Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เรื่องในอดีตกองทหารจีนคณะชาติและจีนฮ่อร่วมกันค้าฝิ่น
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มีนาคม 25, 2017, 06:36:15 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องในอดีตกองทหารจีนคณะชาติและจีนฮ่อร่วมกันค้าฝิ่น  (อ่าน 3234 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 11.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:09:48 pm »
แบ่งปัน


   
      
         ท่านอนุ เนินหาด ไืด้นำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนฮ่อในจังหวัดเชียงใหม่ การสืบค้นของท่านได้อ้างข่าวนสพ.คนเมือง ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๙๖ ลงข่าวการตั้งตำรวจรักษาดินแดน เพื่อปราบฮ่อ ลงผ่านเว็บของหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ ซึ่งอ้างอิงไว้แล้วข้างท้าย  ข้อมูล น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อผู้คนที่กำลังศึกษา บริบทของกลุ่มชาวจีนฮ่อในจังหวัดเชียงใหม่ ในหลาย ๆ มิติ มิติ ที่นำมาเสนอนี้ ก็เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาและน่าสนใจยิ่ง ถึงด้านเศรษฐ ด้านอาชีพของ กลุ่มชนนี้ ขอขอบคุณข้อมูลดี จากท่าน พ.ต.อ.อนุ  เนินหาด หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ ที่เก็บบทความดี ๆ ไว้ให้พวกเราได้ศึกษาค้นคว้า  ขอพระผู้เป็นเจ้าตอบแทนสิ่งดี ๆ สำหรับความรู้ที่มีสาระประโยชน์นี้
      
         พ.ต.ท.อนุ เนินหาด 
      
         ย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่ (๑๘)
      
      
                                                                                                            
                  
                     รายละเอียดข่าว
                  
                     
                        ด้วย ปัญหากองทหารจีนคณะชาติและจีนฮ่อร่วมกันค้าฝิ่นอีกทั้งมีกำลังติดอาวุธอยู่ ชายแดนภาคเหนือส่งผลต่อความมั่นคงชองชาติและปัญหาด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลปัญหาด้วยการตั้งตำรวจรักษาชายแดนเพื่อปราบปราม
                        นสพ.คนเมือง ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๙๖ ลงข่าวการตั้งตำรวจรักษาดินแดน เพื่อปราบฮ่อ
                        "ส่งตร.รักษาดินแดนมา ช.ม. ๖ หมวด ถึงเชียงใหม่ปลายเดือนกรกฎาคมนี้"

                        
                        "ความ เคลื่อนไหวในด้านรักษาสวัสดิภาพของประชาชนในภาคเหนือ ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยทางกรมตำรวจ ส่ง ต.ร.รักษาดินแดนจำนวน ๖ หมวด ขึ้นมาประจำอยู่ที่อำเภอเชียงดาวทั้งนี้ พ.ต.ท.ศิริ คชหิรัญ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้แถลงต่อเจ้าหน้าที่ข่าวคนเมืองว่า ทางกรมตำรวจได้มีคำสั่งให้ส่งเจ้าหน้าที่รักษาดินแดนจำนวน ๖ หมวด ขึ้นมาประจำที่เชียงดาวแล้ว กำหนดถึงเชียงใหม่ปลายเดือนกรกฎาคมนี้
                        
                        "เจ้า หน้าที่ตำรวจหน่วยนี้ จะได้เข้าประจำหน้าที่ที่ทำการตำรวจรักษาดินแดนที่สร้างเสร็จเรียบร้อย ซึ่ง พ.ต.อ.สุข สกุลพร ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขตต์ ๕ ได้ขึ้นมาดูสถานที่ไว้แล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน"
                        
                        เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาดินแดนดังที่เป็นข่าว เป็นการเริ่มต้นของตำรวจตระเวนชายแดนในระยะเวลาต่อมานั่นเอง
                        
                        กระทรวง มหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจรักษาชายแดนภาคพายัพขึ้นเมื่อต้น เดือนสิงหาคม ๒๔๙๖ ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่ค่ายดารารัศมี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (ภายหลังได้รวมกับภาคอีสานเป็นกองบัญชาการรักษาชายแดน) การจัดตั้งกองบัญชาการรักษาชายแดนภาพายัพนี้ ได้รับสมัครตำรวจจากบุคคลภายนอกจำนวน ๕๐๐ นาย เข้าฝึกอบรม ๘ สัปดาห์และจัดกำลังเป็น ๙ หมวด ๓ กองร้อย ผู้บังคับบัญชาคือ พล.ท.หลวงกัมปนาทแสนยากร ผู้ว่าราชการภาค ๕ 
                        
                        วิธีการโดยการระดมกำลัง ตำรวจจากจังหวัดต่างๆรวม ๖๘ จังหวัดจังหวัดละ ๑๒ คน(๑ หมู่) เข้าทำการฝึกที่ค่ายฝึก บ้านจอหอ ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และมีนายตำรวจที่สำเร็จจากโรงเรียนนายรอย ๒๒ คนเป็นผู้บังคับหมวด ปรับกำลังเป็นหมวด ส่งไปรักษาชายแดนทางภาคอีสาน
                        
                        ผู้ที่ทันเหตุการณ์ นี้และเข้ารับราชการเป็นตำรวจรักษาดินแดนชุดแรกๆ คือ พ.ต.ท.ธงชัย ทิพยมณฑล ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี เกิดที่ย่านกลางเวียงเชียงใหม่ จบการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนดาราใต้ ศึกษาต่อระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนปรินซ์ฯ หลังจากนั้นเข้าเรียนที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยจนจบมัธยมปลายและเตรียมอุดม มัธยม เริ่มรับราชการโดยการสมัครเป็นตำรวจที่ สภ.อ.เมืองแม่ฮ่องสอนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๓ ต่อมาสอบเข้าโรงเรียนนายสิบได้ ศึกษาอยู่ ๑ ปีเศษ หลังจากนั้นถูกคำสั่งเรียกตัวไปฝึกอาวุธพิเศษเพื่อทำหน้าที่เป็นตำรวจรักษา ชายแดน
                        
                        พ.ต.ท.ธงชัย ทิพยมณฑล ได้บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไว้ส่วนหนึ่งว่า
                        
                        "หลัง จากจบจากโรงเรียนนายสิบตำรวจ กรมตำรวจเรียกตัวไปเล่นฟุตบอลที่เวียงจันทน์กลับมาแล้ว ก็ถูกส่งตัวกลับแม่ฮ่องสอน ทำหน้าที่นายสิบเวรอยู่วันเดียวก็มีคำสั่งให้ส่งตัวไปฝึกอาวุธพิเศษที่ค่าย จอหอ จังหวัดนครราชสีมา ทั้งนี้เพื่อจะแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่นำสาร ประจำหมวดตำรวจรักษาดินแดนที่จะตั้งขึ้นประจำอำเภอชายแดน จังหวัดต่างๆ
                        
                        "หลัง จากฝึกแล้วได้รับคำสั่งบรรจุอยู่ในหมวดรักษาชายแดน หมวดที่ ๑๐ มี ร.ต.ต.อภินันท์ ณ นครเป็นผู้บังคับหมวด พร้อมกำลังอีก ๔ หมวด เดินทางออกจากค่ายจอหอ นครราชสีมาปลายเดือนกรกฎาคม ๒๔๙๖ รถที่ไปรับนำกำลังไปพักที่สถานีตำรวจแม่ปิง ให้ตำรวจทั้ง ๕ หมวดหาซื้อสิ่งของเครื่องใช้เพื่อจะเดินทางต่อไปยังอำเภอเชียงดาวทันที นั่งรถยนต์กันต่อไปจนถึงอำเภอเชียงดาว ลงพักที่กองร้อยรักษาดินแดน อำเภอเชียงดาว ประมาณ ๑ เดือนต่อมาได้รับคำสั่งให้แยกไปอยู่อำเภอฝาง ๑ หมวด อำเภอพร้าว ๒ หมวด แจ้ห่ม ๑ หมวดและค่ายแม่ริม ๑ หมวดเพื่อสกัดกั้นการลำเลียงฝิ่นเถื่อนในเส้นทางฝาง-พร้าว-แจ้ห่ม-ลำปาง
                        
                        "ประมาณ เดือนสิงหาคม ๒๔๙๖ คงอยู่หลังโรงพักเชียงดาวร่วม ๑ เดือน ฝึกเช้า วิ่ง เดินสำรวจหมู่บ้านภูมิประเทศ ร.ต.ต.อภินันท์ ผบ.หมวด เคยพาวิ่งเดินไปจนถึงบ้านเมืองงายเช้าวันหนึ่ง ราษฎรดีใจ พบเห็นกำลังตำรวจชายแดนมากมาย ยกอาหารกับข้าวมาแต่ละบ้าน มาร่วมเลี้ยงอาหารมื้อเช้าให้ อยู่อำเภอเชียงดาวเมื่อแรกไปถึงก็มี ร.ต.อ.ประพันธ์ พลนาวี เป็นผู้บังคับจุด รด. จนจวนย้ายไปอำเภอพร้าว มี ร.ต.อ.เริงณรงค์ ทวีโภค ที่โอนมาจากทหารเข้าเป็นตำรวจมาเปลี่ยนเป็นผู้บังคับจุดแทนและถูกส่งไปตั้ง จุดประจำอยู่อำเภอพร้าว ๒ หมวด คือ หมวด รช.ที่ ๙ ร.ต.ต.วิชัย กลับเจริญและ หมวด รช.ที่ ๑๐ มี ร.ต.ต.อภินันท์ ณ นครเป็น ผบ.หมวด 
                        
                        "วัน เดินทางเข้าอำเภอพร้าว คงใช้การเดินเท้าจากอำเภอเชียงดาวเข้าที่แยกบ้านปิงโค้ง ทุกคนมีเป้ติดหลังและปืนกระสุนประจำกาย แล้วยังมีพัสดุสิ่งของหลวงต้องช่วยกันเอาไป บางคนฝึกจากค่าจอหอมาอย่างหนักจริงจังแล้ว พอมาเดินทางขึ้นเขาก็แสดงทาสแท้ออกมา ความกลัว ความเหนื่อยที่หิ้วปืนกลเบาบ้าง หิ้วกระป๋องกระสุนหนักๆ บ้าง ธงชัยฯ (ผู้เขียน) เป็นคนพื้นเมืองเสมือนเป็นคนนำทาง ต้องพูดปลอบใจตลอดทาง เมื่อต้องตอบคำถามของตำรวจที่ร่วมเดินว่าอีกเท่าไรจะถึง จะพักที่ไหนตลอดทาง ทั้งฝนก็ตกตลอดวัน จนค่ำถึงแค่บ้านปางมะเยา ต้องขอพักชายคาศาลาพักบ้านของชาวบ้านที่มีไม่กี่หลัง ร.ต.อ.เริงณรงค์ฯ สั่งการทันทีแบบทหาร เห็นหมูจะให้ฆ่าหมูเห็นไก่ก็จะเอาไก่ รีบทำอาหาร ธงชัยต้องรีบติดต่อขอซื้อไก่ชาวบ้าน ทำแกงกินกันอย่างรวดเร็วและก็พักหลับนอนท่ามกลางสายฝน และมีทั้งริ้น ยุงอย่างมากมาย เช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินทางต่อ ลงจากภูเขาสูงมองเห็นบ้านป่าหิ้นลงไปก็พบตัวอำเภอพร้าว ตั้งบ้านเรือนเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบด้วยบริเวณกว้างน่า ดูทีเดียว ก็เป็นครั้งแรกที่มาพบอำเภอพร้าว นับว่าภูมิประเทศสวยงามมาก จากบ้านป่าหิ้น เดินเข้าสู่เขตชุมชนอีกหลายกิโลเมตร ที่สุดตัวส่วนบังคับการ ร.ต.อ.เริงณรงค์ฯ ขอตั้งอยู่ศาลาอนามัย(ชั่วคราว) มีหมวด ๙ อยู่ร่วมด้วน ส่วนหมวด ๑๐ ธงชัย(ผู้เขียนบันทึก)ติดต่อขอเข้าพักได้ในวัดกลางเวียง นอนบนโรงของพระ ซึ่งเจ้าอาวาสอยู่อีกห้องหนึ่งและมีเณรอยู่อีก ๑ ห้อง ตำรวจเราอีก ๕๐ คน ก็แบ่งนอนบนโถงของโรงเรือนนั้นได้
                        
                        "การปฏิบัติงานที่อำเภอพร้าว ก็เริ่มด้วยการทำความรู้จักชาวบ้าน เช้าฝึกวิ่งรอบตลาดทำให้ประชาชนอบอุ่น เชื่อถือ ธงชัย เข้าตลาดทุกเช้าเลย มีการหาข่าวการเคลื่อนไหวของขบวนการขนฝิ่น นอกจากต้องทำหน้าที่สิบเวร ผลัดเปลี่ยนกัน ตำรวจก็มีการอยู่เวรยาในวัดตลอดเวลา ได้มีการเดินออกตรวจนอกเขตสุขาฯ ออกสะกัดดักขบวนฝิ่น ๒-๓ ครั้ง บนภูเขาทางทิศเหนือของตัวเมือง และติดตามคนร้ายลักทรัพย์ในตู้เซฟของเตาบ่มของเฮียวรศักดิ์ นิมานันท์ ๑ ครั้ง จนติดตามสกัดจับตัวได้ที่อำเภอแม่แตง
                        
                        "ระยะก่อนที่เราจะไป ประจำ ชาวบ้านแจ้งว่า หากพบคาราวานฝิ่นเถื่อนแล้ว แจ้งตำรวจท้องที่ก็ไม่มีใครติดตามจับกุม คิดว่าตำรวจพร้าวระยะนั้น ร.ต.อ.กำจัด มณีโชติ เป็น ผบ.กองฯ กำลังคนและอาวุธคงไม่พร้อม และตำรวจท้องที่ก็ถูกพวกฝิ่นจับตัวไปฆ่าและถูกมัดผูกให้ม้าลากเข้าป่าก็มีมา ก่อนหน้านั้น ต่อมาเมื่อกำลังของเราไปอยู่ และ ร.ต.อ.คณิต วินิจเขตคำนวณ ไปเป็น ผบ.กอง ก็ได้ร่วมกันปฏิบัติงาน จนทำให้มีผลงานให้ประชาชนอุ่นใจได้มากทีเดียว
                        
                        "ทางด้าน ร.ต.ต.วิชัย กลับเจริญ อยู่หน้าอนามัย ก็ชอบพอกับครอบครัวของ ผู้กองคนเก่าที่เสียชีวิตไป คงมีแต่ภรรยาของผู้กอง จนที่สุด ร.ต.ต.วิชัยฯ ก็ได้แต่งงานกับ จำเนียร ลูกสาวของ ผบ.กองคนเก่าที่อำเภอพร้าวในปีนี้เลย(จำเนียร-เป็นน้องสาวของ จำนง มณีโชติ เพื่อนร่วมชันเรียของธงชัยที่ยุพราชฯ) จนปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๖ คำสั่งให้หมวดที่ ๑๐ เดินทางไปประจำอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน หมวด ๑๐ อำลาอำเภอพร้าว ได้เดินแถวผ่านประชาชนที่มาส่งบนถนนสายกลางตลาด หน้าอำเภอ มีพระภิกษุประพรมน้ำพุทธมนต์ ชาวบ้านเดินตามมาส่งกันจนถึงกลางทุ่ง ห่างจากอำเภอร่วม ๒ กม. ที่สะพานข้ามจะมาทางบ้านป่าฮิ้น เพราะรถยนต์ส่งมาจากค่ายแม่ริม มารับได้ที่สพานซึ่งชำรุด ข้ามไม่ได้..."
                        
                        จากอำเภอพร้าว ตำรวจรักษาดินแดนชุดของ ส.ต.ต.ธงชัย รับคำสั่งไปประจำที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
                        
                        พ.ต.ท.ธง ชัย ทิพยมณฑล หลังจากประจำหน่วยตำรวจรักษาดินแดนแล้ว ต่อมากลับมารับราชการที่เมืองแม่ฮ่องสอนทำหน้าที่ครูฝึกหลักสูตรชัยยะที่ เชียงใหม่ ต่อมาสอบเป็นนายตำรวจได้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ รับตำแหน่งผู้บังคับหมวด สภ.อ.ปาย แม่ฮ่องสอน , รองผู้บังคับกอง สภ.อ.จอมทอง , สวส.สภ.อ.จอมทอง , สว.สภ.อ.แม่แจ่ม ขึ้นตำแหน่ง สวญ.สภ.อ.แม่อาย , สวญ.สภ.อ.ดอยสะเก็ด , สวญ.สภ.อ.ห้างฉัตร ตำแหน่งสุดท้าย คือ สวญ.สภ.อ.แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน เกษียณอายุราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓.
                  
               
                  โพสต์โดย : พ.ต.ท.อนุ เนินหาด 
      
      ที่มา http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=125
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 11.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:10:27 pm »
แบ่งปัน


   
      
         
            รายละเอียดข่าว
         
            
               ย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่(๑๐)
               
               ภาพวาดเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารจีนฮ่อ ที่คุมคาราวานฝิ่นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
               
               การ รับจ้างขนฝิ่นหรือเป๊อะฝิ่น ซึ่งเมื่อ ๕๐ ปีเศษที่ผ่านมามักไปซื้อจากเมืองหาง เขตประเทศพม่า พบข้อมูลในข้อเขียนของคุณทองฤทธิ์ พรหมตรี ในวารสาร คนเมือง ซึ่งผู้เขียนเล่าประสบการณ์การไปร่วมรับจ้างขนฝิ่นว่า
               
               "...พวกเราถึง เมืองหางก็ค่ำพอดี ทางจากตีนเขาถึงหมู่บ้านเมืองหางนี้ไกลคงจะพอๆกับบ้านม่วงชุมถึงถนนสาย เชียงใหม่-ฝาง พวกเราถึงเมืองเป็นเวลาค่ำมืดประกอบกับกระปลกกระเปลี้ยกันจึงไม่ค่อยสนใจกับ อะไร ใจนึกอยากจะให้ถึงที่พักเร็วๆ เพื่อจะได้นอนเสียทีคงจะสบาย รู้สึกแต่ว่าทางผ่านเข้าไปในหมู่บ้านสองข้างทางมีหมู่บ้านเรียงรายสว่างไสว ไปด้วยแสงตะเกียงเจ้าพายุ ซึ่งส่องออกมาจากบ้านและร้านรวงต่างๆ ผู้คนมากมาย เสียงคุยกันและเดินขวักไขว่ เสียงขรมไปหมดไม่แพ้ย่านในเมืองของเราเลย ทองสิ่ง(เพื่อนของผู้เขียน) จัดเจนกับถิ่นนี้ดี เขาจึงพาพวกเราไปพักที่ศาลาแห่งหนึ่งใจกลางหมู่บ้านนั้นเอง ศาลาที่พวกเราพักก็มีหมู่เป๊อะมาพักก่อนแล้วสองสามหมู่ บางหมู่มาพักตั้งสองวัน บางหมู่พึ่งมาถึงก่อนหน้าเราก็มี แต่ศาลากว้างมาก พอมีที่ให้พวกเราพักได้อย่างสบาย ศาลาทำด้วยไม้ไผ่ ยกพื้นสูง มีฝาสามด้าน ด้านติดถนนไม่มีฝา มีบันไดทางขึ้นทางเดียว พื้นปูด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยหญ้าคา พอพวกเราถึงที่พักดังกล่าวก็ไม่รีรอ รีบกินข้าว อาบน้ำในเหมืองซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาที่พักแล้วจัดแจงปูที่นอน ซึ่งจะหาสื่อสักผืนก็ไม่มี เราใช้ผ้าพลาสติกที่มีติดตัวไปเป็นผ้าปูที่นอน คลี่ผ้าห่มคลุมหลับปุ๋ยไปตลอดคืน
               
               "เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากจัดการล้างหน้าล้างตาเสร็จ พวกเราก็ช่วยกันจัดแจงหุงหาอาหารเป็นหมู่ๆ ไม่ปะปนกัน หม้อข้าวหม้อแกง ทองสิ่งเป็นคนไปหามาจากบ้านพ่อเลี้ยงในเมืองหางนั้น คงจะเป็นที่พักของพ่อเลี้ยงอีกนั่นแหละ อาหารเขาก็จ่ายให้พร้อมทั้งข้าวสารเอามาให้ทำกินกันเอง วิธีปรุงอาหารก็ไม่ยากเย็นอะไรเอาหม้อตั้งน้ำให้เดือด เด็ดผักกาดหอบเบ้อเร่อใส่ลงไป พอผักสุกก็ตักเกลือใส่ ชิมดูพอได้รสก็ตักไขใส่(มันวัวมันควาย) พอดูว่าน้ำแกงมีมันเยิ้มก็ยกลง กินร้อนๆ ถ้ารอให้เย็นน้ำมันสัตว์จะแข็งตัว กลายเป็นไขแล้วจะกลืนไม่ลง เป็นอันว่าพวกเราทานอาหารเช้ากันอย่างเอร็ดอร่อย ลืมบอกไปว่าเวลากินก็กินกันในหม้อแกงนั่นแหละไม่มีถ้วยจาน ถ้วยที่ติดตัวไปคนละใบก็ใช้ใส่ข้าวกิน บางคนก็มีตะเกียบ บางคนก็มีช้อนตามแต่ถนัด..."
               
               ระหว่างรอรับฝิ่นนั้น ผู้เขียนบรรยายสภาพของเมืองหางเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ว่า
               
               "เมือง หางเป็นหมู่บ้านที่ไม่ใคร่จะกว้างเท่าไรนัก แต่อาศัยที่มีหลังคาบ้านแออัด ซึ่งปลูกติดๆ กันตามแถวถนนปลูกติดกันเกือบจะเป็นห้องแถว โดยมากปลูกด้วยไม้ไผ่ มุงด้วยหญ้าคา บ้านชาวไทยใหญ่ปลูกยกพื้นสูง บ้านคนจีนฮ่อหรือคนไทยเราชอบปลูกไม่ยกพื้นโดยอาศัยพื้นดินเป็นพื้น แต่ยกพื้นก็เฉพาะที่นอนเท่านั้น บ้านเหล่านี้จะมุงด้วยไม้เกล็ดก็เฉพาะหลังใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ก็ไม่มีมากหลังเป็นบ้านเจ้านายหรือพวกมีเงินเป็นส่วนมาก ถนนหนทางในเมืองหางมีตัดไปตัดมา มีซอกมีซอยประมาณ ๑๐ กว่าเส้น สองข้างทางจะมีร้านรวงแทบจะเต็มไปหมด ใต้ถุนบ้านจะเห็นมีสัตว์จำพวกม้าต่าง วัวต่างกันมาก พวกร้านค้ามีทั้งร้านตัดเสื้อผ้า โดยเป็นคนจีนฮ่อ ร้านขายซาลาเปา ขนมต่างๆ ที่คนจีนเมืองเราชอบทำขายเช่น ถั่วลิสงเคลือบน้ำตาลเป็นแผ่นๆ ถั่วต้มหวาน ข้าวซอย ขนมจีน กาแฟ ฯลฯ สินค้าเบ็ดเตล็ด โดยมากนำไปจากไทยทั้งสิ้น ราคาที่ขายในเมืองหางสูงกว่าในเมืองไทยอีกหลายเท่าตัว ผู้คนหรือชาวเมืองหางอยู่ปะปนกัน แต่ชาวไทยใหญ่(เงี้ยว) เป็นชาวประจำถิ่นแล้วก็มีคนไทยไปปลูกร้านค้าอยู่ที่นั่นบ้าง มีคนจีนฮ่อ คงจะเป็นพวกทหารจีนคณะชาติเสียส่วนใหญ่ รู้สึกว่าคนในเมืองหางมากมายเหลือเกินไม่แพ้ย่านชุมชนในเมืองไทยเรา มีผู้คนเดินขวั่กไขว่ตลอดวันและตลอดคืนเสียด้วย แต่ไม่มียวดยานอะไรเลย
               
               "การ ปกครองมีเจ้าเมืองเป็นชาวไทยใหญ่เป็นหัวหน้าใหญ่ ดูเหมือนว่าพวกทหารจีนฮ่อก็เป็นลูกมือเจ้าเมืองเสียด้วย พวกทาหรจีนเหล่านี้ไม่เห็นอยู่กันเป็นกองๆ อยู่ตามหลังคาบ้านไปเรื่อยๆ หลังคาละสี่ถึงห้าคน เขาคงจะปลูกอยู่กันเองตามใจชอบ เขาเล่าว่าทหารจีนที่รักษาความสงบเหล่านี้กินเงินเดือนเจ้าเมืองและก็พวก ทหารจีนเหล่านี้คงจะเปลี่ยนเวรกันออกตรวจตราเพราะเห็นสพายปืนเดินขวักไกว่ท ั้งกลางวันกลางคืน ในเมืองหางดูเหมือนว่าใครจะพกปืนก็ได้ตามใจชอบ ไม่มีการจับกุม เด็กๆ ชาวไทยใหญ่ชอบพกปืนสั้น แถมชอบยิงขึ้นฟ้าเล่นได้สบาย และอีกอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าแปลกใจก็ตอนที่มีขโมย ถามเขา ๆ บอกว่ามีไม่ได้ ถ้ามีก็ถูกฆ่าทิ้งเสีย พวกข้าพเจ้าออกไปเที่ยวทิ้งของไว้ที่ศาลาทังวันทั้งคืนก็ไม่เห็นีใครมาขโมย พวกคนไทยเราที่ไปเมืองหางก็ไม่เห็นริเป็นขโมยกันเลย คงจะกลัวศาลเตี้ย 
               
               "อาชีพ ก็ทำนาบ้างเล็กน้อยเพราะพื้นที่ราบมีไม่มาก เลี้ยงสัตว์เฉพาะครอบครัว อาชีพที่เป็นล่ำเป็นสันก็เห็นมีการค้าขาย ฝิ่น การพนัน ที่บ่อนคาสิโนเขาทำคล้ายกับตลาดในเมืองเรา กว้างขวางมาก เขาปลูกโรงซึ่งมุงด้วยหญ้าคา ไม่มีฝา แต่มีห้องแถวค้าขาย ล้อมรอบคล้ายๆ กับตลาดและมีโต๊ะเหมือนโต๊ะวางของขายในตลาดและวางเรียงรายกันเป็นแถวๆ ทุกโต๊ะมีแต่การพนัน มีผู้คนมุงกันเล่นทุกโต๊ะเต็มไปหมด ส่วนมากเป็นคนไทยเราที่ชอบไปเล่น เจ้ามือมีทั้งจีนฮ่อและไทยใหญ่ การพนันมีแทบทุกอย่างตั้งแต่ถั่ว โป ไพ่ ฯลฯ ผู้คนมากมายสับสนเหมือนกับตลาดในเมืองเรา ลืมบอกไปว่าที่เมืองหางคราวนั้นไม่เห็นมีพม่าเลย ส่วนมากเป็นจีนฮ่อ พวกที่ค้าขายหรือพ่อเลี้ยงและเจ้ามือการพนัน เงินที่ใช้จ่ายกันในเมืองหางมีทั้งเงินไทยและเงินพม่า แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินไทย..."
               
               สายของวันถัดมา กลุ่มลูกจ้างก็ไปพร้อมกันที่ลานบ้านแห่งหนึ่ง ใต้ถุนบ้านมีปิ๊บบรรจุฝิ่นวางอยู่เป็นกอง ปิ๊บเหล่านี้มีหลายขนาด บรรจุฝิ่น ๕ จ๊อยถึง ๑๒ จ๊อย ทุกปิ๊บบัดกรีปิดมิดชิดและประทับตราไว้ 
               
               "...เมื่อ รับของเสร็จทุกคนจะจัดแจงเอาผ้าดำห่อทำเป็นเป๊อะสำหรับติดหลังโดยที่ใช้ผ้า ขาวม้าเป็นสายพาดบ่า ข้าพเจ้ารับเอามา ๗ จ๊อยจึงจัดแจงห่อเช่นเดียวกับเขา รวมน้ำหนักทั้งหมดที่เป๊อะหลังประมาณ ๑๕ กก. เมื่อรับของกันเสร็จก็พอดีเที่ยง ทุกหมู่จึงจัดแจงกินข้าวกลางวัน เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เริ่มจัดขบวนคาราวานกัน ลูกเป๊อะทุกคนยกเป๊อะขึ้นติดหลัง ลูกเป๊อะมีประมาณ ๓๐๐ กว่าคน นับว่าเป็นกองคาราวานที่ใหญ่โตมากทีเดียว ลูกเป๊อะเข้าขบวนกันเป็นหมู่ๆ พวกใครพวกมัน และทุกหมู่ก็เดินติดๆ กันไป พวกข้าพเจ้าอยู่รั้งท้าย 
               "มี คนจีนฮ่อ ๔๐ กว่าคน แต่งกายธรรมดาข้างหลังเป๊อะผ้าและของส่วนตัวเท่านั้น ไม่มีฝิ่น สพายปืนกลมือบ้าง เสต็น คาร์ไบน์บ้าง คุมกองคาราวานไป ชายจีนฮ่ออยู่รั้งท้ายขบวนหนึ่งพกแต่ปืนเมาเซอร์ ข้างหลังเป๊อะหีบบรรจุเงิน ส่วนพ่อเลี้ยงไม่เห็นไปด้วยกับขบวน มือปืนทุกคนพกลูกระเบิดมือด้วย ทุกหมู่จะมุ่งไปลำปางจุดหมายปลายทางเดียวกัน"
               
               เส้นทางไปลำปาง ใช้เส้นทางผ่านดอยอ่างขางพักหลับนอนที่ดอยอ่างขาง คืนที่สองนอนที่ดอยแม่ขิ คืนที่สามนอนที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงปางเปาะ คืนที่สี่นอนที่บ้านแม่ปวก เขตอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ คืนต่อมานอนที่ปางใบเมี่ยงป่าลัน เขตอำเภอดอยสะเก็ด ต่อมานอนที่บ้านปางครอบ , บ้านแม่รวม , บ้านขุนออน , ยอดดอยขุนออกเขตติดต่อลำปางและลำพูน , กลางป่าเมี่ยงเขตลำปาง หลังจากนั้น เดินและนอนกลางป่าดงดิบอีก ๒ วันเต็มๆ ก่อนจะเข้าจังหวัดลำปาง
               
               น่า เสียดายที่ผู้เขียนไม่ได้บรรยายการส่งฝิ่นให้ลูกค้าที่ลำปาง จึงไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งฝิ่นในยุคนั้น แต่การเดินทางจากเมืองหางถึงจังหวัดลำปางใช้เวลานานประมาณ ๒๐ วันและมักถูกกองกำลังตำรวจคอยสกัดจับกุมมีการปะทะกันอยู่บ่อยๆ
               
               การปะทะกันมักต้องมีการสูญเสียไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง ดังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการปะทะกันอยู่เสมอๆ
               
               คราวหนึ่งเจ้าหน้าที่ปะทะกับคาราวานฝิ่นที่อำเภอสันกำแพง จากข่าวนี้ทำให้เห็นว่ากองคาราวานฝิ่นในสมัยนั้นเป็นกองใหญ่ถึง ๑๐๐ คน 
               
               "สมรภูมิฝิ่นที่สันกำแพง มือปืนฮ่อตาย ๔ ศพปะทะกับเจ้าหน้าที่ ยิงกันสนั่นป่าชายแดนเขตสันกำแพง"
               
               "เจ้า หน้าที่ตำรวจลำพูนและเจ้าหน้าที่สรรพสามิตต์ ได้เกิดปะทะกันขึ้นกับคาราวานฝิ่นฮ่อ ในท้องที่ทางป่าอำเภอสันกำพง เกือบจะออกนอกเขตต์จังหวัดเชียงใหม่ การปะทะกันครั้งนี้ฝ่ายมือปืนของพวกฮ่อเสียชีวิต ๔ คน เจ้าหน้าที่ได้ฝิ่นและปืนของกลางมาก
               
               "คณะเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมด้วย เจ้าหน้าที่สรรพสามิตต์รวม ๒๒ นาย ฝ่ายตำรวจมี รตต.ทองฝน พลอยบุตร เปนหัวหน้า ฝ่ายเจ้าหน้าที่สรรพสามิตต์ นายแสวง แสงแก้ว นายตรวจสรรพสามิตต์และนายเวชน์ อุณหเวช เจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้ไปสกัดคาราวานฝิ่นและพบกับคาราวานฝิ่นในป่าเส้นทาง ระหว่างเส้นทางสันกำแพงกับกิ่งแม่ทาที่ตำบลทาเหนือ ทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันเมื่อตอนเช้าวันที่ ๑๓ เดือนนี้(มิถุนายน)
               
               "ฝ่าย กองคาราวานฝิ่น ซึ่งมีลูกหาบถึง ๑๐๐ คนเศษ และมีพวกฮ่อเปนมือปืนคุมมา ได้ใช้อาวุธปืนยิงมาทางเจ้าหน้าที่ก่อนขณะที่เจ้าหน้าที่สั่งให้หยุด จึงเกิดยิงโต้ตอบกันขึ้น ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่มีอาวุธปืนกลและปืนยิงเร็ว ซึ่งทางฝ่ายฮ่อก็มีอาวุธปืนที่ทันสมัยเช่นกัน แต่อาศรัยที่เจ้าหน้าที่ขวัญดีกว่า จึงทำให้พวกฮ่อล่าถอยไปหลังจากยิงต่อสู้กันประมาณครึ่งชั่วโมง
               
               "ผล การประทะกันครั้งนี้ ฝ่ายคาราวานฝิ่นเสียชีวิตมือปืนคุ้มกัน ๔ คน นอนตายคาปืนพร้อมทั้งฝิ่นอีก ๒ ปี๊บ จีนฮ่อทั้งสี่คนที่ถูกยิงตายนี้แต่งเครื่องแบบคล้ายทหาร มีเครื่องหมายและเอกสารหลายอย่าง เจ้าหน้าที่ยึดไว้แล้ว ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่อำเภอสันกำแพงพร้อมด้วยผู้พิพากษาได้ออกไปชัณสูตรพลิก ศพตามระเบียบแล้ว".
               
               พ.ต.ท.อนุ เนินหาด
               รองผกก.สส.สภ.อ.แม่ริม
               anunernhard@hotmail.com
>
               
            
               
               
            
               ที่มา  
            http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=119
      
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 11.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:11:10 pm »
แบ่งปัน


   รายละเอียดข่าว
ย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่(๙)

เมื่อ ๕๓ ปีก่อน นสพ.คนเมือง ฉบับวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๖ การรายงานข่าวการลักลอบขนยาเสพติด คือ ฝิ่น ซึ่งมักนำจากอำเภอฝางเข้ามาตัวเมืองเชียงใหม่โดยการโดยสารรถยนต์

"ฝิ่น" มักขนมาจากเมืองหาง เขตประเทศพม่า โดยมีนายทุนจ้างลูกจ้างผูกด้านหลังหรือที่เรียกว่า "เป๊อะ" ขนผ่านป่าเขาไปส่งที่ลำปาง โดยพบข้อมูลที่คุณทองฤทธิ์ พรหม-ตรี เขียนไว้ในวารสารคนเมืองว่า

"ลูกเป๊อะ(พวกรับจ้างขนฝิ่น) มักเป็นชาวชนบทว่างจากการทำนาก็ไม่ค่อยจะมีอะไรทำจึงมักจะไปรับจ้างเป๊อะ ฝิ่นกัน และก็เป็นรายได้ที่งามสำหรับเขาด้วย คือ เขาจ้างเป๊อะจ๊อยละ ๑๐๐ บาท(๑ จ๊อยหนัก ๑.๖ กก.) บางคนเป๊อะทีละ ๑๒ จ๊อยก็มี ซึ่งนับว่าเป็นการเป๊อะที่มากที่สุด นอกนั้นก็ ๑๐ จ๊อยบ้าง ๗ จ๊อยและ ๕ จ๊อย เป็นอย่างต่ำ แล้วแต่ใครจะเป๊อะเท่าไรก็ได้ ระยะทางก็ถ้าเป๊อะไปส่งที่ลำปางกินเวลา ๒๐ กว่าวันเป็นอย่างช้า ถ้าไปส่งหลังดอยสุเทพเชียงใหม่ก็ ๗ วันเป็นอย่างเร็ว แต่ถ้าไปส่งที่ดอยสุเทพเขาจ้างจ๊อยละ ๕๐ บาทเท่านั้น ส่วนมากมักจะไปส่งที่ลำปาง

"พวกพ่อค้าพวกนี้มักจะเรียกกันว่าพวก พ่อเลี้ยง มีทั้งคนไทยและคนจีนฮ่อ แต่มักจะเป็นจีนฮ่อเสียมากกว่า พ่อค้าเหล่านี้จะมีบ้านพักอยู่แถวบริเวณสะพานข้ามน้ำแม่มาว อำเภอฝาง บนเส้นทางรถยนต์สายเชียงใหม่-ฝาง เพราะสะดวกกับการติดต่อต่างๆ และก็ใกล้กับทางแยกไปเมืองหาง เขตพม่า ซึ่งเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยฝิ่น ผู้ที่ไปเป๊อะฝิ่น ก็จะต้องไปเป๊อะหรือไปขนเอาที่เมืองนี้"

ด้านการปราบปรามจับกุมของตำรวจเล่า ตำรวจทำงานหย่อนยานกันหรือไร คุณทองฤทธิ์ พรหมตรี เขียนออกตัวไว้ให้พร้อมแล้ว

"การ ปราบปรามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คอยปราบอยู่เสมอ แต่ก็ไม่สงบลงได้กลับจะลุกลามใหญ่โตขึ้นทุกวัน ก็เนื่องจากเวลานั้นตำรวจ ตชด.ก็ยังไม่มี และก็กองคาราวานแต่ละกอง ก็มีการคุ้มกันอย่างแข็งแรง มีอาวุธดีๆ ส่วนเส้นทางลำเลียงก็เป็นทางป่าและเขา จึงเป็นการยากแก่การปราบปรามอยู่มิใช่น้อย เราจะเห็นได้จากเมื่อเจ้าหน้าที่ไปกวาดล้างที่ดอยป่าคาหลังดอยสุเทพ เชียงใหม่ ทางการต้องอาศัยกำลังตำรวจมาก เช่น ตำรวจพลร่มในกระโดดร่ม จึงจะปราบสำเร็จ จึงชี้ให้เห็นว่าการค้าฝิ่นขณะนั้นใหญ่โตและคึกคักมาก มีกองคาราวานลำเลียงฝิ่นเว้นแต่ละวัน แต่ละกองก็มีจำนวนคนเป๊อะนับเป็นร้อยร้อยทีเดียว"

เขียนออกตัวให้ ตำรวจอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ทำให้ตำรวจด้วยกันโล่งอกกันไป เป็นเหตุผลที่ไม่ใช่กล่าวเลื่อนลอยเลยแม้แต่น้อย ความร้ายกาจของกองกำลังคุมฝิ่นที่พร้อมทั้งกลยุทธ์และอาวุธที่ดีกว่าตำรวจ จึงยากที่ตำรวจจะปราบปรามได้ง่าย

ดังตัวอย่างที่ตำรวจเก่าที่คนหนึ่ง คือ ร.ต.ต.ศุภชัย วงศ์นาง ตำรวจนอกราชการ อายุ ๗๐ ปีเศษ เคยรับราชการที่ สภ.ต.แม่ปิง เล่าเหตุการณ์ในการปราบปรามจับกุมฝิ่นรายใหญ่รายหนึ่ง จนถึงขั้นตำรวจต้องสูญเสียชีวิต

"เหตุเกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๔ พลฯทอง ขัติยะ ประจำอยู่ สภ.ต.แม่ปิงที่เดียวกับผม บ้านอยู่แถววัดผ้าขาว ถนนราชมรรคา ในเมืองเชียงใหม่ เสียชีวิตเมื่อมีการนำกำลังเพื่อไปจับกุมผู้ขนฝิ่นที่ดอยป่าคา ด้านหลังดอยสุเทพ อยู่เขตอำเภอแม่ริม สมัยนั้นมีกองคาราวานขนฝิ่นกันมาก การไปจับฝิ่นสมัยนั้นเป็นที่นิยมกันเพราะหากยึดฝิ่นได้นำมาแบ่งกันและขายก็ ได้เงินใช้ สมัยนั้นเงินเดือนน้อย สมัยปี พ.ศ.๒๔๙๓ ที่ผมเริ่มเป็นพลตำรวจ เงินเดือนรวมเบี้ยเลี้ยงแค่ ๑๓๐ บาท ต่อมาปรับเป็น ๑๔๐ บาทและ ๑๙๐ บาท มาปรับครั้งใหญ่เป็น ๓๓๐ บาทสมัยที่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนพลตำรวจที่ลำปาง 

"สภ.ต.แม่ ปิงสมัยนั้น ร.ต.อ.ถา สิทธิปราณี เป็นผู้บังคับกอง มีสายลับมารายงานว่ามีกองคาราวานขนฝิ่นมาอยู่ดอยป่าคา อยู่ด้านหลังดอยสุเทพ เป็นเขตอำเภอแม่ริม ผู้กองถา มอบให้ ส.ต.อ.หมื่น แสนจิตและ ส.ต.อ.มานิต ณ เชียงใหม่ นำกำลังไปดักจับ สมัยนั้นใครๆ ก็อยากไปร่วมเพราะหวังฟลุ้ก คือ ยึดฝิ่นได้นำมาขาย บางครั้งมีข่าวก็มักปิดบังกันเกรงคนจะไปกันเยอะ คราวนั้นผมไปร่วมด้วย เบิกปืนเล็กยาว ๘๓ กระสุนเบิกได้คนละ ๑๐ นัด 

"เราไปนอนที่หมู่บ้าน แม้ว ที่ดอยป่าคาคืนหนึ่ง ตอนเช้าจึงออกเดินไปยังหุบเขาที่ได้รับแจ้งว่ามีคาราวานฝิ่น การเดินลาดตระเวนก็ต่างคนต่างเดิน ไม่เป็นรูปขบวน เดินไปได้ระยะหนึ่งมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ขนฝิ่น แต่ก็ยังไม่มีการยิงปะทะกัน พลฯทอง ขัติยะ เดินไปในเส้นทางของกลุ่มขนฝิ่นพอดี เรียกว่าเส้นทางปืน จึงถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นพอพลฯทอง ถูกยิง พวกเราก็ขวัญกระเจิง แตกกระจายกัน ต่างคนต่างหันหลังกลับ ไม่มีหลักการอะไรกัน กลับกันลงมา ศพพลฯทอง ขัติยะ ก็ทิ้งไว้ จนรุ่งเช้าผู้บังคับบัญชาสมัยนั้นผู้กำกับการเชียงใหม่ คือ พ.ต.ท.ศรีศุข มหินทรเทพ นำกำลังตำรวจกองเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปนำศพกลับมาได้"

ด้านวิธีการค้าฝิ่น การเตรียมตัว ค่าจ้าง และการขนไปส่งที่จังหวัดลำปาง คุณทองฤทธิ์ พรหมตรี บันทึกไว้เป็นความรู้ว่า

"วิธี การค้าของพวกพ่อค้าหรือ พ่อเลี้ยง มักจะมีบ้านพักอยู่แถวๆ สะพานข้ามน้ำแม่มาวเพื่อสะดวกแก่การติดต่อพ่อค้าทางใต้จะมาติดต่อพ่อเลี้ยง เหล่านี้ให้นำฝิ่นไปส่งให้ที่นั่นที่นี่ตามแต่จะตกลงกัน เมื่อนัดแนะกันเป็นที่เรียบร้อย พ่อค้าทางใต้ก็จะไปรอรับของที่ๆ ได้นัดกันไว้ พวกพ่อเลี้ยงก็เริ่มหาจ้างคนไปเป๊อะ(ไปขนฝิ่น) โดยที่พวกพ่อเลี้ยงจะไปหาคนที่รู้จัก ที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ กัน หมู่บ้านละหนึ่งคน แต่งตั้งให้คนนั้นเป็นนายหน้า หาจ้างคนในหมู่บ้านของตน ตามจำนวนคนที่ต้องการ ที่เป็นเช่นนี้ก็โดยที่พ่อเลี้ยงไม่สามารถรู้จักคนที่จะไปเป๊อะได้ทั่วทุกคน เพราะมีจำนวนคนมาก ถ้าหากคนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักกระทั่งบ้านช่องของเขาเกิดทรยศ นำเอาฝิ่นที่ตนเป๊อะหลบหนีเสียกลางทาง ก็ไม่รู้จะไปเอาคืนที่ไหน จึงให้นายหน้าไปหาจ้างเอง ตามที่ตนรู้จักในหมู่บ้านของตนหรือหมู่บ้านอื่นบ้างที่นายหน้ารู้จักดี ถ้าพวกลูกเป๊อะเอาของหนีกลางทาง พ่อเลี้ยงก็จะรู้ได้ว่าเป็นใครที่ไหนจากนายหน้าเหล่านี้ และก็อีกนัยหนึ่งถ้าคนเป๊อะอ่อนแอกลางทางจะไปอีกต่อไปไม่ไหวแล้วพวกนายหน้า ก็จะได้รับผิดชอบ โดยที่จะต้องหาจ้างคนกลางทางเป๊อะไปแทน ถ้าไม่ได้ก็ต้องเป๊อะไปแทนเพราะของๆ เขาจะต้องเอาไปให้ถึงที่พร้อมกันเพราะเหตุนี้พวกนายหน้าจึงมีเปอร์เซนต์สูง และก็ต้องหาจ้างคนที่ตนเห็นว่าจะไปได้ตลอด ไม่ทำความลำบากให้กลางทาง

"เมื่อ ได้คนเป๊อะตามจำนวนที่ต้องการแล้ว พ่อเลี้ยงก็จะจ่ายเงินล่วงหน้าให้ลูกเป๊อะไปก่อนคนละ ๑๐๐ บาทเพื่อให้ลูกเป๊อะไปซื้อของที่จะต้องใช้กลางทาง การไปเป๊อะ ลูกเป๊อะจะต้องหาของที่ต้องใช้เอง เช่น ผ้าดำสักเมตรครึ่ง สำหรับป๊กของ(ห่อของเป๊อะหลัง) ผ้าพลาสติกสำหรับกันฝน ถ้วยหนึ่งใบสำหรับใส่ข้าวกิน ถุงข้าวสารใช้ถุงยาวๆ เพื่อมัดติดเอวได้ พอจุข้าวสารได้สักหนึ่งหรือสองลิตร ผ้าขาวม้าสำหรับเป็นสายเป๊อะ ผ้าห่ม ไฟฉาย มีด บุหรี่ รองเท้าผ้าใบ ฯลฯ ตามที่จำเป็นจะต้องใช้ในการเดินทาง การหาซื้อของเหล่านี้จะต้องหาซื้อต้นทางเสียก่อน ถ้าไปซื้อกลางทางก็จะต้องซื้อในราคาแพงมาก เมื่อเตรียมข้าวของในการเดินทางเสร็จ พ่อเลี้ยงก็จะบอกให้ไปรวมกันหรือรอรับของที่เมืองหาง เขตพม่า เพราะพ่อเลี้ยงไปหาซื้อฝิ่นที่นั่นซึ่งเป็นถิ่นคลังฝิ่น ลืมบอกไปว่าข้าวสารหรืออาหารที่จะกินกลางทางขณะที่เป๊อะฝิ่นไม่ต้องซื้อ พ่อเลี้ยงจะจ่ายให้เอง ตั้งแต่ลูกเป๊อะถึงเมืองหางเรียบร้อยแล้ว เตรียมเฉพาะที่จะเดินทางไปเอาฝิ่นที่เมืองหางเท่านั้น

"พวกลูกเป๊อะ เหล่านี้ ได้รับค่าจ้างจ๊อยละ ๑๐๐ บาท เอาไปส่งลำปางและเขาจะจ่ายให้หมดเมื่อถึงปลายทางเมื่อของถึงที่เรียบร้อย แล้ว ตอนกลางทางจะเบิกใช้บ้างก็ได้ เขาก็มีคนนำเงินไปจ่ายให้ใช้บ้างตามกลางทางเหมือนกัน ในเมื่อลูกเป๊อะไปพร้อมกันอยู่ที่เมืองหางแล้ว เขาก็จะจ่ายขอให้(ฝิ่น) ลูกเป๊อะนำไปป๊อ(ห่อ)เอง ฝิ่นที่เขาจ่ายให้ลูกเป๊ะ ขนไปนี้ เขาจะบรรจุในปี๊บใหญ่บ้างเล็กบ้างตามขนาดที่ลูกเป๊อะอาษาจะรับไป เมื่อเรียบร้อยเขาก็จะตั้งเป็นกองคาราวาน มีพวกมือปืนคุมไปส่งตามจุดที่ได้นัดแนะกับพ่อค้าทางใต้....."

เมื่อ ถึงเวลาที่กำหนดผู้เขียนเรื่องนี้กับเพื่อนไปยังบ้านของพ่อเลี้ยงที่ชื่อว่า "เปาเสิ้น" ได้รับเงินคนละ ๑๐๐ บาทสำหรับซื้อของใช้ในการเดินทางและวันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางกันแต่เช้ามืด เส้นทางไปเมืองหางแยกจากทางรถยนต์สายเชียงใหม่-ฝาง ตอนใกล้กับสะพานข้ามน้ำแม่มาวไปทางตะวันตก สิ้นสุดที่หมู่บ้านม่วงชุมระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร พักทานข้าวเช้าที่บ้านม่วงชุมหลังจากนั้นเป็นทางขึ้นเขาชัน เส้นทางแคบ ระหว่างขึ้นเขาได้มาทันขบวนม้าต่างประมาณ ๒๐ ตัวแต่ละตัวบรรทุกสินค้าจากอำเภอฝางออกเดินทางมาตั้งแต่เมื่อคืนนำสินค้าไป ขายที่เมืองหาง สินค้าส่วนมากเป็นข้าวสาร เกลือ บุหรี่ เป็นต้น พ่อค้าม้าต่างมี ๓-๔ คน เป็นจีนฮ่อ มีปืนสั้นเป็นอาวุธติดตัว

ขบวนมาเที่ยงวันที่หลักแต่ง ดอยชื่อว่าแม่หางแห้ง เป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า

"...ทาง ตอนนี้เป็นทางลงเขา พวกเราเดินลงเขามาอีกสักครึ่งชั่วโมงก็ถึงห้วยศาลา บริเวณนี้กว้างบ้าง มีที่ราบพอเป็นที่พักคนเดินทาง มีศาลาเล็กๆ ซึ่งก็ปลูกด้วยไม้ไผ่ มีลำห้วย มีน้ำดื่ม จึงสมกับเป็นที่พัก ฤดูแล้งปีไหนไม่แห้งแล้งมาก ลำห้วยนี้ก็พอมีน้ำกินอยู่บ้าง แต่ถ้าแล้งมาก็ไม่มีเหมือนกัน พวกเราจึงหยุดพักกินข้าวกลางวันกันที่นี่..."

ขบวนคาราวานฝิ่นมาถึงเมืองฝางเอาตอนค่ำหลังจากเดินทางกันตลอดทั้งวัน กองคาราวานฝิ่นหลับนอนกันอย่างไรน่าสนใจอยู่ไม่น้อย.

พ.ต.ท.อนุ เนินหาด รอง ผกก.สส.สภ.อ.แม่ริม
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 11.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:11:55 pm »
แบ่งปัน


   
      
         
            รายละเอียดข่าว
         
            
               ย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่(๘)
               
               เมื่อ ๕๓ ปีก่อน นสพ.คนเมือง ฉบับวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๖ การรายงานข่าวการลักลอบขนยาเสพติด คือ ฝิ่น ซึ่งมักนำจากอำเภอฝางเข้ามาตัวเมืองเชียงใหม่
               
                "ฝิ่นผูกเอวมาจากฝาง ถูกจับได้ที่ อ.แม่แตง"
               
               "เจ้า หน้าที่ตำรวจอำเภอแม่แตง อันมี ร.ต.ท.ปริญญา บัวชาติ หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่แตง เปนหัวหน้าไปควบคุมการจราจรที่หัวสพาน ข้ามน้ำแม่แตงตอนสามแยกทางเข้าอำเภอเมื่อเวลา ๑๓.๐๐ น. วันที่ ๙ เดือนนี้(มิถุนายน)
               
               "ขณะนั้นมีรถยนต์โดยสารเลขที่ ๑๐๓๑ จากฝางจะมาเชียงใหม่ ได้หยุดให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ร.ต.ท.ปริญญา บัวชาติ สังเกตเห็นผู้โดยสาร ๒ คนที่ลงมายืนข้างล่าง มีท่าทีพิรุธจึงเรียกตัวไปตรวจค้นในที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจค้นได้ฝิ่นสุกห่อกระดาษแก้วหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นคาดอยู่ ที่เอวบุคคลทั้ง ๒ คนละ ๒ กิโลกรัม จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดี ชายทั้ง ๒ คนนี้ชื่อนายหมวก อ้ายเจริญและนายสุข อ้ายเจริญ เปนคนชาวบ้านอำเภอเมืองลำพูนทั้งสองคนให้การรับสารภาพ"
               
               เรื่องการขน ฝิ่นนี้ ข้อมูลจากตำรวจรุ่นเก่าอายุเลย ๗๐ ปี เล่าว่าส่วนใหญ่ชาวบ้านที่ต้องการมีรายได้มักขนฝิ่นจากอำเภอฝางเข้า เชียงใหม่ นำติดตัว ๒-๓ ตัว(จ๊อย) จ๊อยหนึ่งหนัก ๑ กิโลกรัม ๖ ขีด หนักเอาการ ตำรวจนายนั้นจำได้ว่าเคยไปจับฝิ่นหลังดอยสุเทพ ยึดฝิ่นได้ ๘ ตัว ขนกลับมาได้ไม่หมด เพราะปืนที่นำไปก็หนักพอแล้ว ขนมาคนละตัวก็หนักแทบแย่ ที่เหลือต้องทิ้งไว้
               
               ฝิ่นซื้อมาจากฝาง ราคาตัวละ ๑,๐๐๐ บาท นำมาถึงเชียงใหม่ได้ราคาเพิ่มเป็น ๑,๖๐๐ บาทแต่หากส่งไปขายกรุงเทพฯได้ราคาถึงตัวละ ๔,๐๐๐ บาท
               
               ใน เมืองเชียงใหม่มีพ่อค้ารับซื้อฝิ่นหลายคน มักรับซื้อมาจากอำเภอฝาง บางส่วนนำมาส่งขายที่โรงฝิ่นในเมืองเชียงใหม่ ก่อนหน้านี้อยู่ที่ถนนท่าแพ บริเวณห้างตันตราภัณฑ์เก่าที่เลิกกิจการไปแล้ว ทุนตัวละ ๑,๐๐๐ บาท นำไปขายได้ ๑,๖๐๐ บาทโดยประมาณ โรงฝิ่นจะนำฝิ่นดิบที่รับซื้อไว้ไปเคี่ยวเป็นฝิ่นสุกและให้ลูกค้าสูบ บรรจุหลอดๆละ ๘ บาท สมัยนั้นคนสูบฝิ่นกันเต็มโรงฝิ่น 
               
               การขนฝิ่นราย ใหญ่มักเป็นคนในเครื่องแบบ ขนจากฝางมาขายที่เชียงใหม่ โดยใช้รถจิ๊ป คราวละ ๒๐๐-๓๐๐ ตัว ฝิ่นซื้อจากพวกจีนฮ่อ เส้นทางผ่านด่านแม่ขิ และด่านเชียงดาว นำมาขายให้พ่อค้าในเมืองเชียงใหม่
               
               การขนฝิ่นครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง นำไปไว้ที่บ้านบ้านนายทหารแถวบ้านเด่น ปรากฏว่าถูก ร.ต.ท.ปกรณ์ ปิ่นเฉลียวและร.ต.อ. เกษม ศุขพงษ์ ไปตรวจค้นและยึดเป็นของกลางได้
               
               ตำรวจรุ่นเก่าเล่าไว้เช่นนั้น
               
               ส่วน การค้าฝิ่นระดับประเทศ โดยเฉพาะสมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ อดีตนายตำรวจติดตามของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้เขียนเกี่ยวกับการค้าฝิ่นในยุคนั้นไว้ทำให้เห็นภาพและเหตุผลในเชิง เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองว่า 
               
               "สมัยนั้นเมืองไทยยังมีโรงยาฝิ่น ประชาชนเข้าโรงยาฝิ่นไปพักผ่อนนอนสูบฝิ่นกันได้อย่างเสรีในนั้น พวกนักเลงขี้ยาและนักเลงต่างๆ ก็ใช้โรงยาเป็นที่พบปะกันเหมือนกัน ตำรวจจึงทำตัวเป็นนักเลงฝิ่นเข้าไปคลุกคลีหาข่าวได้ง่ายๆ วิธีหนึ่ง รัฐบาลไทยมีสัญญากับประเทศอิหร่านที่เรียกว่า เปอร์เซีย ในสมัยนั้นในการซื้อฝิ่นดิบจากที่นั่นแห่งเดียวจะไปซื้อที่อื่นไม่ได้ สัญญานี้เป็นสัญญาระยะยาว นอกเสียจากถ้าทางเราจับกุมฝิ่นเถื่อนได้ยังคงใช้ฝิ่นเถื่อนที่จับได้นั้นไป ได้ แต่ถ้าจะซื้อเข้าประเทศจะต้องซื้อจากเปอร์เซียแห่งเดียว ระยะนั้น กระทรวงการคลังเกิดขาดเงินงบประมาณซื้อฝิ่น และฝิ่นดิบก็กำลังจะหมดคลังอยู่อีกไม่เท่าไหร่ ทำยังไงจึงจะหาฝิ่นมาเข้าสต็อกได้ เงินหมด ไม่มีงบซื้อเข้า ทางการก็ประชุมกันคิดหาทางแก้ไข ผลการประชุมมีออกมาว่า จะต้องขนฝิ่นเองโดยไปหาซื้อเอาจากกลุ่มชาวเหนือที่เป็นชาวเขา ที่นั่นเป็นดงฝิ่นของพวกหากินกับฝิ่นเถื่อน หาซื้อที่นั่นราคาถูกกว่า แล้วทำเป็นจับมาได้ ขนเป็นของกลางมาเข้าคลังสรรพสามิต
               
               "ที่ประชุมตกลงกันแล้วก็สั่งการลงมาลับๆ ใครล่ะจะเป็นคนทำงานชิ้นนี้ คำสั่งก็มาตกตูมลงที่กรม
               ตำรวจ ที่มีอธิบดีเป็นบุรุษเหล็กแห่งเอเชีย เมื่อคำสั่งมาจากท่านผู้ใหญ่ มีหรือที่ท่านบุรุษเหล็กจะปฏิเสธ ยิ่งเป็นงานที่ไม่มีใครรับทำเพราะไม่มีกำลังคนที่จะทำงานใหญ่เช่นนี้ได้ ตำรวจไทยก็ต้องทำได้ ผม(พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ)ถูกเรียกตัวเข้าพบ พล.ต.อ.เผ่า สั่งว่า มึงไปจัดการให้สำเร็จทีเถอะวะ เอาพวกมึงไปช่วยด้วย มึงไปจัดการเอาเอง สั่งการแค่นั้นก็หมดคำสั่ง นอกจากนั้นให้ผมไปคิดเอาเอง ผมถามไปทางสรรพสามิตว่างบประมาณให้ผมเท่าไหร่ สรรพสามติตให้ถามไปทางกระทรวงการคลัง เขาไม่รู้เรื่อง มีหน้าที่แต่เพียงคอยรับของกลางที่จับได้เท่านั้น ถามไปทางกระทรวงการคลังก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ คงจะเป็นที่รู้เฉพาะเบื้องสูง คือ ระดับรัฐมนตรีและสูงไปอีก ต่อมาผมให้เจ้านาย(พล.ต.อ.เผ่า) ถามไป มีคำตอบมาคือ มีงบพอสำหรับจำนวนขนาดสิบตัน แต่ต้องไปแลกเป็นทอง พวกฮ่อเจ้าของฝิ่นเขาไม่รับเงินไทย รับแต่ทองน้ำหนักราคาเท่าราคาฝิ่น
               
               "ผม ชวนเพื่อนรักของผมไปด้วย ก็ไอ้อ้วน พันศักดิ์นั่น และเอาตำรวจที่ไว้ใจได้ใช้งานกันสนิทไปห้าคน มีอาวุธพร้อมเผื่อมีอะไรที่ต้องแก้ไข ในดินแดนนอกเขตไทยนั้น ไว้ใจไม่ได้ว่าจะมีอะไร ผมมีพวกงานลับฝ่ายจีนของผมอยู่ในแดนนั้นอยู่แล้ว ตั้งสำนักงานอยู่ในถิ่นนั้น ผมเรียกเขามาคนหนึ่ง ไม่บอกว่าจะไปทำอะไร เพียงแต่บอกว่าผมจะขึ้นเหนือเข้าเชียงตุงไปดูสำนักงานของเราที่นั่นให้เขา เตรียมที่ทางและคนไว้ จะเดินทางทันทีที่วิทยุไปบอก การเดินทางบินไปลงจังหวัดลำปางต่อรถไปเชียงรายเข้าอำเภอแม่สาย คืนนั้นเข้าไปในแดนพม่าที่พวกฮ่อยึดครองอยู่ เข้าไปที่หน่วยของผมที่นั่นมีนายพลจีนคนสำคัญคอยผมอยู่แล้ว เขาเป็นหัวหน้าใหญ่ของพวกกองพล ๙๓ คุมพวกฮ่อส่วนใหญ่"
               
               พ.ต.อ.พุฒ เล่าว่า คอยอยู่ในคืนนั้นเอง ขบวนล่อบรรทุกฝิ่นก็เดินมากันเป็นแถวยาวประมาณ ๕๐-๖๐ ตัว มีการขนฝิ่นที่บรรจุในกระป๋องขนาดใหญ่ลงจากหลังล่อและจ่ายเงินให้ผู้ที่เป็น หัวหน้า หลังจากนั้นขนฝิ่นขึ้นรถบรรทุกกลับเข้าเขตไทยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ สมัยนั้นยังไม่มีการตัดถนนจากเชียงรายเข้าเชียงใหม่ จึงต้องใช้เส้นทางผ่านจังหวัดลำปาง ถึงลำปางเมื่อตอนสาย มีการติดต่อนายสถานีรถไฟบอกว่ามีการจับฝิ่นมาได้และจะนำไปเก็บที่คลังกรม สรรพสามิต นายสถานีได้จัดตู้รถไฟให้ ๒ ตู้ นำฝิ่นขึ้นใส่ตู้บรรทุกเข้ากรุงเทพฯ โดย พ.ต.อ.พุฒ กับคณะนั่งคุมฝิ่นเข้ากรุงเทพฯด้วย แต่เกิดปัญหาเมื่อขบวนรถไฟมาถึงสถานีจังหวัดอุตรดิตถ์ หัวหน้าหน่วยสรรพสามิตอุตรดิตถ์จะขอตรวจค้นและดูฝิ่นแต่ พ.ต.อ.พุฒ ไม่ยอมมีการโต้เถียงกันและตกลงกันว่า หัวหน้าสรรพสามิตจะนั่งไปด้วยเพื่อคุมฝิ่นไม่ให้มีการสูญหาย เมื่อถึงสถานีบางซื่อ รถของกรมสรรพสามิตมารับฝิ่นไป เป็นอันเสร็จสิ้น แต่ในวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวโจมตีทันทีว่า "ตำรวจไทยค้าฝิ่น"(บุรุษเหล็กแห่งเอเชีย,พ.ต.อ.พุฒ บูรณะสมภพ)
               
               เป็น ยุคที่การค้าฝิ่นโดยฝ่ายตำรวจโดยอ้างเหตุผลดังที่ว่า แต่ฝ่ายตรงข้ามก็แย้งว่ามีการค้าฝิ่นหลายครั้งไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียวและ ยังว่างบประมาณที่อธิบดีเผ่า ศรียานนท์ นำมาพัฒนาจนเป็นกองทัพตำรวจได้เพราะเงินจากการค้าฝิ่นลักษณะนี้ 
               
               ย้อน มาถึงด้านการขนฝิ่นจากฝั่งประเทศพม่าเข้ามายังประเทศไทยในอดีตเมื่อ ๕๐ ปีก่อนหน้านี้ เดิมมองภาพไม่ชัดเจนนัก จนได้พบข้อมูลในบทความของ "ทองฤทธิ์ พรหมตรี" ทะยอยลงใน นสพ.คนเมืองปลายปี พ.ศ.๒๕๐๗ แม้ข้อมูลบางฉบับขาดหายไปแต่ก็ทำให้ได้ความรู้ชัดเจนขึ้น 
               
               
               ผู้ เขียนซึ่งคงใช้นามปากกา เกริ่นว่าเป็นเหตุการณ์ปี พ.ศ.๒๔๙๒ กำลังอยู่ในวัยรุ่นทำไร่ทำนาอยู่ที่อำเภอฝางซึ่งเป็นดินแดนแห่งการค้าฝิ่น ได้รับการชักชวนจากเพื่อนที่เคยไปรับจ้างขนฝิ่นหรือเรียกว่า "เป๊าะฝิ่น" เพื่อนคนนี้ชื่อ "ทองสิ่ง" เป็นชื่อไพเราะมากไม่เคยได้ยินมาก่อน ร่วมกันรับจ้างไปขนฝิ่นที่เมืองหาง เขตประเทศพม่า การรับจ้างขนฝิ่นก็เขียนได้ละเอียดละออตามแบบนักเขียนสมัยก่อน คัดลอกมาให้อ่านจะได้อรรถรสกว่า ความว่า
               
               "...ที่อำเภอฝางจังหวัด เชียงใหม่ ในราวระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๒ ในยุคนั้นเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มีการค้าหรือขนฝิ่นกันอย่างเอิกเกริกไม่ใช่น้อย จะรู้ได้จากหน้าหนังสือพิมพ์เวลานั้นมักจะลงข่าวเกี่ยวกับกองคาราวานขนฝิ่น ปะทะกับตำรวจอยู่บ่อยๆ หรือที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ตอนที่ขบวนรถลำปางถึงเชียงใหม่ก็มักจะเห็นผู้ชายที่มีผ้าป๊ก(ห่อผ้า)ดำ ลงจากรถไฟกันเป็นหมู่ๆ ก็เนื่องจากเขาเหล่านั้น ไปเป๊าะฝิ่น(ขนฝิ่น) กันมานั่นเอง มีแทบจะทุกวัน
               
               "พวกนี้โดยมากเป็นลูกเป๊อะ(พวกรับจ้างขน ฝิ่น) และก็มักเป็นชาวชนบทเสียส่วนมาก ว่างจากการทำนาก็ไม่ค่อยจะมีอะไรทำจึงมักจะไปรับจ้างเป๊อะฝิ่นกัน และก็เป็นรายได้ที่งามสำหรับเขาด้วย คือ เขาจ้างเป๊อะจ๊อยละ ๑๐๐ บาท(๑ จ๊อยหนัก ๑.๖ กก.) บางคนเป๊อะทีละ ๑๒ จ๊อยก็มี ซึ่งนับว่าเป็นการเป๊อะที่มากที่สุด นอกนั้นก็ ๑๐ จ๊อยบ้าง ๗ จ๊อยและ ๕ จ๊อย เป็นอย่างต่ำ แล้วแต่ใครจะเป๊อะเท่าไรก็ได้.
               
               พ.ต.ท.อนุ เนินหาด รอง ผกก.สส.สภ.อ.แม่ริม
               anunernhard@hotmail.com
>
               
            
               
               
            
               ที่มา  
            http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=117
      
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 11.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:12:34 pm »
แบ่งปัน

   
      
         
            เชียงใหม่ ๒๕๑๓(๑๓)  โดย พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.พร้าว
         
             
         
            อีกเรื่องราว เกี่ยวกับ วิถี ของจีนฮ่อ  ที่ถูกมองจาก คนเมือง เป็นอีกหนึ่งผลงานของท่านอนุ เนินหาดที่น่าสนใจศึกษายิ่ง  ย้อนอดีต รู้รากเหง้า สู้ความเป็นจริง แก้ไขปัจจุบัน สู่อนาคตทีึ่ดี อินชาอัลลอฮฺ
         
            รายละเอียดข่าว
         
            
               ภาพ กลุ่มทหารจีนฮ่อกองพล ๙๓
               
               เชียงใหม่ ๒๕๑๓(๑๓)
               ปัญหา ของจีนฮ่อที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย เมื่อ ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากกลุ่มจีนฮ่อในด้านต่าง ๆ รายละเอียดความเคลื่อนไหวของกลุ่มจีนฮ่อ ได้จากบทความอีกบทหนึ่ง ในหนังสือพิมพ์คนเมือง ฉบับวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๑๓
               “จีนฮ่อเก็บภาษีเถื่อนในเขตไทย”
               รายงาน คนข่าว “จีนฮ่อที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทยมีอยู่หลายจำพวก ส่วนมากเป็นทหารกองพล ๙๓ ซึ่งเมื่อเสร็จปฏิบัติการสงครามครั้งหลังสุดในพื้นที่พม่าตอนรัฐฉานแล้วก็ ไหลหลั่งเข้าไทยบ้าง คงอาศัยอยู่ในรัฐฉานของพม่าบ้างไม่ยอมกลับไต้หวันเพื่ออาศัยอยู่ค้าฝิ่น ขึ้นล่องระหว่างไทย-พม่า และสิบสองปันนา เมื่อเป็นเวลานานเข้าก็ออกลูกสืบหลานแพร่พันธุ์อยู่ในพื้นที่นี้ มีลูกเมียเป็นพม่า เงี้ยว ลื้อและไทยเราเองยุ่งกันไปหมด
               กองพล ๙๓ เวลานี้ แยกกำลังของเขาเองออกเป็น ๒ กองพล คือ กองพล ๕ มี นายพลต่วนเป็นหัวหน้า เรียกว่า เจ้าฟ้าเลาต่วน คุมกำลังอยู่ค่ายฮ่ออพยพ แม่สะลอง ท้องที่อำเภอแม่จัน มีประชากรประมาณ ๕,๐๐๐ คน ในค่ายของนายพลเลาต่วน มีโรงเรียนนายร้อย โรงเรียนนายสิบและโรงเรียนสามัญสอนภาษาจีน โดยไม่ได้รับอนุญาต มีนักเรียนกว่า ๒,๐๐๐ คน นักเรียนเหล่านี้ไปจากลูกหลานชาวจีนทั่วไป เช่นเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ที่มาจากพระนครและภาคใต้ก็มี 
               อีกพวกหนึ่งแยกเป็นกองพลเลาลี เป็นหัวหน้า คุมกำลังอยู่ที่ถ้ำง้อบ ท้องที่อำเภอฝาง เชียงใหม่
               ฮ่อ อีกพวกหนึ่งเป็นฮ่อที่รับราชการขึ้นต่อรัฐบาลไต้หวัน ทำหน้าที่หาข่าวอยู่ในพื้นที่รัฐฉาน ศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่เมือง...(ข้อความไม่ชัดเจน) หน่วยหนึ่ง ๆ มีจำนวนประมาณ ๘๐ คน บางทีก็มีเกือบ ๒๐๐ คน เนื่องจากฮ่อพวกนี้ถืออภิสิทธิ์ เข้าออกระหว่างไทย-ลาว และพม่าได้โดยเสรี ไม่ทราบว่าได้อภิสิทธิมาจากไหน เป็นฮ่ออิทธิพลจริงๆ แม้อยู่ในเขตไทยก็ยังทรงอิทธิพล เวลาทำผิดกฎหมายไทย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับดำเนินคดีไม่กี่น้ำก็ออกมาลอยนวลยิ้มเยาะเจ้าหน้าที่ ได้อย่างประหลาด
               ในรัฐฉานชาวเมืองเดือดร้อนมากเพราะฮ่อพวกนี้มีบังคับ ซื้อสินค้าของอุปโภคบริโภคในราคาถูกมาก เช่นข้าวราคาถุงละ ๒ รูปี ฮ่อพวกนี้ซื้อเพียง ๑ รูป (๑๐ บาท) ไม่ขายก็บังคับเอาฟรี แรงงานก็เกณฑ์เอาตามชอบใจ ยิ่งกว่านี้ชาวเมืองถูกปล้นจี้ฆ่าบ่อยๆ แถมยังถูกบังคับเก็บภาษีเถื่อน คือ ขอเงินใช้เอาดื้อ ๆ ถ้าไม่ให้ก็ถูกข่มเหง หมู่บ้านถูกเผาราบ ทหารพม่าเองก็พยายามคุ้มครองป้องกัน แต่ละทีนั้นไกลคมนาคม เช่น เมืองเฉ่ เมืองขัน เมืองยู้ เมืองหลวย พอพม่าเผลอ ฮ่อพวกนี้ก็แสดงอิทธิพลเอาตลอดมา
               ใน พม่า มีฮ่ออีกพวกหนึ่งเป็นฮ่อสัญชาติพม่า ที่อำเภอดอยหม่อ เป็นอำเภอของฮ่อโดยเฉพาะ เนื่องจากพวกฮ่อมาตั้งรกรากอยู่ จึงขยายพันธุ์กว้างขวาง ประชาชนฮ่อชาติพม่าใช้ภาษาวัฒนธรรมของฮ่อ ซึ่งพม่าก็ยังแก้ไม่ได้ ต้องยกให้เขาเป็นพิเศษ ให้ปกครองกันเอง ภายใต้กฎหมายแห่งสหภาพพม่า แต่งตั้งชาวฮ่อท้องถิ่นนั้นเป็นนายอำเภอ ขุนส่าหรือชื่อจ่อ จขางยีฟู เป็นคนปัจจุบันที่พม่าแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฮ่ออำเภอนี้ และยังแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าอาสาสมัครซึ่งเรียกว่า ก่าก่วยเย ทำหน้าที่ปราบปรามกวาดล้างกบฏพม่าที่เรียกตนเองว่า คณะกู้ชาติไทยใหญ่ หรือเรียกอีอย่างหนึ่งว่า หนุ่มศึกหาญ ทั้งให้ปราบปรามพวกฮ่อค้าฝิ่น คือ พวกเลาต่วน เลาลี และเลาอื่น ๆ ที่บังอาจใช้เขตรัฐฉานเป็นทางลำเลียงฝิ่นและสินค้าเถื่อนอื่นๆ ด้วย
               ขุน ส่า กับหัวหน้าชั้นรองไปจากเขาอีก ๒ คน ถูกทหารพม่าจับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ควบคุมกักกันตัวไว้ที่ต่องกี โทษฐานปฏิบัติการกวาดล้างไม่เป็นผลตามเงื่อนไข หนำซ้ำยังร่วมงานกับเหล่าร้ายในการค้าฝิ่นเถื่อนด้วย
               ฮ่ออีกประเภทหนึ่ง ที่กระเส็นกระสายออกมาจากกองพล ๙๓ เคยอยู่ในบังคับบัญชาอุปการะของเลาลี เลาต่วน ก็กำเริบ ตั้งตนเองเป็นหัวหน้า หาสมัครพรรคพวกรวมกันเป็นกองโจรย่อย ๆ แยกตัวออกจากกองพล ๕ หรือ ๓ ลูกน้องที่เกลี้ยกล่อมมาได้บ้างก็เป็นพวกชาวเขา มีอีก้อ ว้า ลื้อ ฯลฯ แต่เอามาล้างสมองกลายเป็นฮ่อไปอย่างสนิท ฮ่อพวกนี้ชอบแอบอ้างว่าเป็นลูกน้องเลาต่วนหรือเลาลี ซึ่งรัฐบาลเองก็เคยผลักดันให้ออกไปจากประเทศไทย แต่ทนการอ้อนวอนไม่ได้ ก็เลี้ยงไว้เอาบุญ แถมยังข้าราชการใหญ่ๆ บางท่านยังมีความเกรงใจเป็นพิเศษด้วย
               เมื่อเร็วๆนี้ ที่ชายแดนไทย-พม่า ด้านบ้านก้อพญาอภัย ฮ่อจำนวนประมาณ ๘๐ คน ตั้งด่านเก็บภาษีจากคนเดินทาง ถ้าคนเป๊อะ(บรรทุกของที่หลัง)ของ เก็บคนละ(ข้อความไม่ชัดเจน) บาท ถ้าม้าต่างเก็บตัวละ ๑๐ บาท เส้นทางที่ว่าเป็นเส้นทางเข้าออกชายแดนที่กรมศุลกากรไม่เคยอนุมัติ คือเป็นทางนอกอนุมัติหรือทางเถื่อนนั่นเอง เรื่องฮ่อเก็บภาษีทราบถึงหูท่านนายกรัฐมนตรีในคราวที่ขึ้นไปเยี่ยมตรวจชาย แดนเชียงราย บัดนี้ด่านนั้นถูกสั่งให้เลิกไปแล้ว
               เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม นี้ การปล้นที่เมืองไฮ เขตพม่า หัวหน้าชื่อฮว้างหวุ่นแจ๋หรือ เลาค้อง มีลูกน้อง ๒๐ คน ผลการปล้นฮว้างหวุ่นแจ๋ ได้เงินมาคิดเป็นเงินไทย ๒๐,๐๐๐ บาท แต่เสียชีวิตลูกน้องไป ๑ คน โดยถูกทหารพม่ายิง ฮว้างหวุ่นแจ๋พาลูกน้องหลบเข้ามาในเขตไทย ตัวเขาพักอยู่ในนิคมฮ่ออพยพบ้านถ้ำ แต่ลูกน้องฝากเข้าไว้ในนิคมฮ่ออพยพบ้านห้วยไร่ เชิงดอยตุง
               ก่อนหน้าเกิด การปล้นในเขตพม่า ในเขตไทยเองก็มีการก่อกวนจากฮว้างหวุ่นแจ๋ ที่บ้านก้อป่าซาง แสนสบ..เขต อ.แม่จัน หมู่ที่ ๑๒ ฉว้างหวุ่นแจ๋พาลูกน้อง ๑๐ คน จากเมืองไฮ เข้ามาบังคับรีดเอาเงินจากชาวบ้านอีก้อ แต่ขณะเข้าจะขอเงินนั้น มีอีก้อ ๒ คน วิ่งหนีออกไปจากหมู่บ้าน ฮ่อโจรเข้าใจว่าคงวิ่งไปบอกเจ้าหน้าที่ มันจึงเร่งรัดบังคับเอาเงินได้เพียง ๕ หลังคาเรือน รายละ ๓๐ รูปี ได้เงินไป ๑๕๐ เหรียญรูปี คิดเป็นเงินไทย ๑,๕๐๐ บาท.”
               เป็นข้อมูลความเคลื่อนไหวของกลุ่มจีนฮ่อในปี พ.ศ.๒๕๑๓
               ในจังหวัดเชียงใหม่ มีข่าวด้านการพัฒนาเส้นทางคมนาคม 
               “สร้างถนนสายต่าง ๆ ในภาคเหนือ”
               “เมื่อ วันที่ ๒๐ เดือนนี้(เมษายน) เวลา ๘ น. นายเฉลียว วัชรพุกก์ อธิบดีกรมทาง ซึ่งเดินทางมาราชการในภาคเหนือ ได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว นสพ.และวิทยุ ณ โรงแรมรินคำ เชียงใหม่ เกี่ยวกับโครงการสร้างทางสายต่าง ๆ ในภาคเหนือดังต่อไปนี้
               การสร้างทางตามโครงการเงินกู้ของธนาคารโลกในขณะ นี้ได้แบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะแรกสร้างทางจากนครสวรรค์มาเชียงราย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ช่วง อ.งาว ไป เชียงราย ระยะ ๑๒๐ กม. กำหนดเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนช่วงระหว่าง อ.เถิน ไป ตาก- อ.คลองขลุง จะแล้วเสร็จใน ๓-๔ เดือนข้างหน้า
               ระยะที่ ๒ เป็นการสร้างทางสายบางประอิน – นครสวรรค์ เพื่อย่นระยะทางกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ให้สั้นลง ๑๐๐ กม.เศษ กำหนดเสร็จปี ๒๕๑๔ และการสร้างระหว่าง อ.เถิน – ลำปาง ก็จะเสร็จในปี ๒๕๑๔
               อีกสายหนึ่ง ระหว่าง อ.ลี้- อ.เถิน จะลาดยางจากลี้ถึงบ้านโฮ่งก่อน โดยจะเริ่มทำในปี ๒๕๑๔ เสร็จปี ๒๕๑๖ สายน่าน-ปัว-ทุ่งช้าง ซึ่งสร้างมา ๓ ปีแล้ว จะลาดยางในปี ๒๕๑๔ นี้
               อธิบดี กรมทางได้แจ้งต่อไปว่า ในปี ๒๕๑๔ มีโครงการสร้างและปรับปรุงทางในภาคเหนือหลายสาย เช่น จะสร้างสายลำปาง-แพร่-อุตรดิตถ์-พิษณุโลก ซึ่งจะทำเป็นถนนไฮย์เวย์เช่นเดียวกับสายลำปาง-เชียงใหม่ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเงินกู้จากธนาคารโลก กำหนดเริ่มการสำรวจข้อมูลในปี ๒๕๑๔ และเริ่มสร้างปี ๒๕๑๕ โดยสร้างช่วงแพร่-ลอง ก่อน ระยะยาว ๒๘๐ กม.
               นอกจากนี้มีสาย แม่ริม-สะเมิง จะสร้างในปี ๒๕๑๔ เป็นถนลูกรังใช้ได้ทุกฤดูกาล อีกสองสายคือ จาก ฮอด-แม่แจ่ม-แม่สะเรียง กับสายอมก๋อย-ฮอด ก็จะสร้างในปี ๒๕๑๔ เช่นกัน ส่วนสายท่าลี่-ริมปิง ซึ่งมีระยะทาง ๒๓ กม. จะทำเป็นถนนลาดยาง ในวงเงินงบประมาณ ๕ ล้านบาท เริ่มปี ๒๕๑๔ กำหนดสร้างเสร็จภายใน ๒ ปี
               สาย จากสันทรายไปพร้าว จะสร้างโดยเงินกู้ ในเดือนสิงหาคมนี้ สายดอยเต่า-ฮอด ทำเป็นถนนลูกรัง ในวงเงิน ๒ ล้านบาท สร้างในปี ๒๕๑๔ และสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามน้ำแม่กวง ในถนนท่าจักร-แม่ทา ในปีเดียวกันนี้ด้วย
               ส่วนถนนที่จะสร้างตามโครงการในปี ๒๕๑๕ มีสายฝาง-ท่าตอน เป็นถนนลาดยาง สายวังเหนือ-พะเยา และสายแม่ขะจาน-วังเหนือ รวม ๓ สาย
               ก่อน จบการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้เรียนถามเรื่องป้ายบอกชื่อหมู่บ้าน ซึ่งทางบริษัทรับเหมาสร้างทางทำบอกไว้ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ถนนไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่ผ่าน ได้เขียนชื่อผิดจากชื่อจริงหลายแห่ง จะมีการแก้ไขหรือไม่
               อธิบดีกรมทาง ตอบว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบมาก่อน เพิ่งจะทราบตอนผู้สื่อข่าวถามนี้เอง เมื่อมีการผิดพลาดเช่นนั้นก็จะได้สั่งการให้รีบดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อ ไป.” (นสพ. คนเมือง,๒๕ เม.ย.๒๕๑๓)
               พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.พร้าว
            
                
            คัดลอกบทความจาก  http://www.thainews70.com            
                
                     
      
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 11.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:13:07 pm »
แบ่งปัน


   
      
         
            รายละเอียดข่าว
         
            
               ผู้ต้องหา จีนฮ่อ ๒ คนที่ถูกจับกุมตัวได้
               
               เชียงใหม่ ๒๕๑๓(๑๒)
               ข่าว อาชญากรรมที่สะเทือนขวัญประชาชนข่าวหนึ่ง คือ คนร้ายปล้นและฆ่าเจ้าอาวาสวัดดอยตุง จังหวัดเชียงราย มีสกู๊ปข่าวเรื่องนี้ ในหนังสือพิมพ์คนเมือง ฉบับวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๓ 
               “ฮ่อปล้นฆ่าเจ้าอาวาสวัดดอยตุง”
               “วัด ดอยตุงเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่บนเขาสูง ห่างจากเส้นทางถนนพหลโยธิน
               แยกจากตลาดห้วยไคร้ อำเภอแม่สายไปทางทิศตะวันตกประมาณร่วม ๒๐ กม.
               ตาม ปกติ วัดนี้มีพระชราภาพรูปเดียวเป็นเจ้าอาวาส ชื่อครูบาต๋าคำ อายุราว ๗๐ ปี
               สามเณรน้อยหลานของครูบา นางเย้น มารดาของสมเณร กับแม่ชีรูปหนึ่ง
               ครูบาเป็นชาวลำปาง มาอยู่วัดดอยตุงกว่า ๑๒ ปี
               จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส วิหารของวัดน้อยดอยตุงกำลังก่อสร้างใหม่
               มีช่างจากหมู่บ้านข้างล่างมารับเหมา ๘ คน และมีเด็กของครูบาอีกคนหนึ่ง ชื่อ
               นายภพ ทำหน้าที่ประจำเครื่องทำไฟ
               เมื่อวันที่ ๕ เมษายนนี้ มีจีนฮ่อ ๓ คน พกอาวุธปืนทำเอง กับอีก ๒ คนถือมีดคนละเล่มไปหาครูบาต๋าคำ
               คุยกับท่านในเวลาตอนเที่ยง ว่ามาติดตามม้าของพวกเขาที่หายไป
               เมื่อได้เวลาอาหาร
               ท่านครูบาก็บอกให้สามเณรน้อยจัดหาอาหารมาสู่ฮ่อทั้งสามคนตามมีตามเกิด
               อันเป็นปกตินิสัยที่โอบอ้อมอารีของท่าน
               เมื่อรับประทานอาหารกลางวันที่วัดนั้นแล้ว ฮ่อทั้งสามก็ลาจากไป
               และฮ่อสามคนชุดเดียวกันนั้นก็ได้มาที่วัดน้อยดอยตุงอีกในเวลาราว ๑๗.๐๐
               น.ของวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๖ เมษายน อ้างว่ายังไม่พบม้าที่หายไป
               วันนี้ฮ่อทั้งสามสนทนากับท่านครูบานานหน่อย เขาพูดภาษาและสำเนียงเงี้ยว
               ได้ซักถามถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและพวกช่างไม้ที่มาทำงานสร้างวิหาร
               ท่านครูบาก็พาซื่อบอกว่า พวกช่างได้หยุดงานลงไปจากดอยแล้ว
               คงจะสงกรานต์เสร็จแล้วจึงจะกลับมาทำงานต่อ ช่างไม้ส่วนมากอยู่บ้านสันกอง
               บ้านป่ากว๋าว ส่วนนายภพ ช่างประจำเครื่องทำไฟ อยู่บ้านน้ำข่อขาว ถัดปางตอก
               สารภี เมื่อได้เวลาสมควร ฮ่อทั้งสามก็ลากลับไป
               เนื่องจากครูบาต๋าคำ ท่านอยู่อย่างเสี่ยงอันตราย วัดนี้มีคนนิยมมาทำบุญทำทานกันมาก
               คนร้ายอาจจะเข้าใจว่าท่านครูบาเก็บเงินไว้มาก
               ประกอบกับงานประเพณีเดือนหกเพ็ญเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ทางวัดคงได้เงินมาก
               แท้จริงเมื่อมีเงินเกิน ๕๐๐ บาท ท่านก็เอาลงไปฝากไว้ที่อำเภอ
               เพราะท่านก็รู้ว่าวัดอยู่ในที่ห่างไกลชุมชนไม่ปลอดภัย
               ถึงท่านจะไม่มีเงินเก็บมาก และถึงท่านจะเป็นพระชราภาพมากแล้ว
               ไม่น่าจะมีคนอำมหิตคิดร้ายท่าน แต่ท่านก็ไม่ประมาท ลูกศิษย์ลูกหาของท่าน
               ก็พากันเป็นห่วงในเรื่องนี้ มีผู้ศรัทธามอบอาวุธปืนไว้ให้ท่านป้องกันตัว ๒
               กระบอก เป็นปืนพาลาเบลลั่ม ๙ มม. กับยูเอส อาร์มี่ ๑๑ มม. อย่างละกระบอก
               ปืนทั้งสองนี้บรรจุกระสุนไว้เสมอ
               วันที่ ๗ เมษายน ฮ่อทั้งสามได้มาหาท่านอีกคราวนี้มาเวลาค่ำ ราว ๑๘.๐๐ น. เศษ
               การพบปะสนทนาของฮ่อคราวนี้ ครูบาท่านสังเกตว่ามีกิริยาพาทีผิดปกติ
               เป็นพิรุธอยู่ ท่านจึงเอามือล้วงกระเป๋าอังสะ
               กุมปืนพาราเบลลั่มของท่านไว้ตลอดเวลา มีตอนหนึ่งที่จีนฮ่อไหวทัน
               เห็นปากกระบอกปืนโผล่ออกมา
               ฮ่อคนหนึ่งจึงเริ่มเผยวิญญาณสัตว์ป่าของมันออกมาทันที
               มันยิงครูบาด้วยปืนพกตราควาย ลูกกระสุนเบอร์ ๑๒ จำนวน ๙ เม็ด
               เจาะเข้าทรวงอกซ้ายทั้งกระจุก ครูบาหงายลงดิ้นและนิ่งคาที่
               ฮ่อใจสัตว์ยังไม่แน่ใจว่าท่านจะมรณะภาพจริง
               มันกระชากเอาพาราเบลลั่มจากกระเป๋าอังสะของท่าน
               ลั่นไกเข้าที่ยอดอกซ้ายอีกนัดหนึ่ง กระสุนทะลุหลัง
               แล้วมันทั้งสามก็เข้าค้นของในห้องบนกุฏิ ฟันผ้าม่าน ข้าวของกระจุยกระจาย
               ค้นได้ยูเอสอาร์มี่ของท่านอีกกระบอกหนึ่ง
               ซึ่งบรรจุกระสุนไว้ด้วยมันคนหนึ่งคว้า ๑๑ มม.กระบอกนั้น ออกมายิงศพ
               ของท่านอีกนัดหนึ่ง กระสุนเจาะเข้าที่บนหูซ้าย ๑ แผล รวมกับที่หน้าอก ๑๐
               แผล เป็น ๑๑ แผล
               สามเณรกับมารดาและแม่ชี เห็นเหตุสยองเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน ก็ตกใจพากันเผ่นหนีเข้าป่าไป
               โจรจีนฮ่อได้ตะโกนไล่หลังไปด้วยภาษาเงี้ยวว่า สูหนีไปไหน บ่อเป๋นหยัง ๆ
               เมื่อเห็นว่าครูบาตายแน่ ก็เก็บกวาดทรัพย์ได้พอสมควรแล้ว
               จีนฮ่อทั้งสามก็หลบหนีไป
               เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปจนดอยตุงตกอยู่ในความสงบ สงัดแล้ว สามเณรและมารดาและแม่ชี ก็พากันกลับมาสำรวจดูทรัพย์สิน
               ปรากฏว่าข้าวของถูกรื้อกระจุย สิ่งที่หายไป มีเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ ๑
               เครื่อง ราคา ๗๐๐ บาท เครื่องเล่นจานเสียงไม่ทราบราคา ๑ เครื่อง
               ปืนพาราเลลลั่ม ๙ มม. ๑ กระบอก ปืนยูเอสอารฺ์มี่ ๑ กระบอก เงินสดไม่เกิน
               ๕๐๐ บาท
               ทั้งหมดพากันรีบหนีลงมาจากดอยตุง เล่าเหตุการณ์ให้นายภพฟังที่บ้านปางตอก สารภี
               นายภพซึ่งเพิ่งลงมาจากดอยเมื่อเช้าวันเกิดเหตุนั้นเอง
               ได้รีบนำความแจ้งต่อร้อยเวรสถานีตำรวจแม่สาย แล้วรายงานให้นายสวัสดิ์
               วรพงษ์ นายอำเภอแม่สายทราบทันที
               ข่าวนี้นอกจากจะเขย่าขวัญประชาชนแล้ว ยังเป็นเรื่องสลดใจยิ่งสำหรับชาวเชียงรายโดยถ้วนหน้า
               คนร้ายก็คือจีนฮ่อที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในผืนแผ่นดินไทยนี่เอง
               อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กำลังตั้งหน้าตั้งตากวาดล้างเหล่าร้ายอยู่
               แล้ว คงจะกวาดเอาฮ่อใจโหดทั้งสามมาลงโทษจนได้.”
               ในที่สุด คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายได้ มีข่าวคืบหน้าในหนังสือพิมพ์คนเมือง ฉบับวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๑๓ 
               “จับจีนฮ่อปล้นฆ่าเจ้าอาวาส”
               “จีน ฮ่อที่สมคบกันปล้นฆ่าพระภิกษุเจ้าอาวาสวัดดอยตุง อำเภอแม่สาย
               จังหวัดเชียงรายถูกยิงตายทางฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ๒ คน
               และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจอำเภอแม่สายจับกุมตัวได้ ๒ คน เป็นผู้ต้องหา
               กรณี ที่คนร้ายจำนวน ๔ คน
               ซึ่งตามทางสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ปรากฏว่าคนร้ายทั้งสี่คนนี้เป็นจีนฮ่อ
               ได้สมคบกันปล้นทรัพย์และฆ่าพระภิกษุต๋าคำ โพธิโก
               เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง หมู่ ๒ ต.ห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย
               ถึงแก่ความตายอย่างทารุณและได้ทรัพย์สินไปทั้งหมดรวมราคาประมาณ ๒,๐๐๐
               บาทแล้วได้หลบหนีไปนั้น
               ต่อมาปรากฏว่าจีนฮ่อ ๒ คน ชื่อนายจางเจี้ยน แซ่จาง และนายหว่าง ไคฟ้า แซ่หว่าง ได้หลบหนีเข้าไปทางฝั่งท่าขี้เหล็ก
               ประเทศพม่าและได้สมคบกันทำการปล้นทรัพย์ที่ท่าขี้เหล็กเลยถูกยิงตายที่นั่น
               ทั้งสองคน
               ส่วนผู้ต้องหาอีก ๒ คน คือ นายซิงโค แซ่จาว และนายชูยิ้น แซ่หว่าง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การนำของ พตอ.ยุทธ ประภาวัตร
               รองผู้บังคับการเขต ๕ พตอ.ศรีเดช ภูมิประหมัน ผกก. พตท.พัฒน์ พงษ์ประสงค์
               รอง ผกก. พตท.ชวลิต สุวิสุทธิ์ รอง ผกก. พตต.สมคิด เพ็ญไชยา ผบ.กอง
               อ.แม่สาย และนายสวัสดิ์ วรพงษ์ นายอำเภอแม่สาย
               ทำการสืบสวนจับกุมตัวได้โดยละม่อมเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน
               จากการสอบสวนของ เจ้าหน้าที่ นายชิงโค แซ่จาว ได้ให้การภาคเสธ ส่วนนายชูยิ้น แซ่หว่าง
               ซึ่งตามทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่เป็นผู้วางแผนกระทำการปล้นครั้งนี้ยังคงยืน
               กรานปฏิเสธอยู่ แต่พยานหลักฐานและมีผู้ยืนยันว่า
               จำหน้าและชี้ตัวผู้ต้องหาทั้ง ๒ ได้ถูกต้อง.”
               จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ทราบปัญหาของจีนฮ่อที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย จากบทความอีกบทหนึ่ง
               หนังสือพิมพ์คนเมือง ฉบับวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๑๓
               “จีนฮ่อเก็บภาษีเถื่อนในเขตไทย”
               รายงาน คนข่าว “จีนฮ่อที่อาศัยอยู่ตามชายแดนไทยมีอยู่หลายจำพวก
               ส่วนมากเป็นทหารกองพล ๙๓
               ซึ่งเมื่อเสร็จปฏิบัติการสงครามครั้งหลังสุดในพื้นที่พม่าตอนรัฐฉานแล้วก็
               ไหลหลั่งเข้าไทยบ้าง
               คงอาศัยอยู่ในรัฐฉานของพม่าบ้างไม่ยอมกลับไต้หวันเพื่ออาศัยอยู่ค้าฝิ่น
               ขึ้นล่องระหว่างไทย-พม่า และสิบสองปันนา
               เมื่อเป็นเวลานานเข้าก็ออกลูกสืบหลานแพร่พันธุ์อยู่ในพื้นที่นี้
               มีลูกเมียเป็นพม่า เงี้ยว ลื้อและไทยเราเองยุ่งกันไปหมด
               กองพล ๙๓ เวลานี้ แยกกำลังของเขาเองออกเป็น ๒ กองพล คือ กองพล ๕ มี
               นายพลต่วนเป็นหัวหน้า เรียกว่า เจ้าฟ้าเลาต่วน คุมกำลังอยู่ค่ายฮ่ออพยพ
               แม่สะลอง ท้องที่อำเภอแม่จัน มีประชากรประมาณ ๕,๐๐๐ คน
               ในค่ายของนายพลเลาต่วน มีโรงเรียนนายร้อย
               โรงเรียนนายสิบและโรงเรียนสามัญสอนภาษาจีน โดยไม่ได้รับอนุญาต
               มีนักเรียนกว่า ๒,๐๐๐ คน นักเรียนเหล่านี้ไปจากลูกหลานชาวจีนทั่วไป
               เช่นเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน ที่มาจากพระนครและภาคใต้ก็มี 
               อีกพวกหนึ่งแยกเป็นกองพลเลาลี เป็นหัวหน้า คุมกำลังอยู่ที่ถ้ำง้อบ ท้องที่อำเภอฝาง เชียงใหม่
               ฮ่อ อีกพวกหนึ่งเป็นฮ่อที่รับราชการขึ้นต่อรัฐบาลไต้หวัน
               ทำหน้าที่หาข่าวอยู่ในพื้นที่รัฐฉาน
               ศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่เมือง..(ข้อความไม่ชัดเจน) หน่วยหนึ่ง ๆ
               มีจำนวนประมาณ ๘๐ คน บางทีก็มีเกือบ ๒๐๐ คน เนื่องจากฮ่อพวกนี้ถืออภิสิทธิ์
               เข้าออกระหว่างไทย-ลาว และพม่าได้โดยเสรี ไม่ทราบว่าได้อภิสิทธิ์มาจากไหน
               เป็นฮ่ออิทธิพลจริง ๆ แม้อยู่ในเขตไทยก็ยังทรงอิทธิพล เวลาทำผิดกฎหมายไทย
               ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับดำเนินคดีไม่กี่น้ำก็ออกมาลอยนวลยิ้มเยาะเจ้าหน้าที่
               ได้อย่างประหลาด...”
               พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.พร้าว
               (ข้อมูลเพิ่มเติมแจ้งได้ที่ anunernhard@hotmail.com)
               
         
         
         ที่มา http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=225
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8455 Level 74 : Exp 92%
HP: 11.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2010, 11:13:42 pm »
แบ่งปัน


   เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๐๙(๑๗)
   รายละเอียดข่าว
ภาพบน สภาพบนบ้านของเจ้าน้อย ที่ถูกทำลายกระจุยกระจาย
ภาพล่าง ระเบิดมือรูปร่างคล้ายขวดซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยึดได้ในที่เกิดเหตุ

เชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๐๙(๑๗)
จังหวัด เชียงใหม่มีชายแดนติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งบางส่วนเป็นป่าเขาและเป็นที่ตั้งกองกำลังของชนกลุ่มน้อย สมัยนั้นมีกลุ่มติดอาวุธหลักอยู่ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มจีนฮ่อและกลุ่มไทยใหญ่
ทั้งสองกลุ่มมีความขัดแย้งกันจนถึงขั้นยกกำลังเข้าปะทะกัน มีรายงานข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์คนเมือง เดือนพฤษภาคม ๒๕๐๙
"คนเมือง พบหัวหน้าโจรจีนฮ่อ เผยเหตุจับ เจ้าน้อย หัวหน้าไทยใหญ่ มีค่าตัว ๕ บาท
"รายละเอียดจีนฮ่อฆ่าไทยใหญ่ กวาดต้อนผู้ใหญ่-เด็ก เป็นเชลย
ข่าวและภาพโดย อินสม ปัญญาโสภา
"คน เมือง บุกสัมภาษณ์หัวหน้าโจรจีนฮ่อในป่าหลังถ้ำเชียงดาว ท่ามกลางรังปืนกลนับสิบ เผยเหตุที่ยกกำลังตามล่าชีวิตหัวหน้าโจรไทยใหญ่ว่า ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้มาจับตัว เจ้าน้อย ด้วยค่าตัวจับเป็น ๕๐,๐๐๐ บาท จับตาย ๓๐,๐๐๐ บาท ระบุว่า เจ้าน้อย บ่อนทำลายความสงบสุขประชาชนไทยใหญ่
"จากกรณีที่กองโจรจีนฮ่อ กำลังประมาณ ๑๐๐ คนเศษ และมีพวกไทยใหญ่ประมาณ ๓๐ คน มีอาวุธปืนกลและปืนคาร์บินแบบทันสมัย บุกเข้าล้อมบ้านโรงวัว หมู่ที่ ๖ ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว ซึ่งอยู่ถนนหน้าถ้ำเชียงดาว เมื่อตอน ๕ น. วันที่ ๒๖ เดือนนี้(พฤษภาคม) แล้วกองโจรจีนฮ่อ ก็สาดกระสุนเข้าใส่บ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ริมถนน อันเป็นบ้านที่โจรจีนฮ่อทราบมาว่า เป็นที่อยู่อาศัยของ เจ้าน้อย หัวหน้าชาวไทยใหญ่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
"เสียงปืนได้ดังติดต่อกันเป็น เวลา ๑ ชั่วโมงเศษ ปลุกให้ชาวบ้านในละแวกนั้นลุกขึ้นมา บ้างก็วิ่งหนีด้วยความกลัว บ้างก็วิ่งมาดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ ฝ่ายไทยใหญ่ที่อยู่บนบ้าน ๒ ชั้น ที่ถูกระดมยิงมีคนประมาณ ๒๐ คน ไม่มีอาวุธอะไรที่จะใช้ต่อสู้ จึงพากันหลบหนีเอาตัวรอดฝ่าวงล้อมออกไปได้ ทิ้งศพและผู้บาดเจ็บไว้บนบ้านหลายคน พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว ต่อจากนั้น โจรจีนฮ่อก็บุกขึ้นไปบนบ้าน ทำการจับตัวผู้บาดเจ็บชายหญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งเมียและลูกของเจ้าน้อยอีกหลายคน มามัดรวมกันไว้ แล้วขึ้นค้นบ้านและฟันสิ่งของที่อยู่บนบ้าน เช่น รถจักรยาน วิทยุ จักรเย็บผ้า เสียหายย่อยยับ
"ขณะเดียวกันนั้น พ.ต.ต.วิชัย กลับเจริญ ผบ.กอง สภ.อ.เชียงดาว นายมานพ ลังการ์พินธุ์นาย อำเภอและ ร.ต.ท. สกุล เพชรรัตน์ ผบ.หมวด ชด.หมวดที่ ๕๑๐ ก็ยกกำลังตำรวจร่วมร้อยออกไปถึงที่เกิดเหตุ เมื่อเวลา ๖ น.เศษ ผู้เป็นหัวหน้าโจรจีนฮ่อเห็นเช่นนั้นก็เป่านกหวีดสั่งให้ลูกน้องล่าถอย โดยไม่ทันจะเผาบ้านและได้ลำเลียงเอาเชลยที่จับได้มี เมียเจ้าน้อย ๒ คน ลูก ๓ คน เป็นหญิงอายุ ๑๗ ปี ๑ คน และชายอายุ ๕ ขวบ ๒ คน นอกนั้นก็เป็นชาวไทยใหญ่อีก ๑๑ คน มีทั้งชายชราอายุ ๗๐ ปี รวมอยู่ด้วย คนที่ถูกกระสุนบาดเจ็บพวกโจรจีนฮ่อได้ใส่แคร่หามล่าถอยเข้าป่าไปทางหลังถ้ำ เชียงดาว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะให้ความช่วยเหลือได้ เพราะกำลังของพวกโจรจีนฮ่อมีมากกว่า
"เมื่อตำรวจเจ้าไปตรวจดูสภาพของบ้าน หลังนั้นก็พบว่า ฝาบ้านมีแต่รอยกระสุนปืนพรุนไปหมด ส่วนข้าวของภายในบ้านถูกทำลายยับเยิน ไม่มีชิ้นดีเหลืออยู่ มีแต่หยดเลือดเปรอะไปทั่วบ้าน สำหรับศพชาวไทยใหญ่ที่ถูกกระสุนปืนตายอยู่บนบ้าน ๒ ศพ และใต้ถุนบ้านอีก ๑ ศพนั้น ปรากฏว่าพวกโจรจีนฮ่อได้หามเอาไปด้วย และเมื่อถึงระหว่างทางมีผู้เห็นโจรจีนฮ่อยิงทิ้งผู้บาดเจ็บอาการหนักอีก ๑ คน ศพ ๒ ศพ ถูกนำไปทิ้งในป่าใกล้ๆ หมู่บ้านนั้นเอง ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้ง ๔ คนนี้มีชายไทยคนหนึ่งที่เดินทางมาจากแม่ฮ่องสอนเพื่อมาติดต่อการค้าและได้มา พักที่บ้านเกิดเหตุจึงถูกกระสุนปืนตายไปด้วย
"สำหรับพวกโจรไทยใหญ่ จำนวน ๓๐ คนที่ร่วมมือกับพวกโจรจีนฮ่อครั้งนี้ มีส่างซอ อดีตลูกน้องของเจ้าน้อย ซึ่งแตกแยกออกไปเป็นหัวหน้ารวมอยู่ด้วย พวกโจรจีนฮ่อได้พักแรมอยู่ที่ชายป่าใกล้ๆ กับปากถ้ำเชียงดาว ๑ คืน รุ่งขึ้นตอนเช้าวันที่ ๒๗ พ.ค.๐๙ ได้ยกกำลังเดินมุ่งหน้าไปทางเมืองแหง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอำเภอเชียงดาวและตำรวจภูธรชายแดนได้ยกกำลังออกไป สกัดไว้แล้ว"
เรื่องนี้ นักข่าวนสพ.คนเมือง คือ คุณอินสม ปัญญาโสภา ได้เดินทางเข้าไปยังค่ายของจีนฮ่อ ร่วมกับผู้บังคับกอง สภ.อ.เชียงดาวและนายอำเภอเชียงดาว ได้รายงานข่าวไว้ว่า
"ถ้ำปากเปีย งตั้งอยู่หลังถ้ำเชียงดาว ต้องเดินด้วยเท้าจากปากถ้ำเชียงดาวไปอีกประมาณ ๓๐ นาที ก็ไปถึงที่ชุมนุมกำลังของโจรจีนฮ่อ ซึ่งมีกำลังประมาณ ๕๐ คน ทุกคนแต่งตัวสีเขียวแบบทหาร สวมหมวกจ๊อกกี้ แขนซ้ายมีปลอกสีขาวกับแดง อันเป็นเครื่องหมายประจำกองโจรสวมอยู่ ทุกคนสะพายปืนคาร์บิน ที่อกเสื้อมีถุงบรรจุแม็กกาซีนลูกกระสุนอยู่เต็ม รอบบริเวณที่พักมียามยืนคอยระวังเหตุการณ์อยู่เป็นจุดๆ ในลักษณะเตรียมพร้อม เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึง คนยืนยามด่านแรก ก็ได้รายงานยามคนต่อๆ ไปทราบเป็นระยะๆ ครู่หนึ่งก็มีสัญญาณตอบมาว่าให้ตำรวจเข้าไปในค่ายนั้นได้ เดินเข้าไปอีกประมาณ ๔๐๐ เมตรก็ถึงค่ายที่พักของผู้เป็นหัวหน้ามีปืนกลตั้งอยู่ล้อมรอบหลายกระบอก มียามนั่งประจำครบทุกกระบอก หัวหน้าโจรจีนฮ่อ วัยประมาณ ๔๐ ปีเศษ ได้ก้าวออกมาจากที่พักถือไม้เท้าไว้ในมือซ้าย พร้อมกับล่ามประจำตัวอีกคนหนึ่ง ผู้เป็นหัวหน้าแนะนำตัวเองว่าชื่อ เลาจาง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและนายอำเภอได้บอกผ่านล่ามของเขาว่า ให้รีบยกกำลังไปจากเขตไทยโดยด่วนเพราะการบุกรุกเข้ามาเช่นนี้เป็นการล่วง ละเมิดอธิปไตย หัวหน้ากองโจรฮ่อก็รับปากว่าจะรีบยกกำลังกลับทันที ในขณะที่เผชิญหน้ากัน เลาจาง หัวหน้าโจรจีนฮ่อครั้งนี้ คนเมือง ได้สอบถามถึงสาเหตุที่ยกกำลังมาเพื่อชิงเอาตัวเจ้าน้อย หัวหน้าชาวไทยใหญ่ครั้งนี้ ด้วยสาเหตุอันใด เลาจาง บอกว่า เรื่องนี้เป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เหนือกว่าเขา ได้สั่งมา ให้หาตัวเจ้าน้อยกลับไปให้ได้ ซึ่งเมื่อจับตัวไปได้จะจัดเงินรางวัลให้เป็นการตอบแทน คือ ถ้าจับเป็นได้รางวัล ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าจับตายก็จะได้ ๓๐,๐๐๐ บาท
"สำหรับสาเหตุของการนำกำลังล่าชีวิตกันครั้งนี้เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งคือด้านความขัดแย้งทางการค้าฝิ่นเถื่อนระหว่างชายแดน"
เรื่อง นี้ บรรณาธิการลงข่าวแสดงความห่วงใยบ้านเมืองในหน้า ๓ ฉบับเดียวกัน ชี้ให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของกลุ่มจีนฮ่อและปัญหาจีนฮ่อในเชียงใหม่
"เมืองไทยนี้เป็นของจีนฮ่อหรือ?
"กรณี โจรจีนฮ่อและโจรไทยใหญ่นำกำลังประมาณ ๑๕๐ คนเข้ามาโจมตีหมู่บ้านไทยใหญ่ อ.เชียงดาว ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจและที่ว่าการ อ.เชียงดาวประมาณ ๓ กม. เมื่อตอนเช้าตรู่ของวันที่ ๒๖ พ.ค.ศกนี้ ตามรายละเอียดที่เรานำลงในฉบับนี้นั้น นับว่าเป็นการกระทำที่อาจหาญและไม่มีการยำเกรงต่อกฎหมายของบ้านเมืองแต่ อย่างใด ทั้งๆที่ พวกโจรจีนฮ่อเหล่านี้ ได้หลบซ่อนอยู่แถวชายแดนไทยและอาศัยผืนแผ่นดินไทยอยู่ การกระทำของพวกโจรจีนฮ่อครั้งนี้คล้ายกับผืนแผ่นดินส่วนนี้เป็นของพวกมันเอง
"การ กำแหงหาญของพวกโจรจีนฮ่อครั้งนี้ มิใช่เป็นครั้งแรก คงจะจำกันได้ว่าเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๙๖ พวกโจรจีนฮ่อประมาณ ๕๐๐ คนเศษ ได้ลำเลียงฝิ่นและมาตั้งค่ายทหารมีอาวุธอย่างดีอยู่ที่หลังดอยสุเทพ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายฝ่ายต้องร่วมมือกันเข้าทำการกวาดล้าง ขนาดต้องขอกำลังกองทัพอากาศส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดจึงจะสามารถปราบปราม ให้อยู่มือได้ และเมื่อต้นปี ๒๕๐๙ เมื่อ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมานี้เอง พวกโจรจีนฮ่อก็ได้ยกกำลังเข้ายึดสถานีตำรวจที่เมืองแหง อ.เชียงดาว เพราะกลัวตำรวจจะขัดขวางการเดินทางผ่านเข้าเขตเมืองแหงของพวกโจรจีนฮ่อ ซึ่งเรื่องนี้ชาวเมืองแหงทราบเรื่องนี้ดี
"พวกโจรจีนฮ่อเหล่านี้เคยเป็น อดีตทหารกองพลที่ ๙๓ ของฝ่ายก๊กมินตั๋งมาแล้ว และเป็นพวกที่ปฏิเสธไม่ยอมอพยพกลับเกาะไต้หวันเมื่อทางการองค์การสหประชา ชาติเป็นผู้จัดการให้มีการอพยพเมื่อหลายปีมาแล้ว พวกนี้ได้อาศัยอยู่แถวชายแดนไทยกับพม่า และหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าฝิ่นเถื่อนเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายของไทย และผิดกฎขององค์การสหประชาชาติด้วย
"เรา ไม่สนใจในเหตุผลของการยกกำลังอันมากมายของพวกโจรจีนฮ่อเข้ามาโจมตีบ้านไทย ใหญ่ครั้งนี้ที่ เกิดจากการขัดแย้งกันในเรื่องการค้าฝิ่นเถื่อน หรือจากการขัดแย้งกันทางการเมืองของพวกไทยใหญ่ แต่เราไม่พอใจอย่างยิ่งที่มาทำในเมืองไทย ซึ่งเป็นการเคารพต่อกฎหมายของบ้านเมืองและไม่เคารพต่ออธิปไตยกันเสียเลย ถ้าหากการปะทะกันนี้จะเกิดขึ้นนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐฉานหรือในเขตเมืองจีนก็ตาม เราจะไม่ห่วงใยเลยแม้แต่นิดเดียว
"เรา คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทางการรัฐบาลไทย จะต้องรีบดำเนินการกับพวกโจรจีนฮ่อเหล่านี้อย่างเด็ดขาดเสียที มิฉะนั้นแล้ว อธิปไตยของเราก็จะไม่มีความหมายแต่อย่างใด รวมทั้งสวัสดิภาพความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยและของประเทศชาติด้วย เมืองไทยนี้เป็นของคนไทยมิใช่เป็นของพวกโจรจีนฮ่อ
"ส่วนพวกจีนฮ่อที่อพยพ ลี้ภัยเข้ามาอาศัยผืนแผ่นดินไทยอยู่และกระทำตัวเป็นคนดี เคารพต่อกฎหมายบ้านเมืองนั้น คนไทยยินดีต้อนรับให้ความช่วยเหลือเสมอ มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์แต่ประการใดเลย"(คนเมือง,๓๑ พ.ค. ๒๕๐๙)
พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.สภ.พร้าว
anunernhard@hotmail.com
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap