Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
มารู้จักกับกลุ่มญามาอะห์อันนูร แห่งประเทศตุรกี
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
พฤษภาคม 28, 2017, 11:32:28 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มารู้จักกับกลุ่มญามาอะห์อันนูร แห่งประเทศตุรกี  (อ่าน 450 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8494 Level 75 : Exp 9%
HP: 4.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 16, 2016, 08:08:07 am »
แบ่งปัน

   มารู้จักกับกลุ่มญามาอะห์อันนูร แห่งประเทศตุรกี


 เรียบเรียงโดย ฆอซาฟี มะดอหะ

   
   
    
   
    
   
   
   
   
      
      
   
      

         

   
   
   
   
   
      
      
            
         
            
          
      
         
            ขออุทิศหน้ากระดาษแผ่นนี้ เพื่อปกป้องสุลต่าน อับดุลฮามิด ที่ 2 โดยมัรยัม ญามีละฮ
         
             
         
            "จนกว่าอาณาจักรออตโตมานจะแตกสลาย และตำแหน่งคอลีฟะฮฺจะถูกทำลายเท่านั้น  ยิวถึงจะอ้างสิทธิในปาเลสไตน์"
         

                   ในประวัติศาสตร์ของโลกมุสลิมยุคนี้  ไม่มีผู้ปกครองมุสลิมคนไหนที่ถูกเข้าใจผิด และถูกใส่ร้ายป้ายสีมากไปกว่า  สุลต่านอับดุลฮามิด ที่ 2 ซึ่งปกครองตุรกี และถูกพวกเติร์กโค่นอำนาจลงใน ค.ศ.1909

         
                   ในยุโรป และอเมริกา  สุลต่านอับดุลฮามิดเป็นที่รู้จักกันในฉายาว่า "อับดุล ไอ้ฉิบหาย" นอกจากนี้แล้ว  นักประวัติศาสตร์ตะวันตก (โดยเฉพาะชาวอังกฤษ) ยังเรียกพระองค์ว่า "ทรราชย์" , "เผด็จการ" , "จอมสกปรก" , "จอมโหด" และ "ไอ้บ้า" อีกด้วย  พระองค์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปกครองที่มีแต่การคอรัปชั่น และอาฆาตพยาบาทพวกที่มิใช่มุสลิม และพวกที่ไม่ใช่ชาวเติร์ก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ พระองค์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับผิดชอบการฆ่าหมู่ชาวอาร์เมเนีย
         
                      ดังนั้น  ต่อไปนี้จึงขอให้เราพิจารณาจากจุดยืนของมุสลิมเติร์กว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ ดังที่กล่าวมานั้นเป็นจริงแค่ไหน  และมีเหตุผลอะไรที่ทำให้พระองค์เป็นที่ชิงชังในตะวันตก
         
                      สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ขึ้นมามีอำนาจในตอนที่อาณาจักรออตโตมาน (หรืออุษมานียะฮฺ-ผู้นำเสนอ) กำลังจะแตกสลาย เพราะแรงกดดันจากภายนอก และความผุพังจากภายในเอง และเนื่องจากว่าในตอนนั้นตุรกี (หมายถึง อาณาจักรอุษมานียะฮฺนั่นเอง-ผู้นำเสนอ) เป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือสุดในโลกมุสลิม ดังนั้น คริสจักรจึงช่วยกันสาปแช่งให้รัฐสุลต่านแห่งตุรกีล้มสลายไปในเร็ววันเร็วคืน  นับตั้งแต่พวกเติร์กยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิล (อดีตเมืองหลวงแห่งอาณาจักรไบแซนติน ซึ่งทายาทโรมัน และถือเป็นศูนย์กลางแห่งคริสจักรโรมันคาธอลิกก็ว่าได้-ผู้นำเสนอ) ได้ใน ค.ศ.1453 แล้ว  พวกยุโรปคริส เตียนก็ได้พยายามหาทางที่จะทำลายอาณาจักรออตโตมานอยู่ตลอดเวลา  เพราะพวกนี้มีความเชื่อมั่นว่า ถ้าหากพวกเติร์กถูกทำลายลงแล้ว  อิสลามก็จะถูกทำลายลงด้วยเช่นเดียวกัน
         

                       ระหว่างศตวรรษที่ 19 ศัตรูที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรออตโตมานก็คือ รัสเซีย และอังกฤษ  ซึ่งร่วมมือกันทำสงครามไครเมียกับตุรกี ใน ค.ศ.1859 โดยหวังว่า ถ้าหากเอาชนะ "คนไข้แห่งยุโรป" (หมายถึง ประเทศตุรกีในตอนนั้น) ได้แล้ว  ก็จะแบ่งผลประโยชน์ในตุรกีระหว่างกัน  แต่เมื่อรัสเซียและอังกฤษไม่สามารถจะใช้พลังภายนอกทำลายอาณาจักรออตโตมานได้ลงได้  พวกนี้จึงได้มาคิดทำลายจากภายใน

         
                       ในเวลานั้น  พื้นฐานปรัชญาทางการเมืองของอาณาจักรออตโตมานเป็น "ระบบมิลละฮฺ" ซึ่งเป็นระบบที่ประสานคนเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ และลัทธิต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน  โดยคยแต่ละกลุ่มเหล่านี้จะมีสิทธิในการดำรงชีวิตเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนไว้อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น ตราบใดที่พวกออตโตมานยังมีอำนาจสูงสุดอยู่  ความคิดเรื่องชาตินิยมของพวกตะวันตกก็ไม่สามารถที่จะแทรกแซงเข้ามาบ่อนทำลายความสามัคคีของคนในชาติได้  ในแผ่นดินอิสลาม  ชาวอาหรับเคริ์ด และเติร์กจะสมัครสมานสามัคคี และมีความมีความเชื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ส่วนพวกกรีก เซิร์บ  อาร์เมเนีย  และชนกลุ่มน้อยคริสเตียนอื่นๆ จะได้รับความเป็นธรรมตามหลักกฎหมายอิสลามอย่างเสมอภาค  แต่ทุกกลุ่มต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  แต่อย่างไรก็ตาม เมื่ออำนาจของออตโตมาน  เริ่มเสื่อมทรุด  อังกฤษ รัสเซีย และอเมริกาก็มีโอกาสแทรกแซงเข้ามายุ่งในเรื่องของกิจการภายในมากขึ้นทุกที
         
                        ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อ "ปกป้อง" ชนกลุ่มน้อยคริสเตียนท้องถิ่น  ที่อยู่กันอย่างสงบมาเป็นเวลาศตวรรษ  โดยที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนอะไร  พวกจักรวรรดินิยมได้ใช้อาวุธโฆษณาชวนเชื่อทุกอย่างที่ตนมีอยู่ ปลุกเร้าให้คนเหล่านี้เกลียดชังเติร์กมุสลิม และสนับสนุนให้คนพวกนี้เป็นกบฏต่อรัฐบาลด้วยวิธีการดังกล่าวนี้  คนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่ม  อันได้แก่  พวกกรีก  เซิร์บ  อาร์เมเนีย  ยิว  อาหรับ และเคิร์ด  ได้ถูกพวกตัวแทนต่างชาติหลอกให้กลายเป็นพวกก่อการโค่นล้มการปกครองกันไปหมด  และเพื่อทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง  พวก "ปัญญาชน" ก็ได้เสนอว่าทางรอดของตุรกีนั้น มีอยู่ทางเดียวคือ การรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาใช้ภายในประเทศ  และผลจากความคิดที่เกิดจากการวางแผนของจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะพวกฟรีเมสันก็คือ  ตุรกีต้องวุ่นวายไปทั่วประเทศ
         
                         สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ได้อุทิศชีวิตของพระองค์เป็นเวลา 30 ปี ในการรักษาตุรกีไว้จากการถูกทำลาย  ถ้าไม่นับพวกมะฮฺดีในซูดานแล้ว  พระองค์เป็นผู้ปกครองมุสลิมคนเดียวในยุคนั้นที่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประเทศ  โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเลย และพระองค์ก็ทำสำเร็จด้วยเหตุที่พระองค์สามารถทำลายแผนการชั่วร้ายของพวกจักรวรรดินิยมต่างชาติ และพวกฟรีเมสันได้นี่เองที่เป็นสาเหตุว่า ทำไมศัตรูของพระองค์จึงเกลียดพระองค์เหลือเกิน
         
                       สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ถูกกล่าวหาว่า "คอรัปชั่น" อีกในปี ค.ศ.1899 เมื่อ ธีโอดอร์ เฮอร์เซิล ผู้ก่อตั้งลัทธิไซออนิสต์สากลได้พยายามติดสินบนพระองค์ด้วยเงินจำนวนมหาศาล  เพื่อให้พระองค์ยกปาเลสไตน์ให้แก่พวกยิว  แต่พระองค์ได้ตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัวว่า "จนกว่าอาณาจักรออตโตมานจะแตกสลาย และตำแหน่งคอลีฟะฮฺจะถูกทำลายเท่านั้น  ยิวถึงจะอ้างสิทธิในปาเลสไตน์" ดังนั้น พระองค์จึงถูกโจมตีอย่างหนักทั้งที่ตลอดสมัยการปกครองของพระองค์เป็นเวลา 30 ปีนั้น  ตุรกีไม่เคยสูญเสียดินแดนของตน (ให้ศัตรู-ผู้นำเสนอ) แม้แต่เพียงเท่าฝ่ามือ
         
                          เมื่อพระองค์พยายามที่จะรักษาคุณค่าของอิสลามไว้ พวกตะวันตกก็กล่าวหาว่าพระองค์ดำเนินนโยบายเผด็จการบ้าง  ทรราชย์บ้าง  ก็แล้วพวกยังเติร์กขี้ข้าตะวันตกที่ชึ้นมามีอำนาจหลังจากพระองค์นั้น  สามารถทำได้ดีกว่าพระองค์ไหม?  ด้วยการคุ้มครอง และการสนับสนุนอย่างเป็นทางการของอังกฤษ อเมริกา และรัสเซีย  พวกหมอสอนศาสนาคริสเตียน และพวกฟรีเมสัน ได้ยั่วยุให้คนกลุ่มน้อยเกลียดชัง และทำการกบฏต่อรัฐบาล และเมื่อรัฐบาลถูกบังคับให้ต้องดำเนินมาตรการที่เฉียบขาดต่อคนพวกนี้  พวกหมอสอนศาสนาเหล่านี้ก็เพียงแต่ทำหน้าที่เช็ดน้ำตาแห่งชะตากรรมให้แก่คนเหล่านี้เท่านั้น (หาได้ร่วมกับความเจ็บปวดของพวกเขาไม่-ผู้นำเสนอ)
         
                       การที่สุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ต้องดำเนินมาตรการเฉียบขาดรุนแรงนั้น  ก็เพราะว่าประชาชนไม่เปิดโอกาสให้พระองค์มีทางเลือกนั่นเอง
         

             

         
                  อ้างจาก ขบวนการฟื้นฟูอิสลาม โดยมัรยัม ญามีละห์  http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?topic=1613.0;wap2
      
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 16, 2016, 08:55:17 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8494 Level 75 : Exp 9%
HP: 4.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 16, 2016, 08:48:44 am »
แบ่งปัน

   1.3 มารู้จักกับมุสตอฟา กามาล
   
   
      มุสตอฟา กะมาล ถือกำเนิดในเมืองซ่าลานีก เมื่อปีค.ศ. 1880 จากสตรีผู้หนึ่งที่นามว่า ซุไบดะห์ สามีของนางก็คือ อะลี ริฏอ อะฟันดีย์ (คำว่า อะฟันดีย์ หมายถึง นาย (ซัยยิด)) ซึ่งนักประวัติศาสตร์นำเสนอว่า บุคคลผู้นี้คือบิดาของมุสตอฟา กะมาล  
   
                      อะลี ริฏอ อะฟันดีย์ เคยรับราชการในกองทหารรักษาพระองค์ซึ่งถูกตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1876 ในเมืองซ่าลานีก ขณะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก โดย อะลี ริฏอ มียศพันเอก ในกองทหารรักษาพระองค์
   
                      มุสตอฟา กะมาล มีผมสีทอง (บลอนด์) เหมือนไหมข้าวโพด มีดวงตาสองข้างเป็นสีฟ้า ปลายคิ้วหยัก ริมฝีปากบางเหมือนใบมีดโกน ใบหน้ามีโครงใหญ่เห็นโหนกแก้มชัดเจน หน้าผากกว้าง คางเป็นรูปสี่เหลี่ยม ศีรษะยาวจากหน้าจรดด้านหลัง รูปทรงศีรษะเช่นนี้เรียกว่า “ดอลลี่ กอสปาล” รูปพรรณสัณฐานเช่นนี้ไม่เหมือนกับชนชาติใดในกลุ่มชาติพันธุ์เติร์ก (ตุรกี) (อัรร่อญุล อัซซ่อนัม หน้า 35) แล้วถ้าเช่นนั้นเขาเป็นใครกัน? ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันได้ ในมุมกลับหากแต่เป็นไปได้ที่จะกล่าวอย่างมั่นใจและด้วยการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะค้นพบตัวอย่างอื่นที่มีข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติพันธุ์ตุรกีมากไปกว่าบุคคลผู้นี้ในด้านมานุษยวิทยา ผู้ที่เคยพินิจพิเคราะห์ดูรูปถ่ายผู้เป็นแม่ของ มุสตอฟา กะมาล ในยามที่นางแก่ชรา ย่อมจะเห็นถึงความคล้ายคลึงหรือเค้าที่เหมือนกันระหว่างแม่กับลูก เว้นเสียแต่ว่านางสุไบดะห์ผู้เป็นแม่ของมุสตอฟานั้นมิได้มีผิวพรรณเหมือนคนขาวที่มีผมสีบลอนด์
   
                     กล่าวกันว่า แม่ของมุสตอฟามีเชื้อสาย “เตอร์กะเมน” (ตุรกุมาน) (เป็นเผ่าตุรกีเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในตุรกีสถาน , อิหร่าน และอัฟกานิสถาน) ซึ่งเรียกกันว่า “พวกยูรูก” ที่อพยพมาจากเมือง กูเนีย (กูนียะห์) (เป็นเมืองเก่าแก่ของตุรกีในอนาโตเลีย เคยเป็นราชธานีของพวกซัลญก รูม ระหว่างปี ค.ศ. 1081 – 1302) หรือไม่ก็เมืองอัยดีน (Aydin) สู่แคว้นรูมิลลี่ (หรืออัรรูมิลลี่ย์) (ชาวอุษมานียะห์เรียกแคว้นตารอเกียฮ์และมาซิโดเนีย (มักโดเนีย) ในบอลข่านว่า อัรรูมิลลีย์) 
   
                    ในทำนองเดียวกัน ใครได้มองดูรูปภาพของผู้เป็นพ่อของมุสตอฟา ซึ่งมีอยู่ใบเดียวและถูกถ่ายไว้ในระหว่างการสวนสนาม ก็จะเห็นว่าบุคคลผู้นี้หาใช่คนผิวขาวที่มีผมสีบลอนด์ไม่ ที่สำคัญรูปภาพที่ว่านี้ในเวลาต่อมาได้ถูกนำมาให้มุสตอฟา เขาก็ปฏิเสธว่าชายในรูปมิใช่พ่อของตน
   
                    ฟาลิฮ์ ริฟกีย์ ซึ่งคอยติดตามมุสตอฟาชนิดที่ว่าไม่เคยห่าง และบุคคลผู้นี้จะได้จดบันทึกเรื่องราวของมุสตอฟาได้ยืนยันถึงเรื่องนี้ว่า : โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีบุคคลที่พยายามอุปโลกและอ้างเชื้อสายเก่าแก่ให้กับบรรดาผู้นำซึ่งมีบทบาทเด่นชัดในดินแดนตะวันออกเสมอๆ อย่างไรก็ตาม มุสตอฟา กะมาล ก็หาได้ผูกพันหรือสนใจใยดีกับบรรพบุรุษของตนไม่ ทั้งๆ ที่ได้มีนายทหารคนหนึ่งที่รับราชการอยู่ในกองทหารรักษาพระองค์ซึ่งถูกตั้งขึ้นในเมืองซ่าลานีก เมื่อปี ค.ศ. 1876 ในคราวรำลึกถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแม่บทของจักรวรรดิอุษมานียะห์  นายทหารผู้นั้นได้อ้างว่าตนคือบิดาของของ มุสตอฟา กะมาล นอกเสียจากว่าเมื่อรูปของนายทหารผู้นี้ได้ถูกตัดออกจากรูปที่มีคนอื่นร่วมถ่ายภาพอยู่ด้วยแล้วนำไปขยายพร้อมทั้งมอบให้แก่มุสตอฟา โดยหวังว่ามุสตอฟาจะมีความภาคภูมิใจที่พ่อของเขามีส่วนร่วมในกลุ่มผู้รักชาติซึ่งมีอุดมการณ์ช่วยเหลือกลุ่มแนวร่วมรณรงค์ศึกในอิสตันบูล แต่แล้วเมื่อภาพนั้นได้ปรากฏเบื้องหน้า มุสตอฟา กะมาล ก็ไม่เชื่อ และมีอยู่วันหนึ่งข้าพเจ้าเองได้ยินกับหูว่า มุสตอฟา พูดในทำนองดูแคลนว่า “ชายในรูปไม่ใช่พ่อของตน” (กิตาบ ฮันกอยา คัดลอกจาก อัรร่อญูล อัซซ่อนัม)
   
                     ดร.ริฏอ นูร ซึ่งเป็นเพื่อนของมุสตอฟา กะมาล และคอยสนับสนุนช่วยเหลือมุสตอฟามาโดยตลอดในช่วงของการต่อสู้ ก็กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “ชีวิตและความทรงจำของข้าพเจ้า” ว่า : มีนักศึกษาคนหนึ่งชื่อ มุสตอฟา กะมาล ได้มาสมัครเรียนที่โรงเรียนนายร้อยกองทัพบก ในเมืองซ่าลานีก นักศึกษาผู้นี้เป็นบุตรบุญธรรมของนายทหารรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในสำนักงานศุลกากรของเมืองซ่าลานีก มีชื่อว่า อะลี ริฎอ อะฟันดีย์ และข้าพเจ้าจำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง มุสตอฟา กะมาล ได้เคยพูดกับเพื่อนสนิทของเขาว่า : เขาเป็นชาวสล๊าฟ (สลาฟีย์-รุสเซียน) (http://www.thaigoodview.com/node/47425)
   
   
       
   
      2.ญามาอะห์อันนูร
      
            
          
      
         ซะอี้ด นุรซีย์ หรือบาดีอ อุซซามาน
      
          
      
         
            2.1 ผู้ก่อตั้งซะอี้ด นุรซีย์ หรือบาดีอ อุซซามาน
         
                          บุคคลสำคัญในการฟื้นฟูอิสลามรุ่นแรกๆที่คนตุรกีและโลกอิสลามรู้จักดีคือ เบดีอุซซามาน สะอี๊ด นูรซี  นักวิชาการศาสนาและเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณที่ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก รุ่นเดียวกับอุมัรฺ มุคตาร์ ครูสอนศาสนาท้องถิ่นที่นำมุสลิมในลิเบียขี่ม้าเข้าต่อสู้กับกองทัพรถถังของอิตาลีอย่างดุเดือด และในที่สุดก็ได้เป็นผู้พลีชีพโดยการถูกจับแขวนคอ บะดีอุซซะมาน ซะอีด อัลนูรซีย์ มีชีวิตอยู่ในยุคของสุลตาน อับดุลฮามีดที่สอง ช่วงปลายของอณาจักรอุษมานียะฮฺที่กำลังจะล่มสลาย และท่านก็มีชีวิตอยู่ในช่วงที่ศัตรูแห่งอิสลามกำลังรวมหัวและร่วมมือกันจัดการกับอาณาจักรอุษมานียะฮฺ หลังจากที่สุลตานได้สละอำนาจ พวกอิตติฮาดียยูน (รัฐบาลกลาง หลังจากล้มเลิกการปกครองแบบรัฐอิสลาม) ก็ได้มาพร้อมกับสุลตาน มุหัมหมัด รอชาด และได้นำอาณาจักรอุษมานียะฮฺเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ได้นำพาไปสู่การฉีกอาณาจักรอิสลามออกเป็นชิ้นๆ ผู้นำของพวก อิตติฮาดิยยูน  ก็หลบหนีออกนอกประเทศทิ้งให้อุมมะฮฺทนทุกข์ทรมานกับผลแห่งสงครามอันทำลายล้างซึ่งทำให้รัฐตกอยู่ภายใต้การรุกรานของคนต่างชาติ และสุลตานมุฮัมหมัด วะฮีด อัลดีน ก็ได้มาในขณะที่อาณาจักรแพ้สงครามและอังกฤษ กรีก อิตาลี อาร์มีเนีย ก็ยึดครองแว่นแคว้นต่างๆของตุรกี แม้กระทั่งอิสตันบูลเองก็อยู่ในการครอบครองของอังกฤษ หรือก็คือสุลตานนั้นในความเป็นจริงแล้วเป็นเชลยในเงื้อมมือของอังกฤษ
         
                          ประชาชนชาวตุรกีนั้นไม่ได้ครอบครองสิ่งใดเลยนอกจากความศรัทธาที่หยั่งรากลึกท้าทายพายุที่โหมกระหน่ำ และด้วยอีหม่านนั่นเองที่พวกเขาได้รับการปกป้องจากแผนการของศัตรูและสงครามของพวกล่าอาณานิคม และพวกเขาได้ผนึกกำลังเท่าที่ยังคงเหลืออยู่ของพวกเขา และเตรียมการที่จะทำสงครามเพื่อการปลดปล่อย ที่เรียกว่า "อัลฮัรบฺ อัลอิสติกฺลาล" แต่ทว่า.. ยังไม่ทันที่จะได้ดำเนินการใดๆ การรุกรานต่ออิสลามก็ได้เริ่มขึ้น มีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะถอดถอนอิหม่านอันหนักแน่นมั่นคงอยู่ในหัวใจของประชาชาติอิสลามออกไป
            ณ เวลานี้เอง อันเป็นทางโค้งที่อันตรายในชีวิตของอุมมะฮฺ และเป็นช่วงเวลาที่น่าหวาดกลัวและเขย่าขวัญของชีวิตแห่งสังคมทั้งหมด บะดีอุซซะมานก็ได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อแบกรับความทุกข์ระทมของประชาชาติ และเพื่อนำพาสาส์น "การปกป้องอิหม่านให้ปลอดภัย" (إنقاذ الإيمان) ซึ่งท่านได้ทำการนะซัรด้วยตัวของท่านเอง ในขณะที่ชีวิตของท่านห่างไกลจากสนามการเมือง และท่านได้เริ่มเขียน "สาส์นแห่งรัศมี" (رسائل النور) และได้เผยแพร่สู่ชนชั้นต่างๆ ของอุมมะฮฺภายใต้สถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนและยากลำบากอย่างสุดขีด เพื่อเตรียมสังคมแห่งอิสลามที่สมบูรณ์แบบอันเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตและความศรัทธาการถือกำเนิดของท่าน
                           ในตอนต้นของฮิจเราะฮฺศตวรรษที่ผ่านมา 1293 (ค.ศ. 1876) ณ ตำบล นูรส์ ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ทารกคนหนึ่งได้ถือกำเนิดมาจากพ่อแม่ที่เป็นที่รู้จักในตำบลถึงความเป็นแบบอย่างในการเคร่งครัด ทารกนั้นนามว่า ซะอีด
         
             
         
                          2.1.1 การศึกษา
                                        ซะอีดยังคงเข้าร่วมกับกลุ่มของนักปราชญ์และมิตรสหายที่มีความรู้ที่มีอยู่ตำบล นูรซ์ ท่านมีความรอบรู้ในทุกสาขาวิชาที่ได้เล่าเรียน จนกระทั่งไม่ว่าสถาบันใดที่ท่านได้เดินทางไป ท่านก็ไม่อาจพบสิ่งที่จะสามารถตอบสนองความกระหายในวิชาความรู้ของท่านได้อีก ดังนั้นการที่ท่านยังคงอยู่ในสถาบันเหล่านั้นก็เป็นไปตามสภาพการณ์เท่านั้น เพราะท่านกระหายที่จะเพิ่มพูนวิชาความรู้ที่เป็น อัลฮักก์ และท่านก็ยังคงย้ายสถาบันแล้วสถาบันเล่า และอาลิมคนแล้วคนเล่า เมื่อท่านไม่พบว่าสิ่งที่จะให้ประโยชน์กับท่าน ณ ที่บรรดาคณาจารย์ของท่านอีก ท่านก็ได้เริ่มศึกษาด้วยความเพียรพยายามของท่านเอง และท่านก็ได้ดื่มด่ำกับสิ่งที่มีอยู่ในหนังสือแม่บทต่างๆที่มีอยู่มากมายในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นตัฟซีร หะดีษ นะฮฺว์ อิลมุลกะลาม ฟิกฮฺ และมันติก ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในการท่องจำหาตัวจับได้ยาก เมื่อสายตาของท่านได้ทอดไปตามวิชาการเหล่านั้นท่านก็ท่องจำมันจนขึ้นใจ จนกระทั่งว่า ท่านท่องจำหนังสือที่เป็นแม่บทต่างๆ เกือบเก้าสิบเล่ม และด้วยความยอดเยี่ยมในวิชาการอันกว้างขวางซึ่งท่านได้พากเพียรขวนขวายแต่วัยเยาว์ ท่านก็ได้เข้าร่วมการเสวนาทางวิชาการกับบรรดาอุละมาอฮฺ และก็ได้มีมัจลิสมากมายที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้ท่านได้เสวนากับบรรดาเชคและอุละมาอฺต่างๆ ในย่านนั้น จนกระทั่งชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว และในปี ฮ.ศ. 1314 หรือ ค.ศ.1897 ท่านได้เดินทางไปยังมือ แวน (Van) ณ ที่นั้น ท่านได้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำการศึกษาให้ลึกซึ้งทางด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ ธรณีวิทยา ปรัชญา และประวัติศาสตร์ จนกระทั่งท่านเชี่ยวชาญในสาขาวิชาเหล่านั้นถึงระดับที่สามารถแต่งหนังสือได้ ดังนั้น ท่านจึงถูกตั้งฉายาว่า บะดีอุซซะมาน (....) ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการในอัจฉริยะและความรอบรู้อันมากมายและกว้างขวางของท่าน
         
             
         
                        2.1.2 ข่าวที่แทงใจท่าน
                                     ในช่วงนี้เองได้มีการตีแผ่ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า นายกรัฐมนตรีของพวกนักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษ Gladstone ได้กล่าวอย่างชัดเจนในสภาของอังกฤษในขณะให้โอวาทกับผู้แทนราษฎรว่า "ตราบใดที่อัลกุรอานยังอยู่ในมือของบรรดามุสลิม ดังนั้นเราก็ไม่มีวันที่จะปกครองพวกเขาได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่มีทางอื่นนอกจากจะต้องทำให้อัลกุรอานหมดไปจากการมีอยู่ หรือไม่ก็ตัดความเชื่อมโยงของบรรดามุสลิมที่มีต่ออัลกุรอาน" ข่าวดังกล่าวนี้ทำให้ร่างของท่านสั่นสะท้านด้วยความโกรธ ท่านขบกรามแน่น และประกาศกับคนรอบข้างท่านว่า "แน่แท้ฉันจะต้องพิสูจน์ให้โลกรู้ว่า อัลกุรอ่านนั้นคือดวงตะวันแห่งนามธรรม (มะอฺนะวียะฮฺ) ที่แสงของมันไม่มีวันดับลง และเป็นไปไม่ได้ที่จะดับรัศมีของมันได้" หลังจากนั้นท่านก็ได้รีบรุดไปยังอิสตันบูลในปี ค.ศ. 1907 และได้เสนอโครงการต่อท่านสุลต่านอับดุลฮามีดที่สอง (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยในทางทิศตะวันออกของอนาโตเลีย โดยท่านให้ชื่อมหาลัยแห่งนั้นว่า "มัดร่อซะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ" –ตามชื่อมหาลัย อัซฮัร อันทรงเกียรติ-  เพื่อทำหน้าที่ในการเผยแพร่ความสัจจริงต่างๆ แห่งอิสลาม สอดประสานกันระหว่างการเรียนศาสนาและวิชาการสมัยใหม่ ตามคำที่ท่านได้กล่าวว่า"ความสว่างไสวแห่งหัวใจ คือวิชาการแห่งศาสนา รัศมีแห่งปัญญาคือวิชาการสมัยใหม่ ดังนั้นด้วยกับการรวมมันทั้งสองเข้าด้วยกันฮะกีกัตก็จะประจักษ์แจ้ง พลังแห่งนักศึกษาก็จะถูกสร้างขึ้นมาและสูงส่งด้วยปีกทั้งสองข้าง  และด้วยการแยกมันทั้งสองออกจากกันการตะอัศศุบก็จะเกิดขึ้นในสิ่งแรก (ความสว่างไสวแห่งหัวใจ) และการล่อลวงและความคลุมเครือก็จะเกิดขึ้นในสิ่งที่สอง (รัศมีแห่งปัญญา)"
                          ในปี 1911 ท่านได้เดินทางไปยังประเทศชาม และได้พบกับผู้คนและอุละมาอฺที่นั่น และเนื่องจากพวกเขาสัมผัสจากความรู้และบุคลิกภาพของท่าน พวกเขาเหล่านั้นจึงได้สดับฟังคุตบะฮฺของท่าน ณ มัสยิดญามิอฺ อัลอุมะวีย์ อัชชะฮีร โดยมีผู้ละหมาดหลายพันคน เป็นคุตบะฮฺที่ได้มีการบันทึกไว้จนมาถึงพวกเรา และเป็นที่เลื่องลือในผลงานของท่านว่า "คุตบะฮฺชามียะฮฺ" คุตบะฮฺดังกล่าวนั้นได้รวมไว้ซึ่งเนื้อหาทางการเมืองและทางสังคมอย่างสมบูรณ์แบบ
         
             
         
                        2.1.3 การต่อสู้อย่างกล้าหาญต่อหน้าศาลทหาร
         
                                             ท่านบะดีอุซซะมาน ซะอีด อัลนุรซีย์เป็นคนหนึ่งจากบรรดาผู้ที่ได้เผชิญหน้ากับที่แขวนคอประหารชีวิต ภายหลังจากเหตุการณ์วันที่ 31 เมษายน ทั้งที่บทบาทของท่านในเหตุการณ์ครั้งนี้ท่านเป็นผู้ที่ต้องการความสงบ เพราะท่านได้ส่งให้ทหารกลับไปยังกองประจำการของพวกเขา และให้เกียรติต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา.. ท่านได้พูดกับกองทหารพวกนี้หลายครั้งในนัยยะดังกล่าว...ท่านได้กล่าวในศาลทหารในระหว่างเหตุการณ์วันที่ 31 เมษายนว่า"แท้จริงฉันเป็นผู้เรียกร้องชะรีอะฮฺ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงชั่งทุกอย่างด้วยตราชั่งแห่งชะรีอะฮฺ ดังนั้นอิสลามเพียงประการเดียวเท่านั้นที่เป็นแนวทางของฉัน เนื่องจากสิ่งดังกล่าวนี้ฉันจึงต้องทำทุกอย่างให้เที่ยงตรงและพิจารณาสิ่งนั้นๆ ด้วยกรอบแห่งอิสลาม และแท้จริง ฉันกำลังยืนอยู่ใกล้กับโลกแห่งบัรซัค ที่พวกท่านทั้งหลายได้เรียกมันว่า คุก รอคอย ณ สถานีแห่งการประหาร รถไฟที่จะพาฉันไปสู่อาคิเราะฮฺ ฉันทุกข์ระทมและวิพากษ์สิ่งที่ได้ดำเนินไปในสังคมมนุษย์จากสภาพการณ์ที่อธรรมและการทรยศ ดังนั้นคำพูดของฉันไม่ได้มุ่งหมายไปยังพวกท่านเพียงเท่านั้น แต่ทว่าฉันมุ่งหมายคำพูดของฉันไปยังมนุษย์ทุกคนในยุคนี้ บรรดาฮะกีกัตได้ถูกแผ่ออกมาจากสุสานแห่งหัวใจ ไร้พันธนาการ เพียงแค่ความเร้นลับแห่งอายะฮฺอันมีเกียรติ " يَوْمَ تُبْلَى السَّرَائِرُ"(วันที่สิ่งเร้นลับทั้งหลายจะถูกเปิดเผย" ใครก็ตามที่เป็นผู้แปลกหน้าที่ไม่ได้เป็นมะฮฺรอม ดังนั้นเขาก็จะไม่มองไปยังมัน (ความเร้นลับนั้น)  แท้จริงแล้ว ฉันเตรียมตัวที่จะไปสู่อาคิเราะฮฺด้วยความคะนึงหา และพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปสู่มันพร้อมกับบรรดาผู้ที่ถูกแขวนคอทั้งหลาย รัฐบาลนี้ได้ทะเลาะวิวาทกับสติปัญญาในวันเวลาแห่งการกดขี่ แต่บัดนี้มันได้เป็นศัตรูต่อชีวิตโดยสมบูรณ์ หากรัฐบาลที่มีรูปแบบและตรรกะเช่นนี้ ก็ปล่อยให้คนบ้า ให้ความตายมีชีวิตอยู่ไปเถิดและญะฮันนัมก็จะมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นที่พำนักของบรรดาผู้อธรรม ฉันเคยหวังที่จะตระเตรียมสถานที่ให้กับตัวเองเพื่ออธิบายความคิดของฉัน และนี่แหละศาลทหารแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่ฉันจะเผยแพร่ความคิดของฉัน ในช่วงวันแรกๆ ของการตรวจสอบ พวกเขาถามฉันเหมือนกับที่พวกเขาได้ถามคนอื่นๆ ว่า ท่านก็เช่นกันหรือ ที่เรียกร้องชะรีอะฮฺ? ฉันกล่าวว่า: หากแม้ว่าฉันมีสักหนึ่งพันวิญญาณ แน่นอนฉันก็จักตระเตรียมมันเพื่อพลีในหนทางแห่งฮะกีกัตเพียงประการเดียวจากบรรดาฮะกีกัตต่างๆ ของชะรีอะฮฺ เพราะชะรีอะฮฺคือสาเหตุแห่งความผาสุก และเป็นความยุติธรรมโดยแท้ และเป็นความประเสริฐยิ่ง  ฉันหมายถึงว่า: ชะรีอะฮฺที่เที่ยงแท้ ไม่ใช่อย่างที่พวกดื้อรั้นได้พากันแสวงหา" และคำตัดสินได้ออกมาให้ความบริสุทธิ์ต่อท่านบะดีอุซซะมาน ซะอีด นุรซีย์ จากศาลทหารอันน่าหวาดกลัวซึ่งหลายสิบคนได้ถูกแขวนคอไป
         
             
         
                   2.1.4 บดีอุซซามานกับการรับใช้เป็นทหาร
         
                                ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ท่านคนหนึ่งที่สมัครเข้ารับหน้าที่ของบรรดานายร้อย ในระหว่างท่านอยู่ในแค้มป์ทหารในแวดล้อมของท่านมีนักศึกษาเวลาเรียนพิเศษเรียนอูลุมกรุอ่าน และเป็นที่ประหลาดของท่านคือท่านได้แต่งหนังสือซึ่งเป็นภาษาอาหรับได้ชื่อว่าท่านบาดีอุซามาน
                                เป็นเฉลยศึกต่อรัสเซียและท่านถูกพาตัวไปยังไสบีเรีย และที่นั่นท่านได้ใช้ชีวิตเป็นเวลาอันยาวนานพอสมควร พร้อมกับอากาศหนาว แต่ท่านบาดีอุซามานสามารถแหกคุกได้สำเร็จ และได้หนีเข้าไปยังอิสตันบูลผ่านเส้นทางเยอรมันบัลแกเรีย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษก็สามารถยึดเมืองอิสตันบูลในปี 1918 
         
                   2.1.5 อัลนุรซีย์ในฐานะผู้นำและมุฟัซซิร
                                 และด้วยการระเบิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่บะดีอุซซะมาน ซะอีด อัลนุรซีย์จะรีบรุดเป็นแถวหน้าของบรรดามุญาฮิดีน ดังนั้นท่านได้จัดตั้งกลุ่มพลีชีพจากบรรดาลูกศิษย์ของท่าน และท่านได้พลีชีพพร้อมกับพวกเขาในการปกป้องดินแดนในตอนหน้าของกัฟกาส (Kavkaz)  ท่านได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้กับรัสเซีย และถูกจับเป็นเชลย ท่านได้ถูกนำตัวในสภาพเสมือนศพไปยัง قوصتورما   จากแคว้นของรัสเซีย โดยท่านใช้เวลาสองปีกับสี่เดือนที่นั่น และระหว่างการปฏิวัติ بلشفية  อัลลอฮฺได้ตระเตรียมการหลบหนีให้กับท่าน ท่านจึงได้กลับไปยังประเทศของตนเอง (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เดือน รอมะฎอน ปี 1336 หรือ 8/71918) ท่านได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทางเคาะลีฟะฮฺ ชัยคุลอิสลาม ผู้นำทั่วไป และนักศึกษาวิชาการชะรีอะฮฺ ท่านได้รับเหรียญเกียรติยศแห่งสงคราม และรัฐอุษมานียะฮฺก็ได้เสนอตำแหน่งหน้าที่ให้ท่านดูแลรับผิดชอบ แต่ท่านปฏิเสธปฏิเสธมันทั้งหมด นอกจากสิ่งที่ผู้นำทหารให้เจาะจงให้ท่านจากการเป็นสมาชิกใน "ดารุลฮิกมะฮฺอัลอิสลามีะฮฺ" ซึ่งที่ตำแหน่งดังกล่าวจะถูกเสนอให้เฉพาะอุละมาอฺที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ดังนั้นในช่วงเวลานี้เองที่หนังสือของท่านที่เป็นภาษาอาหรับได้รับการเผยแพร่ ส่วนหนึ่งจากงานเขียนเหล่านั้นคือ ตัฟซีรที่ทรงคุณค่า "อิชารอต อัลอิอฺญาซ ฟี มะซฺอนิ อัลอียาซ" ซึ่งท่านได้เขียนมันในช่วงสมรภูมิต่างๆ และอีกชิ้นหนึ่งคือ "อัลมัษนะวีย์ อัลอะร่อบีย์ อัลนูรีย์"
         
             
         
                       2.1.6 การโจมตีจากภายใน
                                    และหลังจากที่ได้มีการบุกรุกเข้ามายังอิสตันบูล โดยในวันที่13/11/1991 เรือรบนาวิกโยธินของฝ่ายพันธมิตรจำนวน 55 ลำ ได้เข้ามาประชิดอัสตัสบูล ทั้งนี้เป็นไปตามสัญญาการพักรบ "مندروس"  ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 30/10/1918 "...22 ลำเป็นของอังกฤษ... 12 ลำ จากฝรั่งเศส 17ลำจากอิตาลี 4 ลำจากกรีก...มุ่งหน้ามาที่วังของเคาะลีฟะฮฺซึ่งอยู่ในสภาพเหมือนเชลยในวัง และอังกฤษก็ได้เข้ายึดครองอิสตันบูลในวันที่ 18 เมษา 1920 จากเหตุการณ์นี้เองทำให้ท่านซะอีด อัลนุรซีย์รู้สึกได้ถึงการโจมตีอันใหญ่หลวงที่กำลังเข้ามาสู่โลกอิสลาม ดังนั้นก็เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าท่านได้ยืนอยู่ในแนวหน้าของบรรดาผู้ที่เผชิญหน้าต่อการต่อสู้อย่างห้าวหาญ ท่านได้รีบออกหนังสือเล่มเล็กที่มีชื่อว่า "ขั้นตอนทั้งหก" เพื่อปลุกจิตวิญญาณของผู้คนในมาตุภูมของท่าน และท่านได้วางวิสัยทัศน์ของท่านเพื่อขจัดความต่ำต้อยและปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการตกต่ำซึ่งความพ่ายแพ้ได้ทำให้มันเกิดขึ้นกับเดาละฮฺอุษมานียะฮฺและบรรดามุสลิมีนทั้งหมด
         
             
         
                         2.1.7 ทางโค้งที่อันตราย
                                      ในช่วงนี้เองที่ (คือเริ่มตั้งแต่ปี 1922) กฎหมายต่างๆ ได้ถูกตราขึ้นและมีการลงมติกันเพื่อการถอนรากถอนโคนอิสลามและทำให้ประกายไฟแห่งอิหม่านในหัวใจของอุมมะฮฺดับมอดลง ดังกล่าวนี้หลังจากที่ธงแห่งอิสลามได้โบกสะบัดเป็นระยะเวลานานถึงหกศตวรรษ อำนาจการปกครองแห่งรัฐอุษมานียะฮฺได้ถูกยกเลิกในวันที่ 1/11/1922 และตามมาด้วยกับการยกเลิกเคาะลีฟะฮฺในวันที่ 3/3/1924 การเรียนการสอนศาสนาในโรงเรียนได้ถูกห้ามโดยทั้งหมด ตัวเลขและตัวอักษรอาหรับที่ใช้ในการเขียนได้ถูกเปลี่ยนเป็นอักษรลาติน การอะซานตามบทบัญญัติอิสลามและการอิกอมะฮฺเป็นภาษาอาหรับได้ถูกห้าม และได้มีความพยายามในการอนุมัติ (ทำให้ฮะลาล) ให้การแปลอัลกุรอานอัลกะรีมถูกใช้ในการอิบาดัตต่างๆ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมใดๆ ที่เป็นผลประโยชน์ของอิสลามถูกห้ามทั้งหมด ดังนั้นการตีพิมพ์ตำราอิสลามก็ถูกห้ามไปด้วย ประชาชนถูกบังคับให้เปลี่ยนจาก ซัยย์ (ز) เป็น ซี (Z) แบบยุโรป บรรดาบุรุษถูกบังคับให้ใส่หมวกปีก (hat) และบรรดาสตรีถูกบังคับให้เปิดเผยใบหน้าและโชว์ส่วนต่างๆ ศาลต่างๆ ได้ข่มขู่และสร้างความหวาดกลัวไปทั่วทุกหนทุกแห่งของประเทศ มีการยัดเยียดหยาม การแขวนคอประหารชีวิตให้การบรรดาอุละมาอฺผู้มีเกียรติ และให้กับทุกคนที่พูดกับตัวเองว่าจะหันหลังให้กับอำนาจการปกครอง บรรยากาศแห่งความสับสนมองหม่นและความหวาดกลัวได้เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ จนกระทั่งผู้คนต้องซ่อนอัลกุรอานอัลกะรีมให้พ้นจากสายตาของเจ้าพนักงานรัฐ หนังสือพิมพ์ได้เริ่มเคลื่อนไหวในการเผยแพร่ความหยาบคายและดูถูกศาสนา หนังสือของพวกปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าก็เริ่มแพร่ออกมา
         
             
         
                           2.1.8 การเสียชีวิต
                                         อุซตาซฺ อัลนุรซีย์ได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺในวันที่ 25 เดือนรอมาฎอน ปี ฮ.ศ. 1379 หรือ วันที่ 23 มีนาคม 1960 ศพของท่านถูกฝัง ณ เมือง อุรฟะฮฺ.... แต่ทว่า พวกผู้นำทหารที่ปกครองอยู่ในขณะนั้นไม่ปล่อยให้ร่างของท่านได้พักแม้แต่ในกุโบร์ของท่าน เพราะหลังจากการฝังร่างของท่านได้ 4 เดือน พวกเขาได้ทำการขุดกุโบร์ของท่านและได้ย้ายร่างของท่านโดยนำขึ้นเครื่องบินไปยังสถานที่ที่หนึ่งซึ่งไม่มีใครรู้ ดังนั้นกุโบร์ของท่านจึงไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใดจนกระทั่งทุกวันนี้
         
                           2.1.9 วาทะของบดีออุซซามาน
         
                                        ถ้าหากฉันมีวิญญาณพันครั้งฉันจะหุ่มเพื่ออิสลาม และฉันจะไม่ยอมรับศาสนาอื่นนอกจากศาสนาอิสลาม และฉันจะบอกพวกคุณว่าว่าฉันกำลังจะไปสู่อีกโลกหนึ่งที่พวกท่านเรียกว่าคุก และฉันรอรถไฟที่สถานีนี้เพื่อจะเดินทางต่อไปยังสถานีสุดท้ายในวันกียามัต และฉันเป็นคนที่รักและชอบในวันนั้น และฉันก็จะเดินทางพร้อมกับคนที่จับฉันในวันนี้ 
         
                                                โอ้ท่านผู้ปกครองที่ฉันมานี่ในข้อหา ฉันเอาศาสนามาทำลายความมั่นคงของรัฐและฉันบอกว่าที่ฉันทำงานคือเกี่ยวกับศาสตร์ของอิสลามและฉันไม่รับใช้พวกท่านนอกจากรับใช้สิ่งที่อัลลอฮพอใจ โอ้ความหวังของข้าพเจ้าอยากจะรับใช้ศาสนา
      
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8494 Level 75 : Exp 9%
HP: 4.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 16, 2016, 08:52:52 am »
แบ่งปัน

   2.2 ลูกศิษย์ของบดีอุซซามาน
                1.ศ.ดร.นัจมุดดีน อัรบากาน (ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนท่าน)
   
    
          ผู้นำตุรกีพรรคซาลามะห์ พรรคเรฟะฮฺ(ช่วง ค.ศ.1996-1997) พรรคฟาดีละห์ พรรคซาอาดะห์ที่ถูกทหารและศาลซึ่งเป็นเซคคิวลาห์ ตามฟ้องร้องให้ยุบถึงหลายพรรค และตนเองต้องถูกแบนจากการเมือง 5 ปี ข้อหาคือ กระทำการหลายกรณีซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญระบอบเซคคิวลาห์ ส่วนหนึ่งในนั้นคือ การสวมฮิญาบของภรรยาของเขาและ ผู้คนที่ชื่นชอบเขา เพราะว่า รัฐธรรมนูญตุรกีถือว่าการสวมฮิญาบคือ สัญลักษณ์ต่อต้านระบอบเซคคิวลาห์…
    
   
   รอยั๊บ ฏอยยิบ อัรดูฆอน 
    
   
       ผู้เป็นวิศวกรจบจากประเทศเยอรมัน ท่านมีลูกศิษย์ผู้หนึ่งมีชื่อว่า รอยั๊บ ฏอยยิบ อัรดูฆอน ผู้นำพรรคอาดาละห์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศตุรกีอ่านต่อประวัติของท่านได้ที่คลิก (http://www.jihadforjannah.com/bp5/node/695 )ซึ่งมีอุดมการณ์อิสลาม ที่คอยขับเคลื่อนอิสลามในประเทศตุรกีปัจจุบัน รอยั๊บ ฏอยยิบ อัรดูฆอน กล่าวปราศรัยครั้งหนึ่งท่านได้ พูดขึ้นว่า“คนเรา จะผสมผสานกันระหว่างมุสลิมกับเซคคิวลาห์กันนั้นไม่ได้ ท่านจะต้องเลือกการเป็นผู้ศรัทธาเท่านั้น และทิ้งการเป็นเซคคิวลาห์ซะ” และเขาก็ได้ยกกลอนชิ้นหนึ่งของนักสู้มุสลิมคนหนึ่งของตุรกีว่า “มัสยิดนั่นคือค่ายทหารของเรา โดมของมันคือหลุมหลบภัยของเรา ส่วนหอคอยนั้นเล่า คือดาบปลายปืนของเรา และผู้ศรัทธาในที่นั้น คือทหารกล้าของเรา หลังจากท่านปราศัยเสร็จ ท่านก็ถูกจับเข้าคุกโดยรัฐบาลแซคคิวลาร์ แล้วก็มีประชาชนมาประท้วงรัฐบาล เพื่อให้ปล่อยตัวท่านไป แล้วท่านได้พูดกับประชาชนของท่านว่า ขอให้พวกท่าน(ประชาชน)กลับไปทำงานของท่าน ส่วนฉันก็จะทำงานของฉันเช่นกัน(แม้ ต้องอยู่ในคุก) … 
   
                    มีลุงคนหนึ่งนามว่า ฮิลมี มาดาคุร คนงานในโรงงานพลาสติก กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ กล่าวว่า“ผู้นำอาหรับทั้งหลายควรที่จะ เอานายกอัรดูฆอนเป็นแบบอย่าง คือความกล้าหาญและความจริงใจใน ตัวเขา… เขาไม่ไช่คนอาหรับ แต่เขาก็ได้ปกป้องชาวฟาลิสฏีนอย่างแข็งแกร่งและกล้าหาญ มากกว่าพวกผู้นำอาหรับเสียอีก ผมหวังว่าเขาจะนำระบอบคีลาฟะฮฺกลับมา” … Gulf News
   
       
   
      อ้างจาก http://www.jihadforjannah.com/bp5/node/695
   
       
   
          2.ฟัตฮุลลอฮฺ กูเลน
   
      
       
   
      
         
            
               ฟัตฮุลลอฮฺ กูเลน เห็นว่าการเคลื่อนไหวทางด้านจิตวิญญาณไม่อาจมองเห็นเป็นรูปธรรมได้ เขามองความเป็นไปในโลกเหมือนกับไข่ไก่ในมือของเขาและสรุปว่าปัญหาของมนุษย์คือ ความไม่รู้ ความจน และการแตกแยกของผู้คน ดังนั้น เขาจึงเริ่มรณรงค์กำจัดความไม่รู้ ต่อสู้ความยากจนและสร้างความสามัคคีขึ้นในหมู่ผู้คน
                                
                   ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน
         
                                      1.ยุทธศาสตร์การกำจัดความไม่รู้ของเขาคือ การส่งเสริมการศึกษาด้วยการตั้งโรงเรียนทุกระดับตั้งแต่ประถมฯถึงมหาวิทยาลัย
                                      2.ยุทธศาสตร์การต่อสู้ความยากจนของเขาคือ การก่อตั้งองค์กรและมูลนิธิช่วยเหลือคนยากไร้
                                      3.ยุทธศาสตร์การสร้างความสามัคคีของผู้คนคือ การสานเสวนาเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนทุกศาสนิก
                                      ยุทธศาสตร์ทั้งหมดไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในประเทศตุรกีเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายไปตามประเทศต่างๆทั่วโลกโดยไม่จำกัดแต่เฉพาะมุสลิม(http://www.oknation.net/blog/knowislam/2011/01/11/entry-1)
      
      
          
      
         
            
               3.บทสรุป
                
            
                           ปัจจุบันนี้ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการก้าวขึ้นมาบริหารประเทศได้ คงนี้ไม่พ้นขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามในประเทศตุรกี ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลในการบริหารประเทศตุรกีได้ ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามในประเทศต่างๆ ไม่สามารถที่จะก้าวมาถึงตรงจุดนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นญามาอะห์อิควานอัลมุสลีมูนหรือมุสลิมบราเทอร์ฮูด แห่งอียิปต์ เป็นญามาอะห์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ญามาอะห์ฮารอกะห์ อันนัฮเดาะห์แห่งตูนีเซีย ญามาอะห์อิสลามีย์แห่งปากีสถาน ญามาอะห์ดะวะห์ตับลีฆแห่งอินเดีย ซึ่งญามาอะห์เหล่านี้พยายามที่จะก้าวมาเป็นรัฐบาลในการบริหารประเทศ ยกเว้นญามาอะห์ดะวะห์ตับลีฆที่ไม่มีนโยบายในด้านการเมือง แต่ก็ต้องเจอปัญหาอุปสรรคต่างๆที่ท่านฝ่ายตรงข้ามที่มีแนวคิดแซคคิวลาร์ ต่อต้านทุกรูปแบบ ถูกขัดขว้างต่างๆนานาส่วนญามาอะห์อิควานนั้น ตอนแรกๆที่ก่อตั้ง ก็ไม่มีนโยบายด้านการเมืองเช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ต้องบรรจุ นโยบายด้านการเมืองเข้าในนโยบายของกลุ่มอิควานอัลมุสลีมูนหรือมุสลิมบราเทอร์ฮูด
                
            
               ถึงแม้ว่าวันนี้ ญามาอะห์อันนูรไม่สามารถที่จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้ในการปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะต้องต่อสู้กับแนวคิดแซคิวลาร์ อีกมายมาย ที่แพร่ระบาดในประเทศตุรกีปัจจุบัน แต่อย่างน้อยการที่มีประธานาธิบดีอย่าง อับดุลเลาะห์ กุล และมีนายกรัฐมนตรีอย่างรอยั๊บ ฏอยยิบ อัรดูฆอน ที่มีอุดมการณ์อิสลามอย่างลึกซึ้ง จะทำให้ในอนาคตอันใกล้นี้ จะสามารถขจัดแนวคิดแซคคิวลาร์ ออกจากความคิดของประชาชนชาวตุรกีได้ทั้งหมด และในวันนั้นชารีอะห์อิสลามจะถูกกลับมาใช้ใหม่ในประเทศตุรกี อินชาอัลลอฮ
            
                          
            
               บรรณานุกรม
            
                
            
               อับดุลเลาะห์ อุมา. เอกสารประกอบสอนรายวิชาหลักการบริหารในอิสลาม3. มปป. 
            
                http://www.jihadforjannah.com/bp5/node/695  สืบค้นวันที่9-2-2554.
               http://khozafi-shahaan.blogspot.com/2010/10/blog-post_4788.html สืบค้นวันที่ 9-2-2554.
               http://www.oknation.net/blog/knowislam/2011/01/06/entry-1  สืบค้นวันที่9-2-2554.
               http://www.oknation.net/blog/knowislam/2011/01/11/entry-1  สืบค้นวันที่9-2-2554.
               http://www.thaigoodview.com/node/47425  สืบค้นวันที่ 4-3-2554.
            
               เว็บไซต์ข้อมูลภาษาอาหรับญามาอะฮอันนูร
            
                http://www.daawa.net/display/arabic/ipages/ipage.aspx?thread=5&tabid=2  สืบค้นวันที่28-2-2554.
            
                
         
         
             เรียบเรียงโดย ฆอซาฟี มะดอหะ
      
   
   คัดลอกทั้งหมดมาจาก
   http://www.deepsouthwatch.org/node/1557
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap