Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ปัญหาการบริโภคสิ่งทีไม่ฮาลาลในสังคมมุสลิมปัจจุบัน
Welcome Guest, please login or register.
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปัญหาการบริโภคสิ่งทีไม่ฮาลาลในสังคมมุสลิมปัจจุบัน  (อ่าน 4545 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8373 Level 74 : Exp 55%
HP: 3.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 08, 2010, 07:49:43 pm »
แบ่งปัน

   
      ปัญหาการบริโภคสิ่งทีไม่ฮาลาลในสังคมมุสลิมปัจจุบัน
       
   
      http://www.thealami.com/upfile/logohalal.jpg
    
            “ใครเคยกินหมูยกมือขึ้น?” คำถามนี้ ถ้าถามคนที่ไม่ใช่มุสลิม คนส่วนใหญ่คงจะยกมือขึ้น แต่ถ้าถามคนที่เป็นมุสลิม อาจจะมีบางคนเท่านั้นที่ยกมือแสดงตนว่าเคยทาน ที่เหลือหลายคนแล้วคงจะไม่มั่นใจตัวเองว่าตนเคยทานหรือไม่ เพราะคนในสมัยนี้ เราไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช และประกอบอาหารทานเอง แต่เราทานอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต(Process foods) เพื่อความสะดวกสบาย จึงไม่แน่ใจว่าอาหารที่ทานว่า เขาผสมอะไรลงไปในอาหารบ้าง เพราะอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต(Process Foods) ส่วนใหญ่มีการเลือกใช้วัตถุเจือปนในอาหาร(Foods Additives) หลายอย่างที่ไม่ฮาลาล เช่น การใช้ กลิ่นไก่  ไขมันหมู แอลกอฮอล์ หรือวัตถุต้องสงสัย(ซุบฮัต) เช่น เจลาติน(Jelatine)  คอลลาเจน(Collagen ) สารคงตัว(Emulsifier) หรือสารทำให้เป็นเนื้อเดียว(Stabilizer) ซึ่งวัตถุเจือปนนั้นอาจจะมาจากส่วนของหมู หรือส่วนของสัตว์ที่ไม่ฮาลาลก็ได้
    
   ตัวอย่างเช่น การผลิตขนมปัง เค้กหรือคุกกี้ จะมีการใช้เนยขาว(Shortening) มาการีน หรือ SP ซึ่งอาจมาจากพืชหรือไขมันสัตว์ที่ฮารอมก็ได้ ซึ่งกรณีวัตถุเจือปนในอาหารที่น่าสงสัย(ซุบฮัต) นั้น ท่านรอซูล(ซล.) ให้เราสอบถามที่ชัดเจนก่อนว่าฮาลาลถึงใช้ ถ้ายังไม่ชัดเจน ก็ให้เราหลีกเลี่ยงดังฮาดิษ จากอบูอับดุลลอฮ์ คือ อัน-นุอมาน บินบะซีร(รอ.) กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูรุลลอฮ(ซล.) กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ (ศอว.) กล่าวว่า  
    
    
   “แท้จริง สิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) นั้นชัดแจ้ง สิ่งที่ต้องห้าม (ฮารอม) ก็ชัดแจ้ง และในระหว่างทั้งสองสิ่งนั้น มีเรื่อง (หรือสิ่ง)ที่คลุมเครือ (ไม่ชัดแจ้ง) ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้น ผู้ใดรักษาตัวเขาจากสิ่ง (หรือเรื่อง) ทีคลุมเครือนั้น เขาได้ชำระตัวเขาในการปกป้องศาสนาของเขาและเกียรติเขา ส่วนที่ตกลงไปในการกระทำสิ่งที่คลุมเครือ เขาก็ได้ตกลงไปในเรื่องที่ต้องห้าม เช่นเดียวกับผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์รอบ ๆ ที่ดินที่ต้องห้าม (เช่นสวนของคนอื่น) ไม่ช้า มันก็จะเข้า (ไปกิน) ใน (สวน) นั้น จงจำไว้ว่า ผู้ปกครอง (กษัตริย์ฯลฯ) ทุกคนมีขอบเขตที่ต้องห้าม     จงจำไว้เถิดว่าที่อัลลอฮทรงห้าม คือ สิ่งที่พระองค์ไม่ทรงอนุมัติ จงจำไว้ว่า ในร่างกายนั้นมีเนื้อก้อนหนึ่ง เมื่อมันดี ร่างกายนั้นก็ดีด้วย แต่เมื่อมันเสีย ร่างกายก็จะเสียไปด้วย จงจำไว้ว่ามัน คือ หัวใจ
    
   บันทึกโดย บุคอรี  และ มุสลิม
    
   แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่มุสลิมในปัจจุบันนี้ จำนวนไม่น้อยที่ต้องทานอาหารปนเปื้อน สิ่งฮารอม เพราะสาเหตุสำคัญ 3 ประการ คือ
    
    
       1.ความไม่รู้
    
      เพราะอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต (Process Foods) ส่วนใหญ่จะมีการเติมวัตถุเจือปน(Additives) ต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น ทำให้อาหารนั้นมีความคงตัว เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้ว่า วัตถุเจือปนต่างๆ ที่เติมลงไปนั้นทำมาจากอะไร และส่วนใหญ่ก็จะมีชื่อเฉพาะทางวิทยาศาสตร์หรือรหัสทางวิทยาศาสตร์(E-code) พออ่านฉลากเจอส่วนผสมที่มีชื่อภาษาอังกฤษก็คิดไปเองว่าคือสารเคมี หากนำมาใช้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
   
   ยกตัวอย่างเช่น วัตถุเจืออาหาร รหัส E-471 (Mono and Diglycerides) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดหนึ่งและเป็นส่วนผสมของ โอวาเล็ต (OVALETT), TBM อีซี 25 เค (EC25K) และ เอส พี(SP)  
ซึ่งใช้ในวงการอุตสาหกรรมเบเกอรี่ สำหรับการผสมลงในแป้งที่ทำขนมปัง ขนมอบ ขนมที่ขึ้นฟูด้วยไข่ เช่น สปอนจ์เค้ก (Sponge Cake) ปุยฝ้าย สาลี่ ฯลฯ
   
   เพื่อวัตถุประสงค์ให้ส่วนผสมต่างๆ เป็นเนื้อเดียวกันได้ดีและลดเวลาในการตีผสม แต่เท่าที่ผู้เขียนลองสำรวจในร้านค้าขายส่ง SP.ในหาดใหญ่ พบว่าในฉลากสินค้าไม่มียี่ห้อใด
ที่มีเครื่องหมายรับรองฮาลาล จึงจดเบอร์โทรศัพท์ที่ข้างกล่อง ลองโทรถามว่า SP ที่เขาผลิตนั้นฮาลาลหรือไม่ พบว่า มี 2 ยี่ห้อที่ตอบว่า สินค้าที่ตนผลิตนั้นฮาลาล(แต่ได้รับเอกสารรับรองเป็นทางการแค่บริษัทเดียว) เพราะใช้วัตถุเจืออาหาร Mono-Glycerides (โมโนกลีเซอไรด์) ที่ใช้ทำจากไขมันปาล์ม (ซึ่งโมโนกลีเซอไรด์ที่มาจากยุโรปเกือบทั้งหมดนั้นทำมาจากไขมันหมูเนื่องจากไขมันหมูมีราคาถูกกว่ามาก) จึงสอบถามทั้ง 2 บริษัทที่อ้างว่า SP ของเขานั้นฮาลาล ว่าทำไมถึงไม่พิมพ์เครื่องหมายรับรองฮาลาลลงในฉลากผลิตภัณฑ์ของเขา
   
   ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตมุสลิมในภาคใต้(ซึ่งมีจำนวนมาก) จะได้เลือกซื้อของที่ฮาลาลของคุณ แต่ได้รับคำตอบที่สังคมมุสลิมต้องนำมาคิดให้มาก คือ ไม่เห็นมีใครโทรมาถามก่อนซื้อ ? บริษัทยังแฟกส์เอกสารรับรองเครื่องหมายฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม กรุงเทพฯ มาให้ แต่ที่ไม่ขอเครื่องหมายรับรองของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยก็เพราะไม่อยากจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

    
   จากกรณีศึกษานี้จะเห็นว่า ผู้ผลิตมุสลิมไม่ได้สนใจในฮาดิษของท่านรอซูล(ซล.) ที่ให้เราหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่น่าสงสัย(ซุบฮัต) หากร้านทำขนมมุสลิมทุกร้าน หรือส่วนใหญ่(ซึ่งมีอยู่ไม่รู้กี่ร้อยแห่ง) ตั้งใจจะเสาะหาของที่ฮาลาลมาผลิต มีหรือครับที่โรงงานผลิตของที่ได้รับเครื่องหมายฮาลาลอยู่แล้วจะไม่อยากขายของ โดยไม่พิมพ์เครื่องหมายฮาลาลที่เขาได้ลงในฉลากผลิตภัณฑ์ของเขา
    
    
   2.ไม่สนใจในเรื่องฮาลาล
    
      ปัจจุบันยังมีมุสลิมอยู่ในจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องฮาลาลฮารอม ตัวอย่างเช่น ร้านขายของชำ และ ร้านอาหารมุสลิมจำนวนไม่น้อยที่ยังขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ไม่ฮาลาล โดยความจริงแล้วผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเขาก็ไม่ได้บอกว่าสินค้าของเขาฮาลาล แต่เพราะมันเป็นยี่ห้อดังที่ขายดี เช่น มาม่าหรือไวไว พ่อค้าแม่ค้ามุสลิมเราทำใจไม่ได้กับกำไรเล็กๆน้อยๆ ที่ได้รับในโลกดุนยานี้
   
   หากร้านของฉันไม่นำมาขาย ลูกค้าก็จะไปซื้อที่ร้านอื่นอยู่ดี เพราะคิดอย่างนี้กัน ร้านขายของชำและร้านอาหารมุสลิม ไม่น้อยจึงพากันขาย มาม่า ไวไว รสไก่ รสต้มยำทั้งๆ ที่ รสไก่ รสต้มยำ ทั้งหลายนั้น ต่างก็ผลิตด้วยสายการผลิตเดียวกับรสหมูสับ ซึ่งต้องราดน้ำซุบไก่ลงในเส้นก่อน เข้าเครื่องทอดด้วยน้ำมันแล้วเข้าเครื่องอบแห้งจากนั้นก็บรรจุเส้นบะหมี่ลงในซองพร้อมเครื่องปรุงรส แต่รสชาติที่แตกต่างกันก็จะแยกไปบรรจุลงซองที่แตกต่างกันพร้อมกับซองของเครื่องปรุงรส(Flavour) ชนิดต่างๆ
   
   ส่วนบะหมี่รสหมูสับนั้นผู้ผลิตจะใช้กลิ่นหมูสังเคราะห์ (Artificial Flavour) แต่งรสแทนการใช้สารสกัดจากหมูจริงๆ แต่เครื่องปรุงรสไก่นั้นเขาใช้กลิ่นที่สกัดจากเนื้อไก่จริงๆนะครับ ส่วนสินค้าฮาลาลผู้ผลิตทุกรายก็จะแยกไปผลิตคนละโรงงานกัน และใช้วัตถุเจือปนอาหารที่มีการรับรองฮาลาลเท่านั้น(จะใช้วัตถุดิบที่ฮาลาลจริงทุกตัวหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการแต่ละรายอีกละครับ โดยเฉพาะกลิ่นไก่สกัดที่ฮาลาลนั้นส่วนใหญ่จะมีราคาแพงและที่สำคัญคือความอร่อยจะสู้ของยุโรปหรือของญี่ปุ่นไม่ได้ครับ) ฉะนั้นหากใครทนไม่ไหวอยากทานอาหารขยะชนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฮารอมน้อยกว่าก็ควรจะเลือกรสหมูสับมากินจะดีกว่า เพราะมันฮารอมเฉพาะที่เส้นเท่านั้นแต่เครื่องปรุงยังพอกินได้
   
   และที่น่าแปลกใจ คือปัญหานี้เราจะพบเฉพาะในภาคใต้ซึ่งมุสลิมเป็นคนส่วนมาก ที่อาหารการกินที่ฮาลาล หาซื้อได้ง่าย แต่กลับไม่พบปัญหามุสลิม ขายมาม่า ไวไว ในสังคมมุสลิมภาคเหนือ ภาคอีสานหรือกรุงเทพฯ ซึ่งอาหารการกินที่ฮาลาลก็หากินยากกว่ามาก หรือเพราะว่าพวกเราไม่ช่วยกันแนะนำตักเตือน(นาซีฮัต) ซึ่งกันและกันครับ
    
       3.ถูกหลอก
    
      โดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบการต้องการผลิตสินค้าหรือบริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปหลอกมุสลิมกินหมู หรือกินของที่ฮารอมเพราะมันเสี่ยงที่จะเสียชื่อเสียงได้ง่ายๆ แต่ก็มียังมีผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์เพราะอยากลดต้นทุน อยากมีกำไรมาก เพราะมุสลิมเรามีปัญหาตามข้อ 1 และ 2 จึงถูกหลอกกันง่ายๆ เพียงเขาแขวนป้ายที่หน้าร้านว่า “อิสลามทานได้”มุสลิมเราก็เข้าแถวซื้อกินกับเขาด้วย  ส่วนมุสลิมเราก็ผสมโรงมีส่วนร่วมกับเขาด้วยการใส่หมวกกะปิเยาะเข้าไปนั่งกินไก่ทอด KFC.ในห้างดังทั้งๆที่เขาก็ไม่มีป้ายบอกเลยว่าไก่ทอดเขานั้นฮาลาล ส่วนมุสลิมะฮ์ก็ใส่ผ้าคลุมผม ขายของที่น่าสงสัย(ซุบฮัต) นั้น จึงไม่แปลกที่เด็กๆเยาวชนมุสลิมเข้าไปอุดหนุนจนเต็มร้าน
   
    อีกกรณีหนึ่งคือหลอกโดยไม่ตั้งใจ เช่นผู้ผลิตเต้าหู้ปลา ที่ได้เครื่องหมายรับรองฮาลาลยี่ห้อดังแห่งหนึ่งในภาคใต้ เมื่อประมาณเดือน กันยายน พศ.2551 โรงงานได้ใช้วัตถุเจือปน(Additives) จากยุโรป ซึ่งมีส่วนผสมของหมูใส่ในผลิตภัณฑ์โดยที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบก่อน เมื่อมีหน่วยงานมาสุ่มตรวจพบ DNA.หมูในผลิตภัณฑ์ ในเดือนตุลาคม2551 แทนที่บริษัทจะมีการประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาทั้งหมดทันที แต่กลับมีการเก็บคืนสินค้าเพียงบางส่วน โดยไม่มีการประกาศเรียกคืนสินค้าทั้งหมดเพราะกลัวเสียชื่อกัน (แต่ไม่กลัวบาปที่มุสลิมต้องกินหมู) จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ก็ยังพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าววางขายในห้างดังกลางเมืองกรุงเทพฯ  หรือเราต้องรีบปรับปรุงระบบการบริหารจัดการตรวจรับรองฮาลาลของเราให้มีประสิทธิภาพและรัดกุมกว่านี้
    
      พี่น้องอ่านถึงตรงนี้แล้วก็อย่าเพิ่งเครียดนะครับ เพราะหากเราพิจารณาให้ดีๆ ปัญหาต่างๆข้างต้นแก้ไม่ยากเลย หากมุสลิมเราช่วยกันเผยแพร่ความรู้ด้านฮาลาลให้แพร่หลาย และเกรงกลัวต่อบาป อย่าเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆในโลกดุนยา อินชาอัลลอฮ์สังคมเราก็จะดีขึ้นในเร็ววัน หลักสำคัญคือให้ยึดมั่นในฮาดิษของท่านรอซูลุลลอฮ์ที่ว่า สิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) นั้นชัดแจ้ง สิ่งที่ต้องห้าม (ฮารอม) ก็ชัดแจ้ง และสิ่งที่คลุมเครือ (ไม่ชัดแจ้ง) ให้หลีกห่างและความจริงแล้วพระองค์อัลลอฮ์(ซบ.)ได้ทรงสร้างให้สรรพสิ่งต่างๆส่วนมากในโลกนี้นั้นฮาลาล(อนุมัติ)ให้แก่มนุษย์ในการใช้ประโยชน์ มีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่ต้องห้ามแก่มนุษย์ ซึ่งส่วนน้อยที่ต้องห้ามแก่มนุษย์นั้นก็ เพราะมันเสียหายหรือไม่เป็นประโยชน์นั้นเอง
   
   พี่น้องลองใคร่ครวญดูให้ดีว่า ที่มีใครบอกว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ฮารอม ข่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่เพราะเรามักจะได้ยินข่าวลือที่เกินจริงอยู่บ่อยๆ เช่นข่าวก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ว่ามีการใช้ น้ำมันหมูในการผลิต ความจริงทางศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลเคยสุ่มตรวจแต่ไม่พบไขมันจากสัตว์ และการทำเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่สามารถนำน้ำมันหมูมาใช้ได้ เนื่องจากจะมีกลิ่นหืน หรือข่าวลือสินค้า ตัวนั้นตัวนี้ใช้ไม่ได้(เพราะมีส่วนผสมที่ฮารอม)โดยไม่มีมูลนั้น อาจทำให้มุสลิมเองลำบากเดือดร้อนได้เพราะเรายังเป็นผู้ซื้อ เรายังต้องพึ่งพาผู้ผลิตที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่อีกนาน หากมีสินค้าใดที่ท่านสงสัยหรือไม่มั่นใจก็ลองสอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย หรือที่ชมรมคุ้มครองผู้บริโภคด้านฮาลาลก็ได้นะครับ บางทีข้อมูลที่ท่านให้มาอาจเป็นประโยชน์กับสังคมมุสลิมของเรา  
   
   และที่สำคัญอย่าลืมว่าแม้สินค้านั้นจะฮาลาลด้วยตัวมันเอง แต่อาจจะฮารอมเพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรืออาจฮารอมเพราะเป็นสินค้าของผู้ทำลายล้างพี่น้องมุสลิม หากเราไปอุดหนุนไปซื้อใช้สินค้านั้นแล้วกำไรจากการที่เราไปอุดหนุนมีส่วนในการสังหารทำลายพี่น้องมุสลิม ก็จำเป็นที่เราจะต้องหลีกห่างและช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องของเราช่วยกันบอยคอต คือไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่ใช้ สินค้านั้นๆให้แพร่หลายด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 02, 2011, 10:13:55 am โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service