Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
มัสยิด การเมือง และสินบน โดยวิสุทธิ์ บิลลาเต๊ะ
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มิถุนายน 28, 2017, 07:19:00 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มัสยิด การเมือง และสินบน โดยวิสุทธิ์ บิลลาเต๊ะ  (อ่าน 2143 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8503 Level 75 : Exp 13%
HP: 7.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2011, 09:36:59 pm »
แบ่งปัน

   
   

      มัสยิด การเมือง และสินบน 

   

       

   

      โดย...  วิสุทธิ์    บิลล่าเต๊ะ

   

       

   

              เมื่อครั้งที่บรมศาสดามุหัมมัด (ซ็อลฯ) อพยพออกจากมักกะฮฺไปยังนครมดีนะฮฺนั้น สิ่งแรกที่ท่านลงมือทำเมื่อไปถึงก็คือ การก่อสร้างมัสยิด นับแต่อิฐก้อนแรกถูกวางลงตราบจนมัสยิดก่อรูปก่อร่างสมบูรณ์ สิ่งที่เกิดเคียงกันไปก็คือความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในมดีนะฮฺ จากสังคมที่ถือเชื้อชาติเป็นใหญ่สู่สังคมที่ยึดหลักธรรมของศาสนาเป็นสรณะ จากความแตกแยกเนื่องจากแย่งกันเป็นใหญ่สู่ความปรองดองภายใต้ร่มธงอิสลาม... จากความรักสุดขั้วที่มีต่อบรรพบุรุษสู่ความรักสุดซึ้งที่มีต่อบรมศาสดา (ซ็อลฯ)... จากชีวิตเสเพลไร้สาระสู่ความเป็นแก่นสารและคุณค่าแห่งชีวิต... จากความเป็นปัจเจกสู่ระบบญะมาอะฮฺ ทั้งหมดมิได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย ไร้การวางแผน แต่ดำเนินไปภายใต้แสงสว่างแห่งทางนำจากอัลลอฮฺ การวางแผนอย่างรอบคอบและกุศโลบายอันชาญฉลาดของบุคคลที่พระองค์ทรงคัดเลือกให้เป็นผู้นำมนุษยชาติ คือ ศาสดามุหัมมัด (ซ็อลฯ)

   

              เส้นทางเดินอันแจ่มชัดนี้ เริ่มต้นที่มัสยิดซึ่งท่านได้สร้างไว้ มัสยิดโดยบทบาทและหน้าที่หลักจึงอยู่ที่การสร้างคุณค่าแก่สังคมมนุษย์ เป็นคบเพลิงขับไล่ความมืดมิดและนำสังคมสู่ความเรืองรองแห่งอารยธรรมบนเส้นทางสู่เป้าหมายของการเป็นมัสยิด นับแต่ยุคบรมศาสดาตราบถึงปัจจุบัน ไม่เคยว่างเว้นการต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนามต่าง ๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงสังคม ย่อมหนีไม่พ้นการกระทบกับความเชื่อบางประการและ/หรือผลประโยชน์บางอย่างของคนบางกลุ่ม   ทั้งการนำมนุษยชาติสู่เป้าหมายชีวิตตามแบบฉบับอิสลาม และการวางแผนเพื่อสร้างรูปแบบปฏิสัมพันธ์อันเหมาะสมกับกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นขัดแย้ง ซึ่งเน้นหนักไปที่  สันติวิธีหรือการใช้กำลังหากไม่มีทางเลือกอื่น ล้วนสะท้อนให้เห็นว่ามัสยิดในอิสลามเป็นสถาบันทางสังคมและการเมือง มากกว่าการเป็นเพียงสถานประกอบศาสนกิจของปัจเจกบุคคล จึงไม่น่าแปลกใจที่องค์อัลลอฮฺจะทรงตรัสถึงผู้สร้างคุณค่าและความจำเริญแก่มัสยิด (อิมารอฮฺ) ว่า “นอกจากจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาด (ที่มัสยิด) อย่างสม่ำเสมอ จ่ายซะกาตครบถ้วนแล้ว อีกลักษณะหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เป็นผู้ที่ไม่กริ่งเกรงสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺเจ้าเท่านั้น”   (ซูรอฮฺเตาบะฮฺ : 18)

   

             จะมีประโยชน์อันใดกับการระบุคุณสมบัติของผู้สร้างความรุ่งเรืองแก่มัสยิดว่า ต้องไม่กริ่งเกรงสิ่งใดนอกเหนือจากอัลลอฮฺ หากมัสยิดมีหน้าที่เพียงแค่รองรับผู้มาละหมาด โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับสภาวการณ์ของสังคมและบ้านเมือง แท้จริงแล้วการละหมาดญะมาอะฮฺและการจัดระบบซะกาตของมัสยิดคือหัวใจสำคัญของการสร้างคนดีตามแบบฉบับอิสลามออกสู่สังคมในวงกว้างนั่นเอง

   

              หลังความพ่ายแพ้ของโลกอิสลามต่อระบบฆราวาสนิยม (Secularism) ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 มัสยิดถูกจำกัดบทบาทจนเหลือเพียงการเป็นสถานที่สำหรับละหมาดเท่านั้น เป็นการจำกัดโดยแนวคิดและความเชื่อของคนผู้มาจากโลกตะวันตก ซึ่งมีชัยเหนือโลกอิสลาม ทั้งในด้านกำลังอาวุธและในสงครามวัฒนธรรม ขณะที่คนเหล่านั้นสอนผู้บริหารมัสยิดทั้งหลายว่า มัสยิดต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และผู้บริหารมัสยิดทั้งหลายก็รับความคิดเหล่านั้นมาใส่เกล้าโดยดุษณี เราเห็นมัสยิดผุดพรายขึ้นบนแผ่นดินราวดอกเห็ดยามหน้าฝน ขณะที่ความชั่วช้าเลวทรามก็แผ่ลามสังคมดุจกองไฟในถังน้ำมัน จนแม้แต่ตัวผู้บริหารมัสยิดเองก็อาจตกอยู่ในกองเพลิงแห่งบาปกรรมและมะเซียตได้

   

                กระแสการแย่งกันเป็นใหญ่ในชุมชนมุสลิม ทั้งในตำแหน่งเล็ก เช่น ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน, สมาชิก อบต. จนถึงตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น เช่น สมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.), สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)  ล้วนแล้วแต่ผูกพันข้องเกี่ยวกับสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสาปแช่ง คือ ริชวะฮฺ (ดังปรากฏในหะดิษซึ่งบันทึกโดยอิหม่ามอะห์มัด ความว่า “องค์อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน ตลอดถึงผู้ประสานงาน  ให้เกิดสินบน”) อาจเป็นเพราะแนวคิดที่แยกส่วนระหว่างมัสยิดกับสังคมและการเมืองกระมัง จึงทำให้มัสยิดหลายแห่งวางตัวเฉยเมยกับปรากฏการณ์อันชั่วร้ายนี้ ปล่อยให้ผู้กระสันอยากในตำแหน่งกับผู้โลภในทรัพย์สินเล็กน้อยบนโลกใบนี้ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมัสยิดตามใจชอบ ปล่อยให้มือไม้ของซาตานก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแลกกับความเหลวแหลกเละเทะของสังคม อันเนื่องจากความเห็นแก่ได้และความรักสนุกเกินขอบเขตของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

   

                  คำสาปแช่งดังปรากฏในหะดิษ มักไม่ปรากฏให้เห็นในความผิดดาด ๆ ทั่วไป แต่จะปรากฏในความผิดที่ถือว่าเป็นมหันตภัยเท่านั้น เพราะการสาปแช่งจากอัลลอฮฺ หมายถึงการขับออกจากปริมณฑลแห่งความเมตตาของพระองค์ คนที่ถูกขับจึงดื่มกินและเกลือกกลั้วอยู่แต่กับสิ่งชั่วร้าย นับเป็นบาปอันมหันต์ที่จำเป็นต้องขจัดออกไปจากสังคมให้มากที่สุดและเร็วที่สุด โดยการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับริชวะฮ์ (สินบน) อย่างรอบด้าน ทั้งในแง่นิยามความหมาย กฎเกณฑ์ที่มากำกับและผลกระทบจากการแพร่หลายของสินบนในสังคม

   

               หากพิจารณาความหมายของสินบนจากมุมมองอิสลามจะพบว่า นักวิชาการอิสลามศึกษาได้ให้นิยามของสินบน (ริชวะฮ์) ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างอิบนุอาบิดีน นิยามสินบนว่าหมายถึง สิ่งที่มอบให้แก่ผู้ปกครอง ผู้ตัดสิน หรือบุคคลอื่นใด เพื่อให้บุคคลนั้นตัดสินเข้าข้างผู้มอบหรือทำในสิ่งที่ผู้มอบต้องการ”

   

              เชคอับดุลอาซีส บิน บาซ อดีตมุฟตี (ผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาศาสนา) ของซาอุดิอารเบียซึ่งล่วงลับไปแล้วได้ให้คำจำกัดความสินบนว่าหมายถึง “การจ่ายทรัพย์สินเพื่อแลกกับการอำนวยประโยชน์บางประการ ซึ่งประโยชน์นั้นผู้รับผิดชอบต้องปฏิบัติโดยหน้าที่อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีทรัพย์สินแลกเปลี่ยน”

   

              ในความเห็นของบิน บาซ บาปอันเกิดจากสินบนจะทบทวีขึ้น หากการให้สินบนมีเป้าประสงค์ให้ความถูกต้องแปรเป็นความผิด  หรือทำให้ความผิดเปลี่ยนเป็นความถูกต้อง หรือเป็นการให้เพื่อสร้างความเดือดร้อนแก่ใครคนใดคนหนึ่ง ในความเห็นของบิน บาซ การใช้เงินทองเป็นสินบน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายล้วนถือเป็นบาป ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะดีหรือเลวก็ตาม  (อับดุลอาซีส บิน บาซ “อัล ริชวะฮ์”  เว็บไซต์ กะลิมาต 30/1/1429)

   

               อย่างไรก็ตาม นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า หากบุคคลอาศัยอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น แม้เพียงจะใช้สิทธิที่ตนมีเพื่อทำสิ่งดี ๆ สักอย่างก็ไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน  ในสภาพเช่นนี้ นักวิชาการกลุ่มนี้เห็นว่า บาปจะตกอยู่กับผู้รับสินบน ส่วนผู้ให้ถือว่ารอดพ้นไป เพราะอยู่ในภาวะจำเป็น ทั้งนี้ หากการให้มีวัตถุประสงค์บรรลุสู่สิ่งดี ๆ หรือเป็นการขจัดความ อยุติธรรมที่เกิดแก่ชีวิต ศาสนา หรือทรัพย์สิน  (islamweb.net 22/09/2005)

   
   
   
      
   
      

         อิสลามอยู่ตรงไหน ในมิติของการแบ่งค่ายการเมือง?
         
         โดย  วิสุทธิ์    บิลล่าเต๊ะ

      

         
                  ปรากฏการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง กินสินบาทคาดสินบนมีอยู่กลาดเกลื่อนและรับรู้กันอยู่ทั่วไปในสังคมประเทศไทย ทั้งในวงการรัฐและเอกชน แต่ความที่เป็นประเทศซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่จะมาบริหารจัดการสังคมทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น ล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ปรากฏการณ์สินบนในวงการเมืองเรื่องเลือกตั้งจึงดูโดดเด่นเป็นพิเศษ และความที่สินบนมีอยู่ดาษดื่น ในที่สุดมันจึงกลายเป็นเรื่องพื้น ๆ สำหรับชาวบ้านไป แม้ในวงการของชนชั้นนำจะพยายามตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อสกัดนักการเมืองที่ก้าวขึ้นตำแหน่งโดยอาศัยบันไดสินบน แต่ความพยายามดังกล่าวก็ดูจะมีผลไม่มากนัก
         
                  สินบนไม่ได้แพร่หลายในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ในหมู่ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการและคอมมิวนิสต์ก็มีมากไม่แพ้กัน ปรากฏการณ์เช่นนี้หากมองจากกระบวนทัศน์อิสลามก็ต้องบอกว่า ทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการ แม้จะแตกต่างในด้านกลไกและแนวปฏิบัติ แต่จุดหมายปลายทางของทั้งสองระบอบไม่แตกต่างกันเลย เพราะล้วนคือกลไกที่มุ่งนำพาผู้คนไปสู่สิ่งเดียวกัน คือ ความสุขฉาบฉวยที่มาจากการเปรอปรนด้วยวัตถุและลาภยศชื่อเสียง จุดหมายเยี่ยงนี้ย่อมทำให้คนเราเคลิบเคลิ้มหลงใหลได้ง่ายและสามารถพลิกแพลงกลวิธีเพื่อไปให้ถึงฝั่งฝันได้ร้อยแปดพันเก้าประการ ในสังคมประชาธิปไตยที่มีคนคิดแต่เรื่องวัตถุ การจะดึงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ได้มากที่สุดก็ย่อมหนีไม่พ้นต้องใช้วัตถุเข้าล่อ ในขณะที่สังคมเผด็จการใช้มายาคติของการเชื่อฟังผู้นำว่าคือหนทางไปสู่ความมั่งคั่ง
         
                  นอกจากจุดหมายของประชาธิปไตยและเผด็จการจะเป็นสิ่งเดียวกันแล้ว กำเนิดและพัฒนาการของทั้งสองระบอบก็มาจากที่เดียวกันด้วย คือ กำเนิดจากการดิ้นรนให้พ้นบ่วงของศาสนาซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นตัวฉุดรั้งพัฒนาการของสังคมมิให้ดำเนินไปอย่างที่พวกเขาต้องการ การดิ้นรนเพื่อเสาะหาชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยเสรีภาพของคนในยุโรปยุคกลางเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะมายาคติทางศาสนาได้ทำให้ผู้คนยุคนั้นจ่อมจมอยู่ในความ อวิชาจริง ๆ เป็นขณะเดียวกับที่นักบวชทั้งหลายกลับรุ่มรวยทั้งอำนาจและเงินตรา ภายใต้สภาวการณ์กดขี่และ อยุติธรรม เป็นธรรมดาที่จะมีการต่อสู้ต้านทาน น่าเสียดายที่การต่อสู้ของพวกเขากลับกลายเป็นการมองทุกศาสนาเสมอเหมือนกันทั้งหมด จึงเกิดการผลักดันศาสนา ไม่ว่าศาสนาใดไปอยู่ ณ ชายขอบของสังคม ในระบอบประชาธิปไตย แม้จะประนีประนอมกับฝ่ายศาสนาอยู่บ้าง โดยจัดให้มีที่ทางเฉพาะของตนเอง แต่บทบาทของศาสนาก็จำกัดอยู่แต่เรื่องพิธีกรรมเท่านั้น ไม่มีส่วนในการบริหารจัดการสังคม อาจพบปรากฏการณ์ที่นักบวชหรือผู้นำศาสนาเข้าไปช่วยเจิมหรือสวดขอพรให้แก่หน่วยราชการอยู่บ้าง แต่ผู้เจิมหรือผู้สวดไม่มีสิทธิที่จะกำหนดทิศทางของหน่วยงานเหล่านั้นให้เป็นไปอย่างที่ศาสนาต้องการ
         
                  ส่วนในโลกของสังคมนิยมซึ่งแตกตัวออกมาจากวัตถุนิยมเสรี เพราะมองเห็นความเลวร้ายมากมายในกลไกของทุนนิยมที่มีต่อชนชั้นกรรมาชีพ จึงพยายามเสาะหาเส้นทางใหม่ในการครอบครองวัตถุ จนในที่สุดก็ได้ลัทธิคอมมิวนิสต์มา เป็นลัทธิที่ไม่มีการประนีประนอมกับศาสนา เพราะปฏิเสธเรื่องจิตเสียสิ้นเชิง มองเห็นความจริงว่าอยู่แต่ในวัตถุเท่านั้น
         
                 การปฏิเสธเรื่องของจิตวิญญาณ ย่อมขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง จึงไม่แปลกที่ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็พังทลายลง ในขณะที่วัตถุนิยมเสรีแผ่ขยายอิทธิพลของมันออกไปได้ทั่วโลก จนแม้ในโลกอิสลามที่บริบททางศาสนาและสังคมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับโลกตะวันตกก็หนีไม่พ้นอิทธิพลนี้เช่นกัน ผู้นำมุสลิมส่วนใหญ่ที่กุมอำนาจการบริหารจัดการสังคม กันศาสนาอิสลามไปอยู่ชายขอบและรับเอาแนวคิดทางสังคมจากโลกตะวันตกมาใช้อย่างเลื่อมใสศรัทธาประดุจดังว่าเป็นคำสั่งจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
         
                  สำหรับประเทศไทยนับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ทิศทางการพัฒนาประเทศปรับเปลี่ยนไปตามอย่างโลกตะวันตก และมาเดินตามตะวันตกเต็มตัวในยุคของ จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ เมื่อมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ขึ้นในปี พ.ศ. 2504 เป็นแผนพัฒนาที่มีฐานคิดว่าเศรษฐกิจคือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตคนเรา การรับเอาปรัชญาการพัฒนามาจากโลกตะวันตกในลักษณะนี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมไทยอย่างใหญ่หลวง จากชุมชนที่มีทัศนะว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติสู่การเป็นสังคมที่ผู้คนมุ่งมั่นเอาชนะธรรมชาติ จากชุมชนที่มีเป้าหมายหาความสุขจากสัมพันธภาพของตนเองกับองค์พระผู้เป็นเจ้าสู่ชุมชนที่ต่างคนต่างแข่งขันกันหาความสุขจากโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ จากชุมชนที่เน้นความร่วมมือระหว่างสมาชิกสู่ชุมชนที่สมาชิกต่างคนต่างอยู่ จากชุมชนที่ผู้นำดูแลสังคมตามหลักศาสนธรรม...สู่ชุมชนที่ผู้นำดูแลชุมชนตามระบบราชการและตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเองโดยอาศัยช่องว่างของระบบราชการ จากชุมชนที่เคยมีความเป็นปึกแผ่นเพราะอยู่ในศีลในธรรม...สู่การเป็นชุมชนที่มีแต่ความแตกแยกแบ่งฝ่ายอันเป็นผลจากระบบการเมืองที่ไร้ศาสนา และจากชุมชนที่แอบอิงสถาบันศาสนาในการกำหนดทิศทางชีวิต...สู่การเป็นชุมชนที่ไม่อาจพึ่งพาตนเองได้ เพียงเพราะไปขึ้นกับสถาบันการเมืองของรัฐและต้องเฝ้ารอการช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐเท่านั้นจึงจะขับเคลื่อนตนเองไปได้ตามทิศทางที่รัฐต้องการ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนถึงอิทธิพลอันรุนแรงของระบบการเมืองที่เข้าครอบงำสังคม เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สวนทางกับการเปลี่ยนแปลง เมื่อครั้งบรมศาสดาเริ่มก่อสร้างมัสยิดที่มดีนะฮฺอย่างสิ้นเชิง
         
                  ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีใครบ้างไหม? ที่จะนึกทบทวนว่าศาสนาที่ถูกกันไปอยู่ชายขอบของสังคมนั้น เป็นสิ่งที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าจริงหรือไม่? สิ่งที่ชาวยุโรปในอดีตดิ้นรนให้พ้นบ่วงของมัน แท้จริงเป็นศาสนาหรือมายาคติของนักบวชกันแน่? ปัญหาที่เกิดกับชาวยุโรปยุคนั้นเกิดกับเราที่นี่ด้วยหรือไม่? แล้วเหตุใดจึงต้องใช้วิธีแก้ตามอย่างพวกเขา? เคยศึกษาศาสนาของตนเองอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว  สอนอะไรกันแน่? เป็นตัวขัดขวางการพัฒนาหรือเพียงแต่กำหนดทิศทางการพัฒนาให้ดำเนินไปอย่างสมดุล ?
         
                  ผู้บริหารมัสยิดเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าจะปล่อยให้การเมืองเช่นที่เห็นและเป็นอยู่ครอบงำและนำพาสังคมต่อไปอีกนานแค่ไหนหรือจะก้าวขึ้นนำสังคมเพื่อไปสู่เป้าหมายอันสูงส่ง ภายใต้งานการเมืองในแบบฉบับของบรมศาสดา?
         
                  การดำเนินงานทางการเมืองย่อมต้องมีเป้าหมาย เช่นเดียวกับกิจอื่น ๆ ที่มนุษย์ลงมือทำ  การกระทำการ ใด ๆ โดยปราศจากจุดหมายปลายทางเป็นอาการของคนวิกลจริตเลื่อนลอย เมื่อการเมืองในโลกปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นค่ายเสรีนิยมหรือสังคมนิยม ล้วนมีจุดหมายอยู่ที่วัตถุและลาภยศสรรเสริญ กระทั่งตัวของการเมืองเองก็กลายเป็นจุดหมายของนักการเมือง ขยายความให้กว้างกว่านี้ก็คือตำแหน่งทางการเมืองคือเป้าหมายสูงสุดที่นักการเมืองใฝ่ฝัน ส่วนการสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมเป็นเรืองรอง แม้เราจะเห็นบางคนสร้างสาธารณูปโภคที่เป็นประโยชน์ไว้มาก แต่นั่นก็เสมอเพียงเครื่องมือให้ตนดำรงตำแหน่งได้อย่างถาวรสืบไปมากกว่า การแบ่งค่ายการเมืองการปกครองในโลกปัจจุบันจึงเป็นเพียงการแบ่งโดยพิจารณาฉากหน้าที่อาจทาสีแตกต่างกันเท่านั้น แต่เบื้องหลังฉากดังกล่าวล้วนคือสิ่งเดียวกันทั้งสิ้น หากดูจากเป้าหมายเช่นนี้ จึงน่าจะแบ่งกิจกรรมการเมืองได้เพียง 2 ค่ายเท่านั้นคือ

      
             
  1.             การเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางโลกล้วน ๆ
  2.          
  3.             การเมืองเพื่อผลประโยชน์อันสมดุลระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า
  4.       
      

         ยย

      
      
      การเมืองในกระบวนทัศน์อิสลาม
      โดย  วิสุทธิ์    บิลล่าเต๊ะ
      
                “อิสลาม” เป็นศาสนาที่ประกาศตนชัดเจนว่า การตราบทบัญญัติต่าง ๆ แก่มนุษย์นั้นมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสร้างชีวิตอันสมดุลทั้งขณะดำรงอยู่บนโลกนี้และภายหลังดับขันธ์สู่อีกโลกหนึ่งอันเป็นนิรันดร เป้าหมายนี้ยิ่งใหญ่และยืนยงมิมีแปรเปลี่ยน แก่กลไกและเทคนิคศิลปการอันจะเป็นเครื่องมือนำสู่เป้าหมายดังกล่าวมีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทแห่งยุคสมัย อิสลามเพียงแต่ตราบทบัญญัติซึ่งบ่งชี้ถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนและกำหนดวิธีการบางอย่างซึ่งจำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดเอาไว้ ด้วยว่าหากไม่ใช้วิธีการนี้ ก็ไม่อาจบรรลุสู่เป้าหมายได้ โดยนัยนี้การเมืองจึงเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งของอิสลามในการนำพามนุษย์สู่เป้าหมายอันสูงส่ง นักการเมืองมุสลิมจะต้องตระหนักถึงความจริงข้อนี้ และจะต้องไม่แปรเครื่องมือเป็นเป้าหมายอย่างที่นักการเมืองทั่วไปประพฤติกันอยู่ แท้จริงการวางเป้าหมายชีวิตตามอย่างคนกลุ่มใด ก็ย่อมมีวิธีคิดและวิถีชีวิตไม่แตกต่างจากคนกลุ่มนั้น  และหากวางเป้าหมายทางการเมืองไว้ ณ ที่เดียวกับ  ภาคีชน ก็ย่อมประสบชะตากรรมเดียวกับคนเหล่านั้นแน่นอน เป็นชะตากรรมที่จะมีแต่ความโศกาอาดูรกับผลแห่งงานการเมืองที่ตนทำไว้
      
      “พวกท่านทั้งหลายจะพากันกระหายอยากตำแหน่งการนำ และมันจะเป็นความโศกสลดในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”  (โอวาทศาสดาบันทึกในประมวลวจนะฉบับอิหม่ามบุคอรีย์)
      
             เมื่อมีเป้าหมายทางการเมืองตามอย่างที่อิสลามชี้นำ การแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายโดยยึดฐานตัวบุคคลก็มิควรบังเกิด เพราะตราบใดที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำงานเพื่อความพึงพระทัยแห่งอัลลอฮฺเจ้า (ซุบหานะฮฺ) ทุกคนก็ล้วนเป็นพี่น้องกัน ความเห็นต่างในเรื่องกลไกและเทคนิควิธีที่จะนำไปสู่เป้าหมายต้องไม่เป็นชนวนให้เกิดความแตกแยก เพราะสิ่งที่จะแบ่งแยกคนออกจากกันในอิสลามก็มีแต่ความดีความชั่วเท่านั้น
      
      “จงประกาศเถิด เมื่อความจริงปรากฏ ความเท็จก็ต้องมอดมลาย”   (อัลกุรอาน อัลอิสรออ์ : 81)
      
              แม้คนบางคนจะสับสนว่าดีคืออะไร? ชั่วคืออะไร? เพราะใช้มาตรฐานอันสับสนจากความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์กันเอง แต่สำหรับมุสลิมแล้ว ดีชั่วมีมาตรฐานชัดเจนจากองค์พระผู้เป็นเจ้า นักการเมืองมุสลิมจึงต้องมองที่เจตนาของบุคคลเป็นหลัก มิใช่มองที่ความเป็นขั้วทางการเมืองหรือมองแค่ความเป็นสมัครพรรคพวก จนกลายเป็นการเมืองเพื่อพวกพ้องหรือเพื่อพรรคของตนเองเท่านั้น
      บนเส้นทางการเมืองที่คำนึงถึงเป้าหมายแห่งชีวิตตามหลักอิสลามเช่นนี้  ไม่ควรหลงลืมว่า แม้บุคคล  ไม่มีโอกาสดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาสในการประกอบคุณงามความดีตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ ตรงกันข้ามผู้ดำรงตำแหน่งต่างหากที่จักต้องแบกรับความผิดชอบอันใหญ่หลวงที่มีต่อสังคม เป็นผู้ที่จะต้องตอบคำถามต่าง ๆ ขององค์อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า อันเกิดจากภาระหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายจากสังคม
             
            อย่างหนักหน่วงมากกว่าบุคคลอื่นที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาอย่างแน่นอน จึงแม้คนส่วนใหญ่จะมองตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องน่าพิสมัยและต้องยื้อแย่งแข่งขัน แต่กัลยาณชนมุสลิมทั้งในอดีตและปัจจุบัน กลับพยายามหลีกหนีสิ่งเหล่านี้ไปเสีย เพราะตระหนักดีถึงผลพวกที่ตนเองต้องประสบในโลกหน้า ยกเว้นก็แต่เพียง หากสังคมไม่มีคนอื่นที่เหมาะสมไปกว่าตน ก็ต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อทำหน้าที่เป็นกัปตันนำนาวาสังคมไปสู่เป้าหมายที่อิสลามกำหนดและความตั้งใจอันบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะช่วยบรรดานักการเมืองให้รอดพ้นทัณฑ์ทรมานจากอัลลอฮฺและดำรงตนอยู่ในสถานะอันสูงส่งได้ในปรภพ เจตจำนงที่จะทำงานการเมืองเพื่อทำให้สังคมมีความสมดุลระหว่างภพนี้กับปรภพ  ย่อมทำให้บุคคลได้ชื่อว่าเป็นผู้ต่อสู้ในวิถีแห่งอัลลอฮฺ (มุญาฮิด ฟี  สะบีลิลลาฮฺ) การต่อสู้ในวิถีแห่งพระองค์ ทำให้ต้องคำนึงถึงเป้าหมายของงานการเมืองเป็นหลักใหญ่ ขณะเดียวกับที่การดำเนินกลยุทธ์ก็ต้องสอดรับกับเป้าหมายนั้นด้วย ทั้งการตระหนักถึงเป้าหมายและการดำเนิน  กลยุทธ์อย่างสอดรับกัน ล้วนต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งจากผู้ที่คิดปวารณาตนเพื่อทำงานการเมือง จึงปรากฏหลักการข้อหนึ่งที่บรรดาอุละมาอฺผู้รู้ได้จดจารไว้เป็นข้อบัญญัติว่า “จงเรียนรู้ให้เข้าใจ ก่อนก้าวไปนำสังคม” (ตะฟักกอฮฺ ก็อบละ อันตะซูดู)การเมืองในอิสลามจึงมิใช่กิจของคนไร้ศาสนา มิใช่ที่ทางของคนเขลาเบาปัญญา แต่เป็นเวทีสำหรับผู้ปรารถนาเทิดทูนคำสั่งแห่งอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงภูมิรู้และภูมิธรรม ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนให้ได้ไปยืน ณ จุดนั้น หากแต่สังคมนั่นเองที่จะต้องจัดระบบบางอย่างขึ้นเพื่อคัดสรรผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวสู่การเมือง ระบบนี้อิสลามเรียกว่า “ระบบชูรอ”
      
       สรุป
              วิธีการที่เปิดให้บุคคลแข่งขันกันเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน โดยวัดจากคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ในที่สุดแล้วก็ได้สร้างรอยแยกร้าวลึกขึ้นในสังคมมุสลิม ไม่มีใครคำนึงว่าเป้าหมายของการดำรงตำแหน่งทางการเมืองคืออะไร? เพราะสิ่งที่มุ่งหวังสูงสุดก็คือตำแหน่งเท่านั้น หลักธรรมศาสนาซึ่งคือกรอบกติกาในการกำหนดเป้าหมายทางการเมือง เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ซ้ำร้ายกว่านั้นการแข่งขันที่นับวันจะยิ่งรุนแรงได้แผ่ขยายความชั่วร้ายเข้าสู่แก่นแกนของศาสนา โดยอยู่ในรูปของปรากฏการณ์ใช้อิบาดะฮ์ฮัจญ์ล่อใจให้เลือก  ซึ่งหลายครั้งหมิ่นเหม่ต่อการให้และรับสินบน (ริชวะฮ์) อย่างยิ่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้บ่งชี้ว่า
      
                ทั้งผู้ให้และผู้รับมองเห็นฮัจญ์แค่เปลือกนอก มิได้มองเห็นเนื้อแท้แห่งฮัจญ์ ทำนองเดียวกับที่ทั้งสองฝ่ายมองเห็นการเมืองแค่การชนะเลือกตั้งอันเป็นกระพี้ แต่กลับปิดหูปิดตาเสียจาการพินิจเป้าหมายอันแท้จริงของการเมือง
      
               การจะนำการเมืองกลับสู่ที่ทางอันแท้จริงของมัน จึงไม่อาจอาศัยองค์กรใด ๆ ที่มีเป้าหมายแค่ความสุขฉาบฉวยบนโลก หากแต่ต้องอาศัยองค์กรที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่นำพาชีวิตสู่ความดีงามทั้งในภพนี้และปรภพเท่านั้น องค์กรดังกล่าวเรียกว่ามัสยิด ที่ซึ่งองค์อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงให้เกียรติอย่างยิ่ง โดยทรงเรียกขานว่าเป็นพระราชฐานของพระองค์ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ขัดเกลาจิตวิญญาณผู้ศรัทธามิให้ลุ่มหลงยึดติดกับลาภยศสรรเสริญบนโลกและสร้างจิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาสังคม (อุมมะฮ์) ผ่านระบบการละหมาดญะมาอะฮ์ สร้างความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจบนฐานของการเกื้อหนุนจุนเจือ ความขยันหมั่นเพียร และซื่อสัตย์สุจริต ผ่านระบบซะกาต และสร้างสำนึกความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผ่านกระบวนการส่งเสริมความดี  ยับยั้งความชั่ว และดำเนินไปภายใต้ระบบชูรอ
      
               มีแต่การคืนบทบาทอันแท้จริงให้แก่มัสยิดเท่านั้น เราจึงจะสามารถก้าวผ่านวิกฤติการณ์ที่คุกคามอุมมะฮ์อยู่ในขณะนี้ มีแต่การทำหน้าที่เต็มกำลังความสามารถขององค์กรมัสยิดเท่านั้น เราจึงจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และมีแต่มัสยิดที่ตระหนักถึงพิษภัยของการเมืองอันปราศจากศาสนาเท่านั้นที่จะหาญกล้ายกชูคบเพลิงแห่งความจริงขึ้นขับไล่ความมืดมิดที่ดำรงอยู่
      
               บรมศาสดาเคยขอดุอาอฺมีใจความว่า “ข้าแต่องค์อัลลอฮฺเจ้า ขอทรงโปรดอย่าได้ให้บุคคลผู้ที่เมื่อจะทำการใดในสังคมของเรา เขาไม่เคยคิดเกรงกลังพระองค์ และไม่คิดสงสารรักใคร่พวกเรา ขออย่าให้คนเช่นนี้ขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจเหนือพวกเราเลย”
                 วันนี้มีบ้างไหม? มัสยิดที่วิงวอนเช่นนี้ และมีไหมที่นอกจากจะวิงวอนขอแล้ว เหล่าผู้บริหารมัสยิดจะร่วมกันสร้างสำนึกแก่สัปปุรุษของตนให้ตระหนักถึงความเลวร้ายของความกระสันอยากในตำแหน่ง จนยอมใช้เงินซื้อเสียงและความชั่วช้าของคนโลภที่ยอมขายศักดิ์ศรีความเป็นมุสลิมแลกกับเงินไม่กี่บาท เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้หลุดพ้นจากคำสาปที่อัลลอฮฺทรงสาปแช่งเสียที

      

      
      
      
      โดย…วิสุทธิ์  (ฏ็อบรอนีย์)   บิลล่าเต๊ะ
      หัวหน้าฝ่ายวิชาการและการต่างประเทศ
      สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา
      
      คัดลอกจาก
      http://www.skthai.org/
      
         เว็บสำนักจุฬาราชมนตรี
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2011, 10:25:11 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap