Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาชุมชน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มีนาคม 29, 2017, 12:19:15 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาชุมชน  (อ่าน 5057 ครั้ง)

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:26:11 pm »
แบ่งปัน


   เรื่อง
   
   ชุมชนฐานความรู้
    (KNOWLEDGE-BASED COMMUNITY)
                                                                                             
   
   สารบัญ
                                                                                  หน้า
   1. โลกในศตวรรษที่ 21                                                                                                                         1
   2.  ทุนทางสังคม                                                                                                                                    1 - 3
   3.   ประชาสังคม                                                                                                                                    3 - 5
   4.   ความเป็นพลเมือง                                                                                                                          5 - 8
   5.  ประชาธิปไตย                                                                                                                                  8 - 9
   6.  รูปแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม                                                                                           9 - 10
   7.   การจัดการเครือข่าย                                                                                                                       10 - 13
   8.  ชุมชนนิยม : มิติใหม่ของแนวคิดชุมชนในสังคมไทย                                                                      13 - 22
   9.  แนวคิดเกี่ยวกับการพึ่งตนเองและชุมชนพึ่งตนเอง                                                                      22 - 25
   10. แนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งตนเอง                                                                                25 - 26
   11. แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนเข้มแข็ง                                                                                                       26 - 28
   12. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาแบบยั่งยืน                                                                                         28 - 29
   
   ภาคผนวก  1  -   แผนสมัยใหม่เป็นแนวคิดเชิงกลยุทธ์                                                                      30
   ภาคผนวก  2   -   แผนพัฒนาเป็นแผนของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน                      31
   ภาคผนวก  3   -   ชนบทไทยในอนาคตและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน                                                32
   ภาคผนวก  4   -    คุณลักษณะของหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาดีแล้ว 6 ประการ                            33
   ภาคผนวก  5   -    รู้จักตนเอง                                                                                                               34
   ภาคผนวก  6   -    ทำอย่างไรจึงจะพึ่งตนเองได้                                                                                 35
   ภาคผนวก  7   -     ความสุข                                                                                                                 36
   ภาคผนวก  8   -     คุณธรรม                                                                                                                 37
   ภาคผนวก  9   -     การศึกษา                                                                                                               38
   ภาคผนวก 10  -     ทำอย่างไรให้ครอบครัวมีความสุข                                                                      39
   ภาคผนวก 11  -     การสร้างมูลค่าเพิ่มให้คน                                                                                     40
   
                
    

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 08:53:16 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:26:57 pm »
แบ่งปัน

1. โลกในศตวรรษที่ 21    
 
                เมื่อย่างเข้าสู่โลกในศตวรรษที่ 21 สภาพแวดล้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และสลับซับซ้อน คาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากลำบากมากกว่าในอดีต สังคมไทยจะต้องมีการผนึกกำลังกันบนพื้นฐานของการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันรับผิดชอบอย่างเป็นเครือข่าย ศัตรูของชาติเราในขณะนี้คือตัวเราเอง ไม่ใช่ใครที่ไหนข้างนอก คุณธรรม ไม่ใช่ คุณ นะ เป็นคนทำ ผมไม่ต้องทำ ผมมีหน้าที่อบรมสั่งสอน กล่าวโทษ กล่าวหา วิจารณ์ เสนอแนะความคิดเห็นทางวิชาการของตนให้ผู้อื่นรับไปทำแต่อย่างเดียว
                โลกยุคใหม่เปลี่ยนไว เปลี่ยนเร็ว อย่างเป็นพลวัตรเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ทำนายอนาคตเป็นเส้นตรงออกไปยาก ไม่มีพิพม์เขียวให้เดิน ไม่ใช่โลกของอำนาจ โลกที่แยกส่วน โลกของการสั่งสอน ควบคุม บังคับบัญชา ท่องจำ การแก้ปัญหาแต่เทคนิควิชาการแบบตายตัวเช่นในอดีต จำเป็นต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในสังคม ในการร่วมกันวิเคราะห์ให้รอบด้านอย่างเป็นระบบและสมดุล ทั้งโอกาส ภัยคุกคาม ที่เกิดจากกระแสการเปลี่ยนแปลงภายนอก ขณะเดียวกันก็ควรช่วยกันวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ภายในประเทศของเรา เพื่อให้เกิดพลังร่วมสร้างสรรค์สังคมในเชิงบวก โดยร่วมกันกำหนดภารกิจ ยุทธศาสตร์ ตลอดจนแผนปฏิบัติการ ในการที่จะหาโอกาสใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงให้ได้มากที่สุด รวมทั้งหาทางสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อลดภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงรอบด้านได้อย่างยั่งยืน การดำเนินงานดังกล่าวนี้จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม ในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงตามแนวทางของสุภาษิตจีนที่ว่า
                                                ถ้าท่านเล่าให้ฉันฟัง              เดี๋ยวฉันก็จะลืม 
                                                ถ้าท่านทำให้ฉันดู                  ฉันพอจะจำได้
                                                ถ้าท่านให้ฉันทำเอง
                                                ช่วยแนะนำฉัน                       ฉันจะเข้าใจและทำได้          
 
เมื่อย่างเข้าสู่    โลกยุคใหม่ เป็นโลกที่จะหวังพึ่งภาครัฐแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้แน่ จะต้องหาทางระดมใช้สิ่งที่เรียกว่า “ทุนทางสังคม” มาช่วยแก้ปัญหา
               
2.  ทุนทางสังคม
 
                มีองค์ประกอบ  ต่างๆ ดังต่อไปนี้
 
                1.  ศาสนธรรม  หรือหลักธรรมในศาสนา เป็นเครื่องชี้แนะบุคคลให้มีความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทรต่อกัน และใช้หลักการทางศาสนานั้นๆ มาสร้างความเป็นปึกแผ่นของสังคม เช่น ในพระพุทธศาสนาที่มุ่งสอนให้คนละเว้นความชั่ว ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น การทำความดีด้วยการให้ทาน เสียสละ รักษาศีล และมีจิตใจที่สงบ มีความเมตตาต่อสรรพสิ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นทุนที่สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับสังคมได้
                2.  สำนึกในท้องถิ่น คือ การที่บุคคลในชุมชนมีจิตสำนึกต่อชุมชนและท้องถิ่นของตน ปรารถนาที่จะเห็นการพัฒนาชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่เป็นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จึงมีความตั้งใจและร่วมแรงร่วมใจในการทำงานร่วมกันโดยยึดส่วนรวมเป็นใหญ่
                3.  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ การใช้ความรู้และภูมิปัญญาที่มีอยู่ประยุกต์ขึ้นมาใหม่ในการสร้างและจัดการเกี่ยวกับการพัฒนาในด้านต่างๆ ....
                4.  ทรัพยากรบุคคลและเครือข่ายบุคคล ได้แก่ การนำบุคคลที่เป็นผู้นำปราชญ์ท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์และศาสตร์ต่างๆ มาให้ความรู้ และถ่ายความรู้แก่ชุมชน เป็นการสร้างทุนทางสังคมในระดับบุคคล
                5.  ทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง ทรัพยากรในท้องถิ่นทั้งดิน น้ำ ป่า  ภูเขา ที่สามารถนำมาใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมีกระบวนการจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างเหมาะสม
                6.  วิถีชีวิตทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของชุมชน ที่จะนำเสนอในรูปแบบที่สร้างความภูมิใจให้กับชุมชนและเป็นวิถีชีวิตที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างแท้จริง
                7.  ความเอื้ออาทร นับว่าเป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่คนในสังคมจะต้องมีความเอื้ออาทรต่อกัน ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งความเอื้ออาทรนี้ เป็นพลังที่สำคัญยิ่งของทุนทางสังคม
                โดยองค์ประกอบของทุนทางสังคมดังกล่าวข้างต้น มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทุนทางสังคมประเภทต่างๆ อีก อาทิ ทุนทางปัญญา (Spiritual Capital) ทุนมนุษย์ (Human Capital) ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) กองทุนสาธารณะ (Public Fund) และพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ทางวัฒนธรรม (Public Space or Cultural Space)
 
                ส่วนประโยชน์และความสำคัญของทุนทางสังคม มีอยู่หลายประการ อาทิ
 
                1.  ทำให้เพิ่มศักยภาพในการทำงาน และช่วยลดต้นทุนในการทำงานได้มากกว่าที่จะปลีกตัวไปทำแบบปัจเจกชน
                2.  ทำให้เกิดจารีตประเพณีที่เกี่ยวกับการพึ่งพาอาศัยกัน หรือการต่างตอบแทน (reciprocity) ซึ่งทำให้องค์กรชุมชนเข้มแข็งและมีพลังมากขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกระบวนการรักษาชื่อเสียง และการยอมรับจารีตประเพณีของชุมชนนั้นๆ ด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด
                3. เกิดความไว้วางใจระหว่างกันของคนในเครือข่าย ทำให้การติดต่อและระบบข้อมูลข่าวสารมีความสะดวกรวดเร็ว
                4.  มีการนำความสำเร็จร่วมกันในอดีต มาใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างความร่วมมือในอนาคต
                การทำงานร่วมกันในชุมชนเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีทุนทางสังคมสะสมอยู่ในชุมชน (Stock of social capital) อาจจะกล่าวได้ว่า ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น ทุนทางสังคมจะทำให้ชุมชนมีพลังเพียงพอที่จะทำในเรื่องต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น
 
                โดยสรุป ทุนทางสังคม (Social Capital) มีกลไกทำงานที่นำไปสู่ความมั่นคงของชุมชน ประกอบด้วย 3 กระบวนการ คือ
               
                1. การเกิดขึ้นของเครือข่ายที่มีบรรทัดฐานที่แข็งแรงในสัญญาประชาคม ที่ใช้เป็นหลักในการช่วยเหลือกัน โดยมีความไว้วางใจ (Trust) เป็นตัวอำนวยให้กลไกนี้ดำเนินไปโดยสะดวก กลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการดำรงชีวิตทางสังคม (Social life)
                2. เครือข่ายของสัญญาประชาคม ที่นำไปสู่การประสานความร่วมมือ (Coordination) การสื่อสาร และการกระจายข้อมูลข่าวสารสู่ผู้อื่น เป็นกระบวนการสร้างความไว้วางใจกัน ที่เอื้อต่อการร่วมมือกัน จนฝังเป็นส่วนหนึ่งของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
                3. รูปแบบความร่วมมือต่างๆ ที่เปรียบเสมือนแบบแผนทางวัฒนธรรม ที่ได้ผ่านการบ่มเพาะเรียนรู้ผิดถูกแพร่กระจายไปในส่วนต่างๆ ของชุมชน นำไปสู่ความร่วมมือที่ต่อเนื่องในลักษณะเครือข่าย กลายเป็นรูปแบบทางประเพณี (Tradition)
                ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ทุนทางสังคม คือคุณค่าความสัมพันธ์ที่ได้ก่อตัวหยั่งรากลึกอยู่ชุมชนเป็นบรรทัดฐานทางสังคม (norms) คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม (value) เป็นความผูกพันเป็นเครือญาติ มิตรสหาย ความเอื้ออาทรต่อกัน มีน้ำใจต่อกัน การแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นความสัมพันธ์แนวราบเป็นใยข่ายที่เชื่อมต่อถึงกัน พึ่งพากันด้วยความวางไว้วางใจซึ่งกันและกัน ในอีกแง่หนึ่งอาจเรียกว่า ทรัพยากรทางศีลธรรม (moral resource) เป็นทรัพยากรประเภทที่มีลักษณะที่พิเศษ ที่ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม ไม่ได้ลดลงอย่างทรัพยากรอื่นๆ นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ด้วย การเพิ่มพูนทรัพยากรให้กับทุนทางสังคม จะเป็นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย
  
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:28:06 pm »
แบ่งปัน

3.ประชาสังคม
 
หลักการสำคัญของประชาสังคม
 
       
  1.       ความเป็นสาธารณะ
ความเป็นสาธารณะ หรือจิตใจสาธารณะ บางทีเรียกว่า อาสาสมัคร ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญของคำ
ว่า อาสาสมัคร มี อยู่ 4 ประการ คือ
       
  1.       การเลือก (Choose) อันเป็นการเน้นเจตจำนงที่เป็นอิสระที่จะกระทำหรือไม่กระทำในสิ่ง
ใดๆ
       
  1.       ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) หมายถึง การกระทำที่มุ่งมั่นเป็น
ประโยชน์ต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นได้ทั้งบุคคล กลุ่มคนบางกลุ่ม หรือสังคมส่วนใหญ่ก็ได้ และอาจรวมถึงตนเองด้วย
                                (3)   โดยไม่หวังผลกำไรเป็นเงินทอง (Without Monetary Profit) หมายถึง ไม่ได้หวังผลรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่อาจรับเป็นรางวัลหรือค่าใช้จ่ายทดแทนที่ได้ใช้จ่ายไป แต่อย่างไรก็ไม่อาจเทียบได้กับค่าของสิ่งที่กระทำลงไป
                                (4)  ไม่ใช่ภาระงานที่ต้องทำตามหน้าที่ (Beyond Basic Obligations) หมายถึงสิ่งที่ทำนั้นอยู่นอกเหนือความจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือสิ่งที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำ การทำงานที่ได้รับค่าจ้างใดๆ ภาระงานที่ต้องทำในหน้าที่นี้รวมไปถึงการดูแลครอบครัวตนเอง ความรับผิดชอบฐานะที่เป็นพลเมือง
                                พลังของการเป็นอาสาสมัครนี้แท้จริงแล้ว ปรากฏอยู่ดั้งเดิมในสังคมไทย เห็นได้จากความีน้ำใจไมตรี การร่วมมือกันทำกิจกรรมที่สำคัญต่างๆ ทางสังคมของชุมชน เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว กลุ่มเหมืองฝาย กลุ่มณาปนกิจ ฯลฯ ที่ผู้คนในสังคมมีให้ต่อกันที่ยังพอมีให้เห็นได้ในชนบทไทย สิ่งเหล่านี้หากได้รับการฟื้นฟู ส่งเสริมและพัฒนา น่าที่จะเป้นการดึงเอาพลังน้ำใจกับสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างทัศนคติแห่งความร่วมมือ (Cooperative Attitude) และหล่อหลอมเป็นทัศนคติการดำรงชีวิต (Attitude of  life) ของผู้คนในสังคมไทยที่มีความรู้สึกรักและใส่ใจต่อเพื่อนร่วมชาติของเรา ใส่ใจต่อสิทธิและหน้าที่ความเป็นพลเมือง เมื่อถึงจุดนั้นการพัฒนาพลังอาสาสมัครจะนำไปสู่ การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของพลเมืองที่ตื่นตัว (Active Participation of Active Citizen) อย่างแท้จริง
       
  1.       การยอมรับความหลากหลาย เคารพในความแตกต่าง
  2.    
  3.       การยึดมั่นในความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  4.    
  5.       ความเป็นอิสระ
 
คุณค่าสำคัญของประชาสังคม
 
การขับเคลื่อนขบวนการประชาสังคม ให้เป็นไปอย่างเข้มแข็ง ต้องมีจิตวิญญาณที่ให้คุณค่ากับการ
ทำงาน ที่ควรประกอบด้วย
       
  1.       ความเป็นประชาธิปไตย
ขบวนการประชาสังคม ต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมในขบวนการมีอิสระที่จะแสดงออกซึ่งศักยภาพที่
ตนมีอยู่อย่างเต็มที่ บนฐานที่ต่างเคารพในความแตกต่างที่แต่ละคนมีอยู่เป็นอยู่ ขณะเดียวกันต่างสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกันให้การพัฒนาศักยภาพนำไปสู่การพัฒนาประชาสังคม ชุมชน สังคม โดยรวมต่อไป ในการพัฒนาบนความแตกต่าง การเปิดใจกว้างจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ เพื่อมิให้ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง บนความเชื่อที่ว่า ความเหมือนมิได้เป็นหลักประกันว่าไม่มีความขัดแย้ง ด้วยเหตุว่ามนุษย์นั้นแตกต่างกัน การเปิดใจกว้างยอมรับได้เพราะมีทัศนะคติเห็นความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมชาติ และเพราะความแตกต่าง เราจึงสามารถเห็นช่องที่จะเป็นบันไดให้ก้าวข้ามขึ้นไปได้อีก
                          คุณค่าในเรื่องประชาธิปไตย ที่มักมีการอภิปรายกันเสมอ อีกประการหนึ่ง คือ เสียงข้างมาก เรื่องที่น่าพิจารณา คือ ประเด็นที่ถกเถียงก่อนการนำไปสู่การลงคะแนนเสียง และความเป็นที่สุดของเรื่องที่ได้รับการตัดสินด้วยคะแนนเสียง การถกเถียงพิจารณาเรื่องที่เห็นต่างกัน และตัดสินกันด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ควรเป็นไปเมื่อการถกเถียงนั้นได้พิเคราะห์ประเด็นความเห็นต่างๆ แล้วอย่างรอบด้านครบถ้วน จนบรรลุถึงจุดที่สามารถนำไปสู่ความเห็นพ้องร่วมกัน (consensus) ขณะที่เรื่องที่ได้รับเสียงข้างมาก มิได้ปิดกั้นโอกาสเรื่องที่ได้รับเสียงข้างน้อยจะถูกหยิบยกมาพิจารณาทบทวนในโอกาสต่อไป เมื่อมีประเด็น เหตุผล หรือข้อมูลใหม่ ข้อสำคัญของการลงคะแนนเสียง คือ การได้รับฟังข้อถกเถียงจนถึงที่สุด หรือการรับฟังเหตุผล ข้อมูลอย่างรอบคอบก่อน และลงคะแนนเสียงด้วยดุลยพินิจที่เป็นธรรม ผลการลงคะแนนเสียงในลักษณะเช่นนั้น จึงจะชอบด้วยคุณค่าแห่งการตัดสินนั้น
       
  1.       ความอดทนอดกลั้น (tolerance) และความไว้วางใจเชื่อมั่นต่อกัน (social trust)
ความอดทนอดกลั้น บนฐานขอความไว้วางใจเชื่อมั่นในสมาชิกร่วมอดุมการณ์ในขบวนการประชา
สังคม เป็นคุณค่าสำคัญของการทำงานที่ต้องอุทิศเสียสละ เพราะหากไม่มีขันติธรรม ขาดความเชื่อมั่น ขบวนการประชาสังคมจะขาดน้ำเชื่อมที่จะหล่อเลี้ยงพลังในการทำงานขับเคลื่อนสังคม ความอดทนอดกลั้นมิใช่การเก็บกด แต่เป็นกระบวนการทำความเข้าใจความไม่พอใจในสิ่งที่คาดหวัง และให้เวลากับสิ่งที่ไม่สมหวังนั้นว่าจะสามารถพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ด้วยความเชื่อมั่นและเข้าใจ เพราะบางครั้งในบางบริบท การไม่แทรกแซง และปล่อยให้เกิดการเรียนรู้ตามธรรมชาติ  นำไปสู่การเติบโตที่แท้จริงได้ดีกว่า
                ความอดทนอดกลั้นต้องประกอบด้วยความเชื่อมั่นความไว้วางใจที่เปี่ยมด้วยเมาตตาธรรม และการให้อภัยในความผิดพลาดที่อาจมีขึ้นได้โดยไม่เจตนา
       
  1.       ความโปร่งใส  (transparency)
ธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน ย่อมไม่ปกปิด แต่เปิดเผย โปร่งใส จึงจะพัฒนาไปสู่ความไว้วางใจ คือ
สามารถให้ “ใจ” วางอยู่อย่างเชื่อมั่น อันเป็นหนทางที่นำไปสู่ความเข้าใจ คือต่างสามารถเข้าถึงใจของกันและกันด้วยความสบายใจ เพราะความโปร่งใส คือความสามารถที่ทำให้ถูกมองเห็นได้ง่าย รับรู้ได้ง่าย เข้าถึงได้ง่าย การรับรู้ การเข้าถึง ได้ง่าย ยังเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะการมีส่วนร่วมที่เป็นไปด้วยความโปร่งใส คือ ต่างสามารถรับรู้ความเป็นไปต่างๆ ได้เสมอกัน จะมีส่วนช่วยทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมที่มากขึ้นและสม่ำเสมอ ฐานการรับรู้ที่แตกต่างกัน กำหนดทัศนะความเข้าใจและความเห็นที่แตกต่างกัน การเปิดเผย ความโปร่งใส จึงช่วยลดความแตกต่าง และยังมีส่วนช่วยให้เกิดมุมมอง หรือทัศนะวิสัยที่เปิดกว้างมากขึ้นด้วย เพราะเมื่อได้รับรู้ ได้เข้าใจ ได้วางใจ ได้ช่วยคิด ช่วยแลกเปลี่ยน เกิดเป็นพัฒนาการทางความคิดร่วมกัน นำไปสู่การทำงานร่วมกัน เป็นพลังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
       
  1.       ความสามารถในการทำงานรวมหมู่  (collectivism)
ขบวนการประชาสังคม เป็นพื้นที่ที่มีคนหลากหลายมาทำงานร่วมกัน ขบวนการประชาสังคมที่มี
ผู้คนหลากหลาย แต่ไม่อาจทำงานร่วมกันได้ หรือเป็นขบวนการที่มีคนทำงานในลักษณะที่ต่างคนต่างทำ ไม่อาจทำให้ขบวนการประชาสังคมเคลื่อนตัวได้อย่างมีพลัง การทำงานรวมหมู่ มิใช่หมายถึง การทำงานที่ทุกคนต่างต้องมาทำงานพร้อมกัน เลิกพร้อมกัน แต่เป็นการทำงานที่เป็นทีมงาน คือ มีการแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ ต่างเข้าใจและรับรู้ในบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน และพร้อมที่จะช่วยเหลือกันได้ เปรียบเสมือนมโหรสพที่จะเป็นไปด้วยความงดงามหากผู้เล่นต่างรู้บทบาทของตนเองอย่างดี
                แนวคิดส่วนร่วม (collectivism) มีหลักการปฏิบัติที่เห็นประโยชน์แก่ผู้อื่นเป็นที่ตั้ง เป็นหลักจริยธรรม รากฐานในทางจริยธรรม เชื่อว่า การร่วมกัน มีความหมายมากกว่าการที่บุคคลแต่ละคนมารวมตัวและมีปฏิสัมพันธ์กัน มันเป็นความเชื่อที่เห็นว่ากลุ่มเป็นความสำคัญในตัวของมันเอง และมีความสำคัญมากกว่าการที่ปัจเจกบุคคลมารวมตัวกัน ปัจเจกแต่ละคนในกลุ่มนั้น มีความสำคัญรองลงมาจากกลุ่ม ชีวิตความเป็นอยู่ของปัจเจกยังถือว่าสำคัญน้อยกว่ากลุ่ม ปัจเจกแต่ละคนในกลุ่มนั้น ไม่มีอยู่ แต่เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่ม ทฤษฎีการรวมกลุ่ม โดยทั่วไป จึงถือว่า คนนั้นมิใช่เป้าหมายเพื่อตนเอง แต่เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น
 
 
4.  ความเป็นพลเมือง
            การต่อตัวของความเป็นพลเมือง
            “เราต้องกล้าคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อสร้างสังคมใหม่ สังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง บนรากฐานของ “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ที่เรามีอยู่อย่างมากมายเหลือเฟือ ทั้งในแง่ของทุนทรัพยากร ทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณ ที่จะนำพาให้สังคมของเรามีความยั่งยืนทัดเทียมเท่าทันโลก และเป็นรากฐานสำหรับคนรุ่นต่อๆไป”
                การจะก่อตัวของความเป็นพลเมืองได้ ต้องเกิด “ประชาสังคม” ที่ถือว่าเป็นฐานะพลังทางสังคม ที่เกิดจากกลุ่ม องค์การ  โดยความเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้จะมีพลังทางสังคมได้ จะต้องมีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในเบื้องต้นดังนี้
       
  •       กลุ่ม/องค์กร/เครือข่าย และขบวนการเหล่านี้ มีองค์ประกอบที่เห็นถึงความหลากหลาย
ของผู้คนที่มาร่วมกัน ทั้งคนเมืองและคนชนบท มีทั้งประชาชนพลเมืองที่ตื่นตัว ผู้อาวุโสในท้องถิ่น ข้าราชการ หมอ ชาวบ้าน นักธุรกิจ พระสงฆ์ นักพัฒนา อาสาสมัคร ครู สื่อมวลชน กลุ่มคนเหล่านี้ มีฐานะที่มาและอาชีพที่แตกต่างหลากหลายมาก
       
  •       กลุ่ม/องค์กร เหล่านี้ เกิดและเติบโตขึ้นมาจากรากฐานของความรักผูกพันและความ
ห่วงใยในท้องถิ่น  มีความเป็นท้องถิ่น และอยากเห็นท้องถิ่นพัฒนาก้าวหน้าไปในทางที่ดีขึ้น
       
  •       ลักษณะการรวมตัวและร่วมมือในการทำงานบนความแตกต่างหลากหลายนั้น ดู
เหมือนว่าจะไม่มีการจัดรูปการขององค์กรที่เด่นชัด เน้นโครงสร้างการทำงานในแนวราบ มีระบบการบริหารจัดการที่เน้นการเชื่อมโยงในลักษณะเครือข่าย ไม่มีการชี้นำ ในทางตรงกันข้ามกับเน้นที่การสร้างกระบวนการ เวทีการเรียนรู้ร่วมกัน ในลักษณะของ กลุ่ม ชมรม ฟอรั่ม เครือข่าย ประชาคม ศูนย์ประสานงาน เป็นต้น
 
 
 
       
  •       กลุ่ม/องค์กรเหล่านี้ เป็นกลุ่มคนที่มีสำนึกสาธารณะ (public consciousness) มุ่งทำงาน
เพื่อสาธารณะเพื่อส่วนรวมในท้องถิ่น ทั้งนี้ มีประเด็นเนื้อหาที่สนใจหลากหลายกันไปในแต่ละพื้นที่แต่ละท้องถิ่น หรืออาจมีการดำเนินการในหลายๆเรื่องไปพร้อมๆกัน ตามความสนใจของกลุ่ม/องค์กรย่อยๆ ในเครือข่ายอีกทีหนึ่ง
       
  •       กลุ่ม/องค์กรเหล่านี้ หลายกรณี เนื่องจากต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะอย่าง
กว้างขวาง จึงต้องดำเนินงานและกิจกรรมบนความขัดแย้งอย่างมาก แต่จุดเน้นของขบวนการเหล่านี้คือการทำงานในเชิงบวก สันติวิธี เน้นการสร้างสมทางปัญญา ความรู้ สำนึก ตระหนัก และเข้าร่วมรับผิดชอบ กลุ่ม/องค์กรเหล่านี้ จึงยังมิใช่กลุ่มกดดันทางการเมือง หรือกลุ่มต่อรองทางการเมืองเสียทีเดียว ในทางตรงข้ามการต่อสู้ที่สำคัญของกลุ่ม/องค์กร เหล่านี้คือการต่อสู้ทางความคิด ทางปัญญา
       
  •       หากมองในเชิงอุดมการณ์ แม้ว่าจะมีอุดมการณ์เพื่อท้องถิ่น แต่ก็เชื่อมโยงมองปัญหาใน
ระดับชาติ ระดับสากล มิใช่เพียงแค่ฝันหวาน ถึงวันคืนเก่าๆ อันสวยงามเท่านั้น และสำหรับในด้านความสัมพันธ์กับรัฐนั้น กลุ่ม/องค์กรเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นพวกปฏิเสธรัฐ แต่ใม่ใช่ พวกเขาอาจรู้สึกปฏิเสธอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม แต่ก็มิได้ปฏิเสธการดำรงอยู่ของรัฐหรือราชการ อีกทั้งยังมิต้องการเข้าแทนอำนาจรัฐอีกด้วย ในทางกลับกันพวกเขาก็ยังมีระดับการทำงานที่ร่วมมือกับภาครัฐในกิจกรรมต่างๆอยู่มิใช่น้อย
                ขบวนการทางสังคมรูปแบบใหม่ดังกล่าวนี้ กำลังได้รับความสนใจและมองว่าสิ่งนี้ คือทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม และเป็นรากฐานของการเกิดขึ้นของขบวนการทางการเมืองของภาคประชาชน (People Politics) และขบวนการประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น ที่ก้าวพ้นออกมาจากระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน มาสู่ประชาธิปไตยที่แนบแน่นเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว อาชีพ การเติบโตของลูกหลาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาร่วมของสังคมท้องถิ่น และรวมถึงสุขภาพ ดังนั้น ปรากฏการณ์เหล่านี้จะเป็นสิ่งท้าทายนักรัฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ทางสังคมอยู่มิใช่น้อย
                หากสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้ เราเรียกว่าเป็น ขบวนการทางสังคมแนวใหม่ หรืออาจเรียกว่าเป็น ประชาสังคม เราจะอธิบายขบวนการที่เกิดขึ้นเหล่านี้ในบริบทของสังคมไทยได้อย่างไร
                ขบวนการเหล่านี้ จะเป็นทางเลือก จะเป็นรากฐานของประชาธิปไตยในท้องถิ่นที่เป็นความหวังของสังคมไทยเราในอนาคต โดยเราจะสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการที่กว้างขวาง มีการเติบโตของเครือข่ายด้วยเงื่อนไขปัจจัยต่างๆที่จะมาเสริม  มีการสร้าง  Civic Infrastructure ที่จะต้องถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกระแสที่เปลี่ยนไป  มีการสร้างให้ภาคพลเมืองเติบโตเข้มแข็ง โดยต้องสร้างเงื่อนไขการเรียนรู้ใหม่ (Innovative Learning Process) เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ผู้หญิงจะเข้ามามีบทบาทในภาคประชาสังคม มีสำนึกสาธารณะ ตัวอย่างและประสบการณ์ดีๆ ที่เกิดขึ้น จะได้รับการสรุปบทเรียนเป็นความรู้ และถ่ายทอดออกสู่สังคมวงกว้าง 
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:29:01 pm »
แบ่งปัน

คุณลักษณะแห่งความเป็นพลเมือง
 
                บุคคลที่จะมีคุณลักษณะแห่งความเป็นพลเมือง ต้องเป็นผู้มี (1) ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง ระบอบการเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองและสังคม องค์กรทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (2) ค่านิยมและคุณธรรม (value and virtue) และ (3) การมีส่วนร่วม
                (1) ความรู้ คือ การรับรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ ค่านิยม ความเชื่อ พฤติกรรม เหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมทั้งทางสังคมและภูมิอากาศ เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานสำหรับสร้างบุคคลให้มีวิถีชีวิตความเป็นพลเมือง หากกล่าวเฉพาะสังคมประชาธิปไตย ความรู้ที่พลเมืองต้องเรียนรู้ คือ คุณค่า อุดมการณ์ หลักการ และการปฏิบัติในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย อันได้แก่ สิทธิหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น ความเท่าเทียมกัน ความสามัคคี การอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง สงบและสันติ การเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ การปกครองที่ถือหลักการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่และเคารพต่อเสียงส่วนน้อย การปกครองที่ใช้กฎหมายเป็นหลัก การปกครองที่รัฐบาลและรัฐสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน การปกครองที่รัฐบาลมีอำนาจจำกัด รัฐบาลใช้อำนาจในกรณีที่จำเป็น สิทธิส่วนบุคคล สิทธิของชุมชนและกลุ่มได้รับการคุ้มครอง อำนาจอธิปไตยจะถูกละเมิดไม่ได้ รวมทั้งประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับ
                (2) ค่านิยมและคุณธรรม ค่านิยม (value) เป็นการให้คุณค่าเกี่ยวกับความเป็นพลเมือง (civil value) อันได้แก่ คุณค่าของความมีเสรีภาพ ซึ่งเป็นสิ่งหวงแหน บุคคลต้องมีเสรีภาพตามสิทธิของความเป็นพลเมือง การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การยกย่องนับถือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ประชาชนมีความนิยมในระบอบการปกครอง ยึดมั่นในอุดมการณ์ของชาติเป็นสำคัญ เห็นประโยชน์ส่วนรวมสำคัญกว่าส่วนตน สำหรับคุณธรรม (virtue) เป็นคุณธรรมของพลเมือง (civic virtue) อันเป็นความดีงามซึ่งถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นพลเมือง อันได้แก่ การมีวินัยในตนเอง (self discipline) ความกล้าหาญทางจริยธรรม (moral courage) เป็นบุคคลที่มีความกระตือรือร้นและปกปักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม กล้าที่จะต่อต้านอำนาจรัฐหรือไม่เชื่อฟังรัฐ หากเห็นว่ารัฐละเมิดสิทธิของประชาชน  เป็นบุคคลผู้มีจิตใจเอื้ออาทร มีเมตตากรุณา ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีจิตใจสาธารณะ (public mind) มีความอดทนในความแตกต่างและหลีกเลี่ยงความแตกแยก มีความผูกพันและยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
                คุณธรรมของพลเมืองเป็นรากฐานสำคัญในอันที่จะทำให้ประชาชนมีพฤติกรรมและมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเหมาะสมและถูกต้อง ดังนั้น การสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นกับพลเมืองจึงเป็นการสร้างความโน้มเอียง (disposition) และความผูกพันของบุคคล (commitment)  อันเป็นลักษณะทางจิตของบุคคลที่สะท้อนหรือชี้ให้เห็นทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม ซึ่งเป็นพื้นฐานของพฤติกรรมไปในแนวทางประชาธิปไตย
                (3) การมีส่วนร่วมของพลเมือง (civic participation) เป็นพฤติกรรมของพลเมือง ในอันที่จะแสดงออกเพื่อมีอิทธิพลต่อการเมือง สังคม เช่น การกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การปฏิบัติงานของราชการอันมีผลกระทบต่อส่วนรวม การมีความสามารถ (capacity) ของบุคคลที่จะเข้าไปดำเนินหรือร่วมกิจกรรมสาธารณะและการมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม นั่นคือ พลเมืองต้องเป็นบุคคลที่ไม่มีความเฉยเมยทางการเมือง เป็นบุคคลผู้มีความกระตือรือร้น ตื่นตัวทางการเมืองตลอดเวลา และพร้อมที่จะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองทุกขณะ หากเห็นว่าการมีส่วนร่วมนั้นเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มตนเองและสังคมส่วนรวม
                องค์ประกอบในตัวบุคคลผู้ซึ่งมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้น ได้แก่ ความรู้ ซึ่งช่วยให้บุคคลสามารถมีสติปัญญา รู้เท่าทันเหตุการณ์ พิจารณาตัดสินใจได้อย่างสมเหตุสมผล วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และนอกจากความรู้แล้ว บุคคลผู้เป็นพลเมืองยังต้องมีคุณธรรม จริยธรรม อันเป็นคุณสมบัติที่สะท้อนถึงความดีงาม การยึดมั่นในความดีร่วมกันของสังคม (common good) อันเป็นความโน้มเอียงให้บุคคลมีพฤติกรรมการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อสนองตอบต่อประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม
 
5. ประชาธิปไตย(Democracy)
 
Democracy แปลจากภาษากรีก ว่า “ดีมอส = ประชาชน และ คราโตส = อำนาจ” และหากจะแปลตรงๆอาจได้ความว่า อำนาจนั้นเป็นของประชาชน ขณะที่คำว่า “ประชาธิปไตย” มาจาก ประชา+อธิปไตย (อธิปไตย หมายถึง เป็นใหญ่) คือ ประชาชนเป็นใหญ่ แนวคิดประชาธิปไตย โดยรวม จึงหมายถึง การที่ประชาชนผู้เป็นใหญ่มีอำนาจตัดสินใจในสังคมชุมชนที่ตนอาศัยผูกพันอยู่
หลักการที่เกี่ยวกับ “อธิปไตย” ในทางพุทธศาสนา มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ
1. อัตตาธิปไตย ถือตนเป็นใหญ่ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิของตนเป็นใหญ่ เอาความทะนงตัว เอาทิฐิความเห็นความเชื่อถือส่วนตัว กระทำการด้วยการปรารภตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนเป็นประมาณ เอาผลประโยชน์ของตนเป็นเกณฑ์ตัดสิน
2. โลกาธิปไตย ถือโลกเป็นใหญ่ ถือความนิยมของชาวโลก หวั่นไหวไปตามเสียงนินทาและสรรเสริญ กระทำด้วยปรารถนาจะเอาใจผู้คน หาความนิยม หรือหวั่นกลัวเสียงกล่าวว่าเป็นประมาณ จะเอาใจผู้คน หรือเอื้อประโยชน์ตอบแทน
3. ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ คือ ถือหลักการความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลเป็นใหญ่ กระทำด้วยปรารภส่งิที่ได้ศึกษา ตรวจสอบข้อเท็จจริง และความเห็นที่รับฟังอย่างกว้างขวาง แจ้งชัด และพิจารณาอย่างดีที่สุด เต็มขีดแห่งสติปัญญา มองเห็นได้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงามเป็นประมาณ อย่างสามัญได้แก่ ทำการด้วยความเคารพ หลักการ กฎ ระเบียบ กติกา
การใช้หลักการ “อธิปไตย”  ทางพุทธศาสนาดังกล่าว มาใช้ตามแนวคิดประชาธิปไตยหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ มาใช้เป็นเกณฑ์ในการใช้อำนาจ สามารถนำหลักทั้งสามมาใช้ได้ หากแต่ว่าเมื่อพิจารณาดูตามกฎธรรม หรือกฎธรรมชาติ หลัก ข้อ 3 คือ ธรรมาธิปไตย ย่อมเป็นหลักธรรมที่ดีที่สุดในการนำมาใช้กับประชาธิปไตย ด้วยเหตุว่า “ตามกฎแห่งความจริงที่เป็นไปตามธรรมดาของมัน หรือ กฎธรรมชาติ หรือ กฎธรรม นั้น ทำเหตุปัจจัยอย่างไร ก็เกิดผลที่สอดคล้องกันอย่างนั้น ถ้ามนุษย์เบียดเบียนทำร้ายกัน เขาก็เดือดร้อน อยู่กันไม่เป็นสุข สังคมก็วุ่นวายไม่สงบ ถ้ามนุษย์เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน เขาก็เริงรื่นอยู่กันสุขสำราญ สังคมก็สงบเรียบร้อย” ดังนั้น หากพิจารณาตามกฎธรรมนี้ การยึดหลักธรรมาธิปไตยย่อมดีที่สุด คือ การถือหลักการความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลเป็นใหญ่ แทนการใช้หลักถือตนเป็นใหญ่ หรือถือความนิยมของชาวโลกเป็นใหญ่ ในการใช้อำนาจที่ดีตามแนวคิดประชาธิปไตย จึงต้องยึดหลักธรรมาธิปไตย
นอกจากนี้ การนำแนวคิดประชาธิปไตย มาใช้ในระบอบการปกครอง ต้องมีฐานที่มาจากอำนาจของประชาชน และเมื่อจะนำอำนาจของประชาชนมาใช้ในการบริหารปกครองในขอบเขตประเทศที่ตนอาศัยอยู่ เบื้องต้นต้องมีการทำข้อตกลงสูงสุดที่ประชาชนทุกคนยอมรับถือปฏิบัติตาม ตราเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญ จะมีบทบัญญัติต่างๆ ที่ออกแบบแนวทางในการจัดการเรื่องสำคัญต่างๆ อาทิ สิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อเป็นหลักประกันในการดำรงอยู่ของอำนาจของประชาชน แนวนโยบายการบริหารจัดการประเทศที่ผู้มาบริหารดูแลประเทศ ต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ ที่มาของผู้บริหารประเทศ ที่มาของผู้บัญญัติกฎหมายต่างๆ ที่มาของผู้ตรวจสอบถ่วงดุลผู้บริหารประเทศ ฯลฯ ประเทศที่มีระบอบการปกครองตามแนวคิดประชาธิปไตย หรือปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงถือรัฐธรรมนูญ เป็นดั่งสัญญาประชาคม ที่ประชาชนทุกคนได้ยินยอมเห็นชอบให้ใช้เป็นกติการในการอยู่ร่วมกัน
 
หลักการสำคัญของประชาธิปไตย
                1) หลักเสรีภาพ
                2) หลักความเสมอภาค
                3) หลักเหตุผล
4) หลักการยินยอม
                5) หลักศีลธรรม/คุณธรรม
                6) หลักความสามารถในการพัฒนาตนเอง
                7) หลักการปกครองตนเอง
               
 
6. รูปแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
 
                ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) หมายถึง การที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทำหน้าที่ในการดูแลประเทศด้วยความรับผิดชอบที่พึงมีต่อชุมชนที่ตนพึ่งพาอาศัยอยู่ ทั้งโดยตรงและโดยผ่านผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้ง อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่ให้ความสำคัญกับการที่ประชาชนพึงทำหน้าที่ในการดูแลประเทศโดยตรง เห็นว่า ประชาชนต้องทำหน้าที่ใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการาของสาธารณะโดยรวมด้วย หรือต้องทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อให้การตัดสินใจใช้อำนาจของผู้แทนเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่พึงประสงค์หรือบางครั้งต้องเข้าไปร่วมในการริเริ่มดำเนินกิจการรวมไปจนตลอดกระบวนการด้วยตนเอง
 
 
                ระดับของการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจมีได้หลายระดับ อาทิ
               
(1) ระดับการริเริ่มและตัดสินใจ เช่น การกำหนดกฎหมาย นโยบาย แนวทาง โครงการ กิจกรรม ฯลฯ
                (2) ระดับการให้ความเห็น คือ การให้ความเห็นในขั้นการตัดสินใจ การวางแผน ขั้นตอนการปฏิบัติงาน วิธีการทำงาน การประเมินผลงาน ฯลฯ ที่อาจเป็นความเห็นในเชิงวิชาการ การสนับสนุน คัดค้าน หรือการวิพากษ์วิจารณ์
                (3) ระดับการเข้าร่วมงาน คือ ร่วมรับผิดชอบในการดำเนินงานตลอดกระบวนการหรือบางส่วนของกระบวนการทำงาน รูปแบบการเข้าร่วม อาจเป็นไปในลักษณะของการให้แรงงาน ให้เวลา ให้กำลังใจ หรือการให้วัสดุ สิ่งของ เงินทอง อุปกรณ์ เครื่องใช้ สถานที่ ฯลฯ เพื่อสนับสนุนการทำงาน
                (4) ระดับการติดตาม คือ ร่วมรับรู้ในการดำเนินงานตลอดกระบวนการ หรือบางส่วนของกระบวนการทำงาน
                (5) ระดับการตรวจสอบ คือ ตรวจดูการทำงานในการดำเนินงานตลอดกระบวนการหรือบางส่วนของกระบวนการทำงาน และพิจารณาตัดสินการทำงาน ที่อาจนำไปสู่การเพิกถอนหรือสนับสนุนให้กำลังใจ
 
7.  การจัดการเครือข่าย
                ความหมายของเครือข่าย
                นิยามของเครือข่าย หมายถึง การที่ปัจเจกบุคคล องค์กร หน่วยงาน หรือสถาบันใดๆ ได้ตกลงที่จะประสาน เชื่อมโยงเข้าหากัน ภายใต้วัตถุประสงค์หรือข้อตกลงอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกันอย่างเป็นระบบ อย่างมีจุดมุ่งหมาย ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่าย ต้องมีการแสดงออกเป็นการลงมือกระทำกิจกรรมร่วมกัน
                จากความหมายข้างต้น อาจนำมายกตัวอย่างกรณีเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เช่น เครือข่ายอาจเป็นความร่วมมือระหว่างปัจเจก/กลุ่ม/องค์การประเภทเดียวกัน เช่น ข้าราชการกับข้าราชการด้วยกัน สถานศึกษากับสถานศึกษาด้วยกัน หรืออาจเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม/องค์การต่างประเภท เช่น หน่วยงานราชการกับหน่วยงานเอกชน สถานศึกษากับหน่วยธุรกิจ หรือสถานศึกษากับผู้ปกครอง เป็นต้น ในความหมายเช่นนี้ เครือข่ายจึงมีได้หลายระดับ คั้งแต่การเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกต่อปัจเจก การเชื่อมโยงระหว่างปัจเจกกับกลุ่ม การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มต่อกลุ่ม หรือแม้กระทั่งการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายต่อเครือข่าย กลายเป็นเครือข่ายย่อยภายใต้เครือข่ายใหญ่ ดังภาพประกอบ
                การเชื่อมโยงในลักษณะของเครือข่าย มีความหมายไกลกว่าเพียงการที่คนมา “รวมกัน” แต่ไม่ได้ “ร่วมกัน” ในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เปรียบเทียบภาพเหมือนการเอาก้อนอิฐมากองรวมกันย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใด การเชื่อมโยงเข้าหากันจะเกิดขึ้นเมื่อเอาอิฐแต่ละก้อนมาก่อกันเป็นกำแพง โดยมีการประสานอิฐแต่ละก้อนเข้ากันอย่างเป็นระบบ ดังนั้น การเชื่อมโยงเข้าหากันเป็นเครือข่ายนี้ จึงมิใช่เพียงการรวมกลุ่มของสมาชิกที่มีความสนใจร่วมกันในระดับเพียงแค่การพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือร่วมสังสรรค์ด้วยกันเท่านั้น หากจะต้องพัฒนาไปสู่ระดับของการลงมือทำกิจกรรมร่วมกันด้วยเป้าหมายที่มีร่วมกันด้วย
                ในความหมายเช่นนี้ เครือข่ายจึงไม่ใช่เพียงการมีรายชื่อบุคคลที่สามารถที่จะติดต่อได้อยู่ในมือ ในลักษณะที่ยิ่งสามารถเพิ่มจำนวนรายชื่อสมาชิกเครือข่ายได้มากเท่าใดก็ยิ่งเป็นที่น่าพอใจมากเท่านั้น เพราะสิ่งนี้ก็เหมือนการขยายถึงใส่อิฐให้กว้างขึ้นเพื่อใส่อิฐได้จำนวนมากขึ้น แต่กองอิฐในถุงก็ยังวางเกะกะขาดการเชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเครือข่ายจึงต้องมีการจัดระบบให้กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่เป็นสมาชิกของเครือข่าย ให้สามารถดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกันเพื่อนำไปสู่จุดหมายที่สมาชิกแต่ละคนในเครือข่ายเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่รวมกันเฉพาะกิจตามความจำเป็น (ad hoc) เมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็เลิกเครือข่ายไป และอาจกลับมารวมกันได้ใหม่หากจำเป็น หรืออาจเป็นเครือข่ายที่ดำเนินกิจกรรมบางอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆก็ได้
                สิ่งที่จะผูกโยงสมาชิกของเครือข่ายเข้าหากันก็คือ วัตถุประสงค์ที่ต้องการบรรลุร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อการเสริมจุดแข็งกลบจุดอ่อน หรือเพื่อการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ร่วมกัน เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในเครือข่ายเป็นความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน อาทิ การแลกเปลี่ยนเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ข้อมูลข่าวสารความรู้ บุคคากร เงินทุนสนับสนุน ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ งบประมาณ ทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น
                การรวมตัวเป็นเครือข่ายในลักษณะการแลกเปลี่ยน ที่นำเอาส่วนดีหรือจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาสนับสนุนกันและกัน จะช่วยให้เกิดการผนึกกำลัง (Synergy) ในลักษณะที่ 1+1 ได้ผลรวมมากกว่า 2 เสมอ (1+1 >2) เป็นการรวมกันให้เกิด “พลังทวีคูณ” ไม่ใช่ทวีบวก ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานเป็นเครือข่ายจึงต้องดีกว่าผลลัพธ์ของการนำผลลัพธ์ของการต่างคนต่างทำแล้วนำมารวมกัน 
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:30:46 pm »
แบ่งปัน

องค์ประกอบของเครือข่าย
                เครือข่ายเทียม (pseudo network) คือ เครือข่ายที่เราหลงคิดว่าเป็นเครือข่าย แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการชุมนุมพบปะสังสรรค์ระหว่างสมาชิกของเครือข่าย โดยที่ต่างคนต่างไม่ได้มีเป้าหมายร่วมกันและไม่ได้มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการทำกิจกรรมร่วมกัน การรวมกลุ่มเช่นนี้เป็นเหมือนการเฮโลสาระพาหรือการรวมกันตามกระแสมากกว่าการรวมกันด้วยจุดประสงค์ร่วมที่ชัดเจน เครือข่ายลวงจึงไม่มีการสานต่อและเสริมก่อขึ้นระหว่างสมาชิกในเครือข่าย ดังนั้น การทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของเครือข่ายจึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยให้สามารถสร้างเครือข่ายแท้แทนการได้เครือข่ายเทียม
                เครือข่ายมีองค์ประกอบสำคัญๆ อยู่อย่างน้อย 7 องค์ประกอบด้วยกัน ได้แก่
                (1) การรับรู้มุมมองร่วมกัน (common perception)
                สมาชิกที่เข้ามาอยู่ในเครือข่าย ต้องมีความรู้สึกนึกคิดและการรับรู้ร่วมกันถึงเหตุผลการเข้าร่วมเป็นเครือข่าย อาทิ มีความเข้าใจในปัญหาและมีสำนึกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน มีประสบการณ์ในปัญหาร่วมกัน มีความต้องการความช่วยเหลือในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้สมาชิกของเครือข่ายเกิดความรู้สึกผูกพันในการดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น
                การรับรู้ร่วมกันถือเป็นหัวใจของเครือข่ายที่จะทำให้เครือข่ายมีความต่อเนื่อง เพราะหากสมาชิกไม่มีความเข้าใจในการเข้าร่วมเป็นเครือข่าย จะมีผลทำให้การประสานงานและการขอความร่วมมือในการดำเนินการเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะต่างคนต่างก็ใช้กรอบการมองโลกคนละกรอบ เหมือนใส่แว่นตากันคนละสี ย่อมมองปัญหาหรือความต้องการที่เกิดขึ้นไปคนละทิศละทาง แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าสมาชิกของเครือข่ายไม่สามารถจะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เพราะมุมมองที่แตกต่างย่อมมีประโยชน์ ช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ในการทำงาน แต่ความคิดที่แตกต่างนี้ต้องอยู่ภายใต้จุดร่วมของเครือข่ายที่สมาชิกยอมรับกัน หาไม่แล้วความแตกต่างที่มีอยู่จะนำไปสู่ความแตกแยกและแตกหักในที่สุด
                (2) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน  (common vision)
                วิสัยทัศน์ร่วม เป็นการมองเห็นภาพของจุดมุ่งหมายในอนาคตร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การรับรู้เข้าใจถึงทิศทางเดียวกัน และการมีเป้าหมายที่จะไปด้วยกันจะช่วยทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวมีพลัง เกิดเอกภาพ และช่วยบรรเทาความขัดแย้งอันเกิดจากมุมมองความคิดที่แตกต่างลงไปได้ ในทางตรงข้าม เมื่อใดที่วิสัยทัศน์หรือเป้าหมายส่วนตัวขัดแย้งกับวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายของเครือข่าย พฤติกรรมการปฏิบัติของสมาชิกก็จะเริ่มแตกต่างจากสิ่งที่สมาชิกเครือข่ายกระทำร่วมกัน ดังนั้น แม้ว่า วิสัยทัศน์ร่วมจะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการสร้างให้เกิดขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ และสมาชิกของเครือข่ายก็ควรมีวิสัยทัศน์ย่อยส่วนตัวที่สอดคล้องไปด้วยกันกับวิสัยทัศน์ของเครือข่าย แม้อาจไม่ได้ซ้อนทับอย่างแนบสนิทกับวิสัยทัศน์ของเครือข่าย แต่อย่างน้อยก็ควรสอดรับไปในทิศทางเดียวกัน
                (3) การมีผลประโยชน์และความสนใจร่วมกัน
                เครือข่ายเกิดจากการที่สมาชิกแต่ละคนต่างก็มีความต้องการของตนเอง แต่ความต้องการเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้หากสมาชิกต่างคนต่างอยู่ ความจำกัดนี้ทำให้เกิดการรวมตัวกันบนฐานของผลประโยชน์ร่วมที่มากเพียงพอจะดึงดูดให้รวมเป็นเครือข่าย ดังนั้น การรวมเป็นเครือข่ายจึงต้องตั้งอยู่บนฐานของผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน ซึ่งผลประโยชน์ในที่นี้ครอบคลุมทั้งผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินและผลประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงินด้วย อาทิ เกียรติยศ ชื่อเสียง การยอมรับโอกาสในความก้าวหน้า ความสุข ความพึงพอใจ ฯลฯ
                (4) การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่ายอย่างกว้างขวาง (all stakeholders participation)
                การมีส่วนร่วมของสมาชิกในเครือข่าย นับเป็นกระบวนการที่สำคัญมากในการพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่าย เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายในเครือข่าย (all stakeholders in network) ย่อมเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือกระทำอย่างแข็งขัน ดังนั้น สถานะของสมาชิกในเครือข่าย จึงควรเป็นไปในลักษณะของความเท่าเทียมกัน (equal status) ในฐานะของ “หุ้นส่วน (partner)” ของเครือข่าย ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในแนวราบ (horizontal relationship) ที่เท่าเทียมกันแทนความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง (vertical relationship) หมายความว่า หากการรวมตัวเป็นเครือข่ายเกิดขึ้นระหว่างรัฐกับชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐก็ต้องวางสถานะของตนเองเทียบเท่ากับประชาชนในฐานะของสมาชิกเครือข่าย  มิใช่การวางตัวเป็นเจ้านายเหนือประชาชน อย่างไรก็ตามแม้สิ่งนี้จะยากในทางปฏิบัติในหลายๆ กรณี เพราะต้องอาศัยการเปลี่ยนกรอบความคิดของสมาชิกในเครือข่าย และการสร้างบริบทแวดล้อมอื่นๆ ที่เข้ามาประกอบด้วย แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องกระทำหากต้องการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง
                (5) การเสริมสร้างซึ่งกันและกัน (complementary relationship)
                องค์ประกอบที่จะทำให้เครือข่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่องก็คือ การที่สมาชิกของเครือข่ายต่างก็ต้องเสริมสร้างซึ่งกันและกัน โดยที่จุดแข็งของฝ่ายหนึ่งไปช่วยแก้ไขจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวเป็นเครือข่ายมากกว่าการไม่สร้างเครือข่ายแต่ต่างคนต่างอยู่ เช่นนักวิชาการที่เข้าใจสภาพท้องถิ่นเข้าไปทำการวิจัยร่วมกันประชาชนในท้องถิ่นก็จะช่วยให้เกิดการสะสมองค์ความรู้ของท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชน ในขณะที่ประชาชนในท้องถิ่น ก็ให้ข้อมูลและความร่วมมือในการศึกษาวิจัย หรือการที่มูลนิธิขององค์กรธุรกิจช่วยสนับสนุนด้านการเงินแก่องค์กรประชาชน ขณะเดียวกัน ความสำเร็จขององค์กรประชาชนก็สร้างชื่อเสียงแก่องค์กรธุรกิจนั้นด้วย
 
 
                (6) การพึ่งพิงอิงร่วมกัน (interdependence)
                เนื่องจากธรรมชาติความจำกัดของสมาชิกในเครือข่ายทั้งด้านทรัพยากร ความรู้ เงินทุน กำลังคน ฯลฯ สมาชิกของเครือข่ายจึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ด้วยตนเอง การจะทำให้เป้าหมายร่วมสำเร็จได้นั้น สมาชิกต่างจำเป็นต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในเครือข่าย เพื่อให้เกิดการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน การจะทำให้สมาชิกหรือหุ้นส่วนของเครือข่ายยึดโยงกันให้แน่นหนา จำเป็นต้องทำให้หุ้นส่วนแต่ละคนรู้สึกว่า หากเอาหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งออกไปจะทำให้เครือข่ายล้มลงไปได้ การดำรงอยู่ของหุ้นส่วนแต่ละคนจึงจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของเครือข่าย ซึ่งการพึ่งพิงอิงร่วมกันนี้จะส่งผลทำให้สมาชิกต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันโดยอัตโนมัติ
                (7) การปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน (interaction)
                หากสมาชิกในเครือข่ายไม่มีการปฏิสัมพันธ์กันแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีทางที่จะเกิดความร่วมมือกันได้ และจะไม่เกิดเครือข่ายความร่วมมืออย่างแท้จริง หากจะเปรียบเทียบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ก็เหมือนกับการเอามันมาบดจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้วเอาใส่ลงในโถ ซึ่งต่างจากการนำเอาก้อนหินหลายๆก้อนมาใส่รวมกันในโถ เพราะก้อนหินแต่ละก้อนก็ยังอยู่ของมันโดยอิสระมิได้ข้องเกี่ยวกับก้อนอื่น ไม่เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ดังนั้น สมาชิกในเครือข่ายต้องทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกัน เช่น มีการติดต่อกันผ่านทางการเขียนหรือการพบปะพูดคุย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน หรือมีกิจกรรมประชุมสัมมนาร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งผลของการปฏิสัมพันธ์นี้ ต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเครือข่ายตามมาด้วย
                ปฏิสัมพันธ์ดังกล่าว จะเป็นลักษณะความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนระหว่างกัน (reciprocal exchange) มิใช่ปฏิสัมพันธ์ฝ่ายเดียว (unilateral exchange)  ยิ่งสมาชิกมีการปฏิสัมพันธ์กันมากเท่าใด ก็จะยิ่งเกิดความผูกพันภายในระหว่างกันมากขึ้นเท่านั้น ช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงในระดับที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น (highly integrated) นอกจากนี้ การปฏิสัมพันธ์ยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น อันจะช่วยให้เครือข่ายเข้มแข็งยิ่งขึ้น
                องค์ประกอบข้างต้น ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ในการนำไปช่วยจำแนกระหว่างเครือข่ายแท้กับเครือข่ายเทียมเท่านั้น หากยังช่วยแสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่จะมีผลต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายด้วย
 
8.  ชุมชนนิยม : มิติใหม่ของแนวคิดชุมชนในสังคมไทย
 
                แนวคิดชุมชนนิยม เชื่อในพลังชุมชนและความสามารถของชุมชุนว่าชุมชนจะเป็นหน่วยสำคัญในการเติมเต็มชีวิตมนุษย์ให้บริบูรณ์ เอกลักษณ์ของมนุษย์ สิทธิของมนุษย์ และความสามารถในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์จะเกิดสัมฤทธิผลสูงสุดได้ ถ้ามีชุมชนเป็นฐานรองรับ
               
ความหมายของชุมชน และชุมชนนิยม
 
                ชุมชน (Community) เป็นการจัดองค์กรทางสังคมรูปแบบหนึ่ง โดยทั่วไปจะให้ความหมายใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรก หมายถึง กลุ่มคนที่อยู่รวมกันตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น ชุมชนหมู่บ้าน ชุมชนแออัด เป็นต้น ส่วนลักษณะที่สอง หมายถึง กลุ่มคนที่รวมตัวกัน ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน โดยมีโครงสร้างและวัตถุประสงค์การดำเนินการของสมาชิกในชุมชนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เช่น ชุมชนนักวิชาการ ชุมชนศาสนา เป็นต้น โดยสมาชิกในชุมชนทั้งสองจะมีความตระหนักในเอกลักษณ์ของชุมชน และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกัน
                ส่วนความหมายของแนวคิดชุมชนนิยม แนวคิดชุมชนนิยมเป็นแนวคิดในระดับสังคม หมายถึง สังคมที่คนเห็นประโยชน์และรู้จักใช้ประโยชน์จากชุมชน อีกทั้งให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ชุมชน คนในสังคมจะได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนเข้าร่วมเป็นสมาชิกชุมชนใดชุมชนหนึ่งหรือหลายชุมชนที่เหมาะสมกับตน ส่งผลให้คนในสังคมมีการรวมตัวกันจัดเป็นชุมชนเล็กๆ มากมายและมีความหลากหลาย โดยแต่ละชุมชนมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และเป็นผลดีต่อสมาชิกทั้งทางด้านกายภาพ จิตใจ และก่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
                ชุมชนนิยมเป็นการจัดระเบียบทางสังคมรูปแบบหนึ่ง โดยการทำให้สังคมประกอบด้วยกลุ่มย่อยเป็นแสนๆ กลุ่ม เป็นชุมชนเล็กๆมายมาย ด้วยความมุ่งหวังว่าจะไม่มีคนหนึ่งคนใดในสังคมต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวต่อสู้ชีวิตแต่เพียงลำพัง แต่ทุกคนจะได้รับการโอบอุ้มและช่วยเหลือจากชุมชน ชุมชนจะทำหน้าที่เป็นฐานรองรับกิจกรรมทุกด้านในชีวิต และเป็นแกนในการรวมคนทั้งหมดในชาติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้รัฐในภาพกว้างเกินไป เป็นศูนย์ในการรวมคนอันแสดงถึงความจำกัดและอ่อนด้อยของชุมชนเช่นที่เคยเป็นมา อีกทั้งเพื่อให้ชุมชนช่วยเสริมพลังสถาบันครอบครัวในการทำหน้าที่มอบความรักความอบอุ่นและค้ำจุนช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ
                ชุมชนที่กล่าวถึงนี้ เน้นการรวมตัวของคนกลุ่มต่างๆ ไม่จำกัดเฉพาะชุมชนพื้นที่ และไม่ได้แบ่งเพียงชุมชนเมืองหรือชนบทเท่านั้น โดยอาจเป็นการรวมเป็นชุมชนตามเกณฑ์ภูมิศาสตร์ เช่น หมู่บ้าน ชุมชนแออัด หรือรวมตัวกันตามสิ่งที่คล้ายคลึงกัน การรวมตัวเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือรวมกลุ่มตามความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เหมือนกัน เช่น อาชีพ เพศ วัย ศาสนา กีฬา งานอดิเรก เป็นต้น ดังนั้น ชุมชนในสังคมจะมีความหลากหลายและมีอยู่ทั่วไปในสังคมทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดเกี่ยวกับลักษณะชุมชนนิยมต่อไป
                ส่วนแนวคิดด้านขนาดของชุมชนนิยมพิจารณาว่า ชุมชนแต่ละชุมชนควรมีขนาดใหญ่พอสมควรที่จะเกิดการผสมผสานศักยภาพอย่างมีคุณภาพ แต่จะต้องเล็กพอดีหรือไม่ใหญ่จนเกินไป กล่าวคือประมาณ 200-300 คน วัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกทุกคนจะรู้จักและมีความยึดโยงรับผิดชอบต่อกัน (accountability) มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งในชุมชนนั้นๆ อีกทั้งเพื่อให้ชุมชนเป็นที่ที่ทุกคนพอจะรู้จักหน้าค่าตากัน มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีความรับผิดชอบต่อกันและกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันถึงระดับหนึ่ง ชุมชนจะเป็นผู้ริเริ่มรวมตัวเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สมาชิกและต่อสังคมส่วนรวม ชุมชนจะเป็นผู้ที่พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ชุมชนมากกว่าที่รอรับคาวมช่วยเหลือจากภายนอก
                ที่สำคัญ การรวมตัวของชุมชนจะเป็นการรวมตัวที่ไม่หละหลวมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการรวมตัวอย่างมีวัตถุประสงค์ มีเป้าหมายที่ดีงามและปรารถนากระทำให้สำเร็จร่วมกัน เช่น
                - ชุมชนชนบทมีการรวมตัวกันเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและแก้ปัญหาของท้องถิ่นเอง โดยรวมตัวกันคิดสร้างสรรค์หรือคิดแก้ปัญหาเพื่อลดภาระการพึ่งพิงภาครัฐ เน้นการพัฒนาและถ่ายทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น การพัฒนาผู้นำท้องถิ่น เป็นต้น
                -การรวมกลุ่มของนักวิชาการเป็นชุมชนนักวิชาการ คนกลุ่มนี้อาจมีเป้าหมายร่วมกันคิดวิเคราะห์วิจัย หรือวิพากษ์ในเรื่องต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือรวมกันเพื่อจะทำให้ทุกมหาวิทยาลัยและทุกโรงเรียนมีบรรยากาศทางวิชาการ ผลักดันให้คนในสังคมรักการเรียนรู้ในเรื่องที่มีสาระะ มีประโยชน์ เป็นผู้สนับสนุนนักวิชาการไทยให้สามารถพัฒนาตนเองก้าวหน้าทัดเทียมกับนักวิชาการในระดับโลกในสาขาต่างๆ เป็นต้น
                -ชุมชนแออัดในแต่ละแห่งมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาชุมชนของตน มีการแบ่งงานให้สมาชิกในชุมชนมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ในชุมชน มีการประชุมและจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สมาชิกทุกคนเกิดความรักในชุมชนและยินดีเสียสละร่วมสร้างสรรค์และแก้ปัญหาให้กับชุมชนของตนเองก่อน ซึ่งจะเป็นการลดการรอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือองค์กรการกุศล
                การรวมตัวของกลุ่มอื่นๆ เช่นเดียวกัน ต้องส่งเสริมให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการรวมกลุ่มในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้ชุมชนเหล่านี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศ 
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:32:09 pm »
แบ่งปัน

การจัดโครงสร้างกลุ่มย่อยภายในชุมชนนิยม
 
                จะช่วยให้สมาชิกของชุมชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถ้วนและอย่างใกล้ชิด เกิดการแบ่งปันและลงลึกในรายละเอียดของชีวิต มีความสนิทสนมและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เต็มไปด้วยบรรยากาศของความรักความผูกพัน สมาชิกแต่ละคนได้รับการเอาใจใส่ในทุกด้านอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจิตใจที่ได้รับน้ำหล่อเลี้ยงและเติมเต็มกำลังใจอยู่เสมอ อันจะทำให้สมาชิกของชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
                ลักษณะพิเศษของกลุ่มย่อย ที่ทำให้สมาชิกในชุมชนนิยมสนิทสนมกันอย่างลึกซึ้ง อาทิ
                1.  ประกอบด้วยคนจำนวนน้อยที่ปฏิสัมพันธ์ลงลึกกันได้ในทุกๆเรื่องของชีวิต
                2.  ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเพื่อทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
                3.  ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของและเป็นสมาชิกของกลุ่ม
                4.  ให้ความรู้สึกถึงความสัมพันธ์แบบเป็นพี่เป็นน้องภายในกลุ่ม (sense of being family)
                5.   มีความยึดโยงรับผิดชอบต่อกันอย่างใกล้ชิด
                6.   ดำเนินการกลุ่มบนพื้นฐานของบรรทัดฐานร่วม มีวัฒนธรรมและวิธีการที่กลุ่มยอมรับร่วมกัน อันจะไม่ทำให้เกิดความแตกแยก
                กลุ่มย่อยในชุมชนนิยมคล้ายคลึงกับ กลุ่มปฐมภูมิ (primary group) ตามแนวคิดทางสังคมวิทยา ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้
                1.  ประกอบด้วยคนจำนวนน้อย
                2.  มีการกระทำโต้ตอบกันโดยตรง
                3.  สมาชิกรู้จักมักคุ้นกันเป็นส่วนตัว
                4.  มีการติดต่อสัมพันธ์กันหลายด้าน
                5.  สมาชิกกลุ่มมีการคบค้าสมาคมแบบตัวต่อตัว
                6.  สมาชิกกลุ่มไม่ได้คบค้าสมาคมกัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะบางประการเท่านั้น แต่ยังมีความสัมพันธ์กันทางสังคมในเรื่องทั่วไปของชีวิตประจำวันด้วย
                7.  การคบค้าสมาคมและความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มมีลักษณะค่อนข้างถาวร ไม่กระทำกันบนพื้นฐานความสัมพันธ์เฉพาะกิจ แต่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว
                ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความเป็นกลุ่มเล็กภายในชุมชนนิยม จะทำให้มิตรภาพระหว่างสมาชิกแนบแน่นยิ่งขึ้น
                ขนาดของชุมชนนิยมที่เหมาะสมจึงควรมีขนาดประมาณ 200-300 คน เพียงพอต่อการมีความสัมพันธ์แบบรู้จักหน้าค่าตากัน แต่ไม่ถึงขึ้นสนิทสนมเหมือนกลุ่มเล็กๆ หากมีจำนวนคนมากเกินไปจะทำให้ความเป็นชุมชนไม่มีอยู่จริง จากนั้นควรมีการแบ่งโครงสร้างเป็นกลุ่มย่อยๆ ลงไปจนถึงกลุ่มเล็กขนาดประมาณ 5-10 คน ซึ่งเป็นขนาดที่เพียงพอต่อการทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งแนบแน่นท่ามกลางสมาชิก
                การจัดโครงสร้างกลุ่มย่อยภายในชุมชนนิยมอาจแบ่งเป็นหลายระดับชั้นในลักษณะ ชุมชนเชิงซ้อน เพื่อความสะดวกในการประเมินคุณภาพกลุ่มและการดูแลสมาชิก ตัวอย่างเช่น
 
 
                แนวทางการธำรงรักษาชุมชนนิยม
 
            “ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ดีและสำคัญยิ่ง แต่การสามารถรักษาความสำเร็จไว้ให้คงอยู่สำคัญยิ่งกว่า”  คำกล่าวนี้เป็นสัจธรรมการดำรงอยู่ของความสำเร็จ ความสำเร็จในการสร้างชุมชนก็เช่นเดียวกัน ชุมชนที่สร้างขึ้น จะยืนหยัดอย่างมีพลังต่อไปได้นาน หรือล่มสลายลงในเวลาอันรวดเร็วเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการธำรงรักษาชุมชน ให้ถ่ายทอดและส่งต่อกันไปได้เรื่อยๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายกว่าการสร้างชุมชน นั่นคือ จะทำอย่างไรจึงจะทำให้ชุมชนที่แต่ละคนสร้างขึ้นนั้น สามารถตั้งมั่นคงธำรงรักษาอยู่ได้ในอนาคตโดยไม่เสื่อมสลายลง หรือบิดเบี้ยวไปจากหลักการที่ควรจะเป็นของความเป็นชุมชน
                การธำรงรักษาชุมชนจึงเป็นประเด็นที่สมาชิกควรให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าการสร้างชุมชนของตน เปรียบเสมือนการสร้างบ้านหลังใหญ่ที่ต้องเสียน้ำพักน้ำแรง ความเหน็ดเหนื่อย ค่าใช้จ่าย กำลังคน เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก กว่าจะได้บ้านที่เสร็จสรรพสมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก แต่หากบ้านนั้นไม่มีพลังดึงดูดผู้อยู่อาศัยให้พักอยู่ในบ้านนั้นตราบนานเท่านาน จึงปรากฏว่าสมาชิกที่อยู่ในบ้านกลับลดลงไปเรื่อยๆ บ้างก็ย้ายไปทำงานที่อื่น บ้างก็ไปปลูกบ้านเป็นของตนเอง และไม่มีสมาชิกรุ่นใหม่ๆ เข้ามาอาศัย ในที่สุดเหลือเพียงเจ้าของบ้านเฝ้าบ้านเพียงผู้เดียวอย่างเหงาหงอย กระทั่งสิ้นชีวิตและบ้านนั้นต้องถูกปิดทิ้งร้างไว้
                เปรียบได้กับชุมชนนิยม กาลเวลาที่ผ่านไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จเที่ยงแท้ของชุมชนว่า จะสามารถตั้งมั่นคงอยู่ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมภายนอกและปัญหาภายในที่เข้ามารุมเร้าชุมชนได้หรือไม่ หากชุมชนใดละเลยประเด็นของการธำรงรักษาชุมชนคงจะคาดเดาได้อย่างไม่ยากว่า ชุมชนนั้นจะต้องมาถึงกาลล่มสลายลงอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ แนวความคิดชุมชนนิยมจึงให้ความสำคัญกับการธำรงรักษาชุมชนเป็นอย่างยิ่ง
                แนวทางที่น่าจะช่วยให้ชุมชนสามารถตั้งมั่นคงต่อไปได้ในโลกอนาคต ดังต่อไปนี้
       
  •       สมาชิกยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของชุมชน
                                ชุมชนแต่ละชุมชนจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์การดำเนินงานของชุมชนอย่างชัดเจน วิสัยทัศน์ของชุมชนจะช่วยให้สมาชิกแต่ละคนในชุมชนรู้ว่า ตนเองกำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร และผลออกมาจะเป็นเช่นไร วิสัยทัศน์ช่วยให้สมาชิกทุกคนมีภาพความสำเร็จที่ตนปรารถนาจะไปให้ถึงร่วมกัน และเป็นตัวสร้างพลังบันดาลใจให้สมาชิกเกิดความผูกพัน เกิดการร่วมแรงร่วมใจ เกิดความมานะบากบั่นมุ่งไปเพื่อทำให้วิสัยทัศน์ของชุมชนสำเร็จร่วมกัน
                                ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนฟุตบอลท้องถิ่น ซึ่งเป็นชุมชนที่รวบรวมคนรักกีฬาฟุตบอล ไม่จำกัดวัย เพศ และไม่จำเป็นต้องสามารถเล่นฟุตบอลได้ เพราะเป็นชุมชนเปิดสำหรับคนที่มีใจรักกีฬาด้านนี้ โดยชุมชนนี้มีวิสัยทัศน์ร่วมกันคือ ต้องการให้เด็กทุกโรงเรียนในชุมชน มีทักษะการเล่นฟุตบอลที่ดีและถูกต้อง ภายใน 1 ปี ภายใน 3 ปีจะต้องมีสมาชิกที่รักฟุตบอลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว และมีเป้าหมายสร้างนักฟุตบอลชุมชนให้ติดทีมชาติอย่างน้อย 5 คน ในอีกห้าปีข้างหน้า ยิ่งกว่านั้นวิสัยทัศน์สิบปีข้างหน้า จะต้องมีอย่างน้อย 3 คน ที่สามารถไปสร้างชื่อเสียงในระดับโลกได้
                                ผู้นำชุมชนจะต้องทำหน้าที่กระจายวิสัยทัศน์ หรือสร้างวิสัยทัศน์ (shared vision) ให้เกิดขึ้นกับทุกๆคนในชุมชน ไม่เพียงเพื่อให้สมาชิกทุกคนรับรู้เท่านั้น แต่ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อให้วิสัยทัศน์นั้นเป็นวิสัยทัศน์ส่วนตัวของสมาชิกทุกๆคนในชุมชนด้วย วิสัยทัศน์ที่ชุมชนนี้ตั้งขึ้นจะเป็นพลังผลักดันให้สมาชิกในชุมชนเกิดใจฮึกเหิม และปรารถนาที่จะช่วยกันทำให้วิสัยทัศน์เหล่านี้สำเร็จ ก่อให้เกิดความผูกพันตัวของสมาชิกในชุมชน โดยมีส่วนร่วมกันสนับสนุนในการสร้างนักฟุตบอลในทีม มีการช่วยเหลือกันทั้งทางด้านการเงิน การพัฒนาศักยภาพ การช่วยกันวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อทำให้วิสัยทัศน์ที่วางไว้สำเร็จ
                                ด้วยเหตุนี้การที่สมาชิกยึดมั่นในวิสัยทัศน์ของชุมชนจะส่งผลให้สมาชิกไม่ละทิ้งชุมชนของตน แต่มีแนวโน้มที่จะอยู่ร่วมชุมชนเพื่อทำให้วิสัยทัศน์สำเร็จ ดังนั้นการกำหนดวิสัยทัศน์จึงต้องมีความท้าทาย และมีช่วงระยะเวลาที่ทำให้คนสามารถไปถึงได้เป็นขั้นๆ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ในระยะยาว ควรมีลักษณะข้ามรุ่นอายุ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกพยายามรักษาชุมชน เพื่อส่งผ่านไปยังชนรุ่นต่อไปให้สานงานต่อจนสำเร็จ และเมื่อชนรุ่นต่อไปใกล้ที่จะทำให้วิสัยทัศน์สำเร็จ จะต้องร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในลักษณะข้างต้นให้กับคนรุ่นถัดไปอีกครั้งหนึ่ง การกระทำดังกล่าว จะสามารถช่วยให้ชุมชนสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ แม้จะเกิดการผลัดใบเปลี่ยนรุ่นอายุก็ตาม
       
  •       การสร้างดัชนี (index) ชี้วัดคุณภาพชุมชน
                                วิธีการหนึ่งในการตรวจสอบคุณภาพชุมชน คือ การที่จะต้องมีการประเมินผลสภาพชุมชนอย่างสม่ำเสมอ แนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการประเมินผลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การสร้างดัชนีชี้วัดคุณภาพชุมชน ดัชนีจะช่วยให้เกิดความคมชัดในการวัดคุณภาพ เนื่องจากดัชนีจะถูกกำหนดขึ้นมาจากตัวชี้วัดจำนวนหนึ่ง (indicators) ซึ่งเป็นตัวที่มีความสำคัญบ่งบอกได้ถึงคุณสมบัติของการเป็นชุมชนที่ยั่งยืน ดัชนีจะมีพลังในการชี้วัดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สร้างดัชนีในการคัดเลือกตัวชี้วัดที่เหมาะสมเป็นสำคัญ เทคนิคในการสร้างดัชนีในเบื้องต้น ควรเริ่มจาก...
       
  1.       แจกแจง  ตัวแปรทั้งหมดที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของชุมชน
  2.    
  3.       ให้น้ำหนัก  ตัวแปรแต่ละตัวที่คิดว่าส่งอิทธิพลต่อความยั่งยืนของชุมชนแตกต่างกัน
ขั้นตอนนี้อาจต้องทำการศึกษาวิจัยหรือขอความช่วยเหลือจากนักวิชาการ ให้ศึกษาวิธีให้น้ำหนักตัวแปรอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
       
  1.       เรียงลำดับ  คะแนนจากมากไปน้อย
  2.    
  3.       จัดกลุ่ม ตัวแปรที่มีคะแนนใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน โดยอาจจะมีการจัดเป็นหลายกลุ่ม
  4.    
  5.       คัดเลือก  กลุ่มตัวแปรที่มีคะแนนสูงจนถึงปานกลางนำมาเป็นตัวชี้วัดในเบื้องต้นต่อไป
หากต้องการได้ดัชนีที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น เราคงต้องประสานความร่วมมือกับนักวิชาการเพื่อขอ
ความร่วมมือจากคนเหล่านี้ ให้เข้ามาทำวิจัยกำหนดตัวชี้วัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อช่วยให้การประเมินผลชุมชนตรงกับสภาพความเป็นจริงมากที่สุด เช่น ดัชนีชี้วัดการกระทำความดีแก่ชุมชนและสังคมของสมาชิก ดัชนีชี้วัดผลงานที่ประสบความสำเร็จ ดัชนีชี้วัดความคืบหน้าของวิสัยทัศน์ต่างๆ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการยกระดับการเรียนรู้ของคนในชุมชน และดัชนี้ชี้วัดทัศนคติของสมาชิกต่อผู้นำชุมชนและต่อกิจกรรมของชุมชน เป็นต้น การใช้ดัชนีชี้วัดจะช่วยในการประเมินผลการดำเนินงานของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เห็นข้อบกพร่องที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ก่อให้เกิดการพลวัตการทำงานให้ทันสมัยและเหมาะสมต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ อันจะช่วยธำรงความยั่งยืนของชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
       
  •       ตั้งเครือข่ายชุมชน
แนวทางสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอีกแนวทางหนึ่ง นั่นคือ การสร้างเครือข่ายชุมชนหรือ
ภาคีชุมชน กระทำโดยการสนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ร่วมมือกันเป็นพันธมิตรกับชุมชนลักษณะเดียวกันในที่ต่างๆ เพื่อประสานงานและสนับสนุนช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทุกๆด้าน อาทิ การถ่ายโอนความรู้ในการบริหารชุมชน การประสานงานในการประกอบกิจกรรมที่เกินขอบข่ายความสามารถของชุมชน การติดต่อแลกเปลี่ยนทางการค้า การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ความร่วมมือในการส่งผ่านข้อเรียกร้องและผลักดันรัฐบาลให้ออก นโยบายหรือจัดสรรทรัพยากรที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน การเฝ้าระวังตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่นที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชุมชน ฯลฯ เครือข่ายความร่วมมือที่เกิดขึ้นอาจมีหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับกลุ่มตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ประเทศ หรือระหว่างประเทศ
การตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชน จะช่วยให้แต่ละชุมชนมีกิจกรรมและเป้าหมายการ
ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพราะยึดโยงซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังช่วยให้แต่ละชุมชนนำสิ่งดีมาแลกเปลี่ยนกัน อันจะทำให้แต่ละชุมชนได้รับการอุดรอยโหว่ในประเด็นที่เป็นจุดอ่อนซึ่งอาจนำความเสียหายมาสู่ชุมชนได้ และยิ่งมีการขยายเครือข่ายกว้างขวางเท่าใด  
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:33:26 pm »
แบ่งปัน

จะยิ่งทำให้เกิดความหลากหลายในการแบ่งปันสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น และยังทำให้เครือข่ายมีพลังอำนาจในการต่อรองกับองค์กรต่างๆ และภาครัฐมากยิ่งขึ้นด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ในชุมชนอนุรักษ์ตะพาบน้ำของจังหวัดหนึ่ง หากมีการประสานเครือข่าย
เชื่อมโยงชุมชนอนุรักษ์ตะพาบน้ำของจังหวัดอื่นๆ หรือเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรมประเภทเดียวกันในระดับนานาชาติ นอกจากจะสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในชุมชนของตนให้ทันสมัย เสมอแล้ว ยังช่วยก่อให้เกิดพลังผลักดันเพื่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย การอนุรักษ์ และมีพลังในการรณรงค์เพื่อให้คนในสังคมเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ได้อย่างต่อเนื่องด้วย
       
  •       จัดประชุมสมาชิกชุมชนสม่ำเสมอ
การประชุมพบปะสังสรรค์กันอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะทำให้เกิดการติดตามความคืบหน้า
ในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังช่วยให้เกิดความสนิทสนม ความผูกพันของสมาชิกจากการใช้เวลาร่วมกันเป็นประจำ เกิดพันธะหน้าทีต่อกัน อันจะมีผลให้การดำเนินงานของชุมชนเกิดความต่อเนื่องไปในระยะยาว และยังเป็นช่องทางสื่อสารความเข้าใจอันดีให้เกิดขึ้นภายในชุมชน ซึ่งส่งผลให้ชุมชนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง การประชุมจึงควรจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการประชุมเพื่อบริหารงานชุมชน หรือประชุมเพื่อพบปะสังสรรค์ระหว่างสมาชิก
 
 
การจัดประชุมพบปะของชุมชน ควรจัด โครงสร้างการประชุมที่ทำให้คนในชุมชนได้
ปฏิสัมพันธ์กันอย่างครบวงจร ทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม ดังนั้นการประชุมชุมชนควรเป็นการประชุมแบบ “ทวิมิติ” ดังนี้
                (1)  การประชุมแนวลึก หรือ ภายในชุมชน
                -   จัดประชุม ระดับ ทีมงานมวลชน และระดับทีมผู้นำชุมชน
       
  •       ระดับทีมงานมวลชน เป็นการพบปะกันทั้งชุมชนเพื่อสร้างพลังกลุ่มและความเป็น
เอกภาพให้เกิดขึ้นในชุมชน
       
  •       ระดับทีมผู้นำชุมชน เป็นการพบปะเพื่อการบริหารชุมชนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้าน
การวางแผน การปฏิบัติ และการประเมินผล เป็นการประชุมที่เข้มข้น  มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาชุมชนโดยเฉพาะ
                                (2)  การประชุมแนวกว้าง หรือ ระดับเครือข่ายชุมชน
       
  •       เป็นการพบปะกันระหว่างชุมชนในทุกระดับเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นประ
โยชน์ระหว่างกัน และสร้างอำนาจต่อรองกับองค์กรอื่นๆ ในสังคม
                                โครงสร้างเวลา ของการประชุมแบบทวิมิติ ควรมีลักษณะดังนี้
                                 1)  ประจำสัปดาห์ –กลางสัปดาห์และสุดสัปดาห์
       
  •       กลางสัปดาห์เป็นการพบปะ ระดับกลุ่มย่อย ภายในชุมชน
             เน้นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างสมาชิกในกลุ่มย่อย
       
  •       สุดสัปดาห์เป็นการพบปะ ระดับชุมชน - เน้นสร้างเอกลักษณ์ร่วมของความเป็นชุมชนภาพรวม
2)  ประจำไตรมาส -  เป็นการประชุม เครือข่ายชุมชนระดับจังหวัดหรือภูมิภาค เน้นการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนของตน และการให้ความช่วยเหลือกันภายในเครือข่าย
                                3)  ประจำปี – เป็นการประชุม เครือข่ายชุมชนระดับประเทศ เป็นระดับเฉลิมฉลอง เน้นการสร้างขวัญและกำลังใจของเครือข่ายและแสดงพลังสร้างสรรค์ของชุมชนในระดับประเทศ
                                การจัดประชุมชุมชนอย่างสม่ำเสมอ และมีโครงสร้างการประชุมและโครงสร้างเวลาการพบปะสังสรรค์ที่ชัดเจน จะช่วยให้การดำเนินกิจกรรมชุมชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเกิดความเข้มแข็งในท้ายที่สุด
       
  •       ดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมที่ต่อเนื่องเป็นส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้ชุมชนมีชีวิตและดำรงอยู่ การจัดกิจกรรมอย่าง
ต่อเนื่องจะช่วยให้ชุมชนมีความตื่นตัวอยู่เสมอ ชุมชนใดที่ประสบภาวะเฉื่อยชา สมาชิกในชุมชนจะมีชีวิตอยู่ไปเพียงวันๆ ความเอาใจใส่ในชุมชนจะเริ่มลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกจะเหินห่าง ท้ายที่สุดแล้วชุมชนนั้นๆ จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจหนึ่งที่สำคัญในการธำรงรักษาความสัมพันธ์ของสมาชิก สมาชิกจะไม่รู้สึกว่างเปล่าในจิตใจ แต่มีสิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่าให้กระทำอยู่เสมอ โดยไม่แช่นิ่งอยู่กับที่อย่างไร้ความก้าวหน้า ลักษณะกิจกรรมที่ทำควรสอดรับกับความต้องการของสมาชิก เพื่อให้สมาชิกรู้สึกว่าตนได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมนั้นๆ นอกจากนี้ ควรมีกิจกรรมเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อเปิดทางให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะกันอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
       
  •       สร้างวิถีชีวิตชุมชนให้เกิดขึ้น
ชุมชนแต่ละชุมชนต่างเป็นที่รวมคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มีความปรารถนา
ความสำเร็จในเป้าหมายของชุมชนร่วมกัน สมาชิกของชุมชนนิยมเป็นเหมือนอาสาสมัครที่ช่วยกันตั้งแต่การต่อเรือ เพื่อจะใช้เรือลำเดียวกันนั้นพาทุกคนมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ปรารถนาร่วมกัน ทุนคนต้องใช้เวลาหนึ่งที่ยาวนานใช้ชีวิตร่วมกัน ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว สมาชิกทุกคนควรสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ได้รับความอิ่มเอมใจทั้งทางกายภาพและจิตใจ ความเป็นชุมชนจะต้องมีชีวิต มีการติดต่อสัมพันธ์กันในทุกๆด้าน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความโอบอ้อมอารีแก่กัน มีความอบอุ่นจริงใจ มีชีวิตชีวาในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน
                                ชุมชนที่มีวิถีชีวิตในตนเองจะช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกแนบแน่นขึ้น มีความตื่นตัวในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเสมอ เกิดความอบอุ่นและความเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน อันเป็นเหตุให้สมาชิกรู้สึกเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนและเทจิตเทใจของตนให้กับชุมชน มีแรงปรารถนาที่จะร่วมกันธำรงรักษาชุมชนให้คงอยู่ต่อไป
                                การสร้างวิถีชีวิตชุมชนอาจทำได้หลายแนวทางด้วยกัน อาทิ การจัดโครงสร้างให้เกิดการช่วยเหลือแบ่งปันขึ้นในชุมชน เช่น โครงการ “เกื้อกูลกัน” ซึ่งอาจเป็นการรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่สมาชิกในชุมชนมีเกินความจำเป็นของตน แต่ต้องการแบ่งปันให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ในชุมชน ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้สมาชิกคนอื่นๆ ที่ขาดเหลือในสิ่งใดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปแล้วไปใช้เป็นประโยชน์แก่ตนได้ เป็นต้น หรือการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมขึ้นในชุมชนให้เกิดความสมดุลทั้งมิติ การสังสรรค์ภายในชุมชน การทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของสาธารณะและของสมาชิกในชุมชน และเพื่อสร้างความสนิทสนมต่อกันและกันของคนในชุมชน เพื่อให้สมาชิกในชุมชนสามารถสัมผัสได้ถึงความผูกพัน และความมีชีวิตชีวาในการอยู่ร่วมในชุมชน
 
       
  •       มีระบบบริหารความแตกต่างและจัดการความขัดแย้งที่ดี
สิ่งที่มักปรากฏให้เห็นเสมอเมื่อคนจำนวนหนึ่งมาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน คือ การเกิดความ
ขัดแย้งขึ้นเป็นครั้งเป็นคราวท่ามกลางชุมชน อันอาจเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ อาทิ การก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวของกันและกัน การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถือทิฐิมานะมากเกินไป ความแตกต่างทางความคิด การต่อว่าลับหลัง ฯลฯ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจขยายผลและสร้างความเสียหายให้กับชุมชนจนเป็นเหตุให้ชุมชนล่มสลาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าว ชุมชนจักต้องแสวงหาวิธีการจัดการกับความขัดแย้งและความแตกต่างอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดเอกภาพภายในชุมชน อาทิ การอบรมความเข้าใจให้สมาชิกในชุมชนยอมรับความแตกต่างของกันและกัน ดังแนวคิด “สังคมพหุเอกานิยม” เป็นประจำสม่ำเสมอ สร้างกลไกเพื่อให้เอื้อต่อการเกิดการยกโทษคืนดีกันอย่างเป็นธรรมชาติ โดยจัดไว้ในโครงสร้างเวลาของกิจกรรมของชุมชน เป็นต้น มีการร่างกฎเกณฑ์แนวปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนอย่างชัดเจน มีการเรียนรู้หลักการในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เช่น การต้องปรับตัวเข้าหากัน การรู้จักมองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆ ของผู้อื่น การปฏิบัติต่อกันด้วยความสุภาพอ่อนโยนเสมอ การเรียนรู้จักถึงความเข้าใจความต้องการของผู้อื่น การให้เกียรติต่อกันและกัน เป็นต้น การบริหารความแตกต่างและการจัดการความขัดแย้งที่ดีจะทำให้สมาชิกเปิดใจกว้างยอมรับซึ่งกันและกัน และสร้างให้เกิดความสมานฉันท์ในท้ายที่สุด
 
       
  •       สร้างผู้นำรุ่นใหม่ทดแทนผู้นำรุ่นเก่าเสมอ
ผู้นำเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนให้คำรงอยู่รอดได้ในระยะยาว
เนื่องจากบุคคลเหล่านี้เป็นผู้นำทิศทางและเป็นผู้บริหารจัดการสิ่งต่างๆ ในชุมชนเพื่อให้ชุมชนเกิดความมั่นคงและตั้งมั่นอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้ การผลัดเปลี่ยนผู้นำรุ่นต่อรุ่นจึงเป็นตัวกำหนดอนาคตของชุมชน ชุมชนจึงต้องให้ความสนใจในการสร้างผู้นำรุ่นถัดไปเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดภาวะขาดผู้นำหรือผู้นำรุ่นใหม่ไม่มีคุณภาพเพียงพอในการรับช่วงต่อในการบริหารชุมชน ชุมชนจะประสบความถดถอยและจะล่มสลายลงในที่สุด
                                ผู้นำชุมชนจะต้องเกิดจากสมาชิกในชุมชน เพื่อให้ได้บุคคลที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันและมีภาระจิตใจในการส่งผ่านวิสัยทัศน์ชุมชนสู่คนรุ่นต่อไปอย่างมีพลัง ดังนั้นในตลอดเส้นทางการดำเนินงานภายในชุมชน จำเป็นต้องมีรูปแบบการพัฒนาและสร้างผู้นำรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยพิจารณาที่บุคลิกลักษณะ ความสามารถและลักษณะชีวิตที่เหมาะสม โดยเริ่มต้นจากการคัดเลือกบุคคลที่มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะกระทำวิสัยทัศน์นั้นให้สำเร็จ เป็นคนที่สมาชิกในชุมชนให้ความเชื่อถือไว้วางใจและรู้จักเป็นอย่างดี บุคคลนั้นควรมีบุคลิกลักษณะของผู้นำ เช่น มีจุดยืนและหลักการที่ยึดในการตัดสินใจ ขณะเดียวกันก็มีความเคารพให้เกียรติรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในชุมชน เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความเสียสละ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของชุมชนมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีความสามารถในการบริหารจัดการ การกระจายงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
                                นอกจากการสร้างผู้นำแล้ว ชุมชนที่จะสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีการวางแผนสร้างสมาชิกทุกๆคนให้สามารถเป็นทีมงานด้านต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพทดแทนสมาชิกรุ่นเก่าได้อย่างต่อเนื่องด้วย ดังนั้น ชุมชนจึงต้องมีการวางระบบพัฒนาบุคลากรภายในทั้งทางด้านความรู้ความสามารถ การพัฒนาทักษะด้านบริหารจัดการ พร้อมๆกับการพัฒนาบุคลิกลักษณะให้สามารถรองรับภาระความรับผิดชอบของชุมชนที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้
 
       
  •       ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
ชุมชนพื้นที่บางแห่งกลายสภาพเป็นชุมชนที่มีลักษณะคล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์มนุษย์ที่มีชีวิต
เนื่องจากเน้นหนักด้านการอนุรักษ์มากกว่าที่จะพลวัตให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอก จึงส่งผลให้ชุมชนตัดขาดเส้นทางเชื่อมโยงกับโลกภายนอก เกิดความแปลกแยกระหว่างชุมชนกับโลกภายนอก ส่งผลให้ชุมชนนั้นถูกตัดขาดด้านการพัฒนาไปด้วย เนื่องจากไม่เรียนรู้ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนของตน เช่น หากชุมชนชนบทปฏิเสธเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยตีความว่าก่อให้เกิดผลเสียต่อชุมชน ชุมชนนั้นย่อมจมอยู่กับความล้าหลัง อาทิ ได้ผลผลิตทางการเกษตรปริมาณน้อย คุณภาพต่ำ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้คนในชุมชนรู้สึกว่าตนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการอยู่ร่วมในชุมชน และในที่สุดสมาชิกในชุมชนย่อมจะลดน้อยถอยลงไปเนื่องจากไม่ต้องการแปลกแยกจากสังคมส่วนใหญ่ เป็นต้น
                                ดังนั้น การปรับตัวของชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ การปรับตัวจะช่วยให้ชุมชนไม่ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากกระแสอิทธิพลภายนอกที่ไหลเข้ามาปะทะชุมชนมากนัก ขณะเดียวกันยังช่วยให้ชุมชนสามารถเคลื่อนก้าวหน้า ประสบความสำเร็จต่อไปได้ในโลกอนาคตที่กำลังคืบคลานเข้ามา การปรับตัวของชุมชนจึงเป็นหนทางเดียวในการธำรงรักษาชุมชนให้อยู่รอดได้ในโลกที่เกิดพลวัตอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ชุมชนจึงต้องมีความคล่องตัวและเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนตัวเองเสมอ ในขณะที่ยังคงยึดมั่นในหลักการของชุมชนที่เหมาะสมเอาไว้
                                การปรับตัวด้านต่างๆ อาทิ ปรับตัวด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ปรับวิสัยทัศน์และเป้าหมายการดำเนินงานของชุมชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ปรับทัศนคติและค่านิยมของสมาชิกในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมในมุมมองที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น
 
       
  •       ส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน
ชุมชนจะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องและมีพัฒนาการทางบวกได้นั้น ชุมชนจำเป็นจะต้อง
มีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นในชุมชนนั้น หากชุมชนใดปราศจากกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ชุมชนนั้นจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาใหม่ๆที่เกิดขึ้นได้  เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมไม่มีความสถิตหรือมีสถาวะนิ่งอยู่กับที่ แต่ปัญหาทุกปัญหามีลักษณะเป็นพลวัตรที่เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ปัญหาใหม่จะเกิดขึ้นมาท้าทายการแก้ปัญหาของชุมชนตลอดเวลา ขณะที่ปัญหาเก่าอาจยังสะสมเป็นดินพอกหางหมูและไม่สามารถแก้ไขลุล่วงไปได้ ผลสุดท้ายของสภาวะเช่นนั้นชุมชนจะล่มสลายได้ ดังนั้นชุมชนจึงต้องพยายามเรียนรู้อยู่เสมอเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น มิใช่รอจนกว่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วจึงค่อยเรียนรู้ในภายหลัง ชุมชนจะต้องแสดงคุณลักษณะ “ล้อมคอกก่อนวัวหาย” มิใช่ลักษณะดังคำพังเพยของไทยที่ว่า “วัวหายล้อมคอก”
                                การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน อาจทำได้หลากหลายแนวทาง อาทิ การเปลี่ยนค่านิยมของคนในชุมชนให้เห็นคุณค่าของการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยการจัดอบรมเพื่อประโยชน์แก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนให้สมาชิกศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทั้งจากการเข้ารับการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ การสร้างศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนหรือศูนย์ข้อมูลชุมชน เพื่อเก็บประวัติศาสตร์และข้อมูลสำคัญทุกด้านของชุมชนเอาไว้เพื่อประโยชน์ในอนาคต ฯลฯ 
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:34:32 pm »
แบ่งปัน

       
  •       ชุมชนแห่งการเรียนการสอน
การเรียนการสอนจะช่วยให้ชุมชนมีช่องทางสามารถถ่ายทอดวิถีการดำเนินชีวิตในชุมชนจาก
รุ่นสู่รุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถวางรากฐานความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและแนวปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนได้อย่างเป็นระบบระเบียบ ชุมชนจึงต้องให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนในชุมชนเป็นอย่างยิ่ง และต้องพยายามสร้างระบบการถ่ายทอดความรู้ต่อกันและกันให้เกิดความครบถ้วนไม่ตกหล่นแต่ประการใด การทำเช่นนี้ชุมชนจึงจะสามารถดำรงอยู่รอดได้
                                การเรียนการสอนที่ดีจะต้องกระทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้โครงสร้างเวลาในการจัดการเรียนการสอนและการอบรมในชุมชนจึงควรจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น
       
  •       ประจำสัปดาห์ – เน้นการปูรากฐานชีวิตว่าด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เช่น
ลักษณะชีวิตที่ดีของสมาชิกชุมชน การทำงานร่วมกันเป็นทีม การปฏิบัติต่อกันในชุมชน เป็นต้น
       
  •       ประจำไตรมาส – ปูแนวความคิดสำคัญๆ ของชุมชนในด้านต่างๆ เช่นหลักการ
บริหารชุมชน หลักการจัดการเครือข่ายชุมชน หลักการจัดสวัสดิการแก่สมาชิกในชุมชน เป็นต้น
       
  •       โอกาสพิเศษ – เป็นการอบรมหัวข้อพิเศษเป็นครั้งๆ ไปตามความเหมาะสม เช่น
ในช่วงที่มีการจัดการเลือกตั้งอาจอบรมเรื่องหลักการพิจารณาเลือกผู้สมัคร ส.ส. ในช่วงวันแรงงานแห่งชาติอาจจัดสัมมนาเรื่องกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง ในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมอาจจัดอบรมความเข้าใจเรื่องโรคฉี่หนู เป็นต้น
                                ชุมชนใดที่ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนและการจัดอบรมความรู้ความเข้าใจในหัวข้อที่เป็นประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ ชุมชนดังกล่าวจะมีรากฐานความคิดที่เข้มแข็ง อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
                                การธำรงรักษาชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความสำเร็จในการสร้างชุมชนนิยมที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการทำให้ชุมชนเกิดขึ้นมาได้ แต่จะต้องวัดกันที่ความยั่งยืนดำรงอยู่ของชุมชนหรือการส่งผ่านชุมชนจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนี่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จแท้และเป็นความสำเร็จที่คงทนถาวรสืบไป
 
9. แนวคิดเกี่ยวกับการพึ่งตนเองและชุมชนพึ่งตนเอง
            กาญจนา แก้วเทพ (2530) จำแนกการพึ่งตนเองเป็น 2 ลักษณะ คือ ปัจเจกบุคคลและกลุ่ม ในเชิงปัจเจกบุคคล  การพึ่งตนเองหมายถึงกิจกรรมทั้งหลายที่กระทำโดยปัจเจกชนและครัวเรือน เพื่อบรรลุถึงการมีหลักประกันของการดำรงชีพของเขา ส่วนในลักษณะกลุ่ม การพึ่งตนเองหมายถึงกลุ่มหรือสังคมที่มีการจัดระบบเพื่อให้สมาชิกสามารถดำเนินการตอบสนองความต้องการของตน (Self – fulfillment) ด้วยวิธีการช่วยเหลือตนเองด้วยความร่วมมือกับผู้อื่นที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ทั้งนี้การพึ่งตนเองอย่างแท้จริงนั้นกลุ่มชนต้องมีอิสระในการกำหนดเป้าหมายและมีอิสระในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายโดยความพยายามและกำลังของตน
                ณรงค์ เพชรประเสริฐ (2529) ได้ให้ความหมายของการพึ่งตนเองของชุมชน โดยพิจารณาจากรูปแบบการผลิตว่าชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้ มี 2 ระดับ คือ 1) ชุมชนที่มีการผลิตพอเลี้ยงชีพ (sufficient) เป็นการผลิตทุกอย่างพอกินพอใช้ อาศัยทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนให้เลี้ยงตนเองได้ แต่ไม่สามารถผลิตอะไรได้มากเพราะด้อยวิทยาการผลิต 2) ชุมชนที่ผลิตทุกอย่างได้เพียงพอแล้ว ยังมีผลผลิตเหลือและนำผลผลิตส่วนที่เหลือ (เป็นส่วนเกิน หรือ surplus) ไปแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างอื่นมา ซึ่งเป็นรูปแบบการผลิตเพื่อการพึ่งตนเองที่ดีที่สุด และไม่เป็นการปิดตัวเองจากการค้าการตลาด เพราะจะต้องมีความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพาอาศัยกันทำนองน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าในการแลกผลผลิตส่วนเกินของตนกับคนอื่น
                การพึ่งตนเองอาจพิจารณาได้ 3 ระดับ คือ ระดับปัจเจกบุคคล ระดับชุมชน และระดับประเทศ การพึ่งตนเองระดับปัจเจกบุคคล หมายถึง การที่บุคคลสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จากสิ่งที่เขาหามาได้ เป็นอิสระอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใคร การพึ่งตนเองระดับชุมชน หมายถึง ชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรและทักษะซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกันเพื่อ สวัสดิการของตนเองและเพื่อการพัฒนาตนเองโดยไม่หวังพึ่งพิงจากภายนอก ส่วนการพึ่งตนเองระดับประเทศ หมายถึง เมื่อทุกคนและชุมชนในประเทศพึ่งตนเองได้ ประเทศก็จะพึ่งตนเองได้ด้วย โดยพลเมืองของประเทศยอมรับร่วมกันว่าวิถีทางที่จะมุ่งไปข้างหน้าต้องเกิดจากการตัดสินใจร่วมกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกันและความพยายามร่วมกันจึงจะบรรลุอุดมการณ์พึ่งตนเองได้ในที่สุด (ประวิณ รอดเขียว, 2522)
                ข้อสรุปจากการสัมมนาเรื่อง “ทิศทางแผนแม่บทการพัฒนาสังคม เพื่อการพึ่งตนเองกับบทบาทงานพัฒนาเอกชน” จัดโดยโครงการศึกษาทางเลือกการพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างวันที่ 27-28 ธันวาคม 2538 ได้กล่าวถึงความหมายของการพึ่งตนเอง มีความหมายในเชิงอำนาจในการตัดสินใจ คือมีความสามารถเป็นตัวของตัวเองในทางความคิด ทัศนะในการมองปัญหาต่างๆ มีการตัดสินใจด้วยตนเอง อันหมายถึงกระบวนการทางภูมิปัญญาของชุมชนนั่นเอง
                ในสังคมพัฒนา การพึ่งตนเองสะท้อนถึงการตระหนักในศักยภาพของคนในการที่จะต่อสู้กับระบบที่ครอบงำ การแสวงหาทางเลือกใหม่ต้านกระแสอันเป็นพันธนาการและหมายรวมถึงพอใจในวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมแบบแผนประเพณีที่ดีงาม การพึ่งตนเองที่แท้จริงคือการพึ่งพากันและกันอย่างยุติธรรมและสันติ ส่งเสริมคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
                องค์ประกอบที่จะนำไปสู่การพึ่งตนเอง ประกอบด้วย
       
  1.       ประชาชนมีความสามารถคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-determination)
  2.    
  3.       ประชาชนทุกคนถือว่าเป็นผู้มีศักยภาพในตนเอง และสามารถนำศักยภาพนั้นๆมาใช้ให้เกิด
ประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน
       
  1.       ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม
  2.    
  3.       มีพื้นฐานความคิด ความเชื่อว่า “มนุษย์ทุกคนเป็นผู้มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”
(โฉมสมร เหลือโกศล, 2531)
                สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2534) ได้กล่าวไว้ในทฤษฎีการพึ่งตนเองของชุมชนชนบทว่า การพึ่งตนเองหมายถึง ความสามารถในการดำรงตนอยู่ได้อย่างอิสระ มั่นคงสมบูรณ์ โดยภาวการณ์พึ่งตนเองมีลักษณะพลวัตร (dynamic) ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเทียบได้กับความสมดุลเคลื่อนที่ (moving equilibrium) และการที่ชุมชนจะพึ่งตนเองได้นั้นจะต้องมีการพึ่งตนเองได้ 5 ด้านด้วยกัน คือ
                1) พึ่งตนเองได้ทางทรัพยากรธรรมชาติ (Natural  Resources  Self   Reliance) โดยชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีการรักษาให้ดำรงอยู่ ไม่ให้เสื่อมเสียไป หากชุมชนปราศจากทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนก็ไม่สมารถพึ่งตนเองได้
                2) พึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ (Economic  Self   Reliance)  หมายถึง ชุมชนสามารถดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจ คนในชุมชนมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ มีรายได้พอเพียงสามารถหาซื้อปัจจัยหลักเพื่อการดำรงชีพได้
                3) พึ่งตนเองทางเทคโนโลยี (Technological   Self   Reliance) ชุมชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเครื่องมือเทคโนโลยีสำหรับการดำเนินกิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการ รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับภายนอก
                4) พึ่งตนเองได้ทางสังคม (Social-cultural  Self   Reliance)  ชุมชนสามารถรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นโดยมีปัจจัยทางด้านสังคม วัฒนธรรม การศึกษา การสื่อสารระหว่างกัน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกัน การมีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง
                5) พึ่งตนเองได้ทางจิตใจ (Psychological  Self  Reliance)  หมายถึง ชุมชนมีบุคคลที่มีจิตใจเข้มแข็ง มั่นใจว่าจะช่วยตนเองได้พึ่งตนเองได้ สามารถต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ และสามารถหาเลี้ยงชีพและพัฒนาชีวิตให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
                ฉัตรทิพย์  นาถสุภา (2529) ระบุถึงเงื่อนไขที่จะทำให้การพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเองประสบผลสำเร็จ ประกอบด้วย 6 ประการ คือ
       
  •       การพัฒนาแบบกลุ่ม (collective) หมายถึงจะต้องมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีสมาชิกเข้า
ร่วมในกิจกรรมที่จะทำมากพอ
       
  •       มีจิตสำนึกที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Mutual Aid) เป็นจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ของ
ชุมชนร่วมกัน ซึ่งสัมพันธ์กับความเป็นตัวของตัวเอง (autonomy)
       
  •       เป็นการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของหมู่บ้านและการกำหนดชะตากรรมของตนเองได้
  •    
  •       มีการผลิตซ้ำจิตสำนึกและมีการถ่ายทอดจิตสำนึกไปสู่คนรุ่นต่อไปในชุมชน
  •    
  •       ต้องมีการรวมตัวกันในรูปแบบสหพันธ์ คือการรวมกันในกลุ่มย่อยในระดับชาวบ้านและ
หมู่บ้านเหล่านี้สามารถที่จะรวมกันเป็นสหพันธ์ เพื่อสามารถต่อรองกับสถาบันภายนอก เช่น พ่อค้าและรัฐได้อย่างมีพลัง โดยที่แต่ละหน่วยย่อยคือหมู่บ้านจะตอ้งมีความเป็นตัวของตัวเองหรือเอกลักษณ์และความเป็นอิสระในขณะที่มาร่วมอยู่ในสหพันธ์ด้วย  
       
  •       มีการประสานทางวัฒนธรรมกับคนกลุ่มอื่นๆในสังคมด้วย เช่น ชนชั้นกลางบางส่วน กลุ่มคน
ที่เสียเปรียบในเมือง อันจะทำให้แนวคิดในการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเองของชาวบ้านมีพลังมากขึ้น
                จากแนวคิดข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการพึ่งตนเองของชุมชนนั้น หมายถึงการที่ชุมชนมีการรวมกลุ่มในลักษณะที่มีสหพันธ์และมีลักษณะพลวัตร มีอำนาจในการตัดสินใจกำหนดเป้าหมายของชุมชน ใช้ศักยภาพของชุมชนอย่างเต็มที่ มีความช่วยเหลือเกื้อกูล สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติและทักษะความรู้ ให้เอื้อต่อการ ดำรง ชีวิตได้อย่างอิสระ มั่นคง สามารถแก้ไขปัญหาและนำการพัฒนาชุมชนเพื่อบรรลุอุดมการณ์การพึ่งตนเองได้ โดยมีเงื่อนไขและปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญคือจิตสำนึกแห่งการพึ่งตนเอง มีกลไกประสานด้านสังคมวัฒนธรรม รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกชุมชนในลักษณะความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างสมบูรณ์
 
10. แนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งตนเอง
 
                                ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Self-sufficient Economy) ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นปรัชญาที่สะท้อนถึงแนวคิดหลักซึ่งจะเป็นหนทางในการฟื้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยได้ทรงพระราชทานแก่ผสกนิกรให้ปฏิบัติชีวิตเรียบง่ายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยทรงตรัสย้ำว่า “ ถ้าเรารู้จักคำว่าพอ เราก็จะไม่ลำบากจากความโลภและจะไม่ไปทำลายทรัพยากรไม่สร้างปัญหาให้ผู้อื่นเดือดร้อน” โดยความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจชุมชน หมายความว่าให้พอเพียงเริ่มด้วยพอมีพอกิน ในหมู่บ้านในชุมชน แลมีการพัฒนามีการแลกเปลี่ยนระหว่างหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ประเทศ
                “..สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงแก่ตัวเอง” (พระราชดำรัส พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540)
                ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช (ผู้จัดการรายวัน 2542 :9) พิจารณาความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัส มองว่าความพอเพียงมิได้มีความหมายในแง่เศรษฐศาสตร์แต่เพียงด้านเดียว แต่มีความหมายเชิงปรัชญา จริยธรรม คุณค่าและปทัสถานทางพฤติกรรมสำหรับการดำเนินชีวิตทุกๆด้านอีกด้วย เป็นปรัชญาการพัฒนาที่เน้นทางสายกลาง เป็นมัชฌิมพัฒนา เป็นความพอเพียงที่มีพลวัตร (dynamic) และมีแง่มุมทางด้านปรัชญาและด้านเศรษฐศาสตร์ คือหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก ภายใน และสามารถพึ่งตนเองได้ (self reliance)
                ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน ที่สำคัญจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรู้ที่เหมาะสม ดังนั้น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็น “a balanced, middle-path approach to development” และอาจเรียกปรัชญามัชฌิมพัฒนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (His Majesty the king’s Philosophy of Development)
                ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประเวศ วะสี (2540) กล่าวถึง เศรษฐกิจแห่งการพึ่งตนเอง มองว่าการพึ่งตนเองได้คือความเข้มแข็งดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานล่าง กล่าวคือเป็นเศรษฐกิจวัฒนธรรม เพราะจุดแข็งที่สุดของเราคือวัฒนธรรมไทย โดยที่วัฒนธรรมหมายถึงวิถีทางการดำรงชีวิตทั้งหมด จึงรวมความเชื่อ ระบบคุณค่า อาชีพ การกิน การอยู่ การแต่งกาย ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ และวิธีแก้ไขปัญหา การดำรงรักษาสุขภาพหรือการแพทย์พื้นบ้าน การสร้างความเข้มแข็งจำเป็นต้องมีเศรษฐกิจบูรณาการหรือเป็นองค์รวมคือเป็นเศรษฐกิจแห่งการพึ่งตนเองและความเข้มแข็ง มีความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและการเมืองพร้อมกันไปในตัว เศรษฐกิจแบบนี้จะทำให้เกิดความเป็นป่ากลับมา ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง มีการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมพร้อมๆกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาจิตใจ
                สังฆิต พิริยะรังสรรค์ (2541) ให้ความสำคัญกับแนวทางเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง โดยวิเคราะห์ถึงแนวทางปรัชญาเศรษฐศาสตร์สองกระแสในภาวะวิกฤติ กล่าวคือ กระแสทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีบทบาทครอบงำเศรษฐกิจสังคมไทยมาช้านาน แนวทางนี้กล่าวถึงลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่เน้นการค้า การลงทุนและการบริการระหว่างประเทศอย่างเสรี การให้ความสำคัญเรื่อง “เงิน” หรือ “ทุน” แต่ละเลยเรื่อง “คน” อีกแนวทางหนึ่งเป็น แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง โดยมีทัศนะว่าภายใต้ภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน มีเพียงแนวคิดทฤษฎีเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเองเท่านั้นที่กล้าให้คำมั่นสัญญาว่า เกษตรกรที่ดำรงการผลิตและดำรงชีพตามแนวทางนี้จะไม่เพียงแต่ “พออยู่ พอกิน” ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น แต่จะ “อยู่ดี มีสุข” ในระยะต่อไปด้วย
                แนวทางเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ที่สำคัญได้แก่ โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเองของบรรดาปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน แนวคิดหลังนี้มุ่งให้เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตมีการยกระดับไปสู่ชุมชนพึ่งตนเอง เพื่อให้สังคมและประเทศสามารถพี่งตนเองได้ในที่สุด เศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเองมีการกำกับโดยกรอบศีลธรรม (Moral Economy) ทั้งนี้ได้เสนอแนวทางสองยุทธศาสตร์ที่มีดุลยภาพประกอบด้วยเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกและเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง 
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:35:25 pm »
แบ่งปัน

11.แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนเข้มแข็ง
 
            ศาสตราจารย์ ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (2544) กล่าวถึงหลักคิดลัทธินาธิปัตย์ชุมชน โดยมองว่ามีความสอดคล้องกับหลักวัฒนธรรมชุมชน หรือเศรษฐศาสตร์วัฒนธรรม ทฤษฎีอนาธิปัตย์นิยม (Anarchism) เสนอว่า สังคมในอุดมคติคือสังคมที่ปราศจากรัฐ และจากการศึกษาวิจัยชุมชนหมู่บ้านไทในอดีตพบว่าชุมชนหมู่บ้านไทมีลักษณะตรงกับสังคมอุดมคติของลัทธิอนาธิปัตย์นิยม มีคุณลักษณะของวัฒนธรรมไทยเดิม คือ การรักความอิสระและความมีน้ำใจ คนไทยชอบทำอะไรตามใจ ไม่ชอบการบังคับกดขี่ ไมชอบการใช้อำนาจไม่ชอบรัฐ ขณะเดียวกันคนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ถือเป็นพี่เป็นน้อง แบ่งกันอยู่แบ่งกันกิน อยู่รวมกันเป็นชุมชขนาดเล็ก เรียกว่าบ้าน
                นักคิดอนาธิปัตย์นิยมที่โดดเด่นท่านหนึ่งคือ มาตมะ คานธี โดยคานธีได้เสนอแนวคิดสวราช (Swaraj) และสวเทศี (Swadeshi) เป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาชุมชนหมู่บ้าน ในแนวคิดสวราช ซึ่งหมายถึงการปกครองตนเอง คานธีย้ำว่าหมู่บ้านเป็นสาธารณรัฐในตัวเอง สามารถพึ่งตนเองได้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ทำให้เป็นอิสระได้ปกครองตนเอง  หน่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นทุกหน่วยตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล และเหนือขึ้นไปทุกระดับจะต้องพยายามพึ่งตนเองอยู่ด้วยตัวเอง ให้ได้เป็นเป้าหมายลำดับแรก การแลกเปลี่ยนติดต่อกับหน่วยภายนอกนั้นเพื่อให้พอเพียงมากยิ่งขึ้น
                ส่วนสวเทศี คือจิตวิญญาณของการรับใช้และใช้บริการจากหน่วยที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุดก่อน เพราะความสามารถของเรามีจำกัด จึงต้องเริ่มจากส่วนที่ใกล้ตัวที่สุดก่อน คือครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน หมู่บ้านของเรา หลักสวเทศีนี้เมื่อคิดเป็นลูกโซ่ คือจากครอบครัวไปถึงชุมชน ถึงประเทศชาติและโลก ช่วยทำให้เราเห็นความสำคัญและความเชื่อมโยงของชุมชนกับเศรษฐกิจท้องถิ่น และเศรษฐกิจชาติ
                ศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่และคณะ (2541) ได้ศึกษาปัญหาและแนวทางการพัฒนาชุมชนโดยการประเมินชุมชนแบบมีส่วนร่วม พบว่าชุมชนมีปัญหาพื้นฐานร่วมกันที่สำคัญคือ 1) ปัญหาความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงและความขัดสนทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถอถอย 2)การสูญเสียความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนอันเนื่องมาจากการพัฒนาการผลิตที่เป็นการเร่งใช้ทรัพยากร 3) ชุมชนได้รับผลกระทบจากค่านิยมและวัฒนธรรมการบริโภคซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการปรับบทบาทเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของสมาชิกในครอบครัวและชุมชน 4) องค์กรชุมชนยังไม่เข้มแข็งพอที่จะดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของตนภายใต้ภาะวิกฤติเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมในปัจจุบัน
                จากการประเมินสถานการณ์และแนวโน้มการพัฒนาชุมชนชนบทในอนาคตบ่งบอกว่า ชุมชนต้องการการสนับสนุนทางวิชาการ ทรัพยากรและกำลังใจจากบุคคล องค์กร/หน่วยงานภายนอกในการร่วมคิดร่วมปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความสามารถของคนและครอบครัวในการปรับทัศนะ ทักษะและพฤติกรรมให้เท่าทันกับกระแสโลกาภิวัตน์และเงื่อนไขการดำรงชีวิตภายในชุมชน และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนควรมีวิสัยทัศน์ที่สำคัญ คือ
       
  •       พัฒนาคน ให้มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะคิด ทำและเรียนรู้ด้วยตัวเองและร่วมกับผู้อื่นอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อให้คนมีความสุข ครอบครัวอบอุ่น เศรษฐกิจพอเพียง สังคมสันติและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน
       
  •       ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของคนและชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้เป็นรากฐานที่เข้มแข็ง สามารถ
รับมือได้กับวิกฤติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่ประเทศกำลังประสบ
       
  •       ปรับแนวคิดจากที่รัฐเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไปสู่แนวคิดที่เป็นประชาธิปไตยและเน้น
การมีส่วนร่วมของชุมชน
       
  •       ส่งเสริมกระบวนการชุมชน เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างเป็นองค์รวม
  •    
  •       สร้างการเรียนรู้และเครือข่ายการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างบูรณาการ ตลอดจน
ประสานความร่วมมือของพหุภาคีการพัฒนาทั้งในและนอกชุมชน
                อนุชาติ พวงสำลี มองเห็นถึงความสำคัญของแนวทางชุมชนเข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ในบทความ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจ:สร้างชุมชนยามวิกฤติ” ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (2541:หน้าพิเศษ 7-10) โดยเห็นว่าความพยายามในการแก้ไขฟื้นฟูปัญหาเศรษฐกิจของชาติที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐและธุรกิจนั้นยังคงวนเวียนอยู่กับวิธีคิดแบบเก่า คือการสร้างความทันสมัย สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจการเงิน และการพัฒนาอุตสาหกรรมบนรากฐานของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาที่ผ่านมาได้ละเลย “ทุนของสังคม” (Social Capital) ซึ่งหมายถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
                ความเป็นชุมชนเข้มแข็ง หมายถึงทำอย่างไรที่จะให้กลุ่มคนที่หลากหลายของสังคมมาร่วมกันคิดร่วมกันสร้างเส้นทางเดินใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณภาพของประชาชนจากที่รอคอยการถูกพัฒนามาเป็นประชาชนพลเมืองที่มีขีดความสามารถในการคิดและร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองภายใต้กระบวนการประชาสังคม (Civil Society) ทั้งนี้แนวทางสร้างประชาคม/ประชาสังคม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่จะเป็น ได้แก่
                1) ความเป็นชุมชนที่แท้จริง ซึ่งอาจเป็นชุมชนที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ (community by crisis) หรือชุมชนที่เป็นผลจากความปรารถนาร่วมกันของสังคม (community by design)
                2) มีจิตวิญญาณ และความรับผิดชอบ
                3) มีองค์ความรู้มีภูมิปัญญา โดยเฉพาะบนรากฐานของภูมิปัญญาตะวันออก หรือภูมิปัญญาแบบไทยๆ ที่มีพุทธปรัชญาเป็นแก่นซึ่งเชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน
                4) มีพื้นที่สาธารณะ (public space) เพื่อการรวมกลุ่มดำเนินกิจกรรม
                5) มีสื่อท้องถิ่นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ขยายความคิดความรับรู้และยกระดับจิตสำนึกสาธารณะ(Public Consciousness) ให้สมาชิกในชุมชนตระหนักถึงภาระหน้าที่ และ
                6) ต้องสร้างความรู้คู่การปฏิบัติโดยนำองค์ความรู้มาปรับใช้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ร่วมคิดและตัดสินใจแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ
 
12. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาแบบยั่งยืน
 
การพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นกระบวนการพัฒนาที่สมดุล โดยให้ความสำคัญเรื่องความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการจัดสรรคุณค่า (Values) ให้แก่สังคม แนวคิดดังกล่าวเป็นกรอบสำหรับการบูรณาการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของชนรุ่นปัจจุบันและอนาคต การพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นการพัฒนาที่ไม่ทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติ และมุ่งเสริมสร้างสมรรถนะของคน ชุมชนและสังคม
                แนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืน ให้ความสำคัญเรื่องการบูรณาการระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาสำหรับเป็นพื้นฐานในกระบวนการตัดสินใจนโยบายในการส่งเสริมการพัฒนาที่มีดุลยภาพ ทั้งนี้ การพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นทัศนภาพใหม่ของการพัฒนา โดยมองว่าการพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์ในลักษณะพลวัตรระหว่างเป้าหมายของ 3 ระบบย่อย กล่าวคือ ระบบชีวภาพ (Biological system) ระบบเศรษฐกิจ (Economic system) และระบบสังคม (Social system)
                แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาแบบยั่งยืน มี 2 แนวทาง คือ แนวทางแรกเน้นเศรษฐกิจโลก (Global Economics Approach) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิควิชาการ การปรับปรุงปัจจัยเพื่อเพิ่มผลผลิต การเปลี่ยนแปลงแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่สะท้อนภาวะขาดแคลนทรัพยากร แนวทางที่สอง เป็นแนวทางที่เน้นสิ่งแวดล้อม หรือระบบนิเวศน์ (Environmental or Ecological Approach) แนวทางนี้มุ่งรักษาทุนสิ่งแวดล้อมโดยประยุกต์หลักการจัดการเพื่อให้หลักประกันว่าทรัพยากรธรรมชาติจะถูกใช้ไปอย่างเหมาะสม มีการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายร่วมกันคือการรักษาระดับศักยภาพเพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ดี หรือความผาสุกของมนุษยชาติ (the preservation of a growth potential for well-being)
               
                ภาพรวมตัวแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Model)
 
                มีปัจจัยองค์ประกอบ 6 ประการ ด้วยกัน ดังนี้
 
                (1) คนพัฒนา คือ คนที่มีลักษณะ 4 ประการ คือ (1) เป็นคนมีคุณภาพ (2) เป็นคนมีคุณธรรม (3) เป็นคนใส่ใจความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม (4) เป็นคนมีความสุขอันเนื่องมาจากลักษณะ 3 ประการก่อนหน้านี้
 
                (2) ชุมชนพัฒนา กินความถึงองค์การสังคม (Social Organization) ทั้งหลายทางวิชาการได้แก่ กลุ่มสังคม (Social Group) ครอบครัว ชุมชน สหจร (Association) ชนชั้น (Social Class) และรวมถึงสังคมมนุษย์ (Human Society) ชุมชนพัฒนา จึงหมายถึง องค์การสังคมพัฒนา ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ (1) มีสันติภาพ (2) เป็นชุมชนเรียนรู้  (3) รู้จักจัดการตนเอง (4) เป็นชุมชนที่มีจิตวิญญาณ และ (5) รักษาสมดุลของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
                (3) สิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สมดุล หมายถึง ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่มีลักษณะหลายประการ คือ
       
  •       มีความหลากหลายทางชีวภาพ (bio diversity)
  •    
  •       มีความหลากหลายทางสิ่งไม่มีชีวิต (non-bio diversity)
  •    
  •       มีการพึ่งพาระหว่างกัน (homeostasis)
  •    
  •       มีชีวิตครบวงจร (full life cycle)
 
(4) เทคโนโลยี เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีย่อมหมายถึงวิทยาศาสตร์ (science) ซึ่งเป็นความรู้บริสุทธิ์
ด้านหรือสาขาต่างๆ และฐานที่มาของเทคโนโลยีซึ่งเป็นการนำเอาความรู้วิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์ โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงเทคโนโลยี มักจะนึกถึงแต่เครื่องจักรเครื่องกล อันเป็นเทคโนโลยีทางวัตถุ (material technology) ความจริงยังมีเทคโนโลยีอีกสองประเภท คือ เทคโนโลยีทางสังคม เช่น การจัดการ การวางแผน ภาวะผู้นำ เป็นต้น กับเทคโนโลยีทางมนุษยศาสตร์ เช่น อุตาสาหกรรม ศิลป์ พาณิชยศิลป์ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น เทคโนโลยีทั้ง 3 ประการ นี้รวมอยู่ในความหมายนี้และถือเป็นปัจจัยทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกประการหนึ่ง
 
                 (5) ความสมดุลของการพัฒนาระหว่างปัจจัยร่วม หมายถึง  ทั้งความสมดุล (balance) ของการพัฒนา ปัจจัยแต่ละตัวที่เริ่มจากภาวการณ์พัฒนาน้อยหรือภาวะดั้งเดิม (traditional) ไปสู่ภาวะเจริญก้าวหน้า (modern or advanced) รวมถึงความสมดุลของตัวแปรหรือปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาในช่วงของการพัฒนา ความสมดุลในที่นี้จึงมีสองประเภท คือ ความสมดุลของแต่ละปัจจัย (intra balance) และความสมดุลระหว่างปัจจัย (interfactoral balance) และเป็นความสมดุลเคลื่อนที่ทั้งสองประเภทด้วย (moving equilibrium)
                        
 (6)  กระบวนการพัฒนาแบบองค์รวมที่มีคนเป็นศูนย์กลาง หมายความว่า การพัฒนา เป็นกระบวนการทางสังคม มีคน ระเบียบสังคม และเป้าหมาย เป็นองค์ประกอบ กระบวนนี้จึงเป็นสิ่งเคลื่อนไหว คำว่า องค์รวม หมายถึง การพัฒนาด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ อนามัย การเมือง การศึกษา....ไปพร้อมๆ กัน ส่วนคำว่า โดยมีคนเป็นศูนย์กลาง หมายความว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นอยู่ที่คน นั่นคือ การทำคนมีการพัฒนาให้มีความเจริญ หรือให้มีปัญญาฉลาดเฉลียว คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้ ยิ่งกว่านั้น คำว่า มีคนเป็นศูนย์กลาง ยังหมายถึง การให้คนที่จะถูกพัฒนาเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะพัฒนาอะไร จะพัฒนาอย่างไร โดยมีนักพัฒนาของราชการหรือเอกชน หรือนักวิชาการเป็นผู้ช่วยหรือที่ปรึกษา กระบวนการพัฒนา อย่างนี้ บางทีเรียกว่า การพัฒนาและวิจัยอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งมีลักษณะเป็นการวิจัยและพัฒนาในขณะเดียวกัน
                 
บันทึกการเข้า

อับดุลการีม
Sr. Member
****

Karma: +0/-0
กระทู้: 356 Level 15 : Exp 28%
HP: 0.1%


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 28, 2010, 01:48:18 pm »
แบ่งปัน

ภาคผนวก 1
 
แผนสมัยใหม่เป็นความคิดในเชิงกลยุทธ์
 
                วิธีการวิเคราะห์ มี 4 ตัว  คือ การใช้หลักการ SWOT Analysis
                                S             =            Strengths                              จุดแข็ง
                                W         =Weaknesses                         จุดอ่อน
                                O             =          Opportunities                          โอกาส
                                T              =             Threats                                  ภัยคุกคาม 

ภาคผนวก  2
 
แผนพัฒนาเป็นแผนของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
               
                กระบวนการพัฒนาประเทศในอนาคตเป็นการสร้างสภาวะผู้นำในทุกระดับ สร้างการมีส่วนร่วมในทุกระดับ เพื่อระดมสมองร่วมกัน สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างการตกลงปลงใจ ความผูกพันร่วมกัน ในประเด็นหลักๆ ที่จำเป็นต่อการนำไปใช้เป็นสัญญาประชาคมที่กำหนดเป็นกรอบ ทิศทางการพัฒนาบ้านเมืองโดยเฉพาะในเรื่อง
       
  1.       การกำหนดจุดมุ่งหมาย หรือวิสัยทัศน์ (Vision) การพัฒนาประเทศร่วมกันว่าเราจะไปทางไหนกัน
  2.    
  3.       การกำหนดภารกิจ (Mission) ว่าเราจะต้องทำอะไรร่วมกันเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น
  4.    
  5.       การกำหนดแนวทางหรือยุทธศาสตร์ (Strategy) ว่าเราจะทำกันอย่างไร
  6.    
  7.       การร่วมกันกำหนดวิธีการแปลงแนวทางยุทธศาสตร์ที่วางไว้ออกสู่ภาคปฏิบัติ มีการกำหนดบทบาทของทุกฝ่ายในขั้นการไปจัดทำแผนปฏิบัติการ การลงมือปฏิบัติการ การติดตามประเมินผลที่ชัดเจน 
ภาคผนวก 3
 
ชนบทไทยในอนาคต
 
       
  1.       ชนบทได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง
  2.    
  3.       ชนบทไทยมีระบบเศรษฐกิจที่สมดุล ยั่งยืน และเสมอภาคเป็นธรรม
  4.    
  5.       คนในชนบทมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา
  6.    
  7.       ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการจัดการบริหารและนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
  8.    
  9.       คนในชนบทมีรายได้ทั้งจากการทำงานในภาคเกษตร และนอกภาคเกษตร
  10.    
  11.       โครงสร้างสังคมในชนบทมีความมั่นคง ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง
 
การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
 
การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเป็นการพัฒนาที่เน้นหนักด้านการพัฒนาโดยประชาชนให้เป็นรากฐานของการพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง การดำเนินงานจะต้องครอบคลุมถึงแนวความคิด ดังต่อไปนี้
 
-ประชาชนได้รับการไว้วางใจว่าสามารถพัฒนาตนเองได้
-ประชาชนมีภูมิปัญญาในท้องถิ่นตนเอง ที่พวกเขาเท่านั้นจะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาตนเองได้
-ถ้าหากให้โอกาสพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วม ประชาชนจะทำการใดๆ อย่างรับผิดชอบ 
การให้โอกาสแก่ประชาชนในการตัดสินใจจะต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ สิทธิ และทรัพยากรต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันด้วย
-คนเรานั้นจะเรียนรู้กันได้เร็วจากกระบวนการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ สถานการณ์ วางแผน และดำเนินการตามแผนของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อผลงาน
-ชุมชนในท้องถิ่นเป็นพื้นฐานในการพัฒนาโดยประชาชนในชุมชนที่ยั่งยืน ประหยัด จัดการได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด
-เมื่อประชาชนได้รับโอกาสในการตัดสินใจด้วยตนเอง ด้วยแนวความคิด “โดยประชาชน” ดังกล่าวมาแล้วนี้ การพัฒนาในส่วนของ “การพัฒนาคน” ก็จะกลายเป็นการขับเคลื่อนทางด้านอุปสงค์ (Demand Driver) มากกว่าทางด้านอุปทาน (Supply Driver) และการพัฒนาในส่วน “เพื่อประชาชน” ก็จะเป็นการก่อให้เกิดการพึ่งตนเอง (Self-Reliance) แทนที่จะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการพึ่งพาคนอื่น
-ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางจึงสามารถบรรลุถึงได้ โดยการเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์ เอื้ออำนวยกันขององค์ประกอบทั้งในด้านการพัฒนาโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน
-การพัฒนาโดยประชาชนสำคัญมาก เพราะจะโยงไปสู่กระบวนการพัฒนาของและเพื่อประชาชน เป็นวงจรต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
  
การให้โอกาสแก่ประชาชนในการตัดสินใจจะต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ สิทธิ และทรัพยากรต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันด้วย
-คนเรานั้นจะเรียนรู้กันได้เร็วจากกระบวนการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ สถานการณ์ วางแผน และดำเนินการตามแผนของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อผลงาน
-ชุมชนในท้องถิ่นเป็นพื้นฐานในการพัฒนาโดยประชาชนในชุมชนที่ยั่งยืน ประหยัด จัดการได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด
-เมื่อประชาชนได้รับโอกาสในการตัดสินใจด้วยตนเอง ด้วยแนวความคิด “โดยประชาชน” ดังกล่าวมาแล้วนี้ การพัฒนาในส่วนของ “การพัฒนาคน” ก็จะกลายเป็นการขับเคลื่อนทางด้านอุปสงค์ (Demand Driver) มากกว่าทางด้านอุปทาน (Supply Driver) และการพัฒนาในส่วน “เพื่อประชาชน” ก็จะเป็นการก่อให้เกิดการพึ่งตนเอง (Self-Reliance) แทนที่จะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการพึ่งพาคนอื่น
-ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางจึงสามารถบรรลุถึงได้ โดยการเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์ เอื้ออำนวยกันขององค์ประกอบทั้งในด้านการพัฒนาโดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน
-การพัฒนาโดยประชาชนสำคัญมาก เพราะจะโยงไปสู่กระบวนการพัฒนาของและเพื่อประชาชน เป็นวงจรต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
  

ภาคผนวก 4
               
คุณลักษณะของหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาดีแล้ว 6 ประการ
 
1.  มีสิ่งแวดล้อม การสุขาภิบาล และสาธารณูปการดี
                สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในหมู่บ้าน มีถนน สะพาน บ่อน้ำ สระน้ำสาธารณะ เขื่อน สนามเด็กเล่น น้ำประปา ไฟฟ้า หมู่บ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย มีรั้ว บริเวณบ้านเรือนสะอาด มีความสงบเรียบร้อย ไม่มีโจรผู้ร้ายชุกชุม เป็นต้น
 
2. ชาวบ้านมีสุขภาพดีและไม่มีโรคประจำถิ่น
                ในหมู่บ้านไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง ไม่มีโรคระบาด เช่น ไม่มีโรคเรื้อน ไม่มีโรคอหิวาตกโรค ไม่มีกาฬโรค ไม่มีไข้รากสาด ไม่มีโรคผิวหนัง ฯลฯ เป็นต้น 

3.  ชาวบ้านมีการศึกษาดีและจบขั้นมูลฐานโดยทั่วกัน
                คนในหมู่บ้านทุกคนหรือเกือบทุกคนอ่านออกเขียนได้ นอกจากนั้น ในหมู่บ้านมีการฝึกสอนเกี่ยวกับเรื่องการงานต่างๆ เช่น สอนให้ชาวบ้านรู้จักตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น รู้จักทำอาหารเป็น รู้จักทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ที่ถูกวิธีโดยมีคนที่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นผู้สอนให้ เป็นต้น
 
4.  ชาวบ้านมีรายได้สูง และรายได้เฉลี่ยใกล้เคียงกันในครอบครัว
                คนในหมู่บ้านรู้จักทำมาหากินอย่างถูกวิธี ได้เงินได้ทองเพิ่มขึ้นกว่าเก่า ฉะนั้นทุกบ้านทุกครัวเรือนต่างก็มีรายได้ถัวเฉลี่ยไม่ไกลกันมากนัก
 
5.  ในหมู่บ้านไม่มีคนว่างงาน (หรือมีน้อยที่สุด) และชาวบ้านทำการงานอย่างมีระเบียบ
                ประชาชนทุกคนหรือเกือบทุกคนในหมู่บ้านมีงานทำ เช่น บางคนทำไร่ บางคนทำนา บางคนเลี้ยงสัตว์ บางคนเป็นพ่อค้า บางคนเป็นช่างเครื่องยนต์ บางคนเป็นช่างไม้ ฯลฯ เป็นต้น ทุกคนในหมู่บ้านมีอาชีพ รู้จักทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ และประชาชนทำงานอย่างถูกวิธี คิดอย่างรอบคอบ มีหลักเกณฑ์ มีแผนการทำงาน เพื่อให้การทำงานมีผลดี ประสบความสำเร็จ (ไม่ใช่จะทำอะไรก็ทำตามบุญตามกรรม ทำอย่างส่งเดช ทำอย่างเดาสุ่ม)
 
6.  ชาวบ้านมีวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของตนเอง
                คนในหมู่บ้านมีความรักใคร่ ปรองดอง สามัคคีกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยตามแบบของไทยเราที่เคยปฏิบัติกันมา มีงานบุญ งานกุศลเกี่ยวกับศาสนา เช่น บวชพระ ตรุษสงกรานต์ 

ภาคผนวก 5
                                                                                 รู้จักตนเอง
ถ้าจะให้รู้จักตัวเองอย่างสมบูรณ์จะต้องรู้ว่า
1.  ทางกายภาพ
     -  รู้ว่าร่างกายครบอาการ 32 ไหม แต่ละคนส่วนร่างกาย Function ได้ดีไหม สุขภาพพลานามัยเป็นอย่างไร
2.   ทางสังคม 
 
      -  ฐานะทางการศึกษาเป็นอย่างไร เศรษฐกิจเป็นอย่างไร ทางการเมืองเป็นอย่างไร ทางชนชั้นอยู่ชั้นไหน เชื้อชาติอะไร ศาสนา เพศ
      -  จิตใจ นิสัยใจคอ ปัญญา ความจำความชอบ (Propensity)
3.   ทางมนุษยศาสตร์
      -  ปรัชญาชีวิต (อุดมการณ์และแนวทางบรรลุอุดมการณ์)
      -  ภาษา ภาษาไทยชัดเจน ภาษาต่างประเทศ ชอบเรียนไหม เรียนแล้ว พูดแล้ว สบายใจ ภูมิใจ ?
      -  ศิลปะ ชอบด้านไหน วาดภาพ ดนตรี วรรณคดี ร้องรำ สปาปัตย์ เครื่องปั้นดินเผา หล่อหลอม
      -  ศาสนธรรม มีมากน้อยแค่ไหน มีความรัก เมตตา มีศีล สมาธิ ปัญญาแค่ไหน รู้คุณค่าศาสนาไหม
แนวการตัดสินใจเลือกอาชีพ (จิตวิทยา) – อย่าตัดสินใจด้วยค่าตอบแทน จงตัดสินใจด้วยความชอบ
                1.  ชอบอะไร มีคำถามให้เลือกชุดหนึ่ง
                2.  ทำอะไรแล้วรู้สึกภูมิใจ มีอาชีพให้เลือกจำนวนหนึ่ง
                3.  นึกถึงการทำอะไรแล้วสบายใจ มีอาชีพให้เลือกจำนวนหนึ่ง
แนวปฏิบัติเมื่อเลือกแล้ว
                1.  ปักใจรัก
                2.  ตั้งใจมุ่งมั่น
                3.  ขยัน
                4.  จิตใจจดจ่อต่องาน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่คิดเรื่องอื่นเลย
                5.  สำรวจตรวจสอบงานเป็นครั้งคราว เพื่อปรับปรุง 

           ภาคผนวก 6
                                                                ทำอย่างไรจึงจะพึ่งตนเองได้
 
1.  การพึ่งตนเองได้คืออะไร
    คือ ความสามารถดำรงอยู่ตามลำพังได้ โดยพึ่งคนอื่นแต่น้อย หรือความสมดุลในชีวิต
2.  คุณค่า
   1) แสดงความเจริญเติบโต
   2) แสดงถึงความมีความสามารถ
   3) แสดงถึงความสมดุลในชีวิต
3.  ปัจจัยที่ทำให้พึ่งตนเองได้ 10 ปัจจัย
  1) ศีล คือความประพฤติดีงาม สุจริต
  2) พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมามาก
  3) กัลยาณมิตตา การมีกัลยาณมิตร หรือได้ผู้แนะนำสั่งสอนที่ดี
4) โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย
5) ความเอาใจใส่ร่วม ขวนขวายในกิจใหญ่น้อยทุกอย่างของเพื่อนร่วมหมู่คณะ
6) ความเป็นผู้ใฝ่ความรู้ใฝ่ความจริง
7) เพียรละความชั่ว ประกอบความดี มีใจแกล้วกล้า ไม่ทอดทิ้งธุระ
เจ๋ง ความสันโดษ ความพอใจในปัจจัยสี่ที่ตนหามาได้ด้วยความชอบธรรม
9) สติ รู้จักกำหนดจดจำ ระลึกการที่ทำ คำที่พูดไว้ได้ ไม่มีความประมาท
10) ปัญญา รู้จักคิด พิจารณาเข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง 

ภาคผนวก 7
ความสุข
คืออะไร

     ความสุข คือ ความสบาย ความสำราญ ความปลอดโปร่งโล่งใจ
 
ประเภท
      เราอาจแบ่งความสุขได้หลายแบบ แบบหนึ่งยึดเอาผู้เป็นสุขเป็นเกณฑ์ มีสองอย่าง คือ
                1.  กายิกสุข คือ ความสุขทางกาย
                2.  เจตสิกสุข คือ ความสุขทางใจ เนื่องจากใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ความสุขทางใจ หรือ การทำใจให้เป็นสุขย่อมมีอิทธิพลเหนือกาย
               
วิธีสร้างความสุข
       ทำได้หลายวิธี เช่น
                1.  ยึดความสุขประเภทนิรามิสสุข สุขนามธรรม เจตสิกสุข เพราะเป็นสุขที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น เราสร้างของเราเองได้
                2.  สลัดทิ้ง สิ่งไม่ดี ความคิดไม่ดี ความจำไม่ดีไปให้หมด เก็บไว้ไม่มีประโยชน์อะไร
                3.  มองโลกในแง่ดีไว้เสมอ (Positive Thinking)
                4.  พยายามรักษาสภาพจิต 5 เหล่านี้
                    4.1  ปราโมทย์ (ร่าเริง เบิกบาน แล้วยิ้ม)
                    4.2  ปิติ (อิ่มใจ แล้วยิ้ม)
                    4.3  ปัสสัทธิ (ผ่อนคลาย กายใจ แล้วยิ้ม)
                    4.4  สุข (ปลอดโปร่งโล่งใจ สบายใจ แล้วยิ้ม)
                    4.5  สมาธิ (ตั้งจิตมั่นอยู่กับสิ่งที่ต้องการ ไม่หวั่นไหว วอกแวก ยิ้มกริ่ม)
                  5. ประกอบสัมมาอาชีวะ ด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
                  6. ดำรงชีวิตด้วย ปัญญา สัจจะ จาคะ อุปสมะ (ความสงบเย็น)
                  7.  ดำรงการเป็นสัตบุรุษ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักชุมชน รู้จักบุคคล 

ภาคผนวก 8
                                                                                  คุณธรรม

1.คุณธรรม คืออะไร
    คุณธรรม คือ คุณความดี คนที่มีคุณธรรม คือคนดี คนดีจะมองเห็นคนอื่นเป็นคนเหมือนเขา จะไม่เอารัดเอาเปรียบ ดูถูกเหยียดหยาม แต่จะมีความเมตตากรุณา กตัญญูรู้คุณ
 
2. คุณค่า
     1) ถ้าคนในสังคมขาดคุณธรรม สังคมจะเกิดปัญหายุ่งยาก
     2) คุณธรรมจะทำให้สังคมมีความมั่นคงและมีสันติภาพ
     3) คุณธรรมทำคนเป็นคนดีและมีความสุข
     4)  คุณธรรมส่งเสริมให้คนมีคุณภาพ (เก่ง)
 
3. คุณธรรมกับจริยธรรม
   คุณธรรมเป็นสมบัติของจิต จริยธรรมเป็นคุณสมบัติของพฤติกรรม คนมีคุณธรรมเป็นคนดี คนมีจริยธรรมประพฤติดี คุณธรรมจึงเป็นที่มาของจริยธรรม
 
4. ควรมีคุณธรรมอะไรบ้าง
    ที่สำคัญ คือ
    1) รู้จักตนเอง
    2) ศีลธรรม
    3) ปัญญา 

    4) เห็นการณ์ไกล
    5) เสียสละเพื่อส่วนรวม
    6) คิดริเริ่มสร้างสรรค์
    7) ขยัน
    เจ๋ง สันโดษ
    9) กตัญญู
  10) รอบคอบไม่ประมาท
 
5.สร้างอะไร
  1) รู้จักตนเองด้านคุณธรรมมีอะไรขาดบ้าง
  2) ค่อยๆศึกษาทำความเข้าใจคุณธรรมข้างต้น แล้วปฏิบัติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  3) ปฏิบัติคุณธรรมให้ครบวงจร
  4) สร้างแรงจูงใจในการทำความดี
  5) สร้างจิตสำนึกในคุณธรรมข้อต่างๆ
  6) การพิจารณาใคร่ครวญคุณธรรมข้อต่างๆ อยู่เป็นนิตย์
  7) เสวนา คบหากับผู้มีคุณธรรมอยู่เป็นนิตย์
 
                                                                             ภาคผนวก 9
                                                                                การศึกษา

 
1. คืออะไร
    การศึกษาหรือสิกขาในธรรมะ แปลว่า การอบรมขัดเกลา กาย จิต ปัญญา ให้เจริญงอกงาม
 
2. คุณค่า
   การศึกษามีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์มาก เช่น
   1) ทำให้คนเป็นมนุษย์ (จิตใจสูง)
   2) ทำให้คนมีคุณภาพ
   3) ทำให้มีอาชีพเลี้ยงตัว
   4) ทำให้บรรลุนิพพาน
   5) ทำให้จิตสงบนิ่ง
   6) ทำให้เกิดปัญญา
   7) ทำให้เกิดความชำนาญ
 
3. สาระสำคัญ การศึกษาที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย
   1) การอบรมพัฒนาทางกาย หมายถึง การพัฒนาการกระทำให้ทำแต่สิ่งดีงาม เป็นประโยชน์ต่อตน และประโยชน์ต่อส่วนรวม พูดแต่สิ่งที่ดีงาม มีระเบียบวินัยในการประพฤติปฏิบัติเรื่องต่างๆ
   2) การอบรมพัฒนาทางจิต ได้แก่การฝึกจิตให้สงบนิ่ง ไม่วอกแวก หวั่นไหวไปกับเรื่องต่างๆ เมื่อจิตสงบนิ่งแล้ว ก็พร้อมที่จะแก้ปัญหาได้อย่างฉลาด
   3) การอบรมพัฒนาปัญญา นั่นคือ การสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น และการทำปัญญาที่มีอยู่แล้วให้เฉียบแหลมยิ่งขึ้น รวมถึงการรักษาปัญญาที่เกิดแล้วให้ดำรงอยู่ไม่เสื่อมถอย
 
4. วิธีการศึกษา การศึกษาหาความรู้พัฒนาปัญญานั้น ทำได้หลายทาง เช่น
   1) พิจารณาให้เห็นความสำคัญ หรือคุณค่าของการศึกษาต่อชีวิต
   2) อบรมพัฒนาให้ครบทั้งกาย จิต และปัญญา
   3) ฟังให้มาก อ่านให้มาก
   4) คิดให้มาก คิดให้กว้าง คิดทางบวก และคิดอย่างสร้างสรรค์
   5) ปฏิบัติให้มาก ทำอาชีพ ทำความดี พูดสิ่งดี
   6)  เสวนากับกัลยาณมิตร
   7)  มองรอบกายเป็นเรื่องเพื่อศึกษา เป็นที่มาของความรู้ เรียกว่ามองเพื่อศึกษา ไม่ได้มองเพื่อเสพ 


   ภาคผนวก 10
                                                                ทำอย่างไรให้ครอบครัวมีความสุข     
 
                อาศัยความรู้ทางโลก และทางธรรม ความสุขและมั่นคงของครอบครัว เกิดจากเหตุสำคัญเหล่านี้
                ความสุขของครอบครัวเกิดจาก
   1)  ความเสมอภาคกันของ สามี ภรรยา
                   2)  การปรับความต่างเข้าหากันของสามี ภรรยา
                   3)  การยึดมั่นในนิรามิสสุขของสามีภรรยา
                   4)  ฉันทะของสมาชิกครอบครัว
                   5)  วิริยะของสมาชิกครอบครัว
                  6)  สัจจะของสมาชิกครอบครัว
                  7)  เมตตาของสมาชิกครอบครัว
                  เจ๋ง  ทานของสมาชิกครอบครัว
                  9)  ขันติของสมาชิกครอบครัว
                10)  สัมมนาทิฐิของสมาชิกครอบครัว 


         ภาคผนวก 11
                                                                การสร้างมูลค่าเพิ่มให้คน
 

1.  มูลค่าคืออะไร
     คำว่า มูลค่า ในที่นี้หมายถึงทั้งคุณค่า (Value) และราคา (Price) คุณค่าวัดจากความสำคัญต่อชีวิต เช่น น้ำ อากาศ ป่าไม้ ราคาวัดเป็นตัวเงิน และขึ้นอยู่กับการต่อรอง    ของอย่างหนึ่งมีคุณค่าต่ำ แต่เจ้าของเป็นนักต่อรอง (นักการตลาด) อาจทำให้ของนั้นราคาแพงได้
 
2.  เรื่องของดิน
     ดินธรรมมีค่าน้อย แต่เมื่อปั้นเป็นพระ มีค่ามาก คนกราบไหว้ นี่เป็นตัวอย่างของการเพิ่มค่าอย่างหนึ่ง
 
3.  แนวการสร้างมูลค่าเพิ่ม
     การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนทำได้หลายวิธี เช่น
     1) เพิ่มความรุ้ เพิ่มปริญญา
     2) เพิ่มความรู้ เพิ่มประสบการณ์
     3) เพิ่มความรู้ เพิ่มบทเรียน
     4) เพิ่มความรู้ เพิ่มปัญญา
     5) พัฒนาบุคลิกภาพ การแต่งกาย การเคลื่อนไหวร่างกาย
     6) พัฒนาการพูดจา เสียงดัง ฟังชัด ร.เรือ หรือ ล.ลิง ชัดเจน พูดน่าฟัง
     7) พัฒนากิริยามารยาทให้งาม
     เจ๋ง สร้างนิสัย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน ด้วยสติและปัญญา
     9) สร้างเครือข่าย (เพื่อน) แห่งคนดีให้กว้างขวาง
   10) ฝึกจิตให้เข้มแข็ง มั่นคง มุ่งตรงสู่เป้าหมาย
   11) ทำบุญ สร้างกุศลให้มากขึ้น
  
        บรรณานุกรม
 
            เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์.  การจัดการเครือข่าย :กลยุทธ์สำคัญสู่ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา.  กรุงเทพมหานคร: ซัคเซส มีเดีย, 2543.
                โครงการวิจัยและพัฒนาประชาสังคม.  ขบวนการประชาสังคมไทย : ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง.  กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหิดล, 2542.
                ธรรมรักษ์ การพิศิษฏ์.  ยุทธศาสตร์สร้างสรรค์พลังแผ่นดินเพื่อการพัฒนาประเทศ.  กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2544.
                บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์,สถาบัน.  วารสารพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3/2545.  กรุงเทพมหานคร :  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, 2545.
                พัฒน์ บุณยรัตพันธุ์.  การสร้างพลังชุมชน โดยขบวนการพัฒนาชุมชน.  กรุงเทพมหานคร : เลิฟและลิพเพรส, 2549.
                ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์. ขบวนการประชาสังคมกับการพัฒนาประชาธิปไตยชุมชน. กรุงเทพมหานคร : โครงการปริญญาเอก สหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549.
                ศรีนครินทรวิโรฆ,มหาวิทยาลัย . พัฒนศึกษาศาสตร์ ศาสตร์แห่งการเรียนรู้และถ่ายทอดการพัฒนา.  กรุงเทพมหานคร : แปลนโมทิฟ, 2539.
                สัญญา สัญญาวิวัฒน์.  ทฤษฎีและกลยุทธ์การพัฒนาสังคม.  กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์, 2547. 

คัดลอกจาก
http://www.gmwebsite.com/upload/holistic.in.th/file/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99.doc 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap