Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ชีวประวัติของท่านคอลีฟะ ทั้ง 4 ในอิสลาม
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวประวัติของท่านคอลีฟะ ทั้ง 4 ในอิสลาม  (อ่าน 30320 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:31:40 pm »
แบ่งปัน


   ชีวประวัติของท่านคอลีฟะฮฺอุษมาน   บิน  อัฟฟาน  
    
                           
   
   
                   ท่านอุษมานเป็นเคาะลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 23-35 หรือ ค.ศ. 644-656 ท่านอุษมานมีชื่อเต็มว่า ท่านอุสมาน บุตร อัฟฟาน บุตร อบุล อาส บุตร อุมัยยะฮ์ บุตร อับดุซซัม บุตร อับดิมานาฟ มารดาของท่านชื่อ อัรวา บุตรี กุร้อยส์ ท่านเกิดในปี ค.ศ. 573 ท่านกำเนิดในตระกูลกุร็อยซ์แห่งเผ่าอุมัยยะฮ์ซึ่งเป็นอดีตชนชั้นผู้ปกครองใน มักกะฮ์ ท่านอุสมานมีอายุน้อยกว่าท่านศาสดา 5 ปี ท่านได้เข้ารับอิสลามโดยการเชิญชวนของอบูบักร เมื่ออายุ 34 ปี และท่านได้แต่งงานกับบุตรสาวของท่านศาสดา 2 คน ท่านอุษมานแต่งงานกับรุกอยยะฮ์ เมื่อรุกอยยะฮ์ถึงแก่กรรม อุษมานได้แต่งงานกับอุมมุกัลโซม ซึ่งเป็นบุตรสาวอีกคนหนึ่งของท่านศาสดา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านได้รับสมญานามว่า ซุนนูร็อยน์ ( The man with two lights. ) ( เจ้าของรัศมี 2 ดวง ) ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการบอกข่าวดีเกี่ยวกับสวรรค์
   
                   ท่านอุษมานเป็นคนที่เสียสละอย่างมากคนหนึ่ง ท่านอุษมานได้ซื้อบ่อน้ำรูมะฮ์ จากชาวยิวที่มีชื่อว่ายูซุฟ ด้วยจำนวนเงิน 35,000 ดิรฮัม แล้วบริจาคให้มุสลิมได้ใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำนั้น
   
                  ท่านอุษมานเป็นผู้ที่มีใจบุญ โอบอ้อมอารี และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ครั้งหนึ่ง ชาวเมืองมะดีนะฮ์ต้องประสบกับความขาดแคลน พ่อค้าจึงพยายามฉวยโอกาสที่จะนำสินค้ามาขายโดยได้กำไรอย่างมาก ท่านอุสมานได้นำสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วประกาศว่า " โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอทำทานบริจาคสินค้าทั้งหมดนี้ เพื่ออัลลอฮ์ แก่ผู้ยากจนในเมืองมะดีนะฮ์ โดยไม่คิดค่าสินค้าแต่อย่างใด " อีกทั้งท่านมีจรรยามารยาทที่งดงาม มีความสุภาพอ่อนโยน และมีความละอายเป็นอย่างยิ่ง
   
                 อุษมานได้อยู่ร่วมกับท่านศาสดาและได้เข้าทำสงครามกับท่านทุกครั้งนอกจากสง ครามบะดัร เนื่องจากท่านต้องดูแลรุกอยยะฮ์ที่ป่วยอยู่ ท่านทำหน้าที่เป็นทูตของท่านศาสดา เพื่อเจรจาที่จะเข้าไปทำอุมเราะฮ์ที่มักกะฮ์
   
   
   ผลงานของท่านคอลีฟะฮฺอุษมาน   บิน  อัฟฟาน
   
   
                   1. การพิชิตดินแดน ในช่วง 6 ปีแรกของการรับหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ ท่านอุษมานสามารถสานต่อนโยบายของท่านอุมัร ในการขยายดินแดนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่รัฐอิสลาม อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง ท่านได้ผนวกอัฟกานิสถานและคูราซานเข้าในอาณาจักรอิสลาม เมืองอาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจัน และบางส่วนของเอเซียไมเนอร์ ตลอดจนจนดินแดนที่อยู่ในอาฟริกาเหนือและเกาะต่างๆในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ก็ตกอยู่ภายใต้การการปกครองของรัฐอิสลาม
   
                  2. การจัดตั้งกองทัพเรือ ท่านอุสมานเป็นคนแรกที่จัดตั้งกองทัพเรือขึ้นเพื่อต่อสู้กับการรุกรานของชาว โรมัน กองทัพเรือมุสลิมพิชิตเกาะไซปรัส เกาะโรดส์ และยึดเมืองอเล็กซานเดเรียคืนจากพวกโรมันได้ พร้อมกับขับไล่อำนาจโรมันออกจากดินแดนอียิปต์ได้ กองทัพเรือมุสลิมได้แสดงวีรกรรมในการต่อสู้กับพวกโรมันในสงคราม " เสากระโดงเรือ " และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม
   
                  3. การขยายมัศญิด อันนะบะวีย์ ท่านอุสมานขยายมัศญิด อันนะบะวีย์ ที่มะดีนะฮ์ โดยสร้างใหม่ด้วยหินสกัด เสาทำด้วยหิน เพดานบุด้วยไม้สัก
   
                  4. การคัดลอกอัลกุรอาน สืบเนื่องจากการที่อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุให้มุสลิมบางกลุ่มอ่านกุรอานไม่เหมือนกัน ท่านอุสมานจึงได้ส่งคนไปหาพระนางฮัฟเซาะฮ์ บุตรี อุมัร ซึ่งเป็นภรรยาของท่านศาสดา เพื่อขอคัดลอกต้นฉบับอัลกุรอาน ท่านหญิงฮัฟเซาะฮ์ จึงได้มอบอัลกุรอานให้แก่อุสมาน ท่านอุษมานได้ใช้ให้เซ็ด บุตร ซาบิต , อับดุลลอฮ์ บุตร ซุเบ็ร , อับดุรเราะห์มาน บุตร ฮาริษ ทำการคัดลอกอัลกุรอาน แล้วท่านอุสมานก็จัดส่งคัมภีร์อัลกุรอานไปยังหัวเมืองต่างๆ เช่น อียิปต์ ซีเรีย อิรัก และท่านก็สั่งให้เผา อัลกุรอานที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆเพื่อป้องกันจากความบิดเบือน
   
                   ท่านอุษมานสิ้นชีวิต ( ชะฮีด ) โดยการถูกสังหารในขณะที่ท่านกำลังอ่านอัลกุรอานอยู่ในบ้านของท่าน ในวันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ค . ศ . 656 รวมอายุได้ 82 ปี ศพของท่านถูกฝังไว้ที่กุบูร อัล บะเกียะอ์ ที่มะดีนะฮ์ ท่านอุษมานปกครองอาณาจักรอิสลามเป็นเวลา 12 ปี วิถีชีวิตของท่านอุสมานเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างยิ่ง ซึ่งเราจำเป็นจะต้องนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ

    
   คัดลอกจาก http://www.fathoni.com/lesson/histry/chapter1.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2011, 11:16:05 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:32:28 pm »
แบ่งปัน

   
      
         ชีวประวัติท่านคอลีฟะฮฺอุมัร   อิบนุ   ค็อฏฏอบ
      
              
      
                          ท่านอุมัร เป็นคอลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 13-23 หรือ ค.ศ. 634-644 ท่านมีชื่อจริงว่า อุมัร อิบนุ อัล ค็อฎฎอบ อิบนุ นุไฟล อัลกุรอซีย์ ท่านมีฉายาว่า อบูหัฟศิน ท่านเกิดที่นครมักกะฮฺ ในปี ค.ศ. 513 เกิดหลังจากท่านนบี (ศ็อลฯ) 13 ปี ก่อนที่ท่านจะเข้ารับอิสลามท่านอุมัรเป็นศัตรูคนสำคัญของท่านศาสดาและเป็นคน หนึ่งที่ต่อต้านคัดค้านอิสลามอย่างแรงที่สุด ด้วยการยุยงของอบูซุฟยานในวันหนึ่งท่านอุมัรจะตัดคอท่านศาสดาแต่ในระหว่าง ทางท่านได้ยินถ้อยคำอันอ่อนหวานของอัลกุรอานที่น้องสาวและน้องเขยอ่านให้ ท่านอุมัรฟังทำให้จิตใจของท่านอ่อนลง ท่านวิ่งไปหาท่านศาสดาและข้อเข้ารับอิสลามในทันที พระองค์อัลลออฺทรงให้อิสลามเข้มแข็งด้วยการเข้ารับอิสลามของท่านอุมัร การเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านอุมัรได้รับการแต่งตั้งจากท่านอบูบักร์
         
                        ในสมัยการปกครองของท่านอูมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ รัฐอิสลามประสบความสำเร็จในด้านกำลังทหารเป็นอย่างสูง กองทัพอิสลามสามารถโค่นล้มมหาอำนาจเปอร์เซียได้สำเร็จ และยึดเมืองต่างๆ ของอาณาจักรเปอร์เซียโดยผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลาม นอกจากนี้กองทัพอิสลามได้เข้าไปปลดปล่อยดินแดนซีเรียและปาเลสไตน์ออกจาก เงื้อมมือของมหาอำนาจไบแซนทีน กุดส์อันประเสริญและมัสยิดอัลอักศอ ก็ตกอยู่ภายใต้การคุมครองของรัฐอิสลาม ในปี ค . ศ . 639 กองทัพอิสลามภายใต้การนำของท่านอัมร์ บินอาส เข้าพิชิตอียิปต์และยึดเมืองต่างๆ รวมถึงเมืองเมืองอเล็กซานเดรีย ท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบไม่เพียงแต่สามารถพิชิตและแผ่ขยายอาณาจักรอิสลามให้กว้างใหญ่เท่า นั้น แต่ท่านยังได้ผนวกดินแดนเหล่านั้นเข้าด้วยกันด้วยระบบการบริหารอันดียิ่งอีก ด้วย เพื่อสะดวกในการบริหารท่านได้แบ่งอาณาจักรทั้งหมดเป็นแคว้นต่างๆ เช่น แคว้นมักกะฮ์ มะดีนะฮ์ ญะซีเราะฮ์ บัศเราะฮ์ คูฟะฮ์ อียิปต์ และปาเลสไตน์ เป็นต้น ผู้ปกครองแค้วนเรียกว่า “ วะลี หรือ อามิร ” ซึ่งมีหน้าที่มิใช่เป็นแต่เพียงผู้ปกครองแคว้นเท่านั้นแต่ยังเป็นประมุขใน ด้านศาสนาและการทหารอีกด้วย ท่านอุมัร เป็นผู้นำเอาระบบศักราชฮิจเราะฮ์มาใช้และยังนำเอาระบบการใช้เงินบำนาญแก่ผู้ สูงอายุอีกด้วย นอกจากนี้ท่านได้จัดตั้งดิวานซึ่งเป็นแผนกการคลังเพื่อทำหน้าที่ในการบริหาร เงินรายได้ของรัฐที่มาจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ เป็นนักบริหารและนักปกครองที่อยู่ในอุดมคติของชาวมุสลิมทุกคนตลอดประวัติ ศาสตร์อิสลาม
         
         
         ผลงานของท่านคอลีฟะฮฺอุมัร   อิบนุ   ค็อฏฏอบ
         
         
         1. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่ได้รับฉายาว่า อามีรุลมุมีนีน ประมุขแห่งมวลผู้ศรัทธา
         
         2. เป็นเคาะลีฟะฮ์ คนแรกที่สั่งให้ทำการขยายมัสยิดอัลหะรอม
         
         3.เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้ใช้ปฏิทินฮิจญ์เราะฮฺเริ่มจากท่านรอซูลศ็อลลัลอฮุอาลัยฮีวาซัลลัม อพยพไปมะดีนะฮ์
         
         4. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้มีการบันทึกรายรับรายจ่ายในหน่วยงานต่างๆของรัฐ และการจ่ายเงินเดือนแก่ผู้มีสิทธิรับเงิน
         
         5. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้จัดบ้านพักรับรองแขก และเก็บอาหารให้เต็มเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไร้ญาติขาดมิตร
         
         6. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่ออกตรวจตราประชาชนในเวลากลางคืน
         
         7. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่แต่งตั้งให้มีผู้พิพากษา
         
         8. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่จัดตั้งสำนักงานการคลังของมุสลิมขึ้น (บัยตุลมาล)
         
         9. เป็นเคาะลีฟะฮ์คนแรกที่สั่งให้จัดตั้งที่ทำการไปรษณีย์
         
         
                      ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตเนื่องจากบาดเจ็บจากถูกลอบสังหารโดยชาวเปอร์เซีย ท่านได้แต่งตั้งสภาที่ปรึกษา หรือที่เรียกว่า อะห์ลุลหัล วัลอักด์ จำนวน 6 ท่าน จากบรรดาศอฮาบะฮ์ชาวสวรรค์ เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกและสรรหาผู้ที่จะสืบตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อไป ในที่สุดที่ประชุมได้คัดเลือกท่านอุษมาน อิบนุ ให้เป็นเคาะลีฟะฮ์คนที่ 3 แห่งอาณาจักรอิสลาม เคาะลีฟะฮ์อุมัร สิ้นชีวิตลงโดยการถูกลอบสังหาร จากชาวเปอร์เซียคนหนึ่งที่มี ชื่อว่า อบูลุลู ในปี ค.ศ. 643 ในขณะที่ท่านกำลังละหมาดอยู่ในมัสยิด

          
      
         คัดลอกจาก   http://www.fathoni.com/lesson/histry/chapter1.htm
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2011, 11:16:29 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:33:12 pm »
แบ่งปัน


รัฐอิสลามสถาปนาขึ้นครั้งแรกโดยท่านศาสดามูฮัมมัด ( ศ็อลฯ ) ที่นครมะดีนะฮ์ หลังจากท่านศาสดามูฮัมมัดเสียชีวิต ในปี ฮ . ศ . ที่ 11 หรือ ค . ศ . 632 รัฐอิสลามจำเป็นที่จะต้องมีผู้ที่มาปกครองต่อจากท่านนบี ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีเคาะลีฟะฮ์ปกครองรัฐอิสลาม เคาะลีฟะฮ์อัรรอชิดูนมีทั้งหมด 4 ท่านดังต่อไปนี้

ชีวประวัติท่านอบูบักรฺ   อัศศิดดิก
    
          
   
              ท่านอบูบักร์เป็นคอลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 11-13 หรือ ค.ศ. 632-634   มีชื่อเต็มว่า อับดุลลอฮ์ บุตร อุสมาน ( อบูกุฮาฟะฮ์ ) บุตร อามิร บุตร อัมร์ บุตร กะอับ บุตร สะอัด บุตร ตัยม์ บุตร มุรเราะฮ์     มารดาของท่านมีชื่อว่า ซัลมา ท่านเป็นที่รู้จักในนาม อบูบักร์ อัศศิดดีก มีอายุอ่อนกว่าท่านนบี ( ศ็อลฯ ) สองปีเศษ อบูบักร เกิดที่มักกะฮ์ ปี ค . ศ .573    เป็นชาวอาหรับตระกูล บะนูตัยม์   เผ่ากุร็อยส์    ท่านเกิดในครอบครัวที่มีเกียรติเป็นที่นับหน้าถือตาในมักกะฮ์ ท่านเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธ์และจริงใจ ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ให้สมญานามท่านว่า " อัซซิดดีก " (  ผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจในการศรัทธา   )   สาเหตุที่ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อล) ได้ให้สมญานาม   " อัซซิดดีก "   เพราะอบูบักรเชื่อในคำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัดโดยไม่มีความสงสัยใดๆ
   
                      ท่านอบูบักร์ เป็นคนสุภาพ   เป็นคนซื่อสัตย์   และมีสัจจะ   อบูบักร์ มีบุคลิกภาพคล้ายกับท่านศาสดามุฮัมมัด เนื่องจากว่าท่านนั้นเป็นสหายคนสนิทของท่านศาสดาตั้งแต่เยาว์วัย    อบูบักร์ เป็นคนใจบุญ ท่านชอบช่วยเหลือคนจน ครั้งหนึ่ง ท่านอบูบักร์ได้นำเอาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่มากมายให้กับท่านศาสดาเพื่อ ใช้ในสงครามตะบูก   ท่านศาสดาถามว่า " อบูบักร์ ท่านเหลือสิ่งใดไว้กับครอบครัวของท่านบ้าง "  อบูบักร์ กล่าวว่า   " ฉันเหลืออัลลอฮ์ และรอซูลของพระองค์ไว้กับพวกเขา "
   
                    ท่านอบูบักร์ เป็นชายคนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม   เมื่อท่านศาสดาเผยแพร่อิสลามแก่อบูบักร์ เขาตอบรับอิสลามทันที   เมื่อท่านศรัทธาแล้วท่านก็เชิญชวนบุคคลเป็นจำนวนมากเข้ารับอิสลาม   เช่น อุษมาน   ,  สุเบ็ร , ฏ้อลฮะฮ์   ,  อับดุรเราะห์มาน ,  สะอัด  ,   บิล้าล และผู้ศรัทธาอีกหลายคน   ท่านอบูบักร์   มีความผูกพันกับท่านศาสดาอย่างใกล้ชิดท่านนั้นเป็นสหายคนสนิทของท่านศาสดา ตั้งแต่เยาว์วัยและยังเป็นสหายของท่านศาสดาในขณะที่อพยพจากมักกะฮ์ไปมะดีนะ ฮ์ ท่านศาสดากล่าวว่า " ในบรรดาสหายที่ดีของข้าพเจ้านั้น อบูบักร์ เป็นผู้ประเสริฐสุด " อีกทั้งท่านยังเป็นพ่อตาของท่านศาสดา เนื่องจากลูกสาวของท่าน คือ ท่านหญิงอาอิฉะฮ์ เป็นภรรยาของศาสดา   ท่านได้เข้าร่วมทำสงครามกับท่านศาสดาทุกครั้ง ท่านได้ซื้อทาสและปล่อยทาสให้เป็นอิสระเป็นจำนวนมาก   ขณะที่ท่านศาสดาป่วย   อบูบักร์ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำละหมาด (  อิหม่าม   )  ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมในการเป็นผู้นำของท่าน   อบูบักร์ เป็นผู้ใกล้ชิดต่อท่านศาสดา   ท่านได้ใช้ชีวิตอยู่กับท่านศาสดาตั้งแต่เด็กจนกระทั้งท่านศาสดาเสียชีวิต   ด้วยเหตุนี้ อบูบักร์จึงเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ทางด้านซุนนะฮ์ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล) อย่างแท้จริง ชีวิตทั้งชีวิต ของท่านได้อุทิศให้กับการเสียสละและการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์
   
                     ท่านอบูบักร์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเคาะลีฟะฮ์ จากการประชุมกันระหว่างชาวอันศอรฺ(ชาวมะดีนะฮ์) กับฝ่ายมุฮาญิร (ชาวมักกะฮฺ) บรรดาเศาะหาบะห์ทั้งชาวอันศอรและมุฮาญิรได้มีการประชุมหารือกันเพื่อคัด เลือกผู้นำคนใหม่ซึ่งมีฐานะเป็นตัวแทนหรือเคาะลีฟะฮ์ของท่านนบี ที่ประชุมมีมติคัดเลือกให้อบูบักรเป็นเคาะลีฟะฮ์ของท่านนบี โดยเหตุผลความอาวุโส ความประเสริฐและความใกล้ชิดกับท่านนบี ชาวมุสลิมต่างก็ให้การสัตยาบันต่อท่านอบูบักร์ในฐานะเป็นผู้นำคนใหม่และเป็น เคาะลีฟะฮ์คนแรกของท่านนบี
   
                      ท่านอบู บักร์ขึ้นมาทำหน้าที่เคาะลีฟะฮ์ในขณะที่ประวัติศาสตร์อิสลามกำลังอยู่ในระยะ หน้าสิ่วหน้าขวาน จะต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง เช่น การเกิดขึ้นของศาสดาเถื่อน การถอนตัวออกจากอิสลาม ตลอดจนการปฏิเสธไม่ยอมจ่ายซะกาตอย่างขันแข็งของชนเผ่าต่างๆ ทั่วภาคพื้นอาราเบีย ซึ่งเป็นการท้าทายรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวนี้นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “ เหตุการณ์อิรติดาด ” ท่านอบู บักร์ใช้มาตรการทางทหารอย่างเด็ดขาดในการแก้ปัญหาเหตุการณ์อิรติดาด บางเผ่าก็ยอมจำนนต่ออิสลามแต่โดยดี แต่บางเผ่าก็ยังดื้อดึงจนต้องทำสงครามกับพวกเขา ในช่วงสองปีในการทำหน้าที่เป็นเคาะลีฟะฮ์ ท่านอบู บักรประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการบดขยี้อำนาจของศาสดาปลอม ปราบปรามกบฏในประเทศอย่างสิ้นซากและขับไล่ผู้รุกรานจากต่างประเทศ ท่านเป็นผู้สร้างรากฐานอันมั่นคงให้แก่รัฐอิสลามและผนึกพลังอิสลามเพื่อรอง รับการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจไบแซนทีนและมหาอำนาจเปอร์เซียต่อไป
   
   
   ผลงานของท่านอบูบักรฺ   อัศศิดดิก
   
                 อบูบักร์มีคุณสมบัติแห่งความเป็นผู้นำที่แท้จริง ท่านเป็นผู้นำที่ดี มีคุณธรรมและถือสัจธรรมเป็นที่ตั้ง ท่านมีความกระตือรือร้น มีความขยันหมั่นเพียร มีความขันติธรรมเป็นเลิศ และเป็นคนที่มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ กล้าตัดสินใจ ท่านยังเป็นผู้มองการณ์ไกลและสามารถเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงสองปีที่ท่านดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์   ท่านประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูอิสลามให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ท่านได้สร้างอาณาจักรอิสลามให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น   มะดีนะฮ์กลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรอิสลามที่มีบทบาทต่อการ ดำเนินชีวิตของมุสลิม ท่านผลงานมกมายได้แก่
   
                1. สามารถปราบปรามกบฏผู้ทรยศต่อรัฐอิสลามและปราบปรามศาสดาปลอมที่เกิดขึ้นหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัดได้สวรรคต
   
                2. ท่านสามารถสร้างสรรค์ความสงบสันติและความเป็นพี่น้องภายใต้เอกภาพแห่งรัฐอิสลามให้บังเกิดขึ้น  
   
                3. ท่านได้สั่งให้มีการรวบรวมและบันทึกโองการต่างๆของอัลกุรอานที่กระจัดกระจาย อยู่ตามแหล่งต่างๆให้มาอยู่ในที่เดียวกัน โดยทำเป็นมุสฮัฟ ( ทำกุรอานเป็นเล่ม ) ได้อย่างสมบูรณ์
   
                4. ท่านเป็นผู้นำในการประกอบพิธีฮัจญ์   ใน ฮ.ศ ที่ 9 ซึ่งเป็นฮัจญ์ครั้งแรก เรียกฮัจญ์ครั้งนี้ว่า ฮัจญ์ อักบัร
   
                5.ท่านเป็นผู้นำละหมาดที่มัสยิด อันนะบะวีย์ แทนท่านศาสดามุฮัมมัด
   
                6.ท่านได้ส่งกองทหารของอุซามะฮ์ไปรบกับพวกโรมันที่ซีเรีย ภายใน 3 สัปดาห์ กองทหารของอุซามะฮ์ก็กลับมาพร้อมกับชัยชนะที่มีต่อชาวโรมัน
   
                ท่านอบูบักร์เสียชีวิตในปีอิจญเราะฮฺที่ 13 ขณะที่ท่านอายุ 63 ปี ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์ ในระยะเวลา 2 ปี กับ 10 คืน ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านได้แต่งตั้งแต่งตั้งท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ต่อไป

   
   
    
   คัดลอกจาก  http://www.fathoni.com/lesson/histry/chapter1.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2011, 11:16:53 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:34:17 pm »
แบ่งปัน


   ชีวประวัติของท่านอาลี  บิน  อะบี  ฏอลิบ
   
   
   ท่าน อาลี เป็นเคาะลีฟะฮ์ระหว่างปี ฮ.ศ. 35-40 หรือ ค.ศ. 656-661 ท่านอาลี มีชื่อเต็มว่า อาลี บุตร อบู ฏอลิบ บุตร อับดุลมุฏฏอลิบ บุตร ฮาชิม มารดาของท่านชื่อฟาตีมะฮ์ บุตรี อะซัด ท่านเป็นคนในตระกูลบนูฮาชิม ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับท่านนบีและมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านนบี (ศ็อล) ท่านอาลีเกิดภายในกะอ์บะฮ์ เมืองมักกะฮ์ ท่านเกิดปี ค . ศ . 600 ท่านมีอายุน้อยกว่าท่านศาสดา 30 ปีอาลี บุตร อบูตอลิบ มีชื่อเล่นว่า " อบู หะซัน " ท่านศาสดามุฮัมมัดเรียกชื่อท่านว่า " อบู ตุรอบ "
   
   ท่าน เป็นคนหนึ่งที่ได้รับข่าวดีเกี่ยวกับสวรรค์ ท่านอาลีได้รับการเลี้ยงดูจากท่านศาสดาตั้งแต่เด็กท่านศาสดารักอาลีเสมือน บุตรของท่านเอง นอกจากนี้ท่านศาสดายังได้ยกท่านหญิงฟาฏีมะอ์ บุตรสาวให้แต่งงานกับท่านอาลีอีกด้วย ท่านอาลีไม่เคยเคารพบูชารูปปั้นเลยสักครั้ง อาลี เป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลาม ขณะอายุ 10 ขวบ ท่านกล่าวว่า " ท่านรอซูล (ศ็อล) . ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนบีในวันจันทร์ ฉันได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามในวันอังคาร "
   
   เนื่องจากความกล้า หาญและวีรกรรมของท่านอาลีในการเข้าร่วมรบในสงครามสาสนา ท่านอาลีจึงได้รับสมญานามว่า " อะซะดุลเลาะฮ์ " “ أسد الله “ ( The Lion of Allah ) ( สิงโตแห่งพระเจ้า )
   
   คุณลักษณะเด่นของท่านอาลี
   
               1. ท่านอาลีกับกุรอาน อาลีเป็นผู้มีความใกล้ชิดต่อท่านศาสดา ทุกครั้งที่อายะฮ์กุรอานถูกประทานลงมา ท่านจะท่องจำทั้งหมด ท่านกล่าวว่า " ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ ไม่มีอายะฮ์หนึ่งถูกประทานมา เว้นแต่ว่าฉันจะรู้ว่า ด้วยสิ่งใดที่ถูกประทานมา ถูกประทานมาที่ไหน ถูกประทานมาเกี่นวกับผู้ใด แท้จริงพระเจ้าของฉันได้ทรงประทานให้ฉันมีหัวใจที่จดจำแม่นยำ และลิ้นที่พูดได้ฉะฉาน " ด้วยเหตุนี้อาลีจึงเปรียบเสมือนประตูแห่งวิชาการ ท่านอาลีมีความสามารถในการตัดสินคดีความ จนกระทั่งท่านศาสดาได้กล่าวยอมรับว่า " ผู้ตัดสินคดีที่ดีที่สุด คือ ท่านอาลี ”
   
               2. การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์สู่นครมะดีนะฮ์ ในช่วงที่ชาวมักกะฮ์ล้อมบ้านของท่านศาสดาอยู่นั้น ท่านอาลีได้เสียสละนอนแทนที่ของท่านศาสดา เพื่อให้ศาสดาอพยพไปมะดีนะฮ์อย่างปลอดภัย
   
              3. อาลีเป็นผู้แทนของท่านศาสดา เล่าจากสะอัด บุตร อบีวักกอส ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูล ซ . ล . ได้แต่งตั้งอาลี บุตร อบูตอลิบ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนในสงครามตะอ์บูก ( สงครามกับโรมันที่ซีเรียในปี ฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 9 )
   
   อาลีได้กล่าวว่า " โอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ ท่านทิ้งข้าพเจ้าไว้กับผู้หญิงและเด็กๆหรือ ? ท่านนบีได้กล่าวว่า ท่านไม่พอใจหรือ การที่ท่านกับข้าพเจ้าก็เหมือนฮารูนกับมูซา เว้นแต่จะไม่มีนบีอีกหลังจากข้าพเจ้า " รายงานโดย บุคอรี มุสลิม และติรมิซีย์
   
              4. ท่านอาลีเป็นนักรบ ท่านอาลีเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ท่านร่วมรบกับท่านศาสดาทุกครั้ง ยกเว้นสงครามตะอ์บูกที่ต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนท่านศาสดา ในสงครามบะดัร ท่านเป็นผู้ถือธงรบของกองทหารมุสลิม ท่านทำการต่อสู้ตัวต่อตัวกับวะลีด บุตร อุกบะฮ์ ในสงครามอุฮุด ท่านรับคำท้าของ อบู สะอัด และสามารถมีชัยต่อเขาได้ ในสงครามคูเมือง ( คอนดัก ) อับดุวูด ท้าทายต่อกองทหารมุสลิม ซึ่งในตอนแรกไม่มีใครกล้ารับคำท้าของเขา เนื่องจากอับดุวูด มีร่างกายใหญ่โต แข็งแรง มีเพียงอาลีเท่านั้นที่รับคำท้า เขาทั้งสองต่อสู้กัน แม้ว่าในตอนแรกท่านอาลีถูกฟัน แต่ในที่สุดอาลีก็สามารถมีชัยต่ออับดุวูดได้ จากวีรกรรมครั้งนี้ ท่านอาลีจึงได้รับสมญานามว่า " อะซะดุลลอฮ์ " " สิงโตแห่งพระเจ้า "
   
               5. ท่านอาลีเป็นนักปราชญ์ ท่านอาลีไม่ใช่เป็นเพียงนักรบอย่างเดียวเท่านั้น แต่ท่านก็ยังเป็นนักปราชญ์อีกด้วย ท่านศาสดามุฮัมมัดกล่าวเกี่ยวกับอาลีว่า " ฉันคือคลังแห่งวิชาความรู้ และอาลีเป็นประตูสู่วิชาความรู้ " ท่านศาสดาเคยแต่งตั้งให้อาลีเป็นผู้พิพากษาที่เยเมน
   
                  หลังจากท่านอุษมานถูกฆาตกรรม ประชาชนชาวมะดีนะฮ์รวมถึงกลุ่มกบฏได้ให้การสัตย์สาบาญต่อท่านอะลี อิบนุ อบีฎอลิบให้สืบทอดตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์คนที่ 4 แห่งอาณาจักรอิสลาม ท่านอะลีเป็นผู้นำรัฐอิสลามในขณะที่สถานการณ์รอบด้านเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ระสำระสายและมีความแตกแยกกันอันสืบเนื่องจากฟิตนะตุลกุบรอ ท่านหญิงอาอิชะฮ์พร้อมกับท่านฏ็อลฮะฮ์ และท่านซุบัยร์รวมตัวกันบีบคั้นท่านอะลีให้รีบเร่งดำเนินคดีต่อกลุ่มกบฏ ฆาตกรท่านอุษมาน ในขณะที่ท่านมุอาวิยะฮ์ อิบนุ อบี สุฟยาน ซึ่งเป็นข้าหลวงในซีเรียมาตั้งแต่สมัยเคาะลีฟะฮ์อุมัรปฏิเสธที่จะให้การ สัตย์สาบาญต่อเคาะลีฟะฮ์อะลี พร้อมกับกล่าวหาท่านเคาะลีฟะฮ์อะลี มีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ฆาตกรรมท่านอุษมาน จุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างเคาะลีฟะฮ์อะลีกับท่านหญิงอาอีชะฮ์ และท่านมุอาวิยะฮ์ข้าหลวงแห่งซีเรียจบลงโดยการสงครามญะมาล ( สงครามอูฐ ) และสงครามซิฟฟีนตามลำดับ ซึ่งเป็นศึกสายเลือดระหว่างมุสลิมด้วยกันที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์อิสลามและทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังทหารและศอหาบะฮ์เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการเกิดกลุ่มคอวาริจญ์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่เห็น ด้วยกับการแต่งตั้งมัจลิสตะห์กีม ( คณะอนุญาโตลาการเพื่อหาทางออกปัญหาคิลาฟะฮ์ ) ในสงครามซิฟฟีน และนำไปสู่สงครามนะห์รอวาน ระหว่างกองทัพเคาะลีฟะฮ์อะลีกับกลุ่มคอวาริจญ์ บุตรชายของท่านคือท่านหะสัน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นเคาะลีฟะฮ์แทนในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 6 เดือน ก่อนที่จะมอบตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ให้แก่ท่านมุอาวิยะฮ์ อิบนุ อบีสุฟยานต่อไป
   
                 ท่านอาลีเสียชีวิตจากการถูกลอบสังหารโดยอับดุรเราะห์มาน บุตร มุลญิม ในขณะที่ท่านละหมาดอยู่ที่มัศญิดในเมือง กูฟะฮ์ ประเทศอิรัก ท่านอาลีสิ้นชีวิตในปี ค . ศ . 661 ขณะนั้นท่านอายุ 63 ปี ศพของท่านฝังไว้ที่เมืองกูฟะฮ์ ประเทศอิรัก ท่านอาลีเป็นแบบอย่างที่ดีของความเป็นมุอ์มินผู้ศรัทธา ตลอดชีวิตของท่านนั้น ท่านได้อุทิศทุกอย่างเพื่อศาสนาและพระผู้เป็นเจ้า كرم الله وجهه “
   คัดลอกจาก  http://www.fathoni.com/lesson/histry/chapter1.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2011, 11:17:18 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:34:51 pm »
แบ่งปัน


ประวัติท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

ฮิจเราะฮฺศักราชที่ 35 - 40

ชาติตระกูล

คือท่านอาลี บุตร อะบีตอลิบ บุตรของลุงของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ภรรยาคือนางฟาติมะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา คือบุตรีของท่านร่อซูล เขาเป็นคอลีฟะห์คนที่ 4 และเป็นหนึ่งในสิบของผู้เข้าสวรรค์ก่อนใคร เขากำเนิดก่อนการแต่งตั้งของท่านร่อซูล ประมาณ สิบปี บิดาของเขาคือ อบูอับดุลมานาฟ บุตรของอับดุลมุตตอลิบ บุตรของฮาชิม บุตรของอับดุลมานาฟ ฉายาของอาลีว่าอบีซซิบตอยนี่ หมายถึงฮาซันและฮูเซน ถูกขนานนามว่า อะบูฮาซัน และท่านร่อซูล ได้ให้ขนานนามว่าอบีตุรอบ มีรายงานจากบุคอรีว่าท่านอาลี ได้เข้าไปหานางฟาติมะห์ หลังจากนั้นก็ออกมาและนอนเอกเขนกในมัสยิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าลูกของลุงของท่านหายไปไหน? นางพูดว่า อยู่ในมัสยิด ดังนั้นท่านจึงออกไปหาที่มัสยิด และพบว่าผ้าตกจากหลังของเขาและฝุ่นได้ติดบนหลังของเขา ดังนั้นท่านจึงปัดฝุ่นที่หลัง ท่านพูดว่าจงนั่ง
โอ้พ่อฝุ่น ถึงสองครั้ง

การเข้ารับอิสลาม

ท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลามและอาศัยอยู่ในความดูแลของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านอุปการะเลี้ยงดู เพื่อลดภาระที่ลุงของท่านได้แบกไว้ขณะที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกแต่งตั้งท่านอาลียังอยู่ในการดูแลของท่านดังนั้นท่านได้เรียกร้องให้เข้า รับอิสลาม เขาได้เข้ารับอิสลามและเชื่อฟังปฏิบัติตามขณะที่ท่านอายุได้8 หรือ10ปี เท่านั้น


คุณสมบัติทางโครงสร้าง

ท่านอาลี เป็นคนรอบรู้และฉลาดเป็นที่ร่ำลือกัน ด้านความฉะฉาน และเป็นคนกล้าหาญ ซื่อสัตย์สุจริต เป็นสุภาพบุรุษ ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา และเคารพรักษาสัญญาให้เกียรติผู้อื่น ท่านอาลี มีความชื่นชมต่อโลกดุนยาและความ เพลิดพลิ้ว และเพลิดเพลินในตอนกลางคืน และมีความพอใจในการสวมใส่เสื้อผ้าที่สั้นและอาหารที่แข็งและให้ความสำคัญต่อ ผู้ที่ยึดมั่น ในศาสนาและเข้าใกล้คนอนาถา และจะรำพันต่อโลกดุนยาเสมอเขาพูดว่าอายุของเจ้าสั้น ที่นั่งสนทนาของเจ้าน่าสังเวช และอันตรายของเจ้าก็น้อยเหลือเกิน อันเนื่องจากเสบียงน้อย และการเดินทางอันแสนไกลและหนทางที่โดดเดี่ยว

ความประเสริฐของท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

ท่านอาลี ร่อฎิญัลลอฮุอันฮุ มีความประเสริฐอยู่มากมาย เช่น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของฉันและฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของท่าน และท่านอุมัรบินค๊อตต๊อบ กล่าวว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สิ้นชีวิตไปเขาเป็นที่พอใจจากท่านและในสงครามคอยบัร ขณะที่กองทัพของมุสลิมไม่สามารถที่จะตีฝ่าป้อมปราการอันแข็งแกร่งทั้งสอง แห่งไปได้ ท่านนบี กล่าวว่าพรุ่งนี้ฉันจะให้ธงแก่คนหนึ่งซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ ทรงประทานความสามารถในการพิชิตได้โดยน้ำมือของเขา เขากล่าวว่า บรรดาผู้คน ต่างถกเถียงกันว่าใครจะเป็นผู้รับธงจากท่านร่อซูล ในคืนนั้น จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนต่างก็มาชุมนุมกันต่อหน้าท่าน ร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หวังว่าจะได้รับธงจากท่าน ท่านร่อซูล พูดว่า ท่านอาลี บินอะบีตอลิบ อยู่ไหน? พวกเขาพูดว่า เขาเจ็บตาทั้งสองข้าง โอ้ ท่านร่อซูลุลลอฮ ท่านพูดว่า ฉันได้ส่งพวกเขาไปหาท่านอาลีและให้พามาหาฉัน เมื่อท่านอาลีมาถึงท่านได้เป่าไปในตาทั้งสองของเขา และก็ขอพรแก่เขา เขาจึงหายจนเหมือนกับว่าไม่เคยเจ็บมาก่อนเลย ท่าน นบีจึงให้เขาถือธงดังนั้นอัลลอฮฺทรงให้อาลี นำกองทัพเข้าพิชิตด้วยน้ำมือของเขา


การเสียสละตัวเอง
ท่านอาลี เปรียบดังเช่นเดียวกับบรรดาซอฮาบะฮฺที่ประเสริฐทั้งหลายจะไม่สนใจสิ่งใด จะกระทำในหนทางของการเผยแพร่ดังนั้นท่านได้เชือดสัตว์และทรัพย์สมบัติของเขา เป็นคนแรก ที่ ได้นำตัวเองพลีแทนท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาได้นอนบนเตียงของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในคืนที่ท่านอพยพ ทั้งๆที่รู้ว่าพวกมุชริกีน ลงมติที่จะสังหารท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเข้าร่วมกับท่านในทุกๆสงคราม นอกจากสงคราม ตะบูก เพียงสงครามเดียว

การเป็นคอลีฟะห์ของท่านอาลี

หลังจากที่ท่านอุสมานได้ถูกสังหาร บรรดามุสลิมได้เลือกเขาเป็นผู้ปกครอง แต่เขาไม่ยอมรับและชอบที่จะมีรัฐมนตรีแทนที่จะเป็นผู้ปกครองรัฐมากกว่า เว้นแต่บรรดาซอฮาบะฮฺยืนกรานว่าให้เขาดำรงตำแหน่งเพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตที่ กำลังเผชิญอยู่นั้น เนื่องจากพวกปฏิวัติได้เข้ามาครอบงำมีอิทธิพลเหนืออำนาจการปกครองในเมืองมะ ดีนะห์ภายหลังจากที่ท่านอุสมานถูกสังหาร อย่างอธรรม และเหี้ยมโหด ยิ่งไป กว่านั้นพวกปฏิวัติได้เข้า มาข่อขู่ ชาวเมืองมะดีนะห์ ว่าจะสังหารคณะที่ปรึกษา และซอฮาบะฮฺชั้นผู้ใหญ่ และผู้ใดเล่าที่สามารถจัดการกับพวกอพยพนี้ได้ หากเขาไม่พบใครสักคนที่จะรับตำแหน่งเป็นคอลีฟะห์ พวกเขาพูดว่าฟังให้ดีนะโอ้ชาวเมืองมะดีนะห์ เราได้ให้เวลาแก่พวกเจ้าสองวันขอสาบานต่อ อัลลอฮฺ หากพวกท่านหาไม่ได้เราจะสังหารอาลีพรุ่งนี้ ฏอลฮะฮฺ กับซุเบร และผู้คนทั้งหลายมากมายในวันถัดไปเมื่อพวกมุฮาญีรีนและชาวอันศอรตั้งใจเลือก เขา เขาจึงเห็นถึงความจำเป็นต่อเขาจึงยอมรับในวันเสาร์ที่19 เดือน ซุลฮิจยะฮฺ ท่านอาลีได้ออกไปมัสยิดและขึ้นบนมิมบัร ดังนั้นพวกอพยพและชาวอันศอรได้ทำการให้สัตยาบันและผู้คนได้ให้สัตยาบันแก่ เขา ก็มี ซุเบร บินเอาวาม ฏอลฮะฮฺ บินอุบัยดิลลาฮฺ


งานที่สำคัญของท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุหลังจากที่ได้รับการแต่ง
ตั้งเป็นผู้ปกครอง


เป็นความประสงค์ของอัลลอฮฺที่จะให้เกิดฟิตนะห์ ความวุ่นวายหลังจากที่ท่านอุสมานถูกสังหารที่ยืดเยื่อ และพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นด้วยกับเล่ห์เหลี่ยมของศัตรูของอิสลามเป็นการ ทดสอบความสามารถของมุสลิม คือมหาบริสุทธิ์สำหรับพระองค์ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่งเป็นผู้ที่ตัดสินในกรณี ต่างๆของเขาหลังจากที่อาลีได้รับการให้สัตยาบัน เป็นคอลีฟะห์ เขาได้ดำเนินงานต่อไปนี้

ประการที่1 การที่อาลีได้ถอดถอนผู้ปกครองของอุสมานที่มีประชาชนได้ร้องทุกข์ต่อเขาและ ได้ถอดถอนเช่นเดียวกันคือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา

ประการที่ 2 ท่านอาลี เลื่อนการสำเร็จโทษต่อผู้ที่สังหารอุสมานโดยตัดสินให้เนรเทศไปที่เมืองอื่น จนกว่าจะมีคำตัดสินเป็นเอกฉันท์ของบรรดามุสลิมจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ
ท่าทีของซอฮาบะฮฺบางคนจากการทำงานนี้
เจ้าหน้าที่บางคนมีการตอบรับการปลดครั้งนี้ และบางคนไม่ตอบรับ ซึ่งมีผู้ปกครองแคว้นชาม คือมุอาวียะฮฺ บิน อะบีซุฟยาน รวมอยู่ด้วย ทั้งๆที่เขายอมรับถึงความประเสริฐของอาลี และจำนนต่อความสูงส่งของเขา และสาเหตุที่ไม่ตอบรับเขา คือการยืนกรานที่จะสำเร็จโทษต่ออาชญากร ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งนี่คือจุดเริ่มต้นของการขัดแย้ง และสิ่งที่เขาได้ดำเนินไประหว่างอาลีกับมุอาวียะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา เป็นบ่อเกิดแห่งการใช้วิจารณญาณ ที่ไม่มีการขัดแย้งเลยจาก
มุอาวียะฮฺ ในการเป็นผู้นำดังนั้นอะหฺลุซซุนนะฮฺและอัลยะมาอะฮฺ ได้มีมติว่าทั้งสองพวกได้รับการตอบแทน ผู้ถูกได้สองเท่าและผู้ผิดได้หนึ่งเท่า เช่นเดียวกับที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า เมื่อผู้ปกครองตัดสินได้ตัดสินให้ใช้วินิจฉัยหลังจากที่ได้รับความถูกต้องจะ ได้รับสองเท่า และเมื่อตัดสินจงใช้วินิจฉัยหลังจากที่ผิดพลาด เขาจะได้รับการตอบแทนหนึ่งเท่า

ดังนั้นผลที่ออกมาเป็นการฉวยโอกาสของผู้อิจฉาริษยาต่อการขัดแย้งกันจนเกิดทำ สงครามที่น่าเศร้าสลดสองครั้งระหว่างมุสลิมเป็นการป้องกันจากสิ่งที่เขายึด ถือในแต่ละฝ่ายจากความจริงและความถูกต้องครั้งแรกจะดีกว่า


สงครามอูฐ(ฮ.ศ. 36)
สาเหตุเนื่องมาจากพระนางอาอีชะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา พร้อมด้วยฏอลฮะห์และซุบัยรฺ รอฎิฯ
ได้มุ่งหน้าสู่บัสเราะห์ ซึ่งมีประชาชนมากมายร่วมด้วย โดยมีเจตนาประสานใจและคลีคลายสถานการณ์ที่ปั่นป่วนให้สงบลงและประนีประนอม ระหว่างประชาชนทั้งหลาย ขณะที่ได้มีการขัดแย้งกันหลังจากที่อาลี ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ โดยปฏิบัติตามคำดำรัสของอัลลอฮฺ (ไม่มีความดีในการชุมนุมของพวกเขาส่วนมากนอกจากผู้ที่ใช้ให้บริจาคหรือทำ ความดี หรือประนีประนอมระหว่างผู้คนทั้งหลาย) หลังจากอาลีได้ยินว่า นางอาอีชะห์ ออก ไปบัสเราะห์ เขาได้นำทหารออกไปโดยมีเป้าหมายประนีประนอมเช่นเดียวกัน ด้วยหลักฐานที่เป็นคำพูดของเขา ขณะถูกถามว่า สิ่งใดที่ท่านต้องการ? และที่ไหนที่ท่านจะไป? เขากล่าวว่า สิ่งที่เราต้องการและตั้งใจคือการประนีประนอมหากฝ่ายอาอีชะห์รับจากเรา และตอบสนองเรา เขากล่าวว่าแล้วหากไม่ตอบรับการประนีประนอม เขาพูดว่าเราจะปล่อยพวกเขาตามข้ออ้างของพวกเขาและให้สิทธิแก่พวกเราและเราจะ เดินทางจากไป เขากล่าวว่า หากพวกเขาไม่ยินยอม เขาพูดว่า เราจะปล่อยพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาไม่ยุ่งกับพวกเรา เขาพูดว่า หากพวกเขาไม่ปล่อยพวกเรา เขาพูดว่า เราจะยับยั้งพวกเขา เขาพูดว่า หมายถึงผู้ถาม ถ้าเช่นนั้นก็ใช่ และการสนทนาและการทำความเข้าใจระหว่างเขากับอาอีชะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา และผู้ที่อยู่ฝ่ายนางก็ดำเนินไป ทหารทั้งสองฝ่ายค้างแรมด้วยความสงบ แต่ทว่าความวุ่นวายของอับดุลลอฮ บุตรของสะบะอฺ และพรรคพวกของเขากลัวว่าตัวเองจะมีอันตรายหากมีการตกลงกันระหว่างทั้งสอง ฝ่าย จึงได้ลุกขึ้นในช่วงรุ่งอรุณและแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มได้เข้าจู่โจมค่ายทหารของอีกฝ่าย บรรดาทหารได้จับอาวุธโดยคิดว่ามีการหักหลังกัน และ มีการปะทะกันอย่างขมขื่นทั้งสองฝ่ายจนกระทั่งอูฐของนางอาอีชะห์ ถูกเชือด กองทหารจึงแตกทัพกระเจิงและการต่อสู้ จึงได้สิ้นสุดลง
และนางอาอีชะห์ได้กลับมักกะฮฺ หลังจากที่อาลี ได้ตระเตรียมทุกสิ่งที่นางต้องการให้กับนางและเขาได้เดินเคียงข้างที่นั่งบน หลังอูฐของนางจนถึงนอกนครมะดีนะห์ และได้ให้พี่ชายของนางคือ
มูฮำหมัด บุตรของอบูบักร เดินไปพร้อมกับนาง และได้ให้ลูกของนางเดินไปกับนาง เป็นระยะทางหนึ่งวัน


ครั้งที่สอง สงครามซิฟฟิน ฮ.ศ.37
ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่สอง เป็นผลมาจากการขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอาลีกับมุอาวียะฮฺ
และบรรดาผู้อิจฉาริษยาได้ฉกฉวยโอกาส ซึ่งเราได้แจกแจงสาเหตุของการขัดแย้งครั้งนี้มาก่อนแล้ว ฝ่ายอาลี และฝ่ายมุอาวียะฮฺ ได้ทำสัญญาเป็นระยะเวลาหกเดือนก่อนทำสงคราม และนี่เป็นการบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการประนีประนอม แต่ทว่าไม่สามารถบรรลุถึงผลลัพธ์ใดๆในระหว่างระยะนี้ได้ สงครามจึงได้เกิดขึ้นตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. การทดสอบกำลังของศัตรูก่อนการสู้รบของทั้งสองฝ่าย
เป็นการนำน้ำที่อยู่ภายใต้การครอบครองของกองทหารของมุอาวีฮฺทั้งสองฝ่ายจึง สู้รบกัน และทหารของอาลีได้รับชัยชนะและได้ขับไล่ทหารของมุอาวียะฮฺถอยร่นออกไปจากพวก เขา แล้วอาลี ได้ให้ทหารของเขานำน้ำเท่าที่จำเป็นไปใช้และปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใช้ด้วย

2.การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นด้วยกำลังที่แตกต่างกัน
โดยไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แม้น้ำหนักจะเอนเอียงไปทางอาลี ก็ตาม ทั้งๆที่เป็นเช่นนั้น สมาชิกของทหารทั้งสองฝ่ายจำนวนมากจะพบปะกันในเวลากลางคืนและพูดคุยกันก็ตาม
สิ้นสุดเหตุการณ์และยุติการนองเลือดระหว่างชาวอีรักกับชาวชาม
ผู้มีความจริงใจกลัวว่าบรรดามุสลิมบางส่วนจะทำให้อีกบางส่วนล้มตาย จึงปรารถนาที่จะช่วยเหลือพวกเขาต่อการยุติการประหัตประหารกันโดยอัมรฺ บุตรของอัลอาศ ได้ตรึกตรองเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเวลานานจนนำไปสู่ความคิดที่จะใช้ อัลกุรอานตัดสินเพื่อยุติการประหัตประหารต่อกันครั้งใหญ่ เวลานั้นเขาได้ให้ทัศนะต่อมุอาวียะฮฺ เขาดีใจกับทัศนะนี้ และทหารของชามได้ชูอัลกุรอานขึ้น ทหารของอาลี จึงเกิดความกลัวที่จะรบกับพวกเขา การสู้รบจึงยุติลลงและทหารทั้งสองฝ่ายจึงแตกกระจายหลังจากตัดสินปัญหา และทุกคนก็กลับไปเมืองของเขา
อาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ตายชะฮีด

อาลี ได้ตายชะฮีดในวันที่ 17 เดือน รอมฎอน ปี ฮ.ศ. 40 ด้วยน้ำมือของพวกคอวาริจคนหนึ่ง มีชื่อว่า อับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิม เขาคิดว่าการที่เขาสังหารอาลี จะทำให้เขาเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ เขาได้ประชุมกับเพื่อนสองคนของเขา และทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับบรรดามุสลิม พวกเขากล่าวว่า พวกเราน่าจะสังหารผู้นำที่หลงทางและทำให้ประเทศหลุดพ้นจากพวกเขา อับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิมกล่าวว่า ฉันจะจัดการอาลีเอง เพื่อนของเขาคืออัมรฺ บุตรของอับดุลลอฮฺ กล่าวว่า ฉันจะจัดการกับมุอาวียะฮฺเอง อัมรฺบุตรของบักรกล่าวว่า ฉันจะจัดการกับอัมร์ บุตรของอาศเอง พวกเขาลงความเห็นว่าจะต้องาจัดการภายในคืนเดียวกัน ซึ่งอับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิม สามารถสังหารอาลี ได้ด้วยดาบอาบยาพิษ ขณะที่อาลีไปละหมาดซุบฮิ โดยร้องว่าละหมาด ละหมาด ในขณะที่เพื่อนทั้งสองของเขาล้มเหลวในการสังหารมุอาวียะฮฺและอัมรฺ บุตรของอาศ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาอมีรุลมุมินีนอย่างกว้างขวาง และตอบแทนเขาที่ทำเพื่ออิสลามและมุสลิมอย่างดียิ่ง


ปีแห่งการรวมเป็นเอกภาพ ฮ.ศ.41

ชาวอีรักได้ให้สัตยาบันแก่ฮาซัน บุตรของอาลี ในวันที่อาลี ตายชะฮีด และ มีข่าวถึงมุอาวียะฮฺ ว่าฮาซันเตรียมหารมากมาย เพื่อสู้รบกับเขา เขาจึงเตรียมทหารของเขาเป็นการระวังและเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์ต่างๆ บุคอรีได้รายงานในซอฮีฮฺของเขาจากฮาซัน อัลบัสรีย์กล่าวว่า ขอสาบานต่อ อัลลอฮฺ ฮาซัน บุตรของอาลี ได้ต้อนรับมุอาวียะฮฺ ด้วยกองทหารจำนวนมากมายที่ไม่ยอมหันหลังกลับแน่จนกว่าจะสังหารฝ่ายตรงกัน ข้าม มุอาวียะฮฺจึงกล่าวกับเขาว่า อัมรฺ เอ๋ย หากพวกนั้นสังหารพวกนั้น พวกนั้นสังหารพวกนั้น ผู้ใดจะดูแลเรื่องราวของประชาชนให้ฉัน? ผู้ใดจะดูแลลูกๆของพวกเขาให้ฉัน?ผู้ใดจะจัดการผู้สูญหายจากพวกเขาให้ฉัน? เขาจึงส่งชายสองคนจากพวกกุเรสจากบนีอับดิชัมส์ ไปหาเขาคือฮาซัน ทั้งสองคนก็คืออับดุลเราะห์มาน บุตรของสะมิเราะห์กับอับดุลลอฮฺ บุตรของอามิรเขาพูดว่า จงไปหาชายคนนี้แล้วเสนอแก่เขาและจงพูดคุยกับเขาและจงขอคือข้อตกลงทั้งสองมา หาเขา เข้าไปหาเขา พูดคุยกับเขาและขอร้องเขา ฮาซันบุตรของอาลีกล่าวกับคนทั้งสองว่า เรามาจากบนูอับดุลมุตตอลิบได้รับทรัพย์นี้แต่ประชาชรตินี้ต้องเสียไปในกอง เลือด คนทั้งสองกล่าวว่า เขาเสนออย่างนี้ กับท่าน ขอร้องท่านและให้ถามท่าน เขากล่าวว่า แล้วใครจะรับประกันสิ่งนี้ให้แก่ฉัน?คนทั้งสองกล่าวว่า เราจะรับประกันให้แก่ท่านไม่ว่าเขาจะขอสิ่งใดกับคนทั้งสอง และคนทั้งสองกล่าวว่า เราจะรับประกันให้แก่ท่าน เขาจึงนำข้อตกลงประนีประนอมและสละอำนาจให้กับเขา และเช่นนี้แหละความวุ่นวายจึงได้ยุติลงและอัลลอฮฺทรงให้เกิดการประสานรอย ร้าวระหว่างบรรดามุสลิมด้วยกับฮาซัน อันเนื่องมาจากศาสนาของเขา สติปัญญาของเขา และความยำเกรงของเขาแล้วคำพูดของท่าน นบี ที่บุคอรีย์รายงานไว้ในซอฮีฮฺจึงประจักรความจริงออกมา " แท้จริงหลานของฉันคนนี้ เป็นผู้นำและหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้เขาประสานรอยร้าวระหว่างสองฝ่ายที่มี จำนวนมหาศาลจากมุสลิมีน"


ที่มา : วารสารศูนย์อิสลามศึกษา พญาไท ปีที่ 1 ฉบับที่ 7
วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2549
( ตรงกับวันที่ 3 ร่อบีอุซซานี ฮ.ศ. 1427 )
โดย โดย อ.ซอลีฮีน มานะ

ที่มาของบทความ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=narok&date=26-07-2007&a...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2011, 11:13:54 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:35:21 pm »
แบ่งปัน


   
      
         อะลีย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคอลีฟะหฺ
         
         อะลีย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคอลีฟะหฺ นางอาอิชะหฺ ซึ่งมีคดีบาดหมางส่วนตัวกับ อะลีย์ ตั้งแต่สมัยที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่ ก็ได้ปลุกระดมมวลชนในมักกะหฺ และเกณฑ์ผู้คนมากมานยจนกลายเป็นกองทัพ นางยกทัพมุ่งสู่อิรัคตามแผนยุทธศาสตร์ เมื่อ อะลีย์ ทราบข่าวเช่นนั้นก็กรีฑาทัพด้วยตนเองไปแผ่นดินอิรัก จนเกิดการประจันบานขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. ๖๕๖ เรียกสงครามครั้งนั้นว่า สงครามอูฐ เพราะนางเป็นแม่ทัพนำทัพอยู่บนอูฐ การประจัญบานครั้งนั้นยังผลให้ผู้คนตายไปมากกว่า ๕,๐๐๐ คน ส่วนสาวกอาวุโสที่อยู่ในทัพของ อาอิชะหฺ ที่ถูกสังหารก็มีหลายคน ในจำนวนนั้นมีฏอลฮะหฺ กับ อัศศุบัยร ร่วมอยู่ด้วย ทว่ามุฮัมมัด บินอะบีบัีกรฺ น้องชายของนางเป็นขุนศึกอยู่ฝ่าย อะลีย์ เพราะรู้ว่าพี่สาวของตนกระทำความผิดอย่างมหันต์ ที่ก่อการกบฏหมายแย่งชิงอำนาจจากคอลีฟะหฺคนใหม่ ท่านหญิงอาอิชะหฺพ่ายแพ้สงครามและถูกมุฮัมมัดน้องชายของตนคุมตัวกลับไปมะดี นะหฺ
         
         ฝ่าย มุอาวิยะหฺ บุตรของอบูซุฟยาน (ุ๖๐๒ - ๖๘๐) ที่ อุษมาน แต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองซีเรีย ก็แข็งเมือง ก่อการกบฏ ปลุกระดมมวลชน อ้างว่า คนที่วางแผนฆ่า อุษมาน ก็คือ อะลีย์ จนเกิดสงครามในปีต่อมา นอกจากนี้ ยังพยายามดึง อาอิชะหฺ และสาวกท่านนบี ให้เข้าไปมีบทบาทในการสถาปนาตั้งตนขึ้นเป็นคอลีฟะหฺและกษัตริย์ในเวลาต่อมา อะบูหุรอ็ยเราะหฺ เลือกที่จะอยู่ฝ่าย มุอาวิยะหฺ ด้วยเหตุนี้ มุอาวิยะหฺ จึงแแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองมะดีนะหฺ หลังท่านอะลีย์เสียชีวิต ในช่วงแรกนางก็ให้การสนับสนุนมุอาวิยะหฺอยู่ แม้ว่า มุอาวิยะหฺ ได้ฆ่า มุฮัมมัด น้องชายของนาง แล้วเอาไปผูกกับซากลาแล้วเผาไฟพร้อมกัน เป็นการแก้แค้นให้แก่อุษมาน นางก็ยังฝืนใจไม่ต่อต้าน มุอาวิยะหฺ แต่ต่อมาเมื่อเห็นชัดเจนว่า มุอาวิยะหฺ เอานางเป็นเครื่องมือต่อสู้กับ อะลีย์ และมุอาวิยะหฺก็ไม่รับฟังคำพูดของนางเลยที่ห้ามไม่ให้ฆ่าสาวกผู้ทรงคุณธรรม ที่มีนามว่า ฮิจ์ญิร บินอุดัย และเพื่อน ๆ นางจึงปลีกตัวอยู่ในเมืองมะดีนะหฺอย่างเงียบ ๆ ไม่มีบทบาททางการเมืองอีกเลย
         
         นางเสียชีวิตที่กรุงมะดีนะหฺ เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๖๗๘ แต่สุสานของนางไม่ปรากฏว่าอยู่ใน สุสานบะกีอฺ เหมือนมารดาศรัทธาชนคนอื่น ๆ มีรายงานระบุว่านางถูก มุอาวิยะหฺ ลอบวางยาพิษ และถูกฝังใตัพรมที่นางรับประทานอาหาร
         
         นางกล่าวบ่อย ๆ ว่า หากฉันเป็นคนไร้ค่าถูกลืมไปก็คงจะดี
         
         http://www.siamic.com/history/ladies/aishah.htm
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2011, 11:14:20 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 4.9%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:35:47 pm »
แบ่งปัน


   
      
         เคาะลีฟะฮ์ อาลี บุตร อบูตอลิบ
         
         ที่มา : โดย : อ.ฟาดิ้ล วันเอเลาะ

         
         
             
         
         อาลี บุตร อบูตอลิบ ปกครอง ฮ . ศ . 35 – 41 ค . ศ . 656 - 661 รวมเวลา 6 ปี
         
         Ali Ibni Abu Talib was born some thirty years after the birth of the Holy Prophet .
         He belong to the most respectable family of Quraish , the Banu Hashim . His father Abu Talib was the real uncle of the Holy Prophet . Ali ' mother was Fatimah bint Asad , who belong to Banu Hashim . Ali ' s patronymic name was " Abul Hasan " . The Holy Prophet gave him another name " Abu Turab " which was most liked by Ali . The Holy Prophet took Ali in his childhood from his father , Abu Talib , and brought up him like his own son.
         
         เกียรติประวัติของอาลี บุตร อบูตอลิบ
         
         1. ท่านอาลีกับกุรอาน อาลีเป็นผู้มีความใกล้ชิดต่อท่านศาสดา ทุกครั้งที่อายะฮ์กุรอานถูกประทานลงมา ท่านจะท่องจำทั้งหมด ท่านกล่าวว่า " ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ ไม่มีอายะฮ์หนึ่งถูกประทานมา เว้นแต่ว่าฉันจะรู้ว่า ด้วยสิ่งใดที่ถูกประทานมา ถูกประทานมาที่ไหน ถูกประทานมาเกี่นวกับผู้ใด แท้จริงพระเจ้าของฉันได้ทรงประทานให้ฉันมีหัวใจที่จดจำแม่นยำ และลิ้นที่พูดได้ฉะฉาน " ด้วยเหตุนี้อาลีจึงเปรียบเสมือนประตูแห่งวิชาการ ท่านอาลีมีความสามารถในการตัดสินคดีความ จนกระทั่งท่านศาสดาได้กล่าวยอมรับว่า " ผู้ตัดสินคดีที่ดีที่สุด คือ ท่านอาลี ”
         
         2. การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่ท่านศาสดาอพยพจากมักกะฮ์สู่นครมะดีนะฮ์ ในช่วงที่ชาวมักกะฮ์ล้อมบ้านของท่านศาสดาอยู่นั้น ท่านอาลีได้เสียสละนอนแทนที่ของท่านศาสดา เพื่อให้ศาสดาอพยพไปมะดีนะฮ์อย่างปลอดภัย
         
         3 . อาลีเป็นผู้แทนของท่านศาสดา เล่าจากสะอัด บุตร อบีวักกอส ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูล ซ . ล . ได้แต่งตั้งอาลี บุตร อบูตอลิบ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนในสงครามตะอ์บูก ( สงครามกับโรมันที่ซีเรียในปี ฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 9 )
         
         อาลีได้กล่าวว่า " โอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ ท่านทิ้งข้าพเจ้าไว้กับผู้หญิงและเด็กๆหรือ ? ท่านนบีได้กล่าวว่า ท่านไม่พอใจหรือ การที่ท่านกับข้าพเจ้าก็เหมือนฮารูนกับมูซา เว้นแต่จะไม่มีนบีอีกหลังจากข้าพเจ้า " รายงานโดย บุคอรี มุสลิม และติรมิซีย์
         
         4. ท่านอาลีเป็นนักรบ ท่านอาลีเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ท่านร่วมรบกับท่านศาสดาทุกครั้ง ยกเว้นสงครามตะอ์บูกที่ต้องเป็นผู้สำเร็จราชการแทนท่านศาสดา ในสงครามบะดัร ท่านเป็นผู้ถือธงรบของกองทหารมุสลิม ท่านทำการต่อสู้ตัวต่อตัวกับวะลีด บุตร อุกบะฮ์ ในสงครามอุฮุด ท่านรับคำท้าของ อบู สะอัด และสามารถมีชัยต่อเขาได้ ในสงครามคูเมือง ( คอนดัก ) อับดุวูด ท้าทายต่อกองทหารมุสลิม ซึ่งในตอนแรกไม่มีใครกล้ารับคำท้าของเขา เนื่องจากอับดุวูด มีร่างกายใหญ่โต แข็งแรง มีเพียงอาลีเท่านั้นที่รับคำท้า เขาทั้งสองต่อสู้กัน แม้ว่าในตอนแรกท่านอาลีถูกฟัน แต่ในที่สุดอาลีก็สามารถมีชัยต่ออับดุวูดได้ จากวีรกรรมครั้งนี้ ท่านอาลีจึงได้รับสมญานามว่า " อะซะดุลลอฮ์ " " สิงโตแห่งพระเจ้า "
         
         5. ท่านอาลีเป็นนักปราชญ์ ท่านอาลีไม่ใช่เป็นเพียงนักรบอย่างเดียวเท่านั้น แต่ท่านก็ยังเป็นนักปราชญ์อีกด้วย ท่านศาสดามุฮัมมัดกล่าวเกี่ยวกับอาลีว่า " ฉันคือคลังแห่งวิชาความรู้ และอาลีเป็นประตูสู่วิชาความรู้ " ท่านศาสดาเคยแต่งตั้งให้อาลีเป็นผู้พิพากษาที่เยเมน
         
         อับดุรเราะห์มาน บุตร มุลญิม ลอบสังหารท่านอาลีในขณะที่ท่านละหมาดอยู่ที่มัศญิดในเมือง กูฟะฮ์ ประเทศอิรัก ท่านอาลีสิ้นชีวิตในปี ค . ศ . 661 ขณะนั้นท่านอายุ 63 ปี ศพของท่านฝังไว้ที่เมืองกูฟะฮ์ ประเทศอิรัก ท่านอาลีเป็นแบบอย่างที่ดีของความเป็นมุอ์มินผู้ศรัทธา ตลอดชีวิตของท่านนั้น ท่านได้อุทิศทุกอย่างเพื่อศาสนาและพระผู้เป็นเจ้า “ ขอพระองค์อัลลอฮ์ทรงให้เกียรติต่อใบหน้าของอาลีด้วยเถิด ”
         
         http://webserv.kmitl.ac.th/~mcool/mstrory/m_14.htm
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 05, 2011, 11:15:27 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส