Deprecated: preg_replace(): The /e modifier is deprecated, use preg_replace_callback instead in /home/www/virtual/muslimchiangmai.net/htdocs/Sources/Load.php(251) : runtime-created function on line 3
รวมบทความคุณลักษณะผู้นำชุมชนและการพัฒนาชุมชนที่ดี
มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมบทความคุณลักษณะผู้นำชุมชนและการพัฒนาชุมชนที่ดี  (อ่าน 8259 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 92.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 12:44:48 pm »
แบ่งปัน

                                                      
            

               ปร54/ผู้นำชุมชนที่ดี

         
                                       
                                                                                          
            เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ
            

                

         
            
            ทำงานกับชาวบ้านมาหลายปี ได้พบเห็นผู้นำชุมชนหลากหลายรูปแบบ สรุปคุณลักษณะผู้นำชุมชนที่ดีไว้ได้หลายข้อ ผู้นำคนหนึ่งอาจจะไม่มีทุกข้อ มีบางข้อ มากน้อยต่างกัน
            
            ๑. ผู้นำที่ดี เป็นคนดีมีคุณธรรม มีศรัทธาในศาสนา เชื่อมั่นในหลักจริยธรรม
               
            ๒. ผู้นำที่ดี ทำตัวเป็นแบบอย่าง ไม่ดีแต่พูดหรือบอกคนอื่นให้ทำ
               
            ๓. ผู้นำที่ดี สร้างความมั่นคงปลอดภัย ทำให้ชุมชนอยู่เย็นเป็นสุข
               
            ๔. ผู้นำที่ดี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในชุมชน คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น
             
            ๕. ผู้นำที่ดี ปรารถนาและพร้อมที่จะเรียนรู้และส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน
               
            ๖. ผู้นำที่ดี ปรารถนาและส่งเสริมนวัตกรรมหรือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
               
            ๗. ผู้นำที่ดี มองเห็นจุดอ่อนจุดแข็ง ข้อจำกัดและศักยภาพของตัวเองและของชุมชน
               
            ๘. ผู้นำที่ดี สร้างแรงบันดาลใจ สร้างขวัญและกำลังใจให้สมาชิกในชุมชน
               
            ๙. ผู้นำที่ดี เป็นตัวเชื่อม (catalyst) ที่ดีและผนึกพลังชุมชนให้เกิดผลเป็นทวีคูณ(synergy)
            
            ๑๐. ผู้นำที่ดี เคารพในศักดิ์ศรีและให้เกียรติชาวบ้าน ไม่ดูถูกผู้อื่น
            
            ๑๑. ผู้นำที่ดี ทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ และในการตัดสินใจ
            
            ๑๒. ผู้นำที่ดี สร้างเครือข่ายภายในชุมชนและกับนอกชุมชน เกิดประชาสังคมที่มีพลัง
            
            ๑๓. ผู้นำที่ดี ดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน วาระซ่อนเร้น
            
            ๑๔. ผู้นำที่ดี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนและพวกพ้อง
            
            ๑๕. ผู้นำที่ดี มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง มีเหตุมีผล
            
            ๑๖. ผู้นำที่ดี มีความอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
            
            ๑๗. ผู้นำที่ดี ใช้ข้อมูล ความรู้ และปัญญาในการทำงานเพื่อชุมชน
            
            ๑๘. ผู้นำที่ดี ไม่ใช้เงินหรืออำนาจอิทธิพลเพื่อชักนำ ครอบงำ บังคับ ขู่เข็ญคนอื่น
            
            ๑๙. ผู้นำที่ดี มีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน
            
            ๒๐. ผู้นำที่ดี คือ ผู้มีบารมี ที่ชาวบ้านอยากเดินตาม
            http://phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 11, 2015, 07:44:33 pm โดย ป้อหลวงบ้าน » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 92.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 12:46:01 pm »
แบ่งปัน

   
      
         ชุมชนเข้มแข็ง
         เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ
         
         
         

            

         
         ชุมชนเข้มแข็งควรมี ๔ กรอบเพื่อหาเกณฑ์และตัวชี้วัดต่อไปดังนี้
         
         ๑. ชุมชนเข้มแข็งเพราะเป็นชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเช่นนี้ไม่มีวันอ่อนแอ ไม่มีวันนั่งรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก แต่จะขวนขวายหาทางแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญาของตนเอง
         
         ชุมชนใดมีความรู้ มีปัญญา แม้ว่ามีทรัพยากรน้อยก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ มีเงินน้อยก็จะมีเงินมาก ตรงกันข้าม ชุมชนใดไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญา แม้ว่ามีทรัพยากรมากก็จะหมด แม้มีเงินมากก็จะไม่เหลือและเป็นหนี้
         
         ๒. ชุมชนเข้มแข็งตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ ไม่ใช่คิดอะไรไม่ออกไปบอกไปถามนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า นักวิชาการ เอ็นจีโอ ซึ่งให้คำแนะนำได้เสมอ ดีๆ ทั้งนั้น แต่เมื่อเอาไปทำแล้วเจ๊ง คนเสียหายคือชาวบ้าน ไม่ใช่คนที่แนะนำ
         
         ชาวบ้านต้องมีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ มีเป้าหมายการพึ่งตนเองอย่างมั่นคง ไม่ใช่คิดแต่จะรวย มืดบอดไปเพราะความโลภ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ใครบอกว่าทำอะไรรวยก็รีบทำ
         
         ๓. ชุมชนเข้มแข็งจัดการ "ทุน" ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทุนซึ่งไม่ได้หมายถึงแต่เพียงเงิน แต่หมายถึงทรัพยากร ความรู้ภูมิปัญญา ทุนทางสังคมวัฒนธรรม และอื่นๆ โดยการค้นหาทุนเหล่านั้นให้พบให้มากที่สุด เรียนรู้ว่าจะจัดการอย่างไรจึงจะพึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง
         
         ๔. ชุมชนเข้มแข็งมีธรรมาภิบาล มีการบริหารจัดการที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ
         
         ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ บ้านหนองกลางดง สามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์บอกว่า "การรวมตัวกันต่อเนื่องเป็นตัวชี้วัดความเข้มแข็งของชุมชน ทำให้มั่นใจว่าเราแก้ปัญหาในหมู่บ้านได้ ที่เกินกำลังค่อยบอกข้างนอกมาช่วย พูดง่ายๆ คำตอบอยู่ที่หนองกลางดง ไม่ได้อยู่ที่แหล่งงบประมาณ เงินเป็นเรื่องเล็ก แต่ความรู้สึกมั่นใจของคนในชุมชนเป็นเรื่องใหญ่กว่า"
         
         เขาย้ำอีกว่า "ผมไม่เชื่อว่าคนข้างนอกจะไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ ชุมชนต้องสร้างเองเหมือนผลึกที่มันต้องเกิดตรงนั้น แล้วก็โตขึ้นโดยธรรมชาติ"

         http://phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&...
         
         
         
         
            
               
                  
                     
                        
                           

                               

                        
                     
                  
                  

                      

               
            
         
         

             

      
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 12, 2010, 10:32:51 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 8514 Level 75 : Exp 18%
HP: 92.1%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2010, 12:48:29 pm »
แบ่งปัน

ใครพัฒนาใคร
เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ



   



ประมาณปี 2525 ผู้นำองค์พรพัฒนาเอกชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งพบกันที่โคราช พวกเขาประเมินงานพัฒนาที่ทำในชุมชนหมู่บ้านพบว่า โครงการส่วนใหญ่ล้มเหลวไม่แพ้โครงการของรัฐ

ก่อนนั้นคนเหล่านี้คิดว่าตนเองแน่กว่าข้าราชการ เพราะเข้ากับชาวบ้านได้ดีกว่า ทำตัวกลมกลืน เป็นลูกเป็นหลานชาวบ้าน แต่ในความเป็นจริงก็ครอบงำชาวบ้านพอๆ กันหรือมากกว่าอีก เพราะทำได้แนบเนียนกว่า ยังคิดว่าตนเองเก่งกว่าชาวบ้าน รู้ดีกว่าชาวบ้าน รู้คำตอบว่าควรพัฒนาอย่างไรจึงจะหายจน

แต่นานเข้าชาวบ้านก็ไม่ได้หายจน หลายแห่งยิ่งจนหนักลงไปอีก โครงการเข้าที่ไหนชาวบ้านแตกแยก แย่งผลประโยชน์ นักพัฒนาเหล่านี้ประเมินตัวเองอย่างจริงใจแล้วพบว่า ที่โครงการต่างๆ ล้มเหลวเพราะคนทำงานไม่เข้าใจชาวบ้าน ไม่เข้าใจภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่เข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน

แท้ที่จริงแล้ว เราไม่ได้ไปพัฒนาชาวบ้าน แต่ชาวบ้านพัฒนาเรา เพราะแม้โครงการล้มเหลวเราก็ได้บทเรียน ได้เงินเดือนทุกเดือน และขึ้นทุกปีอีกต่างหาก

นั่นคือที่มาของหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า "ใครพัฒนาใคร" แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Who Developed Whom ? เป็นคำถาม 25 ข้อ ที่คนทำงานพัฒนาถามตัวเอง ถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกับชาวบ้าน

คำถามนั้นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของจุดเปลี่ยนกระบวนทัศน์พัฒนาที่สำคัญใน ประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยก็ว่าได้ เปลี่ยนจาก "ผู้ให้-ผู้รับ" (donor-recipient) ไปสู่ "พันธมิตร (หุ้นส่วน ภาคี)" (partnership) กลุ่มคนทำงานพัฒนาเหล่านั้นไม่มีใครเรียกตัวเองว่า "นักพัฒนา" อีกเลยตั้งแต่บัดนั้น

น่าสังเกตว่า ปี 2525-2527 เป็นช่วงเดียวกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิตของเกษตรกรสองคนที่โดดเด่นอย่าง ยิ่งในสังคมไทยวันนี้ : ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม กับ ลุงประยงค์ รณรงค์

สองท่านนี้ได้ค้นพบ "วิถีแห่งการพึ่งตนเอง" ด้วยการเรียนรู้สู่การจัดการชีวิตด้วยพลังทางปัญญา หนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ อย่างยั่งยืน


http://a-life-northern-muslim.ning.com/forum/topics/3203591:Topic:24549



   
      
         ใจมาปัญญาเกิด
         เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ
         
         
         
         
         
         

            

         
         
         
         การทำงานกับชุมชนเป็นเรื่องยาก ยากเพราะชาวบ้านคุ้นเคยกับ "โครงการ" และ "เงิน" พูดจาภาษาอื่นไม่ค่อยเป็น ซึ่งโทษชาวบ้านก็คงไม่ถูก เพราะสังคม (รัฐ-รัฐบาล) ทำให้พวกเขาคิดเช่นนี้มานานหลายสิบปี อยู่ดีๆ จะเรียกร้องให้ชาวบ้าน "พึ่งตนเอง" คงยาก
         
         ยิ่งวันนี้มีโครงการประชานิยมทั้งหลายที่ประดังเข้าหมู่บ้านก็ยิ่งลำบากมาก ขึ้นไปอีก ชาวบ้านบอกว่า อยู่เฉยๆ ยังไงๆ ก็ได้โครงการ ได้งบประมาณ พวกโครงการวิจัย โครงการที่เรียกร้องการเสียสละเพื่อส่วนรวมชิดซ้ายไปได้เลย
         
         สี่สิบกว่าปีของแผนพัฒนาอย่างเร่งรัดให้ผู้คนรวยเร็วทำให้ใครต่อใครฝันว่า "พรุ่งนี้รวย" ตลอดมา พูดจากภาษาเงิน ภาษาผลประโยชน์ ไม่มีภาษาอื่น
         
         แล้วใครเป็นเทวดาจากไหนจะเข้าไปหมู่บ้าน พูดกับชาวบ้านครั้งสองครั้งแล้วพวกเขาจะเห็นด้วยกับ "การพึ่งตนเอง" พวกเขาต้องการโครงการ ต้องการงบประมาณ ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่ "ความคิด" ไม่ใช่ "ปัญญา" ซึ่งไม่รู้แปลว่าอะไร รู้แต่ว่าต้องการอะไรที่ "กินได้" มากกว่า
         
         แต่อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะ "บัวสี่เหล่า" นั้นแม้ประเภทใต้น้ำจะมาก พ้นน้ำจะน้อย แต่ที่ปริ่มๆ และอยากพ้นน้ำนั้นมีไม่น้อย ขอให้ได้สักคนสองคนก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะได้คนหนึ่งอีกสิบคนต้องค่อยๆ ตามมา ร้อยคนพันคนก็จะค่อยๆ เกิด
         
         มองที่ตาชาวบ้าน ถ้าเห็นประกายแล้วใช่เลย ใจมาปัญญาเกิดอย่างแน่นอน
         
         การทำงานกับชาวบ้านต้องการความอดทนต่อสภาพของการครอบงำ ต้องการเครื่องมือและวิธีการพิเศษเพื่อช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากการครอบงำดัง กล่าว เหมือนเขม่าที่จับก้นหม้อหุงข้าว ต้ม แกง ด้วยฟืน นานวันก็จับหนาเขรอะ เอามือถูคงไม่ออก ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงพิเศษ
         
         ทำงานกับชาวบ้านต้องการความศรัทธาในพลังของชุมชน เชื่อว่าพวกเขามีศักยภาพ (ความสามารถที่ยังไม่พัฒนา หรือยังไม่พัฒนาเต็มที่) ให้โอกาสพวกเขาได้คิด ได้ปรับตัว ได้เรียนรู้ เหมือนเมล็ดพืชที่ต้องการดินดี แดดดี น้ำดี ปุ๋ยดี จะได้โตเป็นไม้ใหญ่

         
         
         http://phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&amp...
   


   
      
         สามเหลี่ยมหลักคิด
         เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ
         
         
         
         

            

         
         
         ผู้คนปัจจุบันมักมองอะไรดีๆ ในชีวิตไม่เห็น ทั้งๆ ที่เป็นอะไรที่ใหญ่โตและชัดเจน เพียงเพราะมีเส้นผมมาบังก็มองไม่เห็นภูเขาเสียแล้ว
         
         ที่จริง ที่มองไม่เห็นอาจเป็นเพราะชีวิตมีหลายมิติ ยังไม่พูดถึงมิติที่สี่ สัมผัสที่หก ซึ่งอาจจะซับซ้อนเกินไป แต่พูดถึงภาพสามมิติที่คนส่วนใหญ่อาจจะเคยเห็น ถ้าเอากระดาษ โปสการ์ดหรืออะไรก็ได้ที่มีภาพสามมิติวางบนโต๊ะก็ไม่มีใครมองเห็นภาพสามมิติ ได้ เห็นแต่กระดาษที่มีภาพเดียว ภาพเส้น ลายเหมือนกันหมด ต่อเมื่อยกกระดาษ โปสการ์ดนั้นมาชิดที่ปลายจมูก สายตาจ้องรวมที่จุดหนึ่งแล้วค่อยๆ ขยับกระดาษห่างออกมาก็จะเริ่มมองเห็นภาพสวยงามมากมายในกระดาษนั้น อาจเป็นภาพทุ่งนา ป่า เขา สัตว์ ทิวทัศน์ บ้านเรือน ฯลฯ
         
         ความจริงของชีวิตก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเรามองเห็นแต่ "ภาพเดียว" ทุกวันๆ เราก็เริ่มเบื่อหน่ายกับความจำเจ ซ้ำซาก
         
         ลองหาวิธีคิดในมิติใหม่ๆ ดูบ้าง คิดนอกกรอบ อาจจะพบอะไรดีๆ มากมาย
         
         ลองเล่นเกมง่ายๆ กับกลุ่มคนที่เข้าร่วมสัมมนาเรื่องการคิดมิติใหม่ โดยแบ่งกลุ่มคนเป็นกลุ่มเล็กๆ ห้าคนสิบคน สุดแล้วแต่ขนาดของที่ประชุม แล้วแจกไม้จิ้มฟันให้กลุ่มละ 6 อัน สั่งว่า ให้เอาไม้จิ้มฟันต่อเป็นสามเหลี่ยมให้ได้ 4 สามเหลี่ยมด้านเท่า ห้ามหักไม้จิ้มฟัน
         
         เป็นอะไรที่ยาก ยากเพราะคนคิดในมิติเดียว ปกติจะไม่มีกลุ่มไหนทำได้ นอกจากจะมีผู้ที่เคยเล่นเกมนี้มาก่อน อาจมีข้อยกเว้นในกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ไม่ติดกรอบ มักจะคิดออก
         
         เฉลยให้ที่นี่ก็ได้สำหรับท่านที่ไม่รู้ คือ วิธีเดียวที่จะทำให้ได้สามเหลี่ยมด้านเท่า 4 อัน ให้เอาไม้จิ้มฟัน 3 อันทำสามเหลี่ยมราบกับพื้น แล้วเอาอีก 3 อันตั้งสูงเป็นรูปปิรามิดบนสามเหลี่ยมแรก ก็จะสามเหลี่ยมด้านเท่า 4 อัน
         
         นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และนักต่างๆ คือคนที่มองเรื่องธรรมดาที่คนธรรมดามองไม่เห็น แต่ถ้าหากใครๆ หยุดนิ่งๆ ก็อาจจะเห็นอะไรที่ไม่ธรรมดาจากเรื่องธรรมดาได้เช่นกัน
         
         ชีวิตความเป็นจริงมีหลายมิติ อย่าเพิ่งถอดใจง่ายๆ

         
         
         http://phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&amp...
   


บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service



* ร้านอาหาร ห้องพัก ธุระกิจ มุสลิมในภาคเหนือ
ไม่พบโพส