Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ประวัติความเป็นมาการทำฮัจญ์
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
กันยายน 22, 2017, 08:29:43 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาการทำฮัจญ์  (อ่าน 12441 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2010, 01:49:08 pm »
แบ่งปัน


                                                                                          
            ประวัติความเป็นมาการทำฮัจญ์
            
                                    

                      ในยุคที่มีความขัดแย้ง ความเหลวแหลก และไร้ซึ่งสัจธรรมในกลุ่มอาหรับ อัลลอฮ์จึงได้ส่ง             ท่านศาสดามูฮัมหมัดมายังกลุ่มชนนี้โดยสั่งใช้ให้ท่านศาสดาประสานหัวใจของพวกเขา และทำให้พวกเขา เป็นประชาชาติเดียวกันด้วยการยึดมั่น และศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว มีคำปฏิญาณคำเดียวกัน และการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเดียวกัน ด้วยหลักพื้นฐานของการสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันระหว่างกลุ่มต่างๆ อัลลอฮ์จึงบัญญัติแก่ประชาติมูฮัมหมัดให้จัดทำศาสนกิจที่ร่วมกันด้วยการ ละหมาดญะมาอะห์ ละหมาดญุมอัต ละหมาดดีด การประกอบพิธีฮัจญ์ร่วมกัน และศาสนกิจอื่นๆ เพื่อเป็นการประสาน สัมพันธไมตรี ประสานหัวใจของประชาชาติมุสลิมให้เป็นหนึ่งเดียว การประกอบพิธีฮัจญ์ ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ในการสร้างมิตรภาพระหว่างมุสลิมทั่วโลก โดยการที่คนต่างเชื้อชาติ ต่างถิ่นฐาน ต่างวัฒนธรรม ต่างมารวมตัวกันและใช้ชีวิตในช่วงเวลาสั้นๆ ร่วมกันปฏิบัติศาสนกิจ โดยมีเป้าหมาย เดียวกัน เ มื่อมนุษย์ชาติต่างได้ยินการเรียกร้องแห่งพระเจ้าให้มาร่วมตัวกันยังจุดนัดหมาย อันเป็นจุดศูนย์กลางของโลก แม้ว่าจะต้องเผชิญความยากลำบากเพียงใด ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าแล้ว พวกเขาก็ไม่หวั่นที่จะเดินทาง มายังบัยติ้ลลอฮิ้ลฮารอมการบำเพ็ญหัจญ์นั้นไม่ได้ถูกเริ่มในสมัยของท่าน ศาสดามูฮัมหมัด แต่มันได้ถูกเริ่มมาตั้งแต่สมัยท่านศาสนาอิบรอฮีม ด้วยกับหัวใจของประชาชาติยุคก่อน อิสลาม ที่ถูกเปลี่ยนสีไปพร้อมกับกาลเวลา จึงทำให้ศาสนาที่ถูกประทานลงมายังศาสดาอิบรอฮีม มีการบิดเบือนและขัดต่อ บัญญัติแห่งอัลลอฮ์ แน่นอนอาหรับในยุคญาฮิลียะห์ได้เข้าร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ซึ่ง มีสิ่งที่ขัดต่อบัญญัติของศาสดาอิบรอฮีม ปนอยู่มากมาย เมื่อยุคอิสลามได้มาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ จึงเกิดขึ้น สิ่งที่ไม่ถูกเรียกว่าศาสนาอันเป็นสิ่งที่ผิดต่อหลักการก็ได้ถูกขจัดออกไปในเรื่องของพิธีฮัจญ์ และศาสนกิจอื่นๆ และเป็นเรื่องที่ได้รับการยืนยันจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ว่าศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนา ที่เที่ยงแท้อันเป็นแนวทางที่สืบทอดมาจากศาสดาอิบรอฮีม                        

                   
         
            
               

                  การประกอบพิธีฮัจญ์ที่ มักกะห์            

            
         
            
               
                  

                          อัลลอฮ์ทรงเลือกให้มักกะห์และบริเวณรอบมักกะห์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฮัจญ์ เนื่องด้วยกะบะห์ซึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางมักกะห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพื้นโลกเป็นใจกลางของทุกทวีป ซึ่งสะดวกแก่มนุษย์ชาติ ที่จะเดินทางมา และแน่นอนกะบะห์เป็นมัสยิดแห่งแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้น อีกทั้งยังเป็นสถานที่ทาง ประวัติศาสตร์ ของบรรดาศาสดารุ่นก่อนๆ              

                             
            
                       
                                                                                                               
            การประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะห์
            
                                         

                  การวุกุฟที่อาราฟะห์                 การเลือกให้อาราฟะห์เป็นหนึ่งจากสถานที่วุกุฟ อันเนื่องมากจากอาราฟะห ์มีความสำคัญทาง ประวัติศาสตร์โลก ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานท ี่พบกันระหว่างท่านนบีอาดัม และพระนางฮาวาอ์ เป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงสั่งใช้ให้บรรดาศาสดาปฏิบัติศาสนกิจต่อพระองค์ เป็นสถานที่ ตอบรับคำวิงวอนจากพระองค์ เป็นสถานที่ที่อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษ และลบล้างความผิดต่างๆ จากปวงบ่าว                         การพำนักที่มีนา                 ในยุคก่อนอิสลาม อาหรับส่วนใหญ่จะมารวมตัวกันที่มีนา และทำการกล่าวโอ้อวดเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ ความใจบุญ ด้วยกับโวหารและสำนวนที่สละสลวย พวกเขาได้มุ่งมาจากสถานที่แล้งแค้นมายังมีนา เพื่อทำการซื้อขาย เพราะมีนาในขณะนั้นเป็นที่ตั้งของตลาดมากมาย อาทิเช่น ตลาดอุกกาซ ตลาดซิลมาญาซ ตลาดมัจนะห์ อิสลามยอมรับถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการรวมตัว ร่วมสังคมกันเช่นนี้ แต่ทว่าอิสลามได้เปลี่ยนการโอ้อวดมาเป็นการกล่าวซิกรุ้ลลอฮ์ การกล่าวตัสเบียะห์ การกล่าวสรรเสริญ อัลลอฮ์ และการกล่าวขอบคุณอัลลอฮ์แทน เป็นสิ่งที่แน่ชัดว่า การรวมตัวและการพำนักของผู้ประกอบ พิธีฮัจญ ์ในสถานที่นี้ เป็นสัญลักษณ์ของอัลอิสลาม การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางด้านวัตถุ และ วรรณกรรม เป็นสิ่งที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ให้กับมุสลิมในสายตาของศัตรูอิสลาม อีกทั้งการรวมตัวกัน ในสถานที่นี้ ยังเป็นการผูกมิตร จิตสัมพันธ์ต่อกันระหว่างพี่น้องมุสลิมที่อยู่ต่างเชื้อชาติ ต่างถิ่นฐาน เช่นเดียวกับการรวมตัวในสถานที่ต่างๆ ในการประกอบพิธีฮัจญ์                         การเดินซะแอระหว่าง ซอฟา และ มัรวะห์                 ซอฟา และ มัรวะห์ เป็นชื่อของสถานที่ที่มีความสำคัญในการประกอบพิธีฮัจญ์ และวิธีในการเดินซะแอ ระหว่างสองสถานที่นี้ ก็คือ การที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ ต้องเดินจากจุดหนึ่งมายังอีกจุดหนึ่งสมือนกับ ผู้ที่ค้นหา สิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ ที่มาของการเดินซะแอนั้น อันเนื่องมาจากพระนางฮาญัร ผู้เป็นภรรยาของท่านศาสดา อิบรอฮีม ได้แสวงหาน้ำให้กับตนเองและบุตร (อิสมาแอล) ในสถานที่แห่งนี้ นางได้แสวงหาน้ำและวิงวอน ต่ออัลลอฮ์อย่างนอบน้อม เพื่อที่พระองค์จะได้ประทานน้ำเป็นการดับกระหาย ให้กับตัวนางและบุตรทันใดนั้น น้ำที่ถูกเรียกว่า “ ซำซำ ” ก็ถูกพุดขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ที่มีต่อมนุษย์สืบต่อกัน มาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นการเดินซะแอระหว่างซอฟา และ มัรวะห์ เป็นการแสดงถึงความปรารถนา ซึ่งความ เมตตา และการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ อีกทั้งการเดินซะแอนั้นยังเป็นการย้อนระลึกถึงประวัติศาสตร์อิสลาม ที่เกี่ยวกับพระนางฮาญัร และท่านศาสดาอิสมาแอลอีกด้วย              

                          
         
                                                                                                               
            การประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะห์
            
                                         

                  กาขว้างเสาหิน                   การขว้างเสาหินนั้นเป็นวิทยปัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายของการขว้างเสาหินนั้นก็ คือ การขว้าง             “ อิบลิส ” มารร้ายที่อัลลอฮ์ทรงสาปแช่ง การขว้างเสาหินนั้นจะต้องขว้างให้ครบสามต้น ซึ่งต้นแรกเรียกเป็น ภาษาอาหรับว่า “ ญุมร่อตุ้ลอากอบะห์ ” ต้นที่สองเรียกว่า “ ญุมร่อตุ้ลวุซตอ ” และต้นที่สาม “ ญุมร่อตุ้ลซุกรอ ” โดยอาหรับบางกลุ่มจะเรียกต้นแรกว่า “ อิบลิสกุบรอ ” ต้นที่สอง “ อิบลิสวุซตอ ” และต้นสุดท้ายเรียกว่า “ อิบลิสซุกรอ ” เดิมทีอาหรับในยุคก่อนอิสลามได้ทำการขว้างเสาหิน มาก่อนอิสลามแล้ว โดยตามบัญญัติใช้ของท่านศาสดาอิบรอฮีม และเมื่อยุคอิสลามได้มาถึง บัญญัติที่ถูกใช้ ในสมัยศาสดาอิบรอฮีมก็ได้ถูกนำมาปฏิบัติอีกครั้ง ที่มาของการขว้างเสาหิน ก็เพื่อเป็นการระลึกและปฏิบัติรอยตามท่านศาสดาอิบรอฮีม เนื่องจากอัลลอฮ์ทรงลง วิงวอน (วาฮี) มายัง แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ให้ท่านศาสดาอิบรอฮีมเชือดผู้ที่เป็นลูกของตนเองนามว่าอิสมาแอล เมื่อศาสดาอิบรอฮีม ได้รับบัญชาเช่นนั้น ท่านจึงตอบรับคำบัญชาใช้ของอัลลอฮ์ ทันใดนั้นก็ได้ถูกรังควาน จากชัยตอนมารร้ายโดยพวกมันได้ห้ามมิให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม ปฏิบัติตามบัญชาใช้ของอัลลอฮ์ได้สำเร็จ ดังนั้นท่านศาสดาอิบรอฮีมจึงได้หยิบก้อนกรวด และขว้างใส่ชัยตอนทันที นี่คือที่มาของการขว้างเสาหิน ต้นแรก เมื่อแผนการอันชั่วร้ายนี้ล้มเหลวชัยตอนจึงได้เบนเข็มมุ่งเป้าหมายมายังพระนางฮาญัร บอกเล่า ถึงการกระทำของศาสดาอิบรอฮีม ที่จะเชือดบุตรชายของตน ดังนั้น พระนางฮาญัรจึงได้ขับไล่ ชัยตอน โดยการขว้างก้อนกรวดใส่ นี่ก็คือที่มาของการขว้างเสาหินต้นที่สอง เมื่อแผนการล้มเหลว ทั้งสองครั้ง ชัยตอน มิได้ลดความพยายามเบนเข็มมาหาท่านอิสมาแอล ผู้เป็นบุตรชาย บอกเล่าถึงการกระทำ             ของบิดาของเขา โดยกล่าว กับท่านอิสมาแอลว่า “ การกระทำเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ในโลกนี้ตลอด ประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ ตั้งแต่วันที่อัลลอฮ์ทรงสร้าง โลกนี้มา ” แล้วท่านศาสดาอิสมาแอลก็มิได้รอช้า หยิบก่อนกรวดขึ้นมา แล้วขว้างใส่ชัยตอนทันที และนี่ก็คือที่มา ของการ ขว้างเสาหินต้นที่สาม ดังนั้นเป้าหมายของการขว้างเสาหิน ก็เพื่อเป็นการปฏิบัติ ตามรอยท่านศาสดาอิบรอฮีม ท่านศาสดา อิสมาแอล และพระนางฮาญัรอีกทั้งยังเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ทางด้านประวัติศาสตร์อิสลามอีกด้วย                         การโกนศีรษะหลังจากเสร็จสิ้นการครองเอี๊ยะรอม                 การโกนศีรษะเป็นเครื่องหมายของผู้ที่เสร็จสิ้นการครองเอี๊ยะรอม โดยผู้เสร็จสิ้นจากการครองเอี๊ยะรอม แล้วจะต้องมุ่งหน้า มาทำการตอวาฟอำลา ( ตอวาฟวิดะอ์) ยังบัยตุ้ลลอฮ์ เป็นที่รู้กันว่าบัยตุ้ลลอฮ์นั้นเป็น สถานที่อันมีเกียรติต่อชาวอาหรับ ในยุคก่อนอิสลามและยุคอิสลาม ดังนั้นมารยาทของการอำลาในยุคนั้น ผู้อำลาต้องอยู่ในสภาพที่สะอาดหมดจด ปราศจากการมีผมเผ้ายุ้งเยือง

                          
         
                                                                                                               
            การประกอบพิธีฮัจญ์ที่ มักกะห์
            
                                         

                  เช่นเดียวกันกับบ่าวเมื่ออำลานาย ของตน เขาจะต้องอำลาไปในสภาพที่ดีและหมดจดที่สุด การโกนศีรษะเป็นสิ่งหนึ่งที่อิสลามได้สั่งใช้แก่ชายที่ เสร็จสิ้นจากการครองเอี๊ยะรอม โดยไม่บัญญัติใช้แก่สตรี อีกทั้งยังห้ามมิให้สตรี โกนศีรษะอีกด้วย เพราะได้มีรายงานมาจากพระนางอาอิชะห์ว่า “แท้จริงท่านนบีได้ห้ามมิให้สตรีใดโกนศีรษะของตน” เพราะการโกนศีรษะของสตรีนั้นจะเหมือนกับผู้ชาย ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ไม่มีภรรยาของท่านศาสดามูฮัมหมัด คนใดโกนศีรษะ ทว่าเพียงแค่ตัดผมเพียงน้อยนิดเท่านั้น                         การจูบหินดำ                “หินดำได้ถูกประทานลงมาจากสวรรค์ ในสภาพที่มีความขาวจัดประดุจน้ำนม ต่อมาความชั่ว ของมนุษย์ได้ทำให้มันเปลี่ยน เสีเป็นสีดำ ” แน่นอนสีดำนั้นมีอยู่เฉพาะหัวของหินดำเท่านั้น แต่ส่วนที่เหลือ เป็นสีขาว ซึ่งบอกเล่าโดยมูฮัมมัด อิบนุ นาเฟียะอฺ อัลคอซาอีย์ เพราะเขาเห็นด้วยกับตาของเขา โดยเขา กล่าววา “ ฉันได้สังเกตหินดำในขณะที่มันแตกเป็นชิ้นๆ เห็นว่าความดำนั้นมีอยู่บนหัวของหินดำเ ท่านั้น และส่วนที่เหลือของมันเป็นสีขาว” จากเหตุผลข้างต้นนี้เอง ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งต่างๆ ที่อัลลอฮ์ (ซุบฮาฯ) ทรงสร้างขึ้นมานั้น มีโทษและประโยชน์ และมี คุณลักษณ์ความพิเศษที่ต่างกันออกไป ดังนั้นหินดำก็คือวัตถุชิ้นหนึ่งที่อัลลอฮ์ให้ความพิเศษแก่มัน ให้ความสามารถแก่มัน เช่นเดียวกัน พระอาทิตย์และดวงจันทร์ก็คือวัตถุหนึ่งที่อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้น โดยพระองค์จะให้ความสามารถแก่มันทั้งสอง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะมนุษย์             การสวมผ้าครองเอี๊ยะรอมที่ไร้ซึ่งตะเข็บ                 ในการครองเอี๊ยะรอมนั้น อัลลอฮ์ได้สั่งห้ามเรามิให้สวมเสื้อผ้าที่มีตะเข็บ และห้ามจากการปกปิดศีรษะ สำหรับผู้ชาย เพื่อเป็นการแสดงถึงความน้อมนอบและต้อยต่ำอย่างที่สุดของผู้เป็นบ่าวต่อพระผู้เป็นเจ้า ดังที่มี คำวิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่า “ โอ้พระผู้ทรงอภิบาล ข้าน้อยไร้ซึ่งกรรมสิทธิ์ใดๆในตัวข้อน้อยนี้ และแน่นอน ทุกสรรพสิ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมานี้นั้น ข้าน้อยไร้ซึ่งสิทธิใดแม้แต่เพียงเล็กน้อย โดยที่ท่านนั้นคือผู้ครอง กรรมสิทธิ์ในถูกสิ่งที่บังเกิดขึ้นมา และต่อไปจะบังเกิด มาอย่างแท้จริง” ที่มาของการสวมผ้าครองเอี๊ยะรอม ก็คือ เสื้อผ้าของชาวอาหรับสำหรับบุรุษชายในสมัยท่านศาสนาอิบรอฮีม มีความง่ายใด ถึงขนาดกล่าวได้ว่า ไม่มีความแตกต่างกันมากนักกับการสวมผ้าครองเอี๊ยะรอม การกำหนดให้ผ้าครอง เอี๊ยะรอมเป็นสีขาวนั้น ก็เนื่องจากว่า สีขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความสะอาด บริสุทธิ์ และการกำหนดให้ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์สวม เสื้อผ้าที่เรียบง่ายเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า มนุษย์จะต้องเตรียมตัวออกจากภพนี้ โดยไร้ซึ่งเครื่องประดับไร้ซึ่งเครื่องแต่งกาย และไร้ซึ่งความสวยงาม              

                    
         
                                                
            การประกอบพิธีฮัจญ์ที่มักกะห์
            
                                         

                  การกำหนดให้ผ้าครองเอี๊ยะรอมเป็นสีขาวนั้น ก็เนื่องจากว่า สีขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความสะอาด บริสุทธิ์ และการกำหนดให้ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์สวม เสื้อผ้าที่เรียบง่ายเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า มนุษย์จะต้องเตรียมตัวออกจากภพนี้ โดยไร้ซึ่งเครื่องประดับไร้ซึ่งเครื่องแต่งกาย และไร้ซึ่งความสวยงาม             การสวมผ้าเอี๊ยะรอมก็ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ใน ตำแหน่งกษัตริย์ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี เศรษฐี และคนยากจน มีสถานะเดียวกัน นั้นก็คือบ่าวของอัลลอฮ์ ซึ่งจะต่างกันที่ความภักดี (ตออัต) ต่ออัลลอฮ์ที่ซ้อนอยู่ในจิตใจ การค้างแรมที่ “มุซด้ารีฟะห์” เนื่องจากผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ได้ใช ้ระยะเวลา ตลอดทั้งวันที่จะมุ่งหน้าไปยังมีนา เพื่อเป็น การพักผ่อนและลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง อัลลอฮ์จึงได้ บัญญัติการค้างแรมที่มุซด้ารีฟะห์ลงมา                         การเชือดอุดฮียะห์                 การเชือดอุดฮียะห์เป็นการปฏิบัติตามท่านศาสดาอิบรอฮีม ในขณะที่อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้ให้เชือดบุตรชาย ของตัวเอง แล้วท่านศาสดาอิบรออีม ก็ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ ต่อมาอัลลอฮ์ก็ทรงให้ท่านศาสดาถ่ายตัว บุตรชาย โดยให้เชือดแกะ แทนในด้านของการเชือดอุดฮียะห์นี้ มีวิทยปัญญาซ้อนอยู่ดังต่อไปนี้                       1. เพื่อเป็นการแสดงถึงความภักดีต่อผู้สร้างอย่างที่สุด แม้นจะถูกบัญญัติใช้ให้เชือดบุตรของตนเอง                       2. เพื่อเป็นการขอบพระทัยต่ออัลลอฮ์ถึงพระเมตตาที่ให้ถ่ายตัวบุตรชายของท่านศาสดาอิบรอฮีม และแน่นอน การจ่ายอุดฮียะห์นั้นจำเป็นต่อผู้ประกอบพิธีฮัจญ์แบบ “ ตะมัตตัวะอ์ ” และ “ กิรอน ” การตอวาฟกุดูม ( ตอวาฟขณะมาถึง) บัยตุ้ลลอฮ์อัลฮารอมเป็นสถานที่อันทรงเกียรติยิ่งกว่าสถานที่ใดๆ ในภพนี้ เป็นมัสยิดแห่งแรกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เกียรติต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสร้าง ปรากฏว่าเป็นมารยาทอย่างยิ่ง ที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะต้องแสดงความเคารพสถานที่ ด้วยการตอวาฟรอบกะบะห์ก่อนที่จะทำสิ่งอื่นใด และจะต้องนำมาทำก่อนการละหมาด ผู้ใดที่ทำการละหมาดก่อนการตอวาฟ ถือว่า เขาผู้นั้นเป็นผู้ไร้มารยาทอย่างมาก เมื่อทำการตอวาฟกุดูมเสร็จแล้ว มีสุนัต ให้ทำการละหมาดสุนัตสองรอกาอัตที่มากอมนะบีอิบรอฮีม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือว่า เป็นการแสดงความเคารพที่สมบูรณ์ที่สุด              

                                         

                  อ้างอิงจาก : หนังสือ ฮิกมะอ์ อัตตัชเรียะอฺ ว่าฟัลซะฟาตีฮี 27 พ.ย. 51             จากเว็บไซต์ www.siamic.com                        

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                
                           การประกอบพิธีฮัจญ์
                           
                                                                                   

                                                                                  บรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์กำลังมุ่งหน้าสู่มุซดะลิฟะหฺ                                                                                                 บรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ในมินา                          

                                                     
                        
                                         

                   

                          
         
credit  http://www.lib.ru.ac.th/journal/islamic-culture/huj6.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 13, 2011, 08:32:10 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 11:56:41 am »
แบ่งปัน

                                                
            

               การปฏิบัติตัวในการประกอบพิธีฮัจญ์

            

               การประกอบพิธีฮัจย์ เป็นหลักการประการสำคัญประการหนึ่งของหลักการอิสลามทั้ง 5 ประการ พระองค์อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ว่า 
               
               "และสำหรับสิทธิของพระองค์อัลลอฮที่มีเหนือมนุษย์ คือ การประกอบพิธีฮัจย์ ณ บัยตุลลอฮ์ สำหรับผู้ที่มีความสามารถ" ( ซูเราะห์ อัล อิมรอน โองการที่ 97 )
               
               การประกอบพิธีฮัจญ์ หรือ การทำฮัจญ์ จากภาษาอาหรับ: حج  
               
               คือการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะหฺในเดือนซุลฮิจญะหฺ ตามวันเวลา และสถานที่ต่าง ๆ ที่ทางศาสนาอิสลามกำหนดไว้ ซึ่งศาสนกิจข้อนี้เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิง ทุกคนที่มีความสามารถในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และการเดินทาง ที่จะต้องปฏิบัติ เรียกผู้ทำพิธีฮัจญ์ว่า ฮาจญ์

            

               การประกอบพิธีฮัจญ์ และการปฏิบัติตัวในการประกอบพิธีฮัจญ์
               
               ฮัจญ์ การแสวงบุญประจำปี  ณ. นครมักกะฮ์ โดยคนกว่าสองล้านคนจากทั่วโลกจะมาชุมนุมกันทุกๆ ปี ที่นครมักกะฮ์ ในฤดูกาลฮัจญ์ประจำปี ในเดือนที่ 12 ของปฏิทินอิสลาม ผู้แสวงบุญชายจะสวมใส่ชุดเอี๊ยะฮ์รอมซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่เรียบง่ายที่สุดเหมือนกันทุกคน  ซึ่งไม่มีการแยกชนชั้น วรรณะ หรือวัฒนธรรม ทุกๆคนยืนอย่างเท่าเทียมกันต่อหน้าอัลลอฮ์
               
               หลักการประกอบพิธีฮัจย์จะเป็นหลักการที่คงความสำคัญที่สุดของอิสลาม ทั้งนี้เนื่องจากว่าจำเป็นที่บุคคลจะต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระองค์อัลลอฮซุบห์ณฯ เช่นการเสียสละเงินทองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีฮัจย์ ละทิ้งลูกหลานและญาติพี่น้องไว้เบื้องหลัง เสียสละกำลังความสามารถและจิตใจเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการเดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครมักกะห์
               
               โดยการประกอบพิธีฮัจย์ เริ่มต้นด้วยการครองชุดเอียะห์ราม คือการนุ่งห่มด้วยผ้าสีขาว 2 ชิ้น การนุ่งห่มด้วยผ้าสีขาวนี้ นอกจากจะเป็นภาพพจน์แสดงถึงการมีร่างกายที่บริสุทธิ์สะอาดหมดจดแล้ว ยังจะแสดงถึงการมีจิตใจอันบริสุทธิ์ของบุคคล ปราศจากกิเลศมารและการมักมากใน รูป รส กลิ่น เสียง ตลอดจนความเพริดแพร้วของโลกนี้ พร้อมกับตั้งมั่นอยู่กับความสำรวมตนต่อพระองค์อัลลอฮพระองค์เดียว 
               
               และไม่ปฏิบัติสิ่งใดที่ขัดกับหลักวินัยบัญญัติแห่งการประกอบพิธีฮัจย์ เช่น การล่าสัตว์ การตัดต้นไม้ การพูดและการกระทำในสิ่งที่ลามก เป็นต้น นอกจากนี้แล้วเขาก็จะตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนต่างทัดเทียมกันและมีความเสมอภาคกัน ณ พระองค์อัลลอฮ (ซุบห์) ไม่มีผู้ใดที่จะประเสริฐไปกว่าผู้ใด ไม่ว่าเขาจะมีความร่ำรวย มีทรัพย์สินท่วมฟ้า มีความยากจน หรือมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่สักเพียงใดก็ตาม สำหรับผู้ที่มีเกียรติมากที่สุด ณ พระองค์อัลลอฮ คือ ผู้ที่ยำเกรงต่อพระองค์มากที่สุด
               
               ผู้ใดที่จะประกอบพิธีฮัจย์ก็จำเป็นที่เขาจะต้องเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ เพื่อพระองค์อัลลอฮองค์เดียว เพราะว่าการปฏิบัติศาสนกิจของบุคคลที่จะได้รับภาคผลหรือไม่นั้น ย่อมจะขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของเขาเป็นสำคัญ ถ้าหากว่าบุคคลเดินทางมาประกอบพิธีฮัจย์ เพื่อที่จะโอ้อวด หรือเพื่อที่จะแสดงว่าตนได้ประกอบพิธีฮัจย์แล้ว หรือมีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นเรียกตนว่า "ฮัจยี" หรือเพื่อที่จะโอ้อวดถึงความร่ำรวยของตน หรือเพื่อที่จะใช้การประกอบพิธีฮัจย์เป็ฯเครื่องมือในการประกอบกิจการงานหนึ่งงานใดหรืออื่นๆ การประกอบพิธีฮัจย์ของเขาก็หาคุณค่าอะไรมิได้ ณ พระองค์อัลลอฮ อีกทั้งเขายังเท่ากับได้ตั้งอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเป็นพระเจ้า คู่เคียงกับพระองค์อัลลอฮ (ซุบห์ฯ ) อีกด้วย

            

               และในชุดเอียะห์รามนี้ บรรดาฮุจยาดจะมุ่งสู่นครมักกะห์ เมืองแห่งความสงบเมืองแห่งศานติ และเมืองแห่งการประกอบความดี เขาจะทำการเวียนรอบวิหารกะฮบะห์ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีแห่งบ่าวของพระองค์บนผืนแผ่นดินนี้ ดังเช่นกับพฤติกรรมแห่งบ่าวของพระองค์ ณ ฟากฟ้า คือมะลาอิกะฮ โดยที่เขาเหล่านั้นได้เวียนรอบบัลลังก์ และสดุดีสรรเสริญต่อพระองค์

            

               เมื่อฮุจยาดเวียนรอบวิหารกะอบะห์แล้ว เขาจะทำการนมัสการละหมาด 2 ร๊อกะอะห์ ฯ ที่ยืนของท่านศาสดาอิบรอฮีม ทั้งนี้เพื่อที่จะเคารพภักดีต่อองค์อัลลอฮ และเพื่อรำลึกถึงผู้ที่จัดสร้างวิหารกะอบะห์ขึ้น ตามพระบัญชาแห่งพระองค์อัลลอฮ ซุบห์ฯ ผู้เทรงเอกะ พร้อมกับจะดื่มน้ำซำซำ ซึ่งพระองค์อัลลอฮได้ทรงสำแดงมหิตธานุภาพของพระองค์ให้แรากฏโดยการทำให้นำซำซำผุดขึ้นภายในหุบเขาที่แห้งแล้งไม่มีธารน้ำ และไม่มีต้นไม้อยู่และรำลึกเหตุการณ์ที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมได้นำเอานางฮาญัร ผู้เป็นภรรยาและอิสมาอีลผู้เป็นบุตรมาปล่อยไว้ ณ หุบเขาแห่งนี้ ตามบัญชาขอพระองค์อัลลอฮ โดยมีความเชื่อมั่นศรัทธาในเมตตาธิคุณและกรุณาธิคุณของพระองค์ 
               
               ขั้นต่อไป การ เดินทางไป ณ. สถานที่ที่กำหนด การ ขว้างเสอหิน คือการตอวาฟ สะแอ โดยจะเสร็จสิ้นเมื่อทำการขว้างเสาร์หินหน้าเดียวแล้ว ถึงจะปลดการครองเอี๊ยะรามได้ แต่การทำฮัจญ์ที่สมบูรณ์ และถูกต้องนั้น ต้องมีการทำอุมเราะห์ด้วย

            

               โดยรายละเอียดดังกล่าวจะมีกล่าวในขั้นต่อไป ในหมวดของ ขั้นตอนการไปทำพิธีฮัจญ์ที่

         
            
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 12:01:13 pm »
แบ่งปัน

   การประกอบพิธีฮัจญ์

   
      ฮัจย์
      1. เป็นรูกนที่ 5 ของรูกนอิสลาม ซึ่งกำหนดเป็น ฟัรดู ( ศาสนกิจระดับบังคับ ) สำหรับมุสลิมที่มีความสามารถ ( มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และปัจจัยที่จำเป็นในการประกอบพิธีฮัจย์ – เงิน อาหาร ) ต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครมักกะฮ . ในเดือน ซูลฮิจยะฮ . จำนวน ๑ ครั้งในชั่วชีวิต ( ส่วนจำนวนที่ประกอบฮัจย์มากกว่า ๑ ครั้ง จะไม่ถือเป็น วายิบ แต่ส่งเสริมให้กระทำ )
      Fardu Haji : Rukun Islam yg kelima yg memerlukan seseorang muslim yg cukup syaratnya pergi ke Mekah dan melakukan beberapa ibadat yg berkaitan dengan fardu itu. di sana . – Kamus Dewan
      2 เป็นศาสนพิธีในอิสลามที่กำหนดให้มุสลิมที่มีความสามารถจะต้องประกอบ พิธีฮัจย์ หนึ่งครั้งในชั่วชีวิตของมุสลิมแต่ละคน
      
      ฮัจย์สำคัญอย่างไร
      ท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ซ . ล .) ได้กล่าวแก่ชาวมุสลิมเกี่ยวกับฮัจย์ สรุปความได้ว่า
      “ โอ้ประชาติทั้งหลาย อัลลอฮ . ได้กำหนดฮัจย์เป็นหน้าที่ของพวกท่าน ( มุสลิม ) ดังนั้นท่าน ( มุสลิม ) ทั้งหลายจงทำฮัจย์ ”
      จากฮะดิษข้างต้น จะเห็นว่า รูกนฮัจย์ เป็นรูกนที่อัลลอฮ . ทรงกำหนดให้มุสลิมทุกคนจะต้อง (วายิบ) ประกอบ โดยมีคำอธิบายขยายเพิ่มเติมว่า บังคับเหนือมุสลิมทุกคน ยกเว้นผู้ที่ไม่มีความสามารถกระทำได้ อธิเช่น
      - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากความบกพร่องทางสมอง เช่น บ้า สติไม่สมประกอบ หรือ พิการทางร่างกายที่ไม่สามารถเดินทางและประกอบพิธีฮัจย์ได้
      - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากความเจ็บป่วย หรือเป็นโรค เช่น เจ็บป่วยหนักอย่างต่อเนื่อง เจ็บป่วยเป็นโรคติต่อร้ายแรง หรือเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นรอบข้าง เป็นต้น
      - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากความยกจน มีรายได้ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัวระหว่างการประกอบฮัจย์ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นระหว่างเดินทางและประกอบพิธีฮัจย์ หรือเป็นผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือเป็นคนล้มละลาย เป็นต้น
      - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากเหตุผลสุดวิสัยอื่น เช่น อยู่ในภาวะสงคราม โรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ เป็นต้น
      
      อุมเราะฮ . : เป็นอีบาดัตซุนนะฮ . ประการหนึ่ง ที่สามารถกระทำได้ ณ นครมักกะฮ. ซึ่งจะประกอบด้วยกิจกรรมอิฮรอม ตอวาฟ แซแอร์ และตะฮาลลูล โดยจะไม่ประกอบกิจกรรมวายิบของฮัจย์ บางครั้งเรียมอุมเราะห์ว่า ฮัจย์เล็ก
        UMRAH Umrah ialah Ibadat yg mengadungi beberapa perbuatan seperti ihram, tawaf, sai, dan tahalul. Tanpa wukuf wajib-wajib haji. - ada di panggel : selalu dipanggil Haji kecil
      
      
      การประกอบพิธีฮัจย์และอุมเราะห์ มี ๓ วิธี
      
      ๑ . อิฟรอด คือ การทำฮัจย์ก่อนการทำอุมเราะฮ . ฮุจญาดผู้ประกอบพิธีฮัจย์แบบฮัจญ์อิฟรอด จะประกอบพิธีฮัจญ์ก่อนทำอุมเราะฮ . หลังจากเสร็จพิธีฮัจญ์แล้วเขาจะเดินทางออกจากแผ่นดินฮะรอม แล้วเนียตเอียะฮ . รอมอุมเราะฮ . แล้วเดินทางเข้ามักกะฮ . เพื่อประกอบพิธีอุมระฮ . โดยต้องทำต้องทำภายในปีเดียวกันกับปีที่ประกอบพิธีฮัจญ์ วิธีอิฟรอด เป็นวิธีประกอบฮัจญ์ที่ดีกว่า การประกอบพิธีฮัจญ์วิธีตะมัตตุอ . และวิธีกิรอน โดยไม่ต้องเสียดัม ( ตามมัซฮับซาฟีอี )
      
      ๒ . ตะมัตตุอ . คือ การทำอุมเราะฮ . ในช่วงเวลาฮัจญ์ เมื่อเสร็จการทำอุมเราะฮ . แล้วฮุจญาดจะทำพิธีฮัจญ์ในปีเดียวกัน การประกอบพิธีฮัจญ์วิธีตะมัตตุอ . จะดีกว่าการประกอบพิธีฮัจญ์วิธีกิรอน แต่ต้องเสียดัม ( ค่าปรับต่อการกระทำผิดพลาด หรืออาจจะบกพร่องกรณีใดกรณีหนึ่งตามรูกนฮัจญ์ )
      
      ๓ . กิรอน คือ การทำฮัจญ์และอุมเราะฮ . พร้อมกันในช่วงเวลาฮัจญ์ หรือการเนียตทำอุมเราะฮ . แล้วนำเอาพิธีฮัจญ์เข้ามาก่อนลงมือทำอุมเราะฮ . แล้วก็ทำพิธีฮัจญ์จนแล้วเสร็จ ทั้ง ๒ รูปแบบนี้ผู้ปฏิบัติจะได้ทั้งฮัจญ์ และอุมเราะฮ . ในคราวเดียวกัน เพราะพิธีฮัจญ์ได้ครอบคลุมถึงพิธี อุมเราะฮ . อยู่แล้ว แต่ต้องเสียดัม
      
      รูกนของฮัจย์ มี ๖ ประการ ดังนี้
      
      ๑ . เอียะฮ . รอม คือ การตั้งเจตนา ( เนียต ) ทำพิธีฮัจย์ ฮุจญาดหรือผู้ที่จะประกอบพิธีฮัจย์ทุกคนจะต้องเริ่มต้นด้วยรูกนนี้ มิฉะนั้นการกระทำหลังจากนี้ทั้งหมดจะถือว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีฮัจย์ การตั้งเจตตนาหรือเนียต สามารถกล่าวด้วยข้อความต่อไปนี้
      “ ข้าพเจ้าตั้งเจตนาทำฮัจญ์ และครองตนไม่ละเมิดสิ่งต้องห้ามด้วยการทำฮัจย์ เพื่ออัลลอฮ . ซุบฮานาฮูวาตะอาลา”
      
      ๒ . วุกูฟ คือ การเดินทางไปปรากฏตัว ณ ทุ่งอะรอฟะฮ . ในช่วงเวลาตั้งแต่ตะวันคล้อยของวันที่ ๙ ของเดือนซุลฮิจญะฮ . และพักแรมคืน ณ ทุ่งมุซดะลีฟะฮ. ถึงเริ่มแสงอรุณ (หรือ พักแรมอย่างน้อยถึงหลังเที่ยงคืน) ของวันที่ ๑๐ เดือนซุลฮิจญะฮ . หรือ ที่เรียกว่า วันกุรบาน ซึ่งจะเป็น วันอิดิลฮัฎฮา (Idil Adha) หรือ วันรายอฮัจญี ของที่อื่นๆที่ไม่ใช่ทุ่งอะรอฟะฮ .( ทุกชุมชนมุสลิมที่นอกเหนือจากกลุ่มฮุจญาจที่อยู่ระหว่างประกอบฮัจย์ (วูกูฟ) ณ ทุ่ง อะรอฟะฮ . จะเป็นวันอิดิลอัฏฮา จะทำการละหมาดอิดิลอัฎฮา และทำการกุรบาน)
      
      ๓ . ตอวาฟ คือ การเดินเวียนรอบกะบะฮ . หรือ ไบตุลเลาะฮ . ( ฮุจยาดปกติจะเดินเท้า ส่วนฮุจยาดที่ชรา หรือ พิการ หรือ ไม่สบาย สามารถจ้างลูกหาบช่วยหาบ (ใช้เปลคล้ายเปลคนไข้) หรือ ใช้รถเข็น รอบกะบะฮ . แทนการเดินเท้า เป็นต้น การตอวาฟรอบกะบะฮ . จะเวียนซ้าย ( ทวนเข็มนาฬิกา ) จำนวน ๗ รอบ เริ่มจากแนวเส้นเริ่มต้น ซึ่งจะทำเป็นเครื่องหมายให้สามารถสังเกตได้ทั้งบนพื้น และที่อาคารมัสยิด เวลาตอวาฟเริ่มตั้งแต่เวลาพ้นเวลาเที่ยงคืนของวันที่ ๑๐ เดือน ซุ้ลฮิจยะฮ . แนวเส้นทางการตอวาฟดังแผนภูมิต่อไปนี้
      
      
      เงื่อนไขในการตอวาฟ
      เงื่อนไขของการตอวาฟมี 6 ประการ คือ
      1. ร่างกายต้องสะอาดจากอะดัสใหญ่และเล็ก และสะอาดจากนะยิสต่างๆ
      2  ต้องปกปิดอวัยวะที่พึงสงวน
      3  ต้องตั้งเจตนา (เนี๊ยต) ทำการตอวาฟ สำหรับตอวาฟทั่วไป สำหรับตอวาฟที่เกี่ยวกับพิธีฮัจย์ และอุมเราะฮ. ก็ไม่ต้องเนี๊ยต เพราะการเนี๊ยตเอียะฮ.รอม นั้นได้ครอบคลุมถึงพิธีการทั้งหมดแล้ว
      4  ต้องเริ่มการตอวาฟที่แนวมุมหินดำ (มีเส้นแนวกำหนด สามารถสังเกตุเส้นแนวที่กำหนดเป็นเส้นเริ่มต้นได้ที่พื้นลานรอบไบตุลลอฮ. และอาคารมัสยิดฮะรอมรอบใน)
      5  ต้องรักษาแนวการเดิน หรือวิ่งเยาะๆตอวาฟให้ไบตุลลอฮ.อยู่ด้ายซ้ายของผู้ตอวาฟเสมอตลอการตอวาฟ และต้องตอวาฟในมัสยิดฮะรอมเท่านั้น
      6 ต้องตอวาฟ.ห้ครบ 7 รอบ โดยมั่นใจ
      
      ๔ . สะอีย์ ( สะแอ ) คือ การเดินระหว่างเนินเขาซอฟา กับ เนินเขามัรวะห์ ๗ เที่ยว โดยให้เริ่มจากเนินเขาซอฟา ไปถึงเชิงเนินเชา มัรวะห์นับเป็น ๑ เที่ยว แล้วเริ่มนับเที่ยวที่ ๒ เดินจากเนินเขามัรวะห์ ถึง เนินเขาซอฟา นับต่อๆไปจนครบ ๗ เที่ยวจบ การสะอีย์ที่ เนินเขามัรวะห์
      
      ๕ การโกน หรือ ตัดเส้นผม หลังการซะอีย์ครบ ๗ เที่ยว ที่เนินเขามัรวะห์ แล้วจะต้องทำการโกนผม หรือ ตัดเส้นผม สำหรับฮุจญาจชายจะดีที่สุดคือการโกนศีรษะ สำหรับฮุจญาจสตรีนั้นส่งเสริมให้ตัดเส้นผมดีกว่าการโกนทั้งศีรษะ
      
      ๖ การปฎิบัติเรียงลำดับของรูกน ( ตารติบ ) หมายถึง การปฏิบัติรูกนฮัจย์ที่กล่าวมาเรียงลำดับขั้นตอนไม่สับสน และขาดขั้นตอน ซึ่งจะเริ่มจากการเอียะห์รอม แล้ววูกูฟ ตอวาฟ สะอีร์ แล้วตัดหรือโกนผม การทิ้งรูกนฮัจย์รูกนหนึ่งรูกนใดจะทำให้พิธีฮัจย์ใช้ไม่ได้
      
      
      วายิบฮัจย์มี 4 ประการ
      
      ๑ . เอียะห์รอมจากสถานที่ และในเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับผู้ที่อาศัยในนครมักกะฮ . สถานที่ที่กำหนดสำหรับเอียะห์รอม คือ ขอบเขตนครมักกะฮ .
      •  สำหรับผู้ที่อาศัยในนครมะดีนะฮ . สถานที่ที่กำหนด คือ “ ซุลฮุไลฟะฮ .” หรือ ที่เรียกในปัจจุบันว่า “ อาบารอะลี”
      •  สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าจากมักกะฮ . ทางประเทศ ชาม ( ซีเรีย ) อียิปต์ และมอร๊อคโค สถานที่ที่กำหนดเป็น “ ยุฮ . ฟะฮ .”
      •  สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามักกะฮ . จากประเทศ เยเมน สถานที่ที่กำหนดคือ “ ยะลำลำ ”
      •  สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมือง ฮิยาซ กำหนดให้เอียะห์รอมที่ “ กอรนุ้ลมะนาซิ้ล ”
      •  สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามักกะฮ . จากเส้นทางตะวันออก ให้เอียะห์รอมที่ “ ซาตุอิรก์ ”
      •  สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเส้นทางอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ข้างต้นให้ถือเอาเส้นทางผ่านซึ่งตรงกันกับสถานที่ที่ได้กำหนดไว้แล้วนั้น
      •  ส่วนเวลาที่กำหนดสำหรับเอียะห์รอมคือ สามารถกระทำได้ตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนเซาวาล เดือนซุ้ลเกียะห์ดะห์ และอีก ๑๐ วันแรกของเดือนซุ้ลฮิจยะห์ ( รวมช่วงเวลาที่สามารถทำเอียะห์รอมได้ คือ ๗๐ วัน )
      
      ๒ . การพักแรมที่ มุซดาลิฟะฮ . หลังวูกูฟที่ทุ่งอารอฟะฮ .
      กำหนดให้ฮุจยาดเดินทางออกจากทุ่งอารอฟะฮ . หลังฮัสรีไปยังที่ทุ่งมุซดาลีฟะห์พักแรมที่ทุ่งมุซดาลีฟะห์จนถึงหลังซุบฮิ หรืออย่างน้อยหลังเที่ยงคืนของวันที่ ๑๐ ซุลฮิจยะฮ . ซึ่งเป็นวันเชือดสัตว์ทำ กุรบาน ( วันอิดิลอัฏฮา ของชุมชนทั่วไป )
      
      ๓ . การพักแรมที่มินา หลังเดินทางออกจากทุ่งมุซดาลีฟะฮ . ฮุจยาดจะต้องเดินทางกลับที่ทุ่งมินา และพักแรมที่มินา ๓ คืน คือ วันที่ ๑๑ , ๑๒ และ ๑๓ ซุลฮิจยะฮ . หรือที่เรียกว่า “ วันตัซรีก 
      
      ๔ . การขว้างเสาหิน มีกำหนด ๓ ต้น ในกำหนดเวลาดังนี้
      •  วันแรกขว้างเสาต้นที่ ๑ เรียกว่า “ ยัมรอตุลอะกอบะฮ .” สามารถเริ่มขว้างตั้งแต่เวลาหลังเที่ยงคืนของวันที ๑๐ เดือนซุลฮิจยะฮ . ด้วยก้อนกรวดที่เก็บจากลานทุ่งมุซดาลีฟะฮ . จำนวน ๗ ก้อน
      •  วันที่ ๑๑ ๑๒ และ ๑๓ เดือนซุลฮิจยะฮ . ฮุจญาจจะเดินออกจากเต็นที่พัก ณ ทุ่งมีนา ไปขว้างเสาหินทั้ง ๓ ต้นๆ ละ ๗ ก้อน ตามลำดับ โดยกำหนดให้เริ่มจากเสา ยัมรอตุ้ลอูลา แล้วขว้าง เสายัมรอตุล วุสตอ และเสายัมรอตุลอะกอบะฮ . ตามลำดับ
      หมายเหตุ หากมีการละเว้นการปฏิบัติวายิบฮัจย์ประการใดประการหนึ่งไม่ทำให้เสียพิธีฮัจญ์ แต่ฮุจญาดผู้นั้นต้องเสียดัม ( ค่าปรับ )
      
      สิ่งที่ควรปฏิบัติ ( สุนัต ) ในพิธีฮัจย์
      สิ่งที่ควรปฏิบัติ หรือ สุนัต ที่ส่งเสริมในระหว่างการทำฮัจย์มีดังต่อไปนี้
      1. อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพื่อการเอียะฮ . รอม เพื่อเดินทางเช้ามักกะฮ . และอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อเอียะฮ . รอมเพื่อวูกูฟ
      •  ใส่เครื่องหอมที่ร่างกาย และเสื้อผ้าก่อนการเอียะฮ.รอม (ส่วนการใส่เครื่องหอมหลัง เอียะฮ.รอมแล้วถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม)
      •  กล่าว “ ตัลบียะฮ. ”
      ควรกล่าว ตัลบียะฮ.ด้วยเสียงค่อนข้างดัง กล่าวต่อเนื่อง หรือกล่าวให้มากที่สุดที่ทำได้ หลังเริ่มเอียะฮ.รอม ก่อนเข้านครมักกะฮ. เริ่มเดินทางไปทุ่งมีนา จนถึงการขว้างเสาหินที่ ยำรอตุลอะกอบะฮ.
      •  พักแรมคืนที่ ทุ่งมีนา ในคืนวันที่ 9 ซุลฮิจยะฮ.
      •  พักแรมจนถึงรุ่งอรุณที่ ทุ่ง มุซดาลีฟะฮ.
      •  หยุดพักที่ มัชอะริ้ลฮะรอม
      •  ขอดุอาฮ. เตาบัต อ่านกุรอาน และซิเกร์ให้มากๆ
      •  บริจาคทานให้มาก
      •  ละหมาดที่มัสยิดหะรอม
      •  ปฏิบัติสุนัตอื่นๆให้มากระหว่างประกอบฮัจญ์
       
      ตั้งเจตนาเอียะฮฺรอม(รูกน) จากสถานที่ที่(วายิบ) 
      ภายหลังตะวันคล้อย ของวันที่ 9 (รูกน) 
      ภายหลังเที่ยงคืนของวันที่ 10 (วายิบ )  
      เสา “ ยำรอตุ้ลอะกอบะฮ. ” หลังเที่ยงคืนวันที่ 10 ถึง วัน ที่ 13 (วายิบ)
      โกนศีรษะ หรือ ตัดผมบางส่วน ( รูกน)
       เดินทางกลับมักกะฮ. เพื่อตอวาฟ ( รูกน)
       ทำสะอีร์ หลังตอวาฟ (รูกน)
       พักแรมคืนที่มีนา 3 คืน (วายิบ)
       ขว้างเสาหินวันที่ 11 12 และ 13 ต้นละ 7 ก้อน รวม 21 ก้อน (วายิบ)
       
      ค่าดัมในการละทิ้งวายิบฮัจย์
      •  ในกรณีมีการละทิ้งไม่การทำ วายิบฮัจญ์ ประการใดประการหนึ่ง เช่น
      •  ละเว้นหรือลืมกรทำเอียะห์รอม ณ สถานที่ที่กำหนด หรือ
      •  ละเว้นการพักแรมคืน ณ “ มุซดาลีฟะห์ ” หรือ
      •  ละเว้นการพักแรมคืนที่ “ มีนา ” หรือ
      •  ละเว้นการขว้างเสาหิน หรือ
      •  ละเว้นการตอวาฟอำลา
      •  กำหนดต้องเสียค่าดัม ( ค่าปรับ ) ดังนี้คือ
      1. ให้เชือดแพะ หรือ แกะ 1 ตัว แล้วให้แจกจ่ายเนื้อแก่คนยากจน ถ้าไม่สามารถกระทำได้ ( ไม่สามารถหา หรือ ซื้อ แพะ หรือ แกะ เชือดเสียดัมได้ ) กำหนดให้ ถือศิลอด ( ปัวซอ ) เป็นเวลา 10 วัน โดยถือ ศิลอด 3 วัน ภายหลังเอียะห์รอม ( ควรถือศิลอด ในวันที่ 6, 7 และ 8 ของเดือน ซุลฮิจยะห์ ส่วนอีก 7 วันที่เหลือ นั้นให้ถือเมื่อเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ถึงภูมิลำเนาเดิมแล้ว ( กลับถึงบ้านของฮุจญาดแต่ละคน )
      2 .กรณีละเว้นการพักแรมคืน ณ ทุ่งมีนา 1 คืน ต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร 1 มุด ( ลิตร ) 2 คืน ต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร 2 มุด ( ลิตร ) 3 คืน ต้องเสียค่าปรับเต็มอัตรา คือ เชือดแพะ หรือ แกะ 1 ตัว หรือ ถือศิลอด 10 วัน แล้วแต่กรณี
      3. กรณีละเว้น การขว้างเสาหิน ( ใช้ก้อนหิน 7 ก้อน ) ถ้าขาด 1 ก้อนต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร 1 มุด ( ลิตร ) ถ้าขาด 2 ก้อน ต้องเสียค่าปรับ เป็นอาหาร 2 มุด ถ้าขาด 3 ก้อนหรือมากกว่า ต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร ต้องเสียค่าปรับเต็มอัตราดังได้กล่าวไว้ข้างต้น
      
      ข้อห้ามขณะอยู่ในเฮียะห์รอม
      ข้อห้ามขณะอยู่ในเอียะห์รอมมี ๗ ประการ
      •  เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม
      
      สำหรับฮุจญาจชาย
      •  ห้ามปิดศีรษะ ทั้งหมดหรือบางส่วนของศีรษะ
      •  ห้ามสวมใส่ด้วยเครื่องนุ่งห่มที่เย็บติดกัน หรือทอต่อกัน เช่นกาง เกง เสื้อ เป็นต้น
      •  ห้ามสวมรองเท้า แบบหุ้มส้นเท้า และปลายนิ้วเท้า
      •  ห้ามสวมใส่ เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับที่เป็นวงกลม หรือ เย็บต่อกันเป็นวง
      
      สำหรับฮุจญาจหญิง
      •  ห้ามสวมเครื่องแต่งกายแบบปิดใบหน้า
      •  ห้ามปิดฝ่ามือ ด้วยการสวมใส่ถุงมือ
      •  ไม่ห้ามเสื้อผ้าที่ตัดเย็บ หรือทอติดกัน เช่นเดียวกันกับฮุจญาจชาย
      •  เครื่องหอม เครื่องประทินผิว
      ทั้งฮุจญาจชาย และหญิง ห้ามใส่ หรือพรมน้ำหอม หรือ เครื่องสำอางที่ร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม หรือที่นอน
      •  การใส่ครีมแต่งผม ทาเครา และทาร่างกาย
      ครีมหรือน้ำมันประเภทนี้มักผลิตเป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดมีกลิ่นหอม และไม่มีกลิ่นหอม สำหรับครีมหรือน้ำมันประเภทมีกลิ่นหอม ห้ามใช้ทั้งเป็นครีมแต่งผม หรือใส่ที่เครา หรือร่างกาย เช่นเดียวกันกับเครื่องหอม และเครื่องประทินผิว
      ส่วนประเภทที่ไม่มีกลิ่นหอม สามารถทางตามผิวกายได้ แต่ห้ามทาหรือใส่ผม หรือเครา
      •  เกี่ยวกับการโกนผม ขนและ การตัดเล็บ
      ในระหว่างครองเอียะฮ์รอม ห้ามทำลายขนในร่างกาย เช่น ผม ขนรักแร้ ขนอวัยวะเพศ ขนจมูก เป็นต้น ด้วยวิธีการใดๆโดยเด็ดขาด เช่น การถอน การโกน การใส่ยาให้ขนร่วง หรือวิธีการอื่น
      ข้อมูลจาก
      www.fathoni.com
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2010, 12:04:17 pm »
แบ่งปัน

   ฮัจญ์มับรูรฺ องค์รวมแห่งสาสน์สันติภาพ : ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา

   
      DeepSouthWatch's picture
   
   
      

         ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา
         อะมีรุ้ลฮัจย์ประจำปี ฮ.ศ. 1428 
          

      

         อัลลอฮฺตรัสไว้ความว่า "และสิทธิของอัลลอฮฺที่มีแก่มนุษย์นั้น คือการประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บัยติลลาฮฺ สำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทางได้" (3/97)

      

         ฮัจญ์ เป็นหลักศาสนบัญญัติในอิสลามประการที่ห้า ที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติเพียงครั้งเดียวในชีวิต โดยมีเงื่อนไขอยู่ที่มีความสามารถทั้งสุขภาพร่างกาย ทรัพย์สินเงินทองและความปลอดภัยในการเดินทาง  ฮัจญ์จึงเป็นแหล่งรวมประชาคมโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่สามารถรวบรวมประชากรโลกที่ก้าวโพ้นพรมแดนทางเผ่าพันธุ์ ชั้นวรรณะ วัฒนธรรมและประเทศชาติ สู่การหลอมรวมพลโลกให้มีความเป็นเอกภาพทั้งด้านความตั้งใจและวัตถุประสงค์ รูปแบบและวิธีการ สถานที่และแหล่งปฏิบัติ แม้กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์นอกกาย ทุกคนพร้อมใจปฏิบัติอย่างเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยหัวใจที่นอบน้อมและยอมศิโรราบในความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงบริหารจัดการสากลจักรวาล

      

         ปรากฎการณ์อันน่ามหัศจรรย์ของประชากรโลกนี้ มิเพียงแต่แสดงถึงความเป็นสากลจักรวาลของสาสน์อิสลามเท่านั้น หากยังเป็นภาพสะท้อนของวิถีชีวิตมุสลิมที่มีความผูกพันและตอบรับการเชิญชวนของอัลลอฮฺด้วยหัวใจที่สำรวม อากัปกิริยาที่อ่อนน้อม จรรยามารยาทอันสูงส่งและการมีปฏิสัมพันธ์อันดีทั้งต่อตนเอง สิ่งแวดล้อมรอบข้างและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

      

         กล่าวได้ว่า ฮัจญ์ คือการปฏิบัติภาคสนามซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ที่มีเจตนารมณ์ในการฝึกอบรมและหล่อหลอมพลโลกให้ซึมซาบองค์รวมสาสน์อิสลาม ที่มุ่งให้มุสลิมเป็นทูตสันถวไมตรีและสันติภาพระดับสากล ผู้ยึดมั่นในศาสนาแห่งความกรุณาปรานีอย่างแท้จริง

      

         ด้วยเหตุดังกล่าว อิสลามจึงให้ความสำคัญกับฮัจญ์มับรูรฺ อันหมายถึงฮัจญ์ที่รังสรรค์ความดีงาม ที่ไม่ผสมผสานอบายมุขทั้งปวง เป็นการประกอบพิธีฮัจญ์ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมและการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ และเป็นที่ยอมรับของพระองค์ ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทุกคน เพราะศรัทธามั่นต่อคำพูดของ นบีมูฮัมมัด(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)ที่กล่าวไว้ความว่า"ไม่มีผลตอบแทนใดๆ สำหรับฮัจญ์มับรูรฺ เว้นแต่สรวงสวรรค์เท่านั้น" (หะดีษรายงานโดยบุคอรีและมุสลิม)

      

                   เจตนารมณ์ของอิสลามอันยิ่งใหญ่นี้ จะไม่สามารถเกิดมรรคผลในภาคปฏิบัติได้ เว้นแต่ผู้เข้าร่วมพิธีฮัจญ์ จะประกอบพิธีฮัจญ์มับรูรฺที่ประกอบด้วย1) พื้นฐานหลัก ประการ 2) เงื่อนไข 2ประการ และ3) วิถีทัศน์ ประการ สรุปได้ดังนี้

      

         (1) พื้นฐานหลัก 2 ประการ ได้แก่

      

         1.1 มีจิตใจที่บริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮฺเท่านั้น โดยปราศจากการตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ ดังอัลกุรอานกล่าวไว้ความว่า "และพวกเจ้าทั้งหลายจงให้สมบูรณ์ ซึ่งการทำฮัจญ์และการทำอุมเราะฮฺเพื่ออัลลอฮฺเถิด" (2/196)

      

         1.2 ประกอบพิธีฮัจญ์โดยยึดจริยวัตรของนบีมูฮัมมัด(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เป็นต้นแบบ โดยไม่มีการอุตริหรือเพิ่มเติมเสริมแต่งในทุกกระบวนการของการประกอบพิธีฮัจญ์ใดๆ ทั้งสิ้น ตามคำอธิบายและคำชี้แจงของนักวิชาการมุสลิม(อุละมาอฺ)ที่ได้รับการยอมรับ ดังหะดีษกล่าวไว้ความว่า "ท่านทั้งหลาย จงรับต้นแบบการประกอบพิธีฮัจญ์จากฉันด้วยเถิด" (รายงานโดยมุสลิม/1297)

      

         บนพื้นฐานหลักทั้งสองประการนี้ จึงเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการประกอบพิธีฮัจญ์ที่ได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ซึ่งเป็นการสะท้อนที่มุสลิมทุกคนกล่าวคำปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัด คือศาสนทูตของพระองค์

      

         (2) เงื่อนไข 2 ประการ ได้แก่

      

         2.1 ละเว้นและหลีกเลี่ยงข้อห้าม 3 ประการคือ

      

         2.1.1 ห้ามมิให้มีการสมสู่หรือมีพฤติกรรมที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ

      

         การห้ามมิให้มีการสมสู่หรือมีพฤติกรรมที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศนั้น ยังรวมถึงการใช้วาจาเสียดสีกระเซ้าเย้าแหย่ การล่วงละเมิดทางเพศแม้เพียงโดยสายตา มุสลิมไม่ได้รับอนุญาตกระทำการดังกล่าวแม้ต่อภรรยาของตนเอง ตราบใดที่อยู่ระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์

      

         การชุมนุมของผู้คนที่มีการปะปนระหว่างชายหญิง หรือคู่สามีภรรยาตามเทศกาลต่างๆ ของมนุษยชาติ ไม่ว่ามหกรรมกีฬาระดับสากล การอบรมสัมมนานานาชาติ หรือแม้กระทั่งการรวมชุมนุมในนามของเทศกาลแห่งศาสนา ประการหนึ่งที่มีการเตรียมการอย่างใหญ่โตมโหฬารคือการอำนวยความสะดวกในการสนับสนุนโครงการอุตสาหกรรมทางเพศ ให้สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่สำหรับมุสลิมที่กำลังประกอบพิธีฮัจญ์แล้ว เขามิหาญกล้ากระทำการยั่วยุอารมณ์ทางเพศฝ่ายตรงกันข้าม แม้ต่อภรรยาหรือสามีของตนเอง และถือว่าการกระทำดังกล่าว เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายผลบุญของการประกอบพิธีฮัจญ์เลยทีเดียว

      

         2.1.2 ห้ามมิให้มีการล่วงละเมิด

      

         การกระทำที่ล่วงละเมิด หมายรวมถึงการกระทำบาปทั้งหลาย ทั้งที่เป็นข้อห้ามสำหรับผู้ประกอบพิธีฮัจญ์เป็นการเฉพาะเช่น การล่าสัตว์ตัดชีวิต ตัดหรือเด็ดกิ่งไม้ ตัดเล็บ โกนผม การใช้น้ำหอมและอื่นๆ หรือการฝ่าฝืนข้อห้ามสำหรับมุสลิมทั่วไป ทั้งที่เป็นบาปเล็กหรือบาปใหญ่ ชั่วคราวหรือต่อเนื่อง หรือแม้กระทั่งการตั้งใจที่จะกระทำบาปในช่วงพิธีฮัจญ์หรือในแผ่นดินหะรอม(มักกะฮฺและมะดีนะฮฺ) อิสลามยังถือว่าเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ ที่สมควรได้รับโทษอันแสนสาหัสจากอัลลอฮฺเลยทีเดียว

      

         มุสลิมจะละเลิกสิ่งอบายมุขดังกล่าว เพียงเพื่อแสดงความเป็นบ่าวผู้จงรักภักดีและแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺเท่านั้น 

      

         2.1.3 ห้ามมิให้มีการทะเลาะวิวาทกัน

      

         การห้ามมิให้มีการทะเลาะวิวาทในที่นี้ ครอบคลุมความหมาย 2 ประการคือ 1) การโต้เถียงในเรื่องหลักการของฮัจญ์ ประวัติความเป็นมาด้านศาสนบัญญัติ ซึ่งถือเป็นความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะเป็นข้อพิพาทโต้แย้งโดยใช่เหตุเลย และ 2) การโต้เถียงช่วงก่อน ระหว่างหรือหลังจากการประกอบพิธีฮัจญ์ ทั้งนี้เนื่องจากฮัจญ์ เป็นที่รวมของผลประโยชน์อันมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับประเทศหรือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาของการประกอบพิธีฮัจญ์ที่มีผู้คนจำนวนมากมายทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามา ณ สถานที่และวันเวลาที่จำกัด ซึ่งหากไม่มีการเรียนรู้การลดทิฐิของตนเอง การให้อภัย การให้เกียรติ และการไว้วางใจซึ่งกันและกันฉันพี่น้องกันแล้ว ความขัดแย้งที่อาจบานปลายลุกลามขั้นทะเลาะวิวาทก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

      

         การทะเลาะวิวาท ณ ที่นี้คือการใช้วาจาโต้เถียงกัน แม้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกก็ตาม ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จึงเป็นบุคลิกที่ถูกประดับประดาด้วยคุณลักษณะของการอ่อนน้อมถ่อมตน ใจสำรวม สงวนคำพูด มีสติ  รู้จักระงับอารมณ์โกรธและให้อภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

      

                  2.2 ประกอบคุณธรรม 5 ประการคือ

      

         2.2.1 การเก็บเกี่ยวและรวบรวมเสบียงสำหรับการเดินทาง โดยที่เสบียงที่ดีที่สุดคือความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ อันหมายรวมถึง ความรู้ที่ได้รับการปฏิบัติ การขอพร (ดุอา) และบทกล่าว (ซิกรฺ) ในโอกาสต่างๆช่วงการทำฮัจญ์ การกระทำสิ่งที่อัลลอฮฺทรงใช้ และละเว้นสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงห้าม เป็นต้น

      

         2.2.2 การโปรยสลาม ไม่ว่าด้วยคำพูด ด้วยการกล่าวอัสสะลามุอะลัยกุม ทั้งต่อคนรู้จักหรือไม่รู้จัก หรือด้วยการกระทำ มุสลิมจะไม่เป็นผู้สร้างความเดือดร้อนหรือลำบากใจแก่ผู้อื่น ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์มีภารกิจหลักที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลาคือการเป็นทูตสันถวไมตรีและสันติภาพระดับสากลที่ยึดมั่นในหลักการ "ไม่มีการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเอง และไม่มีการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น"(หะดีษรายงานโดยอิมามมาลิก/1426)

      

         2.2.3 การใช้สัมมาวาจา โดยการใช้คำพูดที่ดีและไพเราะ ที่แสดงถึงความจริงใจของผู้พูด มีการถามไถ่ทุกข์สุขและรับทราบปัญหาของพี่น้องด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน ทำความรู้จักระหว่างผู้ประกอบพิธีฮัจญ์บนพื้นฐานความเป็นภราดรภาพในอิสลาม 

      

         2.2.4 การให้อาหาร ซึ่งถือเป็นการให้ทานที่ประเสริฐสุดในช่วงการทำฮัจญ์ การให้อาหารถือเป็นกิจวัตรของมุสลิมอยู่แล้ว อิสลามได้กำชับแก่มุสลิมให้อาหารแก่คนยากคนจน เด็กกำพร้าหรือแม้กระทั่งเชลยศึกที่ถูกจับได้ในสมรภูมิสงคราม เพราะการให้อาหารถือเป็นหลักพื้นฐานของความดีงาม การมีจิตใจที่โอบอ้อมอารีและเผื่อแผ่เมตตา มุสลิมกระทำการดังกล่าว โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เว้นแต่ความโปรดปรานของอัลลอฮฺเท่านั้น

      

         2.2.5 การเปล่งเสียงตัลบียะฮฺและการหลั่งเลือดด้วยการเชือดสัตว์ฮัดย์หรือสัตว์กุรบานในช่วงประกอบพิธีฮัจญ์ 

      

         การละเว้นข้อห้าม ประการ และการประกอบคุณธรรม ประการดังกล่าวช่วงการทำฮัจญ์ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการได้รับฮัจญ์มับรูรฺ และถือเป็นสาระหลักของความดีที่เป็นหัวใจของฮัจญ์มับรูรฺ ดัง     อัลกุรอานกล่าวไว้ความว่า "และความดีใดๆ ที่พวกเจ้ากระทำนั้น อัลลอฮฺทรงรู้ดี และพวกเจ้าจงเตรียมเสบียงเถิด แท้จริง เสบียงที่ดีที่สุดนั้นคือความยำเกรง และพวกเจ้าจงยำเกรงข้าเถิด โอ้ผู้มีปัญญาทั้งหลาย" (2/197)

      

         (3) วิถีทัศน์ ประการได้แก่

      

         3.1 การตอบรับคำเชิญชวนของอัลลอฮฺด้วยการน้อมรับคำบัญชาของพระองค์โดยเคร่งครัด โดยผ่านคำพูดที่ว่า لَبَّيْكَ  لَبَّيْكَ اللّهُمَّ(ลับบัยกัลลอฮุมมะ ลับบัยกะ) หมายถึง โอ้อัลลอฮฺ ฉันได้ตอบรับคำเชิญชวนของพระองค์แล้ว

      

          

      

         3.2 การตอบรับคำเชิญชวนของนบีมูฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ด้วยการปฏิบัติตามจริยวัตรของท่าน ที่ปราศจากการอุตริเสริมแต่ง โดยผ่านคำพูดที่ว่า لَبَّيْكَ يا رَسُولَ اللهِ  (ลับบัยกะ ยา เราะสูลัลลอฮฺ) หมายถึงโอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ฉันตอบรับคำเชิญชวนของท่านแล้ว ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมชีวิตของบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่มีต่อนบีมูฮัมมัด(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) 

      

                   3.3 การตอบรับที่จะเชื่อฟังผู้นำผู้ทรงคุณธรรม โดยไม่แสดงอาการกระด้างกระเดื่อง ตราบใดที่ผู้นำสั่งใช้ในสิ่งที่สอดคล้องกับหลักการอิสลาม โดยผ่านคำพูดที่ว่า لَبَّيْكَ يا وَلِيَّ الأَمْرِ  (ลับบัยกะ ยา วะลิยัลอัมริ) หมายถึง โอ้ผู้นำของฉัน ฉันเชื่อฟังท่านแล้ว และนี่คือธรรมเนียมชีวิตของบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่มีต่อผู้นำของเขา

      

          

      

                   วิถีทัศน์ทั้ง ประการข้างต้นถือเป็นเคล็ดลับสำคัญของฮัจญ์มับรูรฺ เพื่อสร้างมุสลิมให้เป็นผู้มีใจภักดีและมีพฤติกรรมน้อมรับ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการกระทำความดีทั้งต่ออัลลอฮฺ รสูล ผู้นำและมวลมนุษย์ทั้งหลาย

      

          

      

         ด้วยการประกอบพิธีฮัจญ์ที่อยู่บนหลักการดังกล่าวเท่านั้นที่ผู้ประกอบฮัจญ์จะได้รับการตอบรับเป็นฮัจญ์มับรูรฺที่ได้รับการตอบแทนเป็นสรวงสวรรค์ ซึ่งมีผลต่อวิถีชีวิตมุสลิมสู่การใช้ชีวิตที่พอเพียงบนโลกนี้ เป็นผู้ใฝ่โลกอะคีเราะฮฺและไม่หวนกลับกระทำสิ่งอบายมุขทั้งปวง ภายหลังจากกลับสู่มาตุภูมิแล้ว

      

                   ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการฮัจญ์ ไม่ว่าในระดับเอกชนหรือรัฐบาล จำเป็นต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการยกระดับและพัฒนาฮัจญ์สู่การเป็นฮัจญ์มับรูรฺ ในการทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมสร้างประชากรผู้ทรงคุณธรรมและมีคุณภาพ มีภูมิคุ้มและเรืองปัญญา เหมาะสมเป็นชาวสวรรค์ที่นอบน้อมต่ออัลลอฮฺและเอื้ออาทรต่อบ่าวของพระองค์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน สู่การสถาปนาความเป็นเอกภาพของประชาชาติที่ดีเลีศที่เผยแผ่และมอบความโปรดปรานแห่งอิสลามแก่สากลจักรวาล

      

         วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของหลักศาสนบัญญัติในอิสลาม อันประกอบด้วย คำปฏิญาณตน การละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาตและทำฮัจญ์ นอกเหนือจะพยายามฝึกฝนให้มุสลิมหมั่นปฏิบัติเป็นกิจวัตรแล้ว สิ่งที่เป็นแก่นแท้ที่สุดก็คือ การให้มุสลิมรู้จักประยุกต์ใช้หลักการดังกล่าวให้สามารถเข้ามีบทบาทในวิถีชีวิตประจำวัน หาไม่แล้วก็จะเป็นเพียงการท่องคาถาหรือประกอบพิธีกรรมที่ไร้วิญญาณที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมุสลิมเลย

      

                   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกอบพิธีฮัจญ์ซึ่งเป็นองค์รวมของสาสน์อิสลาม ที่มุสลิมทุกคนโดยเฉพาะผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ให้ถ่องแท้และรู้แจ้ง หาไม่แล้ว ฮัจญ์ก็จะเป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่ปฏิบัติตามเทศกาลเท่านั้น การเดินทางสู่มหานครมักกะฮฺ ก็เป็นเพียงทัศนาจรที่อยู่ภายใต้การจัดการของอุตสาหกรรมธุรกิจการท่องเที่ยว  โดยไม่มีโอกาสซึมซาบปรัชญาฮัจญ์ที่แท้จริง เป็นผลให้วิถีชีวิตมุสลิมต้องตกอยู่ในวังวนแห่งภาวะความเสื่อมถอยอย่างไม่มีสิ้นสุด

      

                   อัลกุรอานได้กล่าวไว้ ความว่า "ความต่ำช้าได้ถูกฟาดลงบนพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเขาถูกพบ นอกจากด้วยสายเชือกจากอัลลอฮฺและสายเชือกจากมนุษย์" (อาละอิมรอน: 112) สายเชือกจากอัลลอฮฺ คือ การประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในกรอบที่อัลลอฮฺกำหนดไว้ด้วยการทำความเคารพภักดีต่อพระองค์ ส่วนสายเชือกจากมนุษย์หมายถึง การเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนมนุษย์และการร่วมใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างปกติสุข ซึ่งถือเป็นเป้าประสงค์อันสูงสุดของฮัจย์มับรูรฺ

      

         สังคมมุสลิมในทุกระดับ ไม่สามารถปลดห่วงโซ่ตรวนและวังวนแห่งความเสื่อมถอย เว้นแต่จะยึดมั่นในสายเชือกแห่งอัลลอฮฺและสายเชือกของเพื่อนมนุษย์ผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่เป็นพี่น้องกัน โดยยึดมั่นในหลักการเอื้ออาทรและสันติภาพ ซึ่งองค์รวมแห่งสาสน์สันติเหล่านี้ จะถูกผนวกรวมอยู่ใน "ฮัจญ์มับรูรฺ" เท่านั้น

      

         วัสสลาม

      

         คัดลอกจาก

      

         http://www.deepsouthwatch.org/node/163

   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap