Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
วัฒนธรรมอาหารของมุสลิมจีนยูนนานสู่เส้นทางภาคเหนือ ประเทศไทย
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วัฒนธรรมอาหารของมุสลิมจีนยูนนานสู่เส้นทางภาคเหนือ ประเทศไทย  (อ่าน 2370 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8373 Level 74 : Exp 55%
HP: 3.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 22, 2011, 07:45:20 pm »
แบ่งปัน

อาหารการกิน
โดย  Nisreen Pattararuangwilai
   มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเชียงราย
   
    
   อาหารจีนยูนนาน

เรื่องอาหารการกินนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยนิยมพูดกันเท่านั้น คนจีนก็เหมือนกันเห็นความสำคัญของการทานอาหารนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น้อยหน้าใครๆเหมือนกัน อาหารจีนนั้นแบ่งออกเป็น 8 ประเภทใหญ่ๆ เบื้องหลังของอาหารแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันทางด้านภูมิศาสตร์  ความเชื่อ วัฒนธรรม เศรษฐกิจเป็นต้น  อาหารของชาวหุยในประเทศจีนนั้นก็มีประวัติศาสตร์ยืนยาว นับตั้งแต่พ่อค้าชาวอาหรับ เปอร์เซียเข้าไปค้าขายบนแผ่นดินมังกรในช่วงกลางศตวรรษที่ 7 พบว่ามีการนำอาหารประเภทต่างๆ เข้าไปด้วย  ลักษณะพิเศษของอาหารชิงเจิน(หมายถึงอาหารมุสลิม)จึงมีเอกลักษณ์พิเศษคือ สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมการกินของชาวเปอร์เซียและอาหรับ ขณะเดียวกันก็มีเป้นการผสมผสานกับสูตรต่างๆ ของอาหารใน 8 ประเภทนั้น  จึงทำให้อาหารของชาวหุยมีความหลากหลายมากขึ้น

บรรพบุรุษของชาวหุยที่อยู่ทางเหนือของจีนนั้นทานแป้งเป็นอาหารหลัก  ส่วนทางใต้นั้นทานข้าวเป็นอาหารหลัก สมัยก่อนนั้นชาวหุยในมณฑลยูนนานต้องทานข้าวฟ่าง ธัญญาพืชเป็นอาหารหลัก  หลังจากที่เริ่มมีการทำนาและมีการนำเข้ามันฝรั่ง(มันอะลู) จึงใช้อาหารประเภทนี้เป็นอาหารหลัก ปัจจุบันตามระดับคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นอาหารหลักนั้นก็มีความหลากหลายมากขึ้น โดยปกติแล้วการรับเลี้ยงแขกของชาวจีนยูนนานนั้นค่อนข้างจะมีความสมบูรณ์ แบ่งออกเป้น ลิ่วต้าว่าน(อาหาร 6 ชนิด)หรือปาต้าว่าน(อาหาร 8 ชนิด)รายการอาหารที่สืบทอดและนิยมกันคือ เนื้อน้ำแดง เนื้อเปื่อย เต้าหู้ วุ้นเส้น เนื้อนึ่ง  ซูโร่ว(แกงข้าวแป้ง)เป็นต้น ปัจจุบันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นส่วนมากนิยมทานแบบปาต้าว่าน(อาหาร8ชนิด) นอกจากเนื้อแล้ว กุ้ง หอย ปู ปลาก็มีให้เห็นจากบนโต๊ะเลี้ยงทั่วไป   

ทำนองเดียวกันเมื่อมุสลิมยูนนานอพยพมาถึงทางเหนือของไทย ก็ย่อมนำวัฒนธรรมการกินเข้ามา โดยเฉพาะอาหารในงานเลี้ยงต่างๆ (หรืออาจกลายเป็นอาหารประจำสำหรับบางครอบครัว)มักจะพบว่า ยังมีความเป็นยูนนานอยู่ เช่นอาหารประเภทเนื้อน้ำแดง (นิยมเรียกติดปากกันว่า ฮ่งตุ๋น) แกงข้าวแป้ง(นิยมเรียกติดปากกันว่า ซูจี) เป็นต้น นอกจากอาหารหลักแล้ว ยังมีอาหารว่างที่ยังคงติดค้างอยู่ในมุสลิมยูนนานในภาคเหนือตอนบนของไทยอีกหลายประเภท เช่นขนมโหยวเซียง(ขนมทอดที่ทำมาจากแป้ง) ขนมเปี๊ยะใส้ถั่วดำแบบยูนนาน เป็นต้น  ในที่นี้ขอเสนอประวัติความเป็นมาและวิธีการทำอาหารประเภทแกงข้าวแป้ง(ซูจี)

จริงๆ แล้วอาหารประเภทนี้เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารชาวฮั่น ชื่อที่ถูกต้องและอาหารประเภทนี้เรียกว่าซูโร่ว คำว่า ซู (酥) แปลว่ากรอบ คำว่าโร่ว(肉) แปลว่า เนื้อ ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นเนื้ออะไร แต่เพื่อเป็นการเลี่ยงความคลุมเครือไม่ชัดเจนในจุดนี้ มุสลิมยูนนานจึงเปลี่ยนจาก โร่ว(肉) เป็นคำว่า จี(鸡) ซึ่งแปลว่าไก่  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อเรียกที่ทำให้เกิดความมั่นใจในการเรียกขานและตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น

เมื่อกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของอาหารประเภทนี้ ก็ต้องย้อนไปเมื่อปลายราชวงค์ซัง ( ปี 1711 ก่อน ค.ศ. )  มีตำนานเล่ากันว่า ตอนที่ Zhouwangเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองแต่ไม่เอาใจใส่ หลังจากมีสนมที่ชื่อ SuDaji เข้าวัง พระองค์ก็ยิ่งจมปลักกับความรื่นเริงบันเทิงใจ และสนมคนนี้เมื่อได้รับความโปรดปรานจาก Zhouwangก็กลายเป็นคนที่ยโส โอหัง ไม่เกรงกลัวใคร เข่นฆ่าชาวบ้านเป็นว่าเล่น ไพร่ฟ้าประชาชนต่างก็เกรงกลัว แต่ทุกคนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ฤดูใบไม้ร่วงของปีหนึ่ง Zhouwangและ  SuDaji ออกไปล่าสัตว์ แต่กลับล่าสัตว์ไม่ได้เลยสักตัว ขากลับนายพรานที่ติดตามไปจับไก่และแกะของผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่ง และสนม SuDaji ก็บังคับให้ผู้หญิงคนนี้ปรุงให้เสร็จ หลังจากZhouwang SuDaji ทานกันอิ่มหมีพลีมันแล้วก็เดินทางกลับ ไม่จ่ายค่าตอบแทนใดๆ แก่ผู้หญิงคนนี้เลย ผู้หญิงคนนี้เสียใจวิ่งเข้าครัวอย่างรวดเร็ว และเพื่อเป็นการระบายความโกรธ ผู้หญิงจึงนำเนื้อมาชิ้นหนึ่ง เปรียบว่าเป็นเนื้อของ SuDaji  และสับด้วยความไปด้วยความแรงและร้องไห้ไปด้วย พร้อมกับพูดว่า “ นางปีศาจ แกมาทำร้ายข้า ข้าจะใช้มีดสับแกเป็นชิ้นๆ  นำแกไปทอดแล้วไปนึ่ง  แล้วข้าจะกินแกไม่ให้เหลือสักชิ้น   ”   จนกระทั่งสามีกลับมาพบเข้า นางก็ระบายให้สามีฟัง สามีจึงออกความเห็นว่า ถ้าเช่นนั้นแล้วเราก็เรียกเนื้อที่ทำนี้ว่า SuDaji  เมื่อนางได้ยินก็ยิ้มออกแล้วพูดว่า “ถ้าข่าวแพร่ออกไปว่าเราทานเนื้อ SuDaji หัวเราทั้งสองคนคงขาดแน่ๆ ” ทันใดนั้นสามีของนางจึงพลันคิดขึ้นมาได้จึงพูดว่า” ถ้าเช่นนั้นก็เปลี่ยนเป็นทาน Dasurou  เป็นการบอกโดยนัยว่าเป็นการทานเนื้อของ SuDaji” ทั้งสองมีพูดเสร็จ จึงนำเนื้อที่ซับเสร็จไปทอดและนึ่ง และทานกันอย่างเอร็ดอร่อย จึงเป้นที่มาของอาหารรสเด็ดจานนี้

หลังจากนั้นเมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป ชาวบ้านต่างก็เลียนแบบเพราะมีความเคียดแค้นสนม SaDajiเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อาหารจานนี้จึงได้ชื่อว่าอาหารที่อร่อยและสามารถระบายความอาฆาตได้ หลังจากที่ ราชวงค์ซังล่มสลายประชาชนก็กลับมาอยู่เย็นเป็นสุขอีกครั้ง และชื่อของ Dasurou จึงกลายเป็น Surouหรือ Xiaosurou ในปัจจุบัน
 

   แกงข้าวแป้ง


ซูจี(แกงข้าวแป้ง)สูตรมุสลิมยูนนาน
ส่วนประกอบที่สำคัญ
 
1  เนื้อไก่                300          กรัม
2  แป้งสาลี              100          กรัม       
3ไข่                        3              ฟอง
4  โครงไก่              500          กรัม
5  น้ำมัน                  500          กรัม
6  ขิงซอย                                10            กรัม
7  กระเทียม            5              กลีบ
8 แปะกั๊ก                4              หัว
9 เกลือ น้ำตาล พริกไทยป่น
 
  วิธีการทำ
 
1   หั่นไก่เป็นชิ้นลูกเต๋าแล้วหมักเกลือทิ้งไว้
2    ตีไข่และผสมแป้งสาลีให้เข้ากันพร้อมเติมไก่ น้ำตาล พริกไทยป่น เพื่อปรุงรส
3   นำน้ำมันตั้งไฟหลังจากที่น้ำมันเดือดแล้วให้ใช้ไฟอ่อนในการทอด
4   ใช้ช้อนตักไก่พร้อมแป้งลงในทัพพีที่มีน้ำมันแล้วปล่อยลงในกระทะทีละชิ้น
5    ระหว่างทอดต้องระวังความพอดีของไฟ เพราะถ้าไฟแรงไปอาจเกรียมง่าย
7    ตั้งไฟเพื่อต้มโครงไก่ พร้อมใส่กระเทียม แปะกั๊ก
8   นำไก่ที่ทอดเสร็จต้มในน้ำแกงไก่ หลังจากเดือดแล้วให้ต้มด้วยไฟอ่อนจนกระทั่งแป้งนิ่ม
9   ตักใส่ชามพร้อมโรยต้นหอมผักชี เพียงแค่นี้คุณก็จะได้ลิ้มลองกับซูจีอันโอชะ
 
เคล็ดลับ
สำหรับท่านที่ชอบทานผักหรือแพ้อาหารประเภทแป้ง สามารถเติมผักชนิดต่างๆ ระหว่างที่ต้มได้
 
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
 http://blog.sina.com.cn/s/blog_4ca49d9f01009cdg.html
http://www.meishichina.com/Eat/RMenu/200812/53795.html

มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
www.muslimchiangmai.net
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service