มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
เมษายน 21, 2014, 07:34:40 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ที่มาบ้านไม้สักโบราณหลังใหญ่ ใต้ถุนสูง ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ริมถนนเจริญประเทศ  (อ่าน 1423 ครั้ง)

kunthai
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 819 Level 23 : Exp 23%
HP: 25.2%


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ตุลาคม 20, 2011, 01:03:06 pm »
แบ่งปัน

บ้านไม้สักโบราณด้านหลังติดแม่น้ำปิงเคยเป็นบ้านของตระกูล ส่วยสุวรรณ ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการเบียร์ช้าง

บ้านไม้สักโบราณหลังใหญ่ ใต้ถุนสูง ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ริมถนนเจริญประเทศ ด้านหลังติดแม่น้ำปิงซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของกิจการเบียร์ช้าง

บ้านหลังนี้เดิมเป็นของตระกูล "ส่วยสุวรรณ"

เดิมเป็นบ้านของอุ๊ยหม่องคำ ส่วยสุวรรณ 

อุ๊ยหม่องคำ มีบุตรธิดารวม ๔ คน คือ นางบัวเขียว กิตติยศ(แต่งงานกับพ่อน้อยหมื่น กิตติยศ) , นายกันทา ส่วยสุวรรณ , นางบัวไหล วุฒิเดช(แต่งงานกับนายศรีโบ วุฒิเดช คหบดีย่านประตูช้างเผือก บุตรธิดา ๑๐ คน) และนางบัวล้อม มโนโปธา(แต่งงานกับนายดวงคำ มโนโปธา บุตรธิดา ๑๒ คน คนหนึ่งชื่อสายหยัด แต่งงานกับบุตรของหมอบุญตัน)

ต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของรุ่นลูก คือ นางบัวเขียว ส่วยสุวรรณ(ต่อมาใช้นามสกุล กิตติยศ)

นางบัวเขียว ส่วยสุวรรณ แต่งงานกับพ่อน้อยหมื่น กิตติยศ บุตรธิดา คือ นางคำเกี้ยว , นางคำแพ , คุณหญิงคำลุน(ต่อมาเปลี่ยนเป็นอรุณ) , คุณนายคำเต็ม และนางคำหล้า 

หลังจากพ่อน้อยหมื่นและนางบัวเขียว กิตติยศเสียชีวิตแล้ว กรรมสิทธิ์บ้านหลังนี้ตกสู่รุ่นที่ ๓ คือนางคำเกี้ยว กิตติยศ บุตรสาว

คนรุ่นเก่าละแวกถนนเจริญประเทศมักนึกเห็นภาพแม่คำเกี้ยว กิตติยศ พักอาศัยอยู่กับหลานและคนใช้ในบ้าน อาชีพคือทำขนมขาย เป็นขนมข้าวต้มเมืองให้คนรับใช้ในบ้านเป็นหญิงชื่อ มอญ หาบเร่ขาย ชิ้นละ ๕๐ สตางค์ ได้เงินก็ซื้อกับข้าวกลับไปทำกินที่บ้าน 

นางคำเกี้ยว กิตติยศแต่งงานกับพ่อน้อยสิงห์ ทั้งนี้พ่อน้อยสิงห์มีบุตรสาว ๑ คนที่ติดมากับภรรยาคนก่อนและมาอยู่ร่วมกันที่บ้านหลังนี้ ชื่อ นางบุญประกอบ

นางบุญประกอบ พบรักและแต่งงานกับเจ้าพงษ์กาวิล ณ เชียงใหม่ และปลูกสร้างบ้านพักอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านของนางคำเกี้ยว ติดแม่น้ำปิง

สำหรับเจ้าพงษ์กาวิล ณ เชียงใหม่ เป็นบุตรของเจ้ากาวิละวงศ์และเจ้าศิริประกาย ณ เชียงใหม่ มีพี่น้อง ๓ คน คือ เจ้าพงษ์กาวิล , เจ้าศิริกาวิล สิงหรา ณ อยุธยาและเจ้ากอแก้ว ประกายกาวิล ณ เชียงใหม่ มีศักดิ์เป็นรุ่นหลานของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย โดย เจ้าศิริประกาย เป็นธิดาของเจ้าแก้วนวรัฐ

ทั้งนี้เจ้าแก้วนวรัฐสมรสกับแม่เจ้าจามรี บุตรธิดา คือ เจ้าอุดรการโกศล , เจ้าบัวทิพย์และเจ้าราชบุตร(วงษ์ตะวัน ณ เชียงใหม่) และมีบุตรธิดากับหม่อมบัวเขียว คือ เจ้าพงษ์อินทร์ , เจ้าศิริประกายและเจ้าอินทนนท์
ส่วนฝ่ายบิดาของ "เจ้าพงษ์" คือ เจ้ากาวิละวงศ์ เป็นบุตรของเจ้าน้อยชมชื่นกับเจ้ากรรณิการ์ พี่น้อง ๒ คน คือ เจ้าเรณุวรรณาและเจ้ากาวิละวงศ์

เจ้าบุญศรี ณ เชียงใหม่ เล่าเกี่ยวกับเจ้าพงษ์กาวิล ณ เชียงใหม่ว่า

"เจ้าพงษ์กาวิล เรียนด้านเครื่องยนต์ชั้นสูงมาจากกรุงเทพฯ มาเปิดอู่ซ่อมรถยนต์อยู่ถนนช้างคลาน เป็นอู่ใหญ่ซ่อมได้ทั้งรถแทรกเตอร์ รถบรรทุก รถจิ๊ปใหญ่ จิ๊ปเล็ก จ้างช่างคืออาจารย์ละไมมาเป็นผู้จัดการ ซื้อเครื่องเจียระไนมาใช้ในอู่ พื้นที่ที่ใช้สร้างอู่เป็นที่ของภรรยา คือ คุณบุญประจวบ ลูกสาวแม่คำเกี้ยว ยานพาหนะของเจ้าพงษ์กาวิล ใช้รถส่วนตัวเป็นรถจิ๊ปเล็ก ไปไหนคนจำได้เพราะมีรูปอินเดียแดงที่ชื่ออาปาเช่ติดด้านหน้ารถ

"เดิมเจ้าพงษ์กาวิลแต่งงานกับลูกนายบุญทา สุกัณศีล ชื่อ งามวิไล อยู่บ้านวังสิงห์คำ ต่อมาจึงมีภรรยาอีกคน ชื่อบุญประจวบ ลูกแม่คำเกี้ยว บ้านอยู่ถนนเจริญประเทศ ติดแม่น้ำปิง เจ้าพงษ์กาวิล นอกจากชอบเรื่องรถยนต์แล้ว ยังชอบถ่ายภาพและชอบยิงปืนอีกด้วย ภาพที่ชาวเมืองเชียงใหม่พบเห็นชินตา คือ เจ้าพงษ์กาวิลมักขับขี่รถจักรยานยนต์คันใหญ่ สวมหมวกทรงคาวบอยสีขาว สวมเสื้อลายสกอตสีน้ำเงิน-ขาว คอปก แขนยาวและพับแขน"

ส่วนลุงบุญเสริม สาตราภัย อดีตนักถ่ายภาพและนักหนังสือพิมพ์เล่าว่าสมัยวัยหนุ่มคุ้นเคยกับเจ้าพงษ์กาวิล เจ้าพงษ์กาวิลเคยเป็นพระเอกหนังเรื่อง สิงห์ป่าซุง สร้างโดยนายสุนทร ชวชาติ เศรษฐีของเชียงใหม่มีโรงเลื่อยอยู่ละแวกสถานีรถไฟ และมีกิจการแข่งม้าที่สโมสรยิมคานา

"เจ้าพงษ์กาวิล ณ เชียงใหม่และครอบครัว สร้างบ้านอยู่บริเวณบ้านหลังใหญ่ของนางคำเกี้ยว อยู่ติดแม่น้ำปิง เจ้าพงษ์กาวิล มีความรู้และชอบด้านรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ จึงเปิดร้านซ่อมที่บริเวณบ้านของยายคำเกี้ยว บ้านเจ้าพงษ์กาวิล เป็นบ้านไม้ไม่ใหญ่นัก สร้างติดแม่น้ำปิง ผมยังเคยไปดื่มเหล้าที่บ้านนี้ อยู่ในบริเวณบ้านของยายคำเกี้ยวซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ครึ้ม"

คุณสิรินาฏ กานันชัย เจ้าของโรงแรมกรีนลอร์ด เล่าว่า "แม่คำเกี้ยวมีพี่น้อง คือแม่คำเกี้ยว แม่คำแพ แม่คำลูน แม่คำเต็มและแม่คำหล้า ศักดิ์เป็นป้าของพี่(คุณสิรินาฏ) ฐานะธรรมดาแต่งตัวธรรมดา ต่อมาพี่น้อง ๒ คนแต่งงานกับพระยาวินิจวนันดรและโยกย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นคนกรุงเทพฯ มีบุตรธิดารวมกันประมาณ ๒๐ คน วันขึ้นปีใหม่เมืองมักพาครอบครัวเดินทางกลับมาบ้านแม่คำเกี้ยวหลังนี้ การแต่งกาย บุคลิกเป็นชาวกรุงเทพฯ

"บ้านโบราณหลังนี้เดิมไม่ใช่ทรงนี้ เดิมจะมีบันไดอยู่หน้าบ้าน เป็นบันไดใหญ่ มีบ่อปลาใหญ่ เลี้ยงปลาเงินปลาทอง สมัยก่อนเชียงใหม่ไม่มีขายต้องซื้อจากกรุงเทพฯหรือต่างประเทศ และมีต้นไม้ใหญ่ในบริเวณบ้าน ป้าคำเกี้ยวไม่มีลูก หลังจากป้าคำเกี้ยวตายพวกหลานๆ ก็อยู่กันต่อไป ส่วนใหญ่มาเรียนหนังสือกัน จบก็แยกย้ายไปอยู่ที่อื่นกัน 

"ด้านกรรมสิทธิ์หลังจากป้าคำเกี้ยวตายแล้ว เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๙ ครอบครัวมอบให้ทนายปวีณ มาทำเรื่องพินัยกรรมซึ่งตกสู่รุ่นหลานๆ รวมรุ่นหลานที่มีสิทธิ์ถึง ๒๔ คน ส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ บางคนอยู่ต่างประเทศ จึงเป็นข้อเสียว่าแต่ละคนเกี่ยงกันในการดูแลรักษาบ้านหลังนี้ ทำให้ขาดความเอาใจใส่ดูแล ปล่อยให้ทรุดโทรมและรกร้าง เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา(ปี พ.ศ.๒๕๕๒) จึงตัดสินใจขายให้คุณเจริญ เจ้าของกิจการเบียร์ช้าง ว่ากันว่าขายในราคาประมาณ ๙๔ ล้านบาทเพื่อสะดวกในการแบ่งปันทรัพย์"

เยื้องกับบ้านไม้สักของกิจการเบียร์ช้าง คนละฝากถนนเจริญประเทศ ในซอยมีบ้านไม้เก่าอยู่อีกหลังหนึ่ง เป็นบ้านของเสมียนปุก ตระกูล "ภัคเกษม"

ละแวกเจริญประเทศ ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าบ้านฮ่อ รวมไปถึงบ้านเม็งเหนือ บ้านเม็งใต้ ต่างรู้จักเสมียนปุก

ชาวบ้านเรียกว่าเสมียนปุก เนื่องจากทำงานเป็นเสมียนอยู่กงสุลอังกฤษ มีชื่อว่า ปุก ภัคเกษม

บ้านของตระกูล ภัคเกษม ลักษณะบ้านเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว มีใต้ถุนสูง

บ้านหลังนี้ปัจจุบันผู้ที่อยู่อาศัยชื่อ นางสาวอุไรวรรณ ภัคเกษม อายุ ๗๕ ปี เป็นบุตรของนายปุกและนางทุนเหม่ ภัคเกษม สกุลเดิมอนันตพันธุ์ บ้านหลังนี้นายปุก ซื้อต่อมาเมื่อนำครอบครัวมาอยู่อาศัยประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๐

"ป้าและแม่(นางทุนเหม่)เป็นคนบ้านฮ่อม อยู่ระหว่างถนนท่าแพกับถนนลอยเคราะห์ มีเชื้อสายไทยใหญ่ พ่อของแม่ คือ คุณตาเป็นไทยใหญ่มาจากเมืองเชียงรุ้งเชียงตุง มาอยู่เชียงรายระยะหนึ่งและแต่งงานกับคุณยายที่เชียงราย คุณยายคือ คำมูล หลังจากนั้นจึงอพยพมาอยู่เชียงใหม่ที่บ้านฮ่อม ญาติพี่น้องทางแม่ใช้นามสกุล อนันตพันธุ์ ครอบครัวของแม่มีพี่น้องรวม ๕ คน พี่น้องของแม่สวยหมดทุกคนและแม่ทุนเหม่สมัยเด็กเรียนหนังสือเก่งมาก

"ส่วนพ่อ ชื่อ พ่อปุก ภัคเกษม ดั้งเดิมเป็นคนบ้านท่ามะโอ เมืองลำปาง นามสกุลนี้พ่อเล่าว่าขอจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ส่วนญาติพี่น้องที่อยากใช้นามสกุลนี้ต้องมาขอจากพ่อก่อน มีญาติมาขอใช้ร่วมด้วย เดิมพ่อแต่งงานกับป้า(พี่สาวของแม่) มีบุตรธิดา ๒ คน ต่อมาได้แม่มาเป็นภรรยาคนที่สอง มีบุตรธิดา ๗ คน พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้ การที่พ่อได้ภรรยาพี่น้องกัน ๒ คน เล่ากันว่ายายต้องการให้แม่มาช่วยควบคุมความประพฤติพ่ออีกส่วนหนึ่ง

"พี่(คุณอุไรวรรณ ภัคเกษม)เกิดที่บ้านหลังนี้ เกิดมาก็เห็นบ้านหลังนี้แล้ว นอกจากนี้มีบ้านหลังเล็กด้านหน้าบ้าน เป็นบ้านไม้สักแม่ใช้ขายของชำที่หน้าบ้าน ข้างบ้านด้านทิศตะวันตกที่เป็นโรงแรมดาวน์ทาวอินน์เดี๋ยวนี้ สมัยก่อนเป็นบ้านของนายทองอยู่ ชื่อเล่นชื่อ ลุงน้อย คุ้นเคยกับบ้านเรามาก บ้านเป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่กว่าบ้านเรา สร้างอยู่ในที่ดินพื้นที่กว้าง หลังบ้านมียุ้งข้าวใหญ่ เป็นคนรวยคนหนึ่ง ลุงน้อยเป็นคนใจดี ญาติของลุงน้อยเป็นเจ้าของบ้านไม้สักติดแม่น้ำปิง เป็นบ้านเก่าซึ่งเจ้าของเบียร์ช้างซื้อเป็นกรรมสิทธิ์แล้ว ภรรยาของลุงน้อยเป็นคนอำเภอแม่ริมชื่อ ป้าเอื้อง ต่อมาป้าเอื้อง เสียชีวิต ลุงน้อยมาได้ภรรยาคนที่สอง ชื่อ ป้าคำแพ เป็นน้องของป้าเอื้อง ป้าคำแพพูดเหมือนนกคีรีบูน เสียงไพเราะ เสียงแหลมดัง เคยแต่งงานแล้วและมีลูกกับสามีเก่า คนหนึ่งเป็นนายทหารชื่อ พันโทถวัลย์ โหติการ รับราชการอยู่กรุงเทพฯ นานๆ จะมาเยี่ยมแม่สักครั้ง พันโทถวัลย์ได้ภรรยาเป็นคนบ้านฮ่อละแวกนี้ เป็นลูกสาวของป้าล้อม มีลูกด้วยกัน ๓ คน...".

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.จร.เชียงใหม่
(ข้อมูลเพิ่มเติมแจ้งได้ที่ anunernhard@hotmail.com)
ที่มา หนังสือพิมพ์ ไทยนิวส์เชียงใหม่
ลิงค์บทความ  
http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=285
บันทึกการเข้า

ไม้คดใช้แปงขอ เหล็กงอใช้แปงเคียว คนคดอย่างเดียวใช้การบ่ได้
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap