Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
วิธีการอาบน้ำมัยยิดการจัดการศพในอิสลาม
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มิถุนายน 28, 2017, 05:42:59 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วิธีการอาบน้ำมัยยิดการจัดการศพในอิสลาม  (อ่าน 15025 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8503 Level 75 : Exp 13%
HP: 7.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2010, 11:33:05 pm »
แบ่งปัน

 
   การจัดการศพในอิสลาม
    
   
    
   ข้อปฏิบัติก่อนอาบน้ำศพ
   การระลึกถึงความตาย
   ศาสนาส่งเสริม (สุนัต) ให้มนุษย์ทุกคนรำลึกถึงความตายมาก ๆ เพราะหะดีษที่ว่า
   ((أَكْثِرُوا مِنْ ذِكْرِ هَاذِمِ اللَّذَّاتِ )) رواه ابن حبان وغيره
   “ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงสิ่งที่จะมาตัดความสุขต่าง ๆ ให้มากเถิด” กล่าวคือ สิ่งที่จะมาตัดความสุขนั้นหมายถึงความตายนั่นเอง บันทึกโดย อิบนุฮิบบานและท่านอื่น ๆ
    
   สิ่งที่มุสลิมควรปฏิบัติขณะใกล้ตาย
   อาการใกล้ตายก็คือ ปรากฏเครื่องหมายความตายที่ตัวผู้ป่วยเริ่มมีอาการทุรนทุกราย
   1. เมื่อผู้ป่วยตกอยู่ในอาการใกล้ตาย สุนัตแก่ญาติสนิทของผู้ป่วยจับเขานอนตะแคงทับสีข้างขวาและหันหน้าไปทางกิบละฮฺ  ถ้าหากลำบากก็ให้นอนหงายและยกศรีษะสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าหันไปสู่กิบละฮฺ และฝ่าเท้าทั้งสองข้างก็สุนัตให้หันไปทางกิบละฮฺเช่นเดียวกัน
    
   
   
   
   2. สุนัตให้สอนกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺ คือประโยคที่ว่า “ลาอิลาฮะอิ้ลลั่ลลอฮฺ” เบา ๆ โดยไม่เร่งเร้า และสุนัตให้กล่าวซ้ำหลาย ๆ ครั้งที่หูผู้ป่วย เพราะมีหะดีษมุสลิม (916, 917) ระบุไว้ว่า
   ((لَقِّنُوا مَوْتَاكُمْ : لاَ إِلهَ إِلاَّ اللهُ))
   “ท่านทั้งหลายจงสอนคนใกล้ตายของพวกท่านด้วยคำว่า ลาอิลาฮ่า อิ้ลลั่ลลอฮฺ”
   3. สุนัตให้อ่านซูเราะฮฺยาซีนที่คนใกล้ตาย เพราะมีหะดีษระบุว่า
   ((اِقْرَأُوا عَلىَ مَوْتَاكُمْ  يس)) رواه أبو داود : 3121 ، وابن حبان : 720 ، وصححه
   “ท่านทั้งหลายจงอ่านซูเราะฮฺยาซีนที่คนใกล้ตายของพวกท่าน” รายงานโดย อบู ดาวุด (3121) และอิบนุฮิบบาน (720) ว่าเป็นหะดีษเศาะเฮี๊ยะห์
   4. สุนัตให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าความตายและอาการทุรนทุรายได้เกิดกับเขาแล้ว และตั้งเจตนาที่ดีต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ให้เขาทิ้งภาพบาปและความชั่วต่าง ๆ ของเขาไว้ข้างหลัง ให้วาดภาพว่าเขากำลังมุ่งสู่อัลลอฮฺ ตะอาลา ผู้ทรงกรุณาและพระองค์ได้อภัยบาปต่าง ๆ ให้แก่เขาหมดสิ้นแล้วตราบที่เขายังคงอยู่ในสภาพผู้มีศรัทธาต่อพระองค์ เพราะมีหะดีษเศาะเฮี๊ยะห์ระบุว่า
   ((أَنَا عِنْدَ ظَنِّ عَبْدِي بِي)) رواه البخاري 6970، ومسلم : 2675
   “เรา (หมายถึงอัลลอฮฺ) จะเป็นไปตามที่บ่าวของเราคาดหมายต่อเรา” บันทึกโดยบุคอรี (6970) และมุสลิม (2675)
    
   
   
   สิ่งที่ควรปฏิบัติแก่มุสลิมภายหลังเสียชีวิต
   1. ทำให้ตาทั้งสองข้างของผู้ตายปิดสนิทและผูกขากรรไกรทั้งสองด้วยผ้า
   2. ทำให้ข้อต่อต่าง ๆ อ่อนตัวลง และทำให้มันกลับเข้าสู่สภาพเดิม
   3. วางสิ่งที่มีน้ำหนักลงบนท้องศพ เพื่อมิให้ขึ้นอืด  และสุนัตให้นำผ้าเบา ๆ ทั่วร่างของศพ
   4. สุนัตให้ถอดเสื้อผ้าศพออกทั้งหมด และวางศพลงบนเตียงหรือสิ่งที่สูงกว่าพื้น หันหน้าศพไปทางกิบละฮฺเหมือนตอนใกล้ตาย และให้ญาติสนิทที่สุดทำสิ่งดังกล่าว

    
   การจัดการศพ
   สุนัตให้รีบจัดการศพ การจัดการศพหมายถึง
   1. การอาบน้ำศพ 2. ห่อศพ 3. ละหมาดญะนาซะฮฺ 4. ฝังศพ
   นักวิชาการอิสลามมีมติ (อิจญมาอฺ) ว่า ทั้งสี่ประการดังกล่าวนี้เป็นฟัรฺดูกิฟายะฮฺ  ซึ่งถ้าหากไม่มีผู้ใดกระทำสิ่งเหล่าให้แก่ศพเลย คนในชุมชนนั้นทั้งหมดก็มีบาป
    
   ขั้นตอนและกฎเกณฑ์การจัดการศพ
   การจัดการศพประการแรกคือ การอาบน้ำศพ ซึ่งมีสองวิธี
   วิธีที่หนึ่ง   เป็นวิธีที่พอใช้ได้และพ้นบาป  กล่าวคือ ขจัดสิ่งสกปรก (นะยิส) ออกไปจากร่างศพให้หมด และรดน้ำให้ทั่วร่าง
   วิธีที่สอง   เป็นวิธีที่ได้สุนัตอย่างสมบูรณ์  กล่าวคือ ให้ผู้ที่ทำการอาบน้ำแก่ศพปฏิบัติดังต่อไปนี้  หนึ่ง  
   • วางศพลงบนที่ว่าง สูงกว่าพื้น
   • และปกปิดอวัยวะพึงสงวน (เอาเราะฮฺ) ของศพ  
   สอง  
   • ผู้ทำหน้าที่อาบน้ำศพจับศพนั่งเอนหลัง โดยใช้มือขวาจับศีรษะของศพไว้
   • ใช้มือซ้ายลูบไปบนท้องของศพพร้อมกับกด เพื่อให้สิ่งที่อาจค้างอยู่ในท้องนั้นได้ออกมา  
   • ให้พันมือด้วยผ้าหรือสวมถุงมือ หลังจากนั้นให้ล้างทวารหนักและทวารเบา
   • เอาใจใส่ปากและรูจมูกของศพและทำความสะอาดมัน
   • หลังจากนั้นจึงอาบน้ำละหมาดให้แก่ศพเหมือนกับที่คนเป็นอาบน้ำละหมาด
   สาม
   • ล้างศีรษะและใบหน้าของศพด้วยสบู่หรือสิ่งที่ใช้ทำความสะอาดชนิดอื่น
   • หวีผมถ้าหากมีผม  และถ้ามีผมหลุดออกมาก็ให้ใส่คืนไป เพื่อมันจะได้ถูกฝังไปพร้อมกับศพ
   สี่
   • อาบน้ำซีกด้านขวาของศพจากส่วนที่ถัดจากใบหน้า (คือด้านหน้า) ให้สมบูรณ์
   • จากนั้นจึงอาบน้ำซีกด้านซ้ายที่ถัดจากใบหน้าเช่นเดียวกัน
   • อาบน้ำซีกด้านขวาถัดจากต้นคอ (คือด้านหลัง)
   • จากนั้นจึงอาบซีกด้านซ้ายที่ถัดจากต้นคออีกเช่นกัน  และด้วยการกระทำเช่นที่กล่าวมานี้น้ำก็จะทั่วร่างศพ นี่เป็นการอาบน้ำครั้งที่หนึ่ง  
   • และสุนัตให้กระทำซ้ำเช่นเดียวกันอีกสองครั้ง  และเมื่อได้กระทำแล้วก็จะเป็นอาบน้ำศพสามครั้ง  
   • ส่วนในครั้งสุดท้ายให้ปนพิมเสนลงไปในน้ำที่ใช้อาบ  ถ้าหากศพนั้นไม่ใช่ผู้ครองเอี๊ยะห์รอมในพิธีฮัจญ์
   
   
   
   

       

   ข้อควรจำ
   • ถือเป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) ที่ผู้ชายจะต้องอาบน้ำให้แก่ศพผู้ชายด้วยกันและผู้หญิงจะต้องอาบน้ำให้แก่ศพผู้หญิงด้วยกัน  ยกเว้นกรณีที่สามีอาบน้ำให้ภรรยา หรือภรรยาอาบน้ำให้สามี
   • ในกรณีที่ไม่มีผู้ที่จะอาบน้ำให้แก่ศพหญิง นอกจากผู้ชายที่ศาสนายินยอมให้นิกาฮฺกับหญิงนั้นได้ (ขณะมีชีวิต) หรือไม่มีผู้ที่อาบน้ำให้แก่ศพชาย นอกจากผู้หญิงที่สาสนายินยอมให้แต่งงานกับชายคนนั้นได้ (ในขณะที่มีชีวิต) ในกรณีดังกล่าวนี้ ถือว่าไม่จำเป็นต้องอาบน้ำให้ศพ  แต่ให้ทำการตะยัมมุมแทนการอาบน้ำ
   

       

   การจัดการศพประการที่สองคือ การห่อศพ ซึ่งมีสองวิธี
   วิธีที่หนึ่ง เป็นวิธีที่พอใช้ได้  กล่าวคือ  การห่อศพอย่างน้อยที่สุด ต้องใช้ผ้าที่สามารถปิดศพได้หมดทั้งร่าง พันให้รอบศพตลอดทั้งศีรษะ (ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในสภาพของผู้ที่ครองเอี๊ยะห์รอม)
   วิธีที่สอง เป็นวิธีที่สมบูรณ์ที่สุด  ให้พิจารณาดังต่อไปนี้ หากศพเป็นชาย      
   - ให้ห่อด้วยผ้าขาวสามชิ้น  โดยแต่ละชั้นยาวเท่าตัวศพและมีความกว้างพอที่จะคลุมศพได้ทั้งร่าง 
   - ถือว่าน่ารังเกียจ (มักโร๊ะฮฺ) ที่จะห่อศพโดยไม่ใช้ผ้าขาว      
   - เช่นเดียวกันถือว่าน่ารังเกียจ (มักโร๊ะฮฺ) ที่จะห่อศพด้วยสิ่งที่คล้ายเสื้อ หรือปกปิดศีรษะด้วยสิ่งคล้ายผ้าโพกศีรษะ (อิมามาะฮฺ/สะระบั่น)
   หากศพเป็นหญิง  
        
   - สุนัตให้ห่อด้วยผ้าขาวห้าชั้น  กล่าวคือ
   • ผ้านุ่งที่ปิดตั้งแต่สะดือของนางจนถึงส่วนล่างสุดของร่างกาย
   • ผ้าคลุมศีรษะ
   • เสื้อที่ปกปิดส่วนบนของร่างกายจนกระทั่งทับผ้านุ่ง
   • และอีกสองชิ้นที่สามารถปกปิดได้ทั่วร่างของนาง

    
   ข้อควรจำ • ที่กล่าวมานี้สำหรับผู้ที่ไม่ได้เสียชีวิตในสภาพที่ครองเอี๊ยะห์รอม
   • ถ้าหากเป็นศพชายซึ่งเสียชีวิตในสภาพที่ครองเอี๊ยะห์รอม ก็จำเป็นต้องเปิดศีรษะของศพชายนั้น
   • และถ้าศพนั้นเป็นหญิงซึ่งเสียชีวิตในสภาพที่ครองเอี๊ยะห์รอม  ก็จำเป็นต้องเปิดใบหน้าของศพหญิงนั้น
   • ผ้าที่ใช้ห่อศพนั้นจำเป็น (วาญิบ) ต้องเป็นผ้าชนิดที่ศาสนายินยอมให้ใช้ได้ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่  ดังนั้นไม่ยินยอมให้ห่อศพชายด้วยผ้าไหม
   • สมควรเอาสำลีพร้อมด้วยเครื่องหอมอุดรูทวารต่าง ๆ ในร่างของศพและอวัยวะที่สุญูด
   • ให้ใช้เศษผ้ามัดผ้าห่อศพและให้แก้ออกเมื่อถึงหลุมฝังศพ

    
   การจัดการศพประการที่สามคือ การละหมาดแก่ศพ
   
   
   การละหมาดแก่ศพจะใช้ไม่ได้  ยกเว้นภายหลังจากได้อาบน้ำศพแล้ว  และวิธีละหมาดมีดังนี้
   1. ยืนตรง หันหน้าไปทางทิศกิบละฮฺ
   2. ตั้งเจตนา (เหนียต) พร้อมด้วยตักบีร่อตุ้ลเอี๊ยะห์รอม โดยตั้งเจตนาในใจว่า   “ข้าพเจ้าละหมาดศพนี้สี่ตักบีรฺ ฟัรฺดูกิฟายะฮ์ เพื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา”
   3. อ่านซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ (และบิสมิ่ลลาฮฺถือเป็นส่วนหนึ่งของซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ)
   4. ตักบีรฺครั้งที่สอง และอ่านศ้อละวาตนบี ดังนี้
    
   اَللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيْمَ ، وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ كَمَا بَارَكْتَ عَلَى إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيْمَ ، فِي الْعَالَمِيْنَ إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَجِيْدٌ.
    
   5. ตักบีรฺครั้งที่สาม อ่านดุอาอฺให้แก่ศพชายดังนี้
    
   اَللّهُمَّ اْغفِرْ لَهُ وَارْحَمْهُ وَعاَفِهِ وَاعْفُ عَنْهُ وَأَكْرِمْ نُزُلَهُ وَوَسِّعْ مَدْخَلَهُ وَاغْسِلْهُ بِالْماَءِ وَالثَّلْجِ وَاْلبَرَدِ وَنَقِّهِ مِنَ الْخَطَايَا كَماَ يُنَقَّى الثَّوْبُ اْلأَبْيَضُ مِنَ الدَّنَسِ وَأَبْدِلْهُ دَارًا خَيْرًا مِنْ دَارِهِ وَأَهْلاً خَيْرًا مِنْ أَهْلِهِ وَزَوْجًا خَيْرًا مِنْ زَوْجِهِ وَأَدْخِلْهُ الْجَنَّةَ وَأَعِذْهُ مِنْ عَذاَبِ الْقَبْرِ وَفِتْنَتِهِ وَمِنْ عَذَابِ النَّارِ.
   ถ้าเป็นศพหญิงให้อ่านดังนี้
    
   اَللّهُمَّ اْغفِرْ لَهاَ وَارْحَمْهاَ وَعاَفِِهاَ وَاعْفُ عَنْهاَ وَأَكْرِمْ نُزُلَهاَ وَوَسِّعْ مَدْخَلَهاَ وَاغْسِلْهاَ بِالْماَءِ وَالثَّلْجِ وَاْلبَرَدِ وَنَقِّهاَ مِنَ الْخَطَايَا كَماَ يُنَقَّى الثَّوْبُ اْلأَبْيَضُ مِنَ الدَّنَسِ وَأَبْدِلْهاَ دَارًا خَيْرًا مِنْ دَارِهاَ وَأَهْلاً خَيْرًا مِنْ أَهْلِهاَِ وَزَوْجًا خَيْرًا مِنْ زَوْجِهاَ وَأَدْخِلْهاَ الْجَنَّةَ وَأَعِذْهاَ مِنْ عَذاَبِ الْقَبْرِ وَفِتْنَتِهِ وَمِنْ عَذَابِ النَّارِ
   6. ตักบีรฺครั้งที่สี่ อ่านดุอาอฺให้แก่ศพชายดังนี้
   اَللّهُمَّ لاَ تَحْرِمْناَ أَجْرَهُ وَلاَ تَفْتِنَّا بَعْدَهُ وَاغْفِرْ لَنَا وَلَهُ وَلِإِخْوَانِناَ الَّذِيْنَ سَبَقُوْناَ بِاْلإِيْماَنِ وَلاَ تَجْعَلْ فِي قُلُوْبِناَ غِلاًّ لِلَّذِيْنَ آمَنُوا رَبَّناَ إِنَّكَ رَؤُوْفٌ رَّحِيْمٌ.
   หากเป็นศพหญิงให้อ่าน
   اَللّهُمَّ لاَ تَحْرِمْناَ أَجْرَهاَ وَلاَ تَفْتِنَّا بَعْدَهاَ وَاغْفِرْ لَنَا وَلَهاَ وَلِإِخْوَانِناَ الَّذِيْنَ سَبَقُوْناَ بِاْلإِيْماَنِ وَلاَ تَجْعَلْ فِي قُلُوْبِناَ غِلاًّ لِلَّذِيْنَ آمَنُوا رَبَّناَ
   إِنَّكَ رَؤُوْفٌ رَّحِيْمٌ
   7. ให้กล่าวสลามสองครั้ง ครั้งที่หนึ่งหันไปทางขวา และครั้งที่สองหันไปทางซ้าย ในแต่ละครั้งให้กล่าวว่า
   اَلسَّلاَمُ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَةُ اللهِ
   
   การจัดการศพประการที่สี่คือ การฝังศพ
   หลุมศพและการฝังศพ (الدفنُ) อย่างน้อยที่สุดของการฝังศพคือ ฝังในหลุมที่สามารถป้องกันกลิ่นศพและป้องกันการขุดคุ้ยของสัตว์ร้าย โดยให้ศพหันหน้าไปสู่ทิศกิบละฮฺ
   

       

   

       

   

      http://www.masjidsamin.com/main/content.php?page=sub&category=15&id=66

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 02, 2011, 09:58:28 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8503 Level 75 : Exp 13%
HP: 7.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 04, 2010, 11:35:48 pm »
แบ่งปัน

ข้อควรปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยหมดลมสิ้นใจ
     1.เมื่อผู้ป่วยหมดลม (หยุดหายใจ) แน่นอนแล้ว สุหนัตให้กล่าวอิสติรญาอฺ (  الاسترجاع ) คือกล่าวประโยคหรือวรรคหนึ่งจากอัลกุรอาน  ในบทอัลบะกอเราะฮ์ 
إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ
    “ แน่แท้เราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแน่นอนเราต้องกลับสู่พระองค์ “ บทอัลบะกอเราะฮ์ โองการที่ 156  ท่านหญิงอุมมุสะละมะฮ์ ภรรยาคนหนึ่งของท่านรอซูล (ซ.ล) กล่าวว่า “ ดิฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล)  กล่าวว่า ไม่ว่าบ่าวคนใดที่ประสบทุกข์ภัยและเขากล่าวดุอาอฺว่า
إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ اللَّهُمَّ أْجُرْنِي فِي مُصِيبَتِي وَأَخْلِفْ لِي خَيْرًا مِنْهَا  
    “ อินนาลิ้ลลาฮี่ ว่า อินนา อี้ลัยฮี่ รอญี่อูน อัลลอฮุมม๊ะญุรนี ฟี มู่ซีบ้าตี ว่า อัคลิฟ ลี ค็อยร็อน มินฮา ” ( แน่แท้เราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแน่นอนเราต้องกลับสู่พระองค์  โอ้อัลลอฮ์ขอพระองค์ทรงตอบแทนกุศลความดีแก่ข้าพระองค์ในทุกข์โศกของข้าฯ และขอทรงโปรดประทานสิ่งที่ดีกว่าทด แทนให้ข้าฯด้วยเทอญ) และเมื่อครั้งที่อาบูสะละมะฮ์สามีของดิฉันเสียชีวิต ดิฉันก็กล่าวตามที่ท่านรอซูลได้เคยแนะนำไว้
    ปรากฏว่าอัลลอฮ์ทรงทดแทนผู้ที่ดีกว่าอาบูสะละมะฮ์ให้กับดิฉัน นั่นคือท่านรอซูลนั่นเอง “  บันทึกโดยมุสลิม  ท่านอาบูมูซาอัลอัชอะรีย์รายงานว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า อัลลอฮ์ทรง มีรับสั่งถามบรรดามะลาอิกะฮ์ที่ถอดวิญญาณลูกน้อยของบ่าวว่า “ บ่าวของข้า (พ่อของเด็ก) พูดว่า อย่างไร ? ” มะลาอิกะฮ์ทูลตอบว่า “ บ่าวของพระองค์สรรเสริญพระองค์ และกล่าวอิสติรญาอฺว่า อินนาลิ้ลลาฮฺ ว่า อินนา ........... อัลลอฮ์จึงทรงรับสั่งแก่บรรดามะลาอิกะฮ์ว่า “ พวกเจ้าจงสร้างบ้านหนึ่งหลังในสวรรค์ ให้แก่บ่าวของเราคนนี้เถิด และจงตั้งชื่อบ้านหลังนั้นว่า ” บัยตุ้ลฮัมดิ ” บ้านแห่งการสรรเสริญ ” บันทึกโดยอัตติรมิซีย์
      2.ให้ปิดตามัยยิตให้สนิท จนอยู่ในสภาพปกติเหมือนคนนอนหลับ ดังมีรายงานจากท่านรอซูลุล ลอฮ์ (ซ.ล)  ว่า เมื่อครั้งที่ท่านอาบูสะละมะฮ์ (ร.ด) สิ้นลมหายใจ ท่านรอซูล (ซ.ล) ได้เข้าไปดูศพและเห็นว่าดวงตาของอาบูสะละมะฮ์ยังเหลือกค้างอยู่ ท่านจึงเอามือลูบบนดวงตาของอาบูสะละมะฮ์จนปิดสนิท และท่านรอซูล (ซ.ล)  ก็กล่าวแนะนำชี้แจงแก่บรรดาซอฮาบะฮ์ในที่นั้นว่า
إِنَّ الرُّوحَ إِذَا قُبِضَ تَبِعَهُ الْبَصَرُ
   “ แท้จริงเมื่อวิญญาณถูกถอดออกจากร่าง ดวงตาจะจ้องมองตามวิญญาณที่ออกไป “ โดยมุสลิม
      3.คลุมร่างของมัยยิตด้วยผ้าให้มิดชิดตามสมควร โดยคลุมปิดให้มิดชิดไม่ให้เห็นเอาเราะฮ์ เพื่อป้องการความอุจาดตาแก่ผู้พบเห็น และป้องกันสัตว์หรือแมลงมารบกวนทำลายศพ ดังที่มีราย งานจากจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ว่า “ เมื่อครั้งที่ท่านรอซูลเสียชีวิต (วะฟาต) ร่างของท่านถูกห่มคลุมด้วยผ้า ” บรุด ” มีลายเป็นทาง ”  บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม
      4.แจ้งข่าวการเสียชีวิตของมัยยิตให้ญาติมิตรและคนรู้จักทั่วไปได้ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคน ดีมีคุณธรรมและผู้มีความรู้ทั้งหลาย เพื่อให้ช่วยแนะนำและบอกวิธีการจัดการศพอย่างถูกต้อง และเพื่อให้มีคนมาร่วมพิธีศพมากๆ เพราะโดยหน้าที่ของมุสลิมแล้วสมควรต้องมีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ของมุสลิมต่อมุสลิมด้วยกัน โดยเฉพาะเมื่อตอนเสียชีวิต เช่น ช่วยแบก,ช่วยขุดหลุม,ช่วยฝังศพและร่วมละหมาดและขอดุอาอ์ให้แก่ศพมุสลิมฯลฯ ยิ่งมีผู้มาร่วมพิธีศพมากเท่าใดก็ยิ่งจะเป็น ผลดีกับมัยยิตมากตามไปด้วย ท่านหญิงอิชะฮ์รายงานว่า ท่านรอซูลลุลอฮ์ (ซ.ล)  กล่าวว่า
مَا مِنْ مَيِّتٍ تُصَلِّي عَلَيْهِ أُمَّةٌ مِنْ الْمُسْلِمِينَ يَبْلُغُونَ مِائَةً كُلُّهُمْ يَشْفَعُونَ لَهُ إِلاَّ شُفِّعُوا فِيهِ
    “ มัยยิต (ศพมุสลิม) ใดก็ตามที่มีมวลชนจากบรรดามุสลิมมาละหมาดให้ โดยมีจำนวนถึง 100 คนและทุกคนขอชะฟาอะฮ์ให้เขา แน่นอนทั้ง 100 คนนั้นต้องได้ชะฟาอะฮ์ให้แก่ศพมุสลิมนั้น “ บันทึกโดยอะหมัด,มุสลิมและอัตติรมิซีย์   ในอีกรายงานหนึ่งของท่านอับดิลลาฮฺอิบนิอับบาส (ร.ด) จากท่านรอซูล (ซ.ล)  กล่าวว่า
          فَيَقُومُ عَلَى جَنَازَتِهِ أَرْبَعُونَ رَجُلاً لاَ يُشْرِكُونَ بِاللَّهِ شَيْئًا إِلاَّ شَفَّعَهُمْ اللَّهُ فِيهِ
     “ มีผู้มาละหมาดให้แก่ญะนาซะฮ์ของเขาจำนวน 40 คน โดยที่ทั้ง 40 คนนี้ไม่เคยทำภาคีกับอัลลอฮ์ แน่นอนทั้ง 40 คนนั้นจะได้ช่วยฟะฟาอะฮ์แก่เขาอย่างแน่นอน ”   บันทึกโดยมุสลิม
     ในบันทึกของอัลบุคอรีย์และมุสลิม ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ์ (ร.ด) รายงานว่า “ เมื่อครั้งที่อันนะญาชีย์กษัตริย์ผู้ครองเมืองหะบะชะฮ์สิ้นพระชนม์ ท่านรอซูล (ซ.ล)  ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ในวันนั้นโดยไม่มีผู้ใดเดินทางมาแจ้ง ท่านรอซูลจึงประกาศแจ้งให้บรรดาซอฮาบะฮ์ทุกคนทราบ และนำบรรดาซอฮา บะฮ์ออกมาละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่กษัตริย์อันนะญาชีย์ ” ท่านอะนัสอิบนุมาลิก (ร.ด) รายงานอีกว่า    “ ท่านรอซูลเคยแจ้งข่าวการเสียชีวิตของท่านเซด,ญะฟัรและอับดุลลอฮ์อิบนุร็อววาฮะฮ์ ” บันทึกโดยอัลบุคอรีย์  
    5.รีบจัดการศพ (คนตาย) ตามขั้นตอนต่างๆให้เร็วตามสมควร   เมื่อตรวจสอบเป็นที่แน่นอนแล้วว่าหยุดหายใจจริง ศาสนาอิสลามบัญญัติให้รีบจัดการศพ   ตามขั้นตอนและหลักการศาสนาโดยเร่ง ด่วนตามสมควร โดยเฉพาะเมื่อเกรงหรือคาดว่าสภาพของศพอาจเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น เน่าเปื่อยหรือส่งกลิ่นเหม็น ให้รีบอาบน้ำให้ศพ,ห่อหุ้มศพให้มิดชิด,ละหมาดขอดุอาอ์ให้อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษและเมตตาต่อศพและนำไปฝังให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ศพส่งกลิ่นเน่าเหม็นหรือ  โดนสัตว์ขุดคุ้ยขึ้นมากินซากหรือทำลายศพ ทั้งนี้การจัดการศพตามขั้นตอนต่างๆต้องดำเนินไปอย่าง ถูกต้องและเหมาะสม  ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ์ (ร.ด) รายงานจากท่านรอซูล (ซ.ล)  ว่า
َسْرِعُوا بِالْجِنَازَةِ فَإِنْ تَكُ صَالِحَةً فَخَيْرٌ تُقَدِّمُونَهَا وَإِنْ تَكُ سِوَى ذَلِكَ فَشَرٌّ تَضَعُونَهُ عَنْ رِقَابِكُمْ    
      “ พวกท่านจงเร่งรีบในการจัดการญะนาซะฮ์เถิด เพราะหากญะนาซะฮ์นั้นเป็นคนดี ก็ถือเป็นการดีสมควรดีแล้วที่พวกท่านเร่งให้เขาได้รับความดีเร็วขึ้น แต่หากว่าญะนาซะฮ์นั้นเป็นคนไม่ดี ก็เป็นการสมควรอีกเช่นกันที่พวกท่านจะได้ปลดความไม่ดีนี้ให้พ้นไปจากต้นคอของพวกท่าน ” บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม   ครั้งหนึ่งท่านรอซูลุลลฮ์ (ซ.ล)  ได้เป็นเยี่ยมท่านฏ็อลฮะฮ์ (ร.ด) ที่เจ็บป่วยและใกล้สิ้นใจ และท่านรอซูล (ซ.ล)  ก็กล่าวว่า
إِنِّي لاَ أَرَى طَلْحَةَ إِلاَّ قَدْ حَدَثَ فِيهِ الْمَوْتُ فَآذِنُونِي بِهِ وَعَجِّلُوا فَإِنَّهُ لاَ يَنْبَغِي
  لِجِيفَةِ مُسْلِمٍ أَنْ تُحْبَسَ بَيْنَ ظَهْرَانَيْ أَهْلِهِ
      “ ข้าพเจ้าเห็นสัญญาณแห่งความตายเกิดขึ้นแก่ฏ็อลฮะฮ์แล้ว ดังนั้นเมื่อเขาสิ้นใจพวกท่านต้องแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบโดยด่วน และพวกท่านจงรีบจัดการศพของฏ็อลฮะฮ์ทันที เพราะไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ศพของมุสลิมจะถูกปล่อยไว้เฉยๆท่ามกลางญาติพี่น้องโดยไม่รีบจัดการให้เรียบร้อย ” บันทึกโดยอาบูดาวู้ด แต่หากว่าจำเป็นต้องรอคอยทาญาติหรือญาติที่เป็นผู้ปกครอง (วะลีย์) ที่ต้องมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องที่จำเป็นเกี่ยวข้องกับศพหรืออื่นๆก็อนุญาตให้รอคอยได้ตามความจำเป็นเท่านั้น.
      6.ให้เร่งชำระหนี้สินที่เป็นภาระผูกพันของมัยยิต ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ์(ร.ด) รายงานจากท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล) ว่า
نَفْسُ الْمُؤْمِنِ مُعَلَّقَةٌ بِدَيْنِهِ حَتَّى يُقْضَى عَنْهُ
     “ วิญญาณของมุอฺมินจะถูกแขวนไว้กับภาระหนี้สินของเขา จนกว่าหนี้สินนั้นจะถูกชำระจนหมดเสียก่อน “ บันทึกโดยอะหมัดและอัตติรมิซีย์  คำว่าวิญญาณถูกแขวนไว้กับหนี้สินนั้นหมายความว่า เมื่อมุสลิมหรือมุอฺมินเสียชีวิตไปแล้ว เขายังจะไม่ได้รับการตอบแทน ทุกสิ่งทุกอย่างและทุกเรื่องที่เกี่ยว กับผลงานเขาจะถูกชะลอและค้างคาอยู่อย่างนั้นโดยไม่ทราบผล และมีหลายครั้งที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล)  เคยงดและแสดงความประสงค์ไม่ละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่ศพที่มีภาระหนี้สินผูกพันอยู่ จนกระทั่งมีผู้อาสารับผิดชอบชำระหนี้สินนั้นแทน ท่านรอซูล (ซ.ล)  จึงละหมาดญะนาซะฮ์ให้ และในช่วงหลังๆท่านรอซูล (ซ.ล)  เองก็อาสาช่วยรับผิดชอบชำระหนี้สินให้แก่ศพมุสลิมที่เสียชีวิตและมีภาระหนี้สินติดค้างอยู่ และไม่มีมรดกพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้ได้  ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล)  เคยกล่าวว่า
أَنَا أَوْلَى بِالْمُؤْمِنِينَ مِنْ أَنْفُسِهِمْ فَمَنْ تُوُفِّيَ مِنْ الْمُؤْمِنِينَ فَتَرَكَ دَيْنًا فَعَلَيَّ قَضَاؤُهُ
     “ข้าพเจ้าสมควรต้องรับผิดชอบต่อบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายมากกว่าตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้ใดเสียชีวิตและมีภาระหนี้สินไม่สามารถชดใช้ได้ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบชำระแทน “ บันทึกโดยอัลบุคอรีย์
 
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap