครื่องประดับพระมหามงกุฎฉันนั้น
   
   
      พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
   
      
         
             
      
   
   
      พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
   
      
         พระนาม ดารารัศมี ณ เชียงใหม่
      
         พระอิสริยยศ พระราชชายา
      
         ฐานันดรศักดิ์ เจ้านายฝ่ายเหนือ
      
         ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี (โดยการเสกสมรส)
      
         ราชวงศ์ทิพย์จักร (ประสูติ)
      
          
      
         ข้อมูลส่วนพระองค์
      
         ประสูติ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖
      
         สิ้นพระชนม์ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖
      
         พระบิดา พระเจ้าอินทวิชยานนท์
      
         พระมารดา แม่เจ้าเทพไกรสร
      
         พระสวามี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
   
   
       
   
       
   
      
         พระประวัติ
      
          
      
               เจ้าดารารัศมี พระราชชายา มีพระนามเดิมว่า "เจ้าดารารัศมี" พระนามลำลองเรียกกันในหมู่พระประยูรญาติว่า "เจ้าอึ่ง" ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา (หากนับทางเหนือ เป็นเดือน ๑๐) หรือตรงกับวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อเวลา ๐๐.๓๐ น.เศษ ณ คุ้มหลวงกลางเวียง นครเชียงใหม่ (ที่ตั้งของ "ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่หลังเดิม) เป็นพระราชธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์กับแม่เจ้าเทพไกรสรพระมหาเทวี ซึ่งแม่เจ้าเทพไกรสรนั้นเป็นพระราชธิดาในพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ และแม่เจ้าอุสาห์ พระมหาเทวี เจ้าดารารัศมีมีพระเชษฐภคินีร่วมพระโสทรหนึ่งพระองค์ คือ เจ้าจันทรโสภา
      
          
      
           เมื่อทรงพระเยาว์ เจ้าดารารัศมีทรงพระอักษรทั้งฝ่ายล้านนา สยาม และภาษาอังกฤษ จนแตกฉาน ทั้งยังได้ทรงศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ จนนับได้ว่าทรงเป็นผู้รอบรู้ในด้านขนบประเพณีอันเก่าแก่เหล่านั้น ดีที่สุดคนหนึ่งทีเดียว ในด้านการกีฬานั้นเล่า ก็โปรดการทรงม้าเป็นอย่างยิ่ง
      
          
      
          
      
         เหตุแห่งการเสด็จเข้าวังหลวง  
      
          
      
               หลังจากอังกฤษได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองพม่าแล้ว อังกฤษได้พยายามขยายอิทธิพลเข้ามายังนครเชียงใหม่และหัวเมืองเหนือ โดยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรได้ส่งราชทูตมาทูลขอเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาพระองค์เล็กอันประสูติแต่แม่เจ้าเทพไกรสรมหาเทวีในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม ในเวลานั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระเจ้าอินทวิชยานนท์ทรงมีรับสั่งกราบทูลตอบกลับไปว่าอย่างไร โดยสมเด็จพระราชินีนาถได้พระราชทานเงื่อนไขว่า หากยกเจ้าหญิงดารารัศมีให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรมในสมเด็จพระราชินีนาถแล้วไซร้ เจ้าหญิงดารารัศมีจะได้ทรงครองพระอิสริยยศในทางราชการเป็นภาษาอังกฤษว่า "Princess of Siam" เทียบเท่ากับพระราชโอรส-พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามทุกประการและเวียงพิงค์เชียงใหม่จะได้มีอำนาจมากกว่าเดิมอีกด้วย แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลว่า หากเจ้าหญิงดารารัศมีได้เป็นพระราชธิดาบุญธรรมในสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษแล้ว นครเชียงใหม่อาจจะต้องกลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษไป เนื่องจากในสมัยนั้นมีการล่าอาณานิคมเป็นเมืองขึ้นตามประเทศต่างๆ แม้ว่าจะเป็นข้อเสนอที่ดูผิวเผินเพียงแค่เจรจาไมตรี หากมองดูลงไปให้ลึกซึ้งอังกฤษต้องการนครเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง (พม่า แล รัฐฉานหรือ เมิงไต นั่นเอง)  อย่างไรก็ตาม ความดังกล่าวได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร (เวลานั้นดำรงตำแหน่งเทียบได้กับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในภาคพายัพ) ได้อัญเชิญพระกุณฑล (ตุ้มหู) และพระธำมรงค์เพชร ไปพระราชทานเป็นของเฉลิมพระขวัญแก่เจ้าหญิงดารารัศมี นัยว่าเป็นของทรงหมั้นนั่นเอง รวมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีโสกันต์ฯ พระราชทานเจ้าหญิงดารารัศมีตามแบบอย่างเจ้านายใน "ราชวงศ์จักรี" เป็นกรณีพิเศษ (ปล. แม่เจ้าเทพไกรสรพระมหาเทวี พระราชชนนีได้สิ้นพระชนม์ล่วงลับไปในปี ๒๔๒๖ นี้เอง) คล้อยหลัง ๓ ปี ในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๙ (ตรงกับ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๑๒๔๘) ในปี ๒๔๒๙ นั้น พระเจ้าอินทวิชยานนท์ได้เสด็จลงมายังกรุงเทพฯ เพื่อร่วมในพระราชพิธีลงสรง และสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เจ้าหญิงดารารัศมีได้โดยเสด็จพระราชบิดาลงมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ด้วย และได้รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ตำแหน่งพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เลยประทับอยู่ ณ กรุงเทพพระมหานครนับแต่นั้นมา
      
          
      
          
      
         เหตุแห่งการเมืองไปสู่ความรักระหว่างสองพระองค์
      
          
      
               เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวัง พระราชบิดาได้พระราชทานเงินค่าตอไม้ (ค่าสัมปทานไม้สักในเขตแคว้นล้านนา ซึ่งตอนนั้นถือกันว่าป่าไม้สักทั้งหมดในดินแดนล้านนาเป็นของพระเจ้านครเชียงใหม่ทั้งสิ้น จะยกประทานแก่ผู้ใดก็ได้ ในกรณีนี้ทรงยกผลประโยชน์เป็นค่าสัมปทานประทานพระราชธิดา) เพื่อสร้างพระตำหนักขนาดใหญ่ขึ้นใหม่ในเขตพระราชฐานชั้นใน ในพระบรมมหาราชวังเพื่อเป็นที่ประทับของ เจ้าจอมเจ้าดารารัศมี และข้าราชบริพารในพระองค์ ในระหว่างที่ประทับอยู่ใน พระบรมมหาราชวัง ทรงดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย มิได้สนพระทัยต่อการถูกมองพระองค์ว่าเป็น "เจ้าหญิงเมืองลาว" แต่ประการใด ทรงให้ข้าราชบริพารในพระตำหนักแต่งกายด้วยผ้าซิ่นแบบล้านนา เหมือนเมื่อครั้งที่ยังประทับอยู่ ณ คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ทุกประการ รวมทั้งโปรดให้ให้ศึกษาศิลปะดนตรีไทย ดนตรีสากล การขับร้อง และการฟ้อนรำ ทั้งนี้ เจ้าจอมเจ้าดารารัศมีสามารถทรงเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด แต่ที่โปรดและทรงได้ถนัดที่สุดคือ จะเข้ เจ้าจอมเจ้าดารารัศมี ยังทรงสนพระทัยในการถ่ายรูปซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น นอกเหนือไปจากพระปรีชาสามารถด้านการทรงม้า (ปล.ใช้คำราชาศัพท์กับพระองค์ แม้ว่าขณะนั้นยังทรงเป็นเพียงเจ้าจอมพระสนมเอก ก็เพราะว่าทรงประสูติในพระฐานันดรศักดิ์อันสูงส่งเป็นถึงพระราชธิดาในพระเจ้านครเชียงใหม่ซึ่งเป็นพระเจ้าประเทศราช ประสูติแต่พระมหาเทวีเอกอัครมเหสี ซึ่งก็เป็นเจ้าหญิงที่สูงศักดิ์มาแต่เดิม คือ แม่เจ้าเทพไกรสรมหาเทวี พระราชชนนีในเจ้าจอมเจ้าดารารัศมีเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ พระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์ที่ 6 ประสูติแต่แม่เจ้าอุสาห์มหาเทวี องค์อัครมเหสีเช่นกัน แลแม่เจ้าอุสาห์มหาเทวี นั้นเล่าก็ประสูติเป็นพระราชธิดา ในพระเจ้ามโหตรประเทศ พระเจ้านครเชียงใหม่องค์ที่ 5 กับ แม่เจ้าสุวรรณคำแผ่น มหาเทวี องค์อัครมเหสีอีกด้วย นับว่าทรงมีสายราชตระกูลสูงยิ่งทั้งสองฝ่าย คือทรงเป็นพระราชธิดาในพระเจ้านครเชียงใหม่กับ แม่เจ้ามหาเทวี อัครมเหสี และพระชนนี กับพระอัยกี (ยาย) ก็ยังเป็นพระราชธิดาในพระเจ้านครเชียงใหม่กับมหาเทวี อัครมเหสีเช่นเดียวกัน นับว่าทรงเป็นราชนารีที่สืบเชื้อสายขัตติยะอย่างเข้มข้นสืบเนื่องกันมาถึง3ชั่วพระองค์ จึงนับว่าทรงมีพระชาติกำเนิดสูงส่งอย่างยิ่ง) จึงสมควรที่จะใช้คำราชาศัพท์กับพระองค์ แม้ว่าธรรมเนียมของกรุงเทพฯ จะห้ามไม่ให้ใช้คำราชาศัพท์กับบุคคลนอกราชวงศ์จักรีก็ตามที
      
          
      
               ขณะนั้นยังทรงเป็นเพียงเจ้าจอมพระสนม ยังไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี จนกระทั่งปี ๒๔๕๑ ที่เจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมีมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปเยือนนครเชียงใหม่ รัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมี ขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ดำรงพระอิสริยยศ "พระราชชายา" และดำรงฐานันดรศักดิ์เจ้านายแห่งพระราชวงศ์จักรีนับแต่นั้น ถึงแม้จะทรงศักดิ์เป็นพระมเหสีในตำแหน่งพระราชชายา แต่กระบวนเสด็จพระราชดำเนินคืนสู่นครเชียงใหม่ครั้งนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชทานอย่างเต็มตามโบราณราชประเพณีเสมอด้วยทรงครองพระอิสริยยศพระมเหสีในตำแหน่ง "พระอัครชายาเธอ" เลยทีเดียว ดังปรากฏความตามสำเนาพระราชหัตถเลขาที่พระราชทานไปยังผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดกระบวนเสด็จครั้งนั้นอย่างชัดเจน
      
          
      
               ด้วยการดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย หากแต่แฝงไว้ด้วยพระปรีชาญาณ ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในพระองค์ กอปรกับความจงรักภักดีที่ทรงมีต่อพระราชสวามี จึงเป็นที่โปรดปรานฯ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในที่สุดเจ้าารารัศมี ซึ่งขณะนั้นยังทรงดำรงตำแหน่ง "เจ้าจอมดารารัศมี" ก็ทรงพระครรภ์ และมีพระประสูติกาลพระราชธิดา เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ทรงพระนามว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี (อ่านว่า วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี) ในคราวนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง "เจ้าจอมดารารัศมี" ขึ้นที่ "เจ้าจอมมารดาดารารัศมี"
      
          
      
               พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี หรือพระนามเรียกขานในหมู่ข้าราชบริพารว่า "เสด็จเจ้าน้อย" เป็นที่โปรดปรานฯ ใน พระราชบิดา ยิ่งนัก ด้วยทรงเป็นเจ้าหญิงพระองค์น้อยที่ฉลองพระองค์ซิ่นแบบเจ้านายเมืองเหนือตลอดเวลา เป็นที่น่าเสียดายว่า พระธิดามีพระชันษาเพียง ๓ ปี ๔ เดือน ๑๘ วัน ก็ได้ประชวรและสิ้นพระชนม์ลง เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๕ (ต่อมาทรงได้รับโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามพระอัฐิขึ้นเป็น "พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" "พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" และ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" ตามลำดับ)
      
          
      
               การสิ้นพระชนม์ของพระราชธิดาในคราวนี้นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสียพระทัยยิ่งนัก ทรงมีรับสั่งกับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวโทษพระองค์เอง ว่า "ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก ที่ทรงมิได้สถาปนาพระยศพระราชธิดาให้เป็น "เจ้าฟ้า" ตามศักดิ์แห่งพระมารดาซึ่งเป็นเจ้าหญิงพระราชธิดาในพระเจ้าประเทศราช เป็นเหตุให้พระธิดาสิ้นพระชนม์" แต่สำหรับเจ้าจอมมารดาดารารัศมีแล้วนั้น ทรงเสียพระทัยอย่างที่สุด ไม่สามารถรับสั่งเป็นคำพูดได้ ทรงฉีกทำลายพระฉายาลักษณ์ที่ "พระราชสวามี" ประทับร่วมอยู่กับ "พระองค์" และ "พระราชธิดา" เสียจนหมดสิ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากทรงได้รับลายพระหัตถเลขา จากพระราชบิดาที่ส่งมาประทานแล้ว ทำให้ทรงมีกำลังพระทัยดีขึ้นโดยลำดับ ต่อมาภายหลัง เจ้าจอมมารดาดารารัศมีมิได้มีพระประสูติกาลอีกเลย ทั้งที่โดยความจริงแล้วนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระทัยเอาไว้ก็ตาม ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมี ก็ยังทรงมุ่งมั่นรับใช้เบื้องพระยุคลบาท และถวายความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมราชสวามีอย่างหาที่สุดไม่ได้
      
          
      
          
      
         โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น "เจ้าดารารัศมี พระราชชายา"
      
          
      
               เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศ "เจ้าจอมมารดา เจ้าดารารัศมี" ขึ้นเป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี มีพระอิสริยยศเป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่ง ออกพระนามว่า "เจ้าดารารัศมี พระราชชายา" นับเป็นพระอิสริยยศในตำแหน่งพระมเหสีเทวีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงนับได้ว่า "เจ้าดารารัศมี พระราชชายา" เป็นพระมเหสีลำดับที่ ๕ ในเวลานั้น (ลำดับที่ ๑-๔ มีรายพระนามดังนี้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี และพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ ไม่นับ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอัครวรราชกัลยา และพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์แรกและพระมเหสีทั้ง ๒ พระองค์ที่สวรรคตและ สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว)
      
          
      
          
      
         การเสด็จประพาสนครเชียงใหม่
      
          
      
               นับแต่พระราชชายาเสด็จมาประทับในพระบรมมหาราชวัง ก็มิได้เสด็จกลับเชียงใหม่อีกเลย แม้คราวที่ พระราชบิดาถึงพิราลัยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ก็ตาม ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ พระเชษฐาต่างพระมารดา (ก็คือเจ้าอินทวโรรสนั้นมิได้ประสูติแต่แม่เจ้าพระมหาเทวีดังเช่นพระราชชายาฯ) ได้ลงมาเฝ้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชชายาจึงกราบถวายบังคมขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่ เพื่อทรงเยี่ยมพระประยูรญาติพร้อมกับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ พระเชษฐา ในครานั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต ด้วยไม่ทรงต้องการขัดพระทัยพระราชชายา
      
          
      
               อย่างไรก็ตาม การเสด็จพระราชดำเนินของพระราชชายา ในคราวนี้นั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเป็นห่วงและเอาพระทัยใส่ยิ่งนัก ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชสวามี เสด็จพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาส่งเสด็จ พระราชชายาฯเพื่อทรงประทับในขบวนรถไฟพระที่นั่ง ณ สถานีรถไฟสามเสน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ พระราชโอรสในเจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกษร ณ เชียงใหม่ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปส่งพระราชชายาฯ ถึงตำบลปากน้ำโพ นครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทางรถไฟสายเหนือ ตลอดการเสด็จพระราชดำเนิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดข้าราชการเป็นหมวดหมู่ กรม กองโดยเสด็จพระราชชายาฯ มีธงดารารัศมี ประจำพระองค์พระราชชายาฯประดับ เพื่อแสดงถึงฐานะของพระมเหสีอันสูงศักดิ์ และให้ข้าราชการ กรมการเมืองทั้งหลายตลอดเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนนครเชียงใหม่นั้นจัดเตรียมการรับเสด็จเสมือนหนึ่งว่าทรงดำรงตำแหน่ง พระอัครชายาเธอ ทีเดียว เมื่อ พระราชชายาฯ เสด็จถึงปากน้ำโพ ได้เสด็จพระราชดำเนินต่อโดยทางชลมารค ทรงประทับในเรือเก๋งประพาส มีเรือในขบวนเสด็จกว่า ๕๐ ลำ มีการปักธงทิวเป็นขบวนไปตามลำน้ำปิง เมื่อผ่านเขตอำเภอ จังหวัด มณฑลใด มีเจ้าหน้าที่ปลูกพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม และคอยรับเสด็จตลอดเขตของตนทุกแห่งทั่วไป
      
          
      
               การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า ใช้เวลานานถึง ๒ เดือน ๙ วัน จึงเสด็จพระราชดำเนินถึงยังนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๒ ณ ที่นั้น เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ พร้อมด้วย พระประยูรญาติ เจ้านายฝ่ายเหนือ ข้าราชการทหาร พลเรือน ประชาชนแต่ละอำเภอ คหบดีทั่วทั้งดินแดนล้านนา ต่างจัดขบวนแห่ของตน มีขบวนทหาร ตำรวจ ข้าราชการขี่ม้าเข้าแถวนำ แต่งขบวนเป็นภาพคนสมัยโบราณ คนป่า เรื่องชาดกรามเกียรติ์ และนิทานพื้นบ้าน มีขบวนกลองชนะ กลองสะบัดไชย กลองเมือง แตรวง กลองพม่า ต่อกันเป็นระยะๆ ตามหน้าบ้านมีการตั้งเครื่องบูชารายทางมิได้ขาด จนกระทั่งถึงที่ประทับที่คุ้มหลวงนครเชียงใหม่ ซึ่งจัดเป็นข้างหน้าข้างใน มี สนม กรมวังกำกับอย่างใน พระบรมมหาราชวังทุกประการ และมีทหารกองเกียรติยศตั้งคอยรับเสด็จพระราชชายาฯอย่างสง่างาม
      
          
      
               ระหว่างประทับที่เชียงใหม่ พระราชชายาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระประยูรญาติยังนครลำพูน และ นครลำปาง และได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในที่ต่างๆ รวมทั้งได้เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระธาตุ พระพุทธบาท และปูชนียสถานสำคัญต่างๆอย่างทรงสำราญพระราชหฤทัย ตลอดเวลาในการเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโทรเลข และพระราชหัตถเลขา แสดงความรักอาทรห่วงใย มาพระราชทานพระราชชายาฯไม่ขาด และ พระราชชายาฯ ก็ทรงพระโทรเลข หรือ ลายพระหัตถ์ตรัสเล่าเรื่องราวต่างๆถวายกลับไปโดยตลอด
      
          
      
         
      
          
      
          
      
          
      
          
      
          
      
          
      พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในฉลองพระองค์ผ้าซิ่นตามแบบราชสำนักล้านนา
   ซึ่งทรงโปรดให้ข้าราชบริพารในพระตำหนักแต่งกายตามแบบพระองค์ ตลอดห้วงประทับ อยู่ในพระบรมมหาราชวัง   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
       
   
      การเสด็จนิวัติพระนคร
   
            พระราชชายาฯ ประทับอยู่ ณ นครเชียงใหม่ได้หกเดือนเศษ ก็ถึงคราวเสด็จนิวัติ พระนคร ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมการรับเสด็จพระราชชายาฯอย่างยิ่งใหญ่ มีขบวนรับเสด็จอย่างมืดฟ้ามัวดิน ขบวนเรือเสด็จประกอบด้วยเรือถึง ๑๐๐ ลำเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประทับเรือยนต์หลวงมารอรับเสด็จพระราชชายาฯที่อ่างทอง แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมกัน ๒ พระองค์ไปประทับแรม ณ พระราชวังบางปะอิน ในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานสร้อยพระกรเพชรล้ำค่าเป็นของพระขวัญ ทรงประทับแรมอยู่ ณ พระราชวังบางปะอิน เป็นเวลา ๒ ราตรี จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงพระนคร ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒
   
       
   
            ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดพระราชทานเลี้ยงฉลองขึ้นตำหนัก ตำหนักสวนฝรั่งกังไส
   
      (พระราชวังดุสิต) ซึ่งเป็นตำหนักใหม่ที่โปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทานพระราชชายาฯเป็นพิเศษ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้านายฝ่ายเหนือ ที่โดยเสด็จพระราชชายาฯลงมากรุงเทพฯครั้งนี้ร่วมโต๊ะเสวยด้วยทุกองค์
   
       
   
       
   
      "วันวิปโยค" พระสวามีเสด็จสวรรคต
   
       
   
            หลังจากเสด็จนิวัติ กรุงเทพมหานคร|พระนคร พระราชชายาฯ ได้ทรงประทับอยู่ในพระราชวังดุสิต อย่างสำราญพระราชหฤทัยที่ได้ทรงกลับมารับใช้เบื้องพระยุคลบาท พระราชสวามีได้เพียง ๑๐ เดือน ก็ต้องทรงประสพกับเหตุวิปโยคคราใหญ่ในพระชนม์ชีพอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสวามี ได้เสด็จสวรรคต ในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับรวมเวลาที่ พระราชชายาฯ ได้ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เป็นเวลา ๒๓ ปีเศษ
   
       
   
            นับแต่สิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชชายาฯ ยังทรงประทับใน พระราชวังดุสิต มาโดยตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ. 2457 จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่เป็นการถาวร เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินคืนสู่นครเชียงใหม่ โดยเสด็จออกเดินทางเมื่อ วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2457 และเสด็จพระราชดำเนินถึงยังนครเชียงใหม่ในวันที่ ๒๒ เดือนเดียวกัน ได้เข้าประทับยัง คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง ตั้งแต่นั้น
   
       
   
       
   
      ที่สุดแห่งพระชนม์ชีพ
   
       
   
      
         
   
   
      กู่พระอัฐิในวัดสวนดอก
   
       
   
       
   
            เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่ทรงคุณเอนกอนันต์และดำรงพระองค์เป็นที่สักการะเทิดทูนในหมู่พสกนิกรชาวล้านนา ในบั้นปลายพระชนม์ชีพได้ทรงประทับอยู่ใน พระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม พระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างถวายแวดล้อมด้วยพระประยูรญาติและข้าราชบริพารในพระองค์อย่างมีความสุขเป็นเวลานานถึง ๒๐ ปี
   
       
   
            ตกกระทั่งวันที่ ๓๐ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคพระปัปผาสะพิการ (ปอดพิการ) นายแพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้พยายามถวายการรักษาอย่างเต็มที่ แต่พระอาการก็ยังคงมีแต่ทรงกับทรุด พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระมารดา (เจ้าแก้วนวรัฐนั้นประสูติแต่หม่อมเขียว ในพระเจ้าอินทวิชยานนท์) จึงเชิญเสด็จมาประทับ ณ คุ้มรินแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้สะดวกในการที่พระประยูรญาติจะได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการ และเป็นการง่ายที่แพทย์จะถวายการรักษา
   
       
   
            ความทราบถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังกรุงเทพฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน อัญเชิญด้ายสายสิญจน์มาผูกพระกรพระราชชายาฯ กับได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยในการรักษาพระอาการ และโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์ถวายรายงานพระอาการให้ทรงทราบเป็นประจำวัน ขณะเดียวกัน พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ นายแพทย์กรมรถไฟขึ้นมาประจำกับแพทย์ทางเชียงใหม่ถวายการดูแลพระอาการอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น เจ้าแก้วนวรัฐ พระประยูรญาติ และข้าราชบริพาร ยังได้จัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ชนิดย้ายที่ได้จากอินโดนีเซียส่งมาทางเครื่องบิน เพื่อฉายดูพระปัปผาสะ เป็นการช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พระอาการก็มิได้ทุเลาลงแต่อย่างใด
   
       
   
            เจ้าดารารัศมี พระราชชายา สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อเวลา ๑๕.๑๔ น. ณ คุ้มรินแก้ว สิริพระชนมายุ ๖๐ ปี ๓ เดือน ๑๓ วัน
   
       
   
       
   
       
   
      
         พระราชชายา เจ้าดารารัศมีมีเชษฐาและเชษฐภคินี ดังนี้
      
               ๑. เจ้าน้อยโตน บิดาเจ้ารถแก้ว
      
               ๒. เจ้าราชวงศ์ (น้อยขัติยะ) บิดาเจ้าบุษบา
      
               ๓. เจ้านางคำต่าย
      
               ๔. เจ้าแก้วผาบเมือง บิดาเจ้าอุ่นเรือน
      
               ๕. เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ (น้อยสุริยะ) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ที่ ๘
      
               ๖. เจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ที่ ๙
      
               ๗. เจ้าจอมจันทร์
      
               ๘. เจ้านางคำห้าง
      
               ๙. เจ้านางจันทรโสภา
      
               ๑๐. พระราชชายา เจ้าดารารัศมี
      
          
   
   
       
   
      พระราชกรณียกิจสำคัญ
   
       
   
      พระราชชายาฯ มีพระราชกรณียกิจที่ทรงคุณเอนกอนันต์ต่อล้านนาและสยาม พอสังเขป ดังนี้
   
       
   
      ทรงดำรงพระองค์เป็นศูนย์รวมดวงใจของข้าราชบริพารฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้
   
            หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึง พระราชชายาฯ ซึ่งทรงออกพระนามว่า "เจ้าป้า" ตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งและประทับใจยิ่งนัก เวลาเห็นพระองค์ท่านประทับอยู่ในที่ว่าราชการ ท่ามกลางข้าราชการฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ จากที่เคยเห็นท่านดำรงพระองค์เรียบง่ายสงบคำเวลาประทับอยู่ในวังหลวง แต่ในที่นั่น พระองค์ท่านมีรับสั่งว่าราชการอย่างฉะฉาน เวลาตรัสกับข้าราชการฝ่ายเหนือก็ตรัสเป็นภาษาเหนือ เวลาตรัสกับข้าราชการฝ่ายใต้ก็ตรัสเป็นภาษาใต้ รับสั่งกลับไปกลับมาอย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของข้าราชการทุกหมู่เหล่าอย่างยิ่ง" นอกจากนั้น ยังทรงกล่าวตอนหนึ่งว่า "ฉันเคยพูดกับพวกฝรั่ง เขาว่านะว่า เจ้าเชียงใหม่ไม่เห็นจะทรงฉลาดซักเท่าไร เห็นจะมีแต่ พริ้นเซสออฟเชียงใหม่ ซึ่งหมายถึง พระราชชายาฯ นี่นะสิ ทรงฉลาดเหลือเกิน"
   
       
   
       
   
      ทรงฟื้นฟูศิลปะด้านการแสดงล้านนา
   
            ทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องดนตรีพื้นเมือง และศิลปะการแสดงพื้นเมืองนั้น ด้วยมีพระนิสัยโปรดเล่นดนตรีไทย ตั้งแต่ครั้งประทับอยู่ใน พระบรมมหาราชวัง ซึ่ง วงดนตรีไทยประจำพระตำหนักของพระราชชายา นั้น มีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วฝ่ายใน เมื่อเสด็จมาประทับนครเชียงใหม่ โปรดให้รื้อฟื้นศิลปะการฟ้อนรำ การดนตรีพื้นเมืองทั้งหมด โปรดให้รวบรวมศิลปินล้านนาเก่าแก่มาเป็นบรมครูผู้ประสาทวิชาเพื่อสนับสนุนให้ความรู้แก่พระญาติและประชาชน รวมทั้งโปรดให้จัดการฝึกสอนขึ้นในพระตำหนัก พระญาติของพระองค์ต่อมาได้มีบทบาทในการสานต่อพระราชปณิธานดังกล่าว อาทิเช่น เจ้าหญิงเครือแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเป็น ศิลปินแห่งชาติ และ เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ผู้สืบทอดการผลิตเครื่องดนตรีและการเล่นดนตรีพื้นเมือง และทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพโปรดให้ครูช่างฟ้อนเมืองทุกแบบและฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาในวังมาสอนนักเรียนด้วยเพื่อเป็นการสืบทอดมรดกทางนาฏศิลป์
   
       
   
       
   
      ทรงสนับสนุนกิจการด้านการศึกษา
   
            ทรงอุดหนุนการศึกษาของสงฆ์ และการศึกษาในโรงเรียนชายหญิงของนครเชียงใหม่ พระราชชายาฯ ได้พระราชทานที่ดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้แก่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และ โรงเรียนดาราวิทยาลัย โดยเฉพาะ โรงเรียนดาราวิทยาลัย นั้น แต่เดิมเรียกว่า โรงเรียนสตรี ภายหลังได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า โรงเรียนพระราชชายา และเปลี่ยนเป็น โรงเรียนดาราวิทยาลัย ตามพระนามของพระราชชายาฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒
   
       
   
      
         ทรงทำนุบำรุงพระศาสนา
                 โดยปกติ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีจะถวายอาหารบิณฑบาตและถวายจตุปัจจัยสำหรับวัดและพระสงฆ์ สำหรับพระสงฆ์บางรูปได้รับการสนับสนุนเป็นรายเดือนตลอดพระชนม์ชีพ มีการนิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารและถวายของไทยทานบ่อยครั้ง ทรงทำนุบำรุงวันประสูติและถวายกฐินทุกปี
                 พระราชชายาฯ ได้ทรงบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานเป็นจำนวนมาก เฉพาะรายใหญ่ที่ทรงบริจาคทรัพย์แต่ลำพังพระองค์หรือบริจาคมากกว่าผู้อื่น เท่าที่มีผู้จดบันทึกไว้มีดังต่อไปนี้
                 ๑. ปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุ วิหาร ลานโบสถ์ วัดพระธาตุดอยสุเทพ
                 ๒. สร้างและถวายวิหารวัดชัยมงคล (ป่ากล้วย) อำเภอสารภี
                 ๓. สร้างและฉลองวิหารวัดขุนเส อำเภอหางดง
                 ๔. สร้างและฉลองวัดขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม
                 ๕. สร้างและฉลองวิหารพระบรมธาตุ วัดพระธาตุจอมทอง อำเภอจอมทอง
                 ๖. ยกตำหนักบนดอยสุเทพถวายเป็นสมบัติของวัดพระธาตุดอยสุเทพ
         เรื่อง การอุปสมบทพระภิกษุสามเณรมีเสมอไม่เคยขาด เมื่ออุปสมบทแล้วก็ทรงอุปัฏฐากโดยไม่ทอดทิ้ง อนึ่งเมื่อประทับอยู่กรุงเทพฯ ถ้าภิกษุสามเณรจากทางเหนือลงไปศึกษาเล่าเรียนก็จะปวารณา และช่วยเหลือทุกรูป

         
             
         
            ทรงส่งเสริมการสาธารณสุข
                    พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเห็นความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชนชาวเชียงใหม่ ได้ประทานทุนทรัพย์จัดสร้างตึก ณ เชียงใหม่ ในบริเวณโรงพยาบาลแมคคอร์มิค และทรงบริจาคทรัพย์ซื้อรถยนต์ประทานแก่สถานีอนามัยเชียงใหม่จำนวน ๑ คัน
         
             
         
            ทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
                    พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและสนพระทัยในการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมล้านนาและภาคกลางเข้าด้วยกัน พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการศิลปะหลายด้าน
         
            
                  การดนตรี
                        จากการที่ได้ทรงสนับสนุนให้เจ้านายพี่น้องและข้าราชบริพารที่ตามเสด็จลงไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วยให้เรียนดนตรีไทยและการขับร้อง เมื่อตามเสด็จกลับเชียงใหม่ก็ได้นำมาถ่ายทอดให้ชาวเชียงใหม่ภายในตำหนักจะมีการฝึกซ้อมดนตรีและขับร้องพร้อมๆ กับการฝึกหัดการละครฟ้อนรำอยู่เสมอ
                    
         
                  การละครและนาฏศิลป์
                        ทรงนำศิลปการละครจากราชสำนักรัตนโกสินทร์มาเผยแพร่ ทรงฝึกซ้อมให้คณะละครรำของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ และได้จัดแสดงในวาระต่างๆ
         
            
                  ทางด้านวรรณกรรม
                        ค่าวซอ ซึ่งเป็นศิลปะการขับร้องพื้นเมืองของล้านนา พระราชชายยาฯ ทรงสนับสนุนจนเป็นที่นิยมอย่างสูงในยุคนั้น พระองค์มีกวีผู้มีความสามารถประจำราชสำนักอยู่หลายคนด้วยกัน เช่น ท้าวสุนทรพจนกิจ ซึ่งได้ประพันธ์บทละครเรื่อง “น้อยใจยา” ขึ้นถวาย และของประทานอนุญาตแสดงถวายเนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติ ซึ่งพระราชชายาฯ ก็ได้ทรงแก้ไขบทบางตอนให้เหมาะสม และทรงประพันธ์คำร้องประกอบทำนองเพลงพื้นเมืองเดิมของล้านนาประกอบละครเรื่องนี้ด้วย ละครเรื่องนี้ปรากฏว่าเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น สำหรับเพลงประกอบนั้นได้กลายมาเป็นเพลงที่นิยมร้องกันจนกระทั่งทุกวันนี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ นอกจากนี้พระราชชายาฯ ได้นิพนธ์บทร้องเพลงพื้นเมือง ทำนองล่องน่านเพื่อขับร้องถวายสดุดีพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งเสด็จประพาสเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๕
            ใช่แต่ว่าจะทรงเชี่ยวชาญเฉพาะวรรณกรรมพื้นเมืองเท่านั้น พระราชชายาฯ ทรงมีพระปรีชาสามารทางวรรณกรรมภาคกลางด้วย ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลพายัพครั้งเดียวกันนี้ พระราชชายาฯ ได้ทรงเข้าร่วมสักวาโต้ตอบด้วย
         
            
                  การทอผ้าตีนจก ผ้ายกดอก
                        ซิ่นตีนจก เป็นเครื่องนุ่งห่มตามประเพณีวัฒนธรรมล้านนามาแต่โบราณ เป็นผ้านุ่งที่ต่อชาย (ตีน) ด้วยผ้าจกอันมีสีสันและลวดลายสวยงามมาก การทอตีนจกเป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องใช้ฝีมือในการทอมาก พระราชชายาฯ ทรงเกรงว่าศิลปะด้านนี้จะสูญหายไป จึงทรงรวบรวมผู้ชำนาญการทอผ้าซิ่นตีนจกจากที่ต่างๆ เข้ามาทอในตำหนัก นอกจะจะทอไว้ใช้เป็นการส่วนพระองค์และสำหรับประทานให้ผู้อื่นในโอกาสต่างๆ แล้ว วัตถุประสงค์ใหญ่ก็เพื่อเป็นที่ฝึกสอนให้ลูกหลานหลายคนได้เข้าเรียนจนมีวิชาติดตัวนำไปประกอบอาชีพได้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น พระกรณียกิจด้านนี้ของพระองค์ท่านได้ทำให้เชียงใหม่และล้านนาทั่วไปได้มีศิลปมรดกด้านนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตามาจนกระทั่งทุกวันนี้
                    เช่นเดียวกันกับการทอผ้าซิ่นยกดอก ซึ่งเป็นศิลปะการทอผ้าอันสูงส่งของล้านนาเช่นกัน แทบจะเลือนหายไปในขณะนั้น หากแต่พระราชชายาฯ ได้ทรงกอบกู้ไว้ เนื่องจากทรงพบว่าผ้าซิ่นยกดอกทั้งผืนมีเหลืออยู่ผืนเดียว คือผ้าซิ่นยกดอกไหมทองของแม่เจ้าเทพไกสร ที่พระราชชายาฯ ได้ไว้เป็นมรดก จึงได้ใช้ซิ่นไหมผืนนี้เป็นตัวอย่าง ในที่สุดพระองค์ก็ทรงประดิษฐ์คิดค้นการทอผ้ายกดอกชนิดเดียวกันนี้ได้สำเร็จด้วยพระองค์เอง ศิลปะด้านนี้จึงได้ดำรงคงอยู่สืบมา
         
            
                  การฝีมือ ประดิษฐ์ไม้ใบตอง
                        ทรงรวบรวมผู้มีฝีมือในการเย็บใบตองและบายศรีในเชียงใหม่มาฝึกสอนแก่ผู้ที่มีความสนใจในตำหนัก พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงจัดแบบอย่างระดับชั้นของบายศรีให้เหมาะสมแก่การจัดถวายเจ้านายในชั้นต่างๆ และบุคคลทั่วไป นับเป็นต้นแบบที่ได้นำมาปฏิบัติจนกระทั่งในปัจจุบัน
            ด้านการทำดอกไม้สด ทรงสอนให้คนในตำหนักร้อยมาลัย จัดพุ่มดอก ร้อยตาข่าย เย็บแบบ จัดกระเช้าดอกไม้ทั้งสดและแห้ง จัดแต่งด้วยดอกไม้สดทุกชนิด ตำหนักพระราชชายาฯ ในครั้งนั้นจึงเป็นแหล่งรวมแห่งศิลปวัฒนธรรมเป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเชียงใหม่ และส่งผลดีในการอวดแขกบ้านแขกเมืองอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
         
            
                  ประเพณีการต้อนรับแบบล้านนา
                            ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าประเพณีการต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่ประทับตาประทับใจแก่ผู้มาเยือนและผู้ได้พบเห็นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต้อนรับแขกเมืองที่มาเยือนอย่างเป็นทางการไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ ประเพณีการต้องรับแบบล้านนานับได้ว่ามีส่วนช่วยเชิดหน้าชูตาประเทศไทยเป็นอย่างมาก
            เป็นที่ทราบกันน้อยมากว่าแบบอย่างประเพณีอันดีงามและน่าประทับใจนี้ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้มีส่วนกำหนด สืบเนื่องมาจากการเสด็จเลียบมณฑลพายัพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๗ พระราชชายาฯ ทรงรับเป็นที่ปรึกษาของการเตรียมงานทั้งหมดเป็นองค์ประธานจัดกระบวนบายศรีทูลพระขวัญ ทั้งเป็นองค์ที่ปรึกษาจัดริ้วขบวนเสด็จสู่นครเชียงใหม่ และเป็นองค์ประธานจัดการแสดงถวายเพื่อทอดพระเนตร พระราชพิธี และแบบแผนปฏิบัติที่ได้ทรงริเริ่มไว้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นต้นแบบในการต้อนรับบุคคลสำคัญผู้มาเยือนเชียงใหม่ในกาลต่อมา
      
   
   
       
   
      ทรงส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ ทรงริเริ่มการปลูกลำไย
   
            พระราชชายาฯ ได้โปรดให้ใช้ พระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม เป็นแปลงทดลองการเกษตรส่วนพระองค์ขนาดใหญ่ โปรดให้ เจ้าชื่น สิโรรส พระญาติสาย ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน มาดูแลควบคุมพัฒนาการเกษตร ทรงริเริ่มส่งเสริมการปลูกใบยาสูบเวอร์จิเนีย ใบชา ใบหม่อน ดอกไม้เมืองหนาว และกล้วยไม้ ทั่วนครเชียงใหม่และหัวเมืองใกล้เคียง นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงทดลองปลูกพืชใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น ทรงทดลองปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง แครอท แตงโมบางเบิด แคนตาลูป รวมทั้งลำไย ผลไม้ขึ้นชื่อของเชียงใหม่ในปัจจุบัน พระองค์ท่านก็ทรงนำมาปลูกเป็นพระองค์แรก ที่สำคัญ ทรงให้มีการศึกษาพัฒนาด้านการเกษตรอยู่เสมอ และทรงเน้นการให้ความรู้การเกษตรสมัยใหม่เข้าถึงประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริง พระราชอัจฉริยะภาพและพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ปรากฏให้เห็นถึงปัจจุบันที่ การปลูกใบชา ใบหม่อน กล้วยไม้ และลำไย กระจายอยู่ทั่วนครเชียงใหม่และเมืองใกล้เคียง ประชาชนต่างยึดถือเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เลี้ยงครัวเรือน
   
       
   
      พระราชทานนามกุหลาบสีชมพูกลิ่นหอมพันธุ์หนึ่ง ถวายแด่พระราชสวามี ว่า "จุฬาลงกรณ์"
   
            พระราชชายาฯ ทรงเป็นเจ้านายสตรีชั้นนำของประเทศ ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของราชสมาคมกุหลาบแห่งประเทศอังกฤษ ทรงริเริ่มและสนับสนุนการปลูกกุหลาบทั่วนครเชียงใหม่ และหัวเมืองใกล้เคียง ภายหลังทรงพบกุหลาบขนาดใหญ่พันธุ์หนึ่ง ซึ่งมีสีชมพูระเรื่อ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ทำให้ทรงหวนระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสวามีที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว จึงได้พระราชทานนามกุหลาบพันธ์นั้นตามพระนามในพระราชสวามีว่า "จุฬาลงกรณ์" พระราชชายาฯ โปรดให้สร้างแปลงเพาะพันธุ์บน พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก บนดอยสุเทพ ซึ่งมีอากาศเย็นทั้งปี เมื่อเสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักดาราภิรมย์ ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ ก็โปรดให้ปลูกกุหลาบ "จุฬาลงกรณ์" โดยรอบพระตำหนัก และทรงตัดดอกถวายสักการะ พระราชสวามี ซึ่งต่อมาภายหลัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำกุหลาบ "จุฬาลงกรณ์" มาเพาะพันธุ์และโปรดให้ปลูกประดับโดยรอบ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์
   
       
   
       
   
   
       
   
      ธงดารารัศมี
   
            ดารารัศมี เป็นธงประจำพระองค์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มีพระนามย่อประดับรูปดาว ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้น
   
       
   
       
   
      
   
   
      เพลงเจ้าดารารัศมี
   
       
   
      คำร้อง พาริณี พจนสุนทร ทำนองและเรียบเรียงเสียงประสาน อภิชาติ ศรีศิริจันทร์
   
       
   
       
   
      ฟ้างามยามแสงดาราส่องเรืองฟากฟ้าเหนืออาณาเชียงใหม่
   
      กะพริบพราว..วาววับระยับเด่นไกลสูงลอยเฉิดฉันวิไล..ทั่วในแคว้นแดนล้านนา
   
      แคว้นใดใฝ่หารานี..ดารารัศมีขวัญฤดีราชา
   
      ประทับในหทัยแห่งองค์จุฬา ฯ เชิดชูศักดิ์ศรีลานนาเลอล้ำค่าเทียมทัน
   
      งามสมคำกล่าวขานโน้มนำสถานใกล้ไกล โยงผูกไมตรีสัมพันธ์
   
      ทรงสรรค์สร้างพราวพร่างงานเสกสรร
   
      ชนทั่วหล้าจำนรรจ์วัฒนธรรมบ้านเกิดเมืองนอน
   
      ร้างนานถิ่นฐานเวียงพิงค์กลับมาแอบอิงสายน้ำปิงเหมือนก่อน
   
      กะพริบพราววาววับพิงคนคร ..ทอดกายให้หายอาวรณ์
   
      ประทับนอนสวนเจ้าสบาย....
   
      (ดนตรี )
   
      งามสมคำกล่าวขานโน้มนำสถานใกล้ไกล โยงผูกไมตรีสัมพันธ์
   
      ทรงสรรค์สร้างพราวพร่างงานเสกสรร
   
      ชนทั่วหล้าจำนรรจ์วัฒนธรรมบ้านเกิดเมืองนอน
   
      ร้างนานถิ่นฐานเวียงพิงค์กลับมาแอบอิงสายน้ำปิงเหมือนก่อน
   
      กะพริบพราววาววับพิงคนคร ..ทอดกายให้หายอาวรณ์
   
      ประทับนอนสวนเจ้าสบาย
   
       
   
      
   
   
       
   
      ที่ประทับ
         ในระหว่างที่พระองค์รับราชการเป็นพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวและหลังจากที่พระองค์เสด็จประทับยังจังหวัดเชียงใหม่ พระองค์ประทับยังสถานที่ต่าง ๆ ดังนี้   
            - ตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ภายในพระบรมมหาราชวัง
   
            - ตำหนักสวนฝรั่งกังไส ภายในพระราชวังดุสิต
   
            - ตำหนักพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ภายในพระราชวังบางปะอิน
   
            - พระตำหนักดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
   
            - พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก จังหวัดเชียงใหม่
   
       
   
      
   
   
      
          
      
          
      
          
      
         
   
   
      ภาพ เจ้าจอมมารดาดารารัศมี กับ พระธิดา พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี
   
       
   
      
         
   
   
      ภาพ เสด็จเจ้าน้อย พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิมลนาคนพีสี
   
       
   
            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จจากพระราชวังดุสิตมาส่งพระราชชายา ณ สถานีรถไฟสามเสน เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๓๔๕๑ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย กับพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดีได้เสด็จส่งถึงปากน้ำโพ เพราะทางรถไฟสายเหนือเพิ่งวางรางไปถึงเพียงแค่นั้น
   
       
   
            เจ้าดารารัศมี พระราชชายาต้องเสด็จต่อโดยทางเรือ โดยใช้เรือพระที่นั่งเก๋งประพาส ติดตามด้วยเรือแม่ปะ เรือสีดอ และเรื่ออื่นๆ อีกมากมายกว่า ๕๐ ลำ นับเป็นขบวนเรือที่ยาวเหยียดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เรือทุกลำนั้นเล่าต่างก็ตกแต่งประดับประดาด้วยธงทิวปลิวไสว ยังความชื่นตาชื่นใจให้แก่ชาวเหนือที่คอยเฝ้ารับเสด็จกันด้วยความปลาบปลื้มปิติยินดีสองฝากฝั่งลำน้ำ เมื่อเรือเจ้าดารารัศมีผ่านไปและหยุดยั้งเพื่อพักแรมยังตำบลใดอำเภอใด จังหวัดแต่ละแห่งนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานแห่งเมืองนั้นได้ให้การรับรองอย่างแข็งแรง ได้ปลูกพลับพลาประทับร้อนประทับแรม เตรียมไว้คอยรับเสด็จด้วยความพร้อมเพรียงเป็นอย่างดีทุกแห่งไป
   
       
   
      เรือที่นั่งเก๋งประพาสได้บรรลุมาสู่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๒ รวมเวลาสองเดือน กับ เก้าวัน
   
       
   
            เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ กับเจ้าแก้วนวรัฐฯ เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราช พร้อมด้วยเจ้านายและข้าราชการทุกฝ่าย ตลอดจนพ่อค้าและบรรดาชาวต่างประเทศคหบดีทั้งหลาย ต่างจัดขบวนแห่ของตนมาต้อนรับกันอย่างครึกครื้นรื่นเริงกันอย่างเต็มที่
   
       
   
            การรับรองพระราชชายา เจ้าดารารัศมีครั้งนี้ นับว่าเอิกเกริกมโหฬารยิ่ง เป็นประวัติการที่จะจดจำกันไปชั่วกาลนาน เพราะตลอดระยะเส้นทางที่เสด็จผ่านไปนั้น ชาวเหนือได้แห่แหนกันมาเฝ้าอย่างคับคั่ง   ทหารและข้าราชการขี่ม้าเป็นแถวนำ กับแต่เป็นภาพสีต่างๆ มีภาพคนสมัยโบราณ คนป่า เรื่องชาดก รามเกียรติ์ เช่นเรื่องพระยามังราย ละวะ เจ้าหงส์หิน พระลักษณ์ พระราม พระเวสสันดร เมขลาล่อแก้ว กลองชนะ กลองสะบัดไชย แตรวง กลองเมือง กลองมองเซ้ง อุเจ่ กลองพม่า ล่อโก๊ะ ฯลฯ
   
       
   
            การรับเสด็จในเชียงใหม่ได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง และสนุกสนานที่สุด ตามรายทางเสด็จตั้งเครื่องบูชา ตั้งขบวนแห่จากที่ทำการป่าไม้ภาคเชียงใหม่ มาตามถนนเจริญประเทศ เลี้ยวถนนท่าแพ ปละถนนพระปกเกล้าฯ ออกประตูช้างเผือก เลี้ยวถนนราชวงศ์ถึงที่ประทับ ณ คุ้มหลวง ซึ่งจัดเป็นข้างหน้าข้างในอย่างมิดชิด ผู้ใดจะเข้าจะออกต้องมีสนมกรงวังกำกับ ทำนองเดียวกับในพระบรมมหาราชวัง มีทหารกองเกียรติยศประจำหน้าที่ประทับ เวลาเสด็จผ่านทหารเป่าแตรถวายคำนับทุกครั้ง วันเสด็จถึง ข้าราชการแต่งเต็มยศขาว
   
       
   
            ก่อนเสด็จถึงเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบทองคำลงยา หลังหีบมีอักษรพระบรมนามาภิไธย จ.ป.ร. ประดับเพชร ในหีบมีคำจารึกดังนี้
   
       
   
       
   
       
   
      “หีบบรรจุคำอวยพรและความคิดถึงของจุฬาลงกรณ์ ป.ร. ส่งให้แก่
   
      ดารารัศมี ผู้เป็นที่รัก เมื่ออายุครบสามรอบบริบูรณ์ ในสมัยเมื่อ
   
      กลับขึ้นไปเยี่ยมนครเชียงใหม่ รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ – ๘ ”
   
       
   
       
   
            หีบทองคำลงยาประดับเพชร ได้ถูกส่งล่วงหน้ามาทางบก และหีบนั้นถึงก่อนเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ลงไปรับเสด็จที่สบแจ่ม ซึ่งตามระยะเรืออีกเจ็ดคืนจึงจะถึงเชียงใหม่ เจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ได้อัญเชิญหีบนั้นไปถวายด้วย
   
       
   
            ระหว่างที่ประทับอยู่เชียงใหม่ เจ้าดารารัศมีเสด็จไปเยี่ยมเจ้าผู้ครองนครลำพูน ลำปาง และพระประยูรญาติในจังหวัดนั้นๆ โดยขบวนช้างและม้าเป็นจำนวนนับร้อย มีพลับพลาประทับร้อนประทับแรมตามระยะทางเสด็จ
   
       
   
            เมื่อเสด็จกลับจากลำปางแล้ว ได้ทรงสร้างกู่ หรือ อนุสาวรีย์ที่วัดสวนดอก แล้วอัญเชิญพระอัฐิพระญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งบรรจุไว้ตามกู่ตามที่ใกล้ตลาดวโรรสและที่อื่นๆ ไม่เป็นหมวดหมู่และเป็นที่ไม่เหมาะ ไปบรรจุไว้ดังที่ปรากฏต่อมาคือ
   
       
   
      
         
   
   
            ๑. พระอัฐิพระเจ้าบรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ องค์อินทรสรุศักดิ์ สมญามหาขัติยราช ชาติราชาไชยสวรรค์ (พระเจ้ากาวิละ) พระเจ้าขัณฑเสมานครเชียงใหม่ ที่ ๑
   
            ๒. อัฐิเจ้าช้างเผือก เจ้านครเชียงใหม่ ที่ ๒
   
            ๓. อัฐิเจ้าหลวงเศรษฐี (คำฝัน) เจ้านครเชียงใหม่ ที่ ๓
   
            ๔. อัฐิเจ้าหลวงแผ่นดินเย็น (พุทธวงศ์) เจ้านครเชียงใหม่ ที่ ๔
   
            ๕. พระอัฐิอัฐิพระเจ้ามโหตรประเทศฯ พระเจ้านครเชียงใหม่ ที่ ๕
   
            ๖. อัฐิเจ้าแม่คำแผ่น ในพระเจ้ามโหตรประเทศฯ
   
            ๗. พระอัฐิพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ พระเจ้าเชียงใหม่ ที่ ๖
   
            ๘. อัฐิเจ้าแม่อุสาห์ ในพระเจ้ากาวิโลรสฯ
   
            ๙. พระอัฐิพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้าเชียงใหม่ ที่ ๗
   
            ๑๐. อัฐิเจ้าแม่ทิพเกสร ในพระเจ้าอินทวิชยานนท์  พร้อมกับอัฐิเจ้านายอื่นๆ อีกมาก
   
       
   
            เมื่อสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ได้มีการฉลองเป็นงานใหญ่โตมโหฬารกันว่าเป็นงานเกียรติยศเป็นระเบียบ ยังความรื่นเริงบันเทิงใจแก่ผู้ได้มาร่วมในงานนี้อย่างมากที่สุดในเชียงใหม่ มีการมหรสพต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๕ ถึงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ รวม ๑๕ วัน ๑๕ คืน ได้ปลูกพลับพลาประทับแรม และที่พักเจ้านาย ข้าราชการ โรงพิธี โรงหนัง โรงละคร สนามมวย โรงเลี้ยง หมวดรักษาการทหารตำรวจ สถานีอนามัยประจำอยู่ที่นั่นพร้อมพรัก ย้ายตลาดขายของสดตามไปด้วย
   
       
   
            เจ้านครลำปาง เจ้านครลำพูน แพร่ น่าน เชียงราย ตลอดถึงเจ้านายญาติพี่น้องของข้าราชการทุกแผนกได้เข้าร่วมช่วยเหลือในงานนี้กันทั่วหน้า มีสวดแจงแสดงพระธรรมเทศนา ปฐมสังคายนา พระสงฆ์ ๕๐๐ รูปสวดอภิธรรมและถวายของไทยทาน
   
       
   
            พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญ อ.ด. ไขว้ ด้วยทองคำ กาไหล่ทองแลเงิน กับทำแหนบทองคำ และลงยาพระราชทานเป็นของแจกในงานนี้ด้วย
   
       
   
            นอกจานนี้ พระองค์ยังได้เสด็จไปนมัสการและทำบุญพระธาตุพระบาท และปูชนียสถานสำคัญๆ หลายแห่ง ประทับอยู่ที่นครเชียงใหม่ ๖ เดือน ๘ วัน เสด็จกลับจากเชียงใหม่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ เสด็จลงเรือที่หน้าที่ทำการไปรษณีย์ รวมเรือในขบวนเสด็จกลับนี้ ๑๐๐ ลำเศษ เมื่อถึงเมืองอ่างทอง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงเรือยนต์มารับเสด็จที่นั่น แล้วพาไปประทับแรมที่พระราชวังบางปะอินสองราตรี พระราชทานสร้อยพระกรประดับเพชรเป็นของขวัญในโอกาสเสด็จกลับมานี้ด้วย
   
       
   
      อ่านต่อได้ที่  https://sites.google.com/a/web1.dara.ac.th/9dec56/haelng-reiyn-ru/phra-rach-chaya-cea-dara-rasmi
      กลับสู่พระนครวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๕๒
   
       
   
       
   
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 17, 2016, 10:31:52 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service