Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
คุณสมบัติของศาสนทูต1มี 4 ประการ
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คุณสมบัติของศาสนทูต1มี 4 ประการ  (อ่าน 6022 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8373 Level 74 : Exp 55%
HP: 4.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มกราคม 18, 2011, 02:02:44 pm »
แบ่งปัน

"และจงแสวงหาสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่เจ้าเพื่อปรโลก และอย่าลืมส่วนของเจ้าแห่งโลกนี้ และจงทำความดี เสมือนกับที่อัลลอฮฺได้ทรงทำความดีแก่เจ้า และอย่าแสวงหาความเสียหายในแผ่นดิน แท้จริง อัลลอฮฺไม่ทรงโปรดบรรดาผู้บ่อนทำลาย" [28:77]

คุณสมบัติของศาสนทูต1มี 4 ประการคือ


        1.ศิดกุน คือ วาจาสัตย์ ไม่พูดเท็จ

         2.อะมานะฮ์ คือ ไว้วางใจได้ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำความชั่วฝ่าฝืนบทบัญญัติของอัลลอฮ์

         3.ตับลิค คือ นำศาสนามาเผยแผ่แก่มนุษย์โดยทั่วถึงไม่ปิดบังแม้แต่น้อย

         4.ฟะตอนะฮ์ คือ เฉลียวฉลาด


"มนุษย์ใช้เหตุผลทางความคิด  ในการตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิด

ขณะที่ธรรมชาติใช้ความจริงทางจิต  ในการตัดสินว่าอะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาป"

วาทะดังตฤณ "ด้วยความเป็นห่วง"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 21, 2011, 09:56:42 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8373 Level 74 : Exp 55%
HP: 4.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 21, 2011, 12:03:46 am »
แบ่งปัน

   "มุฮัมมัด" ศาสนฑูตของอัลลอฮ

            ท่านนะบีมุฮัมมัด นั้น ท่านไม่ได้พึ่งความยิ่งใหญ่แห่งมนุษย์ชาติ บนทรัพย์สิน ความมีหน้ามีตา ความเป็นมหาเศรษฐี หรือความเป็นญาติใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะท่านเติบโตขึ้นมา ในฐานะลูกกำพร้าและความยากจน ท่านมีชีวิตอยู่อย่างผู้ที่อ่านเขียนไม่เป็น ตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งวาระสุดท้าย ชีวิตของท่านปราศจากความฟุ่มเฟือย เพริดแพร้ว ความจอมปลอมของวัตถุ และอารณ์ใฝ่ต่ำ ดังนั้น ท่านจึงสู้รบกับนักรบ หาฟืน ขุดสนามเพลาะ และสร้างมัสยิดด้วยมือที่มีเกียรติของท่าน ท่านต้องเผชิญการโจมตีของศัตรูหลายๆ สมรภูมิ ท่านเคยหาหินมาผูกไว้กับท้องเพราะความหิวโหย ท่านได้ถูกให้เลือกระหว่างการเป็นนะบีที่เป็นกษัตริย์  และการเป็นนะบีที่เป็นบ่าว ท่านได้เลือกเอาการเป็นนะบีที่เป็นบ่าว เพราะจะได้หิวโหยวันหนึ่งแล้วอดทน และอิ่มวันหนึ่ง แล้วขอบคุณต่ออัลลอฮ์ 

             ท่านรักการเป็นนะบีมากกว่า ทั้งๆที่เสียงของพวกมุชริกยังดังก้องหู เรียกร้องให้ท่านเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวย โดยคัดค้านท่านในการเป็นบ่าวและเป็นเราะซูล

             อัลกุรอาน ได้เล่าเรื่องของคนเหล่านั้น ไว้ในซูเราะฮ์อัลฟุรกอน มีความว่า

   "และ เขาเหล่านั้นกล่าวว่า นี่เราะซูลอะไรกัน เขากินอาหารและเดินในตลาด ไฉนเล่ามลาอิกะฮ์ตนหนึ่งไม่ถูกส่งมายังเขา (เราะซูล) จะได้มาเป็นผู้ตักเตือนร่วมกับเขา หรือไม่ก็คลังสมบัติถูกโยนมาให้เขา หรือไม่ก็ให้มีสวนหนึ่งแก่เขา โดยที่เขาจะได้บริโภค (ลูกไม้) จากสวนนั้น และพวกอธรรมกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย (กลุ่มผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์) มิได้ดำเนินตามใคร นอกจากคนที่ถูกอาคมครอบงำเท่านั้น"

             ท่านอุมัร อิบนุคอฏฏอบ ได้เดินเข้าไปหาท่านเราะซูล  ขณะที่ท่านกำลังนอนหลับอยู่บนเสื่อผืนเก่าๆ ซึ่งสีข้างของท่านยังมีรอยเสื่อติดอยู่ ท่านอุมัร ได้ร้องไห้เมือได้เห็นสภาพของท่านเราะซูล  เป็น เช่นนั้น หลังจากท่านได้รำลึกถึงกษัตริย์เปอร์เซีย(กิสรอ) ซีซาร และสิ่งที่คนทั้งสองอวดดีอวดโต และโอ้อวดด้วยการใช้ผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ และสิ่งที่เขาทั้งสองได้รับความสุขในพระราชวัง

             ท่านเราะซูล  จึงปลอบโยนท่านอุมัรว่า

   "โอ้ อุมัร พวกเหล่านี้เป็นหมู่คณะที่จะได้รับสิ่งดีๆ อย่างรีบด่วนในชีวิตนี้ ส่วนพวกเรานั้นเป็นหมู่คณะที่จะได้รับสิ่งดีๆ ในภายหลัง คือ วันกิยามะฮ์"

            แท้จริง มุฮัมมัด  ใน ความยิ่งใหญ่อันแท้จริงของท่านนั้น ท่านมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ แม้ภายหลัง อัลลอฮ์ ได้ทรงอำนวยให้พิชิตเมืองต่างๆ และบรรลุสู่ชัยชนะอย่างชัดแจ้งต่อศัตรู ท่านก็มิได้ใช้ผ้าไหมปูแทนพรม มิได้สวมใส่เสื้อผ้ากำมะหยี และมิได้ประดับประดาด้วยทองคำ ตรงกันข้ามบ้านพักของท่านกลับเป็นบ้านเล็กๆ ที่อยู่แบบธรรมดาๆ และปรากฏว่าเดือนหนึ่ง หรือสองเดือนผ่านไป ในบ้านหลังนั้นมิได้มีการจุดไฟหุงหาอาหารกันเลย

            อุรวะฮ์ อิบนุ ซุไบยร์ กล่าวขณะนั่งฟังท่านหญิงอาอิซะฮ์ น้าสาวของเขาพูดกับเขาถึงเรื่องนี้ว่า "โอ้ น้าสาว เขา (มุฮัมมัด) มิได้ให้พวกท่านกินอยู่บ้างหรือ" ท่านหญิงอาอิซะฮ์ กล่าวว่า "มีอยู่สองอย่าง คือ อินทผลัม กับ น้ำ"

            ท่านเราะซูล  ไม่เคยประจบสอพลอหมู่คณะของท่าน หรือพยายามเอาอกเอาใจคนเหล่านั้น หากแต่ท่านมีเป้าหมายอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ การเชิญชวน การเรียกร้องสู่อัลลอฮ์ สู่การศรัทธาต่อพระองค์ และช่วยเหลือมนุษย์  ให้พ้นจากความหลงผิดของการบูชาเทวรูป  เเละความเหลวไหลไร้สาระของญาฮิลียะฮ์

            ขณะที่ท่านเราะซูล  กล่าวเเก่เขาเหล่านั้นว่า  เเท้จริง  ฉันนี้ คือเราะซูลของอัลลอฮ มายังพวกท่านทั้งมวล พวกเขาเหล่านั้นปฏิเสธท่าน เเละรวมหัวกันต่อต้าน เเต่ท่านไม่ได้อ่อนข้อให้เขาเหล่านั้น ตรงกันข้าม ท่านกลับเริ่มโจมตี ในสิ่งที่พวกเขาหวงเหน เเละบูชาอยู่ คือ ในหลักการเชื่อมั่น  เเละการค้าขายของพวกเขา จนกระทั่งบางคนในหมูพวกเขา กล่าวเเก่ท่านว่า

             "โอ้ มูฮัมหมัด เเท้จริงท่านได้นำเรื่องสำคัญยิ่งมาสู่หมู่คณะเเละด้วยสิ่งที่เจ้านำมานั้น เจ้าได้ให้หมู่คณะเเตกแยกกัน เจ้าได้สบประมาทคนเหล่านั้น เเละได้ตำหนิพระผู้เป็นเจ้า เเละศาสนาของของคนเหล่านั้น"

           คนทั้งหลายได้ทำร้าย เละสู้รบกับท่านนะบี  กดขี่ และทำร้ายสาวกของท่าน จนชีวิตความเป็นอยู่ของท่านนะบีใน มักกะห์นั้น เป็นเสมือนสายโซ่แห่งความยากลำบาก (คือมีความยากลำบากอยู่เนืองๆ) อีกทั้งศรัทธาชน  ผู้เป็นสาวกได้รับการเขย่าขวัญอย่างรุนเเรง

            ถึงกระนั้นก็ตาม ท่านมิได้อ่อนเเอ และความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวมิได้เสื่อมคลายเลย ท่านมิได้คิดที่จะเอาใจ  หรือสร้างความพึงพอใจแก่คนเหล่านั้น แม้แต่ลุงของท่านเอง (อบูฏอเล็บ) เมื่อเขาได้ขอร้องให้ท่านลดหย่อนการรณรงค์ต่อพวกมุชริกีน ท่านนะบีได้ปฏิเสธคำขอร้องนั้นอย่างเด็ดขาด  พร้อมกับกล่าวถ้อยคำที่เป็นที่ทราบกันอย่างเเพร่หลายว่า

             "โอ้ คุณลุง ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ หากเขาเหล่านั้นจะเอาดวงอาทิตย์มาวางไว้ในมือขวาของฉัน  
    และเอาดวงจันทร์มา วางไว้ในมือซ้ายของฉัน โดยทีจะให้ฉันทิ้งเรืองนี้ (เรืองการเผยเเพร่ศาสนา)   ฉันจะไม่ยอมทิ้งเป็นอันขาด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้เรื่องนั้นประจักษ์ชัด  หรือจะทรงทำลายสิ่งอื่นจากมัน"

            เเละนี่คือสิ่งที่พวกกกุรอยช์ได้เสนอเเก่ท่านนะบี   ซึ่งการเป็นกษัตริย์ครองอำนาจราชบัลลังก์  ทรัพย์สมบัติ   เกียรติ  ความมีหน้ามีตา เเละการเป็นนายโดยให้แลกเปลี่ยนกันกับการละทิ้งการเรียกร้องเชิญชวน        หรือไม่ก็ปล่อยให้อยู่ในระหว่างตัวท่านกับหมู่คณะของท่าน

             อุตบะฮ์  อิบนุ  ร่อบีอะฮ์   ไปหาท่านเราะซูล  ในฐานะเป็นตัวแทนจากพวกกุรอยช์   เสนอข้อเสนอดังกล่าวทั้งหมดเพื่อเป็นการยั่วให้เกิดความอยากได้  และเป็นการทดสอบท่าน  อุตบะฮ์  กล่าวว่า

             "โอ้  ลูกของน้องชาย  (หลาน) เอ๋ยเจ้านั้นก็เป็นคนหนึ่งในพวกเรา โดยที่เจ้านั้น มาจากตระกูลที่ดีเลิศในพวกเรา  เเละมีเชื่อสายที่มีเกียรติยิ่งในพวกเรา แท้จริง เจ้าได้นำเอาเรื่องสำคัญใหญ่หลวงมาสู่หมู่คณะของเจ้า เจ้าได้ทำให้ชุมชนในหมู่คณะนั้น แตกแยกกัน  เจ้าได้สบประมาทพระผู้เป็นเจ้าของเขาเหล่านั้น  โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย  หากเจ้าต้องการทรัพย์สมบัติในเรื่องนี้ เราก็จะรวบรวมทรัพย์สมบัติให้เเก่เจ้า จนกระทั่งเจ้าเป็นคนที่มีทรัพย์สมบัติมากที่สุดในพวกเรา หากเจ้าต้องการเป็นกษัตริย์   เราก็จะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นกษัตริย์ปกครองเรา   หากเจ้าต้องการเกียรติยศและการเป็นนาย เราก็จะเเต่งตั้งเจ้าให้เป็นนายเหนือพวกเราหากผู้ที่มาหาเจ้าเเสดงว่าเป็นผู้ที่มาจากญิน เเละเจ้าไม่สามารถจะขจัดปัดเป่าให้พ้นจากตัวเจ้าได้   เราก็จะหาหมอให้เจ้า เเละจะเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายให้เจ้าจนกระทั่งเจ้าพ้นจากการรบกวนของพวกญิน"

             ท่านเราะซูล  ตอบ อุตบะฮ์ ด้วยอายาตอัลกุรอาน ซึ่งสามารถครอบงำจิตใจความนึกคิด เเละก่อให้เกิดความประทับใจเเก่เขาอย่างยิ่งยวด   จากอายาตต่างๆ  ที่ท่านเราะซูลได้ นำมาอ่าน  เขาได้พบว่า  ท่านไม่มีความโลภ ความหลงในการมีอำนาจปกครอง ในทรัพย์สมบัติ  หรือการเป็นนายเหนือหัว  หากเเต่ความตั้งใจจริงอันเดียวเเละเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของท่าน คือ ต้องการให้คนทั้งหลายเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา    ไม่นำเอาสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์   เเละละทิ้งสิ่งที่ปู่ย่าตายายเคยปฏิบัติมาอันเป็นเรื่องหลงผิดเเละเหลวไหล

            อีกด้านหนึ่ง ท่านเราะซูล  ได้อ่านพระคัมภีร์ให้เเก่มนุษย์ฟัง ซึ่งในคัมภีร์นั้นพระองค์ได้ทรงตำหนิท่านใน บางครั้ง ขณะที่เราเห็นว่าผู้ชอบเป็นผู้นำ พยายามที่จะปกปิดข้อตำหนิเหล่านั้นมิให้ประชาชนรู้ เเล้วเเสดงต่อหน้าคนทั้งหลาย  ซึ่งทุกสิ่งที่เป็นความประเสริฐอันจะทำให้ใกล้ชิดกับคนทั้งหลายยิ่งขึ้น

            ส่วนท่านเราะซูล  นั้น  ทั้งๆที่ได้รับการสนับสนุนจากวะฮีย์ที่มาจากเบื้องบนท่านยังยอมการตำหนิจาก อัลลอฮ์ด้วยหัวใจที่กว้างขว้าง  ท่านได้เผยเเพร่ออกไปอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน เเละด้วยความสัตย์จริง   เเละความซื่อสัตย์ ส่วนหนึ่งจากตัวอย่างนั้น  คือ  สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ระบุไว้ซึ่งมีความว่า

                  "ไม่บังควรที่นะบี จะมีเชลยไว้กับเขา  จนกว่าเขาจะได้ทำการสังหารอย่างมากมาย  ในผืนเเผ่นดิน  พวกเจ้าต้องการปัจจัยในโลกนี้    เเต่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้ได้ในอาคีเราะฮ์เเละอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพ  ทรงปรีชาญาณ"

                 "และหากไม่มีกำหนดมาจากอัลลอฮ์มาก่อน แน่นอนการลงโทษอันอันยิ่งใหญ่ก็ประสบกับเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าได้เอา (ค่าไถ่)"

                และอัลลอฮ์ตรัสไว้มีความว่า

               "และ จงรำลึก เมื่อเจ้ากล่าวแก่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่เขา และที่เจ้าก็โปรดปรานแก่เขาว่า ท่านจงยึดคู่ครองของเจ้าไว้แก่เจ้าเถิด และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์และจงปกปิดไว้ในใจของเจ้า สิ่งที่อัลลอฮ์จะทรงเป็นผู้เปิดเผยมันและเจ้า เกรงกลัวมนุษย์ และต่ออัลลอฮ์นั้น สมควรยิ่งกว่าที่เจ้าจะกลัวเกรงพระองค์"

   แท้จริงท่านนะบีมูฮัมมัด  มีบุคลิกภาพหลายด้านของความยิ่งใหญ่แห่งอิสลามปรากฎอยู่  ซึ่งท่านไม่ได้ ได้มาด้วยทรัพย์สมบัติเพราะท่านใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจน ท่านมิได้รับความยิ่งใหญ่จากบิดามารดา เพราะท่านเติบโตขึ้นมาเป็นลูกกำพร้า และท่านก็มิได้ได้มาจากครูผู้สอน เพราะท่านเป็นคนเขียน อ่านไม่เป็น

               อันที่จริงมันเป็นนุบูวะฮ์ (การเป็นนบี) ที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่ท่าน และไม่เป็นการถูกต้องในความคิดที่กล่าวว่าท่านเป็นผู้นำ ภายหลังจากที่เราทราบถึงคุณสมบัติของการเป็นนะบี และเป็นผู้นำ นอกเหนือจากนั้นพวกที่มีเป้าหมายอยู่เบื้องหลังในการบรรยายคุณลักษณะของการ เป็นผู้นำให้แก่ท่านเราะซูลโดยการทำให้ท่านห่างไกลจากวะฮีย์แห่งพระผู้เป็น เจ้า

            ท่านเราะซูล เป็นผู้ฟื้นฟู ปฏิรูปสังคมหรือ

             จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏแน่นอนว่า มุฮัมมัด เป็นเราะซูล เป็นนะบี ซึ่งได้ปรับปรุงแก้ไขสภาพแห่งมนุษย์ชาติที่กำลังตกต่ำ ในฐานะท่านเป็นเราะซูลไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิรูปสังคม  ผู้ที่เป็นศัตรูกับอิสลามมักอ้างว่า มุฮัมมัด  ได้ ใช้ศาสนาบังหน้า เพื่อปรับปรุงแก้ไขสถานะภาพของสังคมที่กำลังฟอนเฟะ ซึ่งเขาเหล่านั้นโกหก โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ระบุไว้ในอัลกุรอาน ความว่า

   "ถ้อยคำที่ออกจากปากพวกเขาเหล่านั้น ชั่งใหญ่โตเหลือเกิน พวกเขามิได้พูดสิ่งใดนอกจากเป็นการโกหกเท่านั้น" (อัลกะฮฟ์ /5)

            เพราะหน้าที่ของผู้เชิญชวนสู่การปรับปรุงฟื้นฟูสังคมนั้น จะกำจัดอยู่แต่เพียงด้านสังคมเท่านั้น ไม่เชิญชวนกินเลยไปด้านอื่นๆอีก ส่วนท่านเราะซูล  นั้น การเชิญชนของท่านครอบคลุมไปทุกด้าของการดำเนินชีวิต เช่น ด้านหลักการเชื่อมั่น หลักการเคารพสักการะ การสังคม การเมือง การวางบทบัญญัติ (กฏหมาย) เศรษฐกิจ และด้านศีลธรรมจรรยามารยาท

            สำหรับหลักการเชื่อมั่นนั้น ได้แก่ การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อมลาอิกะฮ์ ต่อบรรดาคัมภีร์ ต่อบรรดาเราะซูล ต่อวัปรโลก ต่อการกำหนดกฏสภาวะ (กอฎอ กอดัร)

             ส่วนมุอามาลาต คือการปฏิบัติต่อกันในสังคม อันได้แก่ การค้าขาย การจำนอง การให้เช่า และอื่นๆ

             มารยาทในสังคมได้แก่ มารยาทในการเข้าบ้าน มารยาทในการรับประทานอาหาร เป็นต้น

             ด้านการลงโทษ ได้แก่ บทลงโทษในการทำซินา การดื่มสุรา และการฆ่า เป็นต้น

            การตัดสินคดีระหว่างคนทั้งหลาย และการชี้ขาดในข้อพิพาท

            บทบัญญัติหลังจากตายไปแล้ว เช่น การแบ่งมรดก การทำพินัยกรรม

            ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยามสงคราม ในยามสงบ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาวะการณ์ทั้งสอง

             ด้านศีลธรรม ได้แก่ ความสัตย์จริง ความซื่อสัตย์ และการปฏิบัติตามสัญญา เป็นต้น

            ท่านเราะซูล และ สาวก ได้ผชิญกับความหายนะมาแล้ว เพื่อหลักการเชื่อมั่นในเรื่องของเตาฮีด(หลักเอกภาพของอัลลอฮ์) และทำการอิบาดะฮ์(เคารพ) สักการะต่ออัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง

             ท่านได้ดำเนินการเรียกร้องเชิญชวนต่อไป แม้จะเห็นว่าการทำเช่นนั้น ได้นำภยันตรายร้ายแรงมาสู่ผู้ที่ศรัทธาต่อท่าน และนำไปสู่การปิดล้อมที่ช่องเขาบะนีฮาซิม มีการต่อต้านอย่างสมบูรณ์แบบ และมีการขับไล่ไสล่งออกนอกเมือง

             ท่านได้ใช้ให้ผู้ดำเนินตามละหมาดกลางคืน และละหมาดวันละ 5 เวลา ถือศีลอดหนึ่งเดือนเต็มทุกปี

             ท่านเรียกร้องอะหลุลกิตาบ (คริสต์ และ ยิว) ด้วยการเชิญชวนให้รับอิสลาม อีกทั้งยังเรียกร้องเชิญชวนผู้ที่บูชาเทวรูปให้เลิกการเคารพบูชารูปปั้น ท่านได้เชิญชวนชาวโลกให้เคารพในศาสนาอิสลาม และประกาศว่าท่านเป็นนะบีและเราะซูลคนสุดท้าย

             ทั้งหมดนั้นคือหลักฐานยืนยันว่า มุฮัมมัด  เป็น เราะซูลจากอัลลอฮ์ เผยแพร่จากพระผู้เป็นเจ้า โดยมิได้คำนึงถึงสิงอื่นใด นอกจากทำหน้าที่เพื่ออัลลอฮ์เท่านั้น และนั่นเป็นการตอบโต้ที่หยาบคายต่อข้ออ้างที่ทำให้ท่านห่างไกลจากวะฮีย์ของ พระผู้เป็นเจ้า และถือว่าท่านเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้ปรับปรุงฟื้นฟูที่ปรากฏตัวขึ้นในบาง โอกาส

             แท้จริงท่านนะบีมุฮัมมัด  มิ ได้วางเป้าหมายการเผยแพร่ไปในด้านการปรับปรุง สังคมเท่านั้น หากแต่ความสนใจอันดับแรกคือ การแก้ไขหลักการเชื่อมั่นให้ถูกต้อง และการจัดะเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ โดยทางการอิบาดะฮ์ และปรับปรุงการปฏิบัติต่อกัน ถึงแม้การปรับปรุงแก้ไขสังคม และการเมืองจะประสบผลสำเร็จโดยท่านเราะซูล  แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเผยแพร่และเชิญชวนในฐานะเราะซูลจากอัลลอฮ์สู่สากลโลก

             สภาพการของท่านเราะซูล  ย่อม เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดีว่า ท่านเป็นนะบี เป็นเราะซูล และได้มีการแจ้งข่าวดีถึงตัวท่านไว้ก่อนหน้านี้ว่าท่านจะปรากฏตัวขึ้นมา บรรดาเราะซูล และนะบีได้แจ้งข่าวไว้จนกระทั่งท่านนะบีมุฮัมัด  ได้กล่าวความว่า

   "ฉันคือคำวิงวอนของอิบรอฮีม บิดาของฉัน และข่าวดีจากอีซา อะลัยฮิสลาม พี่ชายของฉัน"  

             ส่วนคำวิงวอนของอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม บิดาของฉันก็คือ

   "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ได้ทรงแต่งตั้งในพวกเขา ซึ่งเราะซูลคนหนึ่งจากพวกเขา โดยที่เราะซูลผู้นั้นจะได้อ่านโองการของพระองค์ท่าน แก่พวกเขา และสอนพวกเขาซึ่งคัมภีร์และวิทยาการ และขัดเกลาเขาเหล่านั้นให้สะอาด ปราศจากการตั้งภาคีกับอัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ทรงปรีชาญาณ"

             ส่วนข่าวดีที่นะบี อีซา อะลัยฮิสลาม ได้แจ้งไว้คือ

   "และ จงรำลึกเมื่ออีซาบุตรของมัรยัมได้กล่าวว่า โอ้วงศ์วานของอิสรออีล แท้จริงฉันนี้เป็นเราะซูล ของอัลลอฮ์ มายังพวกเจ้าในฐานะเป็นผู้ยืนยันคัมภีร์เตารอย อันเป็นสิ่งที่อยู่ต่อหน้าของฉันและในฐานะเป็นผู้บอกข่าวดีถึง (วงศ์วานอิสรออีล) เราะซูลคนหนึ่งี่จะมาหลังจากฉัน เขามีชื่อว่า อะหมัด แต่แล้วเมื่อเขา(มุฮัมมัด) ได้นำเอาบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว พวกเขาก็กล่าวว่า นี่เป็นไสยศาสร์อย่างชัดแจ้ง"

             ชีวิตของท่านเราะซูล เป็นภาพแห่งการปฏิบัติตามอัลกุรอานที่ท่านนำมาจากอัลลอฮ์ ท่านนะบี ได้กล่าวความว่า "อัลลอฮ์ ทรงอบรมฉัน และพระองค์ก็ให้การอบรมแก่ฉันอย่างสวยงาม"

            ท่านหญิงอาอิซะฮ์ กล่าวว่า มารยาทของท่านเราะซูล  คือ อัลกุรอาน และท่านเราะซูล  จะ ไม่บัญชาให้ทำกิจการใด นอกจากท่านจะเป็นคนแรกในบรรดาผู้ลงมือทำ และท่านจะไม่ห้ามปรามสิ่งใด นอกจากท่านจะเป็นหมู่ในผู้ละเว้นจากสิ่งถูกห้าม ท่านละหมาดกลางคืน ท่านทำละหมาดอย่างมาก ท่านบริจาคทานด้วยสิ่งที่มีอยู่ จนกระทั่งเมื่อท่านเสียชีวิต เสื้อเกราะของท่านยังถูกจำนำไว้ที่ชาวยิวคนหนึ่ง เพื่อนำเงินมาเป็นค่าอาหารแก่ครอบครัว

             ขณะที่ลูกชายของท่านชื่อ"อิบรอฮีม" ตาย ได้เกิดสุริยคราสขึ้นตอนกำลังฝัง บรรดามุสลิมมีนที่อยู่รอบหลุมฝังศพ ส่งเสียงตะโกนว่า มันเป็นสัญญาณหนึ่งในบรรดาสัญญาณของอัลลอฮ์ หากท่านเราะซูล  เป็น คนหนึ่งในหมู่ผู้ที่คอยเล่าสิ่งที่ออกนอกกฏเกณฑ์ธรรมชาติ ที่จะยกฐานะของเขาเหล่านั้นเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่เป็นภาระแก่ท่าน เพียงแต่ท่านนิ่งเงียบ โดยที่ท่านมิได้อ้างและมิได้ปฏิเสธ ขณะที่ท่านกำลังโศกเศร้าต่อการสูญเสียลูก ท่านก็ไม่ลืมอามานะฮ์ในการนำบรรดาผู้ศรัทธาสู่ทางที่ถูกต้อง ท่านจึงเริ่มตักเตือนบรรดาผู้ศรัทธาให้รำลึกถึงสัญญาณต่างๆของอัลลอฮ์ พลางกล่าวว่า

   "แท้จริงดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ นั้น เป็นสัญญาณจากบรรดาสัญญาณของอัลลอฮ์ มันจะไม่เป็นจันทรคราส หรือสุริยคราส เพราะความตาย หรือการมีชีวิตอยู่ของคนหนึ่งคนใด"

             สภาพการทั้งหมดนั้น มิได้เป็นประจักษ์พยานว่า เราะซูลนั้นเป็นนะบีที่ถูกแต่งตั้งมาดอกหรือ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นหลักฐานที่เด่นชัด และสมบูรณ์ที่สุดที่บ่งบอกถึงการเป็นนะบีและการยืนยันการเป็นเราะซูลของอัล ลอฮ์  และได้เปิดเผยถึงเจตนร้ายในการกล่าวอ้างของพวกศัตรูที่ผูกใจเจ็บต่อท่านเราะ ซูล 

             ตำแหน่งของท่านในการเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ และในฐานะเป็นความเมตตาที่ถูกมอบให้แก่มนุษย์ทั้งมวล อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ได้ตรัสไว้สมจริงแล้ว ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้มีใจความว่า

   "และเรามิได้ส่งเจ้ามา(เพื่ออื่นใด) นอกจากเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย"

   โดย อ.อิมรอน มะกูดี

   ที่มา http://www.islammore.com

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8373 Level 74 : Exp 55%
HP: 4.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 21, 2011, 12:07:10 am »
แบ่งปัน

   ศาสดามุฮัมมัด ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลก ผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์


 บทความเนื่องในเดือนแห่งการประสูติของท่านพระศาสดา(ศ็อลฯ)
ในอดีตเคยมีนักคิดและนักวิชาการหลายคนได้พยายามที่จะจัดลำดับว่าในบรรดามหาบุรุษ หรือบุคคลสำคัญๆที่มีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงโลกนั้นมีใครบ้าง และใครควรจะจัดอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ และใครควรที่จะถูกจัดไว้เป็นอันดับแรกในจำนวนมหาบุรุษทั้งหมด
นิตยสารราย สัปดาห์ TIME ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 1974 หน้า 32-33 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Who Were History’s Great Leaders ? (ใครคือผู้ที่นำที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์?) ของนักจิตวิเคราะห์ชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อจูลส์ มาสเซอร์แมน (Jules Masserman) ซึ่งได้วางหลักเกณฑ์กว้างๆในการคัดเลือกไว้ว่าผู้ที่จะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดตลอดกาลได้นั้น จะต้องปฏิบัติหน้าที่ 3 ประการต่อไปนี้ให้สำเร็จ นั่นคือ

1) ให้ความเป็นอยู่ที่ดีแก่ผู้ที่อยู่ใต้การปกครอง
2) สร้างระเบียบทางสังคมที่ทำให้คนที่อยู่อาศัยในนั้นมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
3) สร้างระบบความเชื่ออย่างหนึ่งให้แก่สังคม 

หลังจากกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะตัดสินว่าใครสมควรที่จะได้ชื่อว่าเป็นสุดยอด ของมหาบุรุษโลกผู้ยิ่งใหญ่แล้ว นายจูลส์ มาสเซอร์แมนก็ไดแสดงความเห็นโดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นเป็นพื้นฐาน การพิจารณาว่า :- “คนอย่างหลุยส์ ปาสเตอร์และซอล์ค เป็นผู้นำในข้อแรก ส่วนคนอย่างคานธีและขงจื๊อในด้านหนึ่งและคนอย่างอเล็กซานเดอร์ ซีซ่าร์และฮิตเลอร์ในอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นผู้นำในข้อที่สองและในข้อที่สาม สำหรับพระเยซูและพระพุทธเจ้านั้นก็เป็นผู้นำในข้อที่สามเท่านั้น แต่คนที่เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลก็คือมุฮัมมัดผู้ทำหน้าที่ทั้ง สามได้ครบ ถึงแม้โมเสสจะทำได้เหมือนกับมุฮัมมัด แต่ก็ยังน้อยกว่า”
หลัง จากนั้นอีกสี่ปี คือใน ค.ศ.1978 ก็มีหนังสือออกมาอีกเล่มหนึ่งชื่อ The 100 – A Ranking of The Most Influential Persons in History ( 100 ลำดับบุคคลผู้มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์) ซึ่งเขียนโดยนายไมเคิล เอช. ฮาร์ท (Michael H. Hart) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันและเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในเวลานั้น หนังสือเล่มนี้ได้จัดลำดับบุคคลสำคัญๆในแขนงสาขาต่างๆจำนวน 100 คนที่เขาเห็นว่าเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ในที่นี้จะนำมากล่าวเพียง 20 ลำดับเท่านั้นคือ
1) นบีมุฮัมมัด
2) ไอแซค นิวตัน
3) พระเยซูคริสต์
4) พระพุทธเจ้า
5) ขงจื๊อ
6) เซนต์ ปอล
7) ไซหลุน
โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
9) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
10) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
11) คาร์ล มาร์กซ
12) หลุยส์ ปาสเตอร์
13) กาลิเลโอ 
14) อริสโตเติล
15) เลนิน
16) โมเสส
17) ชาร์ส ดาร์วิน
18) ซีหวังตี
19) ออกัสตัส ซีซ่าร์
20) เหมาเจ๋อตุง

ในหนังสือเล่มนี้ นายไมเคิล เอช. ฮาร์ต ได้แสดงความคิดเห็นข้อพิจารณาในการจัดลำดับมหาบุรุษของโลกไว้หลายแง่หลายมุม ด้วยกัน ลองมาดูว่าเขาได้กล่าวถึงท่านนบีมุฮัมมัดไว้อย่างไร

1) ประสบความสำเร็จสูงสุด “ที่ผมเลือกเอานบีมุฮัมมัดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของรายชื่อบุคคลผู้มี อิทธิพลที่สุดของโลกนั้นอาจทำให้ผู้อ่านบางคนแปลกใจและบางคนอาจจะสงสัย แต่ท่านเป็นคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งในด้านศาสนา และด้านโลกวัตถุ” (หน้า 4 และ 33)

2) ผู้ที่รวมอาหรับได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “ชนเผ่าเบดูอินแห่งอารเบียเป็นเผ่าที่มีชื่อเสียงร่ำลือมากในเรื่องความเป็น นักรบที่ดุร้าย แต่เนื่องจากมีจำนวนน้อยและแตกแยกเป็นก๊กเป็นเผ่าทำสงครามเข่นฆ่ากันอยู่ ตลอดเวลา พวกอาหรับจึงไม่มีทางที่จะเปรียบเทียบได้กับกองทัพที่ใหญ่กว่าของอาณาจักร ต่างๆในเขตการเกษตรที่เป็นหลักแหล่งแล้วในทางตอนเหนือ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ถูกรวบรวมเข้าด้วยกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โดยมุฮัมมัด และด้วยความศรัทธาอันแข็งแกร่งในพระเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียว กองทัพอาหรับเล็กๆเหล่านี้ก็เริ่มทำการพิชิตต่อเนื่องกันอย่างน่าประหลาดที่ สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ”(หน้า 34-35)

3) ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอิสลาม “ประการแรก นบีมุฮัมมัดมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอิสลามมากกว่าที่พระเยซูมี ต่อการพัฒนาศาสนาคริสต์ถึงแม้ว่าพระเยซูจะเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญต่อคำสอนทาง ด้านจริยธรรมและศีลธรรมของศาสนาคริสต์ เซนต์ปอลต่างหากที่เป็นคนพัฒนาวิชาการคริสตศาสนาและเป็นคนเปลี่ยนแปลงศาสนา ที่สำคัญและเป็นผู้เขียนเนื้อหาส่วนใหญ่ของคัมภีร์ใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม นบีมุฮัมมัดก็เป็นผู้รับผิดชอบต่อทั้งศาสนศาสตร์และหลักการทางศีลธรรมและ จริยธรรมของอิสลาม นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงความเชื่อใหม่และในการวางรากฐาน การปฏิบัติศาสนกิจของอิสลามด้วย” (หน้า 39)

4) ผู้นำทางโลกและทางศาสนาที่มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ “เนื่องจากกุรอานเป็นสิ่งสำคัญต่อมุสลิมเช่นเดียวกับที่คัมภีร์ไบเบิลมีความ สำคัญต่อชาวคริสเตียน อิทธิพลของนบีมุฮัมมัดผ่านทางคัมภีร์กุรอานจึงยิ่งใหญ่มาก ดังนั้น มันจึงเป็นไปได้ที่อิทธิพลของนบีมุฮัมมัดต่ออิสลามจะยิ่งใหญ่กว่าอิทธิพลของ พระเยซูและเซนต์ ปอลที่มีต่อศาสนาคริสต์รวมกันเสียอีก” “ยิ่งไปกว่านั้น มุฮัมมัดยังเป็นผู้นำทางโลกและทางศาสนาด้วยซึ่งไม่เหมือนกับพระเยซู ความจริงแล้ว ในฐานะที่เป็นพลังผลักดันอยู่เบื้องหลังการพิชิตของชาวอาหรับ ท่านน่าที่จะอยู่ในตำแหน่งผู้นำทางการเมืองที่มีอิทธิพลที่สุดในทุกยุคทุก สมัยเสียด้วยซ้ำ” “ในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญๆ บางคนอาจพูดว่าเหตุการณ์นั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมันเกิดขึ้นมา เองถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้นำทางการเมืองคนใดคนหนึ่งมานำทางเหตุการณ์นั้น ตัวอย่างเช่น อาณานิคมอเมริกาใต้อาจจะได้รับเอกราชจากสเปนก็ได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนอย่างไซ ม่อน โบลิวาร์ แต่กรณีเช่นนี้จะนำมาใช้กับการพิชิตของพวกอาหรับไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งใดเช่นว่านี้เกิดขึ้นก่อนนบีมุฮัมมัด และไม่มีเหตุผลใดที่จะเชื่อว่าการพิชิตของพวกอาหรับจะเกิดขึ้นได้หากปราศจา กนบีมุฮัมมัด”(หน้า 39-40)
5) บุคคลเดียวที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ “ดังนั้น เราจะเห็นว่าการพิชิตของพวกอาหรับในศตวรรษที่ 7 ยังมีบทบาทสำคัญต่อไปในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน” “การรวมกันของอิทธิพลทางโลกและศาสนาอย่างไม่มีอะไรมาเสมอเหมือนได้นี้เองที่ ทำให้ผมรู้สึกว่านบีมุฮัมมัดสมควรที่จะถูกพิจารณาว่าเป็นบุคคลเดียวที่มี อิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” (หน้า 40) 

มูฮัมหมัด ศาสดาในอุดมคติสู่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก


หากศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกก็จะพบบรรดาผู้นำทั้งหลายที่มีอิทธิพลต่อโลกในด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิ์ฟาโรห์แห่งอียิปต์ อเล็กซานดอร์แห่งมาเซโดเนีย ซีซาร์แห่งโรม นาโปเลียนแห่งฝรั่งเศส
หรือนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงอย่าง โสเครติส เพลโต อริสโตเติล แม้แต่ชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เ
ช่น ไอแซค นิวตัน หลุยส์ ปาสเตอร์ กาลิเลโอ จนมาถึงในยุคร่วมสมัย ที่มีคนอย่าง คาร์ล มาร์กซ เลนิน เหมาเจ๋อตุง และ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ 

แต่หากเราพิจารณาถึงผู้นำในอุดมคติ ที่มีอิทธิพลอย่างครอบคลุมทุกแง่มุมต่อมนุษย์ชาติ แล้ว 
เขาจะต้องสามารถเป็นแบบอย่างของคุณธรรมและความดีงามให้แก่บุคคลที่ต้องการดำเนินตามได้ 
โดยสามารถที่จะแก้ปัญหาต่างๆของสังคม สร้างความเสมอภาค ภารดรภาคให้แก่มนุษย์ 
รวมประสบผลสำเร็จในการฟื้นฟู จิตวิญญาณ ศีลธรรม จริยธรรม ที่ดีงามของมนุษย์ 
ซี่งเขาจะต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้ผู้คนเกิดความศรัทธาได้

ซึ่งก็คงต้องกล่าวถึงชีวิตและอิทธิพลของบรรดาศาสดาหรือศาสนทูต (ที่เชื่อว่าได้รับสาส์นจากพระผู้เป็นเจ้า)ในศาสนาต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น โมเสส พระเยซูคริสต์ และ นบีมุฮัมมัด ซึ่งถือว่าเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย 
ที่มาย้ำคำสอนดั้งเดิมเรื่องความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว หรือ พระพุทธเจ้า เราจะเห็นถึงคำสอนที่ท่านเหล่านี้ได้นำมา 
มีมหาชนผู้ที่เลื่อมใส ศรัทธา และต้องการดำเนินตามแบบอย่างจำนวนมาก 
โดยที่ คริสต์ อิสลาม พุทธ เป็นศาสนาใหญ่ที่สุดในโลก หากจะนับตามจำนวนประชากรที่นับถือ

ในอิสลาม มีการบันทึก ชีวประวัติของนบีมุฮัมมัดไว้อย่างละเอียดและเป็นจัดศาสตร์หนึ่งที่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 
ซึ่งครอบคลุมชีวิตตลอดการเผยแผ่ศาสนาของท่าน 23 ปี โดยถือว่าแบบอย่างของท่าน
เป็นแหล่งที่มาของบทบัญญัติในศาสนาลำดับสองหลังจาก คัมภีร์อัลกุรอาน โ
ดยเริ่มแรกมีมวลชนจำนวนมหาศาลในยุคแรกที่ได้ “ท่องจำ” แบบอย่างของนบีมุฮัมมัด ไม่ว่าจะเป็นคำพูดและการกระทำของท่านศาสนฑูต 

ดร. เอ สปริงเกอร์ ชาวตะวันตกคนแรกที่เขียนชีวประวัติของนบีมุฮัมมัดจากแหล่งดั้งเดิมภาษาอาหรับ
ได้แสดงความอัศจรรย์ใจ โดยกล่าวไว้ในงานเขียนของเขาว่า 
“ หากว่าบันทึกชีวิตของมุสลิมเหล่านี้ถูกรวบรวมขึ้น เราอาจมีรายชื่อของบุคคลที่โดดเด่นถึงครึ่งล้าน… ” (Nadwi 1977 : 68)

ท่านนบีมุฮัมมัด ได้เป็นต้นแบบในการบูรณาการชีวิตทั้งหมดไปสู่ “รูปแบบชีวิต” ที่ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิด 
“ความเป็นหนึ่งของพระเจ้า” ไม่ว่าในด้านความประพฤติทั้งภายในภายนอก ทั้งหมดนั้นเพื่อการเป็น “แบบแห่งชีวิต”
ดังปรากฏในคัมภีร์อัล กุรอานว่า “เพื่อผู้นำสาส์น(มุฮัมมัด) จะได้เป็นพยาน(แบบ) ต่อพวกเจ้า ” (กุดามะฮฺ 2547 : 42-43 )

เมื่อ ถูกถามถึงคุณลักษณะของท่านนบีมุฮัมมัด ท่านหญิงอาอิชะฮฺภรรยาของท่านกล่าวว่า “บุคลิกภาพของท่านคืออัลกุรอาน”(รายงานโดย อัล นะซาอี)
เพราะชีวิตของท่านคือผลสะท้อนของคัมภีร์อัลกุรอาน พระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้า 

อัลกุรอานที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮฺ ก็ไม่อาจส่งผลใดๆต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ได้
เว้นแต่ต้องผ่านการแปรเปลี่ยนสู่การปฏิบัติได้ในตัวของท่านนบี (มัยมูน 2548:58 )
จากนั้นบรรดาสหายผู้อยู่ร่วมกับท่าน ได้รับการฝึกฝน กล่อมเกลาด้วยกับแบบอย่างของท่าน 
ดังเช่นน้ำพุอันใสบริสุทธิ์ที่พวกเขาได้ดื่มกิน ส่งผลให้พวกเขาได้รับความโดดเด่นเป็นเอกในประวัติศาสตร์ 

ซึ่งมิติต่างๆของชีวิตท่านส่งผลให้บุคคลที่อยู่รายล้อมท่านนั้นล้วนแล้วแต่โดดเด่นในเรื่องต่างๆ
เช่น อุมัร อิบนุ คอฏฏอบ ผู้ปกครองผู้ทรงธรรม ซึ่งถูกจัดเป็น บุคคลอันดับที่ 52 ที่มีอิทธิพลสูงสุดตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ (โดยชาวตะวันตก)
ซึ่งอาจเป็น ไปได้ว่าเป็นผู้นำมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลังจากท่านนบีมุฮัมมัด ผู้ซึ่งได้ขยายอณาจักรการปกครองของอิสลามออกไปอย่างรวดเร็ว
และกว้างขวางจากดินแดน อาราเบีย ไปจนถึงอิยิปต์ และเปอร์เซีย โดยไม่มีการละเมิดและการรุกราน แต่ใช้ความสันติธรรม 
ดัง เช่นในการปกครอง เยรูซาเล็ม ซึ่งจัดว่าเป็นยุคทองของการสมานฉันท์ ของผู้คนใน 3 ศาสนา ยิว คริสต์ อิสลาม ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 
อีกทั้งสหายของท่าน คนอื่นๆก็มีความสามารถไปคนละด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองผู้ทรงธรรมสามท่านในยุคแรก 
คือ อบูบักร อัซ ซิดดิ๊ก , อุษมาน อิบนฺ อัฟฟาน และ อาลี อิบนฺ อบี ตอลิบ

ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม 1400 ปี แบบอย่างของท่านได้ก่อให้เกิดบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ดำเนินชีวิตตามในแนวทางของท่าน 
ไม่ว่าจะเป็น ซอลาฮุดดีน อัล อัยยูบี ในยุคกลาง ที่ชาวตะวันตกเรียกว่า สลาดิน เป็นผู้ปกครองผู้ทรงธรรมเฉกเช่นคนยุคแรก
และปรากฏผู้ปกครองอย่าง มุฮัมมัด อัล ฟาติฮฺ ในตุรกี และ กษัตริย์โอรังเซป แห่งราชวงโมกุล ในอินเดีย 

การฟื้นฟูศิลปวิทยาการในยุคกลาง ที่เริ่มขึ้นได้มีต้นกำเนิดจากอารยธรรมอิสลาม P.K.Hitti นักประวัติศาสตร์โลก 
ได้กล่าวไว้ในงานเขียน The History of Arabs ของเขาว่า “ มหาวิทยาลัยคอร์โดวา ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดในสมัยนั้น 
เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้เกิดก่อนมหาวิทยาลัย อัล อัสฮัร ในไคโร และมัดรอซะฮฺ นิซอมมิยะฮฺ ที่แบกแดด ในมหาวิทยาลัย 
คอร์โดวาแห่งนี้มีทั้งนักศึกษาที่เป็นมุสลิม คริสเตียน และศาสนิกอื่น นักศึกษาเหล่านั้นมีทั้งชาวเสปน ชาวยุโรป ชาวอัฟริกา 
และ ชาวเอเชีย มหาวิทยาลัยคอร์โดวาตั้งอยู่ในมัสยิดที่เมืองหลวง (อิบราเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต 2546 : 86 ) ” 
ของเสปนซึ่งเป็นดินแดนที่มุสลิมครอบครอง เราจึงพบนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียง อาทิเช่น อิบนุ ซินานักปรัชญา 
และนักการแพทย์ อัล ฆอซาลี นักปรัชญา อิบนุ คอลดูน นักรัฐศาสตร์ ซึ่งพวกเขาเป็นผู้ดำเนินตามแบบของศาสนฑูตในการเป็น ครู ของมนุษยชาติ

พฤติกรรมที่สมบูรณ์แบบแห่งความเมตตา ( Perfect Behavior of Mercy )

ใน นิยามของคำว่า “ผู้นำที่ดี” คือนิยามที่ให้โดยเดมมิ่ง (Deming ) ซึ่งเขากล่าวว่า “ผู้นำที่ดี คือผู้นำ คือผู้ที่สามารถสร้างภาวะผู้นำให้เกิดแก่ผู้อื่น
รับฟังประชาชนและอภัยต่อความผิดของพวกเขาเหล่านี้ ” ...ซึ่งมีสาระใกล้เคียงกับคำสอนอิสลาม ว่า (นาเซอร์ แจบนาว์น 2548 : 116 ) 
คัมภีร์ อัลกุรอานซึ่งเป็นพระดำรัสของอัลลอฮฺได้กล่าวถึงท่านนบีมุฮัมมัดว่า “และเราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นได้เว้นแต่เพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก”

“ เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮ์นั่นเอง เจ้า(มุฮัมมัด) จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้า
และ มีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาก็ย่อมแยกตัวออกไปจากรอบ ๆ เจ้ากันแล้ว ดังนั้นจงอภัยให้แก่พวกเขาเถิด และจงขออภัยให้แก่พวกเขาด้วย 
และ จงปรึกษาหารือกับพวกเขาในกิจการทั้งหลาย ครั้นเมื่อเจ้าได้ตัดสินใจแล้ว ก็จงมอบหมายแด่อัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักใคร่ผู้มอบหมายทั้งหลาย” 

ซึ่งได้นักประวัติศาสตร์มุสลิมได้บรรยายถุงภาพของท่านในเรื่องนี้ว่า 
“ ท่านศาสดาซึ่งถูกห้อมล้อมโดยสาวก รอบๆตัวท่านนั้นเปรียบได้กับจันทร์เต็มเดือนอันสุกใส และกลุ่มของดวงดาวที่แปล่งแสงอยู่รอบ 
ในขณะที่มีรัศมีออกมาสุกใสยิ่งขึ้น พวกเขาก็เลยมีรัศมีไปด้วย แบบอย่างการเป็นผู้นำของท่านมิใช่แบบอย่างของขุนนางผู้ใช้อำนาจ
ผู้หมกมุ่นอยู่กับการนสร้างภาพตัวเอง และหยิบฉวยความเข้มแข็งให้ตัวเอง ท่านมิได้รูปแบบของศาสตราจารย์ขี้อิจฉา
ซึ่งจะถูกระคายเคืองทันที หากว่านักศึกษาของตัวเองโดดเด่นขึ้นมา นอกจากจะไม่พยายามทำให้สาวกมัวหมอง 
และลดคุณความดีของพวกเขาลงแล้ว ท่านศาสดายังได้ยกระดับและพัฒนาพวกเขาอยู่ตลอดเวลา 
และนำพวกเขาไปสู่การยอมรับว่าสิ่งใดที่ดีที่สุด และสูงส่งที่สุดสำหรับพวกเขา” (สะกะรียา บะชีร 2540 :58)

คัมภีร์ อัลกุรอานซึ่งเป็นพระดำรัสของอัลลอฮฺได้กล่าวถึงท่านนบีมุฮัมมัดว่า “และเราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นได้เว้นแต่เพื่อเป็นความเมตตาแก่สากลโลก” 

อบุล ฮะซัน อะลีย์ อันนัดวีย์ นักปราชญ์อิสลาม ชาวอินเดีย ได้กล่าวถึงผลประโยชน์ที่โลกนี้ได้รับจากการมาของท่าน

“ โลกที่ได้มาซึ่งความสดใหม่ของชีวิต ความยุติธรรม ความดีงาม กลายเป็นเครื่องหมายของมัน ความอ่อนแอได้เป็นความกล้าหาญ ที่จะอ้างสิทธิของพวกเขาจากความสูงค่าและความแข็งแรง โดยที่ ความเมตตา และความอ่อนโยนกลายเป็นบรรทัดฐาน มันเป็นเวลาที่มนุษยนิยมได้กลายเป็นแรงขับดันความศรัทธาและความเชื่อมั่นจับหัวใจมนุษย์ มนุษยชาติเริ่มมีความภูมิใจ และไม่เห็นแก่ตัวเอง และ พฤติกรรมที่ดีงาม กลายเป็นลักษณะนิสัยของผู้คน
รายการข้างล่าง เป็นของขวัญอันล้ำค่าของอิสลามโดยสรุป ซึ่งอิสลามมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ คุณค่า และวัฒนธรรมของมนุษย์ โลกใบใหม่อันสดใส 
ที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากความเสื่อมลงและการแตกสลายของมนุษย์ธรรมในเวลาที่มาถึงของมัน ซึ่งเป็นผลจากเหล่านี้ของ การเดินการแบบอิสลาม

1. หลักศรัทธาในความเป็นหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้าที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ 
2. แนวคิดเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของมนุษย์ และความเป็นพี่น้อง
3. แนวคิดเกี่ยวกับความมีเกียรติของมนุษย์ และ มนุษย์เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า
4. การยอมรับสถานภาพอย่างบริบูรณ์ของผู้หญิงและการฟื้นคืนสิทธิทางกฎหมายให้กับพวกเธอ
5. การปฏิเสธความสิ้นหวังและเพิ่มความหวัง ความมั่นใจ ในการเป็นอยู่ของมนุษย์
6. การหลอมละลายเรื่องทางโลก และ เรื่องทางธรรมเข้าด้วยกัน การปฏิเสธที่จะยอมรับการแยกออกระหว่างทั้งสอง
7. การผสมผสานของศาสนาและความรู้ โดยการทำให้สิ่งหนึ่งพึ่งพาอีกสิ่ง และการยกเกียรติแก่ความรู้ โดยเปิดเผยความหมายของการเข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้า
8. การให้ความสำคัญต่อการใช้สติปัญญาในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาและจิตวิญญาณ และกระตุ้นให้มีการศึกษาและพิจารณาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
9. การสั่งใช้ให้ผู้ที่ปฏิบัติตามอิสลามรับผิดชอบต่อการเผยแผ่คุณค่า และ ความดีงาม ให้แก่โลก และทำให้มีภาระหน้าที่เหนือพวกเขาในการฟื้นคืนสัจธรรม และ ความยุติธรรม
10. การสถาปนาความศรัทธาและวัฒนธรรมสากล
ที่มา http://www.timawing.org/index.php?option=com_content&task=view&id=61&Itemid=33
รวมคำพูดของนักวิชาการตะวันตก
คำสอนของอิสลามก่อให้เกิดประเพณีที่ยิ่งใหญ่ด้านความยุติธรรม ความประพฤติ และความใจกว้าง นี่คือคำสอนแก่มวลมนุษย์ที่เป็นคำสั่งสูงสุดและปฏิบัติได้ในชีวิตจริง อิสลามลบล้างการกดขี่และความอยุติธรรมในสังคม และแทนที่ด้วยความอ่อนโยน ความสุภาพและภราดรภาพ"

เอช จี เวลส์ (ค.ศ.1866-1946) นักเขียนชาวอังกฤษ

" ข้าพเจ้าต้องการที่จะรู้จักคนที่ดีที่สุดที่กำหัวใจของมนุษย์นับล้านคนใน ปัจจุบันโดยไม่อาจมีใครโต้แย้งได้.....ข้าพเจ้ายิ่งกว่าเชื่อมั่นว่ามิใช่ ดาบแต่ประการใดที่ทำให้อิสลามได้ชัยชนะในอดีตในการดำเนินชีวิต หากแต่เป็นความเรียบง่าย การไม่ยึดติดอยู่กับตัวตนของนบี การรักษาสัญญาของท่านอย่างเคร่งครัดการอุทิศตนให้แก่เพื่อนและบรรดาสาวก ความกล้าหาญทรหด ความไม่เกรงกลัวใคร ความไว้วางใจในพระเจ้าอย่างหมดใจและในการปฏิบัติภารกิจของท่านเอง สิ่งเหล่านี้ต่างหาก
มิใช่ดาบที่นำทุกสิ่งมาวางไว้ต่อหน้าพวกเขาและทำลาย อุปสรรคทุกอย่างเมื่อข้าพเจ้าปิดหนังสือ(ชีวประวัติของนบีมุฮัมมัด)เล่มที่ 2ข้าพเจ้าเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้อ่านชีวิตอันยิ่งใหญ่อีก"

คำพูดของ มหาตมะคานธี ในหนังสือเรื่อง Young India

"หากจะมีศาสนาใดมีโอกาสได้ปกครองเหนืออังกฤษและยุโรปในร้อยปีข้างหน้าละก็,ศาสนานั้นคืออิสลาม" 

จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (ค.ศ.1856-1950) นักประพันธ์รางวัลโนเบลวรรณกรรมชาวไอริช

" ไม่มีศาสนาใดแพร่กระจายได้รวดเร็วเท่ากับอิสลามอีกแล้ว โลกตะวันตกเคยบอกว่าอิสลามเผยแพร่ด้วยคมดาบ แต่ไม่มีนักวิชาการสมัยใหม่คนใดเชื่อคำพูดดังกล่าวอีกต่อไป และอัล-กุรอานก็เป็นประจักษ์พยานได้ดีว่าอิสลามให้เสรีภาพทางความคิด" 

เจมส์ มิชเชนเนอร์ (1907 -1997) นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์

" หากความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่, กลยุทธ์ที่เรียบง่าย, และความสำเร็จอันน่าอัศจรรย์ คือมาตรวัด 3 ประการของความเป็นอัจฉริยะแล้ว ใครเล่าจะหาญกล้านำผู้ยิ่งใหญ่คนใดในประวัติศาสตร์มาเทียบเคียงกับมุฮัมมัด" 

อัลฟองโซ เดอลามาแตง (ค.ศ.1790-1869) นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส

“การ ที่ผมเลือกมุฮัมมัดเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก อาจทำให้บางคนประหลาดใจหรือตั้งคำถาม แต่เขาคือบุรุษเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้ง ทางโลกและทางศาสนา”

ไมเคิล เอช. ฮาร์ท (ค.ศ.1932-) ชาวอเมริกันผู้จัดอันดับมนุษย์ทรงอิทธิพล 100 คนแรกในประวัติศาสตร์
ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=fowleres&month=09-2007&date=29&group=3&gblog=3
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service