Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
การรักษาโรคของจีนฮ่อ
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
กันยายน 22, 2017, 02:26:20 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การรักษาโรคของจีนฮ่อ  (อ่าน 4130 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 10:58:05 pm »
แบ่งปัน




                                                                     
                                                                                                               
                        การรักษาโรคของจีนฮ่อ                        
                                  บ้านทุกหลังของชาวจีนฮ่อทำแท่นบูชาไว้ภายในบ้าน (เว้นแต่ชาวจีนฮ่อกลุ่มที่นับถืออิสลาม) ประกอบด้วยธูป เทียน ดอกไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง เนื่องจากชาวจีนฮ่อจะ นับถือดวงวิญญาณบรรพบุรุษราวกับเทพเจ้า นอกจากนี้ยังมีการบูชาต้นไม้ที่ทำเป็นศาลเจ้า
                        โดยมักจะมีคนนำของมาเซ่นไหว้เสมอๆ
                        เพราะเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าประจำเมืองที่จะบันดาลความสุข
                        และให้หายจากเหตุการณ์ร้ายและโรคภัย
                        ยามเจ็บป่วยมีการรักษาแบบแผนโบราณ คือมีการใช้สมุนไพรอย่างคนจีน โดยมีการใช้สมุนไพรต่างๆ ดังต่อไปนี้
                        
                        - ใช้ต้นกระเม็งทั้งต้นต้มดื่มแก้ปวดและแก้ไข้
                        - ใช้เปลือกต้นกำลังเสือโคร่งนำมาต้ม หรือดองเหล้า ดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยและบำรุงกำลัง
                        - ใช้โกฐจุฬาลัมพา (ชาวจีนฮ่อเรียก ไอเฮา) ทั้งต้นต้มน้ำอาบรักษาอาการผื่นคันตามตัว
                        - ใช้ผลสุกของต้นไข่ปู (ชาวจีนฮ่อเรียก ยิ่งตูสือ) นำมารับประทานเป็นผลไม้ และใช้ต้นและรากต้มดื่มแก้ริดสีดวงทวาร และแก้ท้องผูก
                        - ใช้ต้นและใบตากแห้งหรือคั่วของต้นเบญจขันธ์ (ชาวจีนฮ่อเรียก เจียวกู้หลาน) ชงน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง และบำรุงสุขภาพ
                        - ใช้เหง้าของต้นพุทธรักษา (ชาวจีนฮ่อเรียก เปอโข) บดละเอียดตากแห้งละลายน้ำดื่มบำรุงกำลัง
                        - ใช้ต้นของต้นส้มพด (ชาวจีนฮ่อเรียก หยิ่งซ้วง) ต้มน้ำดื่ม อาบแก้อาการคันจากพิษยางรัก
                        - ใช้ใบของต้นสาบแร้งสาบกา (ชาวจีนฮ่อเรียก หงจิงเช่า) นำมาขยี้หรือตำ พอกแผลห้ามเลือด
                        - ใช้ใบของต้นสาบหมา (ชาวจีนฮ่อเรียก ฉิ้วฉวา) เคี้ยวพอกแผลห้ามเลือด
                        - ใช้ต้นหญ้าเอ็นยืดทั้งต้นตำพอกหรือต้มน้ำดื่มแก้ปวดข้อ เคล็ดขัดยอก
                        - ใช้ต้นและรากของต้นอูนป่า (ชาวจีนฮ่อเรียก ตุ้มใจ้เมียะ) ต้มอาบหรือดื่มแก้อาการชา ลมพิษ ปวดตามลำตัว ปวดข้อ ปวดเอ็น
                        - ใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาหรือระงับอาการปวด
                        นอก จากนี้ยังใช้วิธีการขูด หรือเรียกเลือดให้เดิน คือ
                        เอาน้ำทาตัวแล้วเอามือบีบกดแล้วขูดลากอย่างแรงจนเป็นผื่นแดง เรียกว่า
                        “กว่าซา” วิธีการดังกล่าวนี้จะสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยอย่างทรมาน
         
            
                                                                                                               
                        อ้างอิง : บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, ๓๐ ชาติในเชียงราย, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, ๒๕๔๗), หน้า ๑๖๙.
         
ที่มา  http://www.firstroyalfactory.org/main.php?m=wiki&keyword=%A1%D2...

ต้นกระเม็ง

   

   คมชัดลึก :"กะเม็ง" นับเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก ทั้งใช้ต้นผสมลูกมะเกลือดิบโขลกใช้ย้อมผ้าให้สีดำสนิท สรรพคุณทางยาก็มี
   อาทิ นำต้นมาต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง
   แก้จุกเสียดแก้ริดสีดวงทวาร หากนำมาตำใช้ทาพอกแก้ผื่นคัน แก้ฝีพุพอง
   
   ส่วนใบ เป็นยาถ่าย แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้พิษโลหิต ขณะที่รากใช้ขับลมในลำไส้ แก้โรคตับ และม้ามพิการ ส่วนดอกแก้ดีซ่าน ระงับปวด แก้ปวดฟัน ขณะที่ผล
   ขับผายลมได้เป็นอย่างดี
    เป็นไม้ล้มลุก อยู่ในวงศ์ ASTERACEAE ต้นสูงไม่ถึงเมตร ประมาณ 30-60 เซนติเมตร ผิวเรียบ สีเทา
    ใบ เป็นใบเดี่ยวไม่มีก้าน ขึ้นเรียงตรงข้ามตามต้นและกิ่งเป็นคู่ๆ รูปทรงใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลม ขอบหยักราว 2-3 หยัก 
    ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยวกระจุกแน่นตามซอกใบและปลายยอด มีกลีบเลี้ยงสีเขียว เวลาบานดีสีขาวปลายบาน
    ผล ทรงกรวยหงาย พอแก่แห้งสีดำและแตก ข้างในมีเมล็ดเล็กๆ
    ขยายพันธุ์ ด้วยการเพาะเมล็ด ชอบดินร่วน ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน
   "นายสวีสอง"
   credit  
http://www.komchadluek.net/detail/20090428/10748/%E0%B8%81%E0%B8%B0...

   กำลังเสือโคร่ง
                                                
               
                  
            
   กำลังเสือโคร่ง
   
   
   ไม้ ต้นนี้มีเขตการกระจายพันธุ์เฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ ประเทศไทยเท่านั้น โดยจะมีขึ้นทั่วไปตามริมห้วยในป่าดิบที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800-1000 เมตร ขึ้นไป ส่วนในต่างประเทศพบมีมากที่สุดที่ลาว ในอดีตต้นไม้ต้นนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนพื้นเมือง
   และชาวเขาที่เข้าไปเก็บของป่ามาขาย จะใช้มีดคมๆ ฟันหรือถากเอาเปลือกของต้น "กำลังเสือโคร่ง"
   ซึ่งมีกลิ่นหอมคล้าย "การะบูน" ไปขายให้ร้านยาไทยในเมืองหรือนำไปต้มน้ำรับประทานเองเป็นยาสมุนไพร
   บำรุงธาตุ บำรงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายได้เด็ดขาดนัก
   จึงถูกตั้งชื่อว่า "กำลังเสือโคร่ง"
   
   
   
   ปัจจุบันต้น "กำลังเสือโคร่ง" จัดเป็นไม้หายากอีกชนิดหนึ่งที่คนรุ่นใหม่น้อยคนนักจะรู้จัก หรือเคยพบเห็น "กำลังเสือโคร่ง" มีชื่อเรียกอีกคือ "กำลังพญาเสือโคร่ง"
   (เชียงใหม่)
   
   
   
   ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ต้นสูงได้เต็มที่ตั้งแต่ 10-25 เมตร ลำต้นเดี่ยว ตั้งตรง เนื้อไม้แข็ง กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มแน่น ทรงกลม เปลือกหนา สีน้ำตาลเทาหรือเกือบดำ
   มีต่อมระบายอากาศเป็นจุดเล็กๆยาวๆ กลมบ้างรีบ้างปะปนกันอยู่ เปลือกเมื่อใช้มีดถากออกมาจะมีกลิ่นหอมระเหยคล้าย
   "การะบูน" เวลาเปลือกแก่จะลอกออกเป็นชั้นๆคล้ายกระดาษ ที่ยอดอ่อนก้านใบและช่อดอกมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาล
   ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเป็นรูปไข่แกมรูปหอก ท้องใบมีตุ่ม โคนป้าน ขอบหยักแบบฟันเลื่อย
   2 ชั้นหรือ 3 ชั้น
   
   
   ดอก จะโดดเด่นเป็นพิเศษ สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบแยกเพศคนละช่อ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมากและดูคล้าย "หางกระรอก" ออกตามง่ามใบ 3-5 ช่อ เป็นพวงยาว มีกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม
   5 กลีบ กลีบดอก5 กลีบรูปไข่กลับ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมีย 2 อัน เวลาดอกบานพร้อมกันจะสวยงาม
   
   
   ผล เป็นรูปกลมแบนมีเนื้อและมีปีกบางโปร่งแสง 2 ข้าง ภายในมีเมล็ด ดอกจะออกเกือบตลอดทั้งปี
   ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีเพาะเมล็ดกับตอนกิ่ง
   "กำลังเสือโคร่ง" นอกจากเปลือกจะมีประโยชน์แล้ว แก่นยังใช้ต้มน้ำดื่ม มีสรรพคุณเช่นเดียวกับเปลือก จึงเป็นไม้น่าปลูกประดับอีกต้นหนึ่งครับ
    
ที่มา  http://suan_naratip.tripod.com/herb10.htm
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 10:59:12 pm »
แบ่งปัน


   
      
         โกฐจุฬาลัมพา(ชาวจีนฮ่อเรียก ไอเฮา)
         
         
            
         
         ชื่อวิทยาศาสตร์ Artemisia Vulgaris Limm
         วงศ์ COMPOSSITAE
         
         ลักษณะ
         โกฐจุฬาลัมพาเป็นพืชพันธุ์ไม้ล้มลุกมีลำต้นสูงประมาณ ๑.๕-๒ เมตร โคนต้นมีรากเป็นเหง้าติดพื้นดิน
         หรืออยู่ใต้ดินกิ่งก้านแตกสาขาออกมาก ใบออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบหยักเป็นซี่ ปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้างประมาณ ๑.๕-๙ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒.๕-๑๐.๕ เซนติเมตร พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง ดอกออกเป็นช่อตั้งตรง ที่ปลายยอดหรือตามง่ามใบลักษณะของดอกเป็นดอกขนาดเล็ก ยาวประมาณ ๓.๕-๕ มิลลิเมตร กลีบดอกมีต่อมโคนออกเชื่อมติดต่อกันเป็นท่อปลายหยักแฉก ๒-๓ แฉก ดอกวงนอกยาวประมาณ ๑ มิลลิเมตร ดอกวงในโคนดอกจะเชื่อมติดต่อกันเป็นรูประฆัง ปลายกลีบดอกเป็นหยักแฉก ๔-๕ แฉก ปลายแหลม กลางดอกมีเกสรโผล่พ้นกลีบดอกออกมา เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไข่ พื้นผิวเกลี้ยง
         
         โกฐจุฬาลัมพา
         
         แหล่งที่พบ

         โกฐจุฬาลัมพาพบโดยไปในเขตภาคใต้ของประเทศไทย มีมากที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
         
         ความสัมพันธ์กับชุมชน
         ประชาชนโดยทั่วไปนิยมใช้เป็นยาถ่ายแก้น้ำเหลืองเสียแก้ท้องร่วง ถ่ายพยาธิขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้ไขข้ออักเสบ ระงับการเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้ประจำเดือนมาปกติ บำรุงมดลูก ระงับอาการปวดท้อง และอาการเจ็บท้องคลอดลูก โดยเอาใบต้มเอาน้ำดื่มใช้ภายนอก นำเอาใบสดมาต้มแล้วตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกแก้โรคปวดศีรษะ รักษาแผลเรื้อรังแก้อาการเคล็ดบวม ใบและช่อดอกใช้ต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับเสมหะ แก้หืด อาหารไม่ย่อย
         
         ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
         โกฐจุฬาลัมพา เป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ในการรักษาโรค เป็นเครื่องยาสมุนไพรไทย ที่หาได้ยาก และมีราคาสูง เป็นที่ต้องการของตลาด
         
         

         ที่มา http://www.siamsouth.com/suratthani/surat090.php
   

   
      
         สมุนไพรเจียวกู้หลาน ( เบญจขันธ์ )
         
         
         
            
         
         ในปี ๑๙๗๗ มีคนจีนคนหนึ่งชื่อ ศิว์สื้อ หมิง เป็นเภสัชกร
         
         จบมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งเขาได้เข้าทำงานที่
         
         สถาบันวิจัยพืชสมุนไพรนครอานดัง มณฑลส่านซี
         
         จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิ
         
         ปี ๑๙๘๒ เขาได้ลางานชั่วคราวเพื่อไปเยี่ยมบ้านที่อำเภอผิงลี่
         
         ระยะทางไกลประมาณ ๕๐กิโลเมตร ในช่วงที่เขาพักผ่อนที่บ้าน
         
         ก็ใช้เวลาเสาะแสวงหาสมุนไพรตัวใหม่ๆ ในอำเภอผิงลี่
         
         โดยไปพูดคุยกับชาวบ้าน และหมอพื้นบ้าน เพื่อหาข้อมูลของสมุนไพร
         
         เขาได้พบสมุนไพรตัวใหม่ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า เสี่ยวโหม่จูเถิง
         
         ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาชาวบ้านที่เป็นโรคไขมันสูงในเส้นเลือด
         
         และโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างดี เขาดีใจมากที่ได้รับการยืนยันจาก
         
         หมอพื้นบ้านและผู้ป่วยว่า สมุนไพรชนิดนี้ให้ผลการรักษาได้หลายโรคจริงๆ
         
         และยังเป็นสมุนไพรที่เขาแสวงหามานานหลายสิบปี
         
         เมื่อเขากลับมาที่ห้องทำงานของสถาบันวิจัยของเขา
         
         เขาก็ได้นำสมุนไพรดังกล่าวไปศึกษาวิจัยทันทีตามตำราแผนโบราณจีน
         
         ซึ่งสมุนไพรชนิดนี้เรียกว่า เจียวกู้หลาน ซึ่งเริ่มแรกนั้น เจียวกู้หลาน
         
         เป็นอาหารที่ชาวบ้านใช้รับประทานแก้หิวยามฤดูแล้ง และนอกจากนี้ยังได้มี
         
         การบันทึกไว้ในตำรายาจีนด้วยว่าใช้เป็นยาแก้ไอและแก้ร้อนในต่างๆ ได้ดีอีกด้วย
         
         หลากหลายชื่อเจียวกู้หลาน
         
         เจียวกู้หลานมีชื่อจีนหลายชื่อ เช่น ซีเย่ตั่น จิ้วฮวงเปิ้นเฉา และหนงเจิ้งเฉลียนหวู ในเมืองไทยเคยมีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน เข้ามาปลูกครั้งแรกในปี ๒๕๒๗ เรียกชื่อไทยว่า ชาเบญจขันธ์ ชาทิกวนอิม หรือ ชาสตูล เพราะเคยนำมาปลูกที่จังหวัดสตูลได้ผลดีเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมาการปลูกที่เชียงใหม่ เช่น ที่อุโมงค์ สวนพุทธธรรม เชียงใหม่ สันกำแพง และอีกหลายแห่งในประเทศไทย เจียวกู้หลาน มีชื่อทาง
         
         พฤกษศาสตร์ gynostemma pentaphyllum เป็นพืชล้มลุก ชนิดเถา เลื่อนขนานกับพื้นดิน รากงอกออกจากข้อเป็นประเภทแตงน้ำเต้ามีใบ ๓-๕ ใบ ด้านบนและด้านใต้ใบมีขนอ่อนสีขาวปกคลุม เป็นพืชขึ้นตามธรรมชาติ อีกทั้งต้นก็เจริญเติบโตง่าย เจริญงอกงามอยู่ตามเขาเฉินหลง และเขตมณฑลทางใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เจียวกู้หลานจึงถูกเรียกว่า โสมคนทางใต้
         
         ในประเทศไทย ทางกระทรวงเกษตรได้นำมาเผยแพร่นานแล้วแต่อาจจะมีปัญหาเรื่องการรักษาพันธุ์ ซึ่งยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก เพราะเป็นพืชล้มลุกและตายง่าย ในฤดูฝนจะหยุดการเจริญเติบโต ในขณะที่ส่วนใต้ดินยังเจริญดีอยู่ อย่างไรก็ตามมีผู้สนใจ และปลูกเจียวกู้หลานเป็นบางแห่งเพื่อผลิตเป็นเครื่องดื่มมีรสแตกต่างกันบ้าง รสหวานบ้าง รสขมบ้าง ในรูปของชาสมุนไพรเสริมสุขภาพออกจำหน่ายแล้ว ส่วน ที่นำมาใช้ คือ ส่วนเหนือดินของพืชที่มีอายุ ๔-๕ เดือนขึ้นไป และเก็บจากต้นมาใช้ ได้ ๒-๓ ครั้งต่อปี นอกจากนี้องค์การเภสัชกรรมก็ได้มีกรศึกษาเบญจขันธ์ โดยการนำไปแพร่พันธุ์แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและนำไปปลูกได้ดี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาคุณสมบัติของส่วนประกอบสำคัญในด้านยา และเครื่องสำอางอยู่อีกด้วย
         
         คุณสมบัติทางเภสัช และคลีนิก
         
         พบว่าเจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่มีความปอดภัย และใช้รับประทานประจำได้ไม่ว่าจะใช้ทั้งต้น ใบ หรือจากการสกัด และสารสำคัญในเจียวกู้หลานยังมีส่วนประกอบในการกระตุ้นประสาทไม่ให้เกิดความ ผิดปกติ หรืออาการแพ้ใดๆ จากการทดลองพิสูจน์พบว่าเจียวกู้หลานที่สกัดออกมานั้น สามารถลดไตรกรีเซอร์ไรด์ ในเลือดของสัตว์ทดลองที่มีไขมันสูงได้ และลดสารที่ได้จากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เช่น ลิเปอร์ออกไซด์ คอเรสเตอรอล เพิ่มกำลังของหัวใจขาดเลือด ชะลอความชรา ยืดอายุของเซลล์และเพิ่มจำนวนอสุจิเป็นต้น กล่าวว่าเจียวกู้หลานมีสาร Ginsenosides คล้ายกับโสม และใช้เป็นยาบำรุงร่างกายมานานแล้ว สารสกัดจากเจียวกู้หลานจะเสริมสร้างการรวมตัวของโปรตีน และกรดในตับ เสริมสร้างเซลล์ไขกระดูก มีผลในการรักษาโรคในช่องอก และโรคโลหิตจาง บำรุงสมอง
         
         มีผลเพิ่มพลังต้านสภาพโรคที่เลวร้ายได้ เป็น ยาที่ใช้ระงับประสาทเป็นอย่างดี ตามรายงานว่าเจียวกู่หลานรักษาผู้ป่วยโรคหลอดลมเรื้อรังมากกว่า ๕๐๐ราย ผลการรักษาอยู่ในอัตราส่วนร้อยละ ๗๙ และใช้รักษาโรคหลอดลมแข็งตัว ที่เป็นตัวทำให้เกิดความดันโลหิต ยังใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอย่างน่าพอใจ และโรคปวดหลังและยังสามารถต้านโรคมะเร็ง และโรคกระเพาะเป็นแผลได้ ผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานภายในปี ๑๙๘๕ มีการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีลิขสิทธิ์ประมาณ ๘ ชนิด แสดงว่าเจียวกู้หลานมีสรรพคุณหลายด้าน ปัจจุบันในประเทศจีนได้เริ่มพัฒนาเจียวกู้หลานในรูปแบบชาชงดื่ม เช่น ชาจิ่วหลงกัน จากมณฑลฮกเกี้ยน ชาเวินเปา จากมณฑลกวางตุ้ง เจียวกู่หลานเข่าเล่อ ซีเย่ตันหนงเจี่ยง เป็นต้น คนจีนได้ทำการวิจัยยาประเภทบำรุงดองเหล้า เอี่ยนโซ่ว ที่ประกอบด้วยเจียวกู้หลาน ของโรงเหล้าหลงเอี๋ยนที่สินเจื่อและยาชง เจียวกู้หลานอีกด้วย
         
         ในประเทศจีนโดยเฉพาะสถาบันสมุนไพรอานดัง และมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่ง มีการวิจัยการใช้เจียวกู้หลานและศึกษาสรรพคุณในด้านเภสัชกรรมและด้านคลีนิคอ ย่างแพร่หลายพบว่า ชาเจียวกู้หลานมีสรรพคุณใช้บำรุงรางกายและรักษาโรคได้หลายด้าน ที่เด่นชัดคือ โรคเส้นเลือดใหญ่อุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตต่ำ และรักษาโรคปวดหลังข้างเดียว นอกจากนี้ยังมีผลในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่ายกายให้ดีขึ้น ระงับอาการทางประสาท ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น สดชื่น ลดความตื่นเต้น ชูกำลัง ต้านความอ่อนเพลีย ทำให้ชะลอความชรา มีความรู้สึกกระชุ่มกระชวย และยังสามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องเกิดความกังวลว่าจะเกิดผลข้างเคียง ซึ่งประเทศไทยก็มีการนำ เจียวกู้หลานไปทำเป็นลูกกลอน และชาชงดื่ม เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายแล้ว
         
         นอกจากนี้เจียวกู้หลานยังมีสรรพคุณในการควบคุมเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งใน ช่องท้อง มะเร็งตับ มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งสำไส้ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม และอื่นๆ รวมกว่า ๒๐ชนิด ความสามารถในการควบคุมการแพร่เจริญของเซลล์มะเร็ง แพทย์จีนมีความเชื่อว่า เจียวกู้หลาน เป็นสมุนไพรสำคัญที่ใช้ในการป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ได้ในอนาคต
         
         ในปี ๑๙๘๗ กระทรวงสาธารณสุขของจีน ได้รับรองสมุนไพรเจียวกู้หลานอย่างเป็นทางการ ทำให้พืชสมุนไพรชนิดนี้มีบทบาทในด้านการส่งเสริมสุขภาพ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยมีการนำไปผสมกับตำรายาสมุนไพรอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มชนิดต่างๆ เครื่อง สำอาง ตลอดจนบุหรี่บางชนิดอีกด้วยเจียวกู้หลานจึง ได้รับความนิยมทั่วในประเทศจีนและในแถบเอเชียรวมได้ขยายในยุโรปและอเมริกา ด้วย นับว่าเจียวกู้หลานเป็นพืชสมุนไพรที่มีอนาคตอันยาวไกล และน่าจับตามองอย่างยิ่ง
         
         สารประกอบสำคัญ
         
         จากการวิจัยในประเทศญี่ปุ่น และจีนพบว่า เจียวกู้หลานมีสาระสำคัญอย่างยิ่งที่คล้ายสารที่พบในโสม และสารบางชนิดยังมีมากกว่าด้วยซ้ำไป ตัวอย่างสารประกอบเหล่านี้คือ
         
         ๑) ไกลโคไซด์ ( glycosides) ซึ่งมี dammarane skeleton ๔ ตัว สูตรโครงสร้างคล้าย saponins ที่พบในรากโสม ( panaxginseng ) มากจึงทำให้เจียวกู้หลานมีรสชาติคล้ายโส
         
         ๒) ซาโปนินไกลโคไซด์ ( saponinglycosides ) ที่สำคัญ คือgypenosides XVII ซึ่งพบได้ในโสม panax spp บางชนิดด้วย ซึ่งสารเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปของชาชงดื่มเมื่อชง ครั้งแรกเกิดฟองอากาศได้ง่าย
         
         ๓) ก้านและใบ มีสาระสำคัญหลายชนิด ได้แก่กรดอินทรีย์ เช่น malonic acid และกลุ่มของสารพวกซาโปนิน มากกว่า ๕๐ ชนิด
         
         ๔) สารสำคัญ สามารถพบได้อีก ๖๐ ชนิด และมีที่สำคัญอยู่ ๔ ชนิด ซึ่งเหมือนกับสารสำคัญที่มีอยู่ในโสม คือRB1, RB4, R1, F2 และสาร v-AH ซึ่งตรงกับสารในโสมคือ RG3 ถ้าใช้การหมักอย่างเหมาะสมจะได้สารสำคัญเหล่านี้ออกมาในปริมาณสูงกว่าโสม
         
         ๕) แร่ธาตุ เจียวกู้หลานยังสามารถพบสารอาหาร กรดอินทรีย์ น้ำตาล กรดอมิโน และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งสิ้น
         
         การออกฤทธิ์และกลไกทางชีวภาพ
         
         ในก้านและใบของสมุนไพรเจียวกู้หลาน มีสาระสำคัญทางชีวภาพหลายชนิด ดังต่อไปนี้
         
         ๑) สารปรับสภาพให้ปกติ ( adaptogens) คือ ซาโปนิน ( saponin ) และไกลโคไซด์ ( glycoside ) สารดังกล่าวสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ชัดเจนมาก เช่น cyclophosphamid ทำให้อวัยวะที่สร้างภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มสารทำสายฮีม (hemolysin ) เพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันประเภท naturalkiller cells หรือ NK cells ซึ่งมีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์แปลกปลอม และทำให้กลุ่มคนที่ดื่ม ชาหรือรับประทานเจียวกู้หลาน มีความแข็งแรงไม่อ่อนเพลียง่าย และทนต่อสภาวะการขาดออกซิเจน ( hypoxia)ได้ดี ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกาย
         
         ๒) แอนติออกซิเดนท์ หรือสารต่อต้านออกซิเดนท์ คือ ซาโปนิน ชนิดgypenosideมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารพิษ สารเคมีจากภายนอกร่างกาย ช่วยการทำงานของ เมล็ดเลือดขาว ไมโคโซมของเซลล์ตับ และเซลล์ที่เคลือบผนัง เมล็ดเลือดแดง ป้องกัน การทำลายของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วไป เพิ่มสภาวะของเหลว เพิ่มความแข็งตัวให้แก่เซลล์ และส่วนต่างๆภายในเซลล์ เช่น ไมโตคอนเดรียและไมโครโซมของเซลล์ตับ ต่อต้านออกซิเดชันของ LDL เพิ่ม HDL โรคที่เกิดจากผนังเส้นเลือดแข็งตัว โรคตับ และอาการอักเสบได้
         
         ๓) สารคลายเครียด คือ ซาโปนิน มีฤทธิ์ต่อต้านการทำงานของระบบประสามส่วนกลาง
         
         ๔) สารสกัดจากเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ในสัตว์ทดลองได้ดีกว่ายาเคมีที่ใช้ต่อต้านการอักเสบเช่น lndomethacin และยับยั้งการแกะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยสารอนุพันธ์ของอะดีนิน และสารอื่น เร่งการแยกตัวออกจากกันของเกล็ดเลือดได้อย่างชัดเจน ทำเกิดการยับยั้งการอุดตันเส้นเลือดได้ และยังกระตุ้นการสร้างเมล็ดเลือดได้อีกด้วย
         
         ๕) สารสกัดลดไตรกลีเซอร์ไรด์ และโคเรสเตอรอล ในเลือดของสัตว์ทดลองที่มีไขมันสูง เพิ่มไขมันชนิดดี ( HDL) ลดไขมันชนิดเลว ( LDL) ลดสารไลปิดเปอร์ออกไซด์ ที่ได้จากปฎิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน เช่น โคเลสเตอรอล ฟอสโพไลปิด กรดไขมันอิสระ ช่วยเพิ่มพละกำลังในการบีบตัวของกล้ามเนื้อ หัวใจที่ขาดเลือด ชะลอความชรา ช่วยยืดอายุของเซลล์และเพิ่มจำนวนเชื้ออสุจิในผู้ชายได้
         
         ๖) ป้องกันฤทธิ์ทางชีวภาพของรังสีแกมม่า ในการทำลายเม็ดเลือดขาว ทำลายระบบภูมิคุ้มกันในการสร้างสารภูมิคุ้มกันหรือสารแอนติบอดี และการทำงานของเซลล์ในม้าม ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น จึงสามารถนำมาช่วยบำบัดในผู้ติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ได้
         
         ๗) ใช้เป็นอาหาร ในอดีตชาวจีนใช้เป็นอาหารแก้หิวยามแล้ง บำรุงร่างกาย ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ลดความตื่นเต้น ชะลอความชรา และรักษาโรคหลายด้าน ที่เด่นชัดคือ โรคที่เส้นเลือดใหญ่อุดตัน โรคความดันโลหิตสูง ความตันโลหิตต่ำ โรคปวดหัวข้างเดียว
         
         ๘) สรรพคุณในตำราจีน สารสกัดเจียวกู้หลานจะเสริมสร้างการรวมตัวของโปรตีนและกรดในตับ เสริมสร้างเซลล์กระดูก มีผลต่อการรักษาโรคในช่องอกและโรคโลหิตจาง โรคหลอดลมเรื้อรังและโรคหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิต โรคไขมันสูงในเลือด โรคหัวใจ บำรุงสมอง ระงับประสาท แก้ไอ แก้ร้อนในต่างๆ
         
         ๙) ต่อต้านมะเร็ง เจียวกู้หลานสามารถต้านโรคมะเร็งในเยื่อบุผิวของหลอดอาหาร และป้องกันโรคแผลในกระเพาะอาหาร ควบคุมการเจริญของเซลล์มะเร็งในช่องท้อง ตับ ทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร สำไส้ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ปอด มดลูก เต้านม และอื่นๆ รวมกว่า ๒๐ ชนิด จากความสามารถนี้ แพทย์จีนจึงมีความเชื่อว่า เจียวกู้หลานอาจนำมาใช้ในการป้องกันหรือรักษามะเร็ง และโรคเอดส์ได้ในอนาคต
         
         ๑๐)คุณสมบัติเทียบเท่าโสม เจียวกู้หลานไม่เพียงมีคุณสมบัติเทียบเท่าโสม แต่มีความปลอดภัยสามารถใช้ได้บ่อยและปริมาณมากกว่าโสม โดยไม่มีผลข้างเคียง ใช้รับประทานได้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของต้น ใบ หรือสารกัด นอกจากใช้เป็นอาหารและยาแล้ว ยังมีการนำเจียวกู้หลานมาเป็นเครื่องสำอางสำหรับผมและผิวด้วย
         
         รวบรวมโดยร้านเอกมงคล
   

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:00:32 pm »
แบ่งปัน


   
      
         เหง้าของต้นพุทธรักษา (ชาวจีนฮ่อเรียก เปอโข)
         
         
            
         
         พุทธรักษา เป็นพรรณไม้ล้มลุก เนื้ออ่อนอวบน้ำ ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้า มีการเจริญเติบโตโดยแตกหน่อเป็นกอคล้ายกับกล้วย ลักษณะหน่อที่เจริญเป็นต้นเหนือพื้นดินนั้นมีลักษณะกลมแบนสีเขียวขนาดลำต้น โตประมาณ 2-4 เซนติเมตร ใบมีขนาดใหญ่สีเขียวโคนใบและปลายใบรีแหลม ขอบใบเรียบ กลางใบเป็นเส้นนูนเห็นได้ชัดโคนใบมีก้านใบซึ้งยาวเป็นกาบใบหุ้มลำต้นซ้อน สลับกัน ขนาดใบกว้างประมาณ 10-15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก 8-10 ดอก และมีกลีบดอกบางนิ่ม ขนาดของดอกและสีสรรแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์
         การเป็นมงคล
         คนโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นพุทธรักษาไว้ประจำบ้านจะช่วยคุ้มครอง ป้องกันอันตรายแก่บ้านและผู้อาศัยได้ เพราะพุทธรักษาเป็นพรรณไม้ที่คนโบราณเชื่อว่า มีพระเจ้าคุ้มครองรักษาให้มีความสงบสุข คือเป็นไม้มงคลนั่นเอง
   
ข่ปู ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rubus alceifolius Poir., วงศ์ Rosaceae


   


ชื่ออื่นๆ : ในภาษาจีนฮ่อเรียกว่า ยิ่งตูสือ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชในสกุลเดียวกันกับราสพ์เบอรี่ (raspberry) เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีขนสั้นสีน้ำตาลอ่อนและหนามแหลมปกคลุมทั่วลำต้น ใบเดี่ยวรูปไข่กว้างหรือรูปกลมขอบเว้าลึก ๕ - ๗ แฉก ขนาดใบ ๖ - ๑๕ x ๑๐ - ๒๐ เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นซี่แหลม ปลายใบแหลม ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกช่อเกิดที่ซอกใบ กลีบดอก ๕ กลีบ สีขาว หลุดร่วงง่าย เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ผลสุกสีแดง ขนาด ๑.๘ - ๑.๒ x ๑ - ๑.๕ เซนติเมตร ประกอบด้วยผลย่อยเล็กๆ เกาะติดกัน ฤดูออกดอกติดผล อยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง สิงหาคม
แหล่งที่พบ : พบไข่ปูได้ทั่วไปในป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงตั้งแต่ ๘๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป โดยเฉพาะบริเวณชายป่า หรือ บริเวณป่าที่มีแสงแดดส่องถึง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือการปักชำ ผลสุกรับประทานได้ จัดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี
การนำมาใช้งานของชาวเขา : จีนฮ่อ ใช้ต้นและรากต้มดื่มแก้ริดสีดวงทวาร และแก้ท้องผูก

http://www.firstroyalfactory.org/main.php?m=wiki&keyword=%E4%A2...


   
      
         สาบแร้งสาบกา
         
         
            
         
         ชื่ออื่นๆ : นะแก๊ะ (มูเซอดำ) หงจิงเช่า (จีนฮ่อ) กุมเหล่า (คะฉิ่น)
         ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุกสูง ๐.๓ - ๑ เมตร ลำต้นมีขนปกคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปไข่ ขนาด ๓ - ๔ x ๓ - ๘ เซนติเมตร ผิวใบทั้งสองด้านมีขนปกคลุม ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม ดอกเป็นช่อกลม เกิดที่ปลายยอด ดอกย่อยมีขนาดเล็กรองรับด้วยกลีบประดับที่มีลักษณะเป็นขนสีขาว กลีบดอกสีม่วงอ่อน มี ๕ กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอด ผลแห้งไม่แตกขนาดเล็ก
         แหล่งที่พบ : พบทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา และพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ออกดอกเดือนตุลาคม - ธันวาคม ขยายพันธุ์โดยเมล็ด
         การนำมาใช้ของชาวเขา : มูเซอดำ จีนฮ่อ คะฉิ่น ใช้ใบขยี้หรือตำ พอกแผลห้ามเลือด
   

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 3.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:01:43 pm »
แบ่งปัน


   
      
         สาบหมา
         
         
         
            
         
         ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eupatorium adenophorum Spreng., วงศ์ Asteraceae
         ชื่ออื่นๆ : พะพานะ (มูเซอดำ) ฉิ้วฉวา (จีนฮ่อ) เตฉัมชี้ (คะฉิ่น) นะหว่าโอ (มูเซอแดง)
         ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุกสูง ๐.๖ - ๑ เมตร ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปไข่ หรือรูปสามเหลี่ยม ขนาด ๓ - ๕ x ๔ - ๘ เซนติเมตร ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม ดอกเป็นช่อกลมเกิดที่ปลายยอด ดอกย่อยสีขาว อัดกันแน่นเป็นกระจุกกลม ผลแห้ง ไม่แตกมีขนสีขาวจำนวนมาก
         แหล่งที่พบ : พบทั่วไปในพื้นที่โล่งรกร้าง ในระดับความสูง ๘๐๐ เมตร ออกดอกในเดือนมกราคม - มีนาคมขยายพันธุ์โดยเมล็ด
         การนำมาใช้ของชาวเขา : มูเซอดำ มูเซอแดง ลัวะ และจีนฮ่อ ใช้ใบเคี้ยวพอกแผล
         เพื่อห้ามเลือด
         คะฉิ่น ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ร้อนใน
   
อูนป่า

   

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sambucus javanica Rehd., วงศ์ Caprifoliaceae
ชื่ออื่นๆ : จีนฮ่อเรียก ตุ้มใจ้เมียะ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง ๒ - ๓ เมตร ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ ใบประกอบแบบขนนก แผ่นใบรูปปลายหอก ขนาด ๓ - ๖ x ๑๐ - ๑๖ เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นซี่ละเอียด ปลายใบแหลม ก้านใบยาว ๕ - ๑๕ เซนติเมตร ดอกเป็นช่อเกิดที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาด ๐.๓ – ๐.๕ เซนติเมตร สีขาว ผล รูปร่างกลมแบน ขนาด ๐.๓ – ๐.๔ เซนติเมตร เมื่อสุกสีส้มแดง
แหล่งที่พบ : พบในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำในป่าดิบเขา ความสูงตั้งแต่ ๑,๐๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ออกดอกเดือนกันยายน - ตุลาคม ขยายพันธุ์โดยเมล็ด
การนำมาใช้ของชาวเขา : จีนฮ่อ ใช้ต้นและรากต้มอาบ หรือดื่มแก้อาการชา ลมพิษ ปวดตามลำตัว ปวดข้อ ปวดเอ็น

http://www.firstroyalfactory.org/main.php?m=wiki&keyword=%CD%D9...

ฝิ่น



   


ฝิ่น (opium) เป็นยาเสพติดพวกเดียวกับมอร์ฟีนและเฮโรอีน โดยฝิ่นได้มาจากน้ำยางของผลฝิ่น เมื่อนำมาสกัดจะได้มอร์ฟีน และสังเคราะห์เป็นเฮโรอีนได้ ฝิ่นเป็นพืชไม้ล้มลุก มีอายุ ๑ ปี มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Papaver somniferum และ Papaver bracteatum ฝิ่นมีลำต้นสูงประมาณ ๒ – ๔ ฟุต ดอกฝิ่นจะมีสีขาว สีแดง สีม่วง และสีม่วงแดง ดอกจะชูอยู่ปลายสุด มีกลีบรองรับดอก ๒ กลีบ กลีบดอก ๔ กลีบ จัดอยู่ตรงข้ามกัน ในผลฝิ่นจะมีเมล็ดฝิ่นสีเทาอยู่ และฝิ่นนั้นมีหลายพันธุ์ด้วยกัน
ฝิ่นเป็นพืชที่ต้องการการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ต้องมีการพรวนดินให้ร่วนแล้วจึงหว่านเมล็ดฝิ่นปนกับเมล็ดผักกาดและพันธุ์พืช อื่นๆ แล้วจึงกลบหน้าดินเบาๆ ด้วยมือ ต้นฝิ่นที่ขึ้นหนาเกินไปนั้นต้องถูกถอนทิ้งให้แต่ละต้นห่างกัน ๘ นิ้ว และไร่ฝิ่นต้องได้รับการดายหญ้า ก่อนผลฝิ่นจะสุกพอที่จะกรีดยางได้ ซึ่งการกรีดยางนั้นชาวเขาใช้ มีดพิเศษที่มีทางคม ๓ - ๕ ใบด้วยกัน ผลฝิ่นจะถูกกรีดเป็นทางตรง ยางฝิ่นจะมีลักษณะเป็นสีขาวคล้ายน้ำนมไหลออกมาตามรอยกรีด เมื่อถูกอากาศจะมีสีคล้ำลง กลายเป็นยางเหนียวสีน้ำตาลไหม้ หรือดำ มีกลิ่นเหม็นเขียวและรสขม เรียกว่า 'ฝิ่นดิบ' ส่วนฝิ่นที่มีการนำมาใช้เสพ เรียกว่า “ฝิ่นสุก” ได้มาจากนำฝิ่นดิบไปต้มหรือเคี่ยวจนสุก ในเนื้อฝิ่นมีสารเคมีผสมอยู่มากมายประกอบด้วย โปรตีน เกลือแร่ ยาง และกรดอินทรีย์ เป็นอัลคาลอยด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฝิ่นกลายเป็นยาเสพติดให้โทษร้ายแรง โดยอัลคาลอยด์ในฝิ่นแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๑) ประเภทที่ออกฤทธิ์ทำให้เกิดอาการมึนเมา และเป็นยาเสพติดให้โทษโดยตรง สารออกฤทธิ์ตัวสำคัญที่สุดในฝิ่น คือ มอร์ฟีน
๒) ประเภทที่ออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนคลายตัว โดยมีปาปาเวอร์รีน (papaverine) เป็นตัวสำคัญ
เมื่อประมาณ ๓,๔๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ฝิ่นเดินทางมาจากพื้นที่ตอนล่างของอาณาจักรเมโสโปเตเมียโดยชนเผ่าซูเมเรียน พวกเขาเรียกฝิ่นว่า “ฮัลกิล” หมายถึง พืชแห่งความรื่นรมย์ และเชื่อกันว่าชนเผ่านี้ได้ถ่ายทอดวิธีการปลูกฝิ่นและความรู้สึกเป็นสุขจาก การเสพฝิ่นให้แก่ชาวอัสซีเรียน ต่อมาศิลปะการเพาะปลูกฝิ่นถูกถ่ายทอดไปสู่ชาวบาบิโลเนียน ชาวยิว ชาวโรมัน และชาวอียิปต์ ก่อนที่ฝิ่นจะเดินทางข้ามทะเลเมดิเตอเรเนียนไปยังกรีซ แอฟริกา และยุโรป ก่อนจะเดินทางผ่านมายังทวีปเอเชียโดยผ่านเปอร์เชีย และอินเดีย พร้อมกับกองทัพของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์มหาราชที่ยกทัพเข้ามารุกรานทวีป เอเชียด้วยเส้นทางสายไหม (Silk Road) เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีก่อนคริสตกาล
นอกจากเส้นทางนี้ ฝิ่นยังได้เดินทางจากเปอร์เซียไปสู่ประเทศจีนกับนักค้าฝิ่นชาวอาหรับ โดยชาวจีนใช้ฝิ่นเป็นยารักษาโรคท้องร่วงซึ่งได้ผลดีมาก ต่อมาใน ค.ศ. ๑๖๒๐ มีผู้นำยาสูบจากฟิลิปปินส์เข้าจีน ทำให้ชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักใช้ยาสูบผสมฝิ่นโดยเชื่อว่าสามารถป้องกัน โรคมาเลเรียได้ และในศตวรรษที่ ๑๗ ชาวดัชท์เป็นผู้ลำเลียงฝิ่นทางเรือจากอินเดียไปยังจีนและหมู่เกาะต่างๆ ในเขตประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สงครามฝิ่นถึงสองครั้งใน ค.ศ. ๑๘๓๙- ๑๘๔๒ และใน ค.ศ. ๑๘๓๖ ซึ่งผลจากการทำสงครามฝิ่นระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสกับจีนนั้น จีนแพ้สงครามต้องจ่ายเงินชดใช้ ทำให้การนำเข้าฝิ่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้การปลูกฝิ่นและผลผลิตฝิ่นเพิ่มขึ้นในเขตประเทศจีนตอนใต้ และเริ่มกระจายไปพื้นที่สูงของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนครั้งหนึ่งพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่มี ผลกำไรสูงสุด และฝิ่นมีคุณภาพดีที่สุดของโลก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ส่งผลกระทบต่อปัญหายาเสพติดในประเทศไทยเป็นอย่าง มาก

ฝิ่นนอกจากจะเป็นสารเสพติดแล้ว ยังเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางเภสัชที่มีประโยชน์ทางการแพทย์อย่างมากอีกด้วย และสำหรับชาวเขาซึ่งเป็นผู้ผูกพันกับฝิ่นมานานจึงทำให้บทบาทของฝิ่นนั้น กลมกลืนเป็นวัฒนธรรมและองค์ประกอบสำคัญในวิถีชีวิตของพวกเขา ดังนี้
๑) บทบาททางด้านเศรษฐกิจ พบว่าฝิ่นมีบทบาทอย่างกว้างขวางในเชิงเศรษฐกิจของชาวเขาทั้งในอดีตและ ปัจจุบัน ได้แก่ เป็นพืชเงินสด (เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้หลักของชาวเขาที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำรงชีพ), ใช้แทนเงินตรา, เป็นปัจจัยในการผลิต เช่น ค่าจ้างแรงงาน, ฝิ่นสามารถคิดเป็นดอกเบี้ยการกู้ยืมเช่นเดียวกับเงิน, ใช้ฝิ่นประกอบอาหาร, เมล็ดฝิ่นใช้สกัดน้ำมันหรือใช้เป็นอาหารสัตว์ และสามารถขายได้ เป็นต้น
๒) บทบาททางด้านสังคม ประเพณี และพิธีกรรม บทบาทด้านนี้เป็นบทบาทที่มีความสัมพันธ์กับชาวเขาอย่างแนบแน่น ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างทางสังคมของชาวเขา ได้แก่ ใช้เป็นค่าสินสอด, ค่าปรับไหม, เครื่องขอขมา, ค่าบริการในการตัดสินคดี, ค่าป่วยแก่หมอผี, ใช้บวงสรวงผีป่าในการล่าสัตว์, ใช้เซ่นผี, ใช้ในพิธีแต่งงาน, แสดงความมั่งคั่ง, ยาเสพติด (ในสังคมจะไม่ประณามถ้าไม่ติดจนเกินไปหากยังสามารถทำงานได้)
๓) บทบาททางเภสัชพื้นบ้าน จากคุณสมบัติทางยาของฝิ่น ทำให้ฝิ่นกลายมาเป็นยากลางบ้านที่ทรงคุณค่าของชาวเขาที่อาศัยอยู่ห่างไกลการ คมนาคม ชาวเขาได้ ใช้ฝิ่นเชิงเภสัชดังนี้ ได้แก่ สามารถใช้ห้ามเลือดรักษาแผล เ ป็นยาลดไข้และยาแก้ปวด แก้ท้องเสีย ใช้ถอนพิษ ใช้รักษาตาแดง เป็นยาแก้ไอสำหรับทารก เป็นยาโป้ว (รับจากจีนฮ่อ) ยาเพิ่มพลัง ใช้คลายเครียดภายหลังการทำงาน และยังใช้ฆ่าตัวตายในกรณีที่เกิดความผิดหวังอย่างรุนแรง
๔) บทบาททางการอพยพ การตั้งถิ่นฐาน ก่อนที่จะมีโครงการการพัฒนาที่สูง ฝิ่นนับว่ามีบทบาทในการอพยพ เคลื่อนย้าย และตั้งถิ่นฐานของชาวเขามาก เพราะกลุ่มชาวเขาที่มีการปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจนั้น จะมีการโยกย้ายชุมชนอยู่เสมอเนื่องจาก ต้องแสวงหาที่อุดมสมบูรณ์เพื่อปลูกฝิ่น และฝิ่นนั้นยังสามารถเป็นทุนในการหาที่อยู่ใหม่ , เงินออม, สิทธิทางพื้นที่ และมักตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่สามารถปลูกฝิ่นได้
อ้างอิง : วิทย์ เที่ยงบูรณกรรม, ฝิ่นสู่เฮโรอีน, (แพร่พิทยา : กรุงเทพฯ, ๒๕๑๒), หน้า ๒. ยาเสพติด : ฝิ่น.[Online], accessed 15 July 2008. Available from http://www.bangkokhealth.com/drugs_htdoc/drugs_health_detail.asp?nu... วริศรา ยาสมุทร โหลด PDF. สถาบันสำรวจพืชเสพติดฯ จากวารสาร สำนัก ปปส. สถาบันวิจัยชาวเขา, ปกิณกะชาวเขา, (เชียงใหม่ : สถาบันวิจัยชาวเขา, ๒๕๓๙), หน้า ๑๖๓- ๑๗๓.

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap