Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3

Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เชียงใหม่ในอดีต:โรงภาพยนตร์ตงก๊กหรือศรีวิศาล


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

เชียงใหม่ในอดีต:โรงภาพยนตร์ตงก๊กหรือศรีวิศาล

(1/1)

kunthai:
   เชียงใหม่ในอดีต:โรงภาพยนตร์ตงก๊กหรือศรีวิศาล
   
   รายละเอียดข่าว         
      ภาพจาก
      
      โรงภาพยนตร์ตงก๊กหรือศรีวิศาล ด้านหน้าวัดแสนฝาง ผู้ที่ร่วมลงทุนเป็นกลุ่มชาวจีนหลายคน หุ้นส่วนหลักคือ นายเคียมถ่าย แซ่พัว นอกจากนี้หุ้นส่วนหลักอีกคนหนึ่งคือ นายเปงเล้ง แซ่เล้า ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น นายเปล่ง เลาหะเพ็ญแสง เป็นต้นตระกูล "เลาหะเพ็ญแสง"
      
      จากประวัติที่ "ช่อแก้ว ระวิจงรัก" เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์สารสยาม ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ได้ความว่า นายเปล่ง เลาหะเพ็ญแสง เกิดที่เชียงใหม่ พ่อเชื้อสายจีน แม่เป็นคนเมือง เกิดที่ถนนวิชยานนท์ ใกล้ตลาดวโรรส แม่ชื่อ นางกลาง เป็นธิดาของพ่อหนานไชยเสน บ้านอยู่บ้านเชียงยืน ตำบลช้างเผือก เคยเป็นทหารสมัยเจ้า อินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ส่วนพ่อ ชื่อ นายยุ้ง แซ่เล้า มีร้านเล็กๆ ค้าขายอยู่ตรอกข่วงเมรุ ต่อมาเมื่ออายุ ๑๒ ขวบ พ่อส่งเด็กชายเปล่ง ไปเรียนที่ประเทศจีน ๔ ปีต่อมากลับมาเชียงใหม่เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดศรีดอนชัย ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า โรงเรียนทุ่งช้างคลาน และเรียนต่อที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย สมัยเมื่อตั้งอยู่ที่วัดดวงดี ใกล้ศาลแขวงเชียงใหม่สมัยนั้นมีนายเลียบ วสุวัต เป็นครูสอน เพื่อนรุ่นเดียวกัน คือ เจ้าหนานอินทรัตน์ ณ เชียงใหม่ บุตรเจ้าราชวงศ์(เลาแก้ว ณ เชียงใหม่) หลังจากจบการศึกษาแล้วได้กลับมาช่วยมารดาค้าขายเนื่องจากบิดาเสียชีวิตลง ต่อมานายเปล่ง ได้แต่งงานกับนางฟองนวล แซ่จาง ชาวบ้านดอยสะเก็ด
      
      คุณศุภวรรณ์ พึ่งหิรัญ(แต่งงานกับนายสุธี พึ่งหิรัญ) บุตรสาวของนายเปล่ง เลาหะเพ็ญแสง เล่าว่า
      
      "พ่อเป็นผู้บุกเบิกทำป่าช้าจีนที่ข่วงสิงห์ ขณะนั้นได้รับเลือกเป็นประธานมูลนิธิจีนซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น มูลนิธิสามัคคีการกุศล ที่ทำการอยู่ใกล้ไนท์บาซาร์ สมัยนั้นพ่อขี่รถจักรยานยนต์ไปคุมคนงานแผ้วถางและถมดิน แบ่งเป็นล็อกๆ
      
      "พ่อเริ่มต้นสร้างฐานะจากค้าขาย โดยมีแผงขายของในตลาดวโรรส ต่อมาแต่งงานกับแม่ชื่อ นางคาเกียว ตันตรานนท์ คนทางวัดเกตการามและมาซื้อที่ดินบริเวณถนนบำรุงราษฎร์ สมัยนั้นบริเวณนี้เปลี่ยวและเป็นทุ่งนา มาซื้อพร้อมกับเพื่อนชื่อ นายเสียง ตนักษรานนท์ เจ้าของร้านเส่งเฮง(เสียงวัฒนา)ที่ดิน ๗ ไร่ครึ่ง ราคา ๗ พันบาทและสร้างบ้านเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒ ต่อมามาตั้งร้านค้าขายอยู่ย่านสันป่าข่อย ถนนเจริญเมือง ใช้ชื่อว่าร้าน งี่เซ่งฮวด ขายอุปกรณ์ก่อสร้างพวกปูนซิเมนต์และของชำ เช่น ไม้ขีดไฟ เทียนไข ทำร้านสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒(สงครามเริ่มปี พ.ศ.๒๔๘๔) หุ้นส่วนขณะนั้น คือ นายไต้เกียง จันทร์มหเสถียร มาจากเมืองจีน เป็นเพื่อนของพ่อ เมื่อร้านเจริญก้าวหน้าขึ้น พ่อแยกมาเปิดร้านเองที่ตลาดนวรัฐ ชื่อ ร้านงี่เซ่งฮวด สาขา ๒ ต่อมาได้ขอหลานมาเป็นบุตรบุญธรรมและให้มาคุมร้านชื่อว่า นายเกื้อ เลาหะเพ็ญแสง บุตรชายคนหนึ่งของนายเกื้อ คือ นายแพทย์กำพล เลาหะเพ็ญแสง ภายหลังร้านนี้ขายต่อและเปลี่ยนเป็นร้านเชียงฮง
      
      "พ่อมีภรรยา ๓ คน คนแรกเป็นภรรยาจากเมืองจีน ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาเสียชีวิต พ่อมีภรรยาคนที่สอง คือ ฟองนวล มีบุตรด้วยกัน ๑ คน ชื่อ เจือ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ่อจึงนำหลานมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ชื่อ เกื้อ และต่อมาพ่อแต่งงานกับแม่(นางคาเกียว ตันตรานนท์) ธุรกิจอีกส่วนหนึ่งของพ่อ คือเป็นหุ้นส่วนโรงหนังตงก๊กที่ถนนท่าแพ หุ้นส่วนที่ทราบ คือเจ๊กเปงล้ง โตวิจักษ์ชัยกุล เจ้าของร้านโต๋วย่งเซ้ง รุ่นลูกมีคุณวิบูลย์ คุณสุบิน โตวิจักษ์ชัยกุล ระยะหลังให้ผู้อื่นเช่าทำกิจการจนต่อมาขายต่อให้ตระกูล "ชินวัตร" ทำกิจการโรงหนังอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาทำเป็นห้างสรรพสินค้าขายพวกผ้าไหม ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นบริษัทขายอุปกรณ์มือถือ
      
      "พ่อชอบช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะในหมู่คนจีน ได้รับเลือกเป็นประธานมูลนิธิสามัคคีการกุศลถึง ๑๐ สมัย ก่อนเสียชีวิตเพียงวันเดียวขณะนอนที่โรงพยาบาลพ่อเซ็นต์มอบหน้าที่ให้ประธานคนใหม่ อีกวันต่อมาก็เสียชีวิตลง เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ พ่อถือว่าเป็นต้นตระกูล เลาหะเพ็ญแสงก็ว่าได้ ต่อมามีญาติจากเมืองจีนที่แซ่เล้าด้วยกันมาอยู่เชียงใหม่ ก็เปลี่ยนมาใช้นามสกุลเลาหะเพ็ญแสงร่วมกัน"
      
      คุณศุภวรรณ์ พึ่งหิรัญ ปัจจุบันทำธุรกิจโรงเรียนอนุบาลบ้านเด็ก ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๕ เรื่อยมาจนปัจจุบัน
      
      ช่วงระยะเวลาหนึ่ง โรงภาพยนตร์ศรีวิศาล เปลี่ยนชื่อเป็นโรงภาพยนตร์ควีน โดยผู้เช่าดำเนินการ คือ ร้อยเอกทองแขม สิทธิพงศ์
      
      ร้อยเอกทองแขม ผู้นี้เดิมเป็นชาวกรุงเทพฯ จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เริ่มรับราชการทหารที่จังหวัดลำปาง ต่อมาออกจากราชการมาประกอบธุรกิจ ธุรกิจหนึ่งคือเช่าทำโรงภาพยนตร์ศรีวิศาลโดยเปลี่ยนชื่อเป็น "ควีน" ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๐๖ ก่อตั้งโรงเรียนสิริมังคลานุสรณ์ นอกจากนี้ได้เล่นการเมืองท้องถิ่น สังกัดกลุ่มประชาสันติ ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่หลายสมัย ร้อยเอกทองแขมฯ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗(หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพร้อยเอกทองแขม สิทธิพงศ์,๒๕๔๗)
      
      ผู้ที่ซื้อโรงภาพยนตร์ตงก๊กไว้ คือ นายเลิศ ชินวัตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จังหวัดเชียงใหม่
      
      นายเลิศ ชินวัตร ชื่อเดิมคือ นายบุญเลิศ แซ่คู เป็นบิดาของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่เขตอำเภอสันกำแพง ด้านธุรกิจได้ทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น สัมปทานรถเมล์ ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ชาวเชียงใหม่ทั่วไปมักเรียกกันว่า "พ่อเลี้ยงเลิศ"
      
      ตระกูล "ชินวัตร" นั้นเริ่มต้นมาจากนายอากรเส็งและคุณนายทองดี เป็นชาวจังหวัดจันทบุรี ต่อมาอพยพครอบครัวมาอยู่ที่เชียงใหม่ประกอบอาชีพเก็บอากรบ่อนเบี้ยส่งให้ทางราชการ ต่อมาปี พ.ศ.๒๔๕๓ อพยพครอบครัวไปอยู่ที่อำเภอสันกำแพง นายอากรเส็งและคุณนายทองดี มีบุตรธิดา ๔ คน คือ นางมุ้ยเซียน(แต่งงานกับนายวนิช ตันสุภายนหรือเถ้าแก่หมาขาว) , นายเชียง ชินวัตร , นายเบี้ยว ชินวัตรและนายเล็ก ชินวัตร(หนังสือผู้บุกเบิกแห่งเชียงใหม่,ปราณี ศิริธร,๒๕๒๓)
      
      นายเลิศ ชินวัตร เป็นบุตรคนที่ ๔ ของนายเชียงและนางแสง ชินวัตร เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๒ ที่อำเภอสันกำแพง เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เคยได้รับรางวัลเรียนดีระดับเหรียญทองมาแล้ว หลังจากจบมัธยม ๘ ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เรียนได้เทอมเดียวต้องกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว ขณะนั้นกิจการหลัก คือ โรงงานทอผ้าไหมชินวัตรพาณิชย์และธุรกิจตลาดสดสันกำแพง ต่อมาได้ประกอบอาชีพหลายอย่าง ทั้งรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามต่างจังหวัด เปิดร้านกาแฟที่ห้องแถวไม้หน้าตลาดสันกำแพง ทดลองทำสวนส้มเขียวหวาน สวนฝรั่งและผลไม้เมืองหนาว หลังจากนั้นหันมาทำงานธนาคารนครหลวงไทย สาขาเชียงใหม่ ตำแหน่งหัวหน้าสินเชื่อ ต่อมาร่วมหุ้นทำโรงภาพยนตร์ศรีวิศาลและได้ซื้อหุ้นไว้ทั้งหมด หลังจากนั้นได้สร้างโรงภาพยนตร์ชินทัศนีย์ที่ถนนเจริญเมืองและซื้อกิจการรถเมล์วิ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
      
      นายเลิศ ชินวัตร เริ่มสนใจเล่นการเมืองท้องถิ่นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐ ขณะอายุ ๔๘ ปี เริ่มสมัครสมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่และได้รับเลือก ในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ลงรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่และได้รับเลือก ต่อมาได้รับเลือกอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ด้านครอบครัวสมรสกับนางยินดี สกุลเดิม ระมิงวงศ์ มีบุตรธิดารวม ๙ คน คือ นางเยาวลักษณ์(สมรสกับ พ.อ.พิเศษศุภฤกษ์ คล่องคำนวณการ) , พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร(สมรสกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์) , นางเยาวเรศ(สมรสกับนายวีระชัย วงศ์นภาจันทร์) , นางปิยนุช(สมรสกับนายสง่า ลิ้มพัฒนาชาติ) , นายอุดร ชินวัตร , นางเยาวภา(สมรสกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) , นายพายัพ(สมรสกับนางพอฤทัย จันทรพันธ์) , นางมณฑาทิพย์(สมรสกับนายแพทย์สมชัย โกวิทเจริญกุล) , นางทัศนีย์และนางยิ่งลักษณ์(สมรสกับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร)
      
      นายเลิศ ชินวัตร เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ด้วยโรคระบบหายใจล้มเหลว ขณะอายุ ๗๘ ปี(หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพนายเลิศ ชินวัตรและสัมภาษณ์คุณเถาวัลย์ ชินวัตร)
      
      หลังจากโรงภาพยนตร์ตงก๊กเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเลิศ ชินวัตร แล้ว ต่อมาเปลี่ยนเป็นร้านสรรพสินค้าอยู่ระยะหนึ่ง กิจการไม่ค่อยก้าวหน้าจึงปล่อยทิ้งไว้ จนมาเป็นบริษัทแอด้านซ์อินโฟร์เซอร์วิสในปัจจุบัน
      
      
      ภาพโรงหนัง"ศรีนครพิงค์" จ.เชียงใหม่
      
      ถัดจากบริษัทแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิสไปทางตะวันตก คือ วัดบุพพาราม วัดสำคัญอีกวัดหนึ่งของเมืองเชียงใหม่
      
      วัดบุพพาราม คนพื้นเมืองเรียกกันว่า "วัดอุปา" หรือ "วัดอุปาราม" มีประวัติว่าเดิมเป็นพระราชอุทยานของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่.
      
      
      โพสต์โดย : พ.ต.ท.อนุ เนินหาด
      http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=64
      รายละเอียดข่าว
                           
            
            
            
            
            ย่านถนนท่าแพ(๒๒)
            ขุนพัศดุภารภักดี(คำฟู จันทรปัญญา)และแม่เกี๋ยงคำ มีบุตรธิดา คือ นาง จันทรา วรปรีชา ,นายศรชัย จันทรปัญญา , นายสมบูรณ์ จันทรปัญญา , นางจันทร ประเทศรัตน์ , นางจันทร์ทิพย์ สุยะโกมล ,นายมานะ จันทรปัญญา , นางสาวจันทน จันทรปัญญาและนายดวงแก้ว จันทรปัญญา
            
            บุตรคนหนึ่ง คือ นายศรชัย จันทรปัญญา ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่เมื่อคราวเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๙ นายศรชัย เดิมชื่อ ดวงจันทร เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ต่อมาไปศึกษาต่อคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นเรียนจบนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับมารับราชการเป็นปลัดอำเภอสันทราย หน้าที่ราชการเจริญก้าวหน้าเป็นนายอำเภอช่างเคิ่ง(แม่แจ่ม) นายอำเภอสะเมิง นายอำเภอพร้าว ด้วยเหตุว่ารับราชการหลายอำเภอได้สร้างประโยชน์และเป็นที่เคารพนับถือของกำนันผู้ใหญ่บ้านและประชาชนทั่วไป ประกอบกับมีเพื่อนมาชวนจึงลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคสหชีพ และได้รับเลือก แต่ขณะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ต่อมาจึงได้เสียชีวิตลงเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ขณะอายุเพียง ๔๒ ปี
            ด้านครอบครัวสมรสกับ ผศ.บัวเขียว สกุลเดิม สุยะโกมล บุตรสาวของขุน
                     
            จำรัสคดี(ตัน สุยะโกมล) อดีตอัยการจังหวัดเชียงใหม่ บุตรธิดา ๔ คน คือ ดร.ดำเกิง จันทรปัญญา , อาจารย์เพราพรรณ ธรรมา , อาจารย์ดวงดาว จันทรปัญญาและอาจารย์มานิดา จันทรปัญญา(ผศ.บัวเขียว จันทรปัญญา,สัมภาษณ์)
            ถัดจากบ้านของหลวงขจัดจันฑนิกร ไปทางตะวันตกเป็นบ้านของครูอุ่นเมือง เลปนานนท์ ภรรยาชื่อ แม่คำนวณ เลปนานนท์
            
            เดิมเป็นบ้านของสายแม่คำนวณ ซึ่งมีเชื้อสายไทยใหญ่(เงี้ยว) เมื่อแต่งงานกับครูอุ่นเมือง จึงใช้เป็นเรือนหอสร้างครอบครัวใหม่ ด้านครูอุ่นเมือง เป็นอดีตครูโรงเรียนหอพระ ต่อมาเปลี่ยนมาทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ มีบุตรธิดารวม ๔ คน คือ นางสาวเรณู เลปนานนท์ , นางสายทอง , นางอาภรณ์ ฮัดสัน และ อาจารย์ไพบูลย์ เลปนา
                     นนท์ สอนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดล
            บริเวณบ้านของครูอุ่นเมืองและแม่คำนวณ ปัจจุบันรุ่นลูกให้ผู้อื่นเช่าทำกิจการ สมัยหนึ่งเคยให้กงสุลอเมริกาเช่าเป็นห้องสมุดยูซิส เผยแพร่ข่าวสารของประเทศสหรัฐอเมริกามีภาพยนตร์ไปฉายตามชนบท
            บุตรสาวคนหนึ่ง คือ นางอาภรณ์ ฮัดสัน ไปเปิดกิจการโรงเรียนอนุบาล ชื่อว่า "โรงเรียนอนุบาลฮัดสัน" เริ่มเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ เดิมเช่าพื้นที่ด้านหน้าร้านอาหารเจี่ยท่งเฮง ต่อมาเมื่อครบสัญญาเช่า ๑๕ ปี ได้โยกย้ายไปอยู่ด้านหลังวัดสวนดอก โดยซื้อที่ดินเดิมของหมอมนู แมนมนตรี เนื้อที่ ๗ ไร่เศษ(นางอาภรณ์ ฮัดสัน,สัมภาษณ์)
            
            ถัดจากบ้านของครูอุ่นเมือง เลปนานนท์ไปทางตะวันตกเป็นบ้านเดิมของนายเปงเคี้ยง แซ่จาง
            นายเปงเคี้ยง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นนายเจริญ จันทรกุล เดิมอพยพมาจากเมืองจีนตั้งแต่อายุ ๑๖ ขวบ พอสร้างฐานะได้แล้วได้แต่งงานกับสาวบ้านฮ่อมคนหนึ่งชื่อ นางกัลยา บ้านอยู่ใกล้วัดช่างฆ้อง หลังแต่งงานจึงได้มาซื้อ
                     ห้องแถวไม้ชั้นเดียวรวม ๔ ห้องอยู่ที่ถนนท่าแพแห่งนี้ ราคาสมัยเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒(ก่อน พ.ศ.๒๔๘๔) เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท เนื้อที่ ๕๑ ตารางวา ต่อมาได้เปิดเป็นร้านขายของชำ จำพวกข้าวสาร ใบยาสูบ ใช้ชื่อว่าร้าน "เจริญพานิช" นายเจริญและนางกัลยา มีบุตรธิดา คือ นายสวัสดิ์ , นางเพ็ญประภา , นางพิมพ์ประไพ , นายสนั่น , นางไพฑูรย์ทิพย์ จันทรกุล ปัจจุบันเปิดขายสินค้าเก่าสำหรับตกแต่งบ้าน
            
            ถัดไปเป็นซอย ๒ ถนนท่าแพ
            หากย้อนมาด้านหน้าวัดแสนฝางคนละฝั่งถนนท่าแพปัจจุบัน คือ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)
            
            ก่อนหน้านี้ บริเวณนี้เคยเป็นโรงภาพยนตร์ไม้สองชั้น หลังคาสังกะสี ชื่อว่าโรงหนังตงก๊กหรือศรีวิศาล คำว่า "ตงก๊ก" ชาวจีนบางคนแปลว่า "ประเทศจีน" คนเก่าแก่ถนนท่าแพเล่าว่าโรงหนังก่อนหน้านี้ คือ ตงเฮงที่ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงยาฝิ่น สมัยที่โรงหนังตงเฮงเปิดกิจการใหม่ๆ รายได้ดี จึงมีกลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีนรวมหุ้นกันเปิดโรงหนังเพิ่มเติมซึ่งก็คือ โรงหนังตกก๊ก หน้าวัดแสนฝางแห่งนี้
            ภาพโรงภาพยนตร์ตงก๊กได้มาจากร้านรัตนผล
            
            ด้านหน้ามีการตกแต่งและประดับธงอย่างสวยงาม ด้านหน้ามีคำว่า "รัฐธรรมนูญจีรังทั่วไทย" ด้านขวามีคำว่า "สานติสุขเสมอภาค อิสสระภาพ" และมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ จึงเชื่อได้ว่าภาพนี้น่าจะถ่ายไว้ประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๗๕ หนทอ ๒๔๗๖ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
            
            ชื่อโรงภาพยนตร์ มีเขียนไว้ด้านบนซ้าย เขียนทั้งคำว่า "ตงก๊ก"และ "ศรีวิศาล" ควบคู่กันไป
            ภาพที่สอง เมื่อเข้าไปด้านในของโรงภาพยนตร์ มีห้องขายตั๋วอยู่กลางลาน เขียนติดไว้ว่า "ห้องขายตั๋ว" และบอกราคาว่า "หนึ่งรูเปีย" อีกบรรทัดหนึ่งเขียนว่า "ใช้ ๗๐ ส.ต." ยังเป็นสมัยที่เมืองเชียงใหม่ยังใช้เงินรูเปียซึ่งเป็นเงินจากประเทศอินเดียและใช้ในพม่ารวมทั้งภาคเหนือของประเทศไทย
            
            ทั้งสองฝั่งตั้งเป็นร้านค้าขายของทั้งร้านขายอาหาร กาแฟ หนังสือ ของกินเล่น ด้านขวาของภาพมีพ่อค้าคนหนึ่งกำลังขายกาแฟอยู่ ด้านในมีบันไดเดินขึ้นเพื่อเข้าไปชมชั้นสอง บันไดด้านซ้ายเขียนคำว่า "ทางเข้าชั้น ๓ บ๊อก" ไม่ทราบแปลว่าอะไร ส่วนบันไดด้านขวาเขียนคำว่า "ทางเข้าชั้นที่ ๒" ที่ชั้นสองติดพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๗ สลับกับผู้นำของประเทศจีนในสมัยนั้น คือ ดร.ซุนยัดเซ็น ส่วนด้านล่างลงมามีภาพหลายภาพ บางภาพเป็นหญิง ไม่แน่ใจว่าเป็นภาพผู้บริหารของประเทศจีนหรือว่าจะเป็นภาพดาราภาพยนต์ในสมัยนั้นก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีธงชาตไทยและธงชาติประเทศจีนห้อยด้วยเชือก
            
            คนรุ่นเก่าบอกว่าภาพนี้คงตกแต่งเพื่อเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ เพราะปกติด้านหน้าทางเข้าโรงหนังตงก๊กเป็นที่โล่งติดถนนท่าแพ ถัดจากถนนท่าแพเข้ามาใช้เป็นที่จอดรถจักรยาน รถจักรยานยนต์และสามล้อรับจ้าง ถัดมาด้านในเป็นร้านค้ามีที่ขายตั๋วอยู่ตรงกลาง สมัยนั้นก่อนฉายภาพยนตร์นอกเหนือจากมีเพลงสรรเสริญพระบารมีและมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงแล้วยังมีภาพของ ดร.ซุนยัดเซ็น ผู้นำประเทศจีนอีกด้วย บ่งบอกว่าเจ้าของโรงหนังตงก๊กมีความศรัทธาในระบอบการปกครองระบบประชาธิปไตยและยังมีความรักในประเทศจีนบ้านเกิดอยู่มาก อาจเรียกว่า "ชาตินิยม" ก็คงไม่ผิดนัก
            
            โรงหนังศรีวิศาล หรือตงก๊ก พระครูประจักษ์พัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดแสนฝางบอกว่าเจ้าของมีหลายคน คือ นายเปงเล้ง , เปงเข่ง , เปงลี้ , เปงแช แซ่โต๋ว และแม่เง็กเน้ย นิมานันท์ ต่อมาขายต่อให้นายบุญเลิศ ชินวัตร โรงหนังนี้ รื้อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๔ ผู้ที่ได้รับนิมนต์ไปทำพิธีทางสงฆ์ด้วย คือ พระครูประจักษ์พัฒนคุณ
            หุ้นส่วนใหญ่ของโรงหนังตงก๊กแห่งนี้ คือนายเคียง แซ่พัว
            
            นายเคียง แซ่พัว เป็นต้นสกุล "ภูวกุล" ค้าขายเปิดร้านค้าที่ถนนวิชยานนท์ ชื่อว่าร้าน "พัวไท่กี่" ขายอุปกรณ์ก่อสร้าง พวกเหล็กเส้น ตะปู ปูนซิเมนต์
            
            ก่อนที่จะมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ นายเคียง แซ่พัว ผ่านประสบการณ์การเดินทางและผ่านงานมาหลายด้าน โดยเมื่อเดินทางมาจากประเทศจีน ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี แวะทำงานรับจ้างปลูกพริกไทย ที่เกาะซาราวัค ประเทศมาเลเซีย ต่อมามารับจ้างทำประมงที่ประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้นอพยพอยู่ที่กรุงเทพฯ พักใหญ่ก่อนที่จะอพยพมาอยู่เชียงใหม่ เริ่มปักหลักที่ถนนวิชยานนท์แห่งนี้ นำเงินที่สะสมไว้มาเริ่มค้าขายของเล็กๆ จนสร้างฐานะมั่นคงขึ้นเปลี่ยนจากร้านเล็กๆย่านถนนวิชยานนท์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นอาคารตึกใหญ่ในปี พ.ศ.๒๔๗๑
            
            นายเคียง แซ่พัว มีภรรยา ๒ คน คือ นางเกียงและนางเป๊า แซ่จัง มีบุตรธิดาถึง ๑๓ คน ผู้ที่รับราชการคือ อาจารย์ภัทรา ณ เชียงใหม่ (แต่งงานกับเจ้ากุลวงศ์ ณ เชียงใหม่) , อาจารย์จุฑารัตน์ ภูวกุล อดีตอาจารย์วิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่และ นายสุจิต ภูวกุล รองผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
            บุตรชายคนหนึ่งที่มีบทบาทในสังคมเชียงใหม่ในการช่วยเหลือสังคม คือ นายศุภวัฒน์ ภูวกุล หลังจากจบชั้นมัธยมปีที่ ๖ จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยแล้ว ได้ออกมาช่วยครอบครัวค้าขายพืชไร่ ต่อมาแต่งงานกับนางปิยะนารถ สกุลเดิมแซ่เหลี่ยว ย้ายไปอยู่ร้านรัตนผล ถนนท่าแพ
            ปัจจุบันร้านพัวไท่กี่เดิม ด้านหน้าให้เช่าเป็นร้านขายเสื้อผ้า ชื่อ บัสสตอป ด้านในเป็นบ้านใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวเดิม
            หุ้นส่วนอีกคนหนึ่งคือ นายเปงเล้ง เดิมใช้แซ่เล้า เป็นต้นตระกูล "เลาหะเพ็ญแสง" ชื่อจริง คือ นายเปล่ง เลาหะเพ็ญแสง.
            
            พ.ต.ท.อนุ เนินหาด รอง ผกก.สส.สภ.อ.ดอยสะเก็ด
            http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=63
         

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service