มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปิดตำนาน “ผู้พันตึ๋ง” จุดจบ “ทหารนอกรีต”  (อ่าน 4725 ครั้ง)

ramma
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 1543 Level 31 : Exp 93%
HP: 2.1%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2011, 05:04:22 pm »
แบ่งปัน

ปิดตำนาน “ผู้พันตึ๋ง” จุดจบ “ทหารนอกรีต”

   ppp


ตามดูคดีดังสัปดาห์นี้ จะพาท่านผู้อ่านกลับไปติดตามคดีสะเทือนขวัญ ซึ่งถือว่าติดอันดับชาร์ตโหวตตลอดการของวงการข่าวอาชญากรรม “คดีฆาตกรรมโหดนายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์” ซึ่งเหยื่อเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร แต่กลุ่มฆาตกรก็ยังกล้าลั่นกระสุนสังหารซ้ำด้วยการเชือดคอจนกลายเป็นศพอยู่ในห้องพักโรงแรมรอยัล แปซิฟิค พลาซ่า ริมพระราม 9
 
    จุดเริ่มของคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 4 มี.ค.2544 และกลายเป็นคดีคึกโครมที่สุดในขณะนั้น เมื่อข้าราชการระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมาจบชีวิตด้วยเหตุฆาตกรรมอย่างน่าอนาถ ขณะเดินทางมาเพื่อร่วมประชุมรับมอบนโยบายของรัฐบาลร่วมกับข้าราชการระดับสูงทุกกระทรวง
 
    ในเบื้องต้น ตำรวจตั้งปมสังหารว่าอาจเป็นคดีฆ่าชิงทรัพย์ แต่ยังไม่ทิ้งประเด็นขัดแย้งโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่จังหวัดยโสธร นอกจากนี้ยังมีปมโยงไปถึง พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ “ผู้พันตึ๋ง” นายทหารคนดังผู้กว้างขวางกับลูกน้องว่าเป็นกลุ่มฆาตกรที่รับงานมาฆ่าแต่ยังขาดพยานหลักฐาน จนเมื่อ นางอัญคนางค์ หรือน้อย สุนทรวิภาค คนใกล้ชิดของนายปรีณะเข้ามามอบตัวอ้างว่าเป็นคนสังหาร ก่อนมากลับคำให้การซัดทอดว่า “ผู้พันตึ๋ง” กับสมุนเป็นคนลงมือฆ่า แต่ขู่เธอให้ยอมรับผิด คดีที่มัดเกลียวแน่นจึงเริ่มคลี่คลายลง และนำไปสู่การจับกุม “ผู้พันตึ๋ง” กับลูกน้องในที่สุด ซึ่งคดีนี้นับเป็นคดีลือลั่นที่จุดประกายไปสู่การแก้ไขข้อตกลงร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงกลาโหม เรื่องการจับกุมและควบคุมตัวทหารที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา
 
    คดีนี้ขึ้นสู่ศาลเมื่อปี 2544 โดยพนักงานอัยการสั่งฟ้องจำเลย รวม 4 คน ประกอบด้วย น.ส.อัญคนางค์ สุนทรวิภาค, พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ “ผู้พันตึ๋ง”, ส.อ.มานิตย์ ศรีสะอาด และ ส.อ.สุวัฒน์ คำเหง้า สองลูกน้องคนสนิทเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อน
 
    ในชั้นการพิจารณาคดี อัยการโจทก์มีพยานเป็นพนักงานโรงแรมนำสืบว่าพวกจำเลยเข้ามาเปิดห้องพักโดยใช้ชื่อปลอม นอกจากนี้ยังนำสืบจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พบคราบเลือดบริเวณก๊อกน้ำห้องพักของจำเลยตรงกับคราบเลือดของศพ และคราบเลือดที่รองเท้าผ้าใบของจำเลยที่ 3 และที่แป้นเบรกของรถยนต์อีซูซุ ทรูเปอร์ ทะเบียน 3965 เชียงใหม่ ของจำเลยที่ 1
 
    นอกจากนี้ ตำรวจยังพบแผนผังห้องพักภายในโรงแรมที่เป็นลายมือของจำเลยที่ 1 ซึ่งคาดว่าเป็นการวางแผนก่อนฆาตกรรมนายปรีณะ อีกทั้ง น.ส.อังคนางค์ ยังให้การยืนยันว่าจำเลยทั้ง 3 ได้บุกเข้ามาในห้องขณะที่เธอเข้ามาพบผู้ตายเพื่อเคลียปัญหา และสั่งให้เธอนั่งก้มหน้า พร้อมขู่ฆ่าหากไม่ปิดปากให้สนิท ทำให้เธอเห็นเพียงเพียงปลายเท้าของผู้ตาย ที่ถูกพวกจำเลยจับนอนคว่ำหน้ากับพื้น หลังจากนั้นหนึ่งในพวกจำเลยได้หยิบมีดในกระเป๋าถือของเธอมาเชือดคอผู้ตายหลายครั้ง ก่อนที่จะใช้ปืนยิงซ้ำที่ศีรษะ
 
    ฝ่ายจำเลยเบิกความต่อสู้ว่าไม่ได้ฆ่าผู้ตาย การที่เข้าพักที่โรงแรมโดยใช้ชื่อปลอม เพราะต้องการหนีจากการตามราวีของนางแสงเดือน ภรรยาหลวง ส่วนแผนผังโรงแรมที่เขียนนั้น ก็เขียนภายหลังเกิดเหตุเพื่อรายงานต่อผู้บังคับบัญชาถึงสถานการณ์ยาเสพติด ซึ่งจำเลยได้สืบทราบมาว่า บังรอน นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่หลบหนีการติดตามจับกุมของทางการได้แอบเข้าพบกับภรรยาของ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบ.ตร.(ในขณะนั้น) โดยจำเลยเตรียมทำรายงานถึงผู้บังคับบัญชา แต่ก็ทราบว่า พล.ต.อ.พรศักดิ์ เกิดความไม่พอใจและโกรธแค้น จนอาจเป็นเหตุให้จำเลยถูกกลั่นแกล้ง ส่วนคราบเลือดที่พบบริเวณก๊อกน้ำห้องพักจำเลยอาจเป็นเพราะพนักงานโรงแรมเข้ามาล้างมือหลังจากทำความสะอาดห้องพักผู้ตายก็เป็นได้ หรือหากจำเลยถูกกลั่นแกล้ง ตำรวจก็สามารถนำคราบเลือดมาเปื้อนที่บริเวณอ่างน้ำในห้องจำเลยได้เช่นกัน ส่วนคราบเลือดที่แป้นเบรกรถยนต์ของจำเลยนั้นก็เพราะจำเลยที่ 3 ไปเตะสุนัขมาและอาจมาทำให้เปื้อนที่แป้นเบรกได้
 
    ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า คดีฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า นายปรีณะถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม โดยมีคนร้ายจู่โจมเข้าไปในห้องพักแล้วใช้มีดแทงผู้ตายหลายครั้ง และใช้ปืนของ น.ส.อังคนางค์ จ่อยิงที่ศีรษะผู้ตาย หลังจากนั้นคนร้ายจับผู้ตายนอนคว่ำตะแคงซ้ายเพื่ออำพรางการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช อีกทั้งจำเลยทั้ง 3 เป็นทหารสามารถสืบทราบได้ว่าผู้ตายจะมาพักในวันใด เวลาใด จำเลยจึงมาพักยังห้องใกล้เคียง ประกอบกับจากการนำสืบพยานมีน้ำหนักเชื่อได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้ง 3 อยู่ในห้องใกล้ที่เกิดเหตุ และคำให้การชั้นสอบสวนของ น.ส.อังคนางค์ ซึ่งแม้จะเป็นจำเลยร่วม แต่ก็รับฟังได้โดยมีน้ำหนักเพียงพอว่าจำเลยทั้ง 3 เป็นคนร้ายจริง ข้ออ้างของจำเลยเป็นเพียงข้ออ้างลอยๆ ฟังไม่ขึ้น โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษ จำคุก น.ส.อัญคนางค์ 3 ปี 8 เดือน ฐานรับของโจรและพกพาอาวุธปืน ในขณะที่ “ผู้พันตึ๋ง” ถูกสั่งประหารฐานร่วมฆ่า ส่วนลูกน้องคนสนิทอีก 2 คนศาลยกฟ้อง
 
    ในชั้นอุทธรณ์ศาลเห็นตามกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของ น.ส.อัญคนางค์ และผู้พันตึ๋ง แต่พิพากษาแก้ให้ประหารสมุนของผู้พันตึ๋งด้วยในข้อหาร่วมฆ่า ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุด เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2549 ยืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 3 คน ซึ่งถือเป็นการปิดตำนานนายทหารผู้กว้างขวางในวงการนักเลงอย่าง “ผู้พันตึ๋ง”
 
    สำหรับประวัติชีวิตของ “ผู้พันตึ๋ง” เกิดเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2496 จบการศึกษาระดับ ปวส.ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ โดยระหว่างที่เป็นนักเรียนอาชีวะ เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมือง 14 ต.ค.2516 ผู้พันตึ๋งถูก พล.ต.สุตสาย หัสดิน ชักนำเข้าสู่กลุ่ม “กระทิงแดง” เพื่อต่อต้านและคอยปั่นป่วนยุยงกลุ่มพลังนิสิตนักศึกษาในขณะนั้น ซึ่งผู้พันตึ๋งก็ไม่ทำให้ พล.ต.สุตสายผิดหวัง หลังเสร็จสิ้นภารกิจในคราวนั้นจึงได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. จนสอบบรรจุได้เป็นทหารได้ ติดยศว่าที่ร้อยตรี ประจำ ศรภ. หรือศูนย์รักษาความปลอดภัยกองบัญชาการทหารสูงสุด จากนั้นรับราชการเรื่อยมาจนได้เลื่อนยศเป็นพันตรี เมื่อปี 2531 และตั้งแต่นั้นมาชื่อ “ผู้พันตึ๋ง” ก็ปรากฏตามข่าวหนังสือพิมพ์หน้า 1 เป็นประจำที่มีข่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในวงการนักเลง-มาเฟีย-ผู้มีอิทธิพล! ซึ่งเส้นทางสายนักเลงที่ “ผู้พันตึ๋ง” เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นที่รู้กันว่านายพันผู้นี้ไม่ได้เดินอย่างโดดเดี่ยว แต่มีระดับ “บิ๊ก” หนุนหลัง จนเชื่อกันว่า “ผู้พันตึ๋ง” หลงและเหลิงไปกับอำนาจวาสนาที่ได้รับ โดยไม่เกรงกลัวแม้กระทั่ง “กฎหมาย”
 
    ย้อนกลับมาดูชีวิต “ผู้พันตึ๋ง” ในปัจจุบัน “นายวันชัย รุจนวงศ์” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า หลังจาก “ผู้พันตึ๋ง” ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของนักโทษประหารในการยื่นถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษไปเกือบ 1 ปีแล้ว จนถึงขณะนี้ยังไม่มีฎีกากลับลงมาแต่อย่างใด ดังนั้น “ผู้พันตึ๋ง” จึงยังคงถูกควบคุมตัวไว้ยังแดนประหารของเรือนจำกลางบางขวาง เพื่อรอวันที่ฎีกากลับมา อย่างไรก็ดี สำหรับนักโทษประหารทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่นักโทษที่ยื่นถวายฎีกานั้นจะได้รับการลดโทษให้เหลือจำคุกตลอดชีวิต
 
    “ตำนานผู้พันตึ๋ง” ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายทหารรุ่นหลังที่กำลังเอาเวลาราชการไปรับงานนอกรีต แต่บทสรุปสุดท้าย “ผู้พันตึ๋ง” จะมีจุดจบอย่างไร จะต้องตายบนแท่นประหาร หรือดักดานอยู่ในคุกไปตลอดชีวิต นั่นก็เป็นจุดจบที่สาสมแล้วกับเพราะผลกรรมที่เค้าได้ทำเอาไว้


อีกคดีของผู้พันตึง

   จจจ

   ศาลตัดสินจำคุก"พ.ต.เฉลิมชัย"กับพวกคนๆละ6ปี หัวหน้าเทศกิจเชียงใหม่ 9ปี รีดไถรถเข็น, แผงค้า รวมกว่า 14ล้านบาท "เสธ.ม่อย"หลุดศาลยกฟ้อง
   
          ที่ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.45 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ด.3203/2540 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายศรายุธ ภู่พลับ นายธานี ฟูทอง นายพรชัย สุคัณธสิริกุล นายธีรยุทธ สุวรรณพาณิชย์ พันตรีเฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ"ผู้พันตึ๋ง" พลตรีอินทรัตน์ ยอดบางเตย หรือ"เสธ.ม่อย" นายนิสสันต์ ชาติชำนิ (เสียชีวิต จำหน่ายคดีจากสารบบ) จ.ส.อ.สุทิน ศรีเมืองหลวง และนายชาญ ตันตราพิมพ์ เป็นจำเลยที่ 1-9 

    

    

   ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น, เป็นสมาชิกเทศบาลเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยทุจริต และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ผู้อื่น กรณีระหว่างวันที่ 20 พ.ย.38 - 31 พ.ค.39 จำเลยทั้ง 9 ร่วมกันกรรโชกทรัพย์จากผู้ค้าจำนวน 128 ราย ในตลาดไนท์บาซาร์ จ.ชียงใหม่ 

   ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์-จำเลย นำสืบแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าเทศกิจเทศบาลนครเชียงใหม่ จำเลยที่ 2-4 เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ ส่วนจำเลยที่ 5-6 เป็นที่ปรึกษานายกเทศบาลนครเชียงใหม่ 

   ขณะที่คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มี พ.ต.อ.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ (ยศในขณะนั้น) เบิกความเป็นพยานว่า ที่มาของคดีนี้เกิดจากมีการฆ่า นายชัยกร ไม้หอม บุตรบุญธรรมของนายเกษม คำวงศ์ษา พ่อค้าน้ำดื่มในตลาดวโรรส จ.เชียงใหม่ เมื่อนายเกษม ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครองทั้งรายวัน รายเดือน นอกจากนี้ยังถูกบังคับให้ซื้อรถเข็นกาแล เมื่อไม่ทำตามจึงถูกกดดันไม่ให้ขายของในตลาด โดยจำเลยกับพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ แต่งกายคล้ายทหาร พกวิทยุสื่อสาร จะคอยเดินตรวจตลาด พูดจาข่มขู่ผู้ค้าในตลาด จึงไปร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับจำเลยดังกล่าว 

   โจทก์ยังมีผู้เสียหาย เป็นผู้ค้าในตลาดเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ถูกจำเลยที่ 1 เรียกเก็บเงินรายวันวันละ 200-300 บาท เก็บค่าแผงรายเดือนเดือนละ 1,500 บาท โดยจำเลยที่ 2-5 บังคับให้ผู้ค้าซื้อรถเข็นทรงกาแล กับจำเลยที่ 4 ราคาคันละ 2,700 บาท กับต้องจ่ายค่าฝากรถเข็นอีกเดือนละ 500 บาท เรียกเก็บค่าหลอดไฟ ค่าขยะ โดยจำเลยอ้างว่าเป็นเงินที่นำเข้าไปสู่เทศบาลนครเชียงใหม่ แต่ไม่มีใบเสร็จรับเงินแต่อย่างใด หากใครไม่ซื้อหรือไม่จ่ายจะถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจกวดขันเข้มงวดในการจับกุม ห้ามเปิดและปิดขายนอกเวลา บีบบังคับให้ยอมจ่ายค่าต่างๆ ต่อมา มีการเปิดโปงข่าวต่อสาธารณชน ผู้ค้าจึงไม่ยอมจ่ายเงินค่าคุ้มครองอีก เชื่อว่าพยานเบิกความสมเหตุสมผลไปตามความจริง และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน หากจำเลยไม่ได้กระทำผิดใดๆ ผู้เสียหายคงไม่เบิกความได้สอดคล้องกันเช่นนี้ 

   นอกจากนี้ จากการตรวจค้นบ้านพักของจำเลยที่ 1 และ 4 พบหลักฐานเป็นภาพรถเข็นทรงกาแล ระบุราคา 2,700 บาท รวมทั้งเอกสารแบ่งหน้าที่รับผิดชอบที่จำเลยจะต้องร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจเข้าไปดูแล ทั้งที่ตลาดไนท์ บาซาร์ ตลาดวโรรส และโรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น มีแผนผังเรียกเก็บเงินจากผู้ค้าที่ตลาดไนท์ บาซาร์ จำนวน 700 แผง แผงละ 20,000 บาท มูลค่า 14 ล้านบาท

   นอกจากนี้ ยังมีค่าแป๊ะเจี๊ย ค่าฝากรถ และค่าอื่นๆ อีกด้วย เป็นหลักฐานที่สนับสนุนคำเบิกความของพยานให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-5 ร่วมกันวางแผนเก็บเงินจากผู้ค้าในตลาดต่างๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำกันเป็นขั้นตอน ใช้วิธีการบีบบังคับ ด้วยการเข้มงวดกวดขันในการจับกุมโดยไม่ผ่อนปรน และบังคับให้ซื้อรถเข็นทรงกาแล พร้อมเรียกเก็บค่าฝากรถ อันเป็นกระทำที่ข่มขืนจิตใจผู้อื่น ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน มีเจตนาข่มขู่ว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย 

   ขณะที่ จำเลยที่ 6, 8 และ 9 โจทก์มีเพียงพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้การไว้ในชั้นสอบสวน แต่ไม่ได้นำตัวมาเบิกความในชั้นศาล จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ทำให้ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 6,8และ9 ร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่  6, 8 และ 9

   พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นตัวการ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 อันเป็นบทลงโทษหนักที่สุด ให้จำคุกเป็นเวลา 9 ปี 

   ส่วนจำเลยที่ 2-5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 เช่นกัน ให้จำคุกคนละ 6 ปี และให้จำเลยที่ 1 -4 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 , 8 และ 9

    

    

   

   ราชทัณฑ์น้อมรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ปล่อยตัวนักโทษ 2.5 หมื่นรายทั่วประเทศ "หมอวิสุทธิ์-ผู้พันตึ๋ง" พ้นโทษตายเหลือจำคุกตลอดชีวิต "รักเกียรติ" เหลือ 4 ปี "เสริม สาครราษฎร์" 40 ปี "ศรราม" ขับรถชนคนตายให้รอลงอาญา

   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ วันที่ 11 ธันวาคม นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 โดยให้ไว้ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศลและเพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป ทั้งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

   นายวันชัยกล่าวว่า พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา จึงมีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถาน และสถานกักขัง ให้เร่งปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2550 แล้ว โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการพระราชทานอภัยโทษได้รับเสรีภาพโดยเร็ว ทั้งนี้จะมีผลให้นักโทษที่มีโทษเล็กน้อยหรือเหลือโทษจำคุกอีกไม่ถึง 1 ปีได้รับการพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว คาดว่าจะมีผู้ต้องขังกว่า 1 หมื่นคน จากผู้ต้องขังทั่วประเทศกว่า 1.7 แสนคน ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้

   ทั้งนี้จากการสำรวจตัวเลขนักโทษที่มีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัวประมาณ 2.5 หมื่นคน ส่วนนักโทษประหารชีวิตที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิตมีทั้งสิ้น 85 คน ส่วนนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว มีทั้งสิ้น 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ว่ากรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่รวมกันไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ 2.ผู้ต้องโทษที่พิการตาบอด 2 ข้าง มือเท้าด้วนทั้ง 2 ข้าง 3.นักโทษที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน ไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) หรือโรคจิต ซึ่งทางราชการได้ทำการรักษามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่า 2 คน รับรองว่าไม่สามารถจะรักษาหายในเรือนจำ

   4.ผู้ต้องขังหญิงซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 ของกำหนดโทษ 5.ผู้ต้องขังที่อายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ ที่รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 6.ผู้ต้องขังที่อายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ซึ่งต้องโทษจำคุกเป็นครั้งแรก และรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 2 และ 7.นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมซึ่งเหลือโทษจำคุกรวมกันไม่เกิน 2 ปี  ในส่วนของนักโทษเด็ดขาดที่ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวให้ได้รับพระราชทานลดโทษได้แก่ 1.ผู้ต้องโทษประหารให้ลดลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต 2.ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตให้ลดลงเป็นโทษจำคุก 40 ปี 3.ผู้ต้องโทษจำคุกไม่ถึงตลอดชีวิตให้ลดโทษตามลำดับชั้นนักโทษ ดังนี้ ชั้นเยี่ยม ลดโทษ 1 ใน 4 ชั้นดีมาก ลดโทษ 1 ใน 5 ชั้นดี ลดโทษ 1 ใน 6 ชั้นกลาง ลดโทษ 1 ใน 7 ส่วนผู้ต้องโทษจำคุกเพราะความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทให้ลดโทษ 2 ใน 3 ส่วนนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำไม่น้อยกว่า 1 ปี ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษลงเป็นพิเศษอีก 1 ปี

   อย่างไรก็ตามนักโทษเด็ดขาดที่ไม่อยู่ในข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกา ได้แก่ ผู้ต้องโทษจำคุกเกิน 8 ปี จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ภายหลังวันที่พระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ.2549 ใช้บังคับ ในความผิดฐานนำเข้า ส่งออก หรือผลิตเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ผู้ที่ไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมที่ถูกศาลพิพากษาเพิ่มโทษฐานกระทำความผิดอีก และนักโทษเด็ดขาดชั้นเลวหรือชั้นเลวมาก

   "หมอวิสุทธิ์-ผู้พันตึ๋ง"เหลือจำคุกตลอดชีวิต

   นายวันชัยกล่าวต่อว่า ขั้นตอนต่อไปกรมราชทัณฑ์จะเร่งสำรวจจำนวนและชั้นของนักโทษที่เข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยตั้งคณะกรรมการแต่ละจังหวัด ประกอบด้วยผู้ว่าฯ ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ขึ้นมาพิจารณาว่ามีผู้ต้องขังจำนวนเท่าใด และนักโทษรายใดบ้างที่มีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยหรือลดโทษอย่างไร จากนั้นเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวหรือลดโทษ โดยจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เนื่องจากเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และจะทยอยปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในแต่ละเรือนจำ นักโทษที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ได้ผ่านการพิจารณาแล้วว่าเป็นนักโทษชั้นดี และตั้งใจกลับไปเป็นคนดีของสังคม จึงอยากขอให้สังคมให้โอกาส เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

   ส่วนพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษพ.ศ.2550 ระบุว่า ผู้ต้องโทษที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป ได้แก่ 1.ผู้ต้องกักขัง 2.ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ และ 3.ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ ส่วนผู้ต้องโทษประหารชีวิตให้ลดโทษลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต ส่วนผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้ลดโทษเป็นจำคุก 40 ปี โดยให้นับแต่วันที่ต้องรับโทษ ทั้งนี้ นักโทษประหารชีวิตที่เป็นที่รู้จักที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ได้แก่ นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ และ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือผู้พันตึ๋ง

   ส่วนนายรักเกียรติสุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต้องโทษจำคุกคดีทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ และคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้เช็ค ซึ่งขณะนี้ถูกจำคุกในเรือนจำกลางอุดรธานี ได้รับการลดโทษให้เหลือโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน 17 วัน ส่วนนายเสริม สาครราษฎร์ ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆ่าหั่นศพแฟนสาว ได้รับการลดโทษเหลือจำคุก 40 ปี

   
   ขณะที่นายศรราม เทพพิทักษ์ ดารานักแสดงชื่อดัง ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกนายศรราม เป็นเวลา 3 ปี และปรับ 2 หมื่นบาท ฐานขับรถโดยประมาทชนนางพิศเพลิน  ตะโกมา คนเก็บขยะ จนเสียชีวิตเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา บริเวณซอยเสนานิคม แต่จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลเห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งโดยให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 1 หมื่นบาท แต่จากการสืบเสาะประวัติ พบว่าจำเลยมีมารดาต้องเลี้ยงดูโทษจำคุก จึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมสั่งให้จำเลยเข้ารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 48  ชั่วโมง

   วันเดียวกันเมื่อเวลา 16.00 น. ที่วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ (วัดเมือง) อ.เมืองจ.ฉะเชิงเทรานายอุดม รัตนโภคิน ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดฉะเชิงเทรา นำตัวผู้ต้องทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกา เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาจำนวน 171 คนเป็นนักโทษชาย 160 คนนักโทษหญิง 11 คนโดยมีนายอานนท์ พรหมนารท ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา มาร่วมเป็นประธานในการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังดังกล่าว และมอบถุงพระราชทานสิ่งของใช้จำเป็น พร้อมเงินค่ารถเดินทางกลับภูมิลำเนาตามระยะทางที่เหมาะสม ให้แก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ด้วย ท่ามกลางบรรดาญาติผู้ถูกคุมขังมารอรับเป็นจำนวนมาก

   
   ด้านน.ส.สมหวัง(นามสมมติ) อายุ24 ปีผู้ต้องหาคดีมียาเสพติดไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 100 เม็ดกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ ซึ่งตนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาเป็นเวลา 2 ปี8 เดือนโดยโทษทั้งหมดถูกตัดสินให้จำคุก 3 ปี6 เดือนและยังต้องเหลือเวลาอีกหลายเดือน หลังถูกปล่อยตัวแล้ว จะไม่ขอกลับไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอีก น.ส.สมหวังกล่าว

   ที่มา คม ชัด ลึก



http://www.oknation.net/blog/print.php?id=162615
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2011, 05:20:59 pm โดย ramma » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service