Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
ความรู้เบื้องต้นชุมชนและการพัฒนาชุมชน
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต
มิถุนายน 28, 2017, 05:42:31 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: นี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกัน
 
  หน้าแรก   เว็บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้เบื้องต้นชุมชนและการพัฒนาชุมชน  (อ่าน 6776 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8503 Level 75 : Exp 13%
HP: 7.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 12:42:23 pm »
แบ่งปัน

   
      
         ชุมชนและการพัฒนาชุมชน
               ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับชุมชนและการพัฒนาชุมชน
               หลักการพัฒนาชุมชน
               ปัญหาในการพัฒนาชุมชน
               ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับชุมชน
         
         รศ.ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์ 

          e-mail : chayapon@chiangmai.ac.th
      
          
      
          
      
      
         

            ความหมายของคำว่าชุมชน
                 ชุมชน ในที่นี้ตรงกับคำว่า Community ในภาษาอังกฤษ ซึ่งตามความหมายที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจ หมายถึงการที่คนมาอยู่ร่วมกันหรือมาชุมนุมกัน จากความหมายนี้เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่ายังไม่ชัดเจนพอ เป็นความหมายที่มีขอบเขตกว้างมาก นักสังคมวิทยาที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ ท่าน ได้พยายามศึกษาพฤติกรรมหรือการกระทำของคนที่อยู่รวมกันเป็นพวก ๆ แล้วจึงสรุปความหมายของคำว่าชุมชนไว้ต่าง ๆ ดังนี้
                 เดวิส คิงสลีย์ (David Kingsly) ให้ความหมายของคำว่าชุมชนไว้ว่า “หมายถึง กลุ่มคน ที่อยู่ร่วมกันกันในอาณาบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่แน่นอนและสามารถดำรงชีวิตทาง สังคมร่วมกัน” กล่าวคือ คนกลุ่มหนึ่งจะต้งมีอาณาเขตเป็นของตนและคนในอาณาเขตนั้นมีความสัมพันธ์ทาง สังคมร่วมกัน เช่น มีภาษาพูดจารีตประเพณี และทัศนคติ เป็นแบบเดียวกัน
                 โรเบริต์ แมคคีย์เวอร์ (Robert M. Mac Iver) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุมชนหมายถึง “ กลุ่มคน ซึ่งอยู่ร่วมกัน มีความรู้สึกเป็น พวกเดียวกัน มีความสนใจ ในเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตเป็นอยู่ร่วมกัน มีตั้งแต่กลุ่มขนาดเล็กคือหมู่บ้านไปจนถึงกลุ่มขนาดใหญ่ เช่น เมือง ประเทศชาติ”
                 พาร์คกับเบอร์เกส (Robert E. Park and Ernest W. Burgess) ชุมชน หมายถึง “ อาณาบริเวณ ของท้องถิ่นหนึ่ง ๆ ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นนั้นพูดภาษาเดียวกัน มีจารีตประเพณีอย่างเดียวกันมีความรู้สึกเป็นแบบเดียวกันและมีการกระทำไปตาม ทัศนคติซึ่งเป็นไปในทางเดียวกัน”
                 Webster’s New Dictionary of the American Language ให้ ความหมายของชุมชนไว้ว่า หมายถึง “กลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันในบริเวณหนึ่งภายใต้กฎหมายและความสนใจเรื่องต่าง ๆ ร่วมกันด้วยความสมัครใจ”
                 เนลสัน, แรมเซย์ และเวอร์เนอร์ (Nelson, Ramsey and Verner) ได้ให้ความหมายของชุมชน สรุปได้ว่า “ชุมชนหมายถึงกลุ่มคนซึ่งมีความสัมพันธ์กันในอาณาเขตหนึ่ง ๆ” ซึ่งมีความสัมพันธ์นี้หมายถึงการปฏิบัติต่อกัน (Interaction)
                 รองศาสตราจารย์ประสาท หลักศิลา ได้ ให้ความหมายของคำว่าชุมชนไว้ว่า หมายถึง “การที่คนมารวมกลุ่มกันและมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทั้งภายในกลุ่มของตน เองและระหว่างกลุ่มในบริเวณที่มีอาณาเขตทางภูมิศาสตร์กำหนดได้”
                 นอก จากนี้ก็ยังมีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงอีกหลาย ๆ ท่านที่ได้ให้ความหมายของคำว่าชุมชน ไว้ อาทิ เช่น Charles Hoffer, Bernard, Loomis and Beegle, Sanderson ฯลฯ
                จากคำจำกัดความที่นัก วิชาการได้ให้ความหมายไว้ อาจสรุปได้ว่า ชุมชนนั้นหมายถึงการที่คนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาอยู่ร่วมกันในระยะเวลาที่ยาวนาน ระยะเวลาหนึ่ง จนเกิดความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันเป็นส่วนของชุมชน มีอาณาเขตที่แน่นอน มีความสนใจและปฏิบัติตนในวิถีชีวิตประจำวันที่คล้ายคลึงกัน และมีความสัมพันธ์กันภายข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน
                 อย่างไรก็ตามจะ สังเกตเห็นได้ว่าไม่มีนักวิชาการใดเลยที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับขนาดที่แน่นอน ของชุมชนว่าจะต้องมีจำนวนเท่าใด ชุมชนบางชุมชนอาจมีขนาดเล็ก บางชุมชนอาจมีขนาดใหญ่ ซึ่งอาณาเขตที่จะจำกัดความเป็นชุมชนนั้นอาจจะเป็น “อาณาเขตทางวัฒนธรรม (Cultural area) คือหมายถึงอาณาเขตซึ่งผู้คนในบริเวณนั้นมีลักษณะโดยเฉพาะทางสรีระและทาง วัฒนธรรมบางอย่างร่วมกันได้แก่สถาบันต่าง ๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ทัศนคติ และวิถีแห่งการดำรงชีวิต อาหารการกิน ภาษา การแต่งกาย ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ เป็นของตนเองแตกต่างจากกลุ่มคนอื่น หรืออาณาเขตทางกายภาพอันได้แก่แนวเขตกั้นพรมแดน แม่น้ำ สันเขา รั้วกำแพง ฯลฯ

         

            โครงสร้างของชุมชน
                 โครงสร้าง ของชุมชนหมายถึง ส่วนที่ประกอบและมีความสัมพันธ์เกาะเกี่ยวกันเป็นโครงสร้างชุมชน ซึ่งประกอบด้วยส่วนใหญ่  3 ส่วนด้วยกันคือ
            
            1. กลุ่มคน หมาย ถึงการที่คน 2 คนหรือมากกว่านั้นเข้ามาติดต่อเกี่ยวข้องกันและมีปฏิสัมพันธ์ต่อ กันทางสังคมในชั่วเวลาหนึ่งด้วยความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน ความมุ่งหมายนั้นอาจเป้นการร่วมมือช่วยเหลือกันหรือเป็นศัตรูต่อกันก็ได้ และในการมารวมกลุ่มนี้จะมีการคาดคะเนพฤติกรรมซึ่งกันและกัน และจะต้องปรับปรุงพฤติกรรมให้เป็นไปในลักษณะที่คนในกลุ่มต้องการ ในแง่ของชีววิทยามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จึงจำเป็นจะต้องตอบสนองความต้องการทางสรีรวิทยาและจิตวิทยาซึ่งความต้องการ นี้จะต้องตอบสนองด้วยศักยภาพหรือความสามารถซึ่งจะสมบูรณ์ได้ด้วยกระบวนการ เรียนรู้ ประสบการณ์และพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ เมื่อมนุษย์เกิดมาในโลกนี้ในระยะแรกจะยังไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนจากบุคคลอื่นรอบข้าง จึงนับว่าเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มารวมกลุ่มกัน อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์รวมกลุ่มกันเพราะแรงขับดันทางธรรมชาติ 2 ประการคือ
               1.1 ความหิวกระหาย ซึ่งเป็นความหิวกระหายทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ได้แก่ อาหาร ความต้องการทางเพศ การสังสรรค์สมาคมกันคนอื่น เป็นต้น ซึ่งความต้องการเหล่านี้นั่นเองที่ก่อให้เกิดการสังสรรค์ วัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การเพาะปลูก การสมรส และครอบครัว การศึกษา ศาสนา ฯลฯ
              1.2 การหลีกหนีต่าง ๆ เช่น หลีกหนีภัยธรรมชาติ หลีกหนีความเจ็บป่วยต่าง ๆ ความตาย เป็นต้นนอกจากนี้ถ้าจะแบ่งกลุ่มโดยยึดความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มเป็นหลัก ก็อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
                    

         

            1. กลุ่มปฐมภูมิ (Primary Groups) สมาชิกของกลุ่มอาจจะมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุทางการเป็นเครือญาติ มิตรภาพ ลักษณะความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มจะใกล้ชิด มีความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันอย่างลึกซึ้งพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือสนับ สนุนเมื่อมีความจำเป็นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความใกล้ชิดนี้เป็นความสัมพันธ์กันทางทางร่างกายและใจ สมาชิกในกลุ่มจะมีความรู้สึกร่วม กัน คือ ถ้าสมาชิกคนอื่นมีความทุกข์ สมาชิกอื่น ๆ ก็จะรู้สึกทุกข์ร้อนด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าสมาชิกมีความสุข สมาชิกอื่นก็จะมีความสุขด้วยเช่นกัน กลุ่มปฐมภูมิมักจะมีขนาดเล็ก มีหน้าที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมหรือ”สังคมกรณ์” (Socialization) แก่สมาชิกในอันที่จะทำตามตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคนได้ กลุ่มปฐมภูมิที่สำคัญมี 2 ชนิดคือ กลุ่มครอบครัว ซึ่งมีความผูกพันกันโดยเครือญาติ กลุ่มเพื่อนฝูง ซึ่งสัมพันธ์กันโดยมิตรภาพ กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นเรียน เป็นต้น
                   

         

              2. กลุ่มทุติยภูมิ (Secondary Groups) กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สมาชิกของกลุ่มขาดความคุ้นเคยใกล้ชิดสนิทแนบ มีการพบปะกันเป็นครั้งคราว ความสัมพันธ์ของสมาชิกมักเป็นตามกำหนดกฎเกณฑ์แบบแผนของกลุ่ม มีการสัมพันธ์กันเพื่อผลประโยชน์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มมักจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งมากกว่า ความรู้สึกร่วมทางอารมณ์และเมื่อใดที่สมาชิกรู้สึกว่าตนจะไม่ได้รับประโยชน์ หรือได้รับประโยชน์น้อยลง ก็อาจออกจากการเป็นสมาชิกได้ง่าย เพราะความสัมพันธ์ของสมาชิกมักเกิดจากผลประโยชน์มากกว่าอารมณ์ร่วม ตัวอย่างของกลุ่มทุติยภูมิ เช่น กลุ่มนายจ้างกับลูกจ้าง กลุ่มพ่อค้ากับลูกค้า หน่วยราชการต่าง ๆ โดยปกติแล้วกลุ่มทุติยภูมิจะเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกมากเป็นกลุ่มใหญ่
                 นอก จากนี้ ยังอาจแบ่งกลุ่มโดยยึดหลักสำคัญอื่น ๆ ได้อีก เช่น การแบ่งกลุ่มโดยยึดลักษณะความ สมัครใจของการเป็นสมาชิกกลุ่ม เช่น กลุ่มสมัครใจ กลุ่มไม่สมัครใจ หรือการแบ่งกลุ่มตามลักษณะประกอบอาชีพ เช่น กลุ่มประกอบอาชีพเกษตรกรรม กลุ่มประกอบอาชีพอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการจะแบ่งกลุ่มเป็นกี่ประเภท ประเภทใดบางนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้แบ่งเป็นหลักสำคัญ

         

            2. สถาบันทางสังคม (Social Institutions) เมื่อคนมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแล้ว และมีวิวัฒนาการไปถึงขั้นตั้งองค์กรทางสังคมแล้ว ก็จะมีการกำหนดแบบแผนของการปฏิบัติต่อกันของสมาชิกในกลุ่มเพื่อสามารถดำเนิน การตามภารกิจกลุ่มได้ ขอยกตัวอย่างให้เห็นและเข้าใจดังนี้
                 ศาสตราจารย์ ดร.ประสาท หลัก ศิลา : สิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมให้ปฏิบัติไปใน ลักษณะที่สังคมต้องการ เพื่อการดำรงอยู่ของสังคมนั้น
                 อุทัย หิรัญโต : วิถีทางปฏิบัติซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นแบบแผน ภายในสังคมหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและเป็นทางการ
                 ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์ : การกระทำของคนในสังคมหรือประเพณีที่สังคมได้ตั้งหรือวางไว้เป็นระเบียบแบบแผน
                 จึง อาจะสรุปได้ว่า สถาบันสังคม หมายถึง วิถีทางปฏิบัติซึ่งจัดขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบแบบแผน เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนใน ด้านต่าง ๆ สถาบันเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน เป็นแต่งเพียงแนวทางการปฏิบัติซึ่งทำซ้ำซากจนเกิดเป็นแบบแผน โดยมีองค์กรเป็นเครื่องรองรับ
            
            นักสังคมวิทยาได้พยายามจัดหมวดหมู่ของสถาบันทางสังคม
                 ที่มนุษย์จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องได้เป็น 7 สถาบันใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ
              1. สถาบันที่เกี่ยวกับเพศและการสืบพันธุ์ อันได้แก่ สถาบันการสมรสและครอบครัว
              2. สถาบันที่เกี่ยวกับการผดุงรักษาไว้ซึ่งฐานะทางเศรษฐกิจ อันได้แก่สถาบันการประกอบอาชีพ การทำมาหากิน ฯลฯ
              3. สถาบันที่เกี่ยวกับการถ่ายทอดความรู้ อันได้แก่ สถาบันการศึกษาฝึกอบรมต่าง ๆ 
              4. สถาบันเกี่ยวกับการทนุบำรุงร่างกายและจิตใจ ได้แก่ สถาบันเกี่ยวกับการพลศึกษา การบันเทิงเริงรมย์ต่าง ๆ
              5. สถาบันการประดิษฐ์คิดค้น ได้แก่ สถาบันค้นคว้าวิจัยต่าง ๆ ประดิษฐ์คิดค้นนวตกรรม
              6. สถาบันเกี่ยวกับจรรยาความประพฤติ การปรุงแต่งจิตใจให้บริสุทธิ์ อันได้แก่ สถาบันทางศาสนา
              7. สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรมในการอยู่ร่วมกันได้แก่ สถาบันการเมืองการปกครองต่าง ๆ

         

             

         

             

         

            ที่มา   http://www.human.cmu.ac.th/~hc/ebook/006103/lesson10/01.htm

      
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 12, 2010, 10:37:39 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8503 Level 75 : Exp 13%
HP: 7.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 10:37:07 pm »
แบ่งปัน

   ชุมชนและการพัฒนาชุมชน

   รศ.ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์ 
   e-mail : chayapon@chiangmai.ac.th

    

   การพัฒนาชุมชน 
        ความหมาย มีผู้ให้ความหมายของคำว่า “การพัฒนาชุมชน”ไว้อย่างหลากหลาย พอสรุปได้บางส่วนคือ
        T.R Batten : ขบวนการที่คนในชุมชนเล็ก ๆ ได้ร่วมกันปรึกษาหารือถึงความต้องการร่วมกันวางแผนและลงมือปฏิบัติร่วมกันจนเป็นที่พอใจและสนองความต้องการของคนในชุมชน 
        Dunham : การร่วมดำเนินการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนให้ชุมชนมีความเป็นปึกแผ่น และดำเนินการไปในแนวทางที่ตนต้องการ การทำงานในชั้นแรกต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของ
   ประชาชนในชุมชนนั้น ๆ โดยช่วยตัวเองและร่วมมือกันดำเนินงาน แต่มักจะได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการจากหน่วยราชการ หรือองค์กรเอกชนอื่น ๆ
        องค์การสหประชาชาติ : เป็นขบวนการวมกำลังของประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล เพื่อปรับปรุงสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของชุมชนนั้นให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น และผสมผสานชุมชนนั้นเข้าเป็นชีวิตของชาติ และเพื่อให้ประชาชนสามารถอุทิศตนเอง เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ 
        อย่างไรก็ตามอาจกล่าวสรุปได้ว่า การพัฒนาชุมชนก็คือการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งหมายถึงชีวิตของบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเหมาะสม ไม่เป็นภาระและไม่ก่อให้เกิดปัญหาให้แก่สังคม เป็นชีวิตที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสามารถดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ค่านิยมของสังคม สามารถแก้ไขปัญหา ตลอดจนการแสวงหาสิ่งที่ตนปรารถนาให้ได้มาอย่างถูกต้อง ภายใต้เครื่องมือ และทรัพยากรที่มีอยู่ โดยมีจุดเน้นของคุณภาพชีวิตเป็น 3 ประเด็น
      1. ทางด้านร่างกาย : บุคคลต้องมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เป็นผลจากการได้รับการตอบสนองทางด้านปัจจัยความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่พอเหมาะ
      2. ทางด้านจิตใจ : คือจะต้องมีสภาพจิตใจที่สมบูรณ์ร่าเริงแจ่มใส ไม่วิตกกังวล รู้สึกพอใจในชีวิตของตน ครอบครัว และสังคมในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
      3. ด้านสังคม : บุคคลที่สามารถดำรงชีวิตภายใต้บรรทัดฐาน และค่านิยมทางสังคมในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมได้อย่างปกติสุข
   
   ณรงค์ เทียนส่ง ได้ระบุว่าคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ประกอบด้วย
      1. บุคคลได้สิ่งจำเป็นแก่การมีชีวิต ได้แก่อาหาร ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพแข็งแรง และมีความมั่นคงในชีวิต
      2. มีค่านิยมที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับสังคม วัฒนธรรม การเมือง และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นรากฐานการตัดสินใจที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางของการมีชีวิตที่ดี
   
         คณะกรรมการประเมินผลโครงการพัฒนาชนบทยากจน ได้กำหนดเกณฑ์พิจารณาคุณภาพชีวิตโดยดูจากความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ) ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของคนไทย ไว้ดังนี้
      1. ได้กินอาหารที่ถูกสุขลักษณะในปริมาณที่พอเพียง
      2. มีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม
      3. มีงานทำอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม
      4. ได้บริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็น
      5. มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
      6. มีการผลิตที่พอเพียง
      7. มีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น
      8. สามารถควบคุมช่วงเวลาของการมีบุตร และจำนวนบุตร
      9. ประพฤติตามธรรมเนียม ประเพณี หลักธรรมศาสนา และรักษาส่งเสริมกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม

   เป้าหมายในการพัฒนาชุมชน
        การพัฒนาชุมชน มีเป้าหมายสำคัญที่จะต้องพัฒนา ดังนี้
        1. การพัฒนาคน คือการทำให้คนในชุมชนนั้นมีคุณภาพดีขึ้น ทั้งกายใจและสติปัญญา ซึ่งในแต่ละแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่างก็มีจุดมุ่งเน้นที่จะพัฒนาคนต่าง ๆ กัน ไป แต่ที่ปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรมคือในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ได้ระบุเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพคนไว้สามลักษณะดังนี้
        เก่ง : มีความสามารถและรู้จักความสามารถของตนเอง มีแรงจูงใจมุ่งมั่นสู่จุดหมาย สามารถตัดสินใจได้ แก้ปัญหาเป็น แสดงออกได้อย่างเหมาะสม มีความยืดหยุ่น และมนุษย์สัมพันธ์ดีกับคนอื่น (IQ)
        ดี : รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ แสดงออกได้เหมาะสมกับบุคคล โอกาสและสถานที่ รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น มีความรับผิดชอบ รู้จักการให้และการรับ รู้จักยอมรับผิด ให้อภัย และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (EQ)
        สุข : ภูมิใจในตัวเอง เห็นคุณค่าและมีความเชื่อมั่นตนเอง พอใจชีวิต มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ ขัน มีความสงบทางใจ รู้จักการผ่อนคลาย กิจกรรมเสริมความสุข (การผสานประโยชน์ระหว่าง IQ กับ EQ)
   
         2. การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุได้แก่อาคารสถานที่ สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เป้าหมายสำคัญคือ จะต้องพัฒนาให้สภาพแวดล้อมไม่ถูกทำลาย มีวิสัยที่จะรับภาระ (Carrying Capacety) ให้ประโยชน์แก่ชุมชน ในปัจจุบันสภาพสิ่งแวดล้อมธรรมชาติได้ถูกทำลายลงไปมากทั้งในเชิงคุณภาพ (อากาศเป็นพิษ น้ำเสีย ขยะ ฯลฯ) และในเชิงปริมาณ (ความหลากหลายทางชีวภาพ แร่ธาตุทรัพยากรธรรมชาติบางชนิด ภาวะขาดแคลนน้ำ ฯลฯ) ซึ่งสภาพการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

   หลักการพัฒนาชุมชน
        การดำเนินงานพัฒนาชุมชนนั้น มีหลักการสำคัญที่เป็นรากฐานในการดำเนินงานอยู่ 3 ประการด้วยกันคือ 
        1. ความคิดริเริ่มมาจากประชาชน กิจกรรมทุกกิจกรรมและทุกขั้นตอนจะต้องเกิดจากการคิด ตัดสินใจ วางแผน และดำเนินการโดยประชาชน นักพัฒนาต้องไม่เป็นผู้กำหนดกิจกรรม แผนงาน หรือโครงการไว้ล่วงหน้า แต่นักพัฒนามีหน้าที่กระตุ้นให้ชาวบ้าน กล้าคิด สามารถค้นหาปัญหาและความต้องการ และตัดสินใจริเริ่มโครงการต่าง ๆ ได้เอง ซึ่งการที่นักพัฒนาจะทำได้จำเป็นต้องเข้าไปหาประชาชน กระตุ้นยั่วยุโดยใช้มาตรการต่าง ๆ (การฝึกอบรม, ประชุมกลุ่มอภิปราย กลุ่มสัมพันธ์ การแสดงบทบาท ฯลฯ) ให้ชาวบ้านกล้าคิดกล้าแสดงออก โดยนักพัฒนาอาจให้ข้อมูลหรือการชี้แนะที่จำเป็น เพื่อประกอบการตัดสินใจของชาวบ้าน
   
        สัญญา สัญญาวิวัตน์ ได้ระบุว่ามีมาตรการต่าง ๆ ที่อาจนำไปใช้ได้ในการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความคิดและตัดสินใจ ได้ ดังต่อไปนี้ 
      1. การให้การศึกษา ทำได้ทั้งในระบบ (การจัดการศึกษาอย่างเป็นทางการ) และนอกระบบ ซึ่งเกิด
   จากการเรียนรู้จากประสบกรณ์
      2. การอภิปรายกลุ่ม โดยมีการรวมกลุ่มกันระหว่างคนที่สนใจ หรือคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยนักพัฒนาต้องกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยต้องสร้างบรรยากาศในการประชุมให้มีความเป็นมิตร ให้เกียรติและเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน การลงมติจะต้องเป็นไปโดยไม่มีอิทธิพลครอบงำ และควรให้สมาชิกส่วนใหญ่พอใจ
      3. การสาธิต เป็นวิธีที่จะแสดงให้เห็นถึงขั้นตอน และผลของการปฏิบัติ โดยอาจเป็นวิธีการใหม่ ๆ ที่ชาวบ้านยังไม่รู้จัก หรือรู้จักแล้วแต่ยังทำไม่ได้ หลักสำคัญในการสาธิตให้เกิดผล ก็คือจะต้องมีทรัพยากรหรือผู้สาธิตที่มีความรู้ ความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ และเรื่องที่สาธิตต้องตรงกับความต้องการ เกิดประโยชน์ และประชาชนสามารถนำไปปฏิบัติได้
      4. การประชุม เป็นการเรียกประชุมให้ชาวบ้านมารับทราบข่าวข้อมูล ความรู้หรือเพื่อปรึกษาหารือ กันในการจัดกิจกรรมการพัฒนา
      5. การจัดนิทรรศการ เป็นการนำสิ่งของ กระบวนการ และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาแสดงให้ชม เพื่อให้ผู้ชมได้เห็น และเกิดความคิดที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้การจัดนิทรรศการที่ดีนั้น ผู้จัดจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ในปัจจุบันการจัดนิทรรศการใหญ่ ๆ ระดับชาติ จะใช้บริษัทเอกชนที่เป็นมืออาชีพเป็นผู้จัด ซึ่งผลที่ได้จะเกิดความสวยงาม น่าดู เช่น นิทรรศการสินค้า OTOP
      6. ทัศนศึกษา เป็นวิธีการที่ใช้มาในปัจจุบัน มีการนำประชาชนกลุ่มหนึ่งไปดูงานยังต่างพื้นที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความรู้ และความคิด ได้เห็นแบบอย่างที่มีคนทำและประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้นำไปใช้ในการพัฒนาชุมชนของตนเอง ปัจจุบันวิธีนี้เป็นที่แพร่หลาย และนิยมของชาวบ้านมาก ชาวบ้านกลุ่มต่าง ๆ มีการเดินทางไปดูงานแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์กัน มีการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน เช่น เครือข่ายกลุ่มทอผ้าในเขตจังหวัดภาคเหนือ สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ วิธีการที่ทำแล้วประสบความสำเร็จในพื้นที่หนึ่ง อาจใช้ได้หรือใช้ไม่ได้กับอีกพื้นที่หนึ่งก็ได้ ดังนั้นผู้ที่จะนำไปใช้จะต้องพิจารณาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนของตน
      7. การรณรงค์ เหมาะสำหรับกิจกรรมที่ต้องการเร่งรัดให้เกิดผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งผู้เกี่ยวข้องจะต้องให้ความรู้ โฆษณา ประชาสัมพันธ์อย่างดีในระดับหนึ่งถึงความจำเป็น และลักษณะกิจกรรมนั้นให้ชาวบ้านรับรู้ รับทราบ เมื่อมีการเริ่มดำเนินการ ชาวบ้านจะได้ให้ความร่วมมือ การรณรงค์นั้นอาจใช้วิธีเกลี้ยกล่อม การสร้างกระแสนิยมรักชาติ การให้ผู้นำที่มีอิทธิพลเป็นผู้ริเริ่มทำก่อนเป็นตัวอย่าง รวมไปถึงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เสียงตามสาย ป้ายประกาศ ใบปลิว การแสดงมหรสพ ฯลฯ
   
         2. หลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม การที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ จะก่อให้ เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีความรักผูกพันธ์ต่อโครงการนั้น ๆ จะช่วยเน้นย้ำให้เกิดความรู้สึกว่า โครงการนั้นเป็นความรับผิดชอบ และเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาเอง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาชุมชนนั้น ประชาชนจะมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
      2.1 มีส่วนร่วมในการคิดค้นหาปัญหาและศึกษาสาเหตุของปัญหา ขั้นตอนนี้ถึงเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญมาก เพราะบางครั้งปัญหาต่าง ๆ ของชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องพบสัมผัสอยู่ทุกวันจนเกิดความเคยชินไม่คิดว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหา จึงไม่กระตือรืนล้นที่จะหาทางแก้ปัญหา
      2.2 มีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนินกิจกรรม โดยทั่วไปแล้วนักพัฒนาหรือนักวิชาการมักจะคิดว่าชาวบ้านไม่มีศักยภาพพอที่จะวางแผนดำเนินกิจกรรมด้วยตัวเองได้ ซึ่งก็อาจมีความเป็นจริงแต่เพียงบางส่วน แต่หากนักพัฒนามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็น “คน” ของทุกคนว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ก็เป็นหน้าที่ของนักพัฒนาที่จะเสริมความรู้ หรือใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางในการจัดระบบความคิดของชาวบ้านให้สามารถวางแผนได้
      2.3 มีส่วนร่วมในการลงทุนและปฏิบัติ คำว่าทุนในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงเฉพาะเงินทุนเท่านั้นแต่ชาวบ้านยังมีทรัพยากรที่อาจหามาได้เอง เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ (ทราย หิน ไม้ไผ่ ฯลฯ) หรือวัสดุตามธรรมชาติในหมู่บ้าน และรวมถึงแรงงานของชาวบ้านเอง ส่วนในการปฏิบัตินั้นก็เช่นกัน ชาวบ้านสามารถที่จะเข้าร่วมดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ได้ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม เป็นเจ้าของและเห็นคุณค่า พร้อมที่จะดูแลรักษา รวมทั้งการได้เรียนรู้การทำงานในกิจกรรมนั้นด้วย
      2.4 มีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเป็นเพราะ การประเมินผลงานจะช่วยให้ทราบถึงขั้นตอนการทำงาน ผลสำเร็จและหรือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนให้เกิดผลงานที่ดีที่สุด ตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่าถูกจุด
   
        3. หลักการช่วยตัวเอง การพัฒนาชุมชนนั้นหลักสำคัญที่สุด และเป็นเป้าหมายสูงสุดด้วย ก็คือการที่จะให้ประชาชน มีความเป็นอยู่ที่ดี สามารถพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามการส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วยตัวเองได้นั้น ก็จำต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของชาวบ้านเองด้วย โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ การดำเนินงานพัฒนาควรเริ่มจากโครงการที่ไม่ใหญ่จนเกินกำลังชาวบ้าน ชาวบ้านมีศักยภาพพอที่จะดำเนินโครงการนั้นจนประสบความสำเร็จ อาทิ เช่น พัฒนาตัวเองและครอบครัวก่อน และในบางกรณีรัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนั้น อาจต้องให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านงบประมาณลงทุนประเดิมให้ก่อน เช่น การสนับสนุนพันธ์วัว ต้นกล้าผลไม้ และเมื่อชาวบ้านดำเนินโครงการประสบความสำเร็จก็ชดชดใช้ทุนคืน

   ปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาชุมชน
        การพัฒนาที่จะประสบความสำเร็จได้ จำต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนา อันได้แก่
      1. ลักษณะทางกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดล้อมด้านวัตถุ อันได้แก่ สิ่งก่อสร้างพื้นฐาน : ถนน สะพานคลองส่งน้ำ และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะภูมิประเทศ อันได้แก่ สภาพดิน แหล่งต้นน้ำลำธาร อุณหภูมิ สิ่งเหล่านี้จะต้องส่งเสริมและเอื้อให้การพัฒนาประสบความสำเร็จ เช่น พื้นที่อุดม มีภูมิอากาศเหมาะสมกับการปลูกพืช มีระบบการชลประทาน และแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงให้พืชเจริญเติบโต มีถนนลำเลียงขนส่งผลผลิตและสินค้าออกสู่ตลาด
      2. ลักษณะทางเศรษฐกิจ หมายถึงภาวะการถือครองที่ดิน ระบบการขาย-ซื้อผลผลิต ระบบราคา, ภาวะหนี้สิน ระบบการกู้ยืมและแหล่งสินเชื้อ ความยากจนของประชาชนในพื้นที่ จะส่งผลต่อการลงทุนในการผลิต และนำไปสู่ภาวะการสูญเสียกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นผลให้เกิดความรู้สึกผูกพันต่อการพัฒนา
      3. สภาพแวดล้อมทางการเมือง ได้แก่นโยบายการพัฒนาของรัฐบาล ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามยุคสมัย เช่น สมัย พณ.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เน้นการพัฒนารากฐานของการพัฒนาประเทศ มีการลงทุนในสาธารณูปโภค สาธารณูปการ สร้างถนนสายสำคัญ สร้างเขื่อนกั้นน้ำ โรงไฟฟ้า ฯลฯ ส่วนในยุคของ พณ. พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ก็เน้นด้านเศรษฐกิจ “แปรสนามรบให้เป็นสนามค้า” สมัย พณ. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เน้นความสงบร่มเย็นจากปัญหาผู้ก่อการร้าย “ใต้ร่มเย็น-อีสานเขียว” สมัย พณ. นายชวน หลีกภัย เน้นการจัดที่ดินทำกินและสมัย พต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร “เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” เป็นต้น
      4. สภาพแวดล้อมทางสังคมอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ ค่านิยมของคนในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การรวมกลุ่ม และอิทธิพลของกลุ่ม ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิต พฤติกรรมและความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
      5. สภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่เกิดจากการสร้างสรรค์ปรุงแต่งของมนุษย์ ที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีความสะดวกสบายขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเลือก และนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate technology) ไปใช้ โดยไม่ให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ซึ่งในสังคมไทยเรามีเทคโนโลยีเหมาะสมมากมาย อันได้แก่ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ที่นักพัฒนาจะต้องรู้จักนำมาใช้และผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สภาพแวดล้อมที่ควรเป็น การพัฒนาต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพความ เราอาจเปรียบ ภูมิปัญญาชาวบ้านเสมือน ต้นไม้ผลท้องถิ่นที่มีรากแก้ว มีความทนทานต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ส่วนเทคโนโลยีสมัยใหม่ เปรียบได้เสมือน กิ่งตอนชั้นดี ที่เอาเข้าไปติดตาทาบกิ่ง เพื่อให้ออกดอกออกผลที่ดี 
      6. สภาพแวดล้อมที่ควรเป็น การพัฒนาต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริงและเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในชุมชนนั้นเป็นส่วนใหญ่ อันเกิดจากการผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อมทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาแล้ว ในขณะที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมและสิ่งแวดล้อมก็ต้องไม่เสื่อมโทรม ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด

   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
        ประเทศไทยได้ประกาศใช้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ฉบับแรกตั้งแต่ปี 2504 โดยอยู่ในสมัยของ พณ. นายกรัฐมนตรีจอมพล สฤิษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทยได้ประกาศใช้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม มาแล้ว 9 ฉบับด้วยกัน โดยในแผนฯ แต่ละฉบับ มีจุดเน้นพอสรุปได้ดังนี้
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
   ฉบับที่ 1
 (พ.ศ. 2504 – 2509) เป็นแผน ฯ ฉบับแรกและฉบับเดียวที่มีระยะเวลาของแผน 6 ปี จุดเน้นของแผน ฯ นี้คือ การปูพื้นฐานเพื่อการเร่งรัดพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยเน้นลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Facilities) อันได้แก่การแร่งรัดสร้างระบบชลประทาน พลังงาน ถนน ทางรถไฟ และการคมนาคมอื่น ๆ รวมทั้งโครงการบริการต่าง ๆ (Services Project) เช่น โครงการวิจัยทดลองด้านเกษตร อุตสาหกรรม และโครงการพัฒนาการศึกษาสาธารณสุข
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
   ฉบับที่ 2
 (พ.ศ. 2510 – 2514) เน้นการพัฒนาสังคม ยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ขยายพลังการผลิต รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ กระจายการพัฒนา และเร่งรัด การพัฒนาสู่ชนบท
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม 
   ฉบับที่ 3
 (พ.ศ. 2515 – 2519) ยังมีจุดเน้นด้านการกระจายความเจริญสู่ชนบท พยายามลดช่องว่างคนรวยกับคนจน ขยายการผลิตและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เน้นให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และให้ความสำคัญกับการวางแผนครอบครัว และการมีงานทำเป็นครั้งแรก
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
   ฉบับที่ 4
 (พ.ศ. 2520 – 2524) มีการกระจายการพัฒนาในรูปแบบภาค และภูมิภาคเพื่อการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม มีโครงการผันเงิน อาสาพัฒนาชนบท การสร้างงานในชนบท(กสช) โดยมีการเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสียไป
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม 
   ฉบับที่ 5
 (พ.ศ. 2525 – 2529) เป็นแผนที่มีการกำหนดการดำเนินงานในเชิงรับ และเชิงรุก เน้นการแก้ปัญหาความยากจน โดยการกำหนดพื้นที่ตามระดับความยากจน มีพื้นที่เป้าหมาย ชนบทยากจนทั่วประเทศ 286 อำเภอ และรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง แก้ปัญหาการขาดดุลการค้า
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
   ฉบับที่ 6
 (พ.ศ. 2530 – 2534) เป็นแผนที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนามากขึ้น เน้นให้มีการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและชนบทมากขึ้น
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
   ฉบับที่ 7 
(พ.ศ. 2535 – 2539) มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
   ฉบับที่ 8
 (พ.ศ. 2540 – 2544) ในแผนนี้ กำหนดให้ คนเป็นจุดหมายหลักของการพัฒนา เน้นเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) เน้นการวางแผนพัฒนาแบบองค์รวม หรือบูรณาการระหว่างเศรษฐกิจกับสังคมเข้าด้วยกัน มุ่งเน้นความเป็นไทย และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้
   
   แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
   ฉบับที่ 9
 (พ.ศ. 2544 – 2549) เป็นแผนที่มีปรัชญาการพัฒนาบิรหารประเทศตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง เศรษฐกิจแบบพอเพียง มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งยั่งยืน มีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งตนเองได้ รวมทั้งความเข้มแข็งของชุมชนและเครือข่ายชุมชนให้เกิดการเชื่อมโยงการพัฒนาทั้งชนบทและเมืองอย่างยั่งยืน มีการดูแลจัดการทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสังคมไทย เป้าหมายสำคัญของแผนฯ ฉบับนี้คือ การสร้างดุลภาพทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต การบริหารจัดการระบบราชการทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่นที่ดี กระจายอำนาจให้เกิดการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเน้นการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบให้เกิดผล มีการดำเนินการทางเศรษฐกิจที่เอื้ออาทรต่อคนจน เปิดโอกาสและสร้างศักยภาพในการพัฒนาให้คนจนมีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน สามารถพึ่งตนเองได้ สามารถลดอัตราคนจนให้เหลือไม่เกินร้อยละ 12 ของประชากรทั้งประเทศ ในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดแผน

    ที่มา

   http://www.human.cmu.ac.th/~hc/ebook/006103/lesson10/02.htm

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8503 Level 75 : Exp 13%
HP: 7.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 10:39:11 pm »
แบ่งปัน

รศ.ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์ 
e-mail : chayapon@chiangmai.ac.th


   

      ปัญหาในการพัฒนาชุมชน
           การพัฒนาชุมชนตลอดเวลาที่ผ่านมา อาจสรุปได้ว่า มีปัญหาสำคัญอยู่ 4 ประการด้วยกันคือ
           - ปัญหาจากตัวนักพัฒนา (พัฒนากร) มีความรู้ความเข้าใจ และอุดมการณ์การพัฒนาไม่ดีพอ เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาและความยากลำบากของประชาชนจึงขาดขวัญ-กำลังใจ ไม่สามารถดำเนินการ และหรือเกิดความท้อถอยหรือไม่สามารถทำงานอุทิศทุ่มเทให้กับการพัฒนาได้
           - ปัญหาจากวิธีการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งมีทั้งในแง่การพัฒนาและการประชาสังเคราะห์ ซึ่งมีวิธีการสวนทางกัน คือการพัฒนานั้นประชาชนต้องริเริ่มและดำเนินการเอง แต่การประชาสงเคราะห์นั้นรัฐสนับสนุนให้เปล่า จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และไม่อยากเข้ามาร่วมกระบวนการพัฒนา
           - ปัญหาความซ้ำซ้อนของกิจกรรมการพัฒนา มีหน่วยงานองค์กรหลาย ๆ องค์กรที่เข้าไปทำงานเดียวกัน ซึ่งอาจมีรูปแบบวิธีการทำงานที่เหมือนหรือต่างกัน ทำให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องด้วยเกิดความสับสนและในขณะเดียวกันหน่วยงานนั้นก็แก่งแย่งงานและหรือโยนความรับผิดชอบไปให้หน่วยงานเมื่อเกิดปัญหา
           - ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีนักพัฒนาจำนวนไม่น้อยที่เบียดบังงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว รวมทั้งการเบียดบังเวลาทำงานไปทำงานอื่นส่วนตัวด้วย
      
           นอกจากนี้นักวิชาการบางท่านได้สรุปเปรียบเทียบประเด็นปัญหาในการพัฒนาชุมชนของไทยไว้น่าพิจารณาดังนี้
           มาม่า : รัฐบาลหรือองค์กรพัฒนาเป็นผู้จัดการทำให้หมดเหมือนแม่ที่ดูแลปกป้องลูกจนในที่สุดก็ไม่สามารถช่วยตัวเองได้
           ไวไว : ลักษณะคนไทยที่ชอบทำอะไรให้เสร็จเร็ว ๆ ชอบทำอะไรให้เห็นผลเร็ว ๆ หรือสนใจร่วมทำกิจกรรม แต่ในระยะแรกเริ่มแล้วก็หมดความสนใจอย่างรวดเร็ว
           ยำยำ : ความสับสน ซ้ำซ้อนของหน่วยงานที่เข้าไปดำเนินการเรื่องเดียวกัน จนส่งผลให้เกิดปัญหาการเกี่ยงและการไม่รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8503 Level 75 : Exp 13%
HP: 7.6%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 10:41:01 pm »
แบ่งปัน

ศ.ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์ 
e-mail : chayapon@chiangmai.ac.th


   

      ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับชุมชน
           ครอบครัวและชุมชนต่างก็เป็นส่วนประกอบซึ่งกันและอย่างมิอาจแยกออกจากกันได้ ส่วนประกอบทั้ง 2 ส่วนนี้ล้วนมีหน้าที่เอื้อประโยชน์เกื้อกูลต่อกันในการพัฒนาให้ชุมชนเจริญก้าวหน้า การกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ส่วนประกอบนี้ จะแยกกล่าวเป็น 2 ส่วนคือ

   

      ความสัมพันธ์ของครอบครัวต่อชุมชน
           ณรงค์ เส็งประชา กล่าวว่า ครอบครัวซึ่งเป็นส่วนประกอบย่อยของชุมชนมีหน้าที่รักษาสภาพของสังคม และตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
           นักวิชาการหลายท่านได้ กล่าวถึงหน้าที่ของครอบครัวมากหมายหลายข้อ ซึ่งอาจสรุปได้พอสังเขปดังต่อไปนี้
           1. การควบคุมความสัมพันธ์ทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิงเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนในทุกสังคม และวัฒนธรรม จะมีรูปแบบของครอบครัวและการแต่งงานต่างกันออกไป ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่เกือบทุกสังคมในโลก กำหนดไว้เป็นข้อห้ามคือ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสายเลือด (Incest taboo) คือการห้ามมีเพศสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่ พี่กับน้อง สังคมจะกำหนดรูปแบบการแต่งงาน ผลการศึกษาของฟอร์ดและบีชในสังคมวัฒนธรรม 139 แห่งทั่วโลก พบว่าร้อยละ 61 มีข้อห้ามผู้หญิงไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นที่มิใช่สามี หลายสังคมมีบทลงโทษชายชู้ บางสังคม เช่น สังคมมุสลิม และคริสต์ ถือว่าการเป็นชู้เป็นการกระทำผิลต่อศาสนา
           อย่างไรก็ตามในขณะที่ครอบครัวส่วนใหญ่ในโลกมีกฏกติกา ห้ามการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นนอกครอบครัว แต่ก็ยังมีครอบครัวในอีกหลาย ๆ ชุมชนที่มีรูปแบบของความสัมพันธ์ทางเพศต่างออกไป เช่นในสังคมของ ชาวโทดา (Toda) ในประเทศอินเดีย ไม่มีกฏห้ามคบชู้ หรือห้ามมีเพศสัมพันธ์กับหญิงมีสามีแล้ว สามีที่หึงหวงภรรยาจะถูกมองว่าเป็นผู้ไม่มีศีลธรรม ส่วนในสังคมของชาวชักชี (Chukchee) ในไซบีเรีย ต้องเดินทางไกลเพื่อติดต่อการค้าตลอดเวลา ชาวชักชีมีประเพณีการรับแขกผู้มาเยือน โดยเจ้าของบ้านจะอนุญาตให้แขกได้หลักนอนกับภรรยาของตน
           การควบคุมการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงในสังคมต่าง ๆ ก่อให้เกิดแบบแผนของการแต่งงาน เช่น หญิงไปขอชาย หรือชายไปขอหญิง มีการหมั้นหมายด้วยสินทรัพย์และสิ่งของอื่น ๆ
           สำหรับสังคมไทยนั้น เรามีรูปแบบของการมีความสัมพันธ์ทางเพศ โดยถือว่า ชายหญิงที่เป็นสามี และภรรยาเท่านั้นที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สังคมไทยมีค่านิยมการรักนวลสงวนตัวของหญิง แต่ในปัจจุบันเมื่อสังคมเปิดเทคโนโลยีช่วยให้หญิงมีบทบาททัดเทียมชาย ทำให้ค่านิยมของการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงผิดไปจากเดิม คนจำนวนมากนิยมมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามโดยไม่ต้องมีการแต่งงาน ถือว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นการเสพสุขให้ชีวิต
      
            2. การผลิตสมาชิกใหม่ให้กับชุมชน เพื่อทดแทนสมาชิกเก่าที่ล้มหายตายจากไป โดยทั่วไปถือเป็นหน้าที่ปกติของคู่สมรสปกติ ที่เมื่อตกลงที่จะมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาแล้วย่อมปรารถนาที่จะมีบุตรสืบสกุล เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตนไว้ เท่าที่ผ่านมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันถือว่า การให้กำเนิดบุตรเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามธรรมชาติ คือ ชายกับหญิงมีเพศสัมพันธ์ในเวลาที่เหมาะสมแล้วมีกลไกการผสมระหว่างไข่กับสเปอร์มทำให้ชีวิตอุบัติขึ้น แต่ในปัจจุบันมีคู่สามีภรรยาจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถที่จะมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ ต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการผสมเทียมเข้าช่วย และคาดว่าในอนาคตการกำเนิดบุตราจใช้วิธีโคลนนิ่ง
           การให้กำเนิดบุตรที่มีคุณภาพนั้นคู่สามีภรรยา จำเป็นต้องมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สุขภาพ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ฐานะ อาชีพ อายุ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ) ในสมัยโบราณครอบครัวไทย และครอบครัวส่วนใหญ่ในโลกนิยมมีบุตรมาก แต่ปัจจุบันค่านิยมดังกล่าวได้เปลี่ยนไป ครอบครัวจะมีบุตรโดยเฉลี่ยประมาณ 2 คน และมีแนวโน้มว่าจะมีคู่สมรสที่ไม่ประสงค์จะมีบุตรมีจำนวนเพิ่มขึ้น
           นอกจากนี้ นอกจากครอบครัวจะมีจำนวนบุตรที่ลดลงแล้ว ความปรารถนาที่จะมีบุตรก็น้อยตามไปด้วย จึงคาดการณ์ว่าภาวะเช่นนี้จะส่งผลกระทบกับคนชรามากขึ้น เพราะการไม่มีบุตรดูแลคนชราในครอบครัว จะทำให้ชุมชนต้องรับภาระดูแลคนชรามากขึ้น
      
           3. การเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพ เมื่อบิดามารดาให้กำเนิดบุตรและเลี้ยงดูให้มีชีวิตรอดแล้ว บิดามารดาจะต้องให้การอบรมสั่งสอน สร้างเสริมค่านิยม ขัดเกลานิสัยให้เด็กรู้จักระเบียบของสังคม สามารถปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข เด็กจะต้องได้รับการปลูกฝังให้มีระเบียบวินัย ทั้งต่อตนเองและมีระเบียบวินัยต่อส่วนร่วม การอบรมสั่งสอนนั้นอาจทำได้โดยการชี้แนะว่ากล่าว กำหนดกฎ-เกณฑ์ เหตุผลให้เด้กรับรู้ เข้าใจ ยอมรับและทำตาม การสั่งสอนอาจเกิดจากการกระทำของบิดามารดาเอง ซึ่งเด็กจะเห็นและเรียนรู้เป็นตัวอย่าง โดยการเรียนรู้ของมนุษย์จะเริ่มตั้งแต่ลองผิดลองถูก และค่อย ๆ สะสมความรู้และประสบการณ์ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่า “กระบวนการสังคมกรณ์” (Socialization) ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้มนุษย์เรียนรู้ ปรับตัวให้เหมาะสมเพื่อการมีชีวิตอยู่ร่วมกันคนอื่นอย่างมีความสุข และมนุษย์จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านกระบวนการนี้ไปจนตลอดชีวิต ครอบครัวที่อบรมบ่มเพาะให้บุตรหลานรู้จักระเบียบวินัย มีคุณธรรมที่เหมาะสม ถือได้ว่าเป็นการสร้างสมาชิกที่มีคุณภาพให้กับชุมชน เมื่อสมาชิกจากครอบครัวนั้น ต้องออกไปโลดแล่นในสังคมก็จะเป็นประชากรที่มีคุณภาพ
           ท่านปัญญานันทภิกขุ 
            ได้กล่าวว่า คนดีนั้นจะต้องเป็นคนที่งามทั้งกายและใจ ซึ่งควรมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
           มีความอดทนสงบเสงี่ยม สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม
      
      มีระเบียบวินัย ฝึกฝนได้ คือ
        - ฝืนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แต่ต้องทำ
        - ฝืนทำในเวลาที่ไม่อยากทำ แต่ต้องทำ
        - ฝืนทำกับคนที่ไม่อยากทำด้วย แต่ต้องทำ
        - ฝืนไปในที่ ๆ ไม่ต้องการ แต่ต้องไป
          รู้จักคุณค่าของเวลา ทุกเวลาที่ผ่านไป คือ การร่นระยะชีวิตที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง ต้องรู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่า สร้างสรรค์สิ่งดีงาม
          ทำหน้าที่ตนเองให้ถูกต้อง รู้ว่าตนเองสวมตำแหน่งอะไรและทำหน้าที่ตามบทบาทนั้นให้ดีที่สุด
          มีสัจจะ ซื่อตรงต่อสิ่งที่ถูกต้อง
          ตื่นตัว ว่องไว และก้าวหน้า
          มีแบบแผนในการดำเนินชีวิต รู้จักหยุด รู้จักพอเมื่อถึงเวลา
      
            4. การให้ความรักและความอบอุ่นแก่สมาชิก การที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์นั้น มนุษย์จำเป็นต้องมีการเจริญเติบโตทั้งทางกาย ทางใจ และสติปัญญาควบคู่กันไป ความรัก ความอบอุ่นถือเป็นความต้องการพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น สมาชิกจะมีสุขภาพ กายใจ สมบูรณ์ ความรักความอบอุ่น จะสามารถอำนวยประโยชน์ให้ศักยภาพที่มีอยู่ในตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาก็จะสามารถประคับประคองตนเองให้เอาตัวรอดปลอดภัยได้ เมื่อออกไปเป็นสมาชิกของชุมชนก็จะเป็นสมาชิกชุมชนที่มีคุณภาพ
      
            5. การส่งเสริมด้านอาชีพ เป็นหน้าที่ของครอบครัวที่จะต้องส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวมีความรู้ที่จะนำไปประกอบอาชีพ เพื่อยืนหยัดอยู่บนขาของตัวเองได้ และสามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพได้ ในอดีตครอบครัวจะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ และวิชาชีพให้กับสมาชิกในครอบครัวเอง แต่ในปัจจุบันสภาพสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และสังคมไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้นได้ ครอบครัวจึงทำหน้าที่หาเงินเพื่อส่งเสริมให้บุตรหลานของตนได้เรียนหนังสือ เพื่อมีความรู้และวิชาชีพต่อไป มีครอบครัวเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่มีความต้องการที่จะให้บุตรหลานสืบทอดอาชีพเกษตรกรเช่นตน บางรายถึงกับขายที่นาเพื่อส่งให้บุตรหลานเรียนหนังสือสูง ๆ โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยให้บุตรหลานมีอาชีพที่มั่นคง มีความเป็นอยู่ดีกว่าตน

   

      ความสัมพันธ์ของชุมชนต่อครอบครัว
           ทั้งบ้านและชุมชน ต่างมีหน้าที่ต่อกัน ในส่วนหน้าที่ของชุมชนที่พึงมีต่อครอบครัวนั้น อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่หน้าที่พึงมีต่อครอบครัว อย่างน้อยที่สุด 4 ประการคือ
           1. กำหนดนโยบายประชากร และกำหนดมาตรการรองรับให้เหมาะสม ในอดีตนั้นจำนวนประชากรยังไม่มาก และลักษณะของการประกอบอาชีพ ยังไม่มีเครื่องทุ่นแรง ทำให้ต้องใช้แรงงานมาก ครอบครัวจึงนิยมมีลูกมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของชุมชนจะต้องกำหนดมาตรการกระตุ้นให้คนมีลูกเยอะ ๆ มีการจัดประกวดแม่ดีเด่น มีมาตรการด้านสวัสดิการจากรัฐส่งเสริม เช่น หากมีลูกสามคนเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนรัฐบาลพร้อมกัน รัฐจะยกเว้นค่าเล่าเรียนให้บุตรคนที่ 3 แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนสภาพเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น วิทยาศาสตร์และการแพทย์เจริญ ทำให้คนมีอายุยืน จำนวนเด็กทารกเกิดและมีชีวิตรอดตายมากขึ้น ทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความขาดแคลนการได้รับบริการจากรัฐ ชุมชนโดยรัฐบาลจึงต้องกำหนดนโยบายประชากรให้เหมาะสม โดยประเทศไทยเริ่มบรรจุนโยบายการวางแผนครอบครัวไว้เป็นครั้งแรกในช่วงของแผนพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (2515 – 2519) ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับต่อ ๆ มาก็ได้มีการกำหนดเป้าหมายลดจำนวนประชากรอย่างต่อเนื่อง และยังได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ สอดรับกับนโยบายการวางแผนครอบครัว 
           ในปัจจุบันพบว่า แนวโน้มประชากรไทยเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือนับตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา ประเทศไทยสามารถลดอัตราการเกิดได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ประชากรวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) ลดลงจากร้อยละ 45.5 เป็น 38.2 และ 36.00 ในปี พ.ศ. 2513, 2523 และ 2533 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ชุมชน (รัฐบาล) ได้จัดให้บริการการวางแผนครอบครัวอย่างทั่วถึง ประชาชนมีโอกาสเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสม มีกิจกรรมส่งเสริมการวางแผนครอบครัว ช่วยเสริมมาตรการ เช่น มาตรการจูงใจให้มีขนาดครอบครัวเล็กมีการจัดหลักสูตรประชากรศึกษาให้นักเรียนทุกระดับได้เรียนท มีกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว การให้สวัสดิการแก่ประชาชน ฯลฯ เมื่อถึงปี 2546 ประเทศไทยมีจำนวนประชากร 63.9 ล้านคน คิดเป็นจำนวนโดยประมาณร้อยละ 1 ของประชากรโลก ขนาดครอบครัว 3-4 คน ประชากรชายมีอายุขัยเฉลี่ย 69.9 ปี ในขณะที่ประชากรหญิงมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าเล็กน้อยคือ74.9 ปี
      
            2. กำหนดกฎ กติกา ในการอยู่ร่วมกันในสังคม ทั้งด้านความสัมพันธกันและด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางที่ทุกคนจะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข สามารถพัฒนาชุมชนให้ไปในแนวทางเกิดประโยชน์สุขแก่สมาชิก กฎกติกา ที่กำหนดอาจมีรูปแบบง่าย ๆ โดยใช้การควบคุมทางสังคมเป็นหลักก็ได้ เช่น ข้อห้าม ข้อควรทำ ในบางสังคมที่อยู่ห่างไกลความเจริญ หรือบางสังคมที่มีความเชื่อเป็นหลักปฏิบัติเฉพาะของชุมชนของตน หรืออาจกำหนดเป็นระเบียบ ข้อบังคับเฉพาะ สถาบันหรือองค์กรต่าง ๆ ของตน เช่น โรงเรียน องค์กรเอกชน ส่วนสังคมส่วนรวมที่มีความซับซ้อน ไม่อาจใช้กฎกติกาเฉพาะกลุ่มบังคับข้ามกลุ่มได้ ก็จะมีกฎหมาย ที่มีการบัญญัติขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกของชุชนทั้งประเทศต้องทำตาม หรือหากขยายไปเป็นระดับโลก ก็จำต้องมีกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกประเภทต้องให้การยอมรับและปฏิบัติตาม
           นอกจากนี้ ชุมชนยังต้องมีหน้าที่ในการที่จะกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่จะควบคุม บังคับให้สมาชิกในชุมชนปฏิบัติตาม กฏเกณ์ที่ได้กำหนดไว้ โดยมีบทลงโทษ และองค์กรรับผิดชอบในการควบคุม ดูแลให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่ชุมชน
           ศาสตราจารย์ ดร. พัทยา สายหู ได้กล่าวไว้ว่า การที่ บุคคลต้องทำตามข้อกำหนด กฎ กติกาของสังคมที่ตน เข้าเป็นสมาชิก ย่อมเปรียบเหมือน “การชำระค่าสมาชิกให้แก่กลุ่ม” คือต้องยอมเสียเสรีภาพในการที่จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ เพราะจะต้องทำตามกติกาของกลุ่ม
      
           3. ดูแลด้านเศรษฐกิจ เรื่องของเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการจัดการในด้านการผลิต จำหน่าย จ่ายแจก แลกซื้อ-ขาย ซึ่งจำเป็นต้องมีคนกลางที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานประโยชน์ระหว่าง ผู้ผลิต (นายทุน /แรงงาน) ผู้จำหน่ายผู้ใช้ (ซื้อ) ในส่วนของบทบาทหน้าที่ของชุมชนในด้านเศรษฐกิจนี้ ยังหมายรวมถึงหน้าที่ที่ชุมชนจะต้องจัดระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ของประเทศให้มีเสถียรติภาพ การดูแลภาวะดุลการค้าให้เหมาะสม (ในปี พ.ศ. 2546 ประเทศไทยมีมูลค่าสินค้าส่งออก 56.8 พันล้าน มีภาวะเกินดุลมีอยู่ 3.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ) การจัดหาทองค่าสำรอง เพื่อให้เงินบาทเป็นที่ยอมรับในประชาคมการค้าโลก
           นับตั้งแต่ประเทศไทยประกาศใช้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ. 2504 ประเทศมีอัตราการพัฒนาในทุก ๆ ด้านอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะอัตราความเจริญด้านเศรษฐกิจนั้นเพิ่มขึ้นในระดับเกินกว่าที่คาดไว้ จำนวนคนยากจนมีอัตราการลดลงอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2531 มีจำนวนคนยากจน 17.9 ล้านคน และลดลงเหลือ 6.8 ล้านคนในปี 2539 คาดว่าน่าจะลดลงเหลือ 6.4 ล้านคนในปี 2541 แต่จากการที่ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ทำให้จำนวนคนจนในปี 2541 จึงเพิ่มเป็น 7.9 ล้านคน รายได้ประชาชาติต่อหัวก็มีอัตราเฉลี่ยลดลงถึงร้อยละ 19.2 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2541 และลดลงอีกเป็นร้อยละ 24.8 ในช่วงปลายปี 2541 กิจการขนาดเล็ก-กลางได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมาก มีการปลดคนงานออกร้อยละ 21 ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2541 ส่งผลให้จำนวนคนว่างงานเพิ่มกว่า 2 เท่า คือจากประมาณ 5 แสนคนในปี พ.ศ. 2540 เป็น 1.3 ล้านคนในปี พ.ศ. 2541
           อย่างไรก็ตามรัฐบาลที่เกี่ยวข้องได้พยายามแสวงหามาตรการแก้ไขมาตลอด จนถึงปัจจุบันนับว่า ความรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจเริ่มผ่อนคลาย ภาวะหนี้สินของชาติที่รุมเร้าเริ่มลดลงในปี พ.ศ. 2546 ประเทศไทยสามารถปลดภาวะหนี้สิน IMF ได้คงเหลือเป็นหนี้ต่างชาติเพียง 53,000 ล้านบาท ลดจากยอด 109,278 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้ยายามทุกวิถีทางที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อกระตุ้น และส่งเสริมภาวะเศรษฐกิจของชาติหลายประการ เช่น โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ธนาคารประชาชน กองทุนหมู่บ้าน การประกันสังคม การพักชำระหนี้เกษตรกร ฯลฯ จึงนับได้ว่านับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ระบบเศรษฐกิจของไทยเริ่มกลับฟื้นตัวขึ้นมาอย่างน่าพอใจ ส่งผลให้คนมีงานทำมากขึ้น การวางงานลดลง
      
            4. ดูแลและจัดสวัสดิการบริการให้แก่สมาชิก อันได้แก่บริการที่ประชาชนพึงมีพึงได้รับจากรัฐเพื่อการมีชีวิตร่วมกันอย่างผาสุข ทั้งนี้บริการที่จัดให้ต้องให้มีความเหมาะสมตามอัตภาพของผู้รับ ทั้งในยามปกติ และในยามที่ต้องประสบภัยพิบัต
      
      บริการที่รัฐพึงจัดให้แก่สมาชิก 
      อาจแบ่งได้เป็น 2 ระดับ ดังนี้
           1. บริการขั้นต้น ได้แก่บริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสูง อันได้แก่ ศาสนสถาน สถานบริการและบริการสาธารณสุข และบริการสาธารณสุข สถานศึกษา ซึ่งในส่วนนี้รัฐได้ดูแลจัดสรรงบประมาณทนุบำรุงศาสนสถาน ส่วนด้านการศึกษานั้นพบว่า ประเทศไทยมีจัดขีดความสามารถด้านการศึกษาเทคโนโลยี สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เป็นอันดับ 29 จากจำนวน 60 ประเทศ เด็กขาดสารอาหารไม่มี และในปี พ.ศ. 2543 จำนวนแพทย์ 1 คน รับผิดชอบคนไข้ 3,427 คน
           2. บริการสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ซึ่งได้แก่บริการสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ สถานพักผ่อน ระบบการชลประทานเพื่อการเกษตร การคมนาคมขนส่งสาธารณะ และการสื่อสาร จากสถิติข้อมูลพบว่าในปี พ.ศ. 2547 คนไทยจำนวนประมาณหนึ่งในสีมีโทรศัพท์มือถือใช้ 

   

       ที่มา

   

      http://www.human.cmu.ac.th/~hc/ebook/006103/lesson10/04.htm

บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



Powered by SMF 1.1.12 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal
| Sitemap