Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ท่านศาสดามูฮัมหมัด การบริหารกิจการอิสลามกับธรรมนูญมาดีนะฮฺ
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ท่านศาสดามูฮัมหมัด การบริหารกิจการอิสลามกับธรรมนูญมาดีนะฮฺ  (อ่าน 235 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8569 Level 75 : Exp 42%
HP: 4.4%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 03:27:20 pm »
แบ่งปัน

ท่านศาสดามูฮัมหมัด การบริหารกิจการอิสลามหลังอพยพสู่ นคร มาดีนะฮฺ

ววย

ท่านศาสดา ณ มาดีนะฮฺ


           เมื่อท่านศาสดาได้มาอยู่ที่เมืองยัษริบแล้ว เมืองนั้นก็ได้รับขนานนามใหม่เป็นมะดีนะตุนนะบี (Madinat-un-nabi) หรือเมืองแห่งศาสดา ภารกิจแรกที่ท่านศาสดาทำที่เมืองนี้ก็คือสร้างมัสญิดขึ้นหนึ่งหลังซึ่งท่านได้ลงมือทำงานเองเหมือนกรรมกรคนหนึ่ง มัสญิดหลังนี้เป็นสถานที่แห่งแรกที่มุสลิมมาทำการนมัสการร่วมกันเมื่อตั้งตัวขึ้นที่มะดีนะฮ์ได้แล้วท่านศาสดาจึงได้พาครอบครัวของท่านไปอยู่ที่นั่นด้วย

ประชาชนที่มะดีนะฮ์ 
        ในสมัยนั้นมะดีนะฮ์ประกอบด้วยกลุ่มคนหลายกลุ่ม สานุศิษย์ผู้จงรักภักดีต่อท่านศาสดาซึ่งได้ละทิ้งบ้านช่องติดตามท่านมายังมะดีนะฮ์เรียกกันว่ากลุ่ม มุฮาญิรูน (Muhajirun) หรือ “ผู้ลี้ภัย” ผู้รับศาสนาใหม่ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือท่านศาสดาในเวลาทุกข์ยาก เรียกว่า กลุ่มอันศอร (Ansar) หรือ “ผู้ช่วยเหลือ”
        นอกจากช่วยเหลือท่านในยามคับขันแล้วคนเหล่านี้ยังเสียสละเงินทองในหนทางแห่งอิสลามอีกด้วย พวกเขาจัดหาบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติให้แก่พวกลี้ภัย ความเป็นพี่น้องระหว่างพวกมุฮาญิรูนกับพวกอันศอรฺนั้นได้เป็นไปอย่างลึกซึ้งกระทั่งสามารถรับมรดกของกันและกันได้เวลาคนหนึ่งคนใดสิ้นชีวิตไป ส่วนพวกที่ยังไม่ยอมรับศาสนาใหม่ก็เงียบอยู่ในขณะที่ท่านศาสดามาถึงใหม่ๆจนดูเหมือนกับว่า ประชาชนชาวมะดีนะฮ์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้มีศรัทธาหรือไม่ ต่างก็พร้อมที่จะให้ความปกป้องท่านศาสดา
         แต่เมื่ออิสลามเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นกลุ่มอำนาจที่เป็นเอกเทศแยกออกไป บรรดาผู้ที่ถือรูปเคารพทั้งหลายต่างก็พากันอิจฉาริษยา มีบางคนที่ทำทีเป็นเข้ารับอิสลาม แต่ภายในนั้นตั้งใจที่จะต่อต้านท่านศาสดาอยู่อย่างลับๆพวกนี้เรียกว่าพวกมุนาฟิกูน (Munafikun) หรือพวกที่ขาดความจริงใจ คนเหล่านี้เป็นคนที่มีอันตรายมากยิ่งกว่าศัตรูที่เปิดเผยเสียอีก
         ส่วนชาวยิวในมะดีนะฮ์นั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือตอนแรกพวกเขาร่วมกันกับชาวมะดีนะฮ์ในการต้อนรับท่านศาสดาเป็นอันดี และเพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพวกยิวเหล่านั้นไว้ท่านศาสดาจึงได้รับเอาขนบธรรมเนียมและพิธีการบางอย่างของพวกเขามาใช้ด้วย ในขั้นแรกพวกยิวคิดว่าคงจะชักชวนท่านศาสดามาเข้าเป็นพวกของตนได้ แต่เมื่อภายหลังได้พบว่าพวกเขาไม่อาจจะทำได้ พวกเขาจึงค่อยๆถอนความช่วยเหลือออกไปทีละน้อยๆและได้กลายเป็นศัตรูของอิสลามไปในที่สุด


สถาบันทางการเมือง
         ท่านศาสดาได้พยายามเลิกการถือเผ่าโดยการรวมประชาชนในมะดีนะฮ์เข้าเป็นกลุ่มเดียวกันและใช้ชื่อร่วมกันว่าอันศอรฺหรือผู้ช่วยเหลือ เพื่อที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพวกอันศอรฺกับพวกมุฮาญิรูนให้ใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งขึ้น
        ท่านศาสดาจึงได้สร้างความรู้สึกว่าเป็นพี่น้องขึ้นระหว่างคนเหล่านั้น ท่านแลเห็นความจริงที่ว่าอาณาจักรอิสลามจะมีรากฐานที่แข็งแรงไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการค้ำจุนจากประชาชนทุกฝ่าย ความมีขันติต่อศาสนาอื่นๆ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในเมื่อมีคนหลายเผ่าหลายชาติอาศัยอยู่รวมกัน ด้วยวัตถุประสงค์นี้ท่านศาสดาจึงได้ตั้งระเบียบขึ้นเรียกว่า “ธรรมนูญแห่งมะดีนะฮ์” ซึ่งเป็นระเบียบเพื่อการเลิกล้มการอาฆาตพยาบาทกันระหว่างเผ่าและเพื่อให้สิทธ์ต่างๆแก่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะชาวยิวที่อาศัยอยู่ในมะดีนะฮ์และรอบๆมะดีนะฮ์

นื้อความสำคัญในธรรมนูญนั้นมีอยู่ดังนี้

1. ชุมชนทั้งหลายที่ลงนามในพันธะสัญญา นี้จักเป็นชาติเดียวกัน
2. ถ้ากลุ่มชนใดที่ลงนามในพันธะสัญญานี้ถูกข้าศึกศัตรูรุกราน ชนกลุ่มอื่นจะรวมกำลังกันช่วย ทำการปกป้อง 
3. จะไม่มีกลุ่มชนใดในชาติเดียวกันนี้ไปทำสนธิสัญญาอย่างลับๆกับพวกกุร็อยช์ หรือให้ที่พึ่งพาอาศัยแก่คนเหล่านั้นให้ต่อต้านชาวมะดีนะฮ์
4. ชาวมุสลิม ชาวยิว นับตั้งแต่นี้ไปการทำให้เลือดตกยางออก การฆ่าและความรุนแรงต่างๆถือว่าเป็นสิ่งหะรอม (น่ารังเกียจ) ในมะดีนะฮ์ และชุมชนอื่นๆ ของสาธารณรัฐนี้ ย่อมมีอิสระที่จะนับถือศาสนาของตนได้โดยไม่มีใครขัดขวาง
5. การกระทำผิดส่วนตัวเล็กๆน้อยๆของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะต้องถือว่าเป็นความผิดส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับชุมชนที่บุคคลนั้นอยู่
6. ผู้ที่ถูกกดขี่จะต้องได้รับการปกป้อง
7. นับตั้งแต่นี้ไป การทำให้เลือดตกยางออกการฆ่าและความรุนแรงต่างๆถือว่าเป็นสิ่งหะรอม(น่ารังเกียจ) ในมะดีนะฮ์
8. ศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นประธานของสาธารณรัฐ และจะเป็นศาลอุทธรณ์สูงสุดในดินแดนนี้


          ความสำคัญของธรรมนูญนี้อยู่ตรงที่ว่าเป็นธรรมนูญฉบับแรกในโลกที่เขียนไว้เป็นลักษณ์อักษร ก่อนหน้าท่านศาสดาได้มีผู้ปกครองจำนวนมากที่ทำการปกครอง แต่ก็ไม่มีใครเคยให้รัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ประชาชนของตน
         ท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นคนแรกที่ประจักษ์ถึงความสำคัญของ ความร่วมมือและการให้ความสำคัญต่อประชาชนในการบริหารรัฐและการรักษาสัญญานี้ยังได้แสดงให้เห็นด้วยว่าท่านศาสดามุฮัมมัดมิใช่เป็นแต่นักสั่งสอนศาสนาเท่านั้นแต่ยังเป็นรัฐบุรุษที่เป็นนักปกครองที่ดีด้วย
สถาบันศาสนา 
          ครั้งแรก ชาวมุสลิมได้รับเชิญเป็นส่วนตัวให้ไปมัสญิดเพื่อทำการนมัสการ เนื่องจากว่าการประกาศเรียกให้มุสลิม มาทำนมัสการอย่างโจ่งแจ้งนั้นอาจจะเป็นการเพิ่มความเป็นศัตรูแก่บรรดาผู้นับถือรูปเคารพทั้งหลายได้มีการประชุมพิเศษกันครั้งหนึ่งภายใต้การนำของท่านศาสดา
อุมัรได้บอกท่านศาสดาถึงเรื่องที่ท่านฝันไปว่าท่านได้รับคำสอนให้เรียกบรรดามุสลิมมานมัสการกันโดยการอะซาน (การเชิญชวนสู่พิธีนมาซ) บิลาลเป็นท่านแรกที่ทำหน้าที่อะซาน นับตั้งแต่นั้นมาได้กำหนดเวลาทำการนมัสการพระผู้เป็นเจ้า (นมาซ) ไว้ห้าเวลาด้วยกัน และการนมาซในวันศุกร์ก็เป็นไปในรูปสาธารณะยิ่งขึ้นซึ่งบรรดาผู้ศรัทธาจะมาร่วมกัน ครั้งแรกผู้นมาซจะหันหน้าไปทางกรุงเยรูซาเล็ม แต่เมื่อท่านศาสดาได้พบว่าอิสลามไม่อาจจะไปกับศาสนาจูดายได้ท่านจึงได้เปลี่ยนกิบลัต (คือทิศทางที่หันหน้าไปเวลาทำนมัสการ) เสียใหม่โดยให้หันหน้าไปทางเมืองมัก
กะฮ์คือสถานกะอ์บะฮ์แทน


          สถาบันทางสังคม การทำสุนัต (Cirumcise) มีอยู่แล้วในบรรดาชาวอาหรับ โดยถือว่าเป็นพิธีการ ตามศาสดาของศาสนาอิบรอฮิม (อับราฮัม) ท่านศาสดาได้ให้ประชาชนของท่านปฏิบัติต่อไป ได้มีการนำเอากฎหมายเกี่ยวกับการแต่งงานใหม่การหย่าและการรับมรดกทรัพย์สินมาใช้ ล้มเลิกการดื่มสุรา การพนัน การปล้นสดมภ์ และการปฏิบัติที่เลวทรามอื่นๆ

สงครามบัดร์ (Badr`war) 
         ท่านศาสดาได้ทำสงครามสู้รบกับพวกกุร็อยช์หลายครั้งหลายหน ครั้งที่สำคัญที่สุดและเป็นครั้งแรกก็คือสงครามบัดร์ สาเหตุของสงคราม ตอนนี่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้เป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจสิทธ์ขาดของมะดีนะฮ์แล้ว ในระหว่างหกเดือนแรกที่อยู่ที่มะดีนะฮ์ท่านอยู่โดยสงบโดยไม่ถูกรบกวนแต่เมื่อท่านมีอำนาจมากขึ้นพวกกุร็อยช์ก็มีความอิจฉาริษยาและมีความเป็นปรปักษ์ต่อท่านมากขึ้นทุกทีจนถึงกับพยายามที่จะทำอันตรายท่านและสานุศิษย์ของท่านรวมทั้งชาวมะดีนะฮ์ที่ให้ที่พักอาศัยแก่ท่านและบรรดามุสลิมทั้งหลายในเมืองนั้นด้วย โดยถือว่าคนเหล่านั้นเป็นคนทรยศ ควรถูกลงโทษพร้อมกับท่านศาสดา ถึงแม้ว่าประชาชนชาวมะดีนะฮ์จะยอมรับว่าท่านเป็นศาสดาผู้เผยแพร่ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าก็ตาม แต่กระนั้นก็ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่มีความระแวงสงสัยและริษยา พวกนี้ไม่อาจทนเห็นศาสดามีอำนาจขึ้นมาได้จึงทำงานกันอย่างลับๆที่จะขับไล่ท่านออกจากเมือง คนพวกนี้ได้ร่วมมือกับพวกกุร็อยช์ ภายใต้การนำของอัดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัยยะฮฺ (Abdullah Umayyah) ผู้หวังว่าจะตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ความหวังของเขาลดน้อยลงเมื่อท่านศาสดามาถึง ความร่วมมือของพวกมุสลิมแต่ในนามในเมืองนั้นได้ช่วยทำให้ฝ่ายศัตรูมีกำลังเข้มแข็งยิ่งขึ้น พวกยิวก็ได้เริ่มคบคิดกับพวกกุร็อยช์อย่างลับๆเหมือนกันในอันที่จะคอยขัดขวางมิให้ท่านศาสดามีอำนาจมากขึ้นได้ พวกกุร็อยช์ มักจะคอยดักปล้นสะดมคนเดินทางอยู่ที่นอกเมืองมะดีนะฮ์บ่อยๆ
           ท่านศาสดาได้ส่งกลุ่มคนเก้าคนโดยมีอับดุลลอฮ อิบนุ ญะฮฺช์ (Abdullah ibn Jahsh) ออกไปคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายศัตรู คนกลุ่มนั้นได้เข้าโจมตีกองคาราวานของพวกกุร็อยช์ที่นัคละฮ์ (Nakhlah) ใกล้เมืองมักกะฮ์ และฆ่าอัมร์ บิน ฮัฎรอมี (Amr bin Hazrami) หัวหน้าพวกกุร็อยช์ตาย เหตุการณ์ที่นัคละฮ์นี้ทำให้ความเป็นปรปักษ์ของสองฝ่ายทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ครั้งหนึ่งมีข่าวลือมาว่ากองคาราวานนั้นกลับมาจากซีเรีย เป็นเหตุให้พวกกุร็อยช์ส่งกองทัพใหญ่โดยมีอบูญะฮัล (Abu Jahl) เป็นผู้นำมาโจมตีกองคาราวานของอบูซุฟยาน
          ในขณะที่กลับจากซีเรียดังนั้นสงครามระหว่างฝ่าย กุร็อยช์กับฝ่ายท่านศาสดาจึงได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง กองทัพทั้งสองฝ่ายคือของท่านศาสดาและฝ่ายพวกกุร็อยช์ต่างก็เคลื่อนที่ตรงไปยังเมืองบัดร์ซึ่งอยู่ห่างจากมะดีนะฮ์เพียงไม่กี่ไมล์ ท่านศาสดาสั่งให้ตั้งทัพอยู่ใกล้กับเนินเขาอัล อาริช (Al-`Arish) และเพื่อจะตัดน้ำจากฝ่ายข้าศึกซึ่งตั้งทัพอยู่ทางด้านใต้ของหุบเขา ท่านจึงได้สั่งขุดบ่อขนาดใหญ่ขึ้นหลายบ่อให้น้ำไหลกลับเข้ามาในบ่อเหล่านั้นทั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อกั้นไว้ให้ฝ่ายมุสลิมใช้ด้วย ตอนเช้าตรู่ของ วันที่ 13 มีนาคม คศ. 624 ท่านศาสดาได้จัดทัพและให้คำแนะนำแก่พวกทหารของท่านก่อนจะเคลื่อนทัพไป ท่านได้วิงวอนขอต่อพระผู้เป็นเจ้าขอให้มีชัยชนะต่อกองทัพอันมหาศาลของฝ่ายข้าศึกตอนนั้นฝ่ายมุสลิมมีจำนวนคนเพียง 313 คนที่จะต่อสู้กับฝ่ายกุร็อยช์ซึ่งมีกำลังถึงพันคน


          ตามธรรมเนียมของอาหรับ นายทัพของทั้งสองฝ่ายจะต้องต่อสู้กันตัวต่อตัว นายทัพของฝ่ายกุร็อยช์มีชัยบะฮฺ อุตบะฮฺ และวะลีด บิน อุตบะฮฺได้ท้าทายนายทัพฝ่าย กุร็อยช์ ต่อสู้อย่างกล้าหาญแต่ก็แพ้และถูกฆ่าตายเกือบหมด กองทัพที่เหลือจึงหนีออกจากสนามรบและที่ถูกตามติดไปบ้างก็ถูกฆ่าตายบ้างก็ถูกจับตัวเป็นเชลยศึก อบูญะฮัล ผู้เป็นปรปักษ์ที่ร้ายกาจที่สุดของท่านปฏิบัติต่อเชลยศึกที่ไม่มีเสื้อผ้า และพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารเช่นเดียวกับฝ่ายมุสลิม มุสลิมบางคนถึงกับสละขนมปังให้เชลยศึกกินส่วนตัวเองกินเพียงอินทผลัม ต่อมาท่านศาสดาก็ตัดสินใจที่จะปล่อยเชลยศึกไปโดยให้มีการเสียค่าไถ่แม้แต่ญาติของท่านเองก็มิได้ละเว้น เชลยศึกที่รู้หนังสือก็สอนหนังสือให้แก่ เด็กชายมุสลิมสิบคนแทนการเสียค่าไถ่ ส่วนพวกที่ยากจนไม่มีเงินค่าไถ่ก็ได้รับการปล่อยตัวไปโดยสัญญาว่าจะไม่เป็นศัตรูกับมุสลิมอีกซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลยใน
ประวัติศาสตร์


          ท่านศาสดาได้สั่งให้สานุศิษย์ของท่านปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างเมตตาปราณี เชลยศึกที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่ก็ได้รับแจกเสื้อผ้าและพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารเช่นเดียวกับฝ่ายมุสลิม ผลของครามบัดร์เป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อชะตากรรมของอิสลามอย่างมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสลาม เพราะหากฝ่ายมุสลิม ไม่สามารถเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้ อิสลามก็อาจจะถูกกวาดล้างให้สูญไปจากโลกนี้เลยก็ได้ ชัยชนะในสงครามครั้งนี้ได้ให้ความหวังแก่ชาวมุสลิมและเป็นกำลังใจแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก ในสงครามนี้อำนาจของพวกกุร็อยช์ก็ถูกทำลายลงและความหยิ่งผยองของพวกเขาก็ลดลงไปด้วย
         ในขณะที่อิทธิพลของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) และอำนาจของอิสลามเริ่มมีมากขึ้นตลอดไปถึงอาณาบริเวณนอกเมืองมะดีนะฮ์ด้วย สงครามครั้งนี้ยังมีผลกระทบกระเทือนอย่างหนักต่อชาวยิวและชนเผ่าใกล้เคียงคือเบดูอินพวกเขาได้รู้ว่าบัดนี้ได้มีพลังอันไม่อาจจะเอาชนะได้เกิดขึ้นแล้วในอารเบีย แต่ก่อนนี้พวกยิวไม่ได้ให้ความสำคัญอันใดแก่ชาวมุสลิมนักแต่เดี๋ยวนี้พวกเขาเริ่มรู้ถึงความเข้มแข็งของมุสลิมผนึกกำลังของอิสลามในมะดีนะฮ์และทำให้พวกเขาต่อสู้กับผู้คนที่ปราศจากหิริโอตปะในเมืองนั้นได้อย่างไม่หวั่นหวาด


สงครามอุฮุด (Uhud) 

        พวกกุร็อยช์ไม่อาจจะลืมความพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่ฝ่ายตนได้รับในสงครามบัดร์ได้ทำให้หัวหน้าบางคนของพวกเขาอย่างเช่นอบูญะอฺช์และอุตบะฮ์ได้ถูกฆ่าตายไปในการต่อสู้ครั้งนั้น
นับแต่นั้นมาก็มีเสียงกู่ก้องแก้แค้น ดังขึ้นทั่วหุบเขาแห่งมักกะฮ์ นอกจากนั้นการที่พวกลูกหลานของฮาชิมมีอำนาจสูงขึ้นภายใต้การนำของท่านศาสดาก็ยังเป็นที่บาดใจของพวกอุมัยยะฮ์ (Umayyad) อีกด้วย ดั้งนั้นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนสองสาขาของตระกูลกุร็อยช์คือพวกฮาชิมกับอุมัยยะฮ์จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
        ในปีที่ แห่ง ฮิจญ์เราะฮ์พวกกุร็อยฮ์ได้เคลื่อนกองทัพมีจำนวน 3000 คน ภายใต้การนำของอุบูซุฟยานตรงมายังมะดีนะฮ์ หลังจากเดินมาได้สิบวันก็มาถึงหุบเขาอะกีก (Akik) ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกของมะดีนะฮ์ประมาณห้าไมล์และได้ตั้งค่ายอยู่ที่เชิงเขาอุฮุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม คศ. 625 ภูเขาอุฮุดอยู่ทางเหนือของมะดีนะฮ์ ภายในภูเขามีถ้ำกว้างพอที่จะบรรจุคนได้หลายพันคน
         เมื่อท่านศาสดาได้ข่าวว่า กองทัพพวกกุร็อยช์เคลื่อนมาจึงได้สั่งให้สานุศิษย์ของท่านเตรียมตัวไว้ ท่านศาสดาต้องการจะรับศึกจากในเมือง แต่บรรดาคนทั้งหลายนั้นกระตือรือร้น ใคร่จะออกไปรับมือข้าศึกที่นอกเมืองเป็นเหตุให้ท่านศาสดาต้องตัดสินใจ
         ฝ่ายมุสลิมจึงได้เริ่มยกทัพซึ่งมีจำนวนคนหนึ่งพันคนออกไปแต่ในระหว่างทางอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยด์ (Abdul lan Ubay) กับพรรคพวกของเขาจำนวน 300 คนได้ละทิ้งกองทัพไปเสีย กองทัพของฝ่ายมุสลิมจึงเหลือคนอยู่เพียง 700 คนในเช้าวันเสาร์กองทัพ ของมุสลิมก็ถึงที่ราบทะเลทรายใต้ยอดเขาอุฮุดเช้าวันรุ่งขึ้นท่านศาสดาก็เดินทัพอ้อมภูเขาอุฮุดและใช้ถ้ำในภูเขาเป็นที่ตั้งค่ายทหารท่านตัดสินใจที่จะต่อสู้ตรงส่วน โค้งด้านนอกของภูเขาและได้สั่งให้ทหารธนูจำนวน 50 คนเข้าประจำที่บนเนินเขาอัยน์ (Ainain) ทหารแม่นธนูเหล่านี้ร่วมกับทหารม้ากองเล็กๆจะเป็นผู้คอยคุ้มครองทางผ่านระหว่างภูเขาอุฮุดกับเนินเขาอัยนัยน์ไม่ให้ฝ่ายข้าศึกโจมตีมาจากด้านหลังกองทัพของฝ่ายมุสลิมมาถึงแล้วก็ออกมารับมือด้วยกองทหารราบทั้งหมดกับกองทหารม้าอีกครึ่งกอง ภายใต้การนำของคอลิด บิน วะลีด (Khalid bin Walid) จะอ้อมไปโจมตีฝ่ายมุสลิมจากด้านหลัง


             ในระหว่างการสู้รบ ตอนแรก ฝ่ายมุสลิมได้ชัยชนะหลายครั้ง แต่ยังไม่ทันที่การรบจะสิ้นสุดลง ทหารธนูก็ละทิ้งหน้าที่ไปเที่ยวแย่งชิงข้าวของของฝ่ายข้าศึกโดยคิดว่าการรบเสร็จสิ้นลงแล้ว กองทัพฝ่ายมุสลิมจึงระส่ำระสายไม่เป็นระเบียบคอลิดเห็นได้โอกาสจึงเข้าโจมตีกองทัพมุสลิมจากด้านหลังเมื่อไม่มีทางสู้ทหารฝ่ายมุสลิมจึงพากันแตกหนีจากสนามรบ ท่านศาสดาพยายามที่จะนำพวกเขากลับมาแต่ก็ไม่สำเร็จในขณะนั้น อิบนุ กะมีอะฮฺ (lbn Kamia) วีรบุรุษของฝ่ายกุร็อยช์ได้ขว้างก้อนหินมายังท่านศาสดาจนฟันหน้าของท่านหักไปหนึ่งซี่ท่านล้มลงกับพื้น จึงมีข่าวลือไปว่าท่านศาสดาถูกฆ่าเสียแล้ว
          อันที่จริงนั้นท่านเพียงแต่ตกตะลึงไปเท่านั้น
ต่อมาครู่หนึ่งก็มีผู้มาช่วยอุ้มท่านขึ้นและช่วยให้ไต่เข้าไปซ่อนในถ่ำในภูเขาอุฮุดซึ่งกองทัพส่วนใหญ่ของท่านกำลังรออยู่ฝ่ายมุสลิมเจ็ดสิบคนถูกฆ่าตายรวมทั้งฮัมซะฮ์ด้วย นางฮินด์ (Hind) ซึ่งเป็นภรรยาของอบูซุฟยานได้ผ่าท้องท่านฮัมซะฮฺแหวะเอาลำไส้ของท่านมากินเพื่อแก้แค้นที่ท่านเป็นคนฆ่าสามีของนางตายในสงครามบัดร์
เมื่ออบูซุฟยานรู้ว่าท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่เขาก็ต้องการจะสู้กับท่านอีกในสนามรบบัดร์ และแล้วกองทัพของท่านศาสดาก็ตีทัพของเขาล่าถอยไปสงครามครั้งนี้รู้จักกันในนามของสงครามบัดร์ครั้งที่สอง

สงครามคูเมือง 

           ถึงแม้ว่าฝ่ายมุสลิมจะพ่ายแพ้ในสงครามอุฮุด แต่ในเดือนต่อๆมาก็รวมกำลังกันได้เข้มแข็งกว่าเดิม พวกกุร็อยช์ยังต้องการที่จะเข่นฆ่าพวกมุสลิมอยู่ต่อไป พวกเบดูอินซึ่งไม่ชอบใจที่ท่านศาสดาคอยขัดขวางไม่ให้พวกเขาคอยดักปล้นสะดมคนเดินทางจึงเข้าสมทบกับพวกกุร็อยช์ด้วยหลังสงครามอุฮุด พวกยิวเผ่าลูกหลานของนะฎิรในเมืองมะดีนะฮ์ได้ถูกขับไล่ออกจากเมืองเพราะทำการทรยศและประพฤติมิชอบจึงได้คบคิด กับพวกกุร็อยช์และพวกเบดูอินต่อต้านมุสลิมแต่พวกเขาไม่ได้มีส่วนโดยตรงในการเข้ายึดมะดีนะฮ์

         ในปี คศ. 627 พวกกุร็อยช์ เบดูอินและยิวรวมหัวกันตกลงจะโจมตีเมืองมะดีนะฮ์จึงยกกองทัพใหญ่ประกอบด้วยคน 10,000 คน พร้อมด้วยม้า 600 ตัวมาภายใต้การนำของอบูซุฟยาน เมื่อท่านศาสดาได้ข่าวข้าศึกก็รวบรวมกำลังคนได้ 3000 คน เพื่อรับเข้าศึกด้วยคำแนะนำของซัลมาน อัลอัสอารี ท่านศาสดาได้ให้ขุดคูยาวล้อมเมืองไว้ และสั่งให้ผู้คนที่อยู่นอกเมืองเข้ามารวมกันอยู่ในเมืองส่งพวกผู้หญิงและเด็กๆไปไว้ในหอคอยและป้อมต่างๆ
           การโจมตีของกุร็อยช์ไม่ได้ผลแสดงถึงความอ่อนแอของทหารของฝ่ายนั้นศักดิ์ศรีของพวกกุร็อยช์จึงเสื่อมคลาย ผลของสงครามคูเมืองเป็นเสมือนหัวเลี้ยวหัวต่อในประวัติศาสตร์อิสลาม ตรงกันข้าม ชัยชนะในสงครามทำให้ท่านศาสดามีเกียรติยศสูงส่งขึ้นอีกในฐานะเป็นผู้ป้องกันเมืองไว้จากการรุกรานของศัตรูได้บัดนี้ชาวเมืองมะดีนะฮ์จึงถือว่าท่านเป็นผู้ปกครองเมืองนั้นอย่างเด็ดขาด ชัยชนะที่ฝ่ายมุสลิมอีกด้วย นับตั้งแต่นั้นมาอิสลามก็ได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ในท่ามกลางชนเผ่าใกล้เคียง


           ในปี คศ. ที่ 6 ท่านศาสดาได้ทำสัญญากับชาวคริสเตียน อันเป็นเหตุการณ์ที่มีขันติธรรมอย่างแท้จริงของท่าน ชาวคริสเตียนเหล่านั้นจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีอย่างอยุติธรรม พระของพวกเขาก็จะไม่ถูกขับไล่ออกจากโบสถ์ชาวคริสเตียนที่จะไปแสวงบุญจะไม่ถูกโค่นทำลายเพื่อเอามาก่อสร้างมัสญิด หญิงคริสเตียนที่แต่งงานกับมุสลิมก็มีสิทธ์ที่จะยังคงนับถือศาสนาเดิมของตนได้ ในเมื่อมีการซ่อมแซมโบสถ์คริสเตียนมุสลิมจะต้องให้ความร่วมมือช่วยเหลือด้วย

สนธิสัญญาหุดัยบียะฮ์ (Huday biyah )

          เวลาผ่านไปได้หกปีแล้วที่ชาวมุสลิมได้ทิ้งมักกะฮ์มาเพื่อศาสนาของเขา นับตั้งแต่นั้นมาพวกเขา ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปทำฮัจญ์หรือเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาเลย หลังจากสงครามคูเมืองแล้วพวกมุสลิมต่างก็กระตือรือร้นอยากกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของพวกเขา ท่านศาสดารู้ถึงความปารถนาอันแรงกล้าของพวกเขาจึงได้ประกาศว่าท่านจะไปเยือนมักกะฮ์ในปี คศ.ที่ 6 (คศ.628) ท่านก็ได้เดินทางมุ่งไปมักกะฮ์ เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์พร้อมด้วยผู้ติดตามจำนวน 1400 คน

           ขณะนั้นเป็นเดือนซุลเกาะดะฮ์ ซี่งการทำสงครามในเดือนนั้น ถือเป็นสิ่งผิดทั่วแหลมอารเบียแต่พวกกุร็อยซ์ ไม่ต้องการให้ท่านศาสดาเข้ามาในเมืองมักกะฮ์ และ ประกอบพิธีฮัจญ์ดังนั้นเมื่อรู้ว่าท่านมา พวกเขาก็รีบมาขวางทางใว้ ท่านศาสดาจึงวกไปทางอื่นและหยุดพักอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าหุดัยบียะฮ์ซึ่งอยู่ห่างจากมักกะฮ์เก้าไมล์และเรียกประชุมบุคคลสำคัญๆ ท่านจึงส่งท่านอุษมานไปบอกคนเหล่านั้นว่าท่านไม่มีความตั้งใจอย่างอื่นนอกจากจะมาทำฮัจญ์ แต่คนเหล่านั้นก็ยังยืนกรานความตั้งใจของพวกเขาอยู่ตามเดิม


          ในขณะนั้นเกิดมีข่าวลือแพร่ออกไปว่าท่านอุษมานถูกพวกกุร็อยซ์ฆ่าตายเสียแล้ว จึงก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างใหญ่โตขึ้นในค่ายพักของชาวมุสลิม ท่านศาสดาได้นั่งลงใต้ต้นไม้ และ ขอให้สานุศิษย์ของท่านให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อท่าน คนเหล่านั้นต่างก็ทำตาม และประกาศว่าพวกเขาจะทำการต่อสู้เพื่อหนทางของอิสลาม แต่แล้วท่านอุษมานก็กลับมาหลังจากนั้นสองสามวัน

           พวกกุร็อยซ์รู้สึกกลัว และในที่สุดก็ยอมตกลงกับมุสลิม ได้มีการทำสนธิสัญญาขึ้นระหว่างพวกกุร็อยซ์กับท่านศาสดา ในสนธิสัญญานั้นบ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะผัดผ่อนการสงครามไปเป็นเวลาสิบปี ผู้ใดที่ปารถนาจะเข้าเป็นฝ่ายมุฮัมมัด หรือทำสนธิสัญญากับเขาก็มีเสรีภาพที่จะทำอย่างนั้นเช่นกัน ถ้าผู้ใดไปขอเข้าเป็นฝ่ายมุฮัมมัดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองของเขาเขาควรจะถูกส่งตัวกลับมาหาผู้ปกครองของเขา แต่ถ้าสาวกคนใดของมุฮัมมัดมาเข้าข้างฝ่ายกุร็อยซ์ แล้วเขาก็ไม่ต้องถูกส่งตัวกลับ ในปีนั้นมุฮัมมัดจะกลับไปโดยไม่แวะเข้ามักกะฮ์ ในปีหน้าท่านและผู้ติดตามจึงจะเข้าเมืองมักกะฮ์ได้เป็นเวลาสามวัน ในระหว่างนั้นพวกกุร็อยซ์จะออกจากเมืองไปและเปิดเมืองให้แก่ท่าน แต่พวกท่านศาสดาจะต้องไม่มีอาวุธติดตัวมาด้วยนอกจากสิ่งจำเป็นที่ผู้เดินทางต้องใช้เท่านั้น 

            สนธิสัญญาหุดัยบียะฮ์ เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่สำหรับอิสลาม ข้อความในสนธิสัญญาแสดงความยิ่งใหญ่ของท่านศาสดา และความดีงามในวิถีทางของท่าน ถึงแม้ว่าดูภายนอกสนธิสัญญานี้จะทำให้ฝ่ายมุสลิมเสียเกียรติก็ตามมันก็ให้ประโยชน์แก่ท่านศสาดาเป็นอย่างมาก เพราะสนธิสัญญานี้รับรู้สถานภาพทางการเมืองของท่านในฐานะที่มีอำนาจเป็นอิสระแก่ตัว ยิ่งกว่านั้นเวลาสงบศึกสิบปีนั้นก็เป็นการให้เวลาและโอกาสแก่อิสลามที่ขยายออกไปได้อย่างแข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะพวกกุร็อยซ์ได้ทั้งในด้านการเมืองและ ด้านจิตวิญญาณ ผลของสนธิสัญญานี้ก็คือมีผู้มาเข้ารับอิสลามมากขึ้นอย่างมากมาย นักรบผู้สามารถอย่าง คอลิด บิน วะลีด และอัมร์ บินอัส(Amr bin’As)ก็ได้มาเข้ารับอิสลามหลังจากที่ได้ทำสนธิสัญญาหุดัยบียะฮ์นี้

          ในเมื่อท่านศาสดารู้สึกมั่นใจในตำแหน่งของท่าน ท่านก็ได้ส่งทูตไปยังผู้ปกครองแคว้นต่างๆของอารเบียเพื่อชักชวนให้เขาเหล่านั้นมาเข้ารับอิสลาม มีผู้ปกครองจำนวนมากที่เข้ารับอิสลาม แต่เจ้าผู้ครองเปอร์เซียกลับดูหมิ่นทูตที่ท่านศาสดาส่งไปและทูตอีกคนหนึ่งที่ถูกส่งไปยังเจ้าชายคริสเตียนแห่งดามัสกัสก็ถูกฆ่าตายอย่างทารุณ

          การพิชิตค็อยบัร (khaybar)ในระหว่างขากลับจากหุดัยบียะฮ์ ในปีที่เจ็ดแห่ง คศ. ท่านศาสดาได้ทราบข่าวว่าชาวยิวที่เมืองค็อยบัรทำการขบถ นับตั้งแต่ถูกขับไล่จากมะดีนะฮ์มาพวกยิวก็มาอาศัยอยู่ทีค็อยบัรและ พยายามทำตัวเป็นศัตรูต่อชาวมุสลิมทุกวิถีทาง หลายครั้งหลายหนพวกเขาได้ปล้นสะดมทุ่งเลี้ยงสัตว์ของมุสลิมในเขตเมืองมะดีนะฮ์แล้วหลบหนีไปพร้อมด้วยสัตว์ที่ปล้นมา เพื่อที่จะลงโทษพวกเขา ท่านศาสดาได้นำกองทัพซึ่งมีจำนวนคน 1600 คน และม้า 200 ตัวไปโจมตีพวกยิวโดยไม่ทันรู้ตัว ป้อมปราการของยิวหลายแห่งตกอยู่ในมือของมุสลิม พวกยิวหมดทางสู้จึงขออภัยต่อท่าน ท่านศาสดาไม่เพียงแต่ยกโทษให้พวกศัตรูเท่านั้น แต่ยังคืนที่ดิน ทรัพย์สินพร้อมทั้งเสรีภาพในการนับถือศาสนาให้พวกเขาด้วยและกำหนดภาษีที่ดินที่พวกเขาจะต้องเสีย ให้เป็นไปอย่างยุติธรรม 

          ความสัมพันธ์ระหว่างท่านศาสดากับชาวยิวท่านศาสดาได้ให้สัญญาแก่ชาวยิวซึ่งบ่งว่าพวกเขาจะได้รับประกันสิทธิทางการปกครองและศาสนา ชาวยิวก็ให้ประกันว่าพวกเขาจะไม่ทำอันตรายใดๆ แก่ชาวมุสลิม ยิ่งกว่านั้นพวกเขาจะช่วยมุสลิมด้วยถ้ามุสลิมถูกผู้ใดโจมตี 

           ก่อนที่ท่านศาสดาจะมายังเมืองมะดีนะฮ์ ชาวยิวในมะดีนะฮ์ก็รู้แล้วจากคัมภีร์ของเขาว่าจะมีศาสดามา และ เมื่อท่านศาสดามุฮัมมัดมาอยู่ท่ามกลางพวกเขา พวกเขาก็รู้ว่านี่ต้องเป็นศาสดาที่ถูกกล่าวถึงนั่นเอง แต่แล้วพวกยิวก็มิได้รักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ เมื่ออิสลามมีอำนาจมากขึ้นพวกเขาก็คิดว่านั่นเป็นความประสงค์ร้ายต่อความรุ่งเรืองทางด้านการค้าและเศรษฐกิจของพวกเขา ในไม่ช้าพวกเขาก็ลุกขึ้นต่อต้านอิสลาม
           ขั้นแรกพวกเขาพยายามจะก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในหมู่ชนเผ่าสำคัญๆในมะดีนะฮ์ ต่อมาพวกเขาก็ไปติดต่อกับพวกกุร็อยซ์แห่งมักกะฮ์ในระหว่างสงครามบัดร์ พวกยิวก็ไม่ได้ช่วยเหลือมุสลิมตามที่บ่งใว้ในสนธิสัญญา พอเสร็จสงครามบัดร์เท่านั้น ก็อบ(Qab) หัวหน้าชาวยิวก็ได้ประกาศเป็นศัตรูกับมุสลิมอย่างเปิดเผยและได้ติดต่ออย่างลับๆกับ อบูซุฟยานแห่งมักกะฮ์ และถึงกับพยายามจะฆ่าท่านศาสดาด้วย
           ในบรรดาชาวยิวสามกลุ่มคือกลุ่มบนู (ลูกหลานของ) กอยนุกออ์ บนูนาฏิร และบนูกุร็อยช์นั้น พวกบนูกอยนุกออ์ (Banu Quinukah1) เป็นพวกที่มั่งคั่งที่สุดและเป็นกลุ่มแรกที่ละเมิดสนธิสัญญา ท่านศาสดาพยายามที่จะเจรจากับพวกเขาโดยดีแต่ก็ไม่มีผลจึงต้องใช้กำลังทหารไป ล้อมยิวพวกกอยนุกออ์ไว้ และก็คือต้องขับไล่ชาวยิวออกจากเมืองมะดีนะฮ์ ในปีที่สามแห่ง ฮศ. ก็อบก็ถูกประหารชีวิต เนื่องจากทำการกบฏต่อมะดีนะฮ์และชาวมุสลิม



             ในปีที่สี่แห่ง ฮศ. ชาวยิวกลุ่มบนูนะฏิร ได้วางแผนที่จะฆ่าท่านศาสดา พวกเขาได้คบคิดกับพวกกุร็อยช์จะแข็งข้อต่อมุสลิมในที่สุดจึงถูกขับไล่ออกจากมะดีนะฮ์ไป ชาวยิวกลุ่มบนูกุร็อยช์เป็นกลุ่มที่สามและกลุ่มสุดท้ายที่ทรยศ 

             ในระหว่างสงครามอุฮุดพวกเขาทรยศต่อมุสลิม ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับการยกเว้นจากการเนรเทศ แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็ละเมิดคำสัญญาไปร่วมกับพวกกุร็อยช์อย่างเปิดเผยเพื่อที่จะต่อต้านมุสลิม และเร่งให้เกิดสงครามคูเมืองขึ้นในขณะที่มะดีนะฮ์ถูกล้อม พวกเขาก็ก่าอการร้ายขึ้นในเมืองจนถึงกับนองเลือด หลังจากสงคราม ยิวกลุ่มบนูกุร็อยช์ก็ถูกสั่งให้ออกจากเมืองไป แต่พวกเขาไม่ยอมทำตาม ท่านศาสดาจึงสั่งให้ล้อมที่อยู่ของพวกเขาใว้ ชาวยิวจึงยอมแพ้และขอเจรจาไกล่เกลี่ย ท่านศาสดาได้ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจในพวกเขาเองเป็นคนพิจารณา ผลของการตัดสินปรากฏว่าผู้ชายสามสี่ร้อยคนถูกประหารชีวิต และคนที่เหลือก็ถูกเนรเทศไปยังซีเรีย เห็นได้ว่าชาวยิวทำการกบฏอย่างร้ายกาจ ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะทำให้เกิดการฆ่าหมู่ชาวมุสลิม จึงสมควรได้รับโทษเช่นนั้น แต่กระนั้นท่านศาสดาก็ยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะประนีประนอมกับพวกเขา แต่ทุกครั้งพวกเขากลับลอบทำร้ายชาวมุสลิมลับหลัง

             ชาวยิวส่วนมากที่ถูกเนรเทศได้ไปอยู่ที่เมืองค็อยบัรใกล้เขตแดนซีเรีย พวกเขาเริ่มวางแผนร่วมกับพวกเบดูอินจะมารุกรานมะดีนะฮ์ พวกเขาทำการปล้นสะดมบ้านเรือน แย่งชิงเอาทรัพย์สมบัติไป ในปีที่เจ็ดแห่ง ฮศ. ป้อมปราการของพวกเขาที่ค็อยบัรก็ถูกทหารมุสลิมเข้าล้อมและยึดได้ พวกเขาได้รับอนุญาติให้อาศัยอยู่ที่นั่นได้อย่างเดิมแต่ต้องจ่ายเป็นผลิตผลบางอย่างเป็นบรรณาการให้แก่รัฐบาลกลาง แต่กระนั้นชาวยิวก็ยังไม่ล้มเลิกที่จะคิดร้ายต่อมุสลิมและท่านศาสดา ครั้งหนึ่งพวกเขาได้วางแผนฆ่าท่านโดยวางยาพิษแต่เคราะห์ดีที่ท่านปลอดภัย ท่านได้แสดงความปารถนาดีต่อพวกเขาอีกโดยมิได้ลงโทษแต่อย่างใด เพียงแต่คนที่วางยาพิษศาสดาคนเดียวเท่านั้นที่ถูกประหารชีวิต พวกเขายังคิดแผนการร้ายต่างๆ ต่อมุสลิมจนถึงสมัยของเคาะลีฟะฮฺ คนที่สองคือท่านอุมัร (Umar) จึงถูกขับไล่ออกจากซีเรียทั้งหมด นับแต่นั้นมาชาวยิวจึงไม่มีหลงเหลืออยู่ในอารเบียอยู่เลย 

          การทำฮัจญ์ในที่สุดเวลาที่ท่านศาสดาจะไปเยือนมักกะฮ์เพื่อทำฮัจญ์ได้ตามสนธิสัญญาหุดัยบียะฮฺ ก็มาถึง ท่านและผู้ติดตามได้ไปยังมักกะฮ์และพวกกุร็อยช์ก็ได้ทิ้งเมืองไปตามสัญญาปล่อยให้ท่านและพรรคพวกอยู่ในมักกะฮ์เป็นเวลาสามวัน หลังจากนั้นมุสลิมก็เดินทางกลับมามะดีนะฮ์
              การสู้รบที่มุอ์ตะฮฺ (Mutah)หลังจากกลับจากมักกะฮ์แล้วท่านศาสดาได้ส่งทูต 50 คนไปที่กลุ่มบนูซาลิม (Bnu salem) เพื่อเผยแพร่อิสลามแต่ทูตส่วนมากถูกฆ่าตาย หลังจากเหตุการณ์นี้ไม่นานท่านก็ได้ส่งทูต 15 คนไปยังซัตอัตลา (Dhat atla) ในเขตแดนซีเรียอีกแต่ทูตถูกระดมยิงด้วยธนูจนสิ้นชีวิตหมด เหลือรอดชีวิตมาได้คนเดียว ในขณะเดียวกันนี้ก็ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ขึ้นอีกอย่างหนึ่งซึ่งบังคับให้ท่านศาสดาต้องบุกเข้าไปในเขตแดนของโรมัน คือ ทูตคนหนึ่งถูกผู้ปกครองเมืองมุตะฮฺ ซึ่งเป็นคริสเตียนมีชื่อว่าชูรอบิล (Shurahbil) ฆ่าตายในขณะที่เขากำลังเดินทางไปหาเจ้าชายแห่งแคว้นฆ็อสสานิด (Chasanid) ที่เมือง บัสเราะฮฺ (Basrah) การกระทำเช่นนี้เป็นภัยต่อความสงบระหว่างประเทศ ท่านศาสดาจึงสั่งให้ซัยด์ (Zald) ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของท่านนำทัพไปยังจุดที่ทูตศาสนาผู้นั้นถูกฆ่าตาย กองทัพของซัยด์ และ ซุเราะบีล พบกันที่จุดนี้ และเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือดขึ้น

          ซัยด์ ยะอฺฟัร (ja’far) และอับดุลเลาะฮฺ (Abdullah) สิ้นชีวิตลงแต่ คอลิด (Khalid) ก็แก้ไขสถานการณ์ได้ ทำให้กองทัพมุสลิมได้ชัยชนะฝ่ายข้าศึก
บาซ ที่ 20:46

ที่มา

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1899408003644441&id=100007257799433
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8569 Level 75 : Exp 42%
HP: 4.4%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 17, 2017, 03:35:12 pm »
แบ่งปัน

ภูมหลังการกำเนิดศาสดา

           กำเนิดของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ.) วงศ์กุร็อยช์ (Ouraysh) เป็นสาขาที่มีชื่อเสียงของชาวอรับอิสมาอิลียะฮ์ (Ismailite) ฟิฮฺร์ (Fihr) เป็นคนที่มีอำนาจมากและสืบเชื้อสายมาจากอิสมาอีล ชื่ออีกชื่อหนึ่งของฟิฮฺร์ คือ กุร็อยช์เพราะฉะนั้นวงศ์วานว่านเครือของเขาจึงเรียกว่า พวกกุร็อยช์ ตามชื่อของเขาซึ่งเป็นต้นวงศ์ ในปี คศ.5 เชื้อสายคนหนึ่งของฟิฮฺร์ชื่อว่า กุศ็อยย์ (Qusayy) ได้รวมชนเผ่ากุร็อยช์ทั้งหมดเข้าด้วยกันและได้เข้าครอบครองแคว้นหิยาซรวมทั้งได้เข้าทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสถานกะอ์บะฮ์ด้วย

          เมื่อกุศ็อยย์สิ้นชีวิตลงบุตรชายของเขาชื่ออับดุดดาร (Abd-ud-Dar) ได้เป็นหัวหน้าเผ่ากุร็อยช์สืบต่อมาและเป็นผู้ปกครองแคว้นหิยาซ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองมักกะฮ์ เมื่อเขาสิ้นชีวิตลงแล้วก็ได้เกิดการแก่งแย่งกันในเรื่องการปกครอง ระหว่างหลานปู่ของเขาที่ชื่ออับดุมมะนาฟ (Abd-manaf) ในที่สุดก็ได้ตกลงกันว่าให้อับดุชชัมส์ (Abd-Shams) ซึ่งเป็นบุตรชายของอับดุมะนาฟเป็นผู้ดูแลใน ด้านการคลังพวกลูกหลานปู่ของอับดุดดารเป็นผู้ดูแลด้านการทหาร แต่ต่อมาอับดุชชัมส์ได้มอบหน้าที่บริหารให้แก่ฮาชิม(Hashim) น้องชายของเขาซึ่งเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะรับหน้าที่นี้ ฮาชิมเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในอารเบียเพราะความกล้าหาญ และโอบอ้อมอารีของเขา อุมัยยะฮ์ (Umayyah) บุตรของอับดุชชัมส์รู้สึกริษยาในอำนาจของน้าชายของตนเองจึงได้ทำการแข็งข้อแต่ก็ต้องแพ้ไปและถูกเนรเทศออกนอกประเทศไปเป็นเวลาสิบปี

         ฮาชิมผู้เป็นปู่ทวดของท่านศาสดามุฮัมมัดนั้นสมรสกับสตรีนางหนึ่งจากเมืองมะดีนะฮ์และมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่า ชะบีฮฺ (Shabih) เมื่อฮาชิมสิ้นชีพลงน้องชายเขาคือมุฎเฎาะลิบ(Muttalib) ได้พาชะบีฮฺไปที่มะดีนะฮ์ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และยุติธรรมของอับดุลมุฎเฎาะลิบ ทำให้เขามีตำแหน่งและชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาของชนเผ่ากุร็อยช์ แต่ฮัรบ์ (Harb) ซึ่งเป็นบุตรชายของอุมัยยะฮ์ไม่ยอมรับนับถือเขาและทำการแข็งข้อไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจปกครองปกครองของอับดุลมุฎเฎาะลิบ ผู้พิพากษาได้ตัดสิน ให้ฮัรบ์เป็นฝ่ายแพ้เช่นเดียวกับบิดาของเขา เพราะฉะนั้นความอิจฉาริษยา ไม่ลงรอยกันในระหว่างลูกหลานของฮาชิมและลูกหลานของอุมัยยะฮ์ จึงได้เกิดขึ้นซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการต่อสู้ชิงอำนาจกันระหว่างสองตระกูลนี้ในรุ่นต่อๆมาก็เนื่องมาจากความไม่ลงรอยกันในอดีตนี้ด้วยประการหนึ่ง

         อับดุลมุฎเฎาะลิบ ขณะนั้นอายุล่วงเข้าวัยชราเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว เขามีบุตรชายและบุตรสาวหลายคน ในขณะที่เขาปกครองแคว้นหิยาชอยู่นั้นอับเราะฮฺฮะ (Abrahah) หัวหน้าชาวยะมันซึ่งเป็นคริสเตียนได้ยกทัพมารุกรานมักกะฮ์และสถานกะบะฮ์ ตอนที่กรีฑาทัพมายังมักกะฮ์ครั้งนั้นอับเราะฮฺฮะได้ใช้ช้างมาก่อนจึงพากันตื่นเต้นและเรียกปีแห่งการรุกรานคราวนั้น (คศ.570) ว่าปีช้าง
กองทัพของอับเราะฮฺฮะส่วนหนึ่งถูกทำลายโดยโรคระบาดและอีกส่วนหนึ่งโดยพายุฝนและพายุลูกเห็บ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์อับดุลมุฎเฏาะลิบได้พาบุตรชายคนสุดท้องของเขาคืออับดุลลอฮฺ(Abdul-lah) ไปยังบ้านของวะฮฮาบ (Wahhab) หัวหน้า(clan) ของลูกหลานของซอเราะฮและได้ทำการสมรสอับดุลลอฮฺกับอามีนะฮ บุตรสาวของวะฮฮาบอับดุลลอฮฺอยู่กับอามีนะฮฺที่บ้านบิดาของนางได้เพียงสามวันก็จากไปโดยเดินทางไปทำการค้าที่ซีเรียตอนขากลับเขาล้มป่วยลงที่เมืองมะนีดะฮ์ และสิ้นชีวิตที่นั่นทิ้งอูฐห้าตัวแพะฝูงหนึ่งกับอุมมุอัยมันเด็กหญิงทาสคนหนึ่งไว้ให้เป็นมรดกแก่บุตรชายของเขาซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในครรภ์

กำเนิดของท่านศาสดามุฮัมมัดและชีวิตปฐมวัย 

          อามีนะฮฺผู้ตกเป็นหม้ายได้ให้กำเนิดบุตรชายในวันจันทร์ที่ 12 เดือนเราะบีอุลเอาวัล คศ.570 ปู่ของเขาได้ตั้งชื่อให้ว่ามุฮัมมัดและแม่ให้ชื่อว่าอะห์มัด (Muhmmad-Ahmad) ทั้งสองชื่อนี้ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์อัลกรุอาน
ผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูทารกก็คือนางฮะลีมะฮฺ (Halimah) หญิงในวงศ์วานลูกหลานของสะอ์ด (Sa`d) ตามธรรมเนียมนิยมของชาวอาหรับในขณะนั้น มุฮัมมัดไปอยู่กับพี่เลี้ยงท่ามกลางพรรคพวกของนางเป็นเวลาห้าปี
ในระหว่างนี้ท่านได้เรียนรู้ภาษาอาหรับ(อฺรับ)ชนิดที่บริสุทธ์ที่สุดจากผู้คนเหล่านั้น
เมื่อมีอายุได้หกขวบมุฮัมมัดก็ถูกส่งตัวกลับมาให้มารดาเลี้ยงดูต่อไป มารดาต้องการจะพาบุตรชายไปให้รู้จักกับญาติทางมารดา จึงได้ออกเดินทางไปมะดีนะฮ์ โดยมีทาสหญิงของนางติดตามไปด้วย ขากลับมามักกะฮ์ขณะเดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งมานามว่าอัลอับวา (Al-Abwa) นางอามีนะฮฺล้มเจ็บลงและสิ้นชีวิตหลังจากนั้นอุมมุอัยมัน ทาสหญิงผู้ภักดีก็พาเด็กน้อยกำพร้าบิดามารดากลับมายังมักกะฮ์
            อับดุลมุฏเฏาะลิบผู้เป็นปู่ได้เป็นผู้เลี้ยงดูมุฮัมมัด ต่อมาแค่เพียงสองปีเท่านั้นผู้เป็นปู่ก็ถึงแก่กรรมลงอีก ฉะนั้นมุฮัมมัดจึงเป็นกำพร้าทั้งพ่อแม่และปู่ตั้งแต่อายุยังน้อย
หลังจากนั้นหน้าที่เลี้ยงดูมุฮัมมัดก็ตกเป็นของอบูฎอลิบ (Abu Talib) ผู้เป็นลุง ซึ่งรักเอ็นดูหลานชายอย่างยิ่ง จนกระทั่งมุฮัมมัดเติบใหญ่ เนื่องจากลุงของท่านไม่ใช่คนร่ำรวย มุฮัมมัดจึงต้องทำงานโดยพาฝูงแกะและอูฐไปเลี้ยงตามเนินเขา และหุบเขาใกล้ๆ มุฮัมมัดมีนิสัยเมตตากรุณาต่อคนยากจน และผู้มีทุกข์มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนชอบอยู่อย่างสงบ รักการคิดใคร่ครวญ ผู้คนในเผ่าเดียวกันต่างรักใคร่และให้เกียรติ เพราะเขามีนิสัยอ่อนโยนมีอัธยาศัยไมตรี การที่เขาถือความซื่อสัตย์อย่างเข้มงวดและมีความซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่งซื่อตรงต่อหน้าที่อย่างไม่สะทกสท้านนั้นทำให้มุฮัมมัด ได้รับขนานนาม ว่า อัลอามีน (Al-Amin) ซึ่งแปลว่าผู้ควรแก่การเชื่อถือ 
เมื่ออายุได้สิบสองปีมุฮัมมัด ได้เดินทางไปค้าขายที่ซีเรียกับลุงและที่ซีเรียนี่เอง ท่านได้พบกับนักบุญคริสเตียนคนหนึ่งมีชื่อว่า บุฮัยรอ (Buhaira) ซึ่งได้ทำนายมุฮัมมัดว่าจะเป็นศาสดาท่านสุดท้ายและกล่าวถึงด้วยความยกย่อง ในระหว่างที่มีงานออกร้านอุกาซได้เกิดการสู้รบกันขึ้น ทุกเผ่าในอารเบียได้เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ มุฮัมมัดได้ช่วยเหลือลุงของเขาด้วยโดยการคอยเก็บลูกธนูที่ฝ่ายข้าศึกยิงมาไปให้อบูฎอลิบผู้เป็นลุง เขาได้แลเห็นว่าสงครามนี้ได้ทำลายชีวิตคนนับจำนวนพัน มุฮัมมัดจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการสงบศึกคณะหนึ่งเรียกว่า ฮาลฟุลฟูซุล (Halful Fuzul) โดยได้รับความช่วยเหลือและความร่วมมือจากคนหนุ่มที่แข็งแรงกลุ่มหนึ่ง จุดประสงค์ของคณะกรรมการนี้ก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบและเพื่อสร้างมิตรไมตรีกันระหว่างเผ่าต่างๆในเมืองมักกะฮ์


มุฮัมมัดกับเคาะดีญะฮ์ 

           ในระหว่างนี้ชื่อเสียงของมูฮัมมัดได้ขจรขจายไปทั่วดินแดนอารเบีย เคาะดีญะฮ์ (Kha dijah) แม่หม้ายผู้มีอันจะกินนางหนึ่งได้ยินกิติศัพย์ของมุฮัมมัดเข้าก็อยากให้ท่านมาดูแลธุรกิจของนาง ลุงของท่านอนุญาตให้เดินทางไปดูแลการค้าขายให้นางได้ที่ซีเรีย
เมื่อท่านเดินทางกลับมาและได้มาปรากฏตัวต่อหน้านางมุฮัมมัดก็ทำผลกำไรให้นางอย่างมากมาย ด้วยความฉลาดปราดเปรื่องและความซื่อสัตย์ของท่านนั้นเองนางก็รู้สึกประทับใจในบุคลิกลักษณะอันมีเสน่ห์ของท่านเป็นอย่างมากจนถึงกับต้องการจะแต่งงานกับท่าน ขณะนั้นนางเคาะดีญะฮ์มีอายุได้ 40 ปี เคยแต่งงานมาแล้วสองครั้งมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวคนหนึ่ง การแต่งงานได้ถูกจัดทำขึ้นด้วยความเห็นชอบของลุงของมุฮัมมัด ซึ่งขณะนั้นมุฮัมมัดอายุ 25 ปี ชีวิตสมรสของทั้งสองดำเนินไปด้วยความสุข นางเคาะดีญะฮ์นิยมชมชอบความปรีชาสามารถและบุคลิกภาพอันสง่างามของมุฮัมมัด เป็นอย่างมาก นางปล่อยให้ท่านมีเวลาเป็นของตัวเองได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลใดๆเลย ยามที่ท่านมีความเศร้าโศรก และความทุกข์นางก็คอยปลอบโยนท่าน
              ท่านศาสดาได้กล่าวในตอนหลังว่าเมื่อท่านได้รับมอบหมายภารกิจจากพระผู้เป็นเจ้านั้นตอน แรกไม่มีใครเชื่อท่านเลย นางเคาะดีญะฮ์คนเดียวเท่านั้นที่เชื่อท่าน เมื่อยามที่ท่านไม่มีเพื่อนนางก็เป็นเพื่อนของท่าน
            เมื่อท่านศาสดาอายุได้ห้าสิบปี นางเคาะดีญะฮ์ก็สิ้นชีวิตท่านจึงต้องสูญเสียเพื่อนผู้ซื่อสัตย์และจริงใจไป ท่านมีบุตรชายกับนางหลายคนแต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กเสียหมด ลูกๆที่เสียชีวิตนั้นเป็นชายที่เหลืออยู่เพียงสามคนคือบุตรสาวที่ชื่อฟาฎิมะฮฺ (Fatimah) ซึ่งภายหลังได้สมรสกับท่านอะลี (Ali) อุมมุกุลซูม (Ummukulzum) และซัยนับซึ่งต่อมาได้เป็นภรรยาของท่านอุษมาน ซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮ (Khaliph) ท่านที่สาม
             หลังจากแต่งงานกับนางเคาะดีญะฮ์แล้ว มุฮัมมัดก็มักจะไปที่ถ้ำฮิรออฺ (Hira) และใช้เวลาอยู่ที่นั้นเดือนหนึ่งของทุกๆปีเพื่อแสวงหาความสงบ คืนหนึ่งขณะที่ท่านนอนอยู่ในถ้ำก็ได้ยินเสียงหนึ่งพูดกับท่านและสั่งให้ท่านอ่าน ท่านตัวสั่นด้วยความกลัวและตอบว่าท่านอ่านหนังสือไม่เป็น เสียงนั้นก็บอกอีกถึงสามครั้ง ครั้งที่สามนี้มุฮัมมัดจึงได้อ่านในนามแห่งอัลลอฮฺ พระมหาคัมภีร์อัลกรุอาน (Al-Qur`an) ถูกประทานมาให้ท่านครั้งแรกในเดือนเราะมะฎอน (Ramadan) 
มุฮัมมัดได้รับมอบหน้าที่ศาสดาผู้ประกาศศาสนาเมื่ออายุได้สี่สิบปี

            ท่านเริ่มเทศนาคำสอนของอิสลามในหมู่ประชาชน ในเมืองมักกะฮ์ คำสอนของท่านมีดังนี้ “พระผู้เป็นเจ้ามีเพียงหนึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและเนรมิตพระองค์ทรงเป็นผู้ให้ชีวิตและเป็นผู้นำเอาความตายมาให้ ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์” ท่านเน้นถึงความเป็นหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า (Tawhid) อันเป็นหลักสำคัญของศาสนาอิสลาม ท่านกล่าวว่าผู้คนควรเลิกบูชารูปเคารพเสีย ภรรยาของท่านคือนางเคาะดีญะฮ์เป็นคนแรกที่เลิกเคารพบูชารูปเคารพและยอมรับคำสั่งสอนของท่านต่อไปก็คือท่านอะลี อบูบักร์ (AbuBakr) อุษมาน (Uman) อับดุรเราะห์มาน (Abdur Rahman) ซัยด์ (Zayd) อัซซุบัยร์ (Az-Zubayr) และฎ็อลฮะ (Talha) เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนผู้เข้ารับอิสลามก็เพิ่มมากขึ้น ภายในเวลาสามหรือสี่ปีก็ได้มีผู้เข้ารับศาสนาอิสลามเกือบสี่สิบคน


           ความสำเร็จของท่านศาสดามุฮัมมัดทำให้เผ่ากุร็อยช์ ไม่พอใจ ครั้งแรกคนเหล่านั้นพากันหัวเราะเยาะ แต่เมื่อท่านศาสดาแสดงความกระตือรือร้นอย่างเด็ดเดี่ยวในการที่สั่งสอนคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็เริ่มปฏิบัติต่อท่านและสานุศิษย์ของท่านอย่างร้ายกาจ ตระกูลกุร็อยช์ซึ่งครองมักกะฮ์อยู่ขณะนั้น ได้ทำการต่อต้านคำสอนใหม่ของอิสลามพอๆ กับที่ได้ทำการต่อต้านการปฏิวัติด้านสังคมและการอยู่ในขณะนั้น คำสั่งสอนของท่านศาสดาเปรียบเสมือนการฟาดฟันลงตรงรากเหง้าของความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขา เพราะเป็นคำสอนที่ปฏิเสธเทพเจ้าเก่าๆทั้งหมด คนเหล่านั้นเป็นพวกถอยหลังเข้าคลองจึงไม่ชอบที่จะเปลี่ยนแปลงศาสนาและสังคมของพวกตนที่มีมาแต่เดิม นอกจากนั้นยังมีพวกนักบวชในตระกูลกุร็อยช์ที่คิดว่าการที่อิสลามมีอำนาจขึ้นนั้นย่อมหมายถึงความพินาศของตนพวกเขาจึงยุยงตระกูลกุร็อยช์ให้ต่อต้านท่านศาสดามุฮัมมัด อีกประการหนึ่งคนตระกูลนี้มีหน้าที่ดูแลสถานกะบะฮ์อันเป็นที่มาของรายได้ของพวกเขา ฉะนั้นพวกเขาจึงเกรงไปว่าถ้าผู้คนหันไปหาอิสลามกันเสียหมด สถานที่นั้นก็จะหมดความศักดิ์สิทธ์ไปและพวกตนก็จะเสียรายได้ไปอย่างน่าเสียดาย

          ฉะนั้นคนเหล่านี้จึงได้แสดงความกริ้วโกรธต่อพวกทาสคนอ่อนแอ และคนยากจนที่ไร้ที่พึ่งพิง และผู้เข้ารับอิสลามต้องถูกจับไปทรมานให้ตากแดดอันร้อนระอุและให้นอนบนผืนทรายที่ร้อนจัดหรือบนเนินหินที่ร้อนจัดทั้งนี้เพื่อข่มขวัญและขู่เข็ญเขาเหล่านั้นมิให้ไปนับถือสาสนาอิสลาม
การอพยสู่อบิสสิเนียเป็นครั้งแรก 
         เนื่องด้วยชาวมุสลิมถูกทำร้ายและประหัตประหารเช่นนี้ท่านศาสดาจึงได้แนะให้พวกเขาไปหาที่พึ่งในดินแดนอื่น ในสมัยนั้นอบิสสิเนียเป็นที่รู้จักดีของชาวมักกะฮ์ในฐานะที่เป็นตลาดสินค้าของอารเบีย ในเดือนที่ 7 ของปีที่ห้าของการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดา ผู้ชายจำนวน 11 คน และผู้หญิง 4 คนรวมทั้งอุษมานและภรรยาของท่านได้ออกเดินทางไปยังอบิสสิเนีย กษัตริย์แห่งอบิสสิเนียได้ต้อนรับคนเหล่านั้นด้วยอัธยาศัยไมตรี

         เมื่อบรรดาหัวหน้าของตระกูลกุร็อยช์รู้เรื่องเข้าก็ออกติดตามแต่ไม่ทัน หัวหน้าตระกูลกุร็อยช์จึงได้ส่งตัวแทนไปเฝ้ากษัตริย์บิสสิเนียขอให้พระองค์ขับพวกมุสลิมออกจากอาณาจักรของพระองค์ กษัตริย์นะญาชี (Najashi)ทรงฟังทั้งสองฝ่ายแต่ทรงอนุญาตให้มุสลิมพำนักอยู่นั่นต่อไปได้อย่างสงบ ตัวแทนฝ่ายกุร็อยช์จึงต้องกลับไปมักกะฮ์ด้วยความผิดหวัง ในการอพยพครั้งนี้แม้ชาวมุสลิมที่อพยพจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของอิสลามเป็นอย่างมาก การอพยพไปอบิสสิเนียครั้งนี้ทำให้พวกกุร็อยช์ได้ประจักษ์ว่าชาวมุสลิมนั้นมีความจริงใจ และความเด็ดเดี่ยวในอันที่จะเผชิญกับความลำบากยากแค้นและสูญเสียทุกอย่างโดยจะไม่ยอมหันเหไปจากศรัทธา ฝ่ายมุสลิมก็ถือว่าการที่ต้องถูกเนรเทศและต้องเผชิญกับภยันตรายในหนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นการกระทำที่มีเกีตรติสูง ส่วนผลที่สำคัญที่สุดของการอพยพครั้งนี้ก็คือทำให้ชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮ์ได้รู้ว่า ขณะนี้ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่พวกตนสามารถจะหลบไปพึ่งอาศัยให้พ้นจากการประหัตประหารของชนตระกูลกุร็อยช์ได้ ในที่สุดเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดความคิดที่จะทำการโยกย้ายครั้งใหญ่ขึ้นนั่นคือการอพยพโยกย้าย ชาวมุสลิมจากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์ (Madinah) แต่การอพยพครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดผลอย่างกระทันหัน ประการหนึ่งนั่นคือ ความลำบากยากแค้นของชาวมุสลิม และเนื่องจากได้รับความผิดหวังมาจากอบิสสิเนียดังกล่าวแล้ว พวกกุร็อยช์ จึงได้โกรธแค้นพวกมุสลิมมากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

การอพยพไปอบิสสิเนียครั้งที่สอง 

         หลังจากที่พักอยู่ในอบิสสิเนียได้สองเดือน ผู้อพยพก็กลับมายังมักกะฮ์ พวกกุร็อยช์ก็ยิ่งรู้สึกริษยาในความสำเร็จของอิสลามมากขึ้นจึงเริ่มทำการประหัตประหารพวกมุสลิมหนักมือยิ่งขึ้นอีก การหลบภัยไปอยู่ที่อบิสสิเนียจึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มีผู้อพยพ หลบหนีไปจำนวน 101 คน เป็นหญิงเสีย 18 คน
        ฝ่ายกุร็อยช์เริ่มตกใจในความสำเร็จอย่างรวดเร็วของท่านศาสดา พวกเขาจึงไปหาอบูฏอลิบขอให้ท่านช่วยเจรจาให้มุฮัมมัดยอมเลิกจากการเผยแพร่อิสลามเมื่ออบูฏอลิบมาบอกแก่ท่านศาสดาท่านก็ตอบว่า “โอ้ท่านลุงของข้าพเจ้า ถึงแม้ว่าจะเอาดวงอาทิตย์มาวางในมือขวาของข้าพเจ้าและเอาดวงจันทร์มาวางในมือซ้ายก็ตาม ข้าพเจ้าก็จะไม่ขอเลิกภารกิจของข้าพเจ้าเลย” ในปีที่หกแห่งการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดา ฮัมซะฮ์ (Hamza) กับท่านอุมัร (Umar) ก็ได้เข้ารับอิสลามซึ่งนับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของท่านศาสดา เมื่ออิทธิพลของท่านศาสดาได้แพร่ขยายมากขึ้นทุกวัน พวกกุร็อยช์จึงรวมกัน ต่อต้านเผ่าฮาชิมซึ่งเป็นฝ่ายของท่านศาสดา การบอยคอตพวกฮาชิมรวมทั้งท่านศาสดาเองต้องหลบหนีไปอยู่ถิ่นที่เปล่าเปลี่ยวของเมืองซึ่งเรียกว่าบ้านของอบูฏอลิบ ถูกตัดขาดจากการซื้อหาข้าวโพดและปัจจัยอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ถึงสามปี ท่านศาสดาได้ถูกทดสอบอย่างหนักหน่วงแต่ท่านก็ไม่เคยหมดความไว้วางใจในพระผู้เป็นเจ้าเลย

           และในเวลานี้เองท่านก็ได้รับข่าวร้ายคือ ข่าวการสิ้นชีวิตของนางเคาะดีญะฮ์และท่านอบูฏอลิบอันเป็นปีที่สิบแห่งการเผยแพร่ศาสนาของท่านศาสดา นางเคาะดีญะฮ์เคยเป็นเพื่อนและและผู้คอยปลอบประโลมใจท่านมาถึงยี่สิบห้าปีและการสูญเสียอบูฏอลิบไปก็เท่ากับท่านเสียผู้ปกป้องคุ้มครองไปเสียแล้ว การประหัตประหารของพวกศัตรูก็รุนแรงขึ้นทุกวัน แม้กระนั้นท่านก็ยังไม่เคยคิดที่จะทิ้งถิ่นเกิดของท่านไป ท่านมั่นใจว่าสักวันหนึ่งชาวอาหรับจะต้องตื่นขึ้นรับความจริงของอิสลาม แต่ในที่สุดความร้ายกาจของฝ่ายศัตรูก็ทำให้ท่านหันความสนใจไปยังเมืองฎออีฟ ซึ่งท่านหวังว่าผู้คนที่นั่นคงจะฟังคำสั่งสอน ของท่าน ท่านศาสดาได้ไปพักอยู่ที่ฎออีฟเป็นเวลาสิบวัน
และได้พยายามเทศนาสั่งสอน
           ถึงแม้ว่าจะมีผู้ทรงอิทธิพลหลายคนมาฟังท่าน แต่ก็ยังมีความหวังอยู่น้อยเหลือเกิน ท่านถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้นอย่างน่าอัปยศอดสูยิ่ง ในขณะที่ท่านเดินทางกลับมักกะฮ์คนเหล่านั้นก็ติดตามท่านไปและขว้างปาท่านด้วยก้อนหินจนกระทั่งตัวของท่านชุ่มโชกไปด้วยเลือด เมื่อถูกขับไล่ออกจากฎออีฟแล้วชะตากรรมของท่านศาสดาก็ดูจะมืดมนแต่แล้วก็มีแสงแห่งความหวังฉายแวบมาให้เห็นนั่นคือขณะนั้นเป็นฤดูแสวงบุญ (การประกอบพิธีฮัจญ์) ในขณะที่พิธีการเกือบจะจบลงแล้วและผู้คนกำลังจะแยกย้ายกัน ออกไปก็มีคนหกคนจากเมืองยัษริบ (Yathrib) ซึ่งภายหลังเรียกว่ามะดีนะฮ์เข้ามาหาท่านศาสดา ท่านได้อธิบายให้พวกเขาฟังถึงหลักการศาสนา ยืนยันถึงการที่ท่านได้รับการมอบหมายจากพระผู้เป็นเจ้าและเล่าถึงความลำบากที่ท่านได้รับในเมืองมักกะฮและถามพวกเขาว่าจะยินดีต้อนรับท่านที่เมืองยัษริบไหม คนเหล่านั้นตอบว่าเขายอมรับคำสอนของท่านแต่ไม่แน่ใจว่าจะช่วยท่านได้หรือไม่เพราะพวกเขาเองก็กำลังถูกผูกพยาบาทอยู่เหมือนกัน คนเหล่านั้นได้เดินทางกลับเมืองของเขาและกระจายข่าวว่า “ได้มีศาสดาคนหนึ่งเกิดขึ้นในหมู่ชาวอาหรับเพื่อปัดเป่าความชั่วร้ายจากพวกเขา” พวกชาวยิวนั้นคุ้นเคยกับท่านศาสดาดีอยู่แล้วในฐานะท่านเป็นผู้สนับสนุนคัมภีร์ของพวกเขา ชาวเมืองยัษริบเองก็เคยไปที่สถานกะอ์บะฮ์ทุกปีเป็นประจำ และก็มีหลายคนที่สนใจในคำสอนของท่านอยู่ด้วย


คำปฏิญาณครั้งแรกแห่งอะเกาะบะฮฺ (Aqabah) 

          มุฮัมมัดกำลังเฝ้ารอฤดูแสวงบุญปีใหม่อยู่ เมื่อถึงวันนั้นท่านก็ไปรออยู่ที่แห่งหนึ่ง คราวนี้มีสานุศิษย์ผู้มีศรัทธาเดินทางมามักกะฮสิบสองคนและท่านศาสดาได้ไปพบพวกเขาที่อะเกาะบะฮฺ คนเหล่านั้นได้ให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าท่านว่าเขาจะไม่บูชาสิ่งใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้า
บัดนี้ท่านศาสดาได้ฝากความหวังของท่านไว้ที่เมืองยัษริบในระหว่างนี้เองที่ท่านได้เดินทางไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าโดยปฏิหารย์ (เมียะอ์รอจ) (Miraj) การเดินทางในเวลาค่ำคืนไปยังกรุงเยรูซาเล็มตามบัญชาของพระเจ้า และได้รับคำสั่งจากพระองค์ให้สอนให้ผู้คนทำการนมัสการวันละห้าเวลา การบัญญัติให้มุสลิมปฏิบัตินมาซได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากศาสดาได้กลับจากกรุงเยรูซาเล็มในคืนนั้น
คำปฏิญาณครั้งที่สองที่อะเกาะบะฮฺ

           ในปีต่อมาก็ได้มีคนเจ็ดคนเดินทางจากเมืองยัษริบ เพื่อให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าศาสดาผู้เข้ารับอิสลามชุดใหม่นี้สัญญาว่าจะช่วยเหลือและปกป้องท่านและได้เชิญให้ท่านเดินทางไปยังเมืองนั้น มูสาบ (Musab) ผู้ถูกส่งตัวไปสอนศาสนาอิสลามที่เมืองยัษริบ ก็ได้เดินทางมากับกลุ่มนี้ด้วยเขาได้บอกท่านศาสดาถึงความก้าวหน้าของอิสลามในเมืองนั้น ท่านจึงคิดที่จะอพยพไปยังเมืองยัษริบแต่ก็มีเหตูอีกบางประการด้วยที่ทำให้ท่านจำต้องเดินทางไปจากถิ่นกำเนิดของท่าน

การอพยพโยกย้าย (ฮิจญ์เราะห์) 

           มักกะฮ์เป็นสถานที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยเนินเขา สภาพทางภูมิศาสตร์นับว่ามีอิทธิพลต่อผู้คนในเมืองเป็นอย่างมากทีเดียว ชาวมักกะฮฺมักเป็นคนอารมณ์ร้ายและไม่ค่อยมีความคิดที่ลึกซึ้ง ตรงกันข้ามยัสริบเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์มีพืชผักผลไม้มากชนิด ดินฟ้าอากาศ ก็ไม่ทารุณเหมือนมักกะฮฺผู้คนจึงมีจิตใจอ่อนโยน มีความเกรงใจและช่างคิด เพราะฉะนั้นในระยะต้นของการเผยแพร่อิสลาม มะดีนะฮ์จึงเป็นที่ๆเหมาะสมมากกว่ามักกะฮฺ ในมะดีนะฮ์ไม่มีพวกนักบวชคอยต่อต้านความเจริญเติบโตของอิสลามเหมือนในมักกะฮ์ฉะนั้นจึงเป็นการง่ายที่จะสั่งสอนศาสนาอิสลามมากกว่าที่อื่น
            นอกจากนั้นในเมืองนี้ยังมีชาวยิวอาศัยอยู่ด้วย พวกยิวถือว่ามุฮัมมัดเป็นผู้สนับสนุนคัมภีร์ของพวกตน ฉะนั้นพวกเขาจึงรอต้อนรับท่านศาสดาด้วยความกระตือรือร้น
ท่านศาสดาได้สั่งสานุศิษย์ของท่านให้โยกย้ายไปอยู่ที่เมืองยัษริบ ชาวมุสลิมเริ่มขายทรัพย์สมบัติของตนและอพยพไปเป็นกลุ่มเล็กๆ เมื่อพวกกุร็อยช์รู้เข้าก็โกรธแค้นและวางแผนที่จะเอาชีวิตท่านศาสดาเสียให้ได้ แต่ท่านก็ได้รับคำเตือนจากผู้หวังดีทันเวลา ท่านศาสดาพร้อมด้วย อบูบักร์และอะลียังรอคำสั่งจากพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในเมืองมักกะฮ์ เมื่ออันตรายรุนแรงถึงจุดสุดยอด และคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าได้มาถึง ท่านจึงได้ตัดสินใจที่จะอพยพไปยังเมืองยัษริบ ท่านได้หลบหนีออกไปกับอบูบักร์ในตอนพลบค่ำโดยไปหลบอยู่ในถ่ำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมักกะฮ์นักเมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงเดินทางต่อไปจนถึงยัษริบเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม คศ.622
          เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่าการอพยพหรือฮิจญ์เราะห์อันเป็นการเริ่มต้นศักราชของชาวมุสลิม
นับแต่นั้นมาเวลาแห่งการตามประหัตประหารชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮ์ ก็เป็นอันสิ้นสุดลงและยุคแห่งเมืองมะดีนะฮ์ก็เริ่มต้นขึ้น ภาระกิจของท่านศาสดายังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นแต่ความสำเร็จก็เริ่มขึ้นแล้วที่มะดีนะฮ์ ท่าน ศาสดาไม่เพียงแต่ได้รับการต้อนรับอย่างมีเกียรติเท่านั้นแต่ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานของชุมชนอีกด้วย สถานะและอำนาจของท่านศาสดาก็เพิ่มขึ้น และอิสลามก็ได้ตั้งหลักปักฐานมั่งคงขึ้นทุกวัน ณ เมืองนี้ท่านศาสดามีอิสรภาพที่จะเทศนาคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าท่ามกลางผู้หลงผิด ที่ในที่สุดก็หันมามีศรัทธาในศาสนาใหม่นี้ มากขึ้นและได้แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ
บาซ ที่ 20:45
    
   ที่มา
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Black Styler by MadBlazer