Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เผยข้อสงสัย เรื่องเล่าพระศพในพระบรมโกศ เรื่องราวความจริงที่มีมาแต่อดีต
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
ตุลาคม 19, 2017, 10:50:06 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เผยข้อสงสัย เรื่องเล่าพระศพในพระบรมโกศ เรื่องราวความจริงที่มีมาแต่อดีต  (อ่าน 466 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 1.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 16, 2016, 09:34:38 am »
แบ่งปัน

   เผยข้อสงสัย เรื่องเล่าพระศพในพระบรมโกศ เรื่องราวความจริงที่มีมาแต่อดีต โดยที่ประชาชนไม่เคยได้ทราบเรื่องนี้มาก่อน


เนื่องจากตัวโกศนั้นไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางขนาดที่ผู้ใหญ่ธรรมดาๆจะลงไปนั่งอย่างสบายๆได้ เรื่องที่เล่าขานกันหรือที่บันทึกไว้ในเชิงตำนานก็นึกภาพตามไม่ออก คนที่รู้เรื่องจริง ก็ไม่ยอมจะเปิดเผย ปล่อยให้ผู้คนเดาหรือเสริมแต่งกันไปจนน่ากลัว เช่นในโกศจะมีเหล็กแหลมไว้เสียบทวารกันศพล้ม หรือระบายน้ำเลือดน้ำหนองเป็นต้น เรื่องศพในโกศทุกวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ แม้แต่ในสมัยที่ยังนิยมเข้าโกศกัน ผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องกับพิธีการสนมพลเรือน ถึงเป็นญาติก็ยังถูกเชิญให้ออกจากห้อง ไม่ให้ดูกรรมวิธีต่างๆ ซึ่งก็คงจะไม่น่าดูจริงๆ เพราะบางครั้งคงจะต้องมีการทารุณต่อศพอยู่บ้าง โดยเฉพาะศพที่มีรูปร่างอ้วนใหญ่ ซึ่งแม้คนขนาดธรรมดาๆก็คงต้องตัดเอ็น ดัดแข้งดัดขากันสาหัสอยู่แล้ว

   สมัยนี้ ผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ ส่วนใหญ่จึงสมัครใจที่จะยอมนอนตายในโลงธรรมดาอยู่หลังฉาก ส่วนโกศที่พระราชทานให้ตามเกียติยศนั้น ก็ตั้งออกงานไว้หน้าฉากตามฐานันดร ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงรู้จักการเข้าโกศจริงๆน้อยลงไปทุกที ถามใครก็หาคำตอบไม่ได้ นี่ขนาดคนไทยด้วยกันยังเป็นขนาดนี้ ถ้าเป็นชาวต่างประเทศก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่

   ในอดีตครั้งรัชกาลที่๔ ฝรั่งเลวๆคนหนึ่งได้เขียนภาพพระศพในพระโกศเจ้านายระดับสูงยิ่งพระองค์หนึ่งขึ้นตามจินตนาการของตนเอง แล้วส่งไปตีพิมพ์ในปารีส ฝรั่งเศสกับสยามตอนนั้นเริ่มจะมีเรื่องเขม่นๆกันอยู่แล้ว ภาพที่เต็มไปด้วยอดติจึงมีขนาดขยายเต็มหน้า ที่น่าเจ็บใจก็คือ คนไทยเองบางคนก็เคยเอามาพิมพ์ประกอบในข้อเขียนของตนคล้ายๆกับยอมรับไปด้วย แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะว่าไปแล้ว มันก็เป็นภาพๆเดียวในโลกนี้ที่พยายามจะเผยความลับภายในโกศที่คนทั้งหลายอยากรู้    ผมจึงเขียนกระทู้นี้ขึ้น เพื่อแสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง ให้ท่านทั้งหลายจะได้ร่วมกันเสริมแต่ง บันทืกไว้สำหรับคนไทยด้วยกันที่สนใจได้รับทราบในสิ่งที่ควรทราบ ไม่ให้ติดตากับรูปที่ฝรั่งเขียน มาใช้ ในยามที่ประเพณีการเข้าโกศได้หมดสมัยไปในที่สุด

   777

   
      คำว่าพระโกศหรือโกศ มักจะสร้างความสับสนในการเรียกขาน ที่ถูกต้องจะเรียกว่าพระลอง ดังเช่นงานพระราชพิธีครั้งที่ผ่านมา ผู้บรรยายจะเรียกพระโกศว่าพระลองทองใหญ่ ผมไม่แปลกหูสำหรับคำเรียกนี้ เพราะเคยไค้ยินบ่อย แต่โกศสำหรับสามัญชน แทบจะไม่เคยได้ยินผู้ใดเรียกว่า ลองโถ ลองแปดเหลี่ยม ลองราชวงศ์ เลย ยิ่งศพพระตามบ้านนอกที่ชาวบ้านช่วยกันทำโกศเอง จะไม่เคยเรียกเป็นอย่างอื่นทั้งนั้น ดังนั้นโกศชั้นนอกเช่นเดียวกับในภาพนี้ ผมจะเรียกว่าโกศลองนอกนะครับ
   
      โกศนี้ เรียกว่าโกศลองใน เป็นภาชนะตัวจริงที่บรรจุร่างของผู้ตาย ประกอบด้วยตัวถัง เป็นโลหะแผ่นที่ถูกม้วนเป็นทรงกระบอกเชื่อมตะเข็บ ทาสี ปิดทองหรือหุ้มทอง เส้นผ่าศูนย์กลางปากบนประมาณ๖๔ช.ม. ความสูงประมาณ๙๕ ช.ม. ด้านล่างเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๔๖ช.ม. มีตะแกรงเหล็กเชื่อมไว้รับน้ำหนักตัวศพ ตะแกรงนี้มีไว้ในการเผาศพ
   
      ฐานที่ตั้ง เป็นไม้ ด้านบนเว้าลงเป็นรูปกระทะหงาย หรือมีแผ่นดีบุกรูปใบบัววางไว้รองรับของเหลวที่อาจเกิดขึ้นตามขบวนการย่อยสลายในสมัยโบราณ ตรงกลางส่วนเว้าที่ลึกสุดเป็นรูระบายบุพโพนี้ ซี่งมีท่อต่อลงสู่ภาชนะที่เรียกว่า “ถ้ำ” เบื้องล่าง
   
      ด้านบนเป็นฝา เมื่อปิดครอบลงแล้วจะยึดทุกส่วนที่ประกอบกันให้มั่นคงด้วยเชือก อุดรอยต่อด้วยขี้ผึ้ง กันกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จะรั่วซึมออกมา
   
      เมื่อนำโกศลองในไปตั้งบนแท่นแล้ว จึงประกอบโกศลองนอกที่ได้รับพระราชทานตามฐานันดรศักด์ สวมครอบไว้ ระหว่างพิธีธรรมต่างๆ
   
      ในวันพระราชทานเพลิงศพ โกศลองในเท่านั้นที่จะถูกนำไปตั้งบนจิตกาธานโดยไม่มีฐาน สมัยนี้ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเพราะเป็นเพียงโกศเปล่าหรือบรรจุของบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ตายเท่านั้น เมื่อเสร็จพิธีการเผาหลอกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะไปยกโลงศพตัวจริงมาใส่เข้าเตา ใช้เชื้อเพลิงไม่แก๊สก็เป็นน้ำมันโชล่า เผาเรียบร้อยสะดวกง่ายดาย
      
      77

      
      
         
            สมัยโบราณ ก่อนออกเมรุ ศพในโกศจะถูกนำออกมาชำระเสียก่อน ให้เหลือแต่กระดูก เนื้อหนังมังสาจะถูกรูด แยกไปจัดการต่างหาก ส่วนที่จะประกอบพิธีเผา จะห่อผ้าขาวนำกลับเข้าโกศลองในโดยส่วนก้นมีเฉพาะเหล็กรองรับ วางบนจิตกาธาน เมื่อเผาจริง ก็เปิดฝา แล้วสุมไฟเข้าใต้ตะแกรงโกศ จนกว่าจะมอดไหม้เป็นเถ้าธุลีอังคาร
      
      
         
            สิบกว่าปีก่อน ผมได้เห็นพิธีเสด็จพระราชทานเพลิงศพคุณลุง ซึ่งระหว่างงานสวดพระอภิธรรม ก็นอนในโลงแอบอยู่หลังม่านเช่นกัน แต่เมื่อออกเมรุหลวง วัดเทพศิรินทราวาส ผมทราบแต่เพียงว่า ศพถูกนำออกจากโลง มาไว้อยู่ในโกศลองในจริงๆ ไม่ทราบว่าเพราะเป็นงานที่เสด็จพระราชทานเพลิงหรือเปล่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ผมเพียงอยากจะเล่าให้ฟังว่า เมื่อเผาจริงนั้น พอพนักงานเปิดม่านออกมา เห็นกล่องไม้อัดบางๆ ทาสีขาว ขนาดเล็กกว่ากล่องกระดาษบรรจุทีวี๒๐นิ้ว ที่กำลังถูกยกเข้าเตาเผา ข้างบนเปิดโล่งแลเห็นห่อผ้าขาวกลมๆวางซ้อนกัน อยู่ในกล่องนั้นก่อนที่จะคลุมด้วยผ้าขาวปิดทับ คงจะเป็นส่วนที่รูดออกมาตั้งแต่ก่อนออกเมรุ และส่วนที่เพิ่งจะเอาออกมาจากโกศ เรื่องที่เล่ากันว่าศพในโกศเมื่อนำออกมาชำระ จะมีการต้มในกระทะใบบัวให้กระดูกหมดกลิ่นก่อนแยกมาใส่โกศมาเผา ที่เหลือเคี่ยวต่อจนกว่าจะแห้งนั้น จึงได้ถูกเลิกไปหลายปีก่อน๒๕๓๘แล้ว หลังจากที่มีถุงพลาสติกและเตาเผากำจัดกลิ่นได้ และนี่คือการเผาศพที่เข้าโกศก่อนจะถึงยุคปัจจุบัน
      
      
         
            อ่านเจอมาว่า โกศ เป็นภาษาสันสกฤต ฉะนั้น รากเหง้าวัฒนธรรมของโกศจึงมาจากอินเดียโบราณแน่ ในไตรภูมิพระร่วงปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า เอา(พระบรมศพ)ใส่ลงในโกศทอง แสดงว่าคนไทยมีวัฒนธรรมนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว
      
      
         
            แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าวัฒนธรรมการนั่งตายมีที่มาที่ไปอย่างไร
      
      
         
            ผมออกจะเชื่อในทฤษฎีที่ว่า มาจากคติทางพุทธศาสนาในเรื่องตายแล้วเกิด ความเชื่อมโยงระหว่างการเกิดและการตายที่เห็นได้ชัดในวัฒนธรรมไทยก็คือการเก็บอัฐิ เ ริ่มจากพนักงานทำการรวบรวมเถ้ากระดูกที่หลงเหลืออยู่ภายหลังการเผาศพ มาจัดแต่งให้เป็นรูปทารกก่อนการเลือกเก็บอัฐิ นัยว่าเป็นอุบายให้พิจารณาธรรมะในข้อดายแล้วเกิดนี้
            
               
                  การเกิดในมนุษยโลก ก็ควรจะเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เดียรฉาน ดังนั้นการตายของผู้ที่ยังไม่เข้าถึงพระนิพพาน จีงควรจะอยู่ในท่าที่เชื่อมโยงกับการที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกโดยง่าย
            
            
               
                  ลองพิจารณาท่าสบายที่สุดของทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดาดูซิครับว่าเป็นท่านั่ง และนั่งอย่างไร ฉะนั้น คนมีบุญบารมีก็น่าจะตายในท่าที่คล้ายกันนี้
            
            
            444 444
            
               
                  ตามที่อ่านพบมา ศพที่เข้าโกศอยู่ใน “ท่านั่งพนมมือเอาแขนลอดเข่ามาพนม” ผมลองทำท่านี้ดูแต่สุดวิสัย อีกสำนวนหนึ่งเขียนว่า “ประทับนั่งคุกพระชานุทั้งสองยกขึ้นแบเสมอพระองค์ ประนมพระหัตถ์” ก็ไม่เข้าใจอาการยกขึ้นแบ การนั่งคุกเข่าแบบนั่งราบนั้น ขาจะยาวเกินพื้นที่ แต่ถ้านั่งบนส้น ศีรษะจะสูงเกินขอบ นอกจากจะเป็นคนรูปร่างเล็กมาก จะนั่งท่าไหนก็ได้
            
            
               
                  ลองมาศึกษาสรีระของมนุษย์ขนาดมาตรฐานดู ท่าที่เหมือนกับนั่งคุกเข่าแต่เปลืองเนื้อที่น้อยที่สุดเพราะใช้แขนรัดไว้ เห็นจะเป็นท่าที่นักกิฬากระโดดน้ำระดับโอลิมปิกกระทำ เช่นภาพข้างล่างที่นำเสนอโดยแปลงโฉมหน้าพ่อยอดนักกิฬาคนนี้เสียใหม่เพื่อไม่ให้ตะแกมาด่าว่า ผมเอาตะแกมาเป็นนายแบบนั่งโก้อยู่ในโกศโดยพลการ
            
            
               
                  ภาพนี้ แสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะดัดแข้งดัดขาเพียงเล็กน้อย เพื่อบรรจุร่างนี้ลงไปในปริมาตรของโกศได้ โดยแทบจะไม่ต้องกระทำทารุณกรรม
                  
                  444

                  
                  
                     
                        ยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ผมมีหน้าที่ไปร่วมงานพระพิธีพระราชทานน้ำสรงพระศพเจ้านายองค์หนึ่งที่พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร ผมไปก่อนเวลาที่พระศพจะมาถึงมาก ประตูด้านหน้ายังปิด แต่ประตูด้านหลังเปิดไว้จึงเดินเข้าไป พวกสนมพลเรือนกำลังตระเตรียมงานอยู่ เห็นพระโกศลองในอยู่บนฐาน วางรอไว้กับพื้น เปิดฝาเอาไว้ ภายในพ่นสีแดงสด ก้นเป็นตะแกรง แลลอดลงไปเห็นฐานเว้าเป็นกระทะหงายมีรูตรงกลาง จำไม่ได้ว่าเป็นชิ้นส่วนรูปบัวหงายที่แยกกันได้กับฐานหรือเปล่า เยื้องออกมาจากรูตรงกลางนั้นมีแกนเหล็กลักษณะเป็นปลอกนอก สำหรับเสียบก้านกลมเข้าไปข้างในได้ ตำแหน่งของแกนนี้จะตรงกับทวารพอดีถ้านั่งลงไป นี่คงเป็นสาเหตุของความเข้าใจผิดที่กล่าวกันมา พร้อมกันนั้นก็ได้เห็นกาจับหลักที่เขาวางไว้ น่าจะทำด้วยเหล็กเส้นกลม ตรงปลายเป็นจานเล็กๆ (ไม่ใช่เป็นตัวTหรือตัวY เช่นที่เคยอ่าน คงมีหลายแบบกระมัง) ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ถ้าแกนดังกล่าวอยู่ด้านหน้าของศพก็จะตรงกับคาง พวกพนักงานกำลังง่วนอยู่กับการประกอบเบญจาในขั้นตอนสุดท้าย ด้านหลังที่เปิดอยู่แลเห็นท่อพลาสติกใส ขนาดสักหนึ่งนิ้ว ต่อจากปลายที่เสียบทะลุพื้นชั้นบนสุดลงมาที่ไหเซรามิก มีฝาผนึกปิดอย่างดีพร้อมก้านให้ท่อเสียบได้สนิท ไม่เห็นมีท่อไม้ไผ่อะไร คงเพราะมีของดีกว่าก็ใช้ของนั้น วิวัฒนาการกันไปตามกาลสมัย
                  
                  
                     
                        ผมอยู่ตรงนั้นไม่นานแต่มันติดตามาถึงบัดนี้ แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้บันทึกไว้เป็นทั้งภาพทั้งอักษร ก่อนที่ตนจะหลงลืมหมดสภาพ
                        ขอบคุณความรู้ที่ให้มา ท่านสามารถชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ด้านล่าง
                        คัดลอกจาก
                        http://www.zliekr.com/5270/
                  
               
            
         
      
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 16, 2016, 09:38:35 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap