Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
เชื้อสายและชีวิตช่วงเยาว์วัยของท่านนบี ซ๊อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เชื้อสายและชีวิตช่วงเยาว์วัยของท่านนบี ซ๊อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  (อ่าน 7124 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:20:16 pm »
แบ่งปัน


   
      
         
            เชื้อสายและชีวิตช่วงเยาว์วัยของท่านนบี  ซ๊อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
         
             
         
            
               
         
         
                เชื้อสายของท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  คือ  ท่านชื่อ  มุหัมมัด บุตร  อับดุลเลาะฮ์  บุตร  ของอับดุลมุฏฏอลิบ ,  ซึ่งถูกเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า  ชัยบะตุลหัมดฺ , ซึ่งเขาเป็นบุตร  ฮาชิม  บุตร  อับดุมะนาฟ , ซึ่งเขาชื่อ อัลมุฆีเราะฮ์,  เขานั้นเป็น บุตร กุซ็อยยฺ , ซึ่งกุซ็อยยฺมีชื่อว่า  ซัยดฺ ,  เขาเป็น บุตร  กิลาบ  บุตร  มุรเราะฮ์  บุตร  กะอับ  บุตร  ลุอัยยฺ  บุตร  ฆอลิบ  บุตร  ฟิหฺร์  บุตร  มาลิก  บุตร  นัฏรฺ  บุตร  กินานะฮ์  บุตร  คุซัยมะฮ์  บุตร  มุดริกะฮ์  บุตร  อัลยาส  บุตร  มุฏ๊อร  บุตร นะซฺาร  บุตร  มะอัด  บุตร  อัดนาน (ลูกหลานนบีอิสมาอีล อะลัยฮิสลาม)
         
                นี้คือเชื้อสายของท่านนบีมุฮัมมัด  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ที่มีความเห็นสอดคล้องกันของปวงปราชญ์นักประวัติศาสตร์   นอกเหนือจากนี้  ยังมีทัศนะที่การขัดแย้งกันซึ่งไม่สามารถนำมายึดถือได้   แต่ทัศนะที่ไม่มีการขัดแย้งกันก็คือ  ท่านอัดนาน  เป็นลูกหลานของท่านนบีอิสมาอีล บุตร ของท่านนบีอิบรอฮีม  อะลัยฮิมัซซ่อลาตุวัสลาม  , และอัลเลาะฮ์ (ซ.บ.)  ได้ทรงเลือกให้ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  มาจากเผ่าที่มีความเฉลียวฉลาด  และมีเชื้อสายที่บริสุทธิ์  ดังนั้น  ท่านนบีมุฮัมมัด  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จึงไม่ได้รับการสืบทอดจากเชื้อสายของพวกญาฮิลียะฮ์ที่มัวหมองเลย
         
                ท่านมุสลิมได้รายงาน โดยสายสืบของเขา  จากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ว่า  " แท้จริงอัลเลาะฮ์ทรงเลือกเฟ้น กินานะฮ์ ให้มาจากลูกหลานของอิสมาอีล  และทรงเลือกเฟ้นกุเรชให้มาจากกินานะฮ์  และทรงเลือกฮาชิมให้มาจากกุเรช  และทรงเลือกฉันให้มากจากอบีฮาชิม"
         
                ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ประสูติในปีช้าง  ซึ่งเป็นปีที่อับรอหะฮ์ อัลอัชร๊อม  ได้ยกทัพเพื่อพิชิตมักกะฮ์และต้องการทำลายอัล-กะบะฮ์  ดังนั้น  อัลเลาะฮฺ  ซุบหานะฮ์ฯ  ได้ทำการโต้ตอบเขาด้วยสิ่งหัสจรรย์อันชัดแจ้งตามที่พระองค์ได้พรรณนาเอาไว้ ในอัลกุรอาน   ส่วนทัศนะที่มีน้ำหนักท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ประสูติในคืนวันจันทร์ที่  12  เดือนร่อบิอุลเอาวัล
         
                ท่านเกิดมาเป็นเด็กกำพร้า  บิดาของท่านเสียชีวิต ในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดาได้เพียงสองเดือนเท่านั้น  ดังนั้น  ปู่ของท่านคืออับดุลมุฏฏอลิบจึงนำมาอุปการะและหาแม่นมให้ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  - ตามประเพณีของชาวอาหรับ - ซึ่งแม่นมนั้น  ก็มาจากเผ่าบนีสะอัด  บิน บักร์  นางมีนามว่า  หะลีมะฮ์ บุตรี  อบีซุอัยบฺ
         
                นักประวัติศาสตร์มีมติเห็นพร้องกันว่า  สถานที่อาศัยของเผ่าบนีสะอัดนั้นได้รับความเดือดร้อน  เนื่องจากเป็นปีที่แห้งแล้ง  เต้านมของปศุสัตว์แห้งเหือด  สิ่งเพาะปลูกก็เหี่ยวเฉา  แต่สิ่งดังกล่าวต้องหมดไป  เนื่องจากท่านนบีมุหัมมัด ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่พำนักของท่านนางหะลีมะฮ์ซึ่งเป็นแม่นมและได้อยู่ใน อ้อมอกของนาง  จนกระทั้งบรรดาเต็นท์พำนักของนางหะลีมะฮ์  กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์  มีทุ่งหญ้าเขียวชอุ่มงอกงาม  และบรรดาแกะที่จากไปก็หวนกลับมาสู่ที่อาศัยเดิมโดยสภาพที่น้ำนมเต็มเต้า
         
                ในขณะที่ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้อยู่ที่เผ่าบนีสะอัด  ได้เกิดเหตุการณ์ผ่าหน้าอกซึ่งรายงานโดยท่านมุสลิม   หลังจากนั้น  ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ถูกส่งกลับไปยังอ้อมกอดของมารดา  ในขณะที่มีอายุ 5 ขวบ
         
                มารดาของท่านเสียชีวิตขณะที่ท่านมีอายุได้ 6 ปี   และปู่ของท่าน คืออับดุลมุฏฏอลิบได้นำไปอุปการะจนกระทั้งปู่เสียชีวิตในขณะที่ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  อายุได้  8 ขวบ  แล้วอบูฏอลิบจึงรับท่านนบี  ซ๊อลลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาอุปการะต่อไป
         
                บทเรียนจากประวัติศาสตร์
         
                 1.  จากสิ่งที่เราได้กล่าวไปแล้วข้างต้นเกี่ยวกับเชื้อตระกูลสายอันมีเกียตริของ ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า  อัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮ์ฯ  ได้ทำให้ชนอาหรับมีความโดดเด่นกว่าชนชาติอื่น  ๆ  และทรงทำให้เผ่ากุเรชมีความประเสริฐเหนือเผ่าอื่น ๆ อีกด้วย   ซึ่งท่านจะพบข้อบ่งชี้นี้ได้อย่างชัดเจนจากหะดิษที่รายงานโดยท่านมุสลิม  และยังมีหะดิษอื่นอีกมากมายที่รายงานในความหมายเดียวกันนี้  เช่น  ท่านอัตติรมีซีย์  รายงานว่า  "แท้จริงท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ยืนบนมิมบัร  แล้วกล่าวว่า  "ฉันคือใคร?"  บรรดาซอฮาบะฮ์ตอบว่า  "ท่านคือศาสนทูตของอัลเลาะฮ์  ขอความสันติจงมีแด่ท่าน"  แล้วท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็กล่าวว่า " ฉันคือ มุฮัมมัด บุตร อับดุลเลาะฮ์  บุตร อับดุลมุฏฏอลิบ  แท้จริง  อัลเลาะฮ์ทรงสร้างบรรดามัคโลค , หลังจากนั้น พระองค์ได้ทำให้พวกเขาเป็นสองกลุ่ม  โดยทำให้ฉันอยู่ในกลุ่มชนที่ดีเลิศ ,  หลังจากนั้น  พระองค์ทรงทำให้พวกเขามีหลายเผ่า  แล้วพระองค์ได้ทำให้ฉันอยู่ในเผ่าที่ดีเลิศ ,  หลังจากนั้นพระองค์ทรงทำให้พวกเขามี หลายที่พำนัก  แล้วพระองค์ก็ทรงทำให้ฉันอยู่ในที่พำนักที่ดีเลิศที่สุดและเป็นผู้ที่มีจิต ใจดีที่สุด"
         
                ท่านผู้อ่านพึงทราบเถิดว่า  นัยยะแห่งความรักต่อท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็คือการมีความรักต่อกลุ่มชนที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อาศัยอยู่ร่วมด้วยกับพวกเขา  และมีความรักต่อเผ่าที่ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถือกำเหนิดขึ้นที่นั่น
         
                 2.  ไม่ใช่เป็นความบังเอิญที่ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้เกิดมาโดยเป็นเด็กกำพร้า  และไม่ใช่เป็นการบังเอิญเช่นกันที่ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้จากปู่ของท่านตั้งแต่เยาวัย  ดังนั้น  ในช่วงแรกของการเจริญเติบโตของท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จึงห่างไกลจากการอบรมเลี้ยงดูจากบิดา  และไม่ได้รับความอบอุ่นความเอ็นดูจากมารดา  ซึ่งอัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮ์ ฯ ทรงเลือกการเจริญเติบเช่นนี้ ให้กับท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  โดยมีฮิกมะฮ์(เคล็ดลับ) ที่ชัดเจน   ซึ่งบางครั้ง  ส่วนหนึ่งจากเคล็ดลับที่สำคัญก็คือ  เพื่อไม่ให้ผู้อคติต่ออิสลาม  มีลู่ทางในการสร้างความเคลือบแครงสงสัยต่อหัวใจของมนุษย์  ที่ว่า  นบีมุฮัมมัด ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้น  ได้ดื่มนมและเจริญเติบโตจากการเชิญชวนและปลูกฝังให้ทำการเรียกร้องมาตั้งแต่ ยังเยาว์วัย  ด้วยการชี้นำจากบิดาและปู่ของท่าน  และทำไมจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ?  ในเมื่อท่านอับดุลมุฏฏอลิบเป็นหัวหน้ากลุ่มชนชาวกุเรช  และการร่อฟาดะฮ์ และสะกอยะฮ์นั้น  เขาต้องดำเนินการเอง (การร่อฟาดะฮ์และสะกอยะฮ์)  คือ  สิ่งหนึ่งที่ชาวกุเรชในยุคญาฮิลียะฮ์ได้ทำการร่วมด้วยช่วยกันลงขันเพื่อให้ ได้มาซึ่งทรัพย์สินแล้วนำไปซื้ออาหาร  องุ่นแห้ง  น้ำองุ่นคั้น  แล้วแจกจ่ายให้ผู้คนทั้งหลายและพวกเขายังทำการบริการน้ำ - สะกอยะฮ์ - แก่ผู้ที่มาบำเพ็ญฮัจญ์ตลอดจนเสร็จสิ้นพิธีฮัจญ์)
         
                ปรกติแล้ว  ปู่จะทำการอบรมสั่งสอนผู้เป็นหลาน  หรือบิดาจะทำการอบรมสั่งสอนบุตรของเขาด้วยกับสิ่งที่ได้รับมรดกสืบทอดกันมา   ดังนั้น  เคล็ดลับที่อัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮ์ ฯ ทำให้บรรดาผู้ที่มุ่งร้ายต่ออิสลาม  ไม่มีช่วงทางใดที่จะสร้างความเคลือบแคลงสงสัยเช่นนี้ได้   ฉะนั้น  ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงได้เจริญเติบโตโดยห่างไกลจากการอบรมสั่งสอน จากบิดามารดาและปู่ของท่าน  แม้กระทั้งในช่วงแรกของวัยเด็ก  อัลเลาะฮ์ก็ประสงค์ที่จะให้ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทรายชนบทซึ่งเป็นที่พำนักของเผ่าบนีสะอัด  ซึ่งอยู่ห่างไกลจากครอบครัวของท่าน  ในขณะที่ปู่ของท่านเสียชีวิตลง  ท่านจึงย้ายไปอยู่ภายใต้การอุปการะของลุงของท่าน คืออบูฏอลิบ  ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ใช้ชีวิตอยู่กับลุงของท่านจนถึงระยะเวลาก่อนทำการอพยพ 3 ปี   ซึ่งเป็นข้อยืนยันแล้วว่า  ลุงของท่านนั้นไม่รับอิสลาม  จนกระทั้งไม่ทำให้เคลือบแคลงว่า  ลุงของท่านมีส่วนแทรกซึมในการเชิญชวนเรียกร้องของท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
         
                เฉกเช่นเดียวกัน  คือ  เคล็ดลับของอัลเลาะฮ์ที่พระองค์ทรงทำให้ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เจริญเติบโตโดยเป็นเด็กกำพร้านั้น  ก็เพราะว่าพระองค์ทรงให้การคุ้มครองดูแลท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ให้ห่างไกลจากอิทธิพลที่จะทำให้ท่านนบีพยายามไขว่คว้าทรัพย์สินที่จะมาเพิ่ม ความสุขสบายให้กับท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จนกระทั้งจิตใจของท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ไม่โน้มเอียงไปยังทรัพย์สินและเกียตริยศ  ไม่ให้ความสนใจจากสิ่งรอบข้างของท่านด้วยการเป็นหัวหน้าหรือผู้นำ  เพื่อไม่ทำให้บรรดามนุษย์เข้าใจไปว่า  ความศักดิ์สิทธ์ของการเป็นนบีนั้นด้วยสาเหตุจากตำแหน่งของดุนยา  และเอาตำแหน่งของดุนยาไปสู่การได้รับตำแหน่งของการเป็นนบี
         
                3.  นักประวัติศาสตร์มีความมติเห็นพร้องกันว่า  สถานที่พำนักของนางหะลีมะฮ์ อัสสะดียะฮ์นั้น กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์  ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม  หลังจากที่เคยแห้งแล้งมานาน  น้ำนมจากเต้านมอูฐที่เต็มที่กลับเพิ่มเต็มเต้าหลังจากที่มันเคยแห้งเหือดไม่ มีน้ำนมสักหยด  ซึ่งดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความมีเกียตริ  หรือความมีฐานันดรที่สูงส่งของท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ณ ที่อัลเลาะฮ์  ซุบหานะฮ์ ฯ แม้กระทั้งในช่วงเยาว์วัยท่านก็เหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ  แต่ทว่าท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ที่โดดเด่นซึ่งอัลเลาะฮ์ทรงให้เกียตริแก่ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  โดยที่พระองค์ทรงให้เกียตริด้วยสาเหตุของการมีท่านนบีอยู่ที่พำนักของนางหะ ลีมะฮ์ผู้ให้นมแก่ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   ซึ่งดังกล่าวยร่  ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งแต่ประการใด  แต่ทว่า  ชะรีอัตอิสลามได้สอนแก่เรา  ให้ทำการละหมาดขอฝนในยามที่ฝนแล้งด้วยความมีศิริมงคลของบรรดาผู้ที่มี คุณธรรมจากบรรดามนุษย์และอะฮ์ลิลบัยต์ของท่านนบีมุหัมมัด  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เพื่อที่จะหวังในการตอบรับจากอัลเลาะฮ์  ซุบหานะฮ์ กับดุอาอ์ของเรา
         
                ดังนั้น  อย่างไรหรือที่สถานนั้นมีเกียตริด้วยการมีตัวตนของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อยู่ในสถานที่นั้นด้วย  โดยที่ท่านเป็นเพียงเด็กที่เพิ่งดื่มนมในอ้อมอกของท่านนางหะลีมะฮ์?   ดังนั้น  จึงเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่งที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เป็นสาเหตุทำให้แผ่นดินอันแห้งแล้งกลับเขียวชอุ่มจากบริเวนรอบข้างของท่าน  มากกว่าสาเหตุของน้ำฝนและน้ำที่ออกมาจากผืนดิน   ตราบใดที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจของอัลเลาะฮ์   พระองค์เท่านั้นที่จะให้เกิดขึ้นกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด  ดังนั้น  จึงเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่งสำหรับท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ที่จะเป็นสื่อบทนำบรรดาสาเหตุต่าง ๆ ของความีศิริมงคลและการให้เกียติของพระผู้เป็นเจ้า  ซึ่งดังกล่าวนั้น  ก็คือ ความเมตตาของอัลเลาะฮ์  ซุบหานะฮ์ ฯ มาสู่มวลมนุษย์  ด้วยคำตรัสของพระองค์ที่อธิบายความหมายดังกล่าวว่า
         
         
            وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ
                
         
         
            "และเราไม่ได้ส่งเจ้ามา  นอกจากเป็นความเมตตาแก่สากลโลก  "อัลอัมบิยาอ์ 108
         
                4.  นับว่าเหตุการณ์การผ่าทรวงอกของท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้เกิดขึ้นระหว่างที่ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  อาศัยอยู่ที่พำนักของเผ่านบีสะอัด  ซึ่งเป็นการปูทางในการเป็นนบีและเป็นการบ่งชี้ว่าอัลเลาะฮ์ทรงเลือกเฟ้นกับ ท่านนบี  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเพื่อมาแบกรับภาระกิจที่มีเกียตริ  เหตุการณ์นี้ได้มีสายรายงานต่าง ๆ ที่ซอฮิหฺ  จากบรรดาซอฮาบะฮ์มากมาย  หนึ่งในนั้นคือ ท่านอะนัส  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ซึ่งท่านมุสลิมได้รายงานไว้ในซอฮิหฺของเขาจากท่านอะนัส  ว่า  "แท้จริงท่านญิบรีลได้มาหาท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยที่ท่านกำลังเล่นอยู่กับพวกเด็กๆ  แล้วท่านญิบรีลก็จับท่านแล้วทำให้นอนลง  แล้วท่านญิบรีลก็ผ่าหัวใจของท่านแล้วก็นำมันออกมา  และก็นำก้อนเนื้อก้อนหนึ่งออกมาจากหัวใจ  แล้วกล่าวว่า  นี่คือส่วนของชัยฏอนที่มีจากตัวท่าน  หลังจากนั้น  ท่านญิบรีลจึงล้างมันด้วยน้ำซัมซัมในภายชนะหนึ่งที่ทำมาจากทองคำ  จากนั้นท่านญิบรีลก็นำหัวใจกลับไปไว้ที่เดิม  โดยที่บรรดาเด็กๆที่วิ่งไปยังหามารดา(แม่นม)ของเขา  โดยร้องตะโกนว่า  มุหัมมัดถูกฆ่าแล้ว  แล้วพวกเด็ก ๆ ก็ไปรับตัวนบีมาโดยที่หน้าของของท่านซีดเซียว"
         
                ฮิกมะฮ์(เคล็ดลับ)จากเหตุการณ์นี้ - วัลลอฮุอะลัม - ไม่ใช่เป็นการขจัดบ่อเกิดแห่งมนทิลในร่างกายของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ให้ออกไป  เนื่องจากถ้ามลทิลนั้น  เป็นแหล่งเกิดจากเนื้อร้ายที่อยู่ในร่างกาย หรือก้อนเลือดที่อยู่ในบางส่วนของร่างกายแล้ว  แน่นอนว่า  ความชั่วก็สามารถกลับกลายเป็นความดีได้ด้วยทำการผ่าตัด   แต่ปรากฏว่าฮิกมะฮ์จริง ๆ นั้นก็คือ  เพื่อประกาศถึงภารกิจของท่านร่อซูลุลเลาะฮ์  ซ๊อลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  และเพื่อให้ท่านมีความเตรียมพร้อมในการได้รับการคุ้มครองจากความผิดและ เตรียมรับวะหฺฮีย์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ด้วยสื่อทางวัตถุที่สัมผัสได้(คือการผ่าหน้าอก)
         
                 ดังกล่าว  ก็เพื่อให้ท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  มีอิหม่านที่ใกล้ชิดไปยังอัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮ์ ฯ มากยิ่งขึ้น  และให้บรรดาผู้คนยอมรับและเชื่อในสารของท่านนบี ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งหิกมะฮ์นี้  เป็นการทำให้บริสุทธิ์ในด้านนามธรรม  แต่มันเกิดขึ้นในรูปแบบของรูปธรรมที่สัมผัสได้(คือการผ่าหน้าอก)  เพื่อเป็นการประกาศสารแห่งพระเจ้าท่ามกลางการรับฟังและการเห็นแจ้งของมนุษย์ ทั้งหลาย
         
                 และไม่ว่าจะด้วยฮิกมะฮ์ใดก็ตาม  จึงไม่บังควร - ทั้งที่มีหะดิษซอฮิหฺมายืนยันแล้ว - ในการพยายามค้นหาช่วงทางที่จะทำการตีความหะดิษนี้ให้ออกจากความหมายที่ ชัดเจนของมันอยู่แล้ว  และท่านก็จะไม่พบว่าจะมีสิ่งใดมาอนุญาติให้กับผู้ที่พยายามทำการตีความเหตุ การร์นี้ - ทั้งที่มีหะดิษซอฮิหฺมายืนยัน - นอกจากความอ่อนแอของอิหม่านต่ออัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮ์ ฯ เท่านั้น  หลังจากนั้นก็จะมีความอ่อนแอในการมั่นใจในการเป็นนบีและสารของท่านนบีมุหัม มัด ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
         
         อ้างอิงสรุป : จากหนังสือ ฟิกฮุสซีเราะฮ์  ของท่าน ชัยค์ ด๊อกเตอร์  มุฮัมมัด สะอีด รอมะดอน อัลบูฏีย์  หน้า 37 - 40
      
         
            ที่มา http://www.santitham.org/forum/index.php/topic,445.0.html
      
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:21:39 pm »
แบ่งปัน


   สิทธิของศาสดามุฮัมมัด(ศ.)
   
   
   
   
   
   มุสลิม ทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ในนิกายใด ต่างมีความเชื่อเหมือนกันว่าศาสดามุฮัมมัด(ศ.) คือศาสดาท่านสุดท้าย และสถานภาพการเป็นศาสดานั้นสิ้นสุดอยู่เพียงแค่ท่านเท่านั้น เช่นเดียวกับที่มุสลิมต่างเชื่อในความเป็นเอกะของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
   สิทธิ ของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดรองจากสิทธิ์ของอัลลอฮฺ(ซ.บ.) ไม่มีมนุษย์คนใดอีกแล้วที่จะมีสิทธิมากไปกว่าศาสดามุฮัมมัด(ศ.) อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ทรงตรัสว่า
   "และเรามิได้ส่งเจ้ามา เพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย" (อัล-กุรอาน 34/28)
   สิทธิ ของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) มีมากมาย มุสลิมต้องเคารพและสำนึกขอบคุณต่อท่านในลักษณะที่ดีที่สุด การให้ความเคารพต่อศาสดามุฮัมมัด(ศ.) หมายรวมถึงการเคารพและยึดมั่นตามซุนนะฮฺ (แบบอย่างของท่านจากอะฮฺลุลบัยต์ของท่าน) หากผู้ใดได้อ่านเรื่องราวของสาวกที่รักและเคารพต่อท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขาย่อมจะเข้าใจถึงความสำคัญในเรื่องนี้ดี
   เมื่อ ชาวกุเรชได้ส่งอุรวะฮฺ อิบนฺ มัสอูด มาเจรจากับศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ที่ฮุดัยบียะฮฺ เขารู้สึกประทับอย่างยิ่งกับการปฏิบัติตนของบรรดาสาวกที่ปฏิบัติต่อท่าน ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) จนเขากล่าวว่า "ฉันได้เคยไปเยี่ยมคารวะกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย, โรม และอบีซซีเนีย แต่ฉันไม่เคยเห็นผู้นำคนใดได้รับความเคารพนับถือจากประชาชนของเขามากกว่ามุ ฮัมมัด ถ้าเขาสั่งให้ทำสิ่งใด พวกเขาจะทำโดยไม่รอช้า ถ้าเขาทำวุฎูอฺ(ทำน้ำนมาซ) พวกเขาจะหาน้ำที่เหลือจากที่เขาใช้ พวกเขาไม่เคยมองตาเขา เนื่องจากความเคารพ" นี่คือสิ่งที่สาวกผู้บริสุทธิ์ใจของท่านปฏิบัติต่อศาสดามุฮัมมัด(ศ.)  ท่านเป็นศาสนทูตท่านสุดท้ายของอัลลอฮฺ ท่านเป็นผู้มีคุณสมบัติและแบบฉบับที่ดีเลิศที่สุด อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ตรัสว่า
   "โดย แน่นอน ในศาสนทูตของอัลลอฮฺนั้นมีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺและวันปรโลกและรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมาก" (อัล-กุรอาน 33/21)
   สิทธิ ของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) หมายรวมถึงการเชื่อถือศรัทธาท่านในเรื่องของศาสนา และสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตามที่ท่านได้บอกเรา การยึดมั่นและยอมรับคำสั่งของท่านก็เป็นสิทธิของท่านด้วยเช่นกัน เมื่อมุสลิมคนหนึ่งศรัทธาในศาสดามุฮัมมัด(ศ.) และต้องการปฏิบัติตามศาสนาของท่าน เขาก็ต้องเชื่อมั่นศรัทธาด้วยว่าแนวทางของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) คือแนวทางที่ดีที่สุด การศรัทธาต่อศาสดามุฮัมมัด(ศ.) หมายถึงการรับรองแล้วว่าศาสนาของท่านคือศาสนาที่ดีที่สุด อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ได้ยืนยันถึงสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านี้ไว้ดังนี้
   "จง กล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า 'หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่านซึ่งโทษทั้งหลายของพวกท่าน' และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ จงกล่าวเถิด(มุฮัม มัด) ว่า 'พวกท่านจงเชื่อฟังอัลลอฮฺและศาสนทูตเถิด' แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงชอบผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย" (อัล-กุรอาน 3/31-32)
   "...ข้า ขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า เขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้า(มุฮัมมัด) ตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขาแล้วพวกเขาไม่พบความคับใจใด ๆ ในจิตใจของพวกเขาจากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินใจ และพวกเขายอมจำนนด้วยดี" (อัล-กุรอาน 4/65)
   "ไม่ บังควรแก่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง ที่เมื่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว พวกเขาจะมีทางเลือกอื่นใดในเรื่องของพวกเขาอีก และผู้ใดไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์แล้วแน่นอนเขาได้หลงผิด อย่างชัดแจ้ง" (อัล-กุรอาน 33/36)
   
   
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:23:03 pm »
แบ่งปัน


   ชีวิตในวัยเด็กของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
   
   
   
   
   
   ประเพณีของชาวมักกะฮฺโดยเฉพาะตระกูลที่มีชื่อเสียงจะส่งเด็กไปเลี้ยงตามชนบทในทะเลทราย (  ในทะเลทรายมีอากาศบริสุทธิ์และอาหารอุดมสมบูรณ์ กินนมแพะ นมแกะ นมอูฐ กินเนื้อบริสุทธิ์ กินพืชที่สมบูรณ์ แต่มักกะฮฺเป็นเมืองที่เจริญแล้วและเป็นลำธารระหว่างภูเขาสองลูกใหญ่ อากาศไม่ค่อยดี)  ท่านนะบีอยู่ในชนบทกับแม่นมคือ นางหะลีมะฮฺ อัซซะอฺดียะฮฺ  ที่เผ่าบะนีซะอฺดฺ (นางหะลีมะฮฺเป็นแม่นมรับจ้าง เป็นธรรมเนียมที่ชาวชนบทมักรับจ้างเป็นแม่นม) ซึ่ง อาหรับสมัยนั้นอาศัยอยู่ในเต็นท์ ไม่มีที่พักถาวร เห็นฝนตกมีน้ำมีหญ้าที่ไหนก็ไปกางเต็นท์ที่นั่น อยู่เดือนสองเดือนแห้งแล้งก็ย้ายไปที่อื่น
   มี รายงานเศาะฮี้ฮฺ(ทั้งจากบุคอรียฺและมุสลิม)ถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งท่านนะบี ได้เล่าให้เศาะฮาบะฮฺหลายคนฟัง รวมทั้งท่านหญิงอาอิชะฮฺด้วยว่า เมื่ออายุประมาณ 2-3 ขวบ ขณะที่กำลังเล่นกับเด็กอื่นๆ มีชายสองคนมาหาและจูงท่านนะบีออกไปจากเผ่าบะนีซะอฺดฺ แล้วสั่งให้ท่านนะบีนอน หลังจากนั้นได้ผ่าอกของท่านนะบีเอาหัวใจออกมา แล้วทิ้งเนื้อก้อนหนึ่งจากหัวใจไป ชายคนหนึ่งในสองคนนั้นบอกว่า นี่คือส่วนของชัยฏอนที่ต้องการจากท่าน หมายถึงต่อไปนี้ชัยฏอนไม่มีวิถีทางที่จะมายุแหย่ท่านนะบีได้อีกแล้ว นี่เป็นการดูแลพิเศษจากอัลลอฮฺต่อท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
   
       นางหะลีมะฮฺวิ่งไปหาท่านนะบีหลังจากที่มีเด็กมาบอก ก็พบท่านนะบีเพิ่งกลับมาจากเหตุการณ์นี้ (มีบางรายงานระบุว่ารอยที่ถูกผ่ายังเห็นชัดอยู่) นางหะลีมะฮฺกังวลว่าถ้าปล่อยท่านนะบีอยู่ที่นี่ไม่มีใครรับประกันความ ปลอดภัยของท่านจึงนำไปส่งให้มารดา ท่านนบีจึงอยู่กับมารดาจนกระทั่งอายุประมาณ 8 ขวบก็ได้ออกเดินทางไปกับมารดาเพื่อเยี่ยมบรรดาน้าๆ ที่เมืองมะดีนะฮฺ และขากลับมารดาของท่านก็เสียชีวิต
   
       ท่านนะบีกำพร้าพ่อก่อนกำเนิด และเมื่ออายุ 8 ขวบมารดาเสียชีวิต ก็กำพร้าทั้งพ่อและแม่ นี่คือชีวิตที่ลำบาก และเป็นประเด็นที่น่าวิเคราะห์ เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่สร้างความยากลำบากในชีวิตของท่าน เมื่อกำพร้าทั้งพ่อและแม่แล้วคนที่จะดูแลท่านคือคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่พ่อและ แม่ คนแรกที่รับท่านนะบีมาดูแลคือปู่ของท่าน อับดุลมุฏฏอลิบ ซึ่งรักท่านนะบีมุฮัมมัดมากที่สุด ก่อนเสียชีวิตได้สั่งเสียไว้กับอบูฏอลิบว่า ห้ามทิ้งหลานฉันคนนี้นะ ต้องช่วยเหลือเขาเต็มที่ และมีเหตุการณ์หนึ่งสมัยที่อับดุลมุฏฏอลิบยังมีชีวิตอยู่ที่บ่งชี้ถึงความ รักระหว่างปู่กับหลาน คือเมื่ออับดุลมุฏฏอลิบจะละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺ เขาจะปูพรมแล้วละหมาดบนพรมผืนนั้น ลูกหลานเป็นสิบๆ คนไม่มีใครกล้าแตะพรมผืนนี้นอกจากมุฮัมมัด หลานคนอื่นมาแตะก็ถูกไล่เพราะอับดุลมุฏฏอลิบเป็นหัวหน้าเผ่ากุเรชที่มี เกียรติ แต่เมื่อมุฮัมมัดมานั่ง คนจะมาไล่ ปู่บอกไม่ต้อง ปล่อยเขา
   
       สาเหตุที่อับดุลมุฏฏอลิบรักท่านนะบีเพราะเขาเคยบนบาน (นะซัร) ไว้ว่าถ้าหากมีลูกสิบคนจะเชือดคนหนึ่งถวายให้อัลลอฮฺ (เป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากประเพณีอาหรับที่เริ่มมีการบิดเบือน) ซึ่งลูกคนที่สิบคือ อับดุลลอฮฺ บิดาของท่านนะบี ชาวอาหรับเคร่งครัดมากในเรื่องนะซัร อับดุลมุฏฏอลิบจึงนะซัรอีกว่าถ้าจับฉลาก (ใช้ลูกธนูเรียก อัลอัซลาม แต่ละดอกเขียน “เอา” และ “ไม่เอา” ให้จับฉลาก) แล้ว ไม่ต้องเชือดลูกชาย ก็จะเชือดอูฐสิบตัว ปรากฏว่าครั้งแรกจับสลากได้ว่าให้เชือด จึงเพิ่มนะซัรเป็นยี่สิบตัว เมื่อจับฉลากอีกก็ได้ว่าให้เชือด จึงเพิ่มนะซัรขึ้นเรื่อย ๆ ทีละสิบตัว จนสุดท้ายนะซัรว่าถ้าจับได้ว่าไม่ต้องเชือดลูกชายก็จะเชือดอูฐร้อยตัว ก็ปรากฏว่าจับฉลากได้ไม่ให้เชือด
   
       เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้กันของชาวอาหรับ และมีหะดีษบทหนึ่งที่แม้จะอ่อนแอในด้านสายสืบ(อิสนาด) แต่มีที่มาคือ ท่านนะบีเคยพูดว่า “ฉันเป็นลูกของสองคนที่ประสบเหตุการณ์ที่อาจถูกเชือด” (อัซซะบีฮัยนฺ) หมายถึง ท่านนะบีอิสมาอีล และอับดุลลอฮฺ บิดาของท่าน
   
       ท่านนะบีอิบรอฮีมฝันว่าอัลลอฮฺสั่งให้เชือดนะบีอิสมาอีล ตอนอายุ 8 ขวบ (การฝันของบรรดานะบีและร่อซูลเป็นสัจธรรม) และเมื่อปรึกษากับนบีอิสมาอีลผู้เป็นลูกชาย อิสมาอีลก็บอกว่า “โอ้บิดาของฉัน ท่านปฏิบัติตามคำสั่งเถิด แล้วจะเห็นว่าฉันอยู่ในหมู่ผู้รักและยินดีในการช่วยให้ท่านปฏิบัติคำบัญชา ของอัลลอฮฺ” อิบรอฮีมจึงนำอิสมาอีลไปเชือด นบีอิบรอฮีมสั่งให้อิสมาอีลคว่ำหน้า เพราะถ้าเห็นหน้าแล้วจะไม่กล้าเชือด 
   
   
   “ครั้นเมื่อทั้งสอง(พ่อและลูก)ได้ยอมมอบตน(แด่อัลลอฮฺ) อิบรอฮีมได้ให้อีสมาอีล คว่ำหน้าลงกับพื้น” 
(ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟฟาต 37:103)
   
   เมื่อทั้งสองน้อมให้แก่คำบัญชาของอัลลอฮฺแล้ว อัลลอฮฺบอกให้ยกเลิก เราได้ทดสอบอีหม่านของอิบรอฮีมแล้ว (เพราะ นะบีอิบรอฮีมอายุ 80 ปียังไม่มีลูก เป็นนะบีเผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ ในหัวใจไม่มีใครนอกจากอัลลอฮฺ แต่เมื่อมีลูกตอนอายุ 80 ปีแล้ว ความรักต่อลูกจะมาแข่งกับความรักต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจึงต้องทดสอบอีหม่านของอิบรอฮีมว่ารักใครมากกว่า)  อัลลอฮฺทรงนำแพะตัวหนึ่งจากสวรรค์มาให้เชือดแทน
   
   
   “และ เราได้เรียกเขาว่า “โอ้ อิบรอฮีม” เอ๋ย! * แน่นอน เจ้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามฝันแล้ว” แท้จริง เช่นนั้นแหละเราจะตอบแทนผู้กระทำความดีทั้งหลาย * แท้จริง นั่นคือ การทดสอบที่ชัดแจ้งแน่นอน * และเราได้ให้ค่าไถ่ตัวเขาด้วยสัตว์เชือดพลีอันใหญ่หลวง” (ซูเราะฮฺ อัศศ็อฟฟาต 37:104-7)
   
   เหตุการณ์ นี้เกิดขึ้นที่มินา จึงเป็นสถานที่เชือดกุรบานของผู้ประกอบพิธีฮัจญฺ ที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวประวัติของท่านนะบีอิบรอฮีม และมีที่หนึ่งเรียกว่า มะญัรรุลกับชฺ (ฮืม ฮืม??) หมายถึง ที่ลากกับชฺ(แพะตัวผู้) คือสถานที่ที่ท่านนะบีอิบรอฮีมพานบีอิสมาอีลไปเพื่อจะเชือด และตอนที่อิบรอฮีมจะเชือดอิสมาอีลแล้วมีชัยฏอนมากระซิบกระซาบไม่ให้เชือด ท่านก็ขว้างหินไล่ชัยฏอน 3 ครั้ง คนทั่วไปก็เข้าใจว่าที่ขว้างเสาหินที่มินาเพื่อไล่ชัยฏอน เพราะการปฏิบัติศาสนกิจเกี่ยวกับการทำฮัจญฺส่วนมากมาจากศาสนาของท่านนบี อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม
   
   ชีวิต ของท่านนะบีเศร้าโศกมาก แม้กระทั่งช่วงที่ท่านประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนาแล้ว ท่านนะบีก็ยังเสียใจที่ไม่มีโอกาสจูงมือบิดามารดาของท่านสู่สัจธรรม จนเสียชีวิตในขณะที่ยังเป็นกาเฟร นั่นคืออิจมาอฺ (มติเอกฉันท์) ของอุละมาอฺทั้งปวง และมีหลักฐานมากมายยืนยัน หลักฐานหนึ่งบันทึกโดยอิหม่ามมุสลิมคือ มีชาวอาหรับคนหนึ่งมาถามท่านนะบีในทำนองยุแหย่และอยากให้ท่านนนะบีตอบไม่ได้ ว่า “พ่อฉันอยู่ที่ไหน” นะบีตอบว่า “พ่อฉันและพ่อท่านอยู่นรก” อันเป็นหลักฐานอ้างอิงจากท่านนะบีว่าบิดาของท่านเสียชีวิตขณะที่ไม่ใช่ มุสลิม ลุงของท่านคืออบูฏอลิบก็เช่นเดียวกัน
   
   มีครั้งหนึ่งท่านนะบีเดินทางจากเมืองมะดีนะฮฺและแวะไปที่หลุมศพมารดาของท่าน ท่
านนะบีจึงขออนุญาตอัลลอฮฺเพื่อขออภัยโทษให้แก่มารดา (หะดีษบันทึกโดยอิมามมุสลิม)
   
   
   
   “ฉัน ได้ขออนุญาตต่ออัลลอฮฺเพื่อขออภัยโทษแก่มารดาของฉัน แต่อัลลอฮฺไม่ทรงอนุญาต และฉันได้ขออนุญาตต่ออัลลอฮฺเพื่อไปเยี่ยมหลุมศพของนาง แล้วอัลลอฮฺก็ทรงอนุญาตแก่ฉัน” คือขออภัยโทษให้กับมุสลิมได้ แต่มุชริกไม่ได้
   
   
   ไม่ บังควรแก่นะบีและบรรดาผู้ศรัทธาที่จะขออภัยโทษให้แก่พวกตั้งภาคี และแม้ว่าพวกเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม ทั้งนี้หลังจากเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาแล้ว แน่นอนพวกเหล่านั้นเป็นชาวนรก”  [อัตเตาบะฮฺ 9:113]
   
       แสดงว่าท่านนะบีเสียใจมากจึงขออนุญาตอัลลอฮฺไปเยี่ยมหลุมศพมารดาท่าน อัลลอฮฺอนุญาต ดังนั้นการที่มุสลิมสามารถไปเยี่ยมกุบูรคนกาฟิรนั้นทำได้ แต่ขอดุอาอฺให้ไม่ได้และเมื่อเราไปเยี่ยมกุบูรก็ให้รำลึกว่าเขากำลังประสบ การลงโทษอย่างไร เป็นการเพิ่มอีหม่านในเรื่องวันกิยามะฮฺ
   
       ในชีวประวัติของท่านนบีมีบางรายงานที่ไม่มีที่ไปที่มาหรือเป็นหะดีษเมาฎัว อฺที่บางกลุ่มชอบหยิบยกมา เช่น พวกซุนนะฮฺว่าบิดามารดาท่านนะบีเสียชีวิตเป็นกาเฟรถือว่าไม่ให้เกียรติท่าน นะบี ทั้งที่เรื่องนี้มาจากรายงานหะดีษของท่านนะบีและอุละมาอฺก็มีมติเอกฉันท์ แต่พวกนี้แอบอ้างว่ามีหะดีษบทหนึ่งที่ว่า อัลลอฮฺทรงให้บิดามารดาของท่านนะบีฟื้นคืนชีพ เมื่อท่านนะบีเสนออิสลาม ทั้งสองก็รับอิสลามแล้วตายไป แบบนี้รักมากจนเลยขอบเขต ศาสนาไม่เห็นด้วย 
(บางกลุ่ม อ้างความรักท่านนะบี จนทำสิ่งที่ขัดกับเจตนารมณ์ของท่าน เช่นการฉลองเมาลิดนะบี ทั้งที่นะบีไม่ได้ใช้ และปัจจุบันนี้เมาลิดกลายเป็นเทศกาลที่ต่อต้านอิสลามไปแล้ว เป็นเทศกาลอาหาร แต่งตัวผิดหลักการศาสนา ดนตรี มีแต่สิ่งที่ค้านกับหลักการศาสนา)
   
       เป็นเรื่องที่น่าวิเคราะห์ว่าท่านนะบีเกิดในสภาพที่ยากลำบาก แล้วบุคลิกภาพของท่านจะเป็นอย่างไร? เป็นเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺที่ให้ท่านนะบีเกิดในสภาพนี้ เป็นเด็กกำพร้า และเมื่อไปอยู่กับปู่ได้ไม่กี่เดือนปู่ก็เสียชีวิต อบูฏอลิบ(ซึ่งเป็นลุงของท่านนะบี)จึงมารับผิดชอบดูแลท่าน ตอนนั้นอบูฏอลิบไม่ใช่คนร่ำรวย ยากจน ลูกหลานเยอะ จนเมื่อท่านนะบีแต่งงานกับนางเคาะดีญะฮฺตอนอายุ 25 ปี อบูฏอลิบก็มีลูกชายคนสุดท้องชื่ออะลี อบูฏอลิบมีลูกเกือบสิบคน ท่านนะบีจึงนำอะลีไปเลี้ยงที่บ้านของท่านเพื่อช่วยอบูฏอลิบ ในช่วงนั้นอบูฏอลิบมาช่วยท่านนะบีจึงไม่ถือว่าเป็นคนที่อำนวยความสะดวกให้ ท่านนะบีมากนัก
   
       หลักฐานที่บ่งชี้ว่าท่านนะบีประสบปัญหามากมายในชีวิตคือ ท่านนะบีต้องทำมาหากินเองตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ท่านนะบีกล่าวว่า
   
   
   “ไม่ มีนะบีท่านหนึ่งท่านใดเว้นแต่ต้องเคยเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ” “(บรรดาเศาะฮาบะฮฺ)ถามว่า แม้กระทั่งท่านหรือ ท่านนบีตอบว่า “ฉันเคยเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะให้แก่ชาวมักกะฮฺ ด้วยค่าตอบแทนเล็กน้อย”
   ท่าน นะบีต้องเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะในขณะที่ตระกูลของท่านเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่ สุดในเมืองมักกะฮฺ เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้ เพราะกุเรชถือเป็นเผ่าที่มีเกียรติโดยเฉพาะตระกูลบะนูฮาชิม (กุ เรชประกอบด้วยหลายตระกูล ซึ่งบะนูฮาชิมถือว่ามีอำนาจมากโดยเฉพาะเรื่องศาสนา เพราะปู่ของอับดุลมุฏฏอลิบชื่อ กุศ็อยุบนุกิล้าบ  ที่อยู่ในเผ่านี้เป็นคนแรกที่จัดระเบียบสังคม ก่อนหน้านั้นกุเรชเป็นเผ่าเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ชาวกุเรชจึงยกย่องบะนูฮาชิมจนกระทั่งทุกคนที่เกิดในตระกูลนี้ถือเป็นบุคคล สำคัญและมีศักดิ์ศรี)  ทุกคนรู้ว่าท่านนะบีเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี ขณะเดียวกันท่านก็เป็นคนยากจน และเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีใครช่วยเหลืออุดหนุน (สังเกตเวลาที่เราลำบาก ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ เราจะยกมือขอดุอาอฺ)
   
   ก่อนได้รับวะฮียฺ ท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้สืบทอดศาสนาหะนีฟียะฮฺของนะบีอิบรอฮีม (จน ถึงยุคท่านนะบียังมีหลายคนที่ยึดในศาสนาหะนีฟียะฮฺของท่านนะบีอิบรอฮีม เรียกว่า อัลอะหฺนาฟ เช่น ท่านอบูบักร อัศศิดดีก ก่อนอิสลามไม่เคยกราบรูปเจว็ด ไม่เคยดื่มสุรา ท่านอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ และมีบางคนไปเข้าศาสนาคริสต์ที่ยังไม่ถูกบิดเบือน) ท่านมักอยู่คน เดียว มีความสงบ มีปัญญาสูง มีมารยาท ถ่อมตนต่อผู้อื่น  เพราะท่านเป็นเด็กกำพร้าและยากจน จึงไม่มีอะไรที่ทำให้ท่านตะกับบุร(เย่อหยิ่ง)หรือต้องการสร้างอำนาจบารมี ยากจนทั้งก่อนและหลังเป็นนะบี ตรงนี้เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺให้ท่านนะบีตระหนักถึงบุญคุณอันมหาศาลและให้มีความ หนักแน่นในการพึ่งอัลลอฮฺ ในซูเราะฮฺอัฎฎุฮา อัลลอฮฺได้แสดงบุญคุณของพระองค์ต่อท่านนะบี
   
   
   
   “และทรงพบเจ้ามีศาสนาที่ไม่ชัดเจน(ฎอลลัน) แล้วทรงชี้นำทาง” [อัฎฎุฮา 93:7] 
   
   เมื่อก่อนท่านนะบียึดศาสนาของท่านนะบีอิบรอฮีม ซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่ชัดเจน แล้วอัลลอฮฺทรงนำฮิดายะฮฺให้แก่ท่าน “ฎอล” ตรง นี้แปลว่าหลงผิดไม่ได้ นะบีไม่เคยหลงผิด ท่านไม่เคยไหว้รูปเจว็ด ทำซินา หรือดื่มสุรา ชีวิตของท่านถูกรักษาจากอัลลอฮฺในทุกขั้นตอน มีรายงานบันทึกในตำราประวัติศาสตร์ของท่านนะบีที่เชื่อถือได้ว่า ครั้งที่ท่านนะบียังอยู่ในวัยหนุ่ม ท่านกลับมาจากการดูแลแพะแกะข้างนอก กลางคืนจะเข้าบ้าน เข้าเมืองมักกะฮฺ พบกับวัยรุ่นชวนไปฟังดนตรี นะบีก็ตามไป แต่เมื่อท่านนะบีถึงบ้านที่มีดนตรีแล้ว อัลลอฮฺทำให้ท่านหลับไปจนถึงตอนเช้า พอแดดร้อนก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ครั้งแรกก็อาจพูดได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่อีกคืนหนึ่ง กลับเข้ามาได้ยินเสียงดนตรี จะไปฟัง อัลลอฮฺก็ทำให้นอนหลับไปอีก อันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการรักษาจากอัลลอฮฺ ท่านนะบีจึงรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรทำ ไม่ควรไปยุ่ง นี่คือความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ 
(ถ้า หากอัลลอฮฺทรงช่วยเหลือเราเหมือนที่ช่วยเหลือท่านนะบี ดึงให้เราห่างจากความชั่ว แสดงว่าอัลลอฮฺรักเรามาก แต่หากอยู่ในสภาวะที่ชัยฏอนกำลังยุแหย่ ให้เรารู้ว่าอัลลอฮฺกำลังทดสอบจิตใจของเรา บางคนอัลลอฮฺช่วย เช่น ไม่ชอบฟังเพลง ฟังแล้วหนวกหู แต่คนที่ยังปรับชีวิตไม่ได้ เวลาฟังกุรอานแล้วบาดใจ เวลาฟังเพลงมีความสุข แสดงว่ามีโรคอันตรายต้องรักษา)
   
       เมื่ออบูฏอลิบซึ่งเป็นลุงของท่านนะบี นำท่านมาเลี้ยงที่บ้านกับลูกหลานอบรมขัดเกลาท่านนะบีให้เป็นนักธุรกิจเหมือน ตน พาท่านนะบีไปเมืองชาม เยเมนหลายครั้ง จนท่านนะบีมีคุณสมบัติของนักธุรกิจที่มีศักยภาพ มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกบันทึกในตำราชีวประวัติของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (โดยท่านอิบนุอิสหากและอีกหลายท่าน)ว่า ขณะที่ท่านนะบีเดินทางไปเมืองชามกับอบูฏอลิบ มีเมฆมาบังเป็นร่มเงาให้ท่านนะบี และเมื่อท่านพักผ่อน ต้นไม้ก็จะโน้มกิ่งและใบมาบังแดดให้ท่าน ปรากฏว่าหะดีษนี้สายสืบใช้ไม่ได้ แต่เราได้ยินกันมากเพราะเล่าประวัติกันโดยไม่ใช้สายสืบที่เศาะฮี้ฮฺ อุละมาอฺจึงท้วงติงด้วยคำถามว่า แล้วเมฆไปไหน? มีสิ่งมหัศจรรย์มากกว่านี้ที่เกิดขึ้นจริงคือ ชาวมักกะฮฺเห็นดวงจันทร์ถูกแบ่งเป็นสองซีก และระหว่างสองซีกนั้นมีภูเขาลูกหนึ่ง เรื่องนี้มีบันทึกในอัลกุรอาน ซูเราะตุลเกาะมัร ว่า
   
   ฮืมฮืมฮืม?? ฮืมฮืมฮืม? ฮืมฮืมฮืม ฮืมฮืมฮืม{1}
    ฮืม?? ฮืมฮืม? ฮืม?? ฮืมฮืมฮืม? ฮืมฮืมฮืม?? ฮืมฮืม ฮืมฮืมฮืมฮืม{2}
   
   “วัน กิยามะฮฺได้ใกล้เข้ามาแล้ว และดวงจันทร์ได้แยกออก *และหากพวกเขาเห็นสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) พวกเขาก็ผินหลังให้และกล่าวว่า นี่คือมายากลที่มีมาก่อนแล้ว ”
   (นัก ตัฟซีรกล่าวว่าพวกกุฟฟารมักกะฮ.ได้กล่าวแก่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าหากพวกท่านเป็นคนจริงตามคำพูดก็จงทำให้ดวงจันทร์แยกออกเป็นสองซีก และพวกเขาสัญญาว่าจะศรัทธา ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขอต่อพระเจ้าตามที่พวกเขาขอร้อง เมื่อดวงจันทร์ได้แยกออกเป็นสองซีกแล้ว และพวกเขาได้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วก็กล่าวว่ามุฮัมมัดได้แสดงมายากลแก่เรา)
   ดัง นั้นเหตุการณ์มหัศจรรย์ใดที่หลักฐานใช้ไม่ได้เราต้องไม่รับ ไม่ใช่ปฏิเสธมัวอฺญิซาต แต่ยอมรับเฉพาะมัวอฺญิซาตที่มีหลักฐานชัดเจนซึ่งมีมากมาย
       และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีระบุในบางตำรา แต่อุละมาอฺที่มีความเชี่ยวชาญบางท่านบอกว่าเป็นสายสืบที่ไม่น่าเชื่อถือ คือขณะที่ท่านนะบีเดินทางผ่านโบสถ์ของบาทหลวงชื่อบะฮีรอ เป็นชาวคริสต์ที่ยึดในศาสนาก่อนถูกบิดเบือน ( ระหว่างท่านนะบีอีซากับท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประมาณ 300 กว่าปี ในช่วงแรกศาสนาคริสต์ยังไม่ถูกบิดเบือน เพิ่งถูกบิดเบือนช่วงหลัง ก็ยังมีบางคนที่ยึดในศาสนาคริสต์ที่ไม่ถูกบิดเบือน) เห็นท่านนะบีมา กับคาราวานอาหรับก็สนใจ จึงเชิญกองคาราวานมากินข้าว บาทหลวงได้สังเกตใบหน้าทุกคนจนถึงท่านนะบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นอายุยังไม่มาก บะฮีรอก็ไปถามว่าใครเป็นพ่อแม่เด็กคนนี้ เมื่อรู้ว่าเป็นเด็กกำพร้าจึงถามว่าใครดูแล เมื่อรู้ว่าลุงดูแลก็ไปคุยกับลุงว่า ในคัมภีร์ของเราระบุไว้ว่าลักษณะใบหน้าของเด็กคนนี้จะเป็นนะบี และเขาจะมีศัตรู ดังนั้น ท่านจงระมัดระวังอย่าให้เด็กคนนี้ไปพบกับชาวยิวสักคน เพราะชาวยิวถือว่าเด็กคนนี้เป็นศัตรูที่ต้องเข่นฆ่า 
   เรื่องนี้ระบุใน รายงาน แต่ก็ไม่เป็นสาระสำหรับชีวิตของท่านนะบี อุละมาอฺตั้งข้อสังเกตว่าในเมื่ออบูฏอลิบได้ยินบะฮีรอบอกว่ามุฮัมมัดจะเป็น นะบีและได้เห็นกับตาตัวเองว่าท่านได้เป็นนะบีจริง แล้วทำไมอบูฏอลิบไม่ยอมศรัทธา จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่
   
    

   เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี 
   เรื่อง ชีวประวัติท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ครั้งที่ 3 (5 มี.ค. 47) 

   credit
   
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:51:05 pm »
แบ่งปัน


มุฮัมมัด
        ศาสดามุฮัมมัด ฟัง ฟังเสียง (อาหรับ: محمد) มีความหมายว่า ผู้ได้รับการสรรเสริญ มุฮัมมัดเป็นศาสดาของศาสนาอิสลาม มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น มุสตอฟา, ฏอฮา, ยาซีน และ อะฮฺมัด


   


 ประวัติ
        เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ 17 (บ้างก็ว่า 12) เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด (ศ) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นสุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก

        ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับรอหะหฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะหฺ เพื่อทำลายกะอฺบะหฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอหฺได้ทรงพิทักษ์มักกะหฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุดุจดั่งใบไม้ที่ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอหะหฺจึงจำต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด

        ในปีเดียวกันนั้นมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิ์ เปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปี นั้นต้องดับลงไปด้วย

        บิดาของมุฮัมมัดคือ อับดุลลอหฺ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำ ซัมซัม ริมกะอฺบะหฺ อับดุลลอหฺได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด(ศ)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะ หฺ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ ฺผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด แปลว่าผู้ที่ได้รับการสรรเสริญ เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใชมาก่อนเลย เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านก็ต้องไปอยู่กับแม่นมรับจ้างซึ่งมีนามว่า ฮะลีมะหฺ แห่งเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เป็นเพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง

        มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่ก็สิ้นชีวิตไปอีกคน มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแล ของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน

        เมื่อมุฮัมมัดเจริญวัยขึ้น การใช้ชีวิตของท่านต่างไปจากคนหนุ่มในวัยเดียวกันที่มักรักสนุก คึกคะนอง ชอบการผจญภัยไร้สาระ แต่ท่านได้รวมกลุ่มกับเพื่อนจัดตั้งกลุ่มสังคมสงเคราะห์ชื่อว่า “ฮิลฟุลฟุดูล” เพื่อช่วยเหลือผู้ตกยาก บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน และท่านเป็นบุคคลที่ชาวเมืองมักกะฮฺให้การยกย่องว่าไม่เคยโกหก ท่านจึงได้ฉายาว่า “อัลอะมีน” ซึ่งแปลว่า ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ต่อต้านความป่าเถื่อน ปฏิเสธความโง่เขลาและงมงายของสังคมทั่วดินแดนอารเบียในยุคนั้นที่เต็มไปด้วย ความเสื่อมโทรม อันเนื่องมาจากคำสอนของ ศาสดายุคก่อนๆ ถูกละเลยเพิกเฉย จึงเกิดการละเมิดศีลธรรมต่างๆ ขึ้น เช่น การเสพของมึนเมาการค้าประเวณี การให้กู้เพื่อเอาดอกเบี้ย การสักการะรูปเคารพ การบูชายัญ การเชื่อถือโชคลางการเสี่ยงทาย ฯลฯ

        จากการที่เป็นผู้มีคุณธรรมและมีความสามารถในการค้าขาย ทำให้มุฮัมมัดเป็นที่พอใจของนางเคาะดีญะฮฺ เศรษฐีนีหม้ายซึ่งเป็นกุลสตรีที่ดีงามแห่งเผ่ากุเรช นางจึงได้เชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในฐานะหัวหน้ากองคาราวานสินค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความ เรียบร้อยและได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถและความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก และในที่สุดนางก็ตัดสินใจขอแต่งงานกับท่าน โดยขณะนั้นมุฮัมมัดมีอายุ 25 ปี ส่วนนางมีอายุ 40 ปี หลังจากแต่งงาน ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 6 คน เป็นหญิง 4 คนและชาย 2 คน แต่ลูกชายทั้งสองได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก

        ยามว่างจากปฏิบัติภารกิจหน้าที่ มุฮัมมัดมักปลีกตัวไปหาความสงบนอกตัวเมืองมักกะฮฺ ภายในถ้ำฮิรอในเนินเขาญะบัลนูร และในค่ำคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน ขณะที่ท่านมีอายุได้ 40 ปีมลาอิกะฮฺ นามว่าญิบรออีล ได้นำวะฮีย์ (การไขแสดง) จากอัลลอฮฺมาสู่ท่าน โดยท่านเป็นผู้ได้รับเลือกจากพระเจ้าให้เป็นนบี (ผู้บอกข่าว) พร้อมทั้งประทานตำแหน่งรอซูล (ผู้นำสาส์น) ผู้มีหน้าที่เผยแผ่แนวทางแห่งอัลลอฮฺดั่งที่บรรพศาสดาในอดีต เช่น นบีมูซา (โมเสส) และ นบีอีซา (เยซู) เคยได้รับ นั่นคือการประกาศพระบัญญัติ อันได้แก่ หลักความเชื่อในพระเจ้าเพียงองค์เดียว คำบัญชากฎระเบียบและคำสั่งสอนต่างๆ ซึ่งเป็นทางนำในการดำเนินชีวิตของมวลมนุษย์

        ในตอนแรกท่านนบีมุฮัมมัดดำเนินการเผยแผ่แนวทางแห่งพระผู้เป็นเจ้าอย่างลับๆ แก่วงศ์ญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายใน แต่กระนั้นท่านก็ยังถูกกลั่นแกล้งและต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆ นานาจากญาติผู้ใหญ่และหัวหน้าชาวเมืองมักกะฮฺ และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อท่านได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้ประกาศคำสอนโดย เปิดเผย ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ตลอดจนชาวกุเรชและชาวอาหรับเผ่าอื่นๆ ที่เคยนับถือท่านต่างพากันโกรธแค้นและตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านจนถึงกับวางแผน สังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ บรรดาชนผู้ศรัทธาในแนวทางอิสลามซึ่งได้ชื่อว่า “มุสลิม” ได้ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างหนักและถูกคว่ำบาตรไม่สามารถคบค้าสมาคมกับผู้ใดได้จน ต้องลี้ภัยไปยังอบิสสิเนีย (เอธิโอเปีย) ส่วนท่าน นบีมุฮัมมัดก็ยังคงมุ่งมั่นเผยแผ่คำสอนแห่งอิสลามต่อไปในนครมักกะฮฺ

        ประมาณปีที่ 10 ของการเผยแผ่อิสลาม (ค.ศ.622) หลังจากท่านนบีมุฮัมมัดได้สูญเสียภรรยาและลุงอันเป็นกำลังใจและกำลังสำคัญไป ท่านจึงทำการฮิจเราะฮฺ (อพยพ) บรรดาผู้ศรัทธาไปอยู่นครมะดีนะฮฺ โดยถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นศักราชอิสลามซึ่งเรียกว่า “ฮิจเราะฮฺศักราช”

        ในปีสุดท้ายแห่งชีวิต ท่านได้กลับมายังนครมักกะฮฺอีกครั้งเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ที่ถูกต้องตามหลัก การอิสลามให้เป็นแบบอย่างแก่มุสลิมทุกคน พร้อมทั้งแสดงปัจฉิมโอวาทแก่ประชาชาติของท่านซึ่งไปชุมนุมกันที่ทุ่งอะเราะ ฟะฮฺ จากนั้นในปีที่ 11 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช ท่านก็เสียชีวิตลงขณะที่อายุได้ 63 ปี ร่างของท่านถูกฝังอยู่ในบริเวณบ้านของท่านซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ตั้ง ของมัสยิดนะบะวีย์ในนครมะดีนะฮฺ

        ตลอดระยะเวลา 23 ปีแห่งการเป็นนบีของท่าน พระผู้เป็นเจ้าได้ทยอยประทานพระบัญญัติ ลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อมาสาส์นจากอัลลอฮฺเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมเป็นเล่ม คือ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อันเป็นแนวทางที่ครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์ไปตลอดกาล เพื่อมนุษย์จะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า




 มุฮัมมัดเป็นศาสนทูต
        เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับว่าวะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺดั่งที่ศาสดามูซา (โมเสส) อีซา (เยซู)เคยทำมา นั่นบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูซุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม




 มุฮัมมัดเป็นศาสนทูต
        เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับว่าวะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺดั่งที่ศาสดามูซา (โมเสส) อีซา (เยซู)เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน

        ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกค่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม

        ในปีที่ 5 หลังสาส์นอิสลาม สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะหฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี(เนเกช)แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสตศาสนาก็ได้ให้กาต้อนรับ เป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

        ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจากนางคอดีญะหฺผู้เป็นภรรยาและ อะบูฏอลิบผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะได้สิ้นชีวิต ปีเดียวกันศาสนทูตท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะหฺ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยขี่บุรอกจากมัสญิด อัลฮะรอมในมักกะหฺ สู่ มัสญิดอัลอักศอ ในปาเลสไตน์ (อิสรออ์) ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ในคืนนั้นอัลลอหฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม

        ปีที่ 11 ชาวมะดีนะหฺ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาในปีที่ 12 ชาวมะดีนะหฺ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะหฺครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอหฺเพียงองค์เดียว และในปีที่ 13 มีชาวมะดีนะหฺ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะหฺ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะหฺ




อพยพจากมักกะหฺสู่มะดีนะหฺ
        ท่านศาสดาอพยพจากมักกะหฺโดยมีอะบูบักรฺร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะหฺในวันศุกร์ ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะหฺ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันศอร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราช อิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด

 http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:51:40 pm »
แบ่งปัน


ชีวประวัติท่านศาสดา

ประวัติท่านนบีมูฮำมัด (ซ.ล.)
การเกิด

ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกิดที่นครมักกะฮฺ ประเทศสะอูดิอารเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่แถบตะวันออกกลาง เกิดเมื่อเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 12 เดือนร่อบีอุ้ลเอาวัล ปีช้าง ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน ค.ศ.571 หรือ พ.ศ.1114 เมื่อท่านอับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นปู่ได้ทราบข่าวการเกิด จึงได้รีบไปเยี่ยมและได้ตั้งชื่อให้หลานชายว่า มุฮัมมัด ผู้ได้รับการสรรเสริญ

เชื้อสาย
บิดาของท่านชื่อ อับดุลลอฮฺ เป็นบุตรของอับดุลมุฏฏอลิบ บุตรของฮาชิม บุตรของอับดุลมะนาฟ บุตรของกุศ็อย บุตรของกิลาบ มารดาของท่านชื่อ อะมีนะฮฺ บุตรของวะฮับ บุตรของอับดุลมะนาฟ บุตรของชุรอฮฺ บุตรของกิลาบ บิดาและมารดาของท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นต้นตระกูลเดียวกัน หรือเผ่าเดียวกัน คือเผ่ากุเรช บิดาของท่านเสียชีวิตในขณะท่านอยู่ในครรภ์มารดา และต่อมามารดาของท่านก็เสียชีวิตอีก ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 6 ปี ท่านศาสดาจึงได้ไปอยู่กับปู่ชื่อ อับดุลมุฏฏอลิบ
เมื่อยังเป็นเด็กท่านเคยทำงานโดยมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงแกะ และได้เคยติดตามลุงไปค้าขายยังประเทศซีเรีย 2 ครั้ง ครั้งแรกไปเมื่ออายุ 12 ปี ครั้งที่ 2 ไปเมื่ออายุ 25 ปี ในขณะที่ท่านมีอายุ 25 ปีนั้น ท่านไปทำงานอยู่กับท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าในนครมักกะฮฺด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีไมตรีและมิตรภาพ ประกอบกับมีประสบการณ์ในเรื่องการค้าขายเมื่อสมัยที่ยังอยู่กับลุง จึงทำให้กิจการค้าของท่านหญิงค่อดีญะหฺได้เจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ

การสมรส
ท่านได้รับการยกย่องและขนานนามว่า "อัลอามีน" แปลว่า ผู้ซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และการได้รับความไว้วางใจของท่านนี้เองทำให้ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ซึ่งเป็นนายจ้างของท่านได้ขอแต่งงานกับท่าน ซึ่งขณะนั้นท่านอายุได้ 25 ปี ส่วนท่านหญิงค่อดีญะฮฺอายุได้ 40 ปี ซึ่งเป็นแม่หม้าย ท่านหญิงค่อดีญะฮฺได้สิ้นชีวิตลงก่อนฮิจเราะฮฺประมาณ 3 ปีกว่า ซึ่งขณะนั้นท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีอายุ 50 ปีเต็ม ดังนั้นท่านทั้งสองจึงใช้ชีวิตร่วมกันไม่น้อยกว่า 25 ปี และตลอดเวลาอันยาวนานนั้น ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีภรรยาเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ ท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ทั้งๆที่ในประเทศอาหรับขณะนั้นการมีภรรยาหลายคนจะเป็นเหตุการณ์ปกติหรือเป็น เรื่องธรรมดาสามัญก็ตาม

การเป็นศาสดา

ท่านศาดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับวะฮฺยู (วะฮียฺ) = Revalation = การดลใจหรือการรวบรัดดวงจิตโดยฉับพลัน จากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า อิกเราะอฺ แปลว่า จงอ่าน"จงอ่าน ด้วยพระนามของพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงสร้าง (สากลจักรวาล) ผู้ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และผู้อภิบาลของเจ้าทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่ง" (96 : 1-3)
ท่านได้รับวะฮฺยูหรือการดลใจหรือการแต่งตั้งให้เป้นศาสดาจากพระผู้เป็นเจ้า ในเดือนร่อมาฎอน ณ ถ้ำฮิรออฺ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ 40 ปี

การประกาศอิสลามอย่างลับๆ

พระผู้เป็นเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประกาศอิสลามอย่างลับๆก่อน คือประกาศแก่ญาติผู้ใกล้ชิดเป็นประการแรก หญิงคนแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม คือท่านหญิงค่อดีญะฮฺ ภรรยาของท่าน ชายหนุ่มคนแรกที่รับอิสลามคือ ท่านอบูบักร เยาวชนคนแรกที่รับอิสลาม คือท่านอลี ซึ่งมีอายุเพียง 8-10 ปี ทาสคนแรกคือ ท่านซัยดฺ ซึ่งเป็นบุตรของฮาริซะฮฺ และต่อมาได้รับกรปลดปล่อยให้เป็นอิสระ การประกาศอิสลามอย่างลับๆ ได้กระทำมาเป็นเวลา 3 ปี สาเหตุที่ประกาศอย่างลับๆ นี้เพราะบรรดามุสลิมยังมีกำลังน้อยอยู่

การประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย

หลังจากที่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ประกาศศาสนาอย่างลับๆ เป็นเวลา 3 ปี แล้วก็ได้รับบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าให้ประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย ทั้งๆที่ในขณะนั้นมีผู้นับถืออิสลามยังไม่มากนัก ศาสดามุฮัมมัด เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ที่ถูกส่งลงมายังมวลมนุษย์ ศาสดามุฮัมมัดถือกำเนิดจากตระกูลกุร็อยส์ วงศ์ระกูลของท่านสืบเชื้อสายมาจากนบีอิสมาอีล บุตร นบีอิบรอฮีม (อ.ล.)

การเกิดของท่านศาสดา ท่านศาสดาเกิดในฤดูใบไม้ผลิ วันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุ้ลเอาวัล ปีช้าง ตรงกับวันที่ 22 เมษายน ค.ศ.570 ประมาณ 50 วันหลังจากอับรอฮะฮ์ยกกองทัพช้างบุกนครมักกะฮ์ (วันเกิดของท่านศาสดามีการขัดแย้งกัน บ้างว่าวันที่ 9 , 10 แต่ส่วนใหญ่ถือเป็นวันที่ 12)

แม่นมของศาสดา เมื่อท่านศาสดาเกิดได้ 2-3 วัน ท่านได้รับการเลี้ยงดูจากสุวัยบะฮ์ ซึ่งเป็นแม่นมคนแรก สำหรับแม่นมคนที่ 2 คือ ฮาลีมะฮ์ อัซซะอ์ดียะฮ์ ซึ่งเป็นแม่นมโดยถาวร
การตายของบิดา อับดุลลอฮ์ บิดาของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอยู่ในครรภ์มารดา 2 เดือน
การตายของมารดา อามีนะฮ์ มารดาของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอายุ 6 ปี
การตายของปู่ อับดุลมุตตอลิบ ปู่ของท่านศาสดาสิ้นชีวิต ขณะที่ท่านศาสดาอายุ 8 ปี
อาศัยอยู่กับลุง อบูตอลิบ ลุงของท่านศาสดาเลี้ยงดูท่านศาสดาด้วยความรักและเอ็นดู ท่านศาสดาเป็นเด็กฉลาด มีความประพฤติดีและขยัน ท่านช่วยลุงเลี้ยงแพะ แกะ และช่วยลุงทำงานหลายอย่างการเดินทางไปต่างแดน ท่านศาสดาเดินทางไปค้าขายกับลุงที่ซีเรีย ขณะที่ท่านมีอายุเพียง 12 ปี ใน ระหว่างทางท่านได้พบกับบาทหลวงชื่อ บะฮีรอ ซึ่งกล่าวถึงความเป็นศาสดาของท่านในอนาคตร่วมสงครามฟุจญ้าร ครั้งที่ 1 และ 2 ท่านศาสดามุฮัมมัดเข้าร่วมทำสงครามระหว่างเผ่าในเมืองมักกะฮ์ขณะที่ท่านมี อายุ 15 ปี
ร่วมขบวนการฟื้นฟู ฮิลฟุล ฟุดุ้ล ท่านศาสดาเข้าร่วมองค์กรช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นองค์กรของเยาวชน ในขณะที่ ท่านมีอายุ 16 ปี
วัยเติบโตของท่านศาสดา ท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นบุคคลที่เพียบพร้อมไปด้วยความประเสริฐหลายด้าน เช่นความสัจจะ ความซื่อสัตย์ ท่านได้รับสมญานาม อัซซอดิก ผู้มีวาจาสัจจะ และ อัลอะมีน ผู้ที่มีความซื่อสัตย์
การเดินทางไปค้าขาย ท่านศาสดาเดินทางไปค้าขายที่ซีเรียในฐานะพ่อค้า ท่านทำการค้าให้กับพระนางคอดีญะฮ์ ในขณะที่ท่านศาสดามีอายุ 23 - 24 ปี
การแต่งงานของท่านศาสดา ท่านศาสดาแต่งงานกับพระนางคอดีญะฮ์ บุตร คุวัยลิด เมื่ออายุ 25 ปี พระนางคอดีญะฮ์ เป็นหญิงที่ประเสริฐ พระนางคอดีญะฮ์ได้รับสมญานามว่า ฏอฮีเราะฮ์ หญิงผู้บริสุทธิ์
การตัดสินชี้ขาดด้วยชาญฉลาด ท่านศาสดามุฮัมมัดทำการตัดสินชี้ขาดกรณีขัดแย้งเกี่ยวกับการยกหินดำไปวางไว้ ที่เดิม การแก้ปัญหาของท่านได้สร้างความพึงพอใจให้กับทุกคน ทำให้ทุกคนยอมรับในความเฉลียวฉลาดของท่าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ท่านมีอายุ 35 ปี
การประทานวะฮีย์ครั้งแรก อัลลอฮ์ทรงประทานอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลอะลัก อายะฮ์ที่ 1 – 5 ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 17 เดือนรอมฎอนที่ถ้ำฮิรออ์เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงถึง การได้รับแต่งตั้งเป็นนบีของท่านศาสดามุฮัมมัด ในขณะที่ท่านมีอายุ 40 ปี
การละหมาดฟะญัรและอัสรี่ อัลลอฮ์ทรงกำหนดให้ละหมาดฟะญัร เวลารุ่งอรุณ และอัสรี่ เวลาเย็นอย่างละ 2 ร็อกอะฮ์ นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูต

การแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ท่านศาสดามุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลหลังจากวันที่ได้รับการแต่ง ตั้งเป็นนบีได้ 6 เดือน ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลในเดือนรอบีอุ้ลเอาวัล ตรงกับ ค.ศ. 610
การเผยแผ่ศาสนาอย่างลับ ๆ ท่านศาสดามุฮัมมัดเผยแผ่อย่างลับๆ เป็นเวลา 3 ปี โดยใช้บ้านของอัรก็อมเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ ท่านเริ่มต้นเผยแผ่แก่คนในครอบครัว ญาติที่ใกล้ชิด มีผู้ศรัทธาประมาณ 40 คน
การประกาศศาสนาอย่างเปิดเผย ท่านศาสดามุฮัมมัดเผยแผ่ศาสนาอย่างเปิดเผยในปีที่ 3 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ท่านได้ประกาศเชิญชวนชาวมักกะฮ์ ให้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ด้วยความกล้าหาญและอดทน ปรากฏว่ามีผู้ศรัทธาในศาสนาอิสลามมากขึ้นแต่ก็ได้รับการต่อต้านจากชาวมัก กะฮ์บางส่วนชาวกุร็อยส์ต่อต้านท่านศาสดา ปีที่ 3 – 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวกุร็อยส์ประชุมหารือ เพื่อขอร้องให้ลุงของท่านศาสดาอบูตอลิบช่วยบอกให้ศาสดาเลิกล้มการเผยแผ่ ศาสนาอิสลาม แต่ท่านศาสดาปฏิเสธข้อเสนอ ท่านกล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่ทิ้งงานเผยแผ่เป็นอันขาด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้ได้รับชัยชนะหรือไม่ฉันก็พินาศไป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเผยแผ่ของท่านศาสดา
ชาวกุร็อยส์ต่อต้านอย่างรุนแรง ปีที่ 5 – 7 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวกุร็อยส์เริ่มทำร้ายบรรดาศอฮาบะฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นทาส พวกอ่อนแอซึ่งไม่มีคนคอยช่วยเหลือ
การอพยพสู่อบิสสิเนีย เมื่อศาสดาเห็นบรรดาศอฮาบะฮ์ได้รับความทุกข์ทรมานและการทำทารุณ ท่านศาสดามุฮัมมัดสั่งให้ศอฮาบะฮ์อพยพไปอบิสสิเนีย – เอธิโอเปีย ในปีที่ 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล
บุคคลสำคัญรับอิสลาม ท่านฮัมซะฮ์ บุตร อับดุลมุตตอลิบ และอุมัร บุตรค็อตต็อบ เข้ารับอิสลามในปีที่ 5 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ลต่อมาอัลลอฮ์ได้ให้อิสลามมีความเกรียงไกรด้วยการ รับอิสลามของทั้งสอง
การคว่ำบาตรท่านศาสดา ชาวกุร็อยส์ต่อต้านและคว่ำบาตร ไม่คบหาสมาคมกับท่านศาสดา ตระกูลบนูฮาชิมและบรรดาผู้ศรัทธา ในปีที่ 7 – 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล
ปีแห่งความโศกเศร้า ปีที่ 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจากพระนางคอดีญะฮ์ผู้เป็นภรรยาและ อบูตอลิบผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะได้สิ้นชีวิต
การเผยแผ่ที่เมืองฎออิฟ ปีที่ 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะฮ์ แต่ก็ได้รับการปฎิเสธ
การอิสรออ์ – เมี๊ยะรอจญ์ ท่านศาสดาอิสรออ์ – เมี๊ยะรอจญ์ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล อิสรออ์ คือ การที่ท่านศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยบุร้อกจากมัสยิดอัลหะรอมไปสู่มัสญิดอัลอักซอ เมี๊ยะรอจญ์ คือ การที่ท่านศาสดามุฮัมมัดขึ้นสู่ฟากฟ้า


การละหมาดฟัรดู อัลลอฮ์ทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาในขณะที่ท่านศาสดาเมี๊ยะรอจญ์
การเริ่มต้นของอิสลามที่มะดีนะฮ์ ปีที่ 11 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม
สนธิสัญญาอัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 1 ปีที่ 12 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะฮ์ครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวสนธิสัญญา อัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 2 ปีที่ 13 ของการแต่งตั้งเป็นรอซู้ล ชาวมะดีนะฮ์ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะฮ์ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะฮ์ที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะฮ์
ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์ ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์โดยมีอบูบักรร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะฮ์ในวันศุกร์ ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันซ็อร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะฮ์ศักราช ( ฮ.ศ. ) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด

บุคลิกภาพของศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แบบอย่างที่ดีที่ควรปฏิบัตในการดำเนินชีวิต

1. เป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดี เมื่ออยู่ในวงสนทนาท่านนบีมักจะนิ่งฟังมากกว่าจะเป็นผู้พูด ท่านจะพูดแต่เฉพาะเรื่องที่สำคัญเท่านั้น
2. พูดความจริง ท่านนบีเคร่งครัดมากในการพูดความจริง ท่านจะไม่พูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ไม่พูดในสิ่งไร้สาระ
3. เป็นคนรักความสะอาดเรียบร้อย ท่านมีนิสัยรักความสะอาดเรียบร้อย รังเกียจสิ่งที่มีกลิ่นเหม็นและฉุน
4. เป็นคนเรียบง่าย ท่านนบีไม่ชอบชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อหรูหรา ท่านเป็นคนมีชีวิตอยู่แบบเรียบง่าย และแนะนำผู้อื่นให้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย
5. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ท่านเป็นคนใจดีที่สุด ท่านไม่เคยปฏิเสธต่อคนยากจนที่มาขอปัจจัยยังชีพจากท่าน ความใจดีเป็นนิสัยที่แท้จริงของท่าน
6. ทำงานด้วยตัวเอง ท่านทำงานบ้านด้วยตัวเอง ปะเสื้อผ้า ปะรองเท้า รีดนม นวดแป้ง ตักน้ำ
7. ช่วยเหลือผู้อื่น ท่านเคยช่วยทำงานให้ผู้อื่น เช่นช่วยหญิงหม้ายคนยากจนทำงาน โดยท่านไม่ถือตัว และเสียดายแรงงาน
8. ถ่อมตนเสมอ ท่านมักจะก้มหน้าถ่อมตนเสมอ ท่านไม่ชอบพิถีพิถันในการแต่งกายเพื่อโอ้อวด การแต่งกาย แต่งแบบเรียบง่ายถึงแม้ว่าเครื่องแต่งกายจะมีรอยปะ แต่ก็เป็นเครื่องแต่งกายที่สะอาด ท่านไม่ชอบเครื่องประดับ
9. ให้เกียรติแก่แขก ท่านเอาใจใส่ต้อนรับแขกทุกคนที่มาเยี่ยมท่านเป็นอย่างดี
10. ไม่ชอบความฟุ่มเฟือย ท่านเอาใจใส่การกินอาหาร ท่านจะกินอาหารที่มีคุณค่า และจะกินอย่างไม่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย ไม่ว่าการกินและการดำรงชีวิตอย่างอื่น ท่านจะไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย
11. รักความเสมอภาค ท่านให้ความสำคัญแก่คนรวย คนจน เด็ก สตรี คนชรา และทาส เท่าเทียมกันหมด
12. รักคนจน แต่ไม่ชอบให้ใครขอทาน ท่านไม่ชอบการขอทาน ท่านชอบการทำงาน มีหลายคนมาขอทานจากท่าน ท่านก็แนะนำให้ไปทำงาน เช่น ให้ไปตัดฟืนมาขาย
13. ระลึกถึงอัลลอฮฺเสมอ ไม่ว่าท่านจะอยู่ในลักษณะใด ท่านจะระลึกถึงอัลลอฮฺเสมอ

ที่มา http://www.krualee.com/index.php?option=com_content&view=articl...
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:52:14 pm »
แบ่งปัน


ท่านศาสดา (วะฟาต) สิ้นชีวิต


   


อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า “วันนี้เป็นวันที่ฉันได้ทำให้ศาสนาสมบูรณ์สำหรับพวกท่านแล้ว เป็นวันที่ฉันได้ให้เนียะอฺมัตแก่พวกท่านอย่างครบถ้วนแล้ว และวันที่ฉันยินดีให้อิสลามเป็นครรลองในการดำเนินชีวิตของพวกท่าน”



มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า เมื่อโองการนี้ได้ถูกประทานลงมา ท่านซัยยิดินาอุมัรถึงกับร้องไห้ ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พูดกับท่านอุมัรว่า “โอ้อุมัร เหตุใดท่านจึงร้องไห้” ท่านอุมัรกล่าวว่า “ฉันร้องไห้เพราะพวกเราได้รับทราบข้อมูลในเรื่องศาสนาเพิ่มเติม เมื่อศาสนาสมบูรณ์แล้วก็จะไม่มีสิ่งใด ๆ อีกนอกจากจะค่อย ๆ เสื่อมลง” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกกับท่านอุมัรว่า “ความจริงเป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ”



มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อีกว่า โองการนี้ถูกประทานลงมาเมื่อตอนหลังละมาดอัสริของวันอารอฟะฮฺ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ในขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย (หัจญ์วะดาอ์) ในขณะที่โองการนี้ถูกประทานลงมานั้น ท่านนบีวุกูฟอยู่บนหลังอูฐ ( หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาแล้ว ไม่มีโองการใด ๆ จากอัลกุรอานที่เกี่ยวกับข้อกำหนด (ฟัรฎู) ประทานลงมาอีก ) ท่านกล่าวว่า “ฉันมิอาจจะประคองตัวเพื่อรับความเข้าใจในความหมายของโองการนี้ได้ จึงนั่งประคองบนหลังอูฐ จนในที่สุดอูฐก็ต้องนอนลงกับพื้น” แล้วญิบรีล อะลัยฮิสลาม ได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกับบอกว่า “โอ้มุฮัมมัด ท่านจงเรียกศ่อฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุม และท่านจงบอกกับพวกเขาว่า

ฉัน (ญิบรีล) จะไม่มาพบกับท่านอีกแล้วหลังจากวันนี้”



เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เดินทางกลับจากมักกะฮฺ สู่มะดินะฮฺ ท่านได้เรียกศ่อฮาบะฮฺของท่านมาชุมนุมกัน จากนั้นท่านก็อัญเชิญอัลกุรอานโองการนี้แก่บรรดาศ่อฮาบะฮฺ แล้วบอกพวกเขาถึงสิ่งที่ญิบรีลได้แจ้งแก่ท่าน ปรากฏว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺทั้งหมดต่างมีความปิติยินดีและกล่าวว่า “ศาสนาของเราสมบูรณ์แล้ว” ด้านท่านอบูบักร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ หลังจากที่ได้ฟังคำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้ว ท่านก็รีบเดินทางกลับบ้านปิดประตูใส่กลอน และอยู่ในนั้นตลอดวันตลอดคืน บรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของท่าน อบูบักรจึงได้ไปรวมตัวกันที่บ้านของท่าน



พวกเขาได้ถามท่านอบูบักรว่า ท่านนั้นร้องไห้ด้วยสาเหตุใด ในขณะที่ทุกคนกำลังปิติยินดีที่อัลลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ประกาศถึงความสมบูรณ์ของอิสลาม ท่านอบูบักรกล่าวว่า “โอ้บรรดามิตรสหาย พวกท่านไม่ทราบกันหรือว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกท่านไม่ได้ยินหรือว่า เมื่อสิ่งใดบรรลุสู่ความสมบูรณ์สูงสุดแล้ว นั่นย่อมหมายถึง หะซันและฮุเซ็น กำลังจะกำพร้า ( กำพร้าปู่ ) บรรดาภรรยานบีกำลังจะเป็นหม้าย” บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้ฟังเช่นนั้นต่างก็พากันร่ำไห้ และเมื่อผู้คนได้ยินเสียงร่ำไห้นั้น จึงได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า “โอ้ท่าน ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกเราไม่ทราบว่าบรรดาศ่อฮาบะฮฺเหล่านั้นร้องไห้กันเพราะเหตุใด ?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถึงกับใบหน้าเปลี่ยนสี และรีบเดินไปยังบ้านของท่านอบูบักร ซึ่งท่านได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเองจึงถามว่า “สาเหตุใดกันที่ทำให้พวกท่านร้องไห้”



ท่านอะลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวตอบว่า “ฉันได้ยินท่านอบูบักรกล่าวว่า ฉัน(อบูบักร) ได้ยินโองการนี้บ่งบอกว่า ท่านใกล้ที่จะจากเราไปแล้วใช่ไหม ?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “อบูบักรเข้าใจถูกต้องแล้ว” และกล่าวอีกว่า “ ใกล้จะถึงเวลาที่ฉันต้องพรากจากพวกท่านไปแล้ว” เมื่อท่านอบูบักรได้ยินคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ถึงกับร้องไห้โฮ...แล้วร่างของท่านก็ทรุดลงกับพื้น

ทำให้ท่านอะลี และบรรดาศ่อฮาบะฮฺต่างก็ร้องไห้กันมากขึ้น และในการยืนยันของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกี่ยวกับความเข้าใจของท่านอบูบักรในครั้งนี้ ได้ทำให้ภูเขา , มวลมะลาอิกะฮฺบนฟากฟ้า , สรรพสัตว์ทั้งบนบก ในน้ำ และในอากาศต่างก็ร่ำไห้ หลังจากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้สัมผัสมือกับบรรดาศ่อฮาบะฮฺทุกคนพร้อมกับบอกอำลา พลางร้องไห้ และให้คำตักเตือน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีชีวิตอยู่หลังจากโองการนี้ถูกประทานลงมาเพียง 81 วัน



ก่อนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเสียชีวิตไม่นานนัก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขึ้นแสดงธรรมบนมิมบัร ท่านได้แสดงคุตบะฮฺพร้อมทั้งน้ำตาและหัวใจที่ยำเกรง ร่างกายของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่นสะท้าน ท่านได้แจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ประพฤติดี และแจ้งข่าวร้ายแก่บรรดาผู้ประพฤติชั่ว มีรายงานจากท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะสิ้นชีวิต ท่านได้ใช้ให้บิลาลทำการอะซานเรียกบรรดาศ่อฮาบะฮฺมาละหมาด บรรดามุฮาญิรีน และชาวอันศอรก็ได้มาร่วมละหมาด 2 ร่อกะอัต พร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่มัสญิด หลังจากนั้นท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ขึ้นบนมิมบัรสรรเสริญอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วแสดงธรรม ซึ่งเป็น คุตบะฮฺที่สุดจะบรรยายด้วยหัวใจ และด้วยดวงตาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำตา ท่านกล่าวว่า “โอ้บรรดามุสลิมทั้งหลาย ฉันเคยเป็นนบีของพวกท่าน , เคยเป็นผู้ตักเตือนพวกท่าน , เคยเป็นผู้เชิญชวนพวกท่านสู่อัลลอฮฺ ซุบฮนะฮูวะตะอาลา ด้วยความปรารถนาดีของพระองค์ ฉันเคยเป็นประดุจพี่น้องที่คลานตามกันมากับพวกท่าน , ฉันเคยเป็นพ่อที่มีแต่ความรักและมีความปรารถนาดีต่อท่านทั้งหลาย ดังนั้นใครมีสิ่งที่ให้อภัยฉันไม่ได้ ขอได้โปรดเรียกร้องสิทธิของท่านกลับคืน ก่อนที่ฉันจะถูกพิพากษาในวันกิยามะฮฺ” ซึ่งก็ไม่มีใครทวงสิทธิใด ๆ จนกระทั่งท่านได้พูดถึงเรื่องสิทธิซ้ำถึงสามครั้ง



ปรากฏว่ามีชายคนหนึ่งมีนามว่าอุกาซะฮฺ บิน มุอฺซิน ได้ออกมายืนต่อหน้าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า “หากท่านพูดในเรื่องสิทธิอย่างเมื่อครู่นี้ เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้ง ฉันก็จะทวงคืนในวันสงครามบะดัร อูฐซึ่งเป็นพาหนะที่ฉันได้ขี่อยู่เคียงข้างอูฐซึ่งเป็นพาหนะของท่าน ฉันได้ลงจากหลังอูฐเพื่อที่จะให้ร่างกายของฉันได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดท่านให้ มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อที่ฉันจะได้สัมผัสบนขาอ่อนของท่าน เผอิญในวันนั้นท่านได้ยกแส้ขึ้นเพื่อตีอูฐให้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่ปรากฏว่า แส้นั้นได้หวดลงบนหลังของฉัน ขณะนั้นฉันไม่ทราบว่า ท่านต้องการที่จะตีฉันหรือตีอูฐ”



ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ฟังคำกล่าวของอุกาซะฮฺแล้ว ท่านยังกล่าวว่า “เป็นไปได้หรือที่ร่อซูลุลลอฮฺ จะใช้แส้ตีท่าน โอ้อุกาซะฮฺ” แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็สั่งท่านบิลาลว่า “โอ้บิลาล ท่านจงไปเอาแส้ที่บ้านของฟาติมะฮฺมาให้ฉัน” บิลาลได้เดินเอามือกุมศีรษะออกไปจากมัสญิดพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังจะถูกแก้แค้นหรือนี่ !” บิลาลจึงมาเคาะประตูบ้านฟาติมะฮฺ และแจ้งกว่าฟาติมะฮฺว่า “โอ้ฟาติมะฮฺ ฉันมาเอาแส้ของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ซึ่งบิดาของท่านจะเอาแส้ไปให้ตีเพื่อชำระความแค้น” ฟาติมะฮฺรำพึงว่า “ใครกันที่มีจิตใจจะแก้แค้นท่านร่อซูลุลลอฮฺ” แล้วบิลาลก็นำแส้จากฟาติมะฮฺเดินไปในมัสญิด และให้แก่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ เมื่อท่านรับแส้แล้วก็ส่งให้แก่อุกาซะฮฺ



เมื่อท่านอบูบักรและท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เห็นเหตุการณ์ ทั้งสองจึงได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า “โอ้อุกาซะฮฺ เราทั้งสองยืนต่อหน้าท่านแล้ว ขอท่านจงตีเราแทนท่านร่อซูลุลลอฮฺเถอะ ท่านอย่าได้ตีท่านร่อซูลุลลอฮฺเลย” ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “อบูบักรและอุมัรท่านทั้งสองจงนั่งลง” อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่านทั้งสอง แล้วท่านอะลีก็ยืนขึ้นอีกและหันไปพูดกับอุกาซะฮฺว่า “ทั้งชีวิตของฉันฉันอยู่กับท่านร่อซูลุลลอฮฺมาโดยตลอด ขอให้ตีฉันแทนท่านร่อซูลุลลอฮฺเถิด นี่คือหลังและนี่คือท้องของฉัน จงตีฉันด้วยมือของท่าน” ท่านร่อซูลุลลอฮฺจึงกล่าวว่า “โอ้อะลี อัลลอฮฺทรงรู้ดีในเจตนาของท่าน” และท่านหะซันและฮุเซ็นได้ยืนขึ้นพร้อมกล่าวว่า “โอ้ อุกาซะฮฺ ท่านก็รู้จักเราดีมิใช่หรือ ว่าเราทั้งสองเป็นหลานของท่านร่อซูลุลลอฮฺ” ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้พูดกับหลานทั้งสองว่า “จงนั่งลงโอ้สุดที่รักของฉัน”



และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “โอ้อุกาซะฮฺ ท่านจงตีฉันหากฉันได้ตีท่านในวันนั้น” อุกาซะฮฺ กล่าวว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ วันที่ท่านตีฉันนั้น ฉันไม่ได้สวมเสื้อ” และท่านร่อซูลุลลอฮฺ ก็ถอดเสื้อออก บรรดาพี่น้องมุสลิมต่างส่งเสียงร้องไห้ และเมื่ออุกาซะฮฺได้เห็นความขาวของผิวกายท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อุกาซะฮฺได้ก้มลงจูบ ที่กลางหลังของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกล่าวว่า “นี่เป็นการไถ่ความผิด เพื่อวิญญาณของฉัน โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ จะมีใครหรือที่จะใจถึงในการล้างแค้นท่าน การที่ฉันได้ทำทุกอย่างไปก็เพื่อเรือนร่างของฉันจะได้สัมผัสกับเรือนร่างของ ท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อพระผู้อภิบาล จะได้ปกป้องฉันให้คลาดแคล้วจากขุมนรก”



และทันใดนั้น ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “พึงทราบโดยทั่วกันเถิดว่า ใครปรารถนาที่จะเห็นชาวสวรรค์ก็จงมองบุรุษผู้นี้” ทำให้บรรดามุสลิมทั้งหลายต่างก็เข้ามากอดจูบระหว่างตาของ อุกาซะฮฺ และพากันกล่าวว่า สวรรค์เป็นของท่าน ท่านเป็นผู้บรรลุตำแหน่งอันสูงส่ง ตำแหน่งของผู้ที่อยู่กับท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในสรวงสวรรค์



ท่านอิบนุมัสอูด กล่าวว่า เมื่อใกล้เวลาที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอำลาจากเราไป พวกเราได้รวมตัวกันอยู่ที่บ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เหลียวมองดูพวกเราด้วยน้ำตา พร้อมทั้งกล่าวว่า “ขออัลลอฮฺทรงประทานความสุขให้แก่พวกท่านทั้งหลาย ฉันขอเตือนพวกท่านให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ ขณะนี้ใกล้เวลาที่จะต้องพรากจากกันแล้ว ใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับคืนสู่อัลลอฮฺ สู่สวรรค์อันเป็นสถานที่พำนักอันนิรันดร์ เมื่อถึงตอนนั้นฉันขอให้อะลีเป็นผู้อาบน้ำศพของฉัน ให้อัลฟัดลุ บิน อับบาส และ อุซามะฮฺ บิน เซด เป็นผู้ช่วยรดน้ำ ขอให้กะฝั่นฉันด้วยผ้าของฉันที่มีอยู่หากเป็นความประสงค์ของพวกท่าน หรือไม่ก็ด้วยผ้าสีขาวจากเยเมน และเมื่อพวกท่านได้อาบน้ำศพของฉันแล้ว พวกท่านจงวางศพของฉันไว้บนเตียงในบ้านของฉัน และขอให้พวกท่านปล่อยฉันตามลำพังสักระยะหนึ่ง พึงทราบเถิดว่า อัลลอฮฺคือผู้แรกที่ประทานเราะฮฺมะฮฺให้แก่ศพของฉันถัดไปก็ญิบรีล พร้อมด้วยมะลิกุลเมาต์ และมวลมะลาอิกะฮฺตามลำดับ จากนั้นให้พวกท่านเข้ามาละหมาดให้ฉันเป็นคณะ ๆ”



เมื่อพวกเขาได้ยินว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังจะจากไป พวกเขาต่างก็ส่งเสียงร้องไห้ พลางรำพึงรำพันว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านคือร่อซูลของพวกเรา , ท่านคือดวงประทีปของพวกเรา , ท่านคือศูนย์รวมจิตใจของพวกเรา เมื่อท่านจากเราไป พวกเราจะพึ่งใคร” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้ทิ้งไว้ให้พวกท่านแล้วซึ่งทางที่สว่างไสว และได้ทิ้งไว้ซึ่งสองสิ่งที่เป็นข้อตักเตือนสำหรับพวกท่าน คือ อัลกุรอาน และ ซุนนะฮฺ และหากหัวใจของพวกท่านแข็งกระด้าง หรือดื้อดึง พวกท่านจงทำให้นิ่มนวลด้วยการพิจารณาถึงความตาย”

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ล้มป่วยในเดือนศ่อฟัร ซึ่งท่านป่วยอยู่เพียง 18 วัน อาการเริ่มแรกนั้นท่านปวดศีรษะ เมื่อถึงวันจันทร์ในต้นสัปดาห์ อาการป่วยของท่านก็เริ่มหนักขึ้น ขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกันกับที่บิลาล ทำการอะซานซุบฮิ เมื่ออะซานเสร็จแล้ว บิลาลได้ไปยืนที่ประตูบ้านของท่านร่อซูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกับให้สลามว่า “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่าน โอ้ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” ท่านหญิงฟาติมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺกำลังพะวงอยู่กับตัวเอง” บิลาลจึงเดินเข้าไปในมัสญิด ด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าในคำพูดของท่านหญิงฟาติมะฮฺ

เมื่อใกล้อรุณรุ่ง ซึ่งหมายถึงเวลาซุบฮิจะจากไป บิลาลได้ไปยืนหน้าบ้านของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อีกครั้งหนึ่ง และได้กล่าวสลามเหมือนครั้งแรก ซึ่งในครั้งนี้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ยินเสียงของบิลาล จึงได้กล่าวว่า “จงเข้ามาเถิดบิลาลเอ๋ย ขณะนี้ฉันกำลังพะวงอยู่กับตัวเอง อาการป่วยของฉันยิ่งทวีขึ้น โอ้บิลาล ท่านจงบอกให้อบูบักร นำละหมาดไปก่อน” บิลาลได้เอามือกุมศีรษะเดินออกจากบ้านของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมกับกล่าวว่า “เราหมดหวัง โอ้แม่ของฉัน ทำไมแม่ต้องให้ฉันเกิดมาด้วย” เมื่อบิลาลเดินเข้ามาในมัสญิดอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้กล่าวแก่อบูบักรว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มีคำสั่งให้ท่านทำหน้าที่เป็นผู้นำละหมาด ซึ่งในขณะนี้ท่านร่อซูลุลลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กำลังพะวงอยู่กับตัวของท่านมาก” ท่านอบูบักรจึงได้ผินหน้าไปมองที่เมียะหฺรอบของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านมิได้เห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยืนทำหน้าที่ของท่านเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ท่านอบูบักรถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น ไม่สามารถประคองตัวให้ยืนเพื่อทำหน้าที่แทนร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ ท่านร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ทำให้มุสลิมทุกคนที่รอการนำละหมาดจากท่าน อบูบักรต่างก็ได้ร้องให้ตามไปด้วย ความโกลาหลได้เกิดขึ้น เสียงร่ำไห้ระคนไปกับเสียงถามไถ่ถึงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม



ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้มารอละหมาด จึงได้ถามท่านหญิงฟาติมะฮฺว่า “นั่นเป็นเสียงร้องไห้จากที่ไหน” นางตอบว่า “นั่นเป็นเสียงของบรรดาพี่น้องมุสลิมที่รอการละหมาด เพราะวันนี้ พวกเขาไม่มีท่านทำหน้าที่นำการละหมาดให้แก่พวกเขา” ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เรียกท่านอะลีและอัลฟัดลุ บิน อับบาส ให้เข้ามาใกล้ ๆ แล้วท่านก็ให้ทั้งสองช่วยพยุงร่างของท่านเข้าไปในมัสญิดเพื่อร่วมละหมาดซุบ ฮิในวันนั้นซึ่งตรงกับวันจันทร์



หลังจากเสร็จสิ้นการละหมาด ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็หันมายังที่น้องมุสลิมพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ขออำลาท่านทั้งหลาย ตามพระประสงค์แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้ท่านทั้งหลายมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ วันนี้เป็นวันอาคิเราะฮฺวันแรกของฉัน และเป็นวันสุดท้ายแห่งดุนยาของฉัน” แล้วท่านก็ค่อย ๆ พยุงร่างของท่านเดินกลับบ้าน หลังจากนั้นอัลลอฮฺจึงทรงวะฮีย์ให้มะลิกุลเมาต์ลงมาพบท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยจำแลงร่างมาหาผู้เป็นที่รักของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หากร่อซูลุลอฮฺอนุญาตให้ท่านเข้าไปในบ้านแล้ว ก็จงเข้าไป แต่หากร่อซูลุลลอฮฺไม่อนุญาต ท่านอย่าได้เข้าไป และจงกลับมา แล้วมะลิกุลเมาต์ก็ลงไปโดยจำแลงกายเป็นชายอาหรับชนบท



เมื่อมะลิกุลเมาต์ไปถึง ท่านได้กล่าวสลามว่า “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ครอบครัวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” แล้วกล่าวถามว่า“อนุญาตให้ฉันเข้าไปได้หรือไม่” ท่านหญิงฟาติมะฮฺ ตอบว่า “โอ้อับดุลลอฮฺ ( คือมะลิกุลเมาต์ ) ท่านร่อซูลุลลอฮฺกำลังป่วยหนัก” มะลิกุลเมาต์ ได้ให้สลามอีกครั้งในสำนวนเดิม ซึ่งในครั้งนี้ ร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถามท่านนหญิงฟาติมะฮฺว่าใครมา นางตอบว่า “ชายชาวชนบทผู้หนึ่งได้มาหาท่าน ซึ่งฉันได้บอกเขาแล้วว่าท่านป่วย ปรากฏว่าชายผู้นั้นได้เพ่งมองมายังฉันจนเนื้อตัวของฉันสั่นสะท้านเพราะความ หวาดกลัว อีกทั้งหัวใจเต้นระรัว จนผิวกายของฉันเปลี่ยนสี” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถามท่านหญิงฟาติมะฮฺว่า “ลูกรู้ไหม ว่าเขาผู้นั้นคือใคร” นางตอบว่า “ลูกไม่ทราบ” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงบอกนางว่า “เขาผู้นั้นคือผู้พิชิตความอร่อย ผู้สยบความอยาก ผู้ทำให้ต้องพลัดพราก ผู้ทำให้ครอบครัวอยู่ในอาการโศกเศร้า” ท่าหญิงฟาติมะฮฺร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางรำพึงรำพันออกมาว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลอฮฺ โอ้บิดา ท่านกำลังจะจากไปแล้วหรือ? วันนี้หรือที่เป็นวันซึ่งจะไม่มีวะฮีย์ประทานมาอีกแล้ว เป็นที่ท่านจะไม่พูดกับลูกอีกแล้ว เป็นวันที่ลูกจะไม่ได้ยินเสียงสลามจากท่านอีกแล้ว”



ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวแก่ท่านหญิงฟาติมะฮฺว่า “โอ้ลูกรัก ลูกอย่าร้องไห้ ลูกจะเป็นคนแรกจากครอบครัวของเรา ที่จะติดตามฉันไป” จากนั้นท่านก็อนุญาตให้มะลิกุลเมาต์เข้ามาหามะลิกุลเมาต์ได้ให้สลามว่า “ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านเถิด โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ”

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ตอบรับสลามว่า “และท่านก็เช่นเดียวกัน โอ้มะลิกุลเมาต์” แล้วท่านร่อซูลุลลอฮฺ ก็ได้เอ่ยถามมะลิกุลเมาต์ว่า “ท่านมาเพื่อเยี่ยม หรือมาเพื่อปลิดวิญญาณของเรา” มะลิกุลเมาต์ตอบว่า “ทั้งเยี่ยม และปลิดวิญญาณหากท่านอนุญาต หากท่านไม่อนุญาตฉันก็จะกลับ”

ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้ถามมะลิกุลเมาต์ว่า “ญิบรีลอยู่ที่ไหน?” มะลิกุลเมาต์ตอบว่า “อยู่บนฟ้าชั้นที่หนึ่ง ซึ่งบรรดา มะลาอิกะฮฺทั้งหลายกำลังทำการปลอบขวัญ และให้กำลังใจอยู่” สักครู่หนึ่งญิบรีล ก็ได้มานั่งเคียงข้างร่อซูลุลลอฮฺ ท่านได้ถามญิบรีลว่า “โอ้ญิบรีล ท่านรู้ไหมว่า ทุกอย่างกำลังจะจบสิ้น” ญิบรีลตอบว่า “ฉันรู้ดี โอ้ร่อซูลุลลอฮฺ” ท่านจึงได้ให้ญิบรีลบอกท่านถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นบางขั้นตอนหลังจากที่ ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ญิบรีลกล่าวว่า “ขณะนี้ประตูฟากฟ้าทุกชั้นเปิดหมดแล้ว มะลาอิกะฮฺทั้งหมดเข้ายืนรอรับดวงวิญญาณของท่าน อีกทั้งประตูสวรรค์ทั้งหมดก็เปิดอยู่”



ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” แล้วจึงถามต่อไป “ประชาชาติของฉันจะอยู่ในสภาพใด หลังจากพวกเขาไม่มีฉันแล้ว โดยเฉพาะในวันกิยามะฮฺพวกเขาจะเป็นอย่างไร ?” ญิบรีล กล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้าทรงห้ามมิให้ศาสนทูตท่านใดก็ตามเข้าสวรรค์ก่อนท่าน และห้ามมิให้ประชาชาติของบรรดาศาสนทูตใดๆ เข้าสวรรค์ก่อนประชาชาติของท่าน” ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “ขณะนี้ฉันสบายใจแล้ว” ท่านได้หันไปพูดกับมะลิกุลเมาต์ว่า “จงเข้ามาใกล้ ๆ ฉัน” มะลิกุลเมาต์ปฏิบัติตาม แล้วเริ่มถอดวิญญาณของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม



เมื่อวิญญาณมาอยู่ตรงสะดือ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้พูดกับญิบรีลว่า “ฉันเจ็บเหลือเกิน” เมื่อญิบรีลได้ยินดังนั้น ถึงกับผินหน้าไปทางอื่น ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวแก่ญิบรีลว่า “ท่านไม่อยากมองหน้าฉันแล้วหรือ ?”ญิบรีลตอบว่า “โอ้ที่รักของอัลลอฮฺ ใครกันที่จะมีจิตใจเข้มแข็งพอที่จะมองหน้าท่านได้ ในขณะที่ท่านกำลังเจ็บปวดอย่างนี้” ท่านอนัส บิน มาลิก กล่าวว่า เมื่อวิญญาณของท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เลื่อนมาอยู่ที่อก ท่านได้กล่าวตักเตือนเรื่องละหมาด และสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านครอบครอง ท่านได้พูดซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งสิ้นเสียงของท่าน ท่านอะลีกล่าวว่า ในช่วงสุดท้ายนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กระดิกริมฝีปากสองครั้ง ฉันก้มศีรษะลงฟังใกล้ ๆ ฉันได้ยินท่านพูดอย่างแผ่วเบาว่า “ประชาชาติของฉัน ประชาชาติของฉัน” ท่านสิ้นชีวิตในวันจันทร์ ที่ 12 เดือน ร่อบิอุลเอาวัล หากจะมีใครสักคนหนึ่งที่จะมีชีวิตอยู่อย่างนิรันดร์แน่นอนเขาผู้นั้นคือศาสน ทูตมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม



มีรายงานว่า ท่านอะลี ได้อุ้มท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขึ้นวางบนเตียงเพื่ออาบน้ำและขณะนั้นมีเสียงตะโกนมาจากมุมด้านหนึ่งว่า “ไม่ต้องอาบน้ำให้มุฮัมมัด เพราะมุฮัมมัดสะอาด” ท่านอะลีจึงถามว่า “ท่านเป็นใคร เพราะท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ใช้ได้ฉันอาบน้ำให้ท่าน” และทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้นอีกมุมหนึ่งว่า “โอ้อะลี จงอาบน้ำให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เถิด เสียงตะโกนครั้งแรกเป็นของอิบลีส มันอิจฉาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มันมีเจตนาที่จะให้ท่านอยู่ในหลุมศพในสภาพที่ไม่ได้อาบน้ำ” ท่านอะลีกล่าวว่า “ขออัลลลอฮฺทรงประทานความดีแก่ท่านที่ได้แจ้งแก่ฉันว่าเสียงเมื่อครู่นั้น คือเสียงของอิบลีส ครั้งนี้จงแจ้งแก่ฉันเถิดว่าท่านเป็นใคร” ท่านอะลี ได้รับคำตอบว่า “ฉันคือ คิฎิร ฉันมาร่วมพิธีศพของมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” แล้วท่านอะลีได้อาบน้ำให้ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยมีอัลฟัดลุ บิน อับบาส และอุซามะฮ์ บิน เซด เป็นผู้ช่วยรดน้ำ



ญิบรีลได้นำเอาอุปกรณ์ กะฝั่น จากสรวงสวรรค์ และได้ทำการกะฝั่น ฝัง ณ ที่ห้องในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ในคืนวันพุธ ตอนสองยาม มีบางรายงานว่า ฝังคืนวันอังคาร โดยมีท่านหญิงอาอิชะฮฺยืนเคียงข้างกุบูร พร้อมกล่าวว่า “โอ้ผู้ที่ไม่สวมใส่ผ้าไหม ผู้ที่ไม่เคยนอนบนที่นอน โอ้ผู้ที่จากดุนยาทั้งที่ชีวิตไม่เคยกินอาหารอิ่มเลยแม้แต่ครั้งเดียว โอ้ผู้ที่เลือกเอาเสื่อแทนเตียงนอน โอ้ผู้ที่ไม่เคยนอนเต็มตื่นเพราะความกลัวที่มีต่อพระผู้อภิบาล”

เป็นที่ทราบกันดีว่าในอดีตนั้นชนชาติอาหรับเป็นชนชาติที่มีความเสื่อมโทรม ทางด้านอารยะธรรมอย่างถึงที่สุด และใคร่กระหายในสงครามเป็นอย่างมาก จนกระทั่งอิสลามได้เข้ามา โดยการนำของท่านศาสดามูฮัมมัด ศ็อลฯ ศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ท่านได้นำสาส์นจากพระผู้เป็นเจ้ามาสู่มนุษยชาติ สาส์นที่มิใช่เพียงนิยายปรัมปราอย่างที่บรรดาผู้ปฏิเสธนั้นใส่ไคร้ แต่เป็นสาส์นอันยิ่งใหญ่ สาส์นที่เป็นพจนารถของอัลลอฮฺ อันเป็นสัจธรรมของชีวิต เป็นสิ่งที่บอกเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และยังได้บอกถึงวิทยาการต่างๆ อันเป็นที่มาของความรุ่งโรจน์ในอิสลาม ทำให้ท่านศาสดาสามารถเปลี่ยนแปลงชนชาติอาหรับจากชนชาติที่เคยอยู่ในจุดต่ำ สุดของยุคสมัย มีแต่การกดขี่ ข่มเหง ให้กลายเป็นยุคแห่งความรุ่งเรือง ความสงบสุข ความร่มเย็น และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้ชาวโลกรับรู้ว่า อิสลามมิได้เป็นเพียงศาสนจักรเท่านั้น หากแต่เป็นอาณาจักรด้วย และนั่นจึงถือเป็นการเริ่มต้น อารยะธรรมอิสลาม อารยะธรรมแห่งสัจธรรม ธรรมในยุคสมัยของท่านศาสดา

http://gadiryyah.igetweb.com/index.php?mo=5&qid=216637
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 01:12:17 pm »
แบ่งปัน

   ศาสดามุฮัมมัดกับแบบอย่างทางการเมือง.
    

   ศาสดามุฮัมมัดผู้รับใช้มวลชน

    
    
    
    
    
   
    
    
    
   ท่าน นบีมุฮัมมัด กล่าวไว้ว่า ผู้นำนั้นคือผู้รับใช้ประชาชน และท่านกล่าวอีกว่า ”ความวิบัติจะมีแก่บรรดาผู้ปกครอง พวกผู้นำและบรรดาผู้ที่ได้รับความไว้วางใจในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ จะมีบางคนอยากหยุดอยู่ระหว่างสวรรค์และโลกมากกว่าที่จะแบกความรับผิดชอบ” (อิบนุฮิบบาน-ฮากิม)

   ท่าน นบีมุฮัมมัด แม้จะมีอำนาจทางการเมืองมาก แต่มิเคยใช้ไปเพื่อพวกพ้องและในทางที่ผิดคุณธรรม ครั้งหนึ่งประชาชนมาร้องเรียนขอให้ลดหย่อนโทษที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ท่านตอบว่า ”ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แม้ฟาติมะห์บุตรของฉันลักขโมย ฉันจะตัดมือของนางให้พวกท่านดู” 
   
   ศาสดามุฮัมมัดผู้รักความเป็นธรรม 
   ท่าน นบีมุฮัมมัด กล่าวว่า ”อย่ามาขอให้ฉันเป็นพยานในเรื่องที่ไม่เป็นธรรม ลูกๆของท่านมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับที่ท่านมีสิทธิที่จะได้รับการให้เกียรติจากลูกๆของท่าน” (อบูดาวูด) 
   
   ท่านนบี กล่าวว่า ”ฉันไม่สามารถที่จะเป็นพยานให้แก่สิ่งอื่นใดนอกจากความยุติธรรม” (อิบนุฮิบบาน) 
   
   “จงเกรงกลัวอัลลอฮ์และปฏิบัติต่อลูกๆของท่านด้วยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน” (บุคอรี-มุสลิม) 
   
   ท่าน นบี กล่าวว่า ”เชื้อสายของท่านมิได้เป็นเหตุที่จะไปด่าว่าใคร ท่านทั้งหมดเป็นลูกของอาดัม ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ยกเว้นในเรื่องของศาสนาและความยำเกรงอัลลอฮ์” (อะหมัด) 
   
   ศาสดามุฮัมมัดผู้พิทักษ์ประชาชน 
   ท่าน นบีมุฮัมมัด กล่าวว่า ”ใครก็ตามที่เชื่อในอัลลอฮ์และวันสุดท้าย จะต้องไม่เข้าห้องน้ำสาธารณะโดยไม่มีผ้าปกปิดร่างกายส่วนล่างไว้ และใครก็ตามที่เชื่อในอัลลอฮ์และวันสุดท้าย จะต้องไม่ปล่อยให้ภรรยาของเขาไปอาบน้ำในที่สาธารณะ” (นะซาอี-อัตติรมิซีย์) 
   
   ใน ช่วงวัยหนุ่มที่ท่านนบี ได้เข้าร่วมกับองค์การพิทักษ์สาธารณภัย-สหพันธ์ฟูดุ้ล เป็นการทำงานเพื่อส่วนรวม เมื่อท่านนบีอายุ 35 ปีได้มีบทบาทสำคัญในการมิให้เกิดการวิวาทระหว่างเผ่าของชาวอรับ เมื่อพวกเขามีข้อขัดแย้งว่าใครควรจับหินดำไปไว้ที่กะอ์บะห์ เพราะต่างก็ต้องการจะรับหน้าที่อันสำคัญนั้น จนตกลงกันให้ผู้ที่เดินผ่านเข้ามาคนแรกเป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งปรากฏว่าเป็นท่านนบีมุฮัมมัด ที่เดินผ่านเข้ามา ท่านก็ใช้กลวิธีอันชาญฉลาด โดยให้หัวหน้าทุกเผ่ามีส่วนร่วมกันทุกคนจับชายผ้ายกหินดำไปวางใกล้ๆ แล้วท่านนบีเป็นผู้นำหินดำไปวางไว้เอง นี่แสดงถึงอัจฉริยะของท่านอย่างยิ่ง
   
   ศาสดามุฮัมมัดผู้ดูแลทุกศาสนา 
   ท่าน นบีมุฮัมมัด กล่าวว่า “นี่ท่านมิได้ดีกว่าคนขาวหรือคนดำเว้นเสียแต่ว่าท่านจะดีกว่าในแง่การกลัว อัลลอฮ์" เช่น ซัยยิดนาบิล้าล อิบนิรอบาห์ ทาสผิวดำชาวอบิสซิเนีย-เอธิโอเปียที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮ์อย่างหนักแน่น แม้ผู้เป็นนายจะทรมานให้เลิกนับถืออิสลามก็ไม่สำเร็จ จนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ประกาศเชิญชวนสู่การละหมาดคนแรกของโลกอิสลาม-มุอัซ ซิน 
   
   ท่านนบี กล่าวว่า ”ท่านทั้งหมดเป็นลูกของอาดัมและอาดัมถูกสร้างมาจากดิน” (บัซซาร) และท่านเคยกล่าวเสมอว่าคนอรับไม่ได้เหนือกว่าคนชาติอื่น หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าใครมีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์มากกว่ากัน

   ที่มา  ... www.satthachon.org

   credit   http://www.piwdee.net/kab/sanha110.htm

   ภาพจากห้องภาพ จอมยุทธ์ดอทคอม

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 25, 2010, 03:19:04 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2010, 03:15:28 pm »
แบ่งปัน

   
      คุณรู้จักนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แค่ไหน?
      
      
      “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น ในยามที่หนาวเหน็บท่านจะรีบละหมาดแต่เนิ่นๆ แต่ในยามที่แดดร้อน ท่านจะชะลอการละหมาดจนบ่ายคล้อยลงหน่อย”كَانَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم أَحْسَنَ النَّاسِ وَجْهًا وَأَحْسَنَهُ خَلْقًا، لَيْسَ بِالطَّوِيلِ الْبَائِنِ وَلاَ بِالْقَصِيرِ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นผู้ที่มีใบหน้างามที่สุดและเป็นคนที่มีรูปร่างดีที่สุด ร่างท่านไม่สูงโกร่งและไม่เตี้ย” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ ตามสำนวนนี้: 2549 และมุสลิม: 2337)
      
      وَكَانَ صلى الله عليه وسلم إِذَا تَكَلَّمَ بِكَلِمَةٍ أَعَادَهَا ثَلاَثًا حَتَّى تُفْهَمَ عَنْهُ، وَإِذَا أَتَى عَلَى قَوْمٍ فَسَلَّمَ عَلَيْهِمْ سَلَّمَ عَلَيْهِمْ ثَلاَثًا
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อท่านพูดประโยคใด ท่านจะทวนสามครั้งจนกระทั่งเป็นที่เข้าใจ และเมื่อท่านมาหากลุ่มคนใดท่านก็จะให้สลามต่อพวกเขา ท่านจะให้สลามต่อพวกเขา ถึงสามครั้งเช่นกัน” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 95)

      
      
      وَكَان صلى الله عليه وسلم إذا رَاعَهُ شَيْءٌ قال : هُوَ اللهُ رَبِّي لاَ أُشْرِكُ بِهِ شَيْئًا
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อมีสิ่งใดมาสร้างความหวาดหวั่น ท่านจะกล่าวดุอาอ์
      «هُوَ اللهُ رَبِّي لاَ أُشْرِكُ بِهِ شَيْئًا»
      ความว่า : อัลลอฮฺคือพระผู้อภิบาลของฉัน ฉันไม่ตั้งสิ่งใดเป็นภาคีเทียบเคียงกับพระองค์“ (เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอัล-นะสาอีย์ ใน อะมัล อัล-เยาม์ วะ อัล-ลัยละฮฺ : 657 ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 2070)
      
      كَانَ فِرَاشُ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم الَّذِى يَنَامُ عَلَيْهِ أَدَمًا حَشْوُهُ لِيفٌ
      ความว่า “ที่นอนของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ท่านใช้นอนนั้นเป็นหนังฟอกที่อัดข้างในด้วยเปลือกต้นอินทผาลัม” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 6456 และมุสลิมตามสำนวนนี้ : 2082)
      كان صلى الله عليه وسلم رَحِيماً، وكان لاَ يَأْتِيْهِ أَحَدٌ إلاَّ وَعَدَهُ وأَنْجَزَ لَهُ إنْ كانَ عِنْدَهُ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เป็นคนมีเมตตา ซึ่งทุกคนที่มาหาท่าน (เพื่อขอสิ่งใด) ท่านจะให้สัญญาแก่เขา และท่านจะมอบให้แก่เขา ถ้าหากท่านมีสิ่งนั้นอยู่” (หะดีษ หะสัน บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ ใน อัล-อะดับ อัลมุฟร็อด : 281 เศาะฮีหฺ อัล-อะดับ อัล-มุฟร็อด : 212 ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 2094)
      كَانَ كَلاَمُ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم كَلاَمًا فَصْلاً يَفْهَمُهُ كُلُّ مَنْ سَمِعَهُ
      ความว่า “คำพูดของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เป็นคำพูดที่เป็นวรรคเป็นตอน ทุกคนที่ฟังจะเข้าใจ” (หะดีษ หะสัน บันทึกโดยอบู ดาวูด : 4839 เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 4051)
      كان صلى الله عليه وسلم لاَ يُسْأَلُ شَيْئاً إلاَّ أَعْطاهُ أَوْ سَكَتَ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น ทุกสิ่งที่ท่านถูกร้องขอ ท่านจะให้หรือ(ถ้าท่านไม่มีให้)ท่านก็จะนิ่งเงียบ” (เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอัล-หากิม : 2591 ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 2109)
      كان صلى الله عليه وسلم لاَ يَنَامُ إلاَّ وَالسِّواكُ عِنْدَهُ فَإِذَا اسْتَيْقَظَ بَدَأَ بِالسِّواكِ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อท่านนอน ไม้สีฟันจะอยู่กับท่าน พอท่านตื่น ท่านจะสีฟันเป็นอันดับแรก” (หะดีษ หะสัน บันทึกโดยอะห์มัด : 5979 ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 2111)
      
      كَانَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَتَخَلَّفُ فِى الْمَسِيرِ فَيُزْجِى الضَّعِيفَ وَيُرْدِفُ وَيَدْعُو لَهُمْ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น มักจะอยู่รั้งท้าย ในตอนเดินทาง โดยท่านจะคอยจูงคนอ่อนแอ ตามหลังเขา และจะขอดุอาอ์ให้แก่เขา” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอบู ดาวูด : 2639, เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 2298)

      
      
      
      كَانَُ صلى الله عليه وسلم إِذَا اشْتَدَّ الْبَرْدُ بَكَّرَ بِالصَّلاَةِ ، وَإِذَا اشْتَدَّ الْحَرُّ أَبْرَدَ بِالصَّلاَةِ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น ในยามที่หนาวเหน็บท่านจะรีบละหมาดแต่เนิ่นๆ แต่ในยามที่แดดร้อน ท่านจะชะลอการละหมาดจนบ่ายคล้อยลงหน่อย” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 906)
      
      كان صلى الله عليه وسلم كَانَ إِذَا اشْتَكَى نَفَثَ عَلَى نَفْسِهِ بَالْمُعَوِّذَاتِ، وَمَسَحَ عَنْهُ بِيَدِهِ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อมีอาการเจ็บปวด ท่านจะเป่าลงบนตัวท่านด้วย(การอ่าน) สูเราะฮฺอัล-มุเอามิซาต(สูเราะฮฺ อัล-อิคลาศ, อัล-ฟะลัก และอัน-นาส) และใช้มือลูบส่วนที่เจ็บปวดนั้น” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 4439 และมุสลิมตามสำนวนนี้ : 2192)
      كَانَ صلى الله عليه وسلم إِذَا اكْتَحَلَ اكْتَحَلَ وِتْرًا، وَإِذَا اسْتَجْمَرَ اسْتَجْمَرَ وِتْرًا
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น เมื่อท่านทาตาด้วยพลวง ท่านจะทาเป็นจำนวนคี่ และเมื่อท่านชำระจากการถ่ายทุกข์ด้วยการอิสติจญ์มาร(โดยการใช้ก้อนหินหรือใบไม้)ท่านจะทำความสะอาดด้วยหินเป็นจำนวนคี่” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะห์มัด : 17562 ดู เศาะฮีหฺ อัลญามิอฺ : 4680)
      كَانَ صلى الله عليه وسلم تُعْجِبُهُ الرِّيحُ الطَّيِّبَةُ
      ความว่า “ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้น ชื่นชอบกลิ่นที่หอม” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยอะห์มัด : 26364 ดู อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ : 2136, และอบูดาวูด : 4074 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด : 3435)

      
      ที่มา
      http://gotoknow.org/blog/alhadiss/183616
   
       
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส