Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
อุละมาอ์และนักต่อสู้ : อิมาม อบูหะนีฟะฮ
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
ตุลาคม 18, 2017, 08:06:01 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: เวทีสำหรับพี่น้องมุสลิมในเชียงใหม่ ภาคเหนือ หรือผู้ที่สนใจ แลกเปลี่ยนข้อมูล นำเสนอ เรื่องราว ข่าวสาร สาระความรู้ ภาพถ่ายให้กับคน บ้านเฮา สมัครง่าย ใช้งานได้เลย ร่วมเป็นเพื่อนกับเรา คลิกลงทะเบียนเลย
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อุละมาอ์และนักต่อสู้ : อิมาม อบูหะนีฟะฮ  (อ่าน 3612 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 1.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:55:34 pm »
แบ่งปัน


   ใน ช่วงศตวรรษที่สอง และสามแห่งปีฮิจญ์เราะฮฺศักราช ได้กำเนิดสถาบันหรือสำนักศึกษาวิชาการอิสลามด้านนิติศาสตร์(มะซาฮิบ ฟิกฮียะฮฺ) อย่างมากมาย แต่ละสำนักมีวิธีการประยุกต์หรือหลักการศึกษานิติศาสตร์ที่แตกต่างกันไป
   ใน บรรดาสำนักศึกษานิติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จัก กันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายทั่วโลก คือ สำนักศึกษาที่ก่อตั้งโดย อิมามอบูหะนีฟะฮฺ ณ เมืองกูฟะฮฺ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของสำนัก “อะฮฺลุล เราะยี” หรือสำนักคิดนิยม
   1. ชื่อและวงศ์ตระกูล
   ท่าน มีชื่อว่า นุอฺมาน บิน ซาบิต บิน ซูฏีย์ อัลกูฟีย์ ปู่ของท่าน ซูฏีย์ เป็นชาวกรุงคาบูลที่อพยพไปยังเมืองกูฟะฮฺ เกิดที่เมืองกูฟะฮฺในปีฮิจญ์เราะฮฺที่ 80 และเสียชีวิตที่เมืองบัฆดาด ในปีฮิจญ์เราะฮฺที่ 150 เมื่ออายุได้ 70 ปี มีอาชีพเป็นพ่อค้าไหม ท่านมีชีวิตอยู่ในรุ่นของอัตบาอุตตาบิอีน ซึ่งทันอยู่ร่วมสมัยกับบรรดาเศาะหาบะฮฺรุ่นเล็กหลายท่าน และตอนเด็กๆท่านเคยเห็น อนัส บิน มาลิก ในช่วงที่อนัสเดินทางไปยังเมืองกูฟะฮฺ
   2. อาจารย์และสานุศิษย์
   ท่าน ได้รับการประสาทความรู้จากบรรดาอุละมา อฺตาบิอีนที่ทรงคุณวุฒิมากมาย อาทิเช่น หัมมาด บิน อบีสุลัยมาน สะลิมะฮฺ บิน กุหัยล์ อามิร อัชชะอฺบีย์ อิกริมะฮฺ อะฏออฺ เกาะตาดะฮฺ อัซซุฮฺรีย์ นาฟิอฺ เมาลา อิบนิอุมัร เป็นต้น ส่วนบรรดาศานุศิษย์ที่มีบทบาทในการเผยแผ่แนวคิดหรือมัซฺฮับของท่านได้แก่
   1. กอฎีย์ อบูยูสุฟ (113 – 182 ฮ.ศ.) ซึ่งนับได้ว่าเป็นศิษย์เอกของท่านและมีบทบาทอย่างมากในการเผยแผ่แนวคิดของ ท่านโดยเฉพาะหลังจากที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นกอฎีย์แห่งอาณาจักอับบาสิยะฮฺ
   2. มุหัมมัด บิน หะสัน อัชชัยบานีย์ (132 – 189 ฮ.ศ.) ซึ่งทันศึกษากับอิมามอบูหะนีฟะฮฺช่วงหนึ่ง และศึกษากับอบูยูสุฟ ท่านเป็นคนที่เริ่มแรกเขียนหนังสือนิติศาสตร์ตามแนวทางของสำนักศึกษาของอิมา มอบูหะนีฟะฮฺและเผยแผ่มัน
   3.ซุฟัร บิน อัลฮุซัยล์ (110 – 158 ฮ.ศ.)
   4.อัลหะสัน บิน ซิยาด อัลลุลุอีย์ (133 – 204 ฮ.ศ.)
   3. ความรู้เกี่ยวกับนิติศาสตร์และคำชม
   1. อิบนุมุบาร็อก กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นใครมีความรู้เหมือนในด้านนิติศาสตร์กับอบูหะนีฟะฮฺ”
   2. ยะหฺยา อัลก็อฏฏอน กล่าวว่า “ฉันไม่ได้โกหกต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่เคยได้ยินแนวคิดของผู้ใดที่ดีกว่าอบูหะนีฟะฮฺ”
   3. อิมามชาฟิอีย์กล่าวว่า “ผู้ใดที่ต้องการจะมีความรู้ที่แตกฉานในด้านนิติศาสตร์ เขาต้องพึ่งพา(แนวคิดของ)อบูหะนีฟะฮฺ)”
   4. สุฟยาน อัษเษารีย์ กล่าวว่า “อบูหะนยีฟะฮฺเป็นผู้ที่ปราดเปรื่องด้านนิติศาสตร์ที่สุดในสมัยท่าน”
   4. ความสมถะในชีวิต
   ครั้ง หนึ่งอาณาจักรราชวงค์อะมาวียะฮฺต้องการ จะแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้พิพากษาหรือกอฎีย์แห่งเมืองกูฟะฮฺแต่ท่านปฏิเสธ จนเป็นเหตุให้เจ้าเมืองกูฟะฮฺกริ้วและโบยท่านวันละ 10 หวาย ติดต่อกันถึง 10 วัน และหลังจากที่เห็นถึงความแน่วแน่ของท่านเจ้าเมืองจึงปล่อยท่านไป อิบนุมุบาร็อกกล่าวว่า “พวกเจ้าจำได้ไหม ผู้ชายที่มีการหยิบยื่นความสุขสบายทางโลกให้แก่เขาแต่เขากลับหนีห่างจากมัน” ชุรัยก์ อันนะเคาะอีย์กล่าวว่า
    
   “อบูหะนีฟะฮฺเป็นคนที่เงียบ ชอบครุ่นคิดอยู่เสมอ ไม่ค่อยพูดจากับคนอื่น”
   5. กฏเกณท์ในการวิเคราะห์หลักนิติศาสตร์
   ท่าน เป็นผู้ที่ได้รับมรดกด้านแนวคิดของสำนัก คิดหรือสถาบันการศึกษาอิสลามแห่งเมืองกูฟะฮฺ ซึ่งมีการวางกฏเกณท์หรือหลักการศึกษาและวิเคราะห์หลักนิติศาสตร์อิสลาม ดังนี้ คือ
   1. อาศัย อัลกุรอาน สุนนะฮฺ และทัศนะของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ในการให้คำชี้ขาดด้านนิติศาสตร์เป็นหลักตามลำดับท่านกล่าวว่า “ฉันจะปฏิบัติตามอัลกุรอาน ตราบใดที่ฉันพบว่ามีระบุอยู่ในนั้น หากไม่แล้วฉันก็จะปฏิบัติตามที่ระบุอยู่ในสุนนะฮฺ หากฉันไม่พบอยู่ในทั้งสอง ฉันก็จะปฏิบัติตามทัศนะของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ฉันจะเลือกเอาทัศนะที่ฉันพอใจและเห็นด้วยและจะทิ้งทัศนะอื่นๆที่ตรงข้าม ฉันจะไม่มองข้ามทัศนะของพวกเขาเหล่านั้นและหันไปเอาทัศนะของคนอื่นเป็นอัน ขาด แต่เมื่อมีทัศนะด้านนิติศาสตร์ที่มาจากอิบรอฮิม อันนะเคาะอีย์ อัชชะอฺบีย์ อิบนุสีรีน อะอฺฏออฺ สะอีด บิน มุสัยยับ ฉัน(จะไม่ปฏิบัติตามพวกเขา แต่) จะพยายามวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเสมือนกับที่พวกเขาได้กระทำไว้” มีคนถามท่านว่า “เมื่อคำพูดของท่านเกิดค้านกับอัลกุรอาน แล้วจะทำอย่างไร” ท่านตอบว่า “พวกเจ้าจงละทิ้งคำพูดของฉัน” มีคนถามอีกว่า “แล้วถ้าคำพูดของท่านค้านกับสุนนะฮฺล๋ะ” ท่านตอบว่า “พวกเจ้าจงละทิ้งคำพูดของฉันเสีย” มีคนถามอีกว่า “แล้วถ้าคำพูดของท่านค้านกับทัศนะของบรรดาเศาะหาบะฮฺล๋ะ” ท่านตอบว่า “จงละทิ้งคำพูดของฉันเสีย”
   2. เคาะบัรวาหิดตามทัศนะของอบูหะนีฟะฮฺ เคาะบัรวาหิดหมายถึงหะดีษที่มีสายรายงานที่ไม่ถึงระดับมุตะวาติร อิมามอบูหะนีฟะฮฺได้วางข้อแม้ต่างๆในการรับเอาเคาะบัรวาหิดเพื่อการวิ เคราะห์หุกมหรือหลักนิติศาสตร์ดังนี้คือ
   2.1 ต้องไม่ค้านกับการปฏิบัติของนักรายงาน หมายความว่า หากเนื้อหาของเคาะบัรวาหิดส่วนใดเกิดค้านกับการปฏิบัติของนักรายงานเคาะบัร ดังกล่าวก็ให้ยึดตามการปฏิบัติของนักรายงานนั้นไม่ใช่ปฏิบัติตามเคาะบัรที่ ได้รายงานไว้ เพราะหากเขาไม่รู้ถึงจุดบกพร่องของเคาะบัรที่ได้รายงานไว้ แน่นอนเขาก็ต้อง
    
   ปฏิบัติตามนั้น
   2.2 ต้องไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ เพราะความจำเป็นดังกล่าวทำให้เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชนและมีการรายงานที่มาก มายอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อมีเคาะบัรวาหิดเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวจึงถือว่าเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้รายงานนั้นบกพร่อง
   2.3 ต้องไม่ค้านกับหลักการเปรียบเทียบ(กียาส) และนักรายงานเคาะบัรวาหิดต้องเป็นคนที่แตกฉานในด้านนิติศาสตร์ เมื่อใดที่เคาะบัรวาหิดเพียบพร้อมด้วยข้อแม้ทั้งสามดังกล่าว จึงจะสามารถยึดไว้เป็นหลักในการวิเคราะห์เพื่อให้คำชี้ขาดในด้านนิติศาสตร์ ได้ ถึงแม้ว่าจะมีสายงายงานที่อ่อนก็ตาม และรายงานดังกล่าวจะมีน้ำหนักมากกว่ากิยาส และนี่คือบุคลิกเฉพาะของแนวคิดหรือวิธีการวิเคราะห์ด้านนิติศาสตร์ของมัซ ฺฮับหะนะฟีย์ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับหะดีษที่มีสายรายงานที่อ่อนมากกว่ากิยาส
   3. การเปิดกว้างในเรื่องของกิยาส ในบรรดาหลักการวิเคราะห์นิติศาสตร์ของอิมามอบูหะนีฟะฮฺคือท่านจะยึดเอาหลัก การเปรียบเทียบหรือกิยาสมาเป็นบรรทัดฐานในการวิเคราะห์นิติศาสตร์อย่างกว้าง ขวางเว้นแต่เรื่องที่เกี่ยวกับหุดูดหรืออาญา และการชดเชยหรือกัฟฟาเราะฮฺ กล่าวกันว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะอิมามอบูหะนีฟะฮฺเป็นคนที่ศึกษาและรายงานหะดีษน้อยกว่าคนอื่นเป็นอย่าง มากถ้าจะเทียบกับบรรดาอิมามคนอื่นๆ ประจวบกับความมัธยัสและท่าทีที่แข็งกร้าวในการรับหะดีษของท่านอันสืบเนื่อง มาจากการแพร่สะพัดของการโป้ปดในเมืองอิรักตอนนั้น
   4. การเปิดกว้างในเรื่องของอิสติหฺสาน อิสติหฺสาน (การพิจารณาเห็นชอบด้วยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยปัญญาเป็นบรรทัดฐาน) เป็นอีกวิธีหนึ่งในการวิเคราะห์และแสดงมติในด้านนิติศาสตร์อิสลามที่อิมามอ บูหะนีฟะฮฺใช้อย่างกว้างขวางและมากกว่าหลักการกิยาสอีก เพราะทุกครั้งที่ท่านพบว่ามีอะซารฺหรือมีรายงานจากเศาะหาบะฮฺคนใดคนหนึ่ง ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่มีระบุในอัลกุรอานและหะดีษท่านก็จะยึดถืออะซารฺนั้นเป็น บรรทัดฐานในการตัดสินหรือคำชี้ขาดด้านบัญญัติศาสนาทันทีพร้อมกับทิ้งกิยาส
   5. การใช้หลักการหลีกเลี่ยง(หิยัล) หลักการหิยัลหรือการหาช่องโหว่ของบัญญัติศาสนาเพื่อหลีกเลี่ยงจากความคับแคบ ของหุกม หรือยกเลิก หรือเปลี่ยนจากหุกมหนึ่งสู่อีกหุกมหนึ่งที่เบากว่า เป็นต้น เป็นอีกหลักการหนึ่งที่อิมามอบูหะนีฟะฮฺนำมาใช้ ซึ่งอุละมาอฺส่วนใหญ่ต่างไม่เห็นด้วยและตอบโต้อย่างแข็งขัน อาทิเช่น อัลบุคอรีย์ซึ่งท่านได้ใส่เรื่อง หิยัล ในหนังสือเศาะหีหฺของท่านเพื่อโต้คนที่ใช้หลักการหิยัลนี้.
   6. การแพร่สะพัดของมัซฮับอบีหะนีฟะฮฺ มัซฮับอบูหะนีฟะฮฺเป็นมัซฮับที่แพร่สะพัดไปทั่วหล้าและปัจจุบันมัซ ฮับหะนะฟีย์เป็นมัซฮับที่มีมุสลิมยึดเป็นแนวทางมากที่สุด ซึ่งจะกระจระจายตามประเทศ อิรัก ซีเรีย เลบานอน อินเดีย ปากีสถาน อัฟฆานิสถาน ตุรกี อัลบาเนีย ประเทศแถบอ่าวบัคข่าน กูกอซฺ และแถบอัฟริกาเป็นบางส่วน
   7. หนังสือนิติศาสตร์ตามมัซฮับหะนะฟีย์ หนังสือนิติศาสตร์หรือฟิกฮิที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในการอ้างอิงของมัซ ฮับหะนะฟีย์สามารถแบ่งได้ดังนี้
   1. หนังสืออุศูลมัซฮับ มีทั้งหมดหกเล่มซึ่งล้วนเป็นข้อเขียนของท่านมุหัมมัด บิน หะสัน อัชชัยบานีย์ ทั้งสิ้น ได้แก่หนังสือ อัลมับสูฏ อัซซิยาดาต อัลญามิอุศเศาะฆีรฺ อัสสัยรุศเศาะฆีรฺ อัลญามิอุลกะบีรฺ และอัสสัยรุลกะบีรฺ ต่อมาอัลหากิมอัชชะฮีดได้รวบรวมหนังสือทั้งหกเล่มไว้ในหนังสือของท่านที่มี ชื่อว่า อัลกาฟีย์ ซึ่งกลายเป็นหนังสือที่มุอฺตะมัดหรือน่าเชื่อถือที่สุดของมัซฮับฟะนะฟีย์
   2. หนังสือที่มุอฺตะมัดหรือเป็นที่น่าเชื่อถือในการอิงมัซฮับ ที่สำคัญๆได้แก่
    1. อัลมับสูฏ ของ อัลสิร็อคสีย์ ซึ่งเป็นการชัรหฺหรืออธิบายขยายความหนังสืออัลกาฟีย์
    2. มุคตะศ็อร อัฏเฏาะหาวีย์
   3. มุคตะศ็อร อัลกิเราะคีย์
   3. หนังสือแม่บทหรือมุตูนที่มุอฺตะมัด ได้แก่
    1. วิกอยะตุรริวายะฮฺ ฟี มะสาอิลิลฮิดายะฮฺ ของ ตาญุชชะรีอะฮฺ อัลอับบาดีย์ หรือป็นที่รู้จักกันในนาม อัลวิกอยะฮฺ
   2. มุคตะศ็อรฺอัลกุดูรีย์
   3. กันซุดดะกออิก ของ อบุลบะเราะกาต อันนะสะฟีย์
    
   4. หนังสือที่ให้ความสำคัญด้านหลักฐานและทัศนะเปรียบเทียบ ได้แก่ 1. บะดาอิอุศเศาะนาอิอฺ ของ อัลกาสานีย์ 2. ฟัตหุลเกาะดีร ของ อิบนุลฮัมมาม 3. อัลลุบบาบ ฟิลญัมอิ บัยนัสสุนนะฮฺ วัลกิตาบ ของ อัลค็อซฺเราะญีย์
    
   4. นัศบุรรอยะฮฺ ฟีตัครีจ อะหาดีษุลฮิดายะฮฺ ของ ซัยละอีย์
   8. ศัพท์เทคนิคที่ใช้ในหนังสือมัซฮับหะนะฟีย์
   - อัลอะอิมมะฮฺ อัลอัรบะอะฮฺ หมายถึง อบูหะนีฟะฮฺ มาลิก ชาฟิอีย์ อะหมัด
   - อะอิมมะตุนา อัษษะลาษะฮฺ หมายถึง อบูหะนีฟะฮฺ อบูยูซุฟ และมุหัมมัด
   - อัชชัยคอน หมายถึง อบูหะนีฟะฮฺ และอบูยูสุฟ
   - อัฏเฏาะเราะฟัยนฺ หมายถึง อบูหะนีฟะฮฺ และมุหัมมัด
   - อัศศอหิบาน หมายถึง อบูยูสุฟ และมุหัมมัด
   - อัศศ็อดรุลเอาวัล หมายถึง เศาะหาบะฮฺ ตาบิอีน และอัตบาอุตตาบิอีน
   - อัสสะลัฟ หมายถึง บรรดาฟุเกาะฮาอฺมัซฮับหะนะฟีย์รุ่นแรกจนถึงมุหัมมัด บิน หะสัน
   - อัลเคาะลัฟ หมายถึง บรรดาฟุเกาะฮาอฺมัซฮับหะนะฟีย์หลังจากมุหัมมัดจนถึง ชัมชุลอะอิมมะฮฺอัลหํลวานีย์
   - อัลมุตะอัคคิรุน หมายถึง บรรดาฟุเกาะฮาอฺมัซฮับหะนะฟีย์หลังจากชัมชุลอะอิมมะฮฺอัลหํลวานีย์ จนถึง หะฟิซุดดีน อัลบุคอรีย์
   - อัลอุสต๊าส หมายถึง อับดุลลอฮฺ บิน มุหัมมัด อัสสุบุซฺมูนีย์
   - บุรฮานุลอิสลาม หมายถึง เราะฎียุดดีน อัสสิร็อคสีย์
   - บุรฮานุลอะอิมมะฮฺ หมายถึง อับดุลอะซีซ บิน มาซัฮฺ ศึ่งบางครั้งจะเรียกว่า “อัศศ้อดรุลกะบีร”
   - ตาญุชชะรีอะฮฺ หมายถึง มะหมูด บิน มุหัมมัด
   - ชัมชุลชะรีอะฮฺ หมายถึง อัสสิร็อคสีย์
   - ฟัครุลอิสลาม หมายถึง อะลี บิน มุหัมมัด อัลบัซดะวีย์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 06, 2010, 10:07:41 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8528 Level 75 : Exp 24%
HP: 1.8%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 06, 2010, 09:56:05 pm »
แบ่งปัน


มัซหับหะนะฟี


อีกตอนหนึ่ง ท่านอิหม่ามฮะนะฟี กล่าวไว้ ความว่า”สิ่งที่มีอยู่ในกรุอานและซุนนะฮฺนั้น ข้าพเจ้าจะต้องรับโดยสิ้นเชิง ส่วนที่เป็นคำกล่าวของสาวก ข้าพเจ้าจะเฟ้นเอาที่เหมาะสม ส่วนคำกล่าวของตาบีอีนนั้น เขาทั้งหลายล้วนเป็นผู้ชาย (ผู้มีวิชา) เราเองก็ชายคนหนึ่งเช่นกัน”
อีกตอนหนึ่งปรากฏในหนังสือ “อัลมานากิบ” ว่า
ความ ว่า”ปัญหาต่างๆจะอาศัยกิยาส ถ้ากิยาสถ้าไม่ได้ผลก็จะอาศัยอิสติฮซานแต่ถ้าไม่ได้ผลอีก ก็จะหันไปพิจารณาเอาจากสิ่งที่บรรดามุสลิมปฏิบัติมา (ประเพณีนิยม)

จากข้อความที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า อิหม่ามหะนาฟีใช้หลักในการวินิจฉัยหุกุม 7 ประการด้วยกัน ดังที่กล่าวมาแล้ว ข้อที่น่าอธิบายให้ผู้อ่านทราบก็คือคำว่า อิสติฮซาน อิจญ์มาอฺ และอัลกรุฟ

“อิสติฮฺซาน” ตามภาษาอาหรับแปลว่า “นับว่าดี” ส่วนในด้านวิชาการหมายถึงการกิยาสมราลึกล้ำ (เคาะฟี) ใช้เหตุผลที่ไกล แทนที่จะเหตุผลที่ใกล้หรือเห็นได้ชัด (ดอหิร) ตัวอย่าง เช่น เราเอาที่ดินเพาะปลูกแปลงหนึ่งทำวะกัฟ แต่มิได้ทำการระบุในขณะที่ทำวะกัฟว่าสิ่งเพาะปลูกในเนื้อที่นี้เข้าอยู่ในวะ กัฟด้วยหรือไม่? ทางหะนะฟีว่า สิ่งเพาะปลูกย่อยเข้าอยู่ในวะกัฟด้วยเหมือนกัน โดยอาศัยหลักอิสติฮซานนี่เอง ถ้าว่าด้วยเหตุผลทั่วๆไป สิ่งเพาะปลูกบนพื้นดินนี้ไม่เข้าอยู่ในวะกัฟ เพราะไม่มีการระบุมาแต่แรก อันนี้โดยอาสัยการกิยาสจากเรื่องซื้อขายเพราะการซื้อนั้นก็คือการโอน กรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิมไปสู่เจ้าของใหม่ การวะกัฟก็เช่นเดียวกัน กรรมสิทธิ์ที่อยู่จากเจ้าของเดิมก็ย่อมโอนไปแก้ฝ่ายที่รับวะกัฟ ถือว่าสิ่งเพาะปลูกเข้าอยู่ในวะกัฟด้วย เพราะใช้หลักอิสติฮซาน คือนับได้ว่าเป็นผลดี แก่ฝ่ายรับวะกัฟนั่นเอง

“อิจญ์มาอฺ” คือความเห็นเป็นเอกฉันท์ อันหมายถึงว่าบรรดาสาวกของร่อซู้ล ศ็อลฯ มีความเห็นตรงกันในปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ซึ่งไม่มีตัวบททระบุไว้อย่างชัดแจ้ง สำหรับอิจญ์มาอฺ นักปราชญ์ต่างมีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่า ภายหลังจากยุคของสาวกแล้ว จะมรอิจย์มาอฺได้หรือไม่?ท่านอิหม่ามฮับบาลีมรทัศนะว่า อิจญ์มาอฺจะมีแต่เฉพาะในยุคซอฮาบะฮฺ (สาวก) เท่านั้น ส่วนอิจญ์มาอฺของปราชญ์วิชาฟิกฮฺ ท่านไม่นับว่าเป็นอิจญ์มาอฺ หรืออีกในหนึ่งไม่ถือว่าเป็นฮุจญะฮฺ

“อัล-อุรฟ์” คือประเพณีนิยม หมายถึงการยึดถือปฏิบัติของมุสลิมในบางอย่างที่ไม่มีตัวบทบางไว้ และสาวกก็มิได้กระทำเป็นตัวอย่างมาก่อน หลักอันนี้ท่านอิหม่ามหะนาฟีได้วางเงื่อนไขว่า ต้องเป็นประเพณีที่ดี (อุรฟุนเศาะหิหฺ) และไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ถ้าขัดกับบทบัญญัติศาสนาเรียกว่า (อุรฟุนฟาสิก) จะนำมาใชเป็นหุกุมไม่ได้

http://www.satabunmuslim.com/web/index.php/tutorials-history-m/mars...
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ramma
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 1887 Level 35 : Exp 32%
HP: 0.2%


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2010, 08:16:56 am »
แบ่งปัน

ชีวะประวัติของอิหม่าม อบูฮะนีฟะฮฺ

......... อบูฮะนีฟะฮฺมีนามเต็มว่า อันนุอฺมาน อิบนฺ ษาบิต อิบนฺ อัลมัรซะบาน ซึ่งตระกูลของท่านมีเชื้อสายมาจากชาวเปอร์เซีย ตามพจนานุกรมภาษาอาหรับคำว่า อัล มัรซะบาน ไม่ใช่ภาษาอาหรับ แต่เป็นภาษาเปอร์เซีย ซึ่งมีความหมายว่า ผู้นำ

.........อบูฮะนีฟะฮฺเกิดที่นคร กูฟะฮ์ ประเทศ อิรัก เมื่อปี ฮิจเราะฮ์ศักราช ที่ 80 ตรงกับคิริสศักราชที่ 699 นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าท่านเกิดที่เมืองอัมบาร แต่ส่วนใหญ่กล่าวว่าท่าน เกิดที่นคร กูฟะฮฺ ส่วนบิดาของท่านนั้นมีนามว่า ษาบิต อิบนุ ซุตอ

การประกอบอาชีพ

......... ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าบิดาของท่านอบูฮะนีฟะฮฺเป็นพ่อค้า เนื่องจากบิดาของท่านประกอบอาชีพค้าขาย อาชีพนี้จึงตกทอดมาถึงลูกหลาน ท่านอบูฮะนีฟะฮฺได้สานต่ออาชีพนี้จากบิดาของท่านเอง โดยบิดาของท่านมีร้านค้าขายผ้าเป็นของตนเองตั้งอยู่ที่เมืองกูฟะฮ์ ท่านเป็นพ่อค้าที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ตรงไปตรงมา ท่านประกอบอาชีพอย่างซื่อสัตย์ไม่เอารัดเอาเปรียบลูกค้า หากสินค้าที่ท่านจะขายมีตำหนิ ท่านก็บอกให้ลูกค้าท่านทราบทุกครั้ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อบูฮะนีฟะฮฺได้รับการยกย่องและเชื่อถือจากบรรดาประชาชนทั่วไปและบรรดานัก ธุรกิจต่าง ๆในยุคของท่านเป็นอย่างมาก

การศึกษา

......... อบูฮะนีฟะฮฺเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาด มีความสามารถสูงที่จะศึกษาเกี่ยวกับความรู้ในด้านศาสนา ท่านได้มุ่งมั่นในการศึกษาตามความปรารถนาของท่าน แต่ในช่วงแรกๆ ท่านได้ทุ่มเทเวลาในการค้าขายอย่างเดียวโดยไม่ได้มุ่งมั่นอย่างเต็มที่กับ การศึกษา ด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ท่านอบูฮะนีฟะฮฺได้หันหน้ามาศึกษาวิชาเกี่ยวกับศาสนา ท่านได้ศึกษาวิชาต่างๆ เช่น นะฮู(หลักภาษาอาหรับ) นิติศาสตร์อิสลาม ที่รู้จักกันทั่วไปว่าวิชาฟิกฮฺ

.........ในการแสดงความคิดเห็นท่า นอบูฮะนีฟะฮฺจะใช้เหตุผลเป็นหลัก ท่านได้ศึกษาวิชาฟิกฮฺจนท่านมีความชำนาญและเชี่ยวชาญในด้านนี้มาก ท่านชอบศึกษาค้นคว้าและแสวงหาวิชาความรู้ ท่านมักจะแสดงทัศนะของท่านเองประกอบการศึกษา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นที่ยอมรับของสังคมและเป็นที่เลื่องลือในคุณวุฒิด้าน นี้จนถึงทุกวันนี้

ครูบาอาจารย์

......... อบูฮะนีฟะฮฺ มีฐานะเป็นตาบีอีนคนหนึ่งที่มีโอกาสร่วมสมัยกับเศาะหาบะฮฺบางคน เมื่อท่านเกิดมามีเศาะฮาบะฮฺ ที่ยังมีชีวิตอยู่ 4 ท่าน ตามที่นักประวัติศาสตร์ได้บึกทึกไว้ คือ อนัส อิบนฺ มาลิก อับดุลลอฮ อิบนฺ อบีเอาฟ์ ไซดฺ อิบนฺ สะอัด แต่ท่านอะบูฮะนีฟะฮฺ มิได้มีโอกาสศึกษากับเศาะฮาบะฮฺทั้ง 4 โดยตรงเนื่องจากเศาะฮาบะฮฺทั้งสีได้เสียชีวิตตั้งแต่อบูฮะนีฟะฮฺยังเยาว์ ถึงแม้อบูฮะนีฟะฮไม่ได้ศึกษาโดยตรงจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺเหล่านั้นแต่ได้ศึกษา มาจากอาจารย์ที่ศึกษามาจากเศาะฮาบะฮทั้ง 4 ดังที่อบูฮะนีฟะฮฺได้กล่าวยื่นยันด้วยตนเอง กล่าวคือ ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ท่านอบูฮะนีฟะฮฺได้เข้าเฝ้าญะอฟัรอัลมันซูรและอิซา อิบนฺ มูซาได้เข้าเฝ้าอยู่ที่นั้นด้วย และท่าน ได้ทูลคอลีฟะฮฺว่า อบูฮะนีฟะฮฺท่านนี้เป็นผู้ทรงความรู้ยิ่งในโลกปัจจุบัน คอลีฟะฮฺก็ได้ถามว่า โอ้นุอฺมาน ท่านได้รับความรู้มาจากที่ใด ? ท่านอบูฮะนีฟะฮฺทูลว่า ? จากพรรคพวกของอุมัรซึ่งได้รับความรู้จาก อุมัร เเละ พรรคพวกของอะลีย์ที่ได้รับความรู้จากพรรกพวกของ อะลี และจากพรรคพวกของอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อับบาส ที่ได้รับความรู้จาก อับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาส คอลีฟะฮฺอัลมันซูร จึงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า ? ท่านได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้แก่ตัวท่านเองแล้ว ?

......... นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ท่านอบูฮะนีฟะฮฺยังมีครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน เช่น ฮัมมาด อิบนฺ อบีสุไลมาน , ไซดฺ อิบนฺ อะลีย์ ซัยนุลอาบีดีน , ญะอฟัร อัศศอดิก และอื่นๆ

.........อบูฮะนีฟะฮฺได้ศึกษากฎหมายอิสลามและอัล หะดีษจาก ฮัมมาด อิบนฺ อบีสุไลมาน ท่านได้ใช้เวลาในการศึกษากับอาจารย์ท่านผู้นี้นานกว่าครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ คือท่าน ศึกษาอยู่ตั้งแต่ท่านมีอายุ 22 ปี จนถึงท่านมีอายุ 40 ปี และท่านจึงได้ทำการถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ท่านได้รับมาด้วยวิธีการสอนอยู่ใน มัสยิดแห่งหนึ่งในนครกูฟะฮฺเป็นประจำ

สานุศิษย์

......... อิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีความสามารถใน วิชาการแขนงต่างๆ ดังนั้นอบูฮะนีฟะฮฺจึงมีสานุศิษย์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันใน บรรดาวงการวิชาการหลายท่านเช่น

.........1. อิบรอฮีม อิบนฺ อิบรอฮีม อัลอันซอรี อัลกูฟี

.........2. อบูอับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนฺ อัลฮะซัน อัซชัยบานีย์

.........3.  ซัฟร์ อิบนฺ อัลฮะซีล

.........4.  ฮะซัน อิบนฺซัยยาด อัลลุลุอัย อัลกูฟีย์
   
การทรมานท่านอิหม่าม
 
......... อิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺดำรงชีวิตอยู่ใน 2 ยุค สมัยของราชวงค์อัลอุมะวีย์ และสมัยของ ราชวงค์อัลอับบาซีย์ เมื่อยะซีด อิบนฺ อุมัรในสมัยของราชวงค์อัลอุมะวีย์ขึ้นปกครองอิรัก ท่านได้เสนอให้อบูฮะนีฟะฮฺทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาแห่งนครกูฟะฮฺ แต่ท่านอบูฮะนีฟะฮฺปฏิเสธที่จะรับข้อเสนอดังกล่าว อันเนื่องมาจากท่านไม่พอใจต่อการปกครองของราชวงค์นี้ ผลการปฏิเสธดังกล่าวทำให้ยะซีดได้สั่งให้ลงโทษท่านโดยการทรมานท่านอิหม่าม ด้วยการเฆี่ยนตีด้วยแซ่วันละ 10 ครั้ง จนครบ 110 ครั้ง ถึงแม้ว่าท่านอิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺถูกเฆี่ยนตีท่านก็ยังปฏิเสธที่จะรับตำแหน่ง ดังกล่าวที่คอลีฟะฮฺได้เสนอให้ท่าน จนกระทั่งในเวลาต่อมายะซีดก็ให้ปล่อยตัวท่านให้เป็นอิสระ หลังจากนั้นไม่นานนักยะซีดมีปรารถนาให้ท่านดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งใน สำนักหรือในการปกครองของตนให้ได้ จึงเสนอให้ท่านรับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบกองทุนทรัพย์สิน แต่อบูนีฟะฮฺก็ปฏิเสธอีก และท่านเห็นว่าหากท่านดำรงชีวิตอยู่ในอิรักต่อไป ท่านคงไม่มีความปลอดภัย ท่านก็เลยตัดสินใจอพยพไปสู่นครมักกะฮฺ เพื่อทำการสอนที่นั้น วิชาที่ท่านสอนก็คือวิชาหะดีษและวิชาฟิกฮฺ โดยท่านได้ใช้เวลาในการเผยแผ่วิชาความรู้ที่นั้นเป็นเวลา 6 ปี ด้วยกัน

......... เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิรัก อำนาจการปกครองได้เปลี่ยนจากราชวงค์อัลอุมะวีย์เป็นราชวงค์อัลอับบาซีย์ คอลีฟะฮฺองค์ใหม่ที่ขึ้นครองอำนาจคือ อบูญะฟัร อัลมันซูร คอลีฟะฮฺอบูยะฟัร ก็พยายามให้ท่านระบายความรู้สึกต่างๆ อบูฮะนีฟะฮฺ ก็ได้แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นของท่านในการปกครองของคอลีฟะฮฺองค์นี้โดย ท่านได้วิพากษ์วิจารณ์งานบริหารด้านต่างๆ การแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของอบูฮะนีฟะฮฺ สร้างความไม่พอใจแก่คอลีฟะฮฺอบูญะฟัรเป็นอย่างมาก ในที่สุดคอลีฟะฮฺอบูญะฟัรก็ได้ใช้วิธีเดียวกันกับคอลีฟะฮฺในราชวงค์ก่อน โดยได้นําตัวอิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺจากนครกูฟะฮฺไปยังนครแบกแดดแล้วเสนอตำแหน่ง ผู้พิพากษาให้แต่ท่านปฏิเสธ ด้วยเหตุดัวกล่าว คอลีฟะฮฺอบูญะฟัรทรงสั่งให้ลงโทษอบูฮะนีฟะฮฺด้วยการคุมขังท่านไว้โดยไม่มี กำหนดจนกระทั้งสิ้นชีพ

อบูฮะนีฟะฮฺเป็นอุลามาอฺที่ปฏิบัติภักดี ( อิบาดะฮฺ ) อย่างเคร่งครัด
......... อบูฮะนีฟะฮฺเป็นอุลามาอฺที่ปฏิบัติภักดี ( อิบาดะฮฺ ) อย่างเคร่งครัด และเลือกปฏิบัติในสิ่งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน ถึงแม้ว่าอิบาดะฮฺบางประเภทนั้นคนส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติก็ตาม เนื่องด้วยความเกรงกลัวต่อผู้นำในยุคนั้นจะลงโทษด้วยการทรมาน แต่อบูฮะนีฟะฮฺกลับปฏิบัติโดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจใดๆทั้งสิ้น ท่านใช้เวลากลางคืนในการละหมาดตะฮัจญูด และอ่านอัลกุรอานและท่านจะหลับนอนเพียงเล็กน้อย ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าอิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺละหมาดซุบฮฺด้วยน้ำละหมาดอิ ซาอฺโดยที่ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องอาบน้ำละหมาดอีกครั้ง นั้นแสดงให้รู้ว่าอบูฮะนีฟะฮฺไม่ได้นอนโดยท่านใช้เวลาทั้งคืนในการทำอีบาดะ ฮฺต่ออัลลอฮฺ ซุบหานาฮูวาตาอาลา
 
อิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺเสียชีวิต

.........ความตายเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตจะต้องเผชิญเมื่อถึงเวลาที่อัลลอฮฺได้กำหนดไว้ก็ต้องกลับไปสู่อัลลอฮฺ ( ซ . บ. )

......... อิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺเสียชีวิต เมื่อปี ฮ . ศ . 150 ท่านมีอายุ 70 ปี ผู้ที่ทำหน้าที่อาบน้ำญานาซะฮฺของท่านคือ ฮะซัน อิบนฺ อัมมาเราะฮฺและศพของท่านได้รับการฝังที่สุสาน อัลคอยซะรอนซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของนครแบกแดกประเทศอิรัก


ที่มา
http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?topic=1555.0
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส

Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap