Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เรื่องราวของชาวถ้ำ บรรจง บินกาซัน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
พฤษภาคม 28, 2017, 05:23:36 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องราวของชาวถ้ำ บรรจง บินกาซัน  (อ่าน 227 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8494 Level 75 : Exp 9%
HP: 4.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 18, 2016, 01:20:34 pm »
แบ่งปัน

   เรื่องราวของชาวถ้ำ
   บรรจง บินกาซัน
   
   
    

   การฟื้นคืนชีพหลังความตายเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งซึ่งถูกกล่าวควบคู่กับการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียวมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว ถ้าไม่มีสัจธรรมในเรื่องนี้ มนุษย์ก็คงไม่ได้รับความเป็นธรรมในชีวิตโดยเฉพาะชีวิตที่แท้จริงในโลกหน้า ดังนั้น สัจธรรมนี้จึงมีอยู่ในคำสอนของทุกศาสดาและถือเป็นพื้นฐานความศรัทธาของทุกศาสนา เพียงแต่ถูกนำเสนอโดยการใช้ถ้อยคำที่ต่างกันเท่านั้น เช่น วันพิพากษา วันสิ้นโลก วันฟื้นคืนชีพ นรกและสวรรค์ เป็นต้น

   เมื่อคำสอนของนบีอีซาหรือพระเยซูไปถึงอาณาจักรโรมันที่ผู้คนเคารพบูชารูปปั้นเทพเจ้าสารพัด ในเมืองเอฟิซุสซึ่งชาวเมืองเคารพบูชาเทพีจันทราชื่อไดอานา มีเด็กหนุ่มจำนวนเจ็ดคนได้หันมาสักการะพระเจ้าองค์เดียวตามคำสอนของพระเยซู

   เมื่อกษัตรย์เดซิอุสรู้ว่าเด็กหนุ่มกลุ่มนี้เปลี่ยนความเชื่อทางศาสนา พระองค์ก็ให้ทหารไปตามตัวเด็กหนุ่มเหล่านี้มาสอบสวนและขู่ให้เลิกนับถือศาสนาใหม่ แต่เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ก็ยืนยันมั่นคงในความศรัทธาว่าพระเจ้าของพวกเขามีองค์เดียวและไม่ใช่รูปปั้นทั้งหลายที่คนทั่วไปกราบไหว้บูชากัน หากพวกเขากราบไหว้รูปปั้นเหล่านั้นก็เท่ากับพวกเขาทำบาปใหญ่

   กษัตริย์เดซิอุสรู้สึกโกรธมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่เพราะเห็นว่าเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ยังเยาว์วัยอยู่ จึงให้โอกาสแก่พวกเด็กหนุ่มกลับไปคิดเป็นเวลาสามวันว่าจะหันกลับมานับถือศาสนาเก่าหรือไม่ หากไม่เช่นนั้นแล้ว ทุกคนจะต้องถูกประหาร

   เด็กหนุ่มทั้งเจ็ดได้ฉวยโอกาสในช่วงเวลาสามวันนั้นหลบหนีออกจากเมืองไปอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขาโดยมีสุนัขตัวหนึ่งติดตามไปด้วย ไม่ว่าเด็กหนุ่มพยายามจะไล่สุนัขตัวนี้อย่างไร มันก็ไม่ยอมไปไหนนอกจากจะนอนเฝ้าอยู่ที่ปากถ้ำ หลังจากนั้น เด็กหนุ่มทั้งเจ็ดก็นอนหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า

   เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ.250 แต่หลังจากนั้นอีก 197 ปี คือใน ค.ศ.447 ซึ่งเป็นสมัยการปกครองของกษัตริย์ธีโอโดซีอุสที่ 2 เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ได้ตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาที่อาณาจักรโรมันได้รับนับถือศาสนาคริสต์และชาวเมืองเอฟิซุสก็เลิกเคารพบูชาเทวรูปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเอง ชาวโรมันก็กำลังมีข้อโต้แย้งกันว่าการฟื้นคืนชีพหลังความตายเป็นเรื่องจริงหรือไม่ กษัตริย์เมืองเอฟิซุสอยากที่จะลบล้างการถกเถียงนี้ออกไปจากความคิดของประชาชนจนถึงกับวิงวอนต่อพระเจ้าให้แสดงสัญญาณอะไรบางอย่างที่จะช่วยแก้ไขความเชื่อของประชาชนให้ถูกต้อง

   วันนั้นเองที่เด็กหนุ่มทั้งเจ็ดได้ตื่นขึ้นมาโดยที่ทุกคนต่างไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าใด ดังนั้น เด็กหนุ่มกลุ่มนี้จึงได้ให้เพื่อนคนหนึ่งไปตลาดเพื่อซื้ออาหารและสอบถามผู้คนถึงวันเวลา แต่เมื่อไปถึงตลาด เด็กหนุ่มคนนั้นก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เงินที่เขานำไปซื้ออาหารก็เป็นของเก่าที่พ่อค้าไม่ยอมรับเพราะเป็นเหรียญโบราณเมื่อ 200 ปีที่แล้ว หลังจากที่พูดคุยกับพ่อค้าสักพัก เด็กหนุ่มก็เปิดเผยว่าพวกเขาเป็นผู้หลบหนีกษัตริย์เดซิอุสที่ข่มขู่พวกเขาให้เปลี่ยนความศรัทธา

   เมื่อกษัตริย์ธีโอโดซีอุสรู้เรื่องราวของเด็กหนุ่มทั้งเจ็ด พระองค์ก็พาชาวเมืองตามไปพิสูจน์ความจริง กษัตริย์ธีโอโดซีอุสรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น พระองค์ถือว่านี่คือสัญญาณที่พิสูจน์ถึงการฟื้นคืนชีพหลังความตายที่ประชาชนตั้งข้อสงสัยและถกเถียงกันอยู่
   หลังจากที่กษัตริย์และชาวเมืองได้พิสูจน์ความจริงแล้ว เด็กหนุ่มก็ขอกลับเข้าไปในถ้ำอีกครั้งหนึ่งและครั้งนี้พวกเขาก็ได้หลับไปตลอดกาล

   ชาวคริสเตียนตะวันตกรู้จักเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ว่า “ผู้หลับใหลทั้งเจ็ดแห่งเอฟิซุส” (The Seven Sleepers of Ephisus) และเรื่องราวดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสมัยของนบีมุฮัมมัดประมาณ 500 ปี แต่ในคัมภีร์กุรอานบทที่ 18 เรียกเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ว่า “ชาวถ้ำ”

   สาเหตุที่เรื่องราวของ“ชาวถ้ำ”ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอานก็เนื่องจากเมื่อนบีมุฮัมมัดอพยพจากเมืองมักก๊ะฮฺไปสู่เมืองยัษริบเพื่อแสวงหาสถานที่ปฏิบัติความศรัทธาอย่างสงบที่นั่น ในตอนนั้น เมืองยัษริบมีกลุ่มชนที่คัมภีร์กุรอานเรียกว่า “บนีอิสรออีล”อาศัยอยู่ก่อนแล้ว พวกบนีอิสรออีลกลุ่มนี้อพยพมาจากกรุงเยรูซาเล็มหลังจากที่ถูกพวกโรมันทำลายใน ค.ศ.70 บางครั้ง คัมภีร์กุรอานก็เรียกลูกหลานอิสราเอลว่า “ชาวคัมภีร์” เพราะคนกลุ่มนี้มีความรู้ในเรื่องคัมภีร์ทางศาสนาที่ศาสดาของตัวเอง เช่น โมเสส เดวิดและพระเยซูนำมาอยู่แล้ว นบีมุฮัมมัดจึงเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะเชิญชวนคนเหล่านี้สู่อิสลาม

   แต่พอเอาเข้าจริง ปรากฏว่าพวกลูกหลานอิสราเอลต่างปฏิเสธการเชิญชวนของท่านเพียงเพราะเห็นนบีมุฮัมมัดเกิดในชนชาติอาหรับที่ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมและการศึกษา ตัวท่านนบีมุฮัมมัดเองก็อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ ดังนั้น พวกลูกหลานอิสราเอลจึงปฏิเสธการเป็นนบีของท่านด้วย

   ดังนั้น อัลลอฮฺฺจึงได้ประทานเรื่องราวของ “ชาวถ้ำ”แก่ท่านมาอ่านให้พวกบนีอิสรออีลฟังเพื่อพิสูจน์ว่าถ้าอัลลอฮฺไม่ส่งท่านมา แล้วท่านจะมีความรู้ในเรื่องนี้ได้อย่างไร ขณะเดียวกัน เรื่องราวของชาวถ้ำก็เป็นการเตือนชาวอาหรับว่าอย่าได้ปฏิเสธเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตายเพียงเพราะตามองไม่เห็น มิเช่นนั้นจะได้รับความหายนะ

   หมายเหตุ : ปัจจุบัน ถ้ำดังกล่าวอยู่ในประเทศจอร์แดน
   Cr:Banjong Binkason
   
   
   
   

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap