Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
Attaqwa Community TIMELIME การเดินทางเข้าสู่ย่านวัดเกต ของชาวมุสลิม
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
พฤษภาคม 28, 2017, 05:18:03 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Attaqwa Community TIMELIME การเดินทางเข้าสู่ย่านวัดเกต ของชาวมุสลิม  (อ่าน 733 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8494 Level 75 : Exp 9%
HP: 4.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มิถุนายน 21, 2016, 03:16:26 pm »
แบ่งปัน

   Attaqwa Community TIMELIME การเดินทางเข้าสู่ย่านวัดเกต ของชาวมุสลิม
   พ.ศ. 2410 อับดุลเราะห์มาน พ่อค้ามุสลิมเชื้อสายอินเดีย และภรรยาชื่อนางเขียว พื้นเพเดิมเป็นคนชาติพันธ์ยอง มาจากเมืองลำพูน นำครอบครับมาตั้งหลัก แหล่งในย่าน สันป่าข่อย โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ ในบริเวณ ถนนบำรุงราษฏร์ ซอย 3 ประกอบอาชีพค้าขาย ครอบครัวนายอับดุลเราะห์มาน เป็นจุดเริ่มต้น ของสายตระกูล วิลัยมาล โดยลูกหลานของครอบครัวนี้ ได้แตกสายออกไปหลายตระกูล ได้แก่ วีระพันธ์ รัศมีจันทร์ บุษกร พงษ์พฤกษฑล อยู่อย่างไท เป็นต้น
    
   
   พ.ศ. 2425 นายเยฮัวเทน หรือ เยซาเกอเทอ หัวหน้าคาราวานม้าต่าวชาวจีนฮ่อ เป็นมุสลิมเชื้อสายจีนฮ่อ คนแรก ที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในย่านนี้ ได้แต่งงานกับ นางรอซูลบี ลูกสาวคนโตของท่านอับดุลเราะห์มาน (มุสลิมเชื้อสายอินเดีย) ได้สร้างบ้านอยู่ใน ถนนบำรุงราษฏร์ ซอย 3 เช่นกัน
   พ.ศ.2441 นายมูฮัมหมัดฮูเซ็น มุสลิมชาวอินเดียใต้ได้แต่งงาน กับหญิงสาวชาวลำพูน ด้วยกับ คำสอน การรวมกันเป็นกลุ่ม(ญามาอะห์) จึงมาปลูกบ้านพักอาศัย ในย่าน ถนนบำรุงราษฏร์ ซอย 3 เช่นกัน โดยตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของนายอับดุลเราะห์มาน นายมูฮัมหมัดฮูเซ็น หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า นานา(แปลว่า คุณปู่) เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่อายุ 11 ปี เพื่อมาตามหาปู่ ต่อมาช่วยปู่ค้าขายในตลาดวโรรส จนกระทั้งแต่งงานจึงแยกเรือน ต่อมาได้เปิดร้านอาหารที่ถนนท่าแพ ชื่อว่า ร้านไทยอิสลาม ขายอาหารประเภท ข้าวหมกไก่/แพะ แกงมัสมั่น กรุหม่า แกงกระหรี่ โรตี มะตะบะ เป็นร้านที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น มีหมู่ข้าราชการ เจ้านายฝ่ายเหนือเป็นลูกค้าประจำ ถือได้เป็นร้านอาหารมุสลิมร้านแรก ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ สายตระกูลที่สืบเชื้อสายจากนายมูฮัมหมัดฮูเซ็น ได้แก่ ตระกูลนานาวิชิต ศรีสวัสดิ์ แอนนานา
   ช่วงเวลาเดียวกัน นายจองกาเล มุสลิมชาวอินเดียอีกคนหนึ่ง ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ทำงานในบริษัททำไม้ของอังกฤษ ด้วยกับการทำงานที่ซื่อสัตย์ ขยันขันแข่ง ตามวิสัยคนอินเดีย บริษัทจึงได้มอบที่ดินจำนวนหนึ่งในบริเวณถนนบำรุงราษฏร์ ซอย 2 ให้เป็นรางวัล นายจองกาเล ไม่มีลูกชาย แต่เป็นลูกเขยเป็นมุสลิมเชื้อสายอินเดีย ชื่อ ฟายีรัด สุวรรณมาลี ประกอบอาชีพ ขายเข็ม ขายด้าย และเลี้ยงวัว สายตระกูลที่สืบเชื้อสายของนายจองกาเล ได้แก่ สุวรรณมาลี มาลีกุล สิทธิศักดิ์
   พ.ศ.2450 นายเยฮัวเทน หรือ เยซาเกอเทอ เป็นเจ้าของคาราวานม้าต่าง ซึ่งมีม้าที่ดูไม่ต่ำกว่า 400 ตัว รับจ้างบรรทุกสินค้าไปทุกที่ตามแต่ผู้ว่าจ้าง ในการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟขุนตาล ขบวน ม้าต่างของ เยฮัวเทน ได้ถูกนำขนถ่ายเครื่องมืออุปกรณ์ ไปยังในพื้นที่ก่อสร้างอุโมงค์ จนการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟขุนตาลจนเสร็จในปี 2461
   พ.ศ.2451 มุสลิมเชื้อสายปาทาน (ปากีสถาน) ชื่อ ซารายุคดีน เดินทางมาพร้อมลูกชายวัย 6 ขวบ ชื่อ กียามุดดีน ทำการค้านาฬิกาและเพชรพลอย ซารายุดดีน ได้แต่งงานกับนางน้อย นานาวิชิต ลูกสาวของนานามูฮัมหมัดฮูเซ็น (นานา นานาวิชิต) ซารายุคดีน เป็นมุสลิมเชื้อสายปาทานคนแรกที่ตั้งถิ่นฐานในย่านนี้ สายตระกูลนี้ ได้แก่ มุดดีนและเปี่ยมชัยวัฒน์ ส่วนสายตระกูลของกียามุดดีนคือ สกุล วรรณา
   พ.ศ.2452 ทางราชการเจ้านายฝ่ายเหนือ ได้มีการสั่งอาหารอินเดียชนิดต่าง ๆ จากร้านไทยอิสลามของ นานามูฮัมหมัดฮูเซ็น ไปเลี้ยงในงานเฉลิมฉลองการวิวัตินครเชียงใหม่ของเจ้าดารารัศมี ที่ตำหนักดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม
   พ.ศ 2464 มีการสร้างทางรถไฟ มาถึงเชียงใหม่ การคมนาคทางน้ำถูกลดบทบาทลง เนื่องจากมีความยากลำบากว่า ทั้งยังกินเวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูง ย่านวัดเกตจึงลดบทบาททางการค้ากลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว คนที่อยู่ในย่านนี้ส่วนใหญ่ก็คือลูกหลานของคนที่มาตั้งถิ่นฐาน ดั่งเดิม เมื่อรถไฟมาถึงเชียงใหม่ พร้อมกับนำชาวจีนจากกรุงเทพฯ เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในพื้นที่ย่านสันป่าข่อยจำนวนมากขึ้น ทำให้ย่านเจริญเมืองเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเชียงใหม่ มีร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่ สองฝั่งถนน เจริญเมือง ทำหน้าที่เป็นแหล่งรวมสินค้าที่จะส่งลงไปขายที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร จากอำเภอรอบนอก เช่น ช้าง สุกร ยาสูบและครั่ง อีกทั้งเป็นแหล่งกระจายสินค้าจากกรุงเทพฯ ส่งไปยังตลาดต่าง ๆ ทั้งในเชียงใหม่และเมืองอื่น ๆ
   พ.ศ.2477 มีอากาศยาน มาลงที่ สนามบินเชียงใหม่เป็นครั้งแรก
    
   
   อะมัดซีดิ๊ก เจ้าดูรี
   พ.ศ.2479 อะมัดซีดิ๊ก เจ้าดูรี มุสลิมเชื้อสายบังคลาเทศ สายตระกูลเจ้าดูรี เดินทางจากบังคลาเทศ ผ่านพม่ามาตั้งถิ่นฐานค้าขายอยู่ในอำเภอเมืองแม่สะเรียง ได้ขายกิจการตลาดสดแม่สะเรียงย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ได้แต่งงานกับบุตรสาวของมูฮัมหมัดฮูเซ็น (นานา นานาวิชิต) เดิมอาศัยอยู่แถวถนนราชวงค์ เปิดกิจการขาย ผ้าเมตรในตลาดวโรรส (กาดหลวง) จนมีฐานะดีขึ้น ในปี พ.ศ. 2500 จึงได้มาซื้อบ้าน พร้อมที่ดิน (จากนักการเมืองท่านหนึ่งในอดีต)ในบริเวณท่าน้ำวัดเกต (ข้างสะพานจันทร์สม หรือ ขัวแขก)
   พ.ศ.2484 เชียงใหม่เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2489 มุสลิมย้ายเข้ามาอยู่ในย่านนี้เพิ่มขึ้นอีกหลายครอบครัวได้แก่ สายตระกูล อนุวงค์เจริญ บุญสวัสดิ์ เสกาจารย์ เกียรติกุล ตรงเพียรเลิศ รุจิพรรณ เป็นต้น
   พ.ศ.2501 ถึง พ.ศ.2510 ทายาทของนายวิลเลียม เบน (ผู้จัดการบริษัทบริติสบอร์เนียว) ได้จัดสรรที่ดินแบ่งขาย ในราคาตารางวาละ 200 บาท ทำให้มีครอบครัวมุสลิมอีกหลายครอบครัวเริ่มทยอยเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนแห่งนี้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมี นายสุจิต ตรงเพียรเลิศ(สกุลเดิม เตียวตระกูล) นักธุรกิจจัดสรรที่ดิน มุสลิมเชื้อสายจีน จัดขายที่ดิน บริเวณรอบ มัสยิด ขายให้กับพี่น้องมุสลิม ที่สนใจอีกหลายแปลง ครอบครัวมุสลิมเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนแห่งนี้เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ตระกูล วีระชาญ ยิ่งรักสกุลชัย ใบนานา สันติมโนกุล ตรงเพียรเลิศ รุจิพรรณ เป็งกัลหะ กัลหะ กายี ศรีสมบัติ เป็นต้น
   นายสุจิต ตรงเพียรเลิศ อีกผู้หนึ่งที่มีคุณูปการ กับชุมชมอัตตักวา
   
   พ.ศ.2507 มุสลิมในชุมชนย่านวัดเกต ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 ครอบครัว โดยมี นายเปรม(โกฟู่) รุจจิพรรณ คุณสุจิต ตรงเพียรเลิศ และพวก เริ่มมีการปรึกษาหาพูดคุยเป็นห่วงเด็กเยาวชนในพื้นที่ ในการเดินทาง ไปเรียนศาสนาอิสลามพื้นฐาน (ฟัรฎูอีน) ของเยาวชน ที่ต้องข้ามแม่น้ำปิง ไปเรียน ที่มัสยิดบ้านฮ่อ ซึ่งไม่สะดวกในการเดินทางไปกลับในช่วงกลางคืน และฤดูฝน จึงมีการร่วมกันคิดที่จะสร้างโรงเรียนสอนฟัรฏูอีนขึ้น จึงได้ขอความร่วมมือ จากพี่น้องในพื้นที่ รวบรวมเงิน จนซื้อที่ดิน ที่สร้างมัสยิดอัตตักวา ปัจจุบัน เนื้อที่ 1 ไร่ จากทายาทของนายวิลเลี่ยมเบน (ผจก.บ.บริติสบอร์เนียว)
   พ.ศ.2508 นายยง ฟูอนันต์ (ฮัจยีหมง) ได้ย้ายครอบครัวจากชุมชนมัสยิดบ้านฮ่อ มาอยู่ถนนบำรุงราษฏร์ ย่านสันป่าข่อย ประกอบอาชีพ โดยเปิด ห.จ.ก ฟูอนันต์ เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยี่ห้อฮอนด้า ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุคคลที่มีบทบาทในการสร้างมัสยิดอัตตักวาและโรงเรียนจิตต์ภักดี ในเวลาต่อมา
   พ.ศ.2510 ที่ดินที่ตั้งใจไว้จะทำโรงเรียน ก็มีการหารือกันใหม่ โดยมี นายยง ฟูอนันต์ นายสมพงษ์ (เจ๋าจิงฟง) อยู่อย่างไท นายเปรม รุจิพันธ์ นายสุจิต ตรงเพียรเลิศ และพวกประชุมเพื่อหาข้อยุติ มีมติให้สร้างมัสยิดก่อน เพื่ออำนวยความสะดวกกับพี่น้องมุสลิมในฝั่งนี้ ทั้งในการทำศาสนพิธีและสร้างโรงเรียนให้เสร็จตามเจตนา โดยเริ่มการสร้างมัสยิดในปีนี้ เพื่อจะให้มีการเรียนรู้ในเรืองศาสนาอิสลามตามเจตนา ซึ่งในยุคนั้น หาผู้ที่เรียนรู้ในจังหวัดเชียงใหม่ไม่มีเลย นายยง ฟูอนันต์ ซึงเป็นผู้ที่ใส่ใจในเรื่องของการศึกษา เป็นผู้เสนอให้ทุน กับเด็กเยาวชนในเชียงใหม่ ถ้าใครสมัครใจไปเรียนศาสนาก็จะเป็นตัวกลางในการดูแลค่าใช้จ่ายให้ โดยมีการคัดเยาวชน ในพื้นที่ชุมชนมุสลิมเชียงใหม่ ได้จำนวนหนึ่ง ส่งไปเรียนศาสนาที่โรงเรียนอิสลามศรีอยุธยา คลองตะเคียน จ.พระนครศรีอยุธยา เรียนอยูประมาณ 3 ปี ต่อมาทราบว่า ที่ โรงเรียนศาสนวิทยา ซึ่งตั้งอยู่ที่ คลอง 19 อ.บางน้ำเปรียว จ.ฉะเชิงเทรา มีโรงเรียนสอนศาสนาและภาษาอาหรับโดยเฉพาะ จึงย้ายนักเรียนจากอยุธยาไปเรียนที่ โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร จ.ฉะเชิงเทรา 6 มกราคม 2510 รับโอนที่ดินมัสยิด จาก 1.นางสาวแอนน์ เบน 2.นายแจ๊ก เบน 3.นายบิลลี่ เบน โดยมีผู้รับโอนดังนี้ 1.นายสุจิต เตียวตระกูล 2.นายเปรม รุจิพรรณ 3.นายอรุณ นานาวิชิต แทนมัสยิดอัตตักวา
   พ.ศ.2513 ทำพิธีเปิดมัสยิดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มกราคม 2513 โดยใช้ชื่อ “มัสยิดอัตตักวา” ภาษาจีนว่า สุเหร่าสันป่าข่อย ได้รับเกียรติจากท่านจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสตร์ และท่านเอกอัครราชทูตประเทศซาอุดิอารเบียประจำประเทศไทยร่วมพิธีเปิดมัสยิด โดยมีผู้รับตำแหน่งในมัสยิดครั้งแรก ประกอบด้วย* นายยง ฟูอนันต์ เป็นอิหม่าม นายบุญยิ่ง สันติมโนกุล เป็นคอเต็บ นายหลู่ แซ่ย่าง (สมพงษ์ อยู่อย่างไทย) เป็นบิหลั่น ชุดแรกในการดำเนินก่อตั้งมัสยิดอัต-ตักวา โดยตั้งอยู่ตามหนังสือจดทะเบียนมัสยิด แบบ ม.อ. ๒ เลขหมายทะเบียน ๑/๒๕๑๒ ที่ตั้งมัสยิด “อัล ตักวา” เลขที่ 141 ถนนบำรุงราษฏร์ ซอย ๒ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (*อ้างในทะเบียนมัสยิด ม.อ.๒ เลขหมายทะเบียน ๑/๑๕๑๒ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่)
   ภาพด้านล่าง ภาพอิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ชุดแรก ที่ทำการจดทะเบียนมัสยิด ตามรายชื่อด้านบน
   
   พ.ศ.2514 รับที่ดินมัสยิด โอนมาจาก นางสาวเรวดี รุจิพรรณ นายสุจิต เตียวตระกูล นายอรุณ นานาวิชิต โดยทำเป็นหนังสือสัญญาให้ที่ดิน โดยโอนให้เป็นชื่อ มัสยิดอัลตักวา ในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ จำนวน ๓ งาน ๙๗ ตารางวา
   พ.ศ.2516 พิธีเปิดโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งแรกในภาคเหนือ เมือวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 โดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนจิตต์ภักดี สถานที่ตั้งในมัสยิดอัลตักวา มีนักเรียนรุ่นแรก ที่มาสมัครเข้าเรียน จำนวน 36 คน เป็นนักเรียนชายล้วน มาจากมัสยิดต่าง ๆ ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก ครูประจำจำนวน 3 ท่าน นายยง ฟูอนันต์ เป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงเรียน อ.อุ่น หมั่นทวี เป็นครูใหญ่ ครูที่ได้รับทุนจากนายยง ฟูอนันต์ ที่จบมาจากโรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร คลอง 19 มาช่วยสอนในเบื้องต้น
   ภาพชุดเริ่มต้น คณะกรรมการโรงเรียน จิตต์ภักดี
   
   พ.ศ.2517 เนื่องจากความต้องการผู้รู้ศาสนาอิสลาม จึงมีความจำเป็น ต้องขยายพื้นที่ เพื่อสร้างโรงเรียนให้ได้มารตฐาน จึงส่งผู้อาวุโสในชุมชนเจรจา ขอซื้อที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๘๒๗๖ จำนวน 5 ไร่ บนเลขที่ 78 ถนนบำรุงราษฏร์ ตำบล วัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ทายาทของนายวิลเลียม เบน ร่วมถือครองที่ดิน จำนวน 4 ท่าน มี นางปราณี อัศเวศน์ นายปรีชา เบน นางสาวประนอม เบน และนางสาวประณีต เบน โดยขอซื้อเพื่อทำโรงเรียนสอนศาสนา ด้วยจิตใจทีดี ของทายาทตระกูลเบน อยากเห็นสังคมมีธรรมนำหน้า จึงขายที่ดินให้กับมัสยิด โดยงบประมาณในการซื้อที่ดิน ผืนนี้ ได้จากการบอกบุญขอรับบริจาคจากพี่น้องมุสลิมทั้งในและนอกประเทศ โดยมีการโอนให้กับมัสยิดอัลตักวา เมือวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๓
   ในขณะนั้นที่ดินที่เป็นพื้นที่ โรงเรียนจิตต์ภักดี ปัจจุบัน เป็นชุมชนแออัด ทีมี่ผู้อยู่อาศัย ทั้งไทยพุทธ และมุสลิม รวมกันอยู่ประมาณ 51 ครอบครัว ซึ่งทางมัสยิดต้องแก้ปัญหา ในการจัดการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ให้หาที่อยู่ใหม่ ช่วยค่าขนย้าย พอประมาณ โดยใช้เวลาพอสมควร จนพี่น้องที่พื้นที่นี้ ย้ายไปพร้อมกับมีที่อยู่ใหม่
    
    
   
    
   
    
   
   มัสยิดอัลตักวา ได้รับ ใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของโรงเรียน ใบอนุญาต เลขที่ ๑๐/๒๕๑๘ เมือวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ให้ มัสยิดอัลตักวา โดยนางกัลยา ฟูอนันต์ เป็นตัวแทน เป็นเจ้าของจัดตั้งโรงเรียนขึ้นที่ อาคารตึกสองชั้น ๑ หลัง ตึกชั้นเดียว 1 หลัง เลขที่ 141 ถนนบำรุงราษฏร์ ซอย ๒ ตำบลวัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้ตามรายการที่แสดงความจำนงค์ไว้คือ ๑.ชื่อโรงเรียน โรงเรียนจิตต์ภักดี ๒.ประเภทโรงเรียน สอนศาสนาอิสลาม 3.เวลาเปิดทำการสอน ตั้งแต่ ๐๘.๓๐ นาฬิกา ถึง ๑๕.๓๐ น. หยุดพักใหญ่ตั้งแต่ ๑๒.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๓.๐๐ น. หยุดพักน้อยรวม ๒๕ นาฬิกา รวมเวลาเรียน ๕ ชั่วโมง ๓๕ นาที ๔.วิชาที่สอน ภาษาอาหรับ ศาสนาอิสลาม ๕.หลักสูตร โรงเรียนโดยอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ (อ้างจากเอกสารอัดสำเนา ใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของจัดตั้งโรงเรียน เลขที่ ๑๐/๒๕๑๘ เขียนที่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ๑๘ พ.ย.๒๕๑๘)
   คณะครูช่วงที่สองในโรงเรียนจิตต์ภักดี เชียงใหม่
   
    
   
   พ.ศ.2520 สร้างอาคารพาณิชย์ ให้เป็นสมบัติของมัสยิด เพื่อให้เช่า โดยทยอยสร้าง เพื่อให้เป็นรายได้สำหรับมัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาจิตต์ภักดี นำค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโรงเรียนและมัสยิด โดย การสร้างอาคารพาณิขย์ งบประมาณส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาคของ พี่น้องชาวซาอุดิอารเบีย เช่น ตระกูลอัลอันซอรี เป็นหลักในการช่วยจัดหาทุน
    
   
    
   
   พ.ศ.2523 เริ่มการก่อสร้างอาคารเรียน(หลังปัจจุบัน) ของโรงเรียนจิตต์ภักดีมัสยิดอัต-ตักวา โดยการก่อสร้างอาคารเรียน อาคารหอพักชาย-หญิง และมีพิธีเปิด อย่างเป็นทางการ เมือวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น เป็นประธานในพิธี และยังมีแขกและบุคคลสำคัญร่วมงานในครั้งนี้ คือท่านมหาเด ในขณะนั้น ท่านดำรงตำแหน่งเป็น รมต.กระทรวงศึกษาธิการของประเทศมาเลย์เซีย ในปีที่เปิดโรงเรียน มีการรับนักเรียนหญิง เข้าศึกษา ศาสนาอิสลาม เป็นครั้งแรก เนื่องด้วยเห็นคุณค่าสตรี ที่ต้องส่งต่อความรู้ไปยังบุตรหลาน ต่อไปในอนาคต สร้างคนที่มีศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ในหัวใจ เพศหญิง จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะต้อง ได้รับการเรียนรู้ในเรืองการศึกษาศาสนาอิสลาม
    
   แถวหน้าเป็นนักเรียนหญิง ที่มาเรียนศาสนา รุ่นแรก ๆ
   
   นายยง ฟูอนันต์ ดูแลการก่อสร้าง อาคารหอพัก ในโรงเรียนจิตต์ภักดี
   
   พ.ศ.2533-2535 นายยง ฟูอนันต์ (ฮัจยีหมง) ได้ล้มป่วยและท้ายสุดก็กลับคืนสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ในฐานะท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียน มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการของโรงเรียนจิตต์ภักดี นายศุภชัย ฟูอนันต์ มาดำรงตำแหน่งแทน นายศุภมิตร ฟูอนันต์ สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮ ประเทศซาอุดิ อารเบีย (ปี ๒๕๓๓) จึงมีการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิด และ ผู้อำนวยการโรงเรียนจิตต์ภักดี โดยตำแหน่ง เนื่องด้วย โรงเรียนอยู่ในการดูแลของมัสยิดอัต-ตักวา
   พ.ศ.๒๕๕๓ คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ได้หารือ เพื่อจะซื้อที่ดิน ที่ติดกับ บริเวณด้านหลังของมัสยิด ซึ่งทางเจ้าของที่ดิน ขายในราคา 18 ล้านบาท บนที่ดิน เนื้อที่ 440 ตารางวา โดยก่อนจะซื้อที่ดิน ไปประชุมสัปปุรุษ์ เพือลงประชามติในการซื้อที่ดินพื้นนี้ ในที่ประชุมเห็นด้วย จึงให้คณะกรรมการมัสยิดส่วนหนึ่ง ไปเจรจา เพื่อขอซื้อที่ดินและตกลงซื้อโดยมีเงือนไขหนึ่งปี วางมัดจำให้เจ้าของที่ดิน เป็นจำนวน 6,000,000 บาท (หกล้านบาทถ้วน) และคงค้างชำระ 12 ล้านบาทภายใต้เงือนไขภายใน หนึ่งปี หลังจากวันวางมัดจำ
    
   
   ตั้งคณะทำงานหาทุนเพื่อซื้อที่ดิน หลังจากการวางมัดจำ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่คณะกรรมการมัสยิดต้อง เร่งระดมทุนเพือการปิดการซื้อขายที่ดิน ภายในเวลาที่กำหนดไว้ จึงมีการประหารือ ให้ตั้งคณะทำงาน หาทุน มาคณะหนึ่ง โดยมี คุณทวีศักดิ์ พงษ์พฤกษฑล อาวุโสในชุมชน ทายาท ท่านเยฮัวเทน เป็นประธานฝ่าย ในกิจอันเร่งด่วนนี้ ขอบคุณอัลลอฮฺ คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ในกิจอันเป็นความดีครั้งนี้ ต่างร่วมมือร่วมใจ โดยแบ่งการทำงานเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรับผิดชอบขอบริจาคภายในประเทศ กลุ่มหนี่งเดินทางไปต่างประเทศ ที่มีพี่น้องมุสลิมและศิษย์เก่าของจิตต์ภักดี อาศัยอยู่ ก็ได้อาศัยแรง ของศิษย์เก่ากลุ่มนี้ ช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นแรงสำคัญมากสำหรับการระดมทุนครั้งนี้ ด้วยกับความมุ่งมั่น เป้าหมายเพื่อความรีฏอ พอทัยของเอกองค์อัลลอฮฺ ซุบฮาฯ ภายในระยะเวลา ไม่ถึงหนึงปี ทางมัสยิด ก็ สามารถรวบรวมเงิน จำนวนที่ค้างไว้ คือ 12 ล้านบาทได้ครบ
    
   พ.ศ.2554 มัสยิดได้ชำระหนี้ตามสัญญาในส่วนที่เหลือ จำนวน 12 ล้านบาท และมีการมอบที่ดิน ให้กับมัสยิดอัตตักวา เพื่อใช้ประโยชน์ในชุมชน และ มุสลิมทั่วไป ให้ก่อเกิดประโยชน์แด่สาธารณะสูงสุด ขอขอบคุณเจ้าของที่ดิน ที่ร่วมบริจาคให้กับมัสยิด อีกจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อร่วมสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชนแห่งนี้ตราบนานเท่านาน
   พ.ศ.2557 14 พฤศจิกายน 2557 หลังละหมาดวันศุกร์ เป็นเวลาที่พร้อม อีหม่ามคณะกรรมการและพี่น้องมุสลิมที่มาร่­วมละหมาดญุมอัต ชวนกันไปลง รากฐานแห่งความศรัทธา เสาแรก ที่ กำลังหยั่งรากลึกเข้าสู่พื้นที่ อย่างมั่นคง รากฐานแห่งความดีงาม รากฐานแห่งการสร้างอุมมะฮ์ ประชาชาติอิสลาม ของภาคเหนือ ซึงการงานอันนี้จะก่อให้เกิด ต้นแห่งศรัทธา ที่ผลิดอกออกผล บุคคลากรด้านศาสนา มารดาแห่งศรัทธาชน ซึ่ง ดินแดนแห่งนี้ เป็น โรงเรียนแห่งแรกในภาคเหนือ ที่เปิดโอกาส ให้มุสลิมมะฮฺ์ ได้มีโอกาสเล่าเรียนในเรืองของศาสนา เพื่อผลิต บรรดามุสลิมมะฮฺเหล่านี้ สู่สังคมมุสลิม อันจะเป็นกำลังในการสร้างสรรสังคมอิสลาม ในเป็นสังคมที่มีวิถีในการดำเนินชีวิต ในกรอบ คุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางคำสอนของท่านนบีศ๊อลฯ
    
   ภาพการก่อสร้างอาคาร 3 ชั้น ณ ดารุลตักวา มัสยิดอัตตักวา เมื่อปี 2558
   
    
   เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคาร 2 หลังได้แก่อาคารแรกเป็นหอพักที่นักเรียนหญิง สูง 3 ชั้น และอาคารหลังที่สองเป็นอาคารพาณิชย์ สูง 3 ชั้น และมีแผนปรับปรุงโกดังเก่า ให้เป็นอาคารสาธารณะประโยชน์ ได้แก่ห้องประชุม สำนักงาน ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ โดยอิหม่ามและสัปปุรุษได้ร่วมกันเป็นสักขีพยาน ในการวางรากฐาน การก่อสร้างดำเนินการโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี แอนด์ วาย คอนสตัคชั่น โดยใช้งบประมาณ 22,000,000 บาท ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อที่ดิน และก่อสร้างอาคารได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องมุสลิมผู้มีจิตต์ศรัทธาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปี
   พ.ศ.2558 มัสยิดอัตตักวา มีสัปปุรุษ์จำนวน 410 คน มีจำนวน 98 ครัวเรือน เป็นชาย 175 คน หญิง 235 คน มีทั้งมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนาน ปากีสถาน บังคลาเทศ มาลายู ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ มัสยิด ครอบครัว มุสลิมส่วนหนึ่งอาศัยอาคารพาณิชย์มัสยิด ทั้งอยู่อาศัย และประกอบธุรกิจ ส่วนครอบครัวที่มีบ้านเป็นเรือนเป็นของตัวเอง มีทั้งอยู่ในเขตชุมชนวัดเกตและชุมชนสันป่าข่อย และบางส่วนกระจัดกระจายอยู่ตามชุมชนอื่น ๆ รอบนอก ปี พ.ศ.2559 วันที่
    
    
   
    
   26 มีนาคม 2559 เปิดอาคาร ศูนย์เผยแพร่และเรียนรู้ศาสนาอิสลาม มัสยิดอัตตักวา เชียงใหม่ เปิดงานเวลา 09.30 น. อัลเชิญกุรอ่านโดย เชค มูฮัมหมัด มูฮัมหมัด อาลี อัลบาสยูนี่ นายณัฐกิตต์ ทาเป็ง ประธานจัดงาน ชี้แจงวัตถุประสงค์ โดยมี SHeikh SALEH ABDULLA HIJI กล่าวให้โอวาทและเปิดงาน มีท่านรองกงศุลจีน อิหม่ามจากเมืองหน่าจายญิง และประธานมุสลิมแห่งประเทศใต้หวันร่วมกล่า­วถึงแสดงความยินดี และอิหม่ามศุภมิตร ฟูอนันต์ อิหม่ามมัสยิดอัตตักวา รายงานผลสรุปการดำเนินงาน มอบของที่ระลึก แขกเยี่ยมชมอาคาร สุดท้ายเชิญร่วมรับประทานอาหาร
   ข้อมูล จากทีมงาน ชุมชนรักษ์สุขภาวะมัสยิดอัตตักวา
   ภัทรพงค์ อิลาชาญ อาหลี หมาดโหยด
   เพิ่มเต็มข้อมูลช่วงท้าย ๆบางช่วง นายชุมพล ศรีสมบัติ
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap